เรื่องเล่าจากคุณอาร์ปู ‘เพื่อนยามวิกาล’ l อังคารคลุมโปง X ภูมิ - เออร์วิน ATLAS [25 ส.ค.69]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณอาร์ปู ‘เพื่อนยามวิกาล’ l อังคารคลุมโปง X ภูมิ - เออร์วิน ATLAS [25 ส.ค.69]

02 ก.ย. 2026

ตอน 8 ขวบย้ายไปอยู่บ้านเช่าต่างจังหวัด รอบ ๆ บ้านเป็นสวนที่มีต้นพุทราที่อร่อยอยู่ ในช่วงเช้ามืดเลยชอบไปเก็บพุทราคนเดียวแต่จู่ ๆ คืนหนึ่งก็ได้ยินเสียงเด็ก 2-3 คนหัวเราะ และวิ่งเล่นกันแถวต้นพุทราเลยเข้าไปเล่นด้วย แต่ในจังหวะที่แม่มาตามให้กลับบ้าน เมื่อหันกลับไปพวกเขาไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว!

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง x ภูมิ - เออร์วิน ATLAS’ [25 ส.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนยามวิกาล’

   ‘คุณอาร์ปู’ ได้เข้ามาถ่ายทอดเรื่องราวชวนขนลุกในวัยเด็ก ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนคุณอาปูอายุ 7-8 ขวบ คุณอาร์ปู ได้ย้ายจากจังหวัดมหาสารคามมาอาศัยอยู่ที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โดยคุณพ่อของเธอยังคงประกอบอาชีพค้าขายน้ำเต้าหู้เช่นเดิม หลังจากย้ายมาคุณอาร์ปู ได้เช่าบ้านพักอาศัยอยู่ โดยบริเวณรอบ ๆ บ้านพักจะเป็นสวนตามปกติของคนต่างจังหวัด ระยะทางของบ้านจะอยู่ห่างไกลจากตลาดนิดหน่อย แต่ค่าเช่าก็ไม่ได้แพงมากนักเปรียบเทียบการการเช้าในเมือง ระยะทางการเข็นรถเพื่อเข้าไปขายของในตลาดจึงไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงอะไร 

ในทุก ๆ คืน พ่อของคุณอาร์ปูจะต้องตื่นขึ้นมาในช่วงเวลา ตี 2 - 3 เพื่อมาทำน้ำเต้าหู้ และทุกคนในครอบครัวก็จะตื่นมาช่วยเตรียมข้าวของในเวลาเดียวกัน หลังจากเสร็จสิ้นทุกอย่าง คุณอาร์ปูก็ได้พูดกับแม่ว่า ‘แม่หนูขอไปเก็บพุทราหน่อยนะ’ เพราะบริเวณสวนรอบบ้านจะมีต้นพุทราที่อร่อยตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวบ้าน

   ในช่วงเวลาประมาณตี 4 แม้บรรยากาศจะยังคงมืดสนิทแต่ท้องถนนก็ยังมีแสงไฟส่องสว่างให้พอมองเห็นได้ลาง ๆ และโดยปกติของคุณอาร์ปู ตอนนั้นเป็นเด็กที่ไม่ได้กลัวอะไรสักเท่าไหร่ ในระหว่างที่คุณอาร์ปูเก็บพุทราอยู่คนเดียว จู่ ๆ ก็มีลมแรงพัดเข้ามาแต่ตัวของเธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร  ผ่านไปจนเข้าคืนที่ 2 ซึ่งวันถัดไปคือวันพระ คืนวันนั้นจึงเป็น ‘วันโกน’ เมื่อคุณอาร์ปู ไปถึงต้นพุทราที่ต้องการจะเก็บ ท่ามกลางความเงียบของสวน และลมที่พัดแรงขึ้น จู่ ๆ เสียงหัวเราะของเด็กก็ดังขึ้นรอบตัว! ภายในใจคุณอาร์ปูคิดว่าวันนี้คงจะมีคนอื่น ๆ มาเก็บพุทราเป็นเพื่อนไม่เหมือนคืนแรกที่เธอเก็บคนเดียว

เมื่อเดินเข้าไปคุณอาร์ปู ก็เจอกับเด็กกลุ่มหนึ่ง คนหนึ่งปีนอยู่บนต้นไม้ ส่วนรอบ ๆ ต้นมีเด็กอีก 2 คนกำลังก้ม ๆ เงย ๆ คล้ายว่ากำลังเก็บผลพุทราอยู่ ด้วยความเป็นเด็ก คุณอาร์ปูเลยมีความคิดแค่ว่าตนนั้นกลัวที่เด็กเหล่านั้นจะเข้ามาแย่งเก็บพุทราไป คุณอาร์ปูจึงตัดสินใจเดินเข้าไปแต่เมื่อยิ่งเข้าไปใกล้ ๆ ลักษณะของเด็กผู้ชายที่อยู่บนต้นไม้นั้นสวมเพียงกางเกงตัวเดียวแต่ไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้า ส่วนเด็กอีก 2 คนที่อยู่ตรงหน้าเธอนั้นมีเพียงเสื้อผ้ามอมแมมที่อยู่บนร่างกาย ใบหน้าของพวกเขาค่อนข้างเลือนลาง เธอไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเพราะความมืดของสวนแห่งนี้ ในขณะเดียวกัน เด็กบนต้นไม้ก็เขย่าต้นพุทรา ส่วนเด็กอีก 2 คนข้างล่างก็ก้มเก็บ และวิ่งเล่นพร้อมส่งเสียงหัวเราะดังอยู่รอบ ๆ ต้นไม้ โดยที่ทั้งคุณอาร์ปู และเด็กกลุ่มนั้นไม่ได้พูดคุยกันเลย 

