เรื่องเล่าจากแบงค์เกนสไตน์ ‘กลโกงหลอก บูชาผี’ l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [6 ต.ค.69]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากแบงค์เกนสไตน์ ‘กลโกงหลอก บูชาผี’ l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [6 ต.ค.69]

13 ต.ค. 2026

ทั้งที่ใช้วัตถุดิบเดิม ไม่เคยปรับเปลี่ยนอะไร แต่ลูกค้าประจำกลับทักว่า “ขนมเริ่มเน่า ซื้อไปไม่ทันไรก็มีกลิ่นบูด รสชาติไม่อร่อยเหมือนเดิม… ปรับคุณภาพวัตถุดิบลงหรือเปล่า?” ทั้งที่พี่เอกจริงจังกับเรื่องวัตถุดิบมาโดยตลอด แล้วอะไร? คือสาเหตุที่ทำให้ขนมของเขาเปลี่ยนไป?

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [6 ตุลาคม 2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องเล่าจากแบงค์ ‘กลโกงหลอก บูชาผี’

   แบงค์เกนสไตน์ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้รับฟังมาจาก ‘พี่สุ เวรเปล’ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทำธุรกิจอาจประสบพบเจอได้ โดย ‘พี่เอก (นามสมมติ)’ ซึ่งเป็น LGBT ได้เข้ามาปรึกษาพี่สุเกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนเองพบเจอในช่วงแรก พี่เอกเป็นเพียงพนักงานออฟฟิศทั่วไป แต่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เขาได้รับแจ้งให้ออกจากงานจากการ Lay off พนักงาน โดยบริษัทไม่ได้ให้ออกในทันที แต่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงปลายปี ไม่รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดลใจให้ พี่เอกนำเงินที่สะสมมาไปปิดบัตรเครดิตตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว และหลังจากปิดบัตรได้เพียง 1 เดือน พี่เอกก็ได้รับแจ้งว่าเป็นหนึ่งในรายชื่อพนักงานที่ต้องออกจากงาน ท่ามกลางความโชคร้าย พี่เอกก็ยังรู้สึกโชคดีที่อย่างน้อยได้เคลียร์หนี้ไปก่อนแล้ว แถมยังได้รับค่าตกใจและเงินชดเชยต่าง ๆ ทำให้เงินก้อนนี้เหลือไว้ใช้ต่อโดยไม่ต้องนำไปชำระหนี้บัตรเครดิตอีก เขาจึงรู้สึกว่าหัวหน้าไม่ได้ใจร้ายอะไร และยอมรับพร้อมเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

พี่เอกทำงานอยู่ในจังหวัดแห่งนี้มาเป็นระยะเวลานานแล้ว หลังจากออกจากงาน เขาก็เริ่มคิดว่าจะทำอะไรต่อดี แต่ด้วยความที่ผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้านมีอายุมากแล้ว เขาจึงตัดสินใจปรึกษากับคนรักว่าจะนำเงินก้อนนี้กลับไปที่บ้าน เพื่อดูแลครอบครัว พื้นฐานพี่เอกเป็นคนที่ชื่นชอบ และมีฝีมือในการทำเบเกอรีอยู่แล้ว จึงได้ไปเปิดร้านในตลาดใหญ่ใจกลางจังหวัดบ้านเกิด ตลาดแห่งนี้มีทั้งหมด 3 ซอย ซึ่งคือ 4 แถว โดยพี่เอกเป็นพ่อค้าหน้าใหม่ที่เปิดร้านอยู่ในซอยที่ 3 บริเวณท้าย ๆ ตลาด ด้วยความที่พี่เอกเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ ทำให้ร้านเบเกอรีของเขาขายดีมาก ในช่วง 2–3 เดือนแรก ขายดีเสียจนทำขายไม่ทัน

   แต่เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 3 ร้านแรกที่อยู่ซอย 1 บริเวณทางเข้าตลาดกลับเปลี่ยนมาขายเบเกอรีเหมือนกับพี่เอก แม้กระทั่งการจัดหน้าร้านก็ยังเหมือนกัน จนเรียกได้ว่าเป็นการลอกเลียนแบบ สำหรับพี่เอก เขาไม่ได้แปลกใจหากจะมีสินค้าหลากหลายชนิด หรือมีสินค้าซ้ำกันบ้าง แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกแปลกใจ คือก่อนหน้านี้ร้านดังกล่าวขายสินค้าอย่างอื่นอยู่ แต่ทำไมเมื่อร้านของพี่เอกขายดี อีกฝ่ายกลับเปลี่ยนมาขายสินค้าเหมือนกัน จนแทบจะเหมือนเป็นสาขาที่ 2 ของร้านพี่เอกเลยก็ว่าได้ ซึ่งส่งผลกระทบให้ยอดขายของร้านพี่เอกตกลง

หลังจากถูกลอกเลียนแบบ ในเดือนแรกยอดขายเริ่มตก พอเข้าสู่เดือนที่ 2 ก็เริ่มขายได้เท่าทุน และเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 3 ก็เริ่มขายของไม่หมดจนกลายเป็นขาดทุน ทำให้พี่เอกเริ่มเครียด แต่พ่อค้าร้านข้าง ๆ ซึ่งขอใช้นามสมมติว่า ‘พี่หนึ่ง’ เป็นคนดีกับพี่เอก เวลาเขาไปเข้าห้องน้ำ พี่หนึ่งก็จะคอยช่วยเฝ้าร้านให้ และถามไถ่สารทุกข์สุกดิบอยู่เสมอ พี่หนึ่งสังเกตเห็นว่าร้านเริ่มขายไม่ดี จึงเข้ามาสอบถามพี่เอกว่าเครียดเรื่องอะไร และเกิดอะไรขึ้น?

   หลังจากพี่เอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง เย็นวันนั้นพี่หนึ่งก็ชวนไปสังสรรค์ หลังจากกินดื่มไปได้สัก 3–4 กระป๋อง พี่หนึ่งก็เสนอว่ารู้จักอาจารย์คนหนึ่ง ซึ่งในช่วงที่เขาขายไม่ดี พอไปหาอาจารย์คนนี้แล้วก็กลับมาขายดีอีกครั้ง พี่เอกเห็นว่าพี่หนึ่งค้าขายได้ดีจริง สามารถหมุนเงินได้ แม้จะมีการกู้ยืมเงินต่าง ๆ แต่ก็ยังจ่ายหนี้รายวันได้อยู่เสมอ เมื่อเห็นเช่นนั้น พี่เอกจึงสนใจที่จะไปหาอาจารย์คนดังกล่าว

เมื่อไปถึงสถานที่ สิ่งที่เห็นไม่ได้เห็นเป็นสำนักอะไร แต่เป็นเพียงห้องแถว ภายในไม่ได้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์รายล้อม เมื่อเข้าไปก็พบกับคุณลุงคนหนึ่งชื่อว่า ‘ลุงธน’ ซึ่งทำงานส่งของทั่วไป หลังจากพบกัน ลุงธนก็ถามไถ่ชื่อพี่เอก เมื่อพี่เอกบอกชื่อ และบอกว่ามาหาตามคำแนะนำของพี่หนึ่ง ลุงธนก็ทักขึ้นมาว่า หากมาตามคำชวนของพี่หนึ่ง คงมาเรื่องค้าขายแน่ ๆ พี่เอกก็ตอบไปตามตรง

