เรื่องเล่าจากคุณเจเจ 'มรดกที่ไม่อยากได้รับ' l อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า-มิวสิค [ 11 พ.ย.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเจเจ 'มรดกที่ไม่อยากได้รับ' l อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า-มิวสิค [ 11 พ.ย.2568 ]

15 พ.ย. 2025

     เจตจำนงสุดท้ายของคนตาย เมื่อลูกพี่ลูกน้องที่แม้จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถตายตาหลับได้ เพราะห่วงเรื่องมรดก และในทุกค่ำคืนคุณเจเจ จะต้องเจอกับคนตายที่มาพร้อมความโกรธ และกลิ่นควันธูปจนนอนไม่ได้ ถ้าเธอจะอยากกลับมามีชีวิตสงบสุข ก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากทำตามความต้องการของคนตาย  

     กลิ่นธูปในยามวิกาล ที่ลอยจนคลุ้งห้องนอน เป็นประสบการณ์ตรงจาก “คุณเจเจ” เมื่อลูกพี่ลูกน้องของเธอไม่สามารถตายตาหลับได้ และมีเรื่องที่ต้องการจะสื่อสาร ที่เข้ามาในช่วงระยะเวลาแห่งความฝันก็ตาม สามารถติดตามไปพร้อมกับ “ดีเจเซฟ – ดีเจแนน” ในรายการคลุมโปง ( 11 พฤศจิกายน 2568)

     คุณเจเจ มีลูกพี่ลูกน้องอยู่หนึ่งคน แต่ว่าเขาอาศัยอยู่ที่ออสเตรเลีย ปกติเธอ และลูกพี่ลูกน้องจะโทรคุยกันทุกวัน แต่อยู่มาวันนึงคุณแม่ของคุณเจเจ ก็เสียชีวิตลง เธอเลยโทรหาญาติคนนั้นเพื่อที่จะแจ้งเรื่องการเสียชีวิตของคุณแม่ แต่โทรเท่าไหร่ โทรกี่ครั้งก็ไม่มีใครรับสาย ระยะเวลาดำเนินผ่านมาเป็นเดือน เธอจึงกระวนกระวายอย่างมากว่าควรจะทำอย่างไรดี

   เธอเลยติดต่อสถานทูต เพราะในช่วงเวลานั้นออสเตรเลียยังคงปิดประเทศอยู่ ไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศได้เนื่องจากสถานการณ์โควิด ทางฝั่งเจ้าหน้าที่ ก็แจ้งว่า เขาไม่สามารถหาตัวคนให้เราได้ เพราะไม่ใช่ญาติทางสายเลือด หลังจากเรื่องนี้ผ่านไป ในกลางดึกคืนหนึ่ง ลูกพี่ลูกน้องก็มาเข้าฝัน บอกว่า ‘หนาว ตอนนี้นอนอยู่ที่โรงพยาบาล’

 พอตื่นเช้าขึ้นมา คุณเจเจเลยนึกขึ้นได้ว่า เธอเคยมีเบอร์คุณทนาย ที่ญาติเคยใช้ในตอนที่ทำเรื่องเกษียณ จึงตัดสินใจติดต่อไป คุณทนายเปรียบเสมือนตัวแทนของลูกพี่ลูกน้องของเธอ จึงสามารถช่วยตามหาได้ และก็ไปเจอว่า ตอนนี้ลูกพี่ลูกน้องของเธอนอนไม่ได้สติอยู่ที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่เธอติดต่อไม่ได้ ทางโรงพยาบาลก็ไม่สามารถตามหาญาติ เพราะญาติของคุณเจเจ หมดสติในห้องอย่างกระทันหัน และหลังจากนั้นไม่กี่วัน เขาก็เสียชีวิต

  ในช่วงเวลานั้น ยังไม่สามารถเอาศพกลับมาได้ เธอจึงได้ไหว้วานคุณทนาย ที่มีภรรยาเป็นคนไทย ให้จัดการศพตามพิธีทางพุทธศาสนา หลังจากนั้นเรื่องนี้ก็จบไป คุณทนายก็โทรมาแจ้งว่า คุณเจเจได้รับมรดก เธอเลยแจ้งว่า ‘เธอไม่ได้อยากได้ ให้บริจาคไปได้เลย ถ้าเป็นของที่อยู่ที่ออสเตรเลีย’ แต่สิ่งที่ลูกพี่ลูกน้องของเธอทิ้งเอาไว้ให้ คือที่ดินผืนนึงที่เมืองไทย

   ซึ่งที่ดินผืนนั้น ยังคงมีลูกของ ลูกพี่ลูกน้องอาศัยอยู่ และมีมูลค่า แต่เธอก็ตัดสินใจปฏิเสธไป เพราะยังไงเราก็ไม่ใช่คนในสายเลือด เธอจึงเงียบไปหลายปี แต่สุดท้ายก็ต้องตัดสินใจกลับมาจัดการเรื่องมรดก เพราะความฝัน ในความรู้สึกกึ่งหลับกึ่งตื่น คุณเจเจรู้สึกว่า ลูกพี่ลูกน้องมายืนจ้องหน้า ด้วยความรู้สึกโกรธ แล้วก็เรียกให้ตื่น ตื่นๆ