   จนเมื่อถึงคืนที่ 3 ซึ่งตรงกับวันพระ แม่ของคุณอาปูก็เตรียมของเพื่อจะไปวัดในตอนเช้า ในระหว่างนั้นเธอก็ได้พูดกับแม่ว่า ‘ถ้าช่วยแม่เสร็จแล้ว หนูขอไปเก็บพุทราเหมือนเดิมนะ’ แม่ก็ถามกลับมาด้วยความสงสัยว่า ‘ไปเก็บกับใคร’ คุณอาร์ปู จึงตอบไปว่า ‘มีเพื่อนอยู่ เขาก็มาเก็บเหมือนหนู เขาน่าจะเป็นลูกคนที่ขายของที่ตลาดเหมือนเรา’ ได้ยินเช่นนั้นแม่ของคุณอาร์ปู ก็อนุญาตให้ไปเมื่อไปถึงสวนก็เห็นว่าในคืนนี้มีสมาชิกมาเพิ่มอีก 2 คน กลายเป็นว่ามีเด็ก 5 คนกำลังวิ่งเล่น และปีนเก็บพุทรากันอยู่ ด้วยความเป็นเด็ก คุณอาร์ปูจึงเข้าไปเล่นด้วยอย่างสนุกสนานพร้อมก้มเก็บพุทราที่ร่วงลงมา แต่คุณอาร์ปูก็สังเกตว่าในกลุ่มนั้นมีเพียงเธอคนเดียวที่ถือถุงมา ส่วนเด็กคนอื่น ๆ ไม่มีอะไรติดตัวเลย แถมยังแต่งตัวมอมแมมกว่าเธออีกด้วย

  คุณอาร์ปู ก็เกิดความสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีใครเข้ามาคุยกับเธอ พอถามอะไรไปก็ได้รับการตอบกลับมาเป็นเพียงรอยยิ้มบาง ๆ แต่พูดกับเธอว่าเพียงแค่ว่า ‘ขึ้นมาไหม? ขึ้นมาข้างบนสิ’ และเอ่ยชวนให้เธอเล่นซ่อนหากัน.. คุณอาร์ปูจึงตอบรับไปเพราะเห็นว่ามีเพื่อนเยอะ และคิดว่ามันน่าจะสนุกดี เวลาผ่านไปสักพักก็ได้ยินเสียงฝีเท้าค่อย ๆ ดังมาจากที่ไกล ๆ และได้ยินเสียงตะโกนเรียกของแม่ของเธอดังเข้ามา ‘กลับบ้านได้แล้วมั้ง จะเช้าแล้ว ตี 5 แล้วลูก’ ส่งเสียงเรียกลูกสาวเพื่อที่จะได้เตรียมตัวไปวัดด้วยกัน แต่ในจังหวะที่คุณอาร์ปู หันกลับมามาหลังจากได้ยินเสียงนั้นก็พบว่าเพื่อนที่วิ่งเล่นกับเธอเมื่อครู่นั้นได้หายไปแล้ว! เพียงเสี้ยววินาทีที่คุณอาร์ปู หันไปหาแม่ และหันกลับมานั้นก็กลับไม่มีเด็กคนไหนหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่คนเดียว คุณอาร์ปูที่ไม่ได้เอะใจอะไรจึงคิดว่าเด็กกลุ่มนั้นอาจจะแค่กลัวแม่ของเธอ เลยรีบวิ่งหนีไป เมื่อแม่ของคุณอาร์ปูเดินเข้ามาก็ได้ถามคุณอาปูว่า ‘เมื่อกี้เล่นกับใคร? ได้ยินเสียงหัวเราะ’ เธอจึงตอบกลับไปว่า ‘อยู่กับเพื่อนไง แต่เขาไปหมดแล้ว เขาน่าจะกลัวแม่’ แต่แม่เธอก็ยังยืนยันคำเดิมว่าไม่เห็นเด็กคนไหนนอกจากคุณอาร์ปู ที่กำลังวิ่งเล่นอยู่เพียงคนเดียว ด้วยความตะหงิดใจของแม่ เมื่อไปถึงวัด แม่ของคุณอาร์ปูก็นำเรื่องที่เกิดขึ้นให้เล้าให้ป้าฟัง หลังจากได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมด ป้าจึงเล่าให้แม่ของคุณอาร์ปู ฟังว่าแถวนั้นไม่มีบ้านคน และก็ไม่มีเด็กอาศัยอยู่เลย เพราะตรงนั้นมันเคยมีเด็กในตลาดเข้าไปปีนเก็บพุทรา และก็พลัดตกลงมาเสียชีวิตในปีก่อนก็เคยมีคนไปทำแท้ง และเอาเด็กไปทิ้งไว้ใต้ต้นพุทราต้นนั้นอีกด้วย! กลายเป็นว่าตรงบริเวณนั้นจะไม่ค่อยมีใครเข้าไปเพราะมันค่อนข้างน่ากลัว และป้ายังเล่าอีกว่า ในช่วงกลางคืนของวันพระหรือวันโกน คนที่ปั่นจักรยานผ่านบริเวณนั้นมักจะเห็นเด็กอยู่บนต้นไม้ พร้อมกับได้ยินเสียงหัวเราะคล้ายมีเด็กหลายคนกำลังวิ่งเล่นอยู่รอบ ๆ ก่อนจะเอ่ยเตือนแม่ของคุณอาร์ปูว่า อย่าให้ลูกเข้าไปที่สวนบริเวณนั้นอีก เมื่อกลับถึงบ้าน แม่จึงถามคุณอาร์ปู ถึงลักษณะของเพื่อน ๆ ที่เธอพูดถึง คุณอาร์ปูก็เล่าตามที่เห็น ทั้งเสื้อผ้า หน้าตา และลักษณะของเด็กกลุ่มนั้นให้แม่ฟัง แม่จึงรีบเตือนว่า ‘วันหลังอย่าไปอีกนะลูก เขาห้ามเข้าไป มันมีคนตายตรงนั้น’ และบอกว่าเป็นความโชคดีที่คุณอาร์ปูไม่ได้ปีนต้นไม้ขึ้นไปตามคำเชิญชวนของเด็กเหล่านั้น เพราะถ้าหากวันนั้นแม่ไม่ได้เดินเข้ามาเรียก เธอคงตัดสินใจปีนขึ้นไปเล่นกับเด็กกลุ่มนั้น และก็อาจจะเกิดอันตรายขึ้นกับตัวของเธอก็เป็นได้ ตั้งแต่วันนั้นคุณอาร์ปูก็ไม่ได้กลับไปที่ต้นพุทราตรงนั้นอีกเลย… 