จากนั้น... ลุงธนก็นำเงินพดด้วงมาให้ โดยเป็นของเสมือนจริงที่นำไปปลุกเสก ไม่ใช่ของจริง พร้อมทั้งบอกว่าให้นำไปบูชาแล้วการค้าขายจะดีอย่างแน่นอน โดยมีค่าบูชาเพียง 59 บาทเท่านั้น เมื่อได้ยินราคา พี่เอกจึงรีบควักเงินออกมาจ่ายโดยไม่คิดอะไร การบูชาเงินพดด้วงนี้ทำได้ง่าย ๆ เพียงวางเหรียญไว้กลางพาน และเทน้ำลงไปรอบ ๆ รวมถึงมีบทสวดสำหรับการบูชา ซึ่งพี่เอกก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดแปลกไป หลังจากนั้นประมาณ 1–2 สัปดาห์ ร้านก็กลับมาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และเริ่มกลับมาเฟื่องฟูอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน ก่อนที่ยอดขายจะตกลงมาอีกครั้ง

   จากการไปหาลุงธนครั้งก่อน พี่เอกได้รับเบอร์ติดต่อไว้ จึงโทรศัพท์ไปเล่าสถานการณ์ให้ฟังว่า ทุกอย่างกลับไปเป็นเช่นเดิมอีกแล้ว ยอดขายตกลง และร้านด้านหน้าก็กลับมาขายดี มีแต่คนไปซื้อร้านนั้น ลุงธนจึงบอกให้พี่เอกกลับไปหาอีกครั้ง เมื่อกลับไปหาลุงธนในครั้งนี้ แกก็ทักขึ้นมาว่า

“มีใครทำอะไรกับร้านเอ็งหรือเปล่า ของลุงมันโอเคอยู่นะ มีใครมาใส่ของร้านเอ็งหรือเปล่า ของลุงก็ไม่ธรรมดานะ” จากนั้นลุงธนก็เสนอให้พี่เอก เติมของ แต่ครั้งนี้ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 599 บาท โดยมีการเติมคาถาเปรียบเสมือนยามรักษาความปลอดภัย หรือ รปภ. ลุงธนอ้างว่าร้านจะต้องมีคนทำของใส่อย่างแน่นอน

พี่เอกยอมรับว่าเครียด เพราะไม่มีเงินหมุนสำหรับทำร้าน การต้องจ่ายเงินถึง 599 บาทสำหรับการมู ก็ทำให้รู้สึกเสียดายเงิน แต่ก็เลือกที่จะทำเพราะครั้งแรกเห็นผลดี อย่างไรก็ตาม เขายังคงรู้สึก 50-50 เพราะมั่นใจในฝีมือการทำเบเกอรีของตนเอง และมีพดด้วงมาช่วยเสริม ครั้งนี้จึงตัดสินใจจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อซื้อสิ่งที่เปรียบเสมือนยาม รปภ. มาเฝ้าร้าน และช่วยปัดเป่าสิ่งต่าง ๆ

   สถานการณ์ของร้านกลับมาเฟื่องฟู ขายดีเสียยิ่งกว่าเก่า ไม่เพียงแค่ขายของหน้าร้านหมดเท่านั้น แต่ยังมีลูกค้าสั่งซื้อเพื่อนำไปขายต่อ และนำไปทำบุญอีกด้วย ร้านขายดีอยู่ประมาณ 3 เดือน แต่เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 4 ทุกอย่างกลับแย่ลงอีกครั้ง ยอดขายตกลงเรื่อย ๆ จนได้รับฟีดแบ็กจากลูกค้าประจำว่า “ขนมเริ่มเน่า ซื้อไปไม่ทันไรก็มีกลิ่นบูด รสชาติไม่อร่อยเหมือนเดิม… ปรับคุณภาพวัตถุดิบลงหรือเปล่า?”

ทั้งที่ไม่มีการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบใด ๆ เพราะพี่เอกเป็นคนจริงจังกับเรื่องวัตถุดิบมาก เขาเติบโตมากับบริษัทที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ และรู้ว่าการไม่ทรยศต่อลูกค้าจะทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ ดังนั้น เขาจึงใช้วัตถุดิบที่ดีมาโดยตลอด จึงเป็นไปไม่ได้ที่ขนมซึ่งเพิ่งซื้อไปจะเน่าเสียหรือมีกลิ่นเปรี้ยวบูดในเวลาอันรวดเร็ว

   หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น สิ่งแรกที่พี่เอกนึกถึงคือลุงธน ครั้งนี้พี่เอกบอกกับแกว่าท่าจะโดนของแรง เพราะขนมถึงขั้นเน่าเสีย ลุงธนตอบกลับมาว่าคาถาที่ได้ไปล่าสุดอาจอ่อนกำลังลง จึงให้บูชาของเพิ่มในราคา 1,099 บาท โดยอ้างว่าเป็นทีเด็ด เปรียบเสมือนการชาร์จแบตเตอรี่ เพราะคาถาที่ใช้ไปนาน ๆ พลังจะอ่อนลง จึงต้องใช้คาถานี้ไปบูชาเพื่อชาร์จแบตเพิ่ม

ครั้งนี้พี่เอกก็เครียดหนักเช่นเคย เนื่องจากราคาสูงขึ้น แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจซื้ออยู่ดี

หลังจากนั้น ร้านก็กลับมาขายดี และเฟื่องฟูเช่นเคย สถานการณ์วนอยู่แบบเดิม คือขายดีได้ประมาณ 4 เดือน ก่อนที่ยอดขายจะตกลงอีกครั้งเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 5 โดยในการบูชาครั้งที่ 3 นี้ ลุงธนได้ให้กระดาษใบเล็ก ๆ มาหนึ่งใบ พร้อมกล่าวว่า

“หากขายไม่ดี ให้เปิดกระดาษนี้มา ในกระดาษจะมีของพิเศษอยู่”

เมื่อถึงช่วงที่ยอดขายเริ่มตก พี่เอกจึงเปิดกระดาษแผ่นนั้นออกมา ข้างในมีคาถาสำหรับการบูชา พร้อมระบุวิธีว่าต้องใช้ธูป 16 ดอก และดอกไม้ซึ่งดูเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ตามมาคือต้องเตรียมเลือดหมูสด ๆ 1 ถ้วย รวมถึงเนื้อหมูและไก่พร้อมเครื่องใน จุดนี้ทำให้พี่เอกเริ่มเอะใจว่า เหตุใดการบูชาจึงต้องใช้ทั้งเลือดและของดิบ เขาจึงไปสอบถามญาติ ๆ ว่าเคยพบเจอการบูชาลักษณะนี้หรือไม่ ทุกคนต่างตอบกลับมาว่า “ไม่นะลูก ที่พูดมามันเหมือนกับการไหว้ผี ไหว้สัมภเวสี”

พี่เอกจึงยังไม่ซื้อของไหว้ และไม่ยอมอ่านคาถาในใบนั้น พร้อมทั้งหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยความกังวลใจ รวมถึงตัดสินใจปิดร้านชั่วคราวในช่วงนั้น

   จากนั้นพี่เอกได้พูดคุยกับพี่สุ เวรเปล และได้รับรู้ว่าการท่องคาถาโดยใช้เลือด และของดิบนั้นไม่น่าจะเป็นการบูชาของดี พี่สุจึงได้ปรึกษากับพี่ชายซึ่งเป็นคนประกอบพิธีครอบครูให้ และได้วิธีมาแนะนำพี่เอกว่า “ให้นำของทั้งหมดไปทิ้งน้ำ ไปบวชพราหมณ์ และนั่งสมาธิทุกวันพระ เพื่อส่งบุญและเสริมเป็นเกราะป้องกันให้ตนเอง”

หลังจากนั้น พี่เอกก็หายไปจาก พี่สุเป็นเวลาหนึ่งเดือน ก่อนจะกลับมาบอกว่าได้ไปจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ทั้งการนำของไปทิ้งน้ำตามคำแนะนำ รวมถึงการไปทำบุญ บวช และนั่งสมาธิ

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องอัปเดตคือ พี่หนึ่งซึ่งเป็นพ่อค้าร้านข้าง ๆ แท้จริงแล้วรู้จักกับทั้งเจ้าของร้านแรก และลุงธน กลุ่มนี้จะใช้วิธีให้ร้านแรกทำทีลอกเลียนแบบร้านที่ขายดีเกินหน้าเกินตา รวมถึงแนะนำให้เหยื่อไปหาลุงธน ซึ่งแท้จริงแล้วลุงธนไม่ใช่หมอผี แต่เป็นเพียงบุคคลธรรมดาที่กลุ่มนี้อุปโลกน์ขึ้นมาให้เป็นหมอผี เพื่อหลอกลวงต้มตุ๋นเหยื่อ โดยในตลาดก็มีผู้เสียหายจากการกระทำลักษณะนี้มาหลายคนแล้ว เพียงแต่ไม่สามารถเอาผิดได้

ส่วนของที่นำมาให้พี่เอกบูชานั้น เป็นของที่ถูกปลุกเสกโดยอาจารย์คนหนึ่ง ซึ่งเป็นของไม่ดี พี่เอกเชื่อว่าของที่ได้มาคงมีผลจริง เพราะตั้งแต่ขายมาเขาไม่เคยเปลี่ยนวัตถุดิบเลย สุดท้ายแล้วพี่เอกยังโชคดีที่ไม่เสียสิ่งใดไปมากกว่านี้

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณมิ้น หัตถา ‘เพื่อนจากโซเชียล’ l อังคารคลุมโปง X มิ้น หัตถา [7 ก.ค.69]

14 ก.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณมิ้น หัตถา ‘เพื่อนจากโซเชียล’ l อังคารคลุมโปง X มิ้น หัตถา [7 ก.ค.69]