  (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [14 ก.ค.69]

24 ก.ค. 2026

เรื่องเล่าจากต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [14 ก.ค.69]

แค่เพราะเขาได้รับหน้าที่เอา ‘หุ่นลองเสื้อ’ ไปเผาทิ้งบนภูเขาเปลี่ยว แต่ระหว่างทางกลับเจอเรื่องแปลก ๆ เยอะมากจนกระทั่งหุ่นพลาสติกขยับได้ และร้องขอชีวิต! ก่อนที่จะได้รู้ความจริงว่า ภายในหุ่นตัวนั้นมีร่างของผู้หญิงถูกหั่นซ่อนอยู่ข้างในเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [14 ก.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘หุ่นลองเสื้อ’ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นที่โกดังแห่งหนึ่ง ลักษณะโกดังเก็บเสื้อก็จะมีกองเสื้อผ้า และจะมีหุ่นลองเสื้อวางสุม ๆ กองเอาไว้ ทั้งหุ่นที่พังแล้วไม่สมบูรณ์ แบบครึ่งตัว เต็มตัว หรือมีแค่ส่วนหัวก็มีเหมือนกัน ในคืนหนึ่ง มีพนักงานชายในโกดังกำลังเลิกงาน และเตรียมตัวกลับบ้าน แต่เขาก็เห็นว่ามีไฟในโกดังยังเปิดอยู่ และในปกติหัวหน้าจะกำชับเสมอว่าให้ปิดไฟทั้งหมดก่อนกลับ เขาจึงเดินกลับเข้าไปเพื่อที่จะปิดไฟ แต่ก็เห็นหัวหน้ากำลังนั่งอยู่ตรงกองหุ่นลองเสื้อที่พังในความมืด เขาเลยถามหัวหน้าว่า “ทำไมถึงยังไม่กลับ” หัวหน้าก็ตอบกลับมาแค่ว่า “ยังไม่กลับ จะจัดการธุระก่อน กลับไปก่อนได้เลย”พอเช้าวันรุ่งขึ้น หัวหน้าก็สั่งให้พนักงานชายคนนั้นเอาหุ่นลองเสื้อพวกนี้ไปทิ้งให้หน่อย ซึ่งปกติแล้วการที่จะทิ้งหุ่นก็แค่ยกไปวางไว้ข้างหน้าโกดัง แล้วเดี๋ยวก็จะมีรถมาเก็บไปเอง แต่หัวหน้ากลับบอกว่ารอบนี้หุ่นลองเสื้อที่จะทิ้งมันเกินโควตาแล้ว ถ้าทิ้งเพิ่มอีกจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม หัวหน้าเลยยื่นข้อเสนอเพิ่มเงินพิเศษให้ สั่งให้พนักงานชายคนนั้นนำหุ่นลองเสื้อตัวที่สมบูรณ์ และชิ้นส่วนต่าง ๆ ไปจุดไฟเผาทิ้งในที่โล่ง ๆ บนภูเขาที่ไม่มีคน และด้วยความที่มีเงินพิเศษ เขาจึงตอบตกลงขนหุ่นขึ้นรถโดยที่เอาชิ้นส่วนต่าง ๆ ไว้ท้ายรถ และเอาหุ่นแบบเต็มตัวไว้ที่เบาะหลัง ระหว่างทางที่ขับรถ เขาก็มองกระจกหลังเริ่มมีรู้สึกระแวง เพราะในตอนแรกหุ่นก็นั่งอยู่ตรง ๆ แต่สักพักมือข้างหนึ่งของหุ่นกลับยกขึ้นมาจับที่เบาะฝั่งคนขับพอดีเป๊ะ ตอนนั้นเขาก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า เขาคงเป็นคนเอามือหุ่นมาค้ำไว้เองแต่ลืม เมื่อขับมาถึงลานโล่งบนภูเขา เขาก็อุ้มหุ่นลงจากรถ และเดินไปหยิบกล่องอุปกรณ์ที่ท้ายรถ แต่เมื่อเขาหันกลับมามองหุ่นเต็มตัวที่วางทิ้งไว้ ภาพที่เห็นจากด้านหลังมันดูเหมือนคนเป็น ๆ ที่มีชีวิตเลย ยิ่งตอนที่ลมพัดผมของหุ่นก็สะบัดพลิ้วไหวดูเหมือนมีชีวิตจริง และจู่ ๆ หุ่นตัวนั้นก็ค่อย ๆ หันมองมาทางเขา พนักงานชายตกใจจนทำของในมือตก แต่ก็ยังพยายามคิดในแง่ดีว่าลมคงพัดแรงจนข้อต่อหุ่นมันหลวม เขาก็ดำเนินทำตามคำสั่งของหัวหน้าต่อไป เมื่อเขากำลังจะจุดไฟเผา มือของหุ่นก็เอื้อมขึ้นมาจับมือเขาเอาไว้แน่น พร้อมกับที่เสียงพูดออกมาจากหุ่นว่า“อย่าพึ่งเผา”พอเขามองไปที่หน้าของหุ่นก็เห็นว่ามีน้ำตาค่อย ๆ ไหลออกมาจากเบ้าตาพลาสติก ในตอนนั้นเขาช็อกมาก โยนทุกอย่างทิ้ง และกระโดดขึ้นรถเหยียบคันเร่งหนีออกไปในทันที เมื่อมองกระจกหลังเขาก็เห็นว่าหุ่นลองเสื้อตัวนั้นลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามรถของเขามา เขาก็รีบขับรถหนีเข้าเมืองไป หลังจากนั้นก็มีตำรวจเดินทางมาที่โรงงานเพื่อตามหาผู้หญิงที่สูญหายไป ซึ่งเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับคนในโรงงานนี้ และเป้าหมายของตำรวจก็คือ ‘หัวหน้า’ ของเขาเอง ซึ่งไม่นานหลังจากนั้นก็มีข่าวออกมาว่าหัวหน้าถูกจับกุมตัวแล้ว เหตุเกิดจากเขาแอบไปมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับผู้หญิงคนหนึ่งจนเธอตั้งครรภ์ เธอจึงอยากที่จะเป็นภรรยาหลวงทั้ง ๆ ที่หัวหน้าคนนั้นมีครอบครัวอยู่แล้ว ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทรุนแรง จนหัวหน้าได้พลั้งมือฆ่าเธอทิ้ง และเพื่อที่จะอำพรางคดี หัวหน้าจึงได้ทำการหั่นศพเป็นชิ้น ๆ และนำไปแยกซ่อนไว้ในชิ้นส่วนของหุ่นลองเสื้อแต่ละตัว ซึ่งเป็นคืนที่พนักงานชายเห็นหัวหน้านั่งอยู่ตรงกองหุ่นในโกดัง ซึ่งจริง ๆ แล้วเขากำลังยัดชิ้นส่วนศพลงไปนั่นเอง และหุ่นตัวที่พนักงานชายถูกจ้างให้นำไปเผาทิ้งบนภูเขา ก็คือหุ่นที่ซ่อนร่างของผู้หญิงคนนั้นเอาไว้จนนำมาสู่ความจริงอันน่าสยองขวัญนั่นเอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณเจเจ 'มรดกที่ไม่อยากได้รับ' l อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า-มิวสิค [ 11 พ.ย.2568 ]

15 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเจเจ 'มรดกที่ไม่อยากได้รับ' l อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า-มิวสิค [ 11 พ.ย.2568 ]