“พี่หนูกลัว พวกมันมีปืน” คำพูดถูกส่งมาจากเด็กวัย 14 ที่หนีออกจากบ้านไปอยู่กับแฟน สิ้นสุดข้อความนั้นก็ติดต่อเธอไม่ได้อีก ผ่านไป 4 วันกลับได้รับข้อความว่า “หนูได้กลับบ้านแล้ว ต่อจากนี้ไม่ต้องห่วงหนูแล้วนะ” เป็นข้อความที่ไม่สามารถตอบกลับได้ เช้าวันถัดมากลับได้ข่าวว่า “น้องเสียชีวิตไปแล้ว” ใครติดต่อเธอมากันแน่? เบื้องหลังข้อความเหล่านั้นมีอะไรเกิดขึ้น! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X มิ้น หตถา [ 7 กรกฎาคม 2569 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนจากโซเชียล’ ‘คุณมิ้น หัตถา’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ตรงจาก ‘น้องมาย’ ซึ่งเป็นน้องสาว เรื่องราวเมื่อปี 2557 ในช่วงนั้นมีแอปพลิเคชันหาคู่ชื่อดังอยู่แอปหนึ่ง หน้าตาแอปเป็นไอคอนรูปผึ้งสีเหลือง ซึ่งน้องมาย ก็เล่นหาเพื่อนคุยตามปกติ จนกระทั่งได้เข้าไปในกลุ่มหาเพื่อนพูดคุยสนุก ๆ กลุ่มหนึ่ง และได้รู้จักน้องคนหนึ่งให้นามสมมุติว่า ‘น้องแนท’ โดยน้องเป็นทอมที่ชอบมาคุยเล่น และบ่นระบายในกลุ่มบ่อย ๆ ว่า ‘จะต้องทำอย่างไรให้ที่บ้านยอมรับ’พอคุยกันไปเรื่อย ๆ น้องแนทก็รู้สึกว่าน้องมาย เป็นที่ปรึกษาที่ดี จึงตัดสินใจทักไลน์มาคุยส่วนตัว เพื่อปรึกษาว่า “จะต้องทำอย่างไรให้พ่อยอมรับ” ด้วยที่ว่าบ้านน้องแนทเป็นคนใต้ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วยังคงแอนตี้ LGBT คุณพ่ออยากจะให้น้องแนทเป็นผู้หญิง อยากให้แต่งงาน พ่อของน้องมีความฝันอย่างนั้น ซึ่งน้องแนทก็ได้เล่าว่า ถึงแม้เจ้าตัวจะเรียนได้เกรด 3.5 ขึ้นไป ได้เป็นนักกีฬาโรงเรียน แถมเป็นนักดนตรีด้วย เรียกได้ว่าเป็นคนเก่ง แต่คุณพ่อยังคงไม่ยอมรับอยู่ดี จนเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ น้องแนทก็โทรมาเล่าว่า เจ้าตัวมีแฟนแล้วนะ โดนได้แฟนจากแอปนี้นี่แหละ ในตอนนั้นน้องแนทกำลังอยู่ในช่วงที่ตัดสินใจว่าจะย้ายไปอยู่กับแฟน ซึ่งในตอนนั้นน้องแนทอายุเพียงประมาณ 14 ปี ยังเรียนไม่จบม.3 ด้วยซ้ำ ในขณะแฟนน้องแนทอายุได้ 20 ปีแล้ว อายุห่างกันราว 5 ปี หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ไม่ได้พูดคุยอัปเดตเรื่องราวกัน จนเมื่อเวลาผ่านไปประมาณเกือบเดือน น้องแนทก็ทักมาบอกว่า “หนีออกจากบ้าน ไปอยู่กับแฟนที่ภาคกลางแล้ว” น้องมายจึงถามว่าเกิดอะไรขึ้น พ่อไม่ว่าหรือ เจ้าตัวจึงเล่าว่า มีปากเสียงกับคุณพ่อ เพราะเขาไม่อยากให้มีแฟนเป็นผู้หญิง และไม่ยอมรับในตัวน้องแนท เจ้าตัวจึงตัดสินใจไม่เรียนต่อ พร้อมทั้งหนีออกมาเลย โดยในตอนนั้นเจ้าตัวก็ทำงานอยู่ในมินิมาร์ตแห่งหนึ่งในภาคกลาง ซึ่งแฟนเป็นคนฝากงานให้เพราะน้องแนทยังอายุไม่ถึง เจ้าตัวเล่าเสริมว่าพอไปทำงานชีวิตดีมาก เมื่อได้เงินมาก็ให้แฟนเก็บ และแฟนก็ให้เงินใช้ด้วย ทางด้านน้องแนทก็หายไปอีกระยะหนึ่ง แต่จะทักมาหาเรื่อย ๆ ด้วยความถี่ประมาณ 1 - 2 อาทิตย์ครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งน้องแนททักมาเล่าเรื่องที่ไปรู้มาว่าแฟนเก่าของแฟนเป็นผู้ชายที่มีอิทธิพล และแฟนเก่าไม่ชอบทอมเอามาก ๆ หลังจากเล่าเรื่องนี้น้องแนทก็หายไปเงียบไปอีกครั้งหนึ่งก่อนที่ต่อมาจะทักมาหาว่า ‘หนูกลัวทำอย่างไรดี อยู่ที่ห้องน้ำในผับ และเขากำลังจะกระทืบหนู’ โดยที่น้องแนทไม่ได้บอกพิกัด และหายไปเลย น้องมายจึงพยายามติดต่อกลับไป จนระยะเวลาผ่านไปประมาณ 1 อาทิตย์ พอติดต่อได้น้องแนทก็โทรมาเล่าให้ฟังว่า วันนั้นเจ้าตัวไปดื่มสังสรรค์กันที่ผับ และบังเอิญเจอแฟนเก่าของแฟนมาเที่ยวด้วย พอเจอกันฝ่ายชายก็เขม่นมองหน้า น้องแนทจึงตัดสินใจว่าจะกลับก่อน เลยแวะเข้าห้องน้ำก่อนกลับ แต่เมื่อทำธุระเสร็จก็เห็นว่าผู้ชายดักรออยู่หน้าห้องน้ำ ถึงแม้แอบในห้องน้ำก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะในท้ายที่สุดก็ต้องออกมาอยู่ดี น้องแนทได้ถ่ายรูปส่งมาว่าถูกทำร้าย ทั้งอก มือ แขน ขา มีแต่รอยช้ำ บนหน้าปูด มีรอยเลือด และปากแตก น้องมายจึงถามว่าไปหาหมอหรือยัง ข้างในร่างกายบอบช้ำไหม เป็นอะไรหรือเปล่า แต่น้องแนทกลับบอกว่าไม่มีตังค์ พอน้องมายเสนอที่จะโอนค่ารักษาพยาบาลให้ด้วยความสงสาร น้องแนทก็เลือกที่จะปฏิเสธและขอบคุณน้ำใจของเธอจากนั้นน้องแนทก็หายไปอีกประมาณเกือบเดือน และทักกลับมาบอกว่า “พี่หนูอาจจะไม่ได้คุยกับพี่บ่อยนะเพราะแฟนขี้หึงมากไม่ให้คุยกับใครเลย” น้องมายก็ตอบกลับไปว่า “โอเคแต่ต้องดูแลตัวเองนะ และอยากให้เปลี่ยนใจกลับไปเรียนให้จบอย่างน้อยก็ ม.3 