เจตจำนงสุดท้ายของคนตาย เมื่อลูกพี่ลูกน้องที่แม้จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถตายตาหลับได้ เพราะห่วงเรื่องมรดก และในทุกค่ำคืนคุณเจเจ จะต้องเจอกับคนตายที่มาพร้อมความโกรธ และกลิ่นควันธูปจนนอนไม่ได้ ถ้าเธอจะอยากกลับมามีชีวิตสงบสุข ก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากทำตามความต้องการของคนตาย กลิ่นธูปในยามวิกาล ที่ลอยจนคลุ้งห้องนอน เป็นประสบการณ์ตรงจาก “คุณเจเจ” เมื่อลูกพี่ลูกน้องของเธอไม่สามารถตายตาหลับได้ และมีเรื่องที่ต้องการจะสื่อสาร ที่เข้ามาในช่วงระยะเวลาแห่งความฝันก็ตาม สามารถติดตามไปพร้อมกับ “ดีเจเซฟ – ดีเจแนน” ในรายการคลุมโปง ( 11 พฤศจิกายน 2568) คุณเจเจ มีลูกพี่ลูกน้องอยู่หนึ่งคน แต่ว่าเขาอาศัยอยู่ที่ออสเตรเลีย ปกติเธอ และลูกพี่ลูกน้องจะโทรคุยกันทุกวัน แต่อยู่มาวันนึงคุณแม่ของคุณเจเจ ก็เสียชีวิตลง เธอเลยโทรหาญาติคนนั้นเพื่อที่จะแจ้งเรื่องการเสียชีวิตของคุณแม่ แต่โทรเท่าไหร่ โทรกี่ครั้งก็ไม่มีใครรับสาย ระยะเวลาดำเนินผ่านมาเป็นเดือน เธอจึงกระวนกระวายอย่างมากว่าควรจะทำอย่างไรดี เธอเลยติดต่อสถานทูต เพราะในช่วงเวลานั้นออสเตรเลียยังคงปิดประเทศอยู่ ไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศได้เนื่องจากสถานการณ์โควิด ทางฝั่งเจ้าหน้าที่ ก็แจ้งว่า เขาไม่สามารถหาตัวคนให้เราได้ เพราะไม่ใช่ญาติทางสายเลือด หลังจากเรื่องนี้ผ่านไป ในกลางดึกคืนหนึ่ง ลูกพี่ลูกน้องก็มาเข้าฝัน บอกว่า ‘หนาว ตอนนี้นอนอยู่ที่โรงพยาบาล’พอตื่นเช้าขึ้นมา คุณเจเจเลยนึกขึ้นได้ว่า เธอเคยมีเบอร์คุณทนาย ที่ญาติเคยใช้ในตอนที่ทำเรื่องเกษียณ จึงตัดสินใจติดต่อไป คุณทนายเปรียบเสมือนตัวแทนของลูกพี่ลูกน้องของเธอ จึงสามารถช่วยตามหาได้ และก็ไปเจอว่า ตอนนี้ลูกพี่ลูกน้องของเธอนอนไม่ได้สติอยู่ที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่เธอติดต่อไม่ได้ ทางโรงพยาบาลก็ไม่สามารถตามหาญาติ เพราะญาติของคุณเจเจ หมดสติในห้องอย่างกระทันหัน และหลังจากนั้นไม่กี่วัน เขาก็เสียชีวิต ในช่วงเวลานั้น ยังไม่สามารถเอาศพกลับมาได้ เธอจึงได้ไหว้วานคุณทนาย ที่มีภรรยาเป็นคนไทย ให้จัดการศพตามพิธีทางพุทธศาสนา หลังจากนั้นเรื่องนี้ก็จบไป คุณทนายก็โทรมาแจ้งว่า คุณเจเจได้รับมรดก เธอเลยแจ้งว่า ‘เธอไม่ได้อยากได้ ให้บริจาคไปได้เลย ถ้าเป็นของที่อยู่ที่ออสเตรเลีย’ แต่สิ่งที่ลูกพี่ลูกน้องของเธอทิ้งเอาไว้ให้ คือที่ดินผืนนึงที่เมืองไทย ซึ่งที่ดินผืนนั้น ยังคงมีลูกของ ลูกพี่ลูกน้องอาศัยอยู่ และมีมูลค่า แต่เธอก็ตัดสินใจปฏิเสธไป เพราะยังไงเราก็ไม่ใช่คนในสายเลือด เธอจึงเงียบไปหลายปี แต่สุดท้ายก็ต้องตัดสินใจกลับมาจัดการเรื่องมรดก เพราะความฝัน ในความรู้สึกกึ่งหลับกึ่งตื่น คุณเจเจรู้สึกว่า ลูกพี่ลูกน้องมายืนจ้องหน้า ด้วยความรู้สึกโกรธ แล้วก็เรียกให้ตื่น ตื่นๆและเรื่องเดียว ที่เธอยังไม่ได้ทำให้ลูกพี่ลูกน้องของเธอ ก็คือเรื่องมรดก ในตอนบ่ายวันนั้น คุณเจเจเลยตัดสินใจลางาน ไปที่ที่ดิน ก่อนไปเธอก็อธิษฐานในใจว่า ถ้าจะให้รู้อะไร ก็ให้รู้เรื่องกันไปในวันนี้ เพราะเธอไม่เคยติดต่อญาติที่อยู่ตรงที่ดินตรงนั้น พอไปถึงที่ประเมินที่ดิน พี่เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าคุ้นจังเลย แล้วเขาก็นึกออกขึ้นมาว่า เมื่อวานมีคนมาประเมินราคากลางของที่ดินผืนนี้เขาจะขาย เธอก็เลยกลับมาจุดธูปที่บ้านบอกว่า ผู้จัดการมรดกมันต้องใช้เวลานะ แต่ขอให้มันลุล่วง คุณทนายของลูกพี่ลูกน้องของเธอ ก็บินมาช่วยกันจัดการ จนในที่สุดเธอก็กลายเป็นผู้จัดการมรดกคุณเจเจเลยกลับไปที่ดินแห่งนั้นอีกครั้งนึง และแจ้งว่าที่ดินนี้ไม่สามารถขายได้ เพราะว่ามันติดขึ้นศาลอยู่ ทางเจ้าหน้าที่เลยบอกว่า ‘จริงๆต้องรอเดือนนึงก่อน จึงจะประกาศอย่างเป็นทางการ’ แต่ในทุกครั้งที่ทำขั้นตอนอะไร เธอจะจุดธูปคอยบอกลูกพี่ลูกน้องว่า ‘ถ้าเธออยากให้เราได้ที่ดินนี้จริงๆ ขอให้ผ่านพ้นไปด้วยดี’ สุดท้ายแล้วก็ต้องฟ้องร้องกัน ระหว่างลูกของลูกพี่ลูกน้อง และเธอผู้เป็นผู้จัดการมรดกเป็นข้อพิพาทระหว่างกัน แต่คุณเจเจก็ทำตามเจตจำนงของคนตาย ซึ่งเขาไม่อยากให้คนในครอบครัวตนเองได้ที่ดินผืนนี้ เพราะแม้แต่ในตอนที่ลูกพี่ลูกน้องเสีย คนเป็นญาติทางสายเลือดก็ไม่ได้สนใจ ที่จะทำเรื่องแจ้งตายให้ คนตายจึงตายตาไม่หลับ พยายามที่จะให้เธอเอาที่ดินมาให้ได้ จุดประสงค์ของคุณเจเจ มีแค่อยากให้ชื่อบนโฉนด มีชื่อของเธอ ส่วนญาติของลูกพี่ลูกน้องจะอยู่ก็อยู่ไป เธอแค่อยากทำให้มันจบตามจุดประสงค์ของคนตาย เพราะเขามาหาเธอบ่อยมาก แทบทุกคืน กับกลิ่นธูปในยามวิกาล….(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเอชดี้ 'เจ้าที่เจ้าทาง' l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 3 ก.พ.2569 ]