จะไปเริ่มทางไหนต่อก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยเรียนให้จบม.3” แต่น้องแนทก็ได้ยืนยันว่า “เขาเลือกแล้ว” และน้องแนทก็หายไปเป็นเวลาสิบกว่าวันครั้งนี้น้องแนท ได้ทักกลับมาอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับข้อความว่า “พี่หนูกลัว” โดยในครั้งนี้น้องแอบอยู่หลังมินิมาร์ตในป่ากก พร้อมทิ้งข้อความสุดท้ายไว้ว่า “พวกมันมีปืน” ตอนนั้นน้องมายเริ่มใจไม่ดีแล้ว บอกให้เจ้าตัวส่งพิกัดมา เธอจะแจ้งตำรวจให้ และพยายามส่งข้อความเพื่อขอเบอร์ติดต่อที่บ้านของน้องแนท พยายามทั้งส่งข้อความและโทรเบอร์ แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ เมื่อเวลาผ่านไปอีกประมาณ 4 วัน น้องแนทก็ได้ติดต่อกลับมาช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนว่า “หนูได้กลับบ้านแล้ว ต่อจากนี้ไม่ต้องห่วงหนูแล้วนะ” น้องมายจึงรีบถามกลับไปว่า น้องแนทเป็นอย่างไรบ้าง วันนั้นหนีไปได้อย่างไร เล่าให้ฟังหน่อย แต่ข้อความทั้งหมดกลับส่งไม่ไป พอโทรไปก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ น้องมายจึงคิดว่าไปต่าง ๆ นานาว่าหรือแนทโดนจับตัวไป และถูกบังคับให้ส่งข้อความจะได้ไม่มีคนห่วง ด้านน้องมายพยายามติดต่อไปหาทั้งคืน ในรุ่งเช้าวันถัดมา เวลาโดยประมาณ 8 โมงเช้า เบอร์โทรศัพท์ของน้องแนทก็ได้ติดต่อกลับมา มายจึงรีบรับสายและถามด้วยความเป็นห่วงว่า น้องแนทเป็นอย่างไรบ้าง กลับบ้านมาได้อย่างไร ใครมาช่วยไว้ ได้โทรบอกพ่อไหม แจ้งตำรวจกับตำรวจคนไหนไป แต่เสียงที่ตอบกลับมาเป็นเสียงผู้ชาย พร้อมทั้งถามกลับมาว่า “เธอเป็นใคร” น้องมายไม่ได้ตอบ แต่เลือกถามกลับว่า“คุณเป็นใคร มาใช้เบอร์น้องแนทได้อย่างไร รู้ไหมว่าเจ้าของเบอร์กำลังอยู่ในอันตราย คุณเป็นใครเป็นคนช่วย หรือเป็นคนที่ทำร้าย”ปลายสายเงียบไปสักพัก ก่อนจะถามกลับมาว่า “เธอรู้จักแนทได้อย่างไร” มายได้ตอบไปว่า “เป็นรุ่นพี่ที่รู้จักผ่านแอป และคอยให้คำปรึกษากับน้องแนทมาตลอด” ชายคนนั้นพูดขึ้นมาว่า“น้องแนทตายแล้ว ตายเมื่อ 3-4 วันที่แล้ว”แต่ถึงอย่างนั้นน้องมายยังคงไม่เชื่อ เพราะมีข้อความส่งมาเมื่อคืน น้องมายได้แคปข้อความนั้นส่งไปในไลน์ของน้องแนท และเข้าไปคุยกันต่อในไลน์ ปลายสายจึงบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เขาเป็นพี่ชายของน้องแนท และเป็นคนไปรับศพแนทจากชลบุรีลงมาที่บ้านเกิดเมื่อ 3 วันที่แล้ว น้องมายก็ยังคงไม่เชื่อคำพูดจากคนที่อ้างตัวว่าพี่ชาย เขาจึงส่งภาพน้องแนทที่นอนอยู่ในโลงในสภาพถูกยิงกลางศีรษะ และกลางอกไปให้ดู พี่ชายเล่าเหตุการณ์ว่า ป้าที่ขายของอยู่ในละแวกนั้นเห็นคนวิ่งไปแอบในป่ากก และหายไปเป็นเวลานานมาก พร้อมทั้งเห็นผู้ชายสองคนกำลังวิ่งไล่ตามหา ก่อนที่ผู้ชายพวกนั้นก็หายไป กระทั่งช่วงเวลาประมาณ 1 ทุ่ม เด็กคนนั้นเดินออกมา พร้อมทั้งเห็นไฟจากปืนที่ยิงออกมาดัง “ปั้ง ปั้ง” จากนั้นน้องก็ล้มลงเสียชีวิตคาที่ พี่ชายพยายามหาฆาตกร แต่ผู้คนแถวนั้นไม่มีใครบอกเลยว่าใครเป็นคนทำน้อง และสถานที่เกิดเหตุคือ ป่ากกไม่มีกล้องวงจรปิด อีกทั้งยังอยู่ในจังหวะชุลมุน ไม่มีอะไรที่สามารถบ่งบอกชัดเจนว่าใครเป็นคนยิงพี่ชายจึงนำโทรศัพท์ใส่ลงไปในโลงศพ พร้อมทั้งพูดกับร่างไร้วิญญาณของน้องแนทว่าให้ช่วยพี่หาฆาตกรในจังหวะนั้นน้องมายทักมา พี่ชายจึงคิดว่าน้องมายคือ แฟนน้องแนทที่หลอกไป แต่ไม่ใช่ ฝั่งพี่ชายจึงได้ขอรูป และรายละเอียดของแฟนน้องแนทจากน้องมาย เธอส่งรายละเอียดเกี่ยวกับแฟนน้องแนทไปให้คร่าว ๆ โดยพี่ชายบอกกับเธอว่าหากได้เรื่องอย่างไรจะโทรกลับมา จนผ่านไปอีกประมาณ 1 เดือน พี่ชายโทรกลับมาแจ้งข่าวว่า“จับได้คนร้ายได้แล้ว ฆาตกรยอมรับสารภาพว่า ในตอนที่ผู้หญิงคนนี้ที่มาคบกับน้องแนท เขาทั้งคู่ยังไม่ได้เลิก เพียงแค่ทะเลาะกัน และผู้หญิงไปคบน้องแนทเพื่อประชดเขาเท่านั้น เขาไม่พอใจจึงยิงน้องแนทเลย”ส่วนตัวน้องมายไม่รู้จักผู้หญิงคนนั้นเป็นการส่วนตัว เพียงแค่รู้จักจากการที่น้องแนทเคยส่งรูปมาให้ดูเท่านั้น แต่สิ่งที่ยังคงเป็นปริศนาต่อไปคือ ใครเป็นคนส่งข้อความหาน้องมายกันแน่? ทำไมในห้องแชทเครื่องของน้องแนทไม่มีข้อความเหล่านั้นเลย ด้านคุณมิ้นสามารถยืนยันได้ว่ามีข้อความดังกล่าวจริง ในคืนที่น้องแนททักมาบอกว่าปลอดภัยคุณมิ้นก็อยู่กับน้องมาย และได้เห็นข้อความ แต่ในเครื่องของน้องแนทพี่ชายกลับไม่พบข้อความใด ๆ เลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณบอย เดอะโกส ‘พนักงานส่งของ’ l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

08 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณบอย เดอะโกส ‘พนักงานส่งของ’ l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

ตอนนั้นเริ่มเป็นพนักงานส่งของใหม่ ๆ ต้องทำโอทีเพื่อทำยอด ช่วงดึกทำงานอยู่ในคลังสินค้าเพียงคนเดียว ระหว่างที่จัดสินค้าเตรียมส่งให้ลูกค้า สายตาเห็นคนเดินผ่านบริเวณกล่องพัสดุ เมื่อเดินไปดูไม่เจอใคร แต่ได้เห็นกล่องพัสดุชิ้นหนึ่งที่สั่น! และมาพร้อมเสียงปริศนาบอกว่า ‘พี่ชายปล่อยผมออกไปที’ เช้าต่อมาต้องนำของชิ้นนี้ไปส่งให้รู้ค้า จึงได้รู้ว่าสิ่งนี้คือ ‘น้ำมันพราย’เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost (28 เม.ย. 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พนักงานส่งของ’ เรื่องราวนี้เป็นเรื่องที่ถูกเล่าโดย ‘คุณบอย’ ซึ่งเป็นประสบการณ์ของพนักงานส่งของคนหนึ่ง ที่ได้เล่าให้คุณบอยฟังไว้ว่า ช่วงที่ผมได้มาเป็นพนักงานส่งของใหม่ ๆ ก็ต้องขยันหน่อย ทำ OT มาก ๆ เพื่อที่หัวหน้าจะได้เห็นยอด และให้ผมผ่านโปรไว ๆ มีอยู่คืนหนึ่งผมทำงานจนดึกอยู่ในคลังสินค้า กว่าจะทำงานเสร็จก็ประมาณ 5 ทุ่มเกือบเที่ยงคืน ซึ่งพี่ ๆ พนักงานคนอื่นกลับไปหมดแล้ว ผมก็จัดสินค้าขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ของผมปกติเพื่อที่พรุ่งนี้จะได้ออกไปส่งตั้งแต่เช้า แต่ระหว่างนั้นมีกองสินค้าอยู่กองนึงอยู่ในบริเวณที่ไม่ค่อยมีไฟหางตาผมสังเกตเห็นใครสักคนกำลังเดินอยู่ในคลังสินค้า ผมแอบเอะใจนิด ๆ เพราะที่นี่มีผมอยู่แค่คนเดียวใครจะมาเดินในคลังเวลานี้ เลยตัดสินใจเดินไป แต่เมื่อไปถึงก็ไม่เจอใคร เจอแต่กล่องสินค้าชิ้นเล็กกล่องหนึ่งซึ่งมันขยับ และสั่นเองได้ผมกลัวว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอยู่ด้านในหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนั้น มันอาจจะขาดอากาศหายใจได้ ผมจึงเอื้อมมือหยิบกล่องนั้นขึ้นมา ท่ามกลางความเงียบ และมืดผมเอากล่องพัสดุชิ้นนั้นขึ้นมาแนบหูเพื่อฟังเสียงมัน และเสียงที่ออกมาจากกล่องใบนั้นคือเสียงพูดของใครคนหนึ่งที่พูดว่า...“พี่ชาย ปล่อยผมออกไปที” ด้วยความตกใจ ทำไมถึงมีเสียงพูดออกมาจากกล่องแบบนั้น ผมโยนทิ้ง และรีบวิ่งออกมาจากคลังสินค้า ไปที่รถเพื่อหนีออกมาอย่างรวดเร็ว เช้าวันต่อมาผมก็ขับรถไล่ส่งสินค้าตามบ้านปกติ แต่ส่งจนมืดค่ำก็ยังไม่หมดเหลือประมาณ 10 กล่องสุดท้าย ผมจึงคิดว่าจะเก็บไว้ไปนำส่งต่อวันพรุ่งนี้ เมื่อผมกลับมาถึงที่พักผมก็จอดรถไว้ และเดินขึ้นห้องไปซึ่งห้องผมอยู่ชั้น 2 ที่สามารถมองลงมาเห็นรถมอมอเตอร์ไซค์ตัวเองจากหลังห้องได้พอดี ผมถึงห้องผมก็ตรงไปอาบน้ำ พออาบเสร็จก็จะเอาผ้าเช็ดตัวไปตากที่ระเบียง ผมเผอิญสังเกตเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างรถตอนแรกผมคิดว่า เป็นใครพยายามจะขโมยอะไรในรถหรือเปล่า? เลยรีบวิ่งไปดู แต่ปรากฏว่า ผู้ชายคนนั้นก็หายไป สินค้าก็ไม่ได้หายไปไหน ผมเลยออกไปส่งสินค้าปกติ จนกระทั่งส่งสินค้าให้ลูกค้าครบทุกชิ้น จึงเช็คดูความเรียบร้อยอีกที แต่พอเช็คดูดันเหลือพัสดุปริศนากล่องหนึ่ง ที่เกินมาได้ยังไงก็ไม่รู้ แต่เช็คดูแล้ว ที่อยู่ของลูกค้าก็ไม่ได้ไกล ผมเลยไปส่งให้จนครบ เมื่อไปถึงบ้านก็เจอกับผู้รับ แต่เขาดูตกใจแล้วพูดว่า “เห้ย ส่งมาด้วยหรอ ไม่คิดว่าจะส่งมานะเนี้ย” ด้วยความสงสัยเลยถามลูกค้าว่า “พี่สั่งอะไรมาหรอครับ” พี่เขาก็ไม่ตอบแต่ยิ้มกลับ แล้วแกะพัสดุตรงนั้นต่อหน้า สินค้าด้านในเป็นขวดแก้วเล็ก ๆ ข้างในมีน้ำข้น ๆ มีด้ายแดง และสายสิญพันรอบขวด แล้วลูกค้าก็พูดว่า “น้ำมันพราย” ผมก็ตกใจว่า ลูกค้าสั่งน้ำมันพรายเนี้ยนะ และหลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ยุ่งกับลูกค้าคนนั้น และก็ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือเปล่า แต่ที่แปลกคือ ปกติน้ำมันพรายเขาทำมาจากผู้หญิงไม่ใช่หรอ ทำไมถึงมีวิญญาณผู้ชายมาวนเวียนได้…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากมิ้น เเม่เเฟน ‘ลิฟท์กลางห้าง’ l อังคารคลุมโปง X มิ้น แม่แฟน [15 ก.ย.69]

24 ก.ย. 2026

เรื่องเล่าจากมิ้น เเม่เเฟน ‘ลิฟท์กลางห้าง’ l อังคารคลุมโปง X มิ้น แม่แฟน [15 ก.ย.69]

แค่เผลอลงลิฟต์ผิดชั้น ก็เกิดเรื่องราวน่าขนลุก! จากการรอลิฟต์เพื่อขึ้นไปทำงาน ก็ดันมีเสียงรองเท้าเหมือนคนวิ่งมาขึ้นลิฟต์ พร้อมแรงยุบที่เหมือนมีใครเข้ามาในลิฟต์จริงทั้ง ๆ ที่ในลิฟต์ไม่ได้มีใครนอกจากเธอคนเดียว แล้วสิ่งที่ตามเธอเข้ามาในลิฟต์คืออะไรกันแน่ ?!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X มิ้น แม่แฟน [15 ก.ย.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ลิฟท์กลางห้าง’ ‘คุณมิ้น แม่แฟน’ เล่าว่าเรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนที่เธอเพิ่งเรียนจบใหม่ ๆ ในตอนนั้นเองเธอได้ทำงานเป็นครูผู้ช่วยที่โรงเรียนสอนภาษาแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในโซนออฟฟิศของห้างสรรพสินค้า ควบคู่ไปกับการเปิดเพจรับทำเรซูเม่ที่จะต้องคอยตอบแชทลูกค้าอยู่ตลอดเวลา และกฎของการทำงาน คือต้องสแกนนิ้วเข้างานก่อนเวลา 8 โมง นั่นทำให้เธอต้องมาถึงห้างตั้งแต่ 7 โมง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ห้างยังไม่เปิด จึงจำเป็นต้องใช้ลิฟต์สำหรับโซนออฟฟิศ โดยลิฟต์นี้จะต้องกดเลขชั้นก่อน แล้วระบบจะบอกให้ไปขึ้นที่ลิฟต์ตัวไหนในวันเกิดเหตุ คุณมิ้นก็มาทำงานตามปกติ เมื่อกดลิฟต์ และเข้าไปก็ยืนก้มหน้าก้มตาตอบแชทลูกค้า ในระหว่างนั้นก็มีพนักงานคนอื่น ๆ เข้าลิฟต์มาบ้าง และเมื่อทุกคนทยอยออกไปจนหมดลิฟต์ก็ดังแจ้งเตือนว่าถึงชั้นที่หมายของเธอแล้ว เธอจึงก้าวเดินออกไปตามความเคยชิน แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมากลับพบว่าตัวเองนั้นเดินออกมาผิดชั้น ซึ่งชั้นนั้นเป็นพื้นที่ที่กำลังรีโนเวท และมีป้ายแบรนด์มาติดไว้แต่ยังไม่มีคนเข้ามาอยู่ เธอจึงรีบเดินกลับไปที่ลิฟต์เพื่อกดเรียกใหม่ เมื่อลิฟต์เปิดออก คุณมิ้นตั้งใจมองภายในลิฟต์ และก้าวเข้าไปด้านใน ซึ่งในลิฟต์นั้นไม่มีคนอยู่เลย แต่ในจังหวะที่เธอกำลังจะกดปิดประตูลิฟต์ เธอก็ได้ยินเสียงคนวิ่งใส่รองเท้าคัทชูดังขึ้นมาจากในซอยของชั้นนั้น คุณมิ้น ก็คิดว่าคงเป็นพนักงานที่กำลังวิ่งมาขึ้นลิฟต์ จึงรีบกดปุ่มเปิดค้างไว้เพื่อรอ เมื่อเสียงฝีเท้าวิ่งมาจนถึงหน้าลิฟต์ แต่กลับไม่มีตัวคนปรากฏให้เห็น และเมื่อเสียงหยุดลงตรงหน้าประตู คุณมิ้นจึงตัดสินใจรีบเลื่อนนิ้วไปกดปุ่มปิดประตูลิฟต์ แต่ในตอนนั้นเองเสียงรองเท้านั้นก็ก้าวเข้ามาในลิฟต์ พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนเหมือนมีคนก้าวเข้ามาจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่เธอมองไม่เห็นใครเลยสักคน ทันทีที่ประตูลิฟต์ปิดลงคุณมิ้น ต้องทนยืนอึดอัด และพยายามเหลือบมองกระจกในลิฟต์ตลอดเวลา จนกระทั่งถึงชั้นที่ทำงาน เธอก็รีบออกไป และเดินเข้าสถาบันทันที เมื่อถึงที่ทำงาน คุณมิ้นก็ได้เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนร่วมงานฟัง และขอให้ขึ้นลิฟต์พร้อมกันในวันพรุ่งนี้ แต่ในช่วงที่กำลังคุยกับเพื่อนร่วมงาน ก็มีป้าแม่บ้านที่ดูแลความสะอาดเข้ามาทักว่า“ไม่รู้ข่าวที่เพิ่งเกิดเมื่อวานเลยหรอ มีพนักงานชายที่เป็นช่างเข้ามาทำงานในชั้นที่คุณมิ้นลงผิดนั่นแหละมีปัญหาแล้วกระโดดลงมาจากชั้น 5 โซนโรงหนัง ตกลงมาทะลุกระจกร้านจิวเวลรี่จนเสียชีวิต”ซึ่งเหตุการณ์นั้นก็เป็นข่าวใหญ่โต เพราะมีผู้บาดเจ็บในเหตุการณ์นั้นด้วย หลังจากที่รู้เรื่องนี้ คุณมิ้นก็ไม่กล้าขึ้นลิฟต์คนเดียวอีกเลย แต่ความหลอนยังไม่จบแค่นั้น เพราะมีวันหนึ่งที่คุณมิ้น และกลุ่มเพื่อนที่มีเพื่อนที่เป็น LGBTQ+ รวมอยู่ด้วย ได้เดินเล่นกันในห้างหลังเลิกงาน และได้ขึ้นลิฟต์ที่มีเสียงระบบคอยบอกชั้น (First floor, Second floor...) เมื่อลิฟต์กำลังจะขึ้นไปชั้น 5 เพื่อนในกลุ่มก็พูดเชิงหยอกล้อกันว่า"เดี๋ยวเราไป Fifth floor ไปดูจุดเกิดเหตุกันหน่อย"แต่ทันทีที่พูดจบ เสียงระบบในลิฟต์ที่พูดว่า “Fifth floor” ก็มีเสียงผู้ชายพูดสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงกระแนะกระแหนว่า “ลงสิคะ!” นั่นทำให้ทุกคนตกใจ และรีบวิ่งหนีหน้าตั้งกันออกมาทุกคน ซึ่งภายหลังมีอาจารย์ชาวต่างชาติลองไปขึ้นลิฟต์ตัวนั้นบ้าง แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรผิดปกติเหมือนที่กลุ่มของคุณมิ้นเจอ ทำให้ทุกคนเชื่อว่าเหตุการณ์นั้นไม่ใช่เสียงจากระบบหรือคนแกล้งอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าในตอนที่เกิดเหตุคุณมิ้น และเพื่อน ๆ พยายามคิดว่าเป็นเสียงจากระบบหรือมีคนแกล้งหรือเปล่า? (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร l อังคารคลุมโปง X ตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร [28 ก.ค.69]

06 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร l อังคารคลุมโปง X ตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร [28 ก.ค.69]