18 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเอชดี้ 'เจ้าที่เจ้าทาง' l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 3 ก.พ.2569 ]

หลังย้ายมาอยู่บ้านในกรุงเทพฯ เขาเริ่มฝันเห็น “คุณลุงปริศนา” ผมขาว ใส่ชุดขาว คล้ายเจ้าที่ และไม่นานหลังจากนั้น สิ่งที่เห็นในฝันก็ปรากฏตัวให้เห็นจริง ๆ ในบ้านหลังนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งวันที่พ่อป่วยหนักถึงขั้นเฉียดตาย ทุกคนพาพ่อมานั่งรอรถพยาบาลใต้ต้นมะม่วงสามง่าม จุดเดียวกับที่เขาเคยเห็นเจ้าที่หายเข้าไป คืนถัดมา... ต้นมะม่วงค่อย ๆ ตายลงอย่างไร้สาเหตุ ขณะเดียวกัน พ่อที่นอนอยู่ในห้อง ICU กลับฟื้นขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์ และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา… “คุณลุงเจ้าที่” ก็ไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า’ (3 กุมภาพันธ์ 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เจ้าที่เจ้าทาง’ เรื่องราวนี้ ‘คุณเอชดี้’ ได้เล่าว่า ตัวเองเป็นคนมีเซ้นส์ และมักจะรับรู้สิ่งแปลก ๆ ได้เสมอหลังจากย้ายมาอยู่บ้านหลังหนึ่งในกรุงเทพฯ เอชเริ่มฝันเห็นชายชราคนหนึ่งอยู่บ่อยครั้ง ในฝันเป็นคุณลุงผมขาวโพลนทั้งศีรษะ ทรงผมสั้นเกรียนคล้ายทหาร สวมชุดขาวลักษณะคล้ายนักบวช ตอนนั้นเอชเองก็ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นคือผี หรือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยดูแลบ้านหลังนี้หลังจากฝันในคืนนั้น... วันหนึ่งเอชกลับมาบ้านช่วงเย็น และเข้าไปนั่งดูการ์ตูนในห้องของพี่ชาย ขณะกำลังดูอยู่จู่ ๆ ก็เห็นร่างของชายชราคนเดิม เดินผ่านไปที่บริเวณหน้าต่างห้อง ซึ่งครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในชุดขาว แต่เป็นชุดพยาแรกนา และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา เอชก็ยังเห็นคุณลุงคนนี้เป็นระยะ ๆ อยู่เสมอ เวลาผ่านไปจนกระทั่งวันหนึ่ง คุณพ่อของเอช เกิดอาการป่วยหนักมาก ถึงขั้นต้องเข้าห้อง ICU ก่อนรถพยาบาลจะมาถึง คนในบ้านช่วยกันพาคุณพ่อออกมานั่งรออยู่ใต้ต้นมะม่วงหน้าบ้าน ซึ่งเป็นจุดที่เอชมักจะเห็นคุณลุงเจ้าที่เดินหายตัวไปในต้นมะม่วงอยู่เป็นประจำ ต้นมะม่วงต้นนี้เป็นต้นเตี้ย แตกออกเป็นสามง่าม โผล่ขึ้นมาจากปลายดิน ดูแปลกตา อาการของคุณพ่อ ในตอนนั้นหนักมาก ตัวเขียว ปากเริ่มม่วง เอชได้แต่ยืนภาวนาในใจ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยดูแลบ้านหลังนี้ ช่วยปกป้องคุณพ่อ อย่าเพิ่งพาเขาจากไปในตอนนี้หลังจากรถพยาบาลพาคุณพ่อ ไปโรงพยาบาลผ่านไปเพียงคืนเดียว เช้าวันถัดมา เอชสังเกตว่าต้นมะม่วงสามง่ามหน้าบ้านกลับเหี่ยวเฉา ใบร่วงหล่นจนหมดทั้งต้น และตายลงในขณะเดียวกันคุณพ่อของเอช ที่อาการหนักอยู่ในห้อง ICU กลับฟื้นขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ จากที่แพทย์เคยประเมินว่าอาการวิกฤต แต่กลับค่อย ๆ ดีขึ้น ราวกับมีใครบางอย่างยอมแลกสิ่งหนึ่ง เพื่อให้คุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ หลังจากวันนั้น คุณพ่อของเอชมีชีวิตอยู่ต่อมาได้อีกเกือบ 20 ปี ก่อนจะจากไปตามวัย และสิ่งที่ทำให้เอชรู้สึกขนลุกที่สุดก็คือ ตั้งแต่วันที่ต้นมะม่วงต้นนั้นตาย… เอชไม่เคยเห็นคุณลุงเจ้าที่ปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณกิ๊บ น้ำมันผี 'ยายข้างถนน' l อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี [ 17 ก.พ.2569 ]

25 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากคุณกิ๊บ น้ำมันผี 'ยายข้างถนน' l อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี [ 17 ก.พ.2569 ]

เมื่อรับคุณยายคนหนึ่งขึ้นรถมาด้วยในเส้นทางที่มืดเปลี่ยว กลับพบกับความน่ากลัวตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้คุยกัน “เห็นยายด้วยหรอ” เสียงพูดจากยายแก่ข้างถนน ที่ยังคงติดอยู่ในใจกับการหายตัวไปในศาลาร้าง แต่สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในรถ กลับกลายเป็นคำตอบของความน่ากลัวที่พบได้เจอ… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี’ (17 กุมภาพันธ์ 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ยายข้างถนน’ เรื่องราวนี้ ‘คุณกิ๊บ น้ำมันผี’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณศักดิ์’ ซึ่งตัวของพี่ศักดิ์เอง เขาเป็นคนขับรถส่งผักจากจังหวัดหนึ่ง ไปสู่จังหวัดหนึ่งซึ่งมีระยะทางไกลร่วม 300 กิโลเมตร พี่ศักดิ์จึงชักชวนแฟนของเขาให้ร่วมเดินทางไปด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง ในครั้งนี้ช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเย็น ทั้งสองได้หยุดแวะพักระหว่างทาง เพื่อรับประทานข้าวเย็นกันที่ร้านอาหารริมทางแห่งหนึ่งพี่ศักดิ์ได้เล่าว่า ขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งรับประทานข้าวกัน จู่ ๆ ก็มีหญิงชราคนหนึ่ง เดินมาหาพี่ศักดิ์ และแฟนหญิงชราคนนั้นเดินมาด้วยท่าทางหลังค่อม มือที่เหี่ยวย่นได้ถือตุ๊กตา และพวงมาลัยเก่า ๆ จำนวนหนึ่ง พร้อมกับยื่นมาให้เขาทั้งสอง และพูดว่า “ช่วยยายซื้อหน่อย” ด้วยความสงสาร แฟนของพี่ศักดิ์จึงมอบเงินไปให้หญิงชราคนนั้น จำนวน 200 บาท แลกกับตุ๊กตาเก่า มีลักษณะแขนขายาวตัวหนึ่ง หลังจากนั้นทั้งสองได้ออกเดินทางต่อ เมื่อขับขี่รถไปเรื่อย ๆ จากถนนใหญ่มีไฟรายล้อมรอบก็ค่อย ๆ กลายเป็นถนนคับแคบ ไฟก็ค่อย ๆ มืดลงไปจนถึงถนนเลนส์เดียวที่เต็มไปด้วยป่าทั้งสองข้างทาง และไม่มีไฟแม้แต่ดวงเดียว บรรยากาศยิ่งน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ ในตอนนั้นแฟนของพี่ศักดิ์ได้พักงีบหลับ ส่วนตัวของพี่ศักดิ์เองก็ขับรถต่อไป จนไปเจอกับคุณยายคนหนึ่งเดินอยู่ข้างหน้าริมทางถนนเพียงลำพัง…ด้วยความที่พี่ศักดิ์ มีความเชื่อกับตัวเองไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เขาจะไม่จอดรถในที่เปลี่ยวแบบนี้เด็ดขาด เมื่อขับผ่านไปสักพัก จู่ ๆ เขาก็เห็นยายคนนั้นอีกครั้ง และคิดกับตัวเองว่า “คนแก่ที่ไหนจะมาเดินข้างถนนในตอนนี้” ด้วยความกลัว พี่ศักดิ์ จึงรีบขับรถให้ผ่านยายไปให้เร็วที่สุด แต่กลับต้องจอดกะทันหัน เมื่อได้ยินเสียงร้องตะโกนบอกให้หยุดจากแฟน… แฟนของพี่ศักดิ์ยืนยันที่จะรับยายขึ้นรถ เพื่อที่จะไปส่งคุณยายที่บ้าน พี่ศักดิ์ก็ได้เตือนว่ามันดูผิดปกติ แต่แฟนของพี่เขาก็คงยังยืนยันว่าจะรับยายกลับไปด้วยให้ได้ ขณะที่แฟนของพี่ศักดิ์กำลังจะหันไปเปิดประตูรถเพื่อที่จะลงไปหายายจู่ ๆ หน้าของยายก็มาจ่ออยู่ที่กระจกข้างรถแบบไม่ทันตั้งตัว จนทำให้พี่ศักดิ์ และแฟนของเขาตกใจแฟนของพี่ศักดิ์ลดกระจกลง และถามยายว่า “ยายมาจากไหน ทำไมมาเดินที่มืด ๆ แบบนี้”ยายแสยะยิ้มออกมา ทำให้เห็นว่าปากของยายนั้นไม่มีฟันหลงเหลืออยู่เลยสักซี่ก่อนยายจะถามกลับมาว่า “เห็นยายด้วยหรอ” แฟนของพี่ศักดิ์ก็ยังคงไม่คิดอะไร และชวนยายขึ้นรถมาพร้อมกัน เมื่อออกเดินทางต่ออีกครั้งพี่ศักดิ์ ได้แต่คิดกับตัวเองอยู่ในใจว่า สิ่งที่เห็นก่อนหน้านั้นคืออะไรกันแน่ จังหวะนั้นยายที่นั่งอยู่ข้างหลังก็ได้ชะโงกหน้ามามองพี่ศักดิ์ พร้อมกับพูดว่า “ไม่ต้องสงสัยหรอก” ขณะที่ขับรถไประหว่างทางมีหมาตัวหนึ่งวิ่งตัดหน้ารถ จนทำให้พี่ศักดิ์ขับรถชนโดยที่ไม่ทันได้เบรคเมื่อพี่ศักดิ์ และแฟนของเขาลงไปดูหมาตัวนั้น กลับเห็นภาพสยองเมื่อพบว่า หัวของหมาตัวนั้น มันได้ขาดหายไป หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ จนคุณยายได้ลงมาจากรถ และก้มลงไปดึงหัวของหมาออกมาจากข้างหน้ารถ แล้วโยนมันทิ้งไปพรอมกับพูดว่า “ไปเถอะมันถึงเวลาตายของมันแล้ว”เมื่อทุกคนกลับขึ้นรถพี่ศักดิ์ ได้แต่ขับรถต่อไปด้วยความเกร็ง และเกรงกลัวยายคนนั้นเมื่อถึงทางโค้งบ้านของยาย ก็พบว่าที่ตรงนั้นมันเป็นที่เปลี่ยว ไม่มีบ้านของคนอยู่เลยสักหลังมีเพียงแต่ศาลารอรถที่เก่าผุพัง แต่ยายก็ยังคงยืนยันว่าบ้านของแกนั้นอยู่ตรงนี้ เมื่อยายลงจากรถไปก็ได้หันหลัง และเดินเข้าไปในศาลาเก่าหลังนั้น จู่ ๆ ยายก็ได้หายวับไปกับตา ทำให้ทั้งสองคนตกใจกับภาพตรงหน้า และรีบขับรถหนีออกไปจากที่ตรงนั้นในทันที หลังจากนั้น พี่ศักดิ์ได้เล่าว่า ตนเองได้แวะไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่ง หลวงพ่อก็ได้ทักว่ามีบางสิ่งบางอย่างอยู่ในรถ เมื่อเปิดรถเข้าไปดูหลวงพ่อได้หยิบตุ๊กตาที่ซื้อมาจากหญิงชราริมทาง และนำมีดมากรีดมันจนได้พบว่า “มีกระดูกนิ้วมือของมนุษย์อยู่ในตุ๊กตาตัวนั้นเต็มไปหมด จึงเป็นสาเหตุให้ทั้งสองคนได้พบเจอกับสัมเวสี นั่นก็คือ ยายข้างถนน” พี่ศักดิ์ และแฟนของเขาจึงขับรถไปที่ถนนเส้นเดิมเพื่อตามหาหญิงชราที่ขายตุ๊กตาให้ เมื่อเจอหญิงชราคนนั้น แฟนของพี่ศักดิ์ก็ได้เข้าไปถาม “ยายเอาอะไรมาขายให้หนู” แต่กลับไม่ได้รับคำตอบ รวมถึงหญิงชราคนนั้นยังวิ่งหนีไปในทันที ทำให้ทั้งสองวิ่งตามไปจนไปเจอหญิชราคนนั้นอยู่ใต้ต้นไม้ ที่มีศาลขนาดใหญ่ตั้งอยู่ และได้เห็นว่าตุ๊กตาที่หญิงชรานำมาขาย คือ ตุ๊กตาถวายศาล(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-