“มึงคอยดูนะ บ้านมึงจะฉิบหาย” ไม่มีใครคิดว่าคำพูดของแม่ชีจะกลายเป็นจริง เพราะหลังจากวันนั้น บ้านหลังนี้ก็ไม่เคยสงบอีกเลย ขณะที่แม่ชีคนนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร[21 ก.ค. 2569]’ไปพร้อมกับ ‘ดีเจเชาเชา’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เหตุเกิดจากบายศรี’ คุณตุ๊กติ๊กได้ถ่ายทอดเรื่องราวชวนขนลุกของลูกดวงรายหนึ่ง ซึ่งเริ่มต้นจากการที่เจ้าตัวเข้ามาปรึกษา และเล่าให้เธอฟังว่า “บ้านพี่เนี่ยโดนทำของ” ลูกดวงเล่าว่า ลูกสาวของตนเริ่มมีอาการผิดปกติอย่างน่าวิตก บางวันนอนหลับแล้วปลุกไม่ตื่น แต่เมื่อสามารถลืมตาขึ้นมาได้ ดวงตากลับปรากฏเพียงตาขาว ไม่มีตาดำให้เห็น จนสร้างความหวาดกลัวให้กับคนในครอบครัวเป็นอย่างมาก คุณตุ๊กติ๊กจึงสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากคุณแม่ของเด็ก ซึ่งเป็นลูกดวงของเธอ คุณแม่จึงเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดว่า ก่อนหน้านี้ครอบครัวใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุข โดยคุณตาเป็นหมอดูที่มีวิชาในระดับหนึ่ง คอยช่วยเหลือผู้คนทั้งการดูดวง และรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยสมุนไพรกระทั่งวันหนึ่ง คุณตามีความตั้งใจจะนำพระพุทธรูปปางนาคปรกเพื่อนำมาประดิษฐานไว้ภายในบ้าน ในวันนั้นคุณตาเพียงพูดว่าอยากซื้อดอกบัวมาใช้ในพิธี แต่จู่ ๆ ก็มีแม่ชีคนหนึ่งเดินเข้ามาทักว่า“เห้ย เนี่ยถ้าทำแบบนี้ไม่ได้นะ ต้องใช้บายศรี”พร้อมบอกว่าใช้ดอกบัวเพียงอย่างเดียวไม่ได้ จากนั้นแม่ชีจึงพูดต่อว่า“ฉันทำบายศรีเป็น จ้างฉันสิ”แต่คุณตาปฏิเสธด้วยการตอบกลับว่า“ไม่เอา อยากได้ง่าย ๆ”ทันใดนั้น สีหน้าของแม่ชีก็เปลี่ยนไป ราวกับโกรธแค้นอย่างรุนแรง ก่อนจะด่าทอคุณตาอย่างหนัก และทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่ไม่มีใครคาดคิดว่า “มึงคอยดูนะ บ้านมึงอ่ะจะฉิบหาย” แม้คุณตาจะไม่ได้เก็บคำพูดนั้นมาใส่ใจ และปล่อยผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวไป แต่หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครพบแม่ชีคนดังกล่าวอีกเลย หลังเหตุการณ์นั้นไม่นาน คุณตาก็เริ่มมีอาการป่วยเรื้อรัง สุขภาพทรุดลงเรื่อย ๆ ขณะที่ลูกสาวของคุณตา ซึ่งเป็นผู้ที่มองเห็นดวงวิญญาณมาตั้งแต่เด็ก กลับเล่าว่าเธอเห็นดวงวิญญาณมาขี่คอ คุณตาอยู่ทุกวันไม่นานหลังจากนั้น อาการของคุณตาก็ทรุดหนัก ก่อนจะเสียชีวิตในที่สุดแต่เรื่องราวไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เพราะหลังจากคุณตาจากไป ลูกสาวที่เคยเห็นวิญญาณขี่คอคุณตา กลับเริ่มมีอาการป่วยตามมา และมีอาการประหลาดเหมือนที่คุณตุ๊กติ๊กเล่าไว้ในข้างต้น ทั้งการนอนหลับปลุกไม่ตื่น ลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นเพียงตาขาว ไม่มีตาดำ บางครั้งมีอาการเหม่อลอย และไม่รับรู้สิ่งรอบตัว คุณแม่พยายามช่วยลูกทุกวิถีทาง แม้กระทั่งนำน้ำมนต์มาหยอดปาก แต่เด็กกลับเม้มปากแน่น ไม่ยอมรับน้ำมนต์ ทั้งที่ยังไม่ยอมลืมตาตื่น และทุกครั้งที่พยายามเช็ดตัว ลูกจะดิ้นรนขัดขืน แต่ยังคงไม่รู้สึกตัว อาการเช่นนี้เกิดขึ้นแทบทุกวัน จนคุณแม่ตัดสินใจมาขอคำปรึกษาจากคุณตุ๊กติ๊กหลังจากพูดคุย และดูดวงร่วมกันอยู่ระยะหนึ่ง คุณตุ๊กติ๊กจึงบอกกับคุณแม่ว่าจากที่เธอเห็นผ่านไพ่ดูดวง แม่ชีคนดังกล่าวไม่ได้ทำของใส่เพียงคนในครอบครัว แต่ทำของใส่ทั้งที่ดิน และตัวบ้านจนทำให้บ้านหลังนี้กลายเป็นสถานที่ที่อยู่ได้ยาก ด้วยความที่ทั้งสองอยู่กันคนละจังหวัด โดยคุณแม่อาศัยอยู่ที่จังหวัดลพบุรี ส่วนคุณตุ๊กติ๊กอยู่จังหวัดนนทบุรี เธอจึงส่งสิ่งของสำหรับใช้ประกอบพิธีไปให้ ได้แก่ ทรายเสกของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ น้ำมนต์ และชายผ้าเหลืองของพระอาจารย์หนู เพื่อให้นำไปผูกแขนลูกสาว นอกจากนี้ คุณตุ๊กติ๊กยังแนะนำให้นำน้ำมนต์ไปแบ่งใส่ในขวดน้ำทุกขวดภายในบ้าน พร้อมอธิบายว่า “ยังไงคนเราก็ต้องกินน้ำ” เพื่อให้เด็กได้รับน้ำมนต์โดยไม่รู้ตัว ส่วนทรายเสก เธอให้คุณแม่นำไปประกอบพิธีร่วมกับเกลือสมุทร และเครื่องประกอบพิธีอื่น ๆ ตามที่แนะนำ โดยให้ทำพิธีในช่วงพระอาทิตย์ขึ้น และไม่เกินเวลา 11.00 น. เมื่อเสร็จพิธีแล้วให้นำทรายเสกไปโปรยรอบบ้าน พร้อมกล่าวถ้อยคำตามที่เธอสอน โดยให้เอ่ยแต่คำอันเป็นมงคล และกล่าวว่า ขอให้สิ่งไม่ดีทั้งหลายถูกขจัดปัดเป่าออกไปจากบ้านหลังนี้ คุณแม่ทำทุกขั้นตอนตามคำแนะนำอย่างครบถ้วนเวลาผ่านไปราว 2 สัปดาห์ คุณแม่ได้ส่งข้อความกลับมาหาคุณตุ๊กติ๊ก พร้อมแจ้งข่าวกลับมาว่า ลูกสาวที่เคยป่วยมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อาการตาขาว เหม่อลอย รวมถึงอาการชักดิ้น และเกร็งหายไปอย่างกับปาฏิหาริย์ จนกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ไม่เพียงเท่านั้น ความรู้สึกอึดอัดภายในบ้านที่เคยมีมาตลอดก็หายไป บรรยากาศภายในบ้านกลับรู้สึกโปร่ง เบาสบาย และเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลัง คุณตุ๊กติ๊กได้พูดคุยกับคุณแม่เพิ่มเติม จึงทราบว่า ลูกสาวเป็นเด็กที่เคยสวดมนต์และปฏิบัติธรรมเป็นประจำ แต่ในช่วงที่เริ่มมีอาการผิดปกติ เพราะห่างจากการสวดมนต์และการปฏิบัติธรรมไปเป็นเวลานาน คุณตุ๊กติ๊กจึงบอกกับ คุณแม่อย่างตรงไปตรงมาว่า ตัวลูกสาวมีลักษณะคล้ายกับเธอแทบทุกอย่าง และเชื่อว่าเด็กคนนี้มีเส้นทางบางอย่างที่ต้องเลือกเดินด้วยตัวเองเธอจึงฝากคำแนะนำกับคุณแม่ว่า หน้าที่สำคัญที่สุดคือคอยประคับประคองลูกให้กลับมาอยู่ในเส้นทางที่ดี อย่าให้ห่างจากการสวดมนต์ การปฏิบัติธรรม และการสร้างบุญ เพราะหากเริ่มห่างจากสิ่งเหล่านี้ อาจส่งผลไม่ดีในอนาคต อีกทั้งยังเตือนว่า ด้วยความที่ลูกยังอยู่ในวัยเด็ก อารมณ์มักจะมาก่อนเหตุผล จึงควรฝึกควบคุมอารมณ์ให้มากขึ้น หลังจากนั้นมา เหตุการณ์ประหลาดทั้งหมดก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย คุณแม่ยืนยันกับคุณตุ๊กติ๊กว่า จนถึงปัจจุบันลูกสาวกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ และไม่มีเรื่องน่ากลัวใด ๆ เกิดขึ้นภายในบ้านอีก อย่างไรก็ตาม คุณแม่ยังเชื่อว่าต้นเหตุของเหตุการณ์ทั้งหมดอาจเริ่มต้นจากคำสาปแช่งของแม่ชีในวันนั้น เพราะนับตั้งแต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ครอบครัวก็ต้องเผชิญแต่เรื่องร้ายมาโดยตลอด เธอจึงพยายามออกตามหาแม่ชีรูปนั้นเพื่อสอบถามความจริง แต่ไม่ว่าจะพยายามค้นหามากเพียงใด ก็ไม่พบร่องรอยของแม่ชีคนดังกล่าวอีกเลย ราวกับว่าเธอได้หายไปจากชีวิตของทุกคนอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงเรื่องราวชวนขนลุกที่ยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
♪efm
-

-