และเรื่องเดียว ที่เธอยังไม่ได้ทำให้ลูกพี่ลูกน้องของเธอ ก็คือเรื่องมรดก ในตอนบ่ายวันนั้น คุณเจเจเลยตัดสินใจลางาน ไปที่ที่ดิน ก่อนไปเธอก็อธิษฐานในใจว่า ถ้าจะให้รู้อะไร ก็ให้รู้เรื่องกันไปในวันนี้ เพราะเธอไม่เคยติดต่อญาติที่อยู่ตรงที่ดินตรงนั้น

   พอไปถึงที่ประเมินที่ดิน พี่เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าคุ้นจังเลย แล้วเขาก็นึกออกขึ้นมาว่า เมื่อวานมีคนมาประเมินราคากลางของที่ดินผืนนี้เขาจะขาย เธอก็เลยกลับมาจุดธูปที่บ้านบอกว่า ผู้จัดการมรดกมันต้องใช้เวลานะ แต่ขอให้มันลุล่วง คุณทนายของลูกพี่ลูกน้องของเธอ ก็บินมาช่วยกันจัดการ จนในที่สุดเธอก็กลายเป็นผู้จัดการมรดก

คุณเจเจเลยกลับไปที่ดินแห่งนั้นอีกครั้งนึง และแจ้งว่าที่ดินนี้ไม่สามารถขายได้ เพราะว่ามันติดขึ้นศาลอยู่ ทางเจ้าหน้าที่เลยบอกว่า ‘จริงๆต้องรอเดือนนึงก่อน จึงจะประกาศอย่างเป็นทางการ’ แต่ในทุกครั้งที่ทำขั้นตอนอะไร เธอจะจุดธูปคอยบอกลูกพี่ลูกน้องว่า ‘ถ้าเธออยากให้เราได้ที่ดินนี้จริงๆ ขอให้ผ่านพ้นไปด้วยดี’

   สุดท้ายแล้วก็ต้องฟ้องร้องกัน ระหว่างลูกของลูกพี่ลูกน้อง  และเธอผู้เป็นผู้จัดการมรดกเป็นข้อพิพาทระหว่างกัน แต่คุณเจเจก็ทำตามเจตจำนงของคนตาย ซึ่งเขาไม่อยากให้คนในครอบครัวตนเองได้ที่ดินผืนนี้ เพราะแม้แต่ในตอนที่ลูกพี่ลูกน้องเสีย คนเป็นญาติทางสายเลือดก็ไม่ได้สนใจ ที่จะทำเรื่องแจ้งตายให้ คนตายจึงตายตาไม่หลับ พยายามที่จะให้เธอเอาที่ดินมาให้ได้ จุดประสงค์ของคุณเจเจ มีแค่อยากให้ชื่อบนโฉนด มีชื่อของเธอ ส่วนญาติของลูกพี่ลูกน้องจะอยู่ก็อยู่ไป เธอแค่อยากทำให้มันจบตามจุดประสงค์ของคนตาย เพราะเขามาหาเธอบ่อยมาก แทบทุกคืน กับกลิ่นธูปในยามวิกาล….

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณต้น สาลิกาผี 'ล่า ท้า ตาย' l อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ]

09 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณต้น สาลิกาผี 'ล่า ท้า ตาย' l อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ]

เรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบท้าผี ด้วยความเชื่อว่า “ไม่เชื่อ ต้องหลบหลู่” ก่อนจะบุกเข้าไปในบ้านร้างที่เคยเป็นตำหนักทรงเจ้าสถานที่ซึ่งเคยเกิดคดีฆาตกรรมสุดสยอง วิญญาณหญิงสาวผู้ถูกแขวนคอไม่เคยไปไหน และคืนที่พวกเขาเข้าไปทำให้กลายเป็นคืนสุดท้ายของหลายชีวิต… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า’ (2 ธันวาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ล่า ท้า ตาย’ ‘คุณต้น สาลิกาผี’ ได้เล่าเรื่องราวของผู้ชายชื่อว่า ดอน ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 30 ปีก่อน… สมัยนั้นกลุ่มของดอนเป็นพวกที่ชอบ ล่า ท้า ผี ไปตามบ้านร้างสถานที่แปลก ๆ เพื่อพิสูจน์ว่า “ผีไม่มีจริง” พวกเขามีสโลแกนกันว่า“ไม่เชื่อ ต้องหลบหลู่”หลังพ้นช่วงลอยกระทงปลายปี เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มบอกว่ามีสถานที่ใหม่ที่อยากให้ไปลอง เป็นสำนักร้างที่คนเล่าว่า เฮี้ยนสุด ๆ สถานที่ตรงนั้นเดิมเป็นที่ดินเปล่า ก่อนจะมีครอบครัวหนึ่งมาเช่า และสร้างเป็นตำหนักคล้ายสำนักเจ้าทรง ช่วงแรกมีคนแห่เข้ามาไม่ขาดสาย จึงมีการจ้างแรงงานมาสร้างต่อเติมเพิ่มซึ่งมีคนงานชาวพม่าชาย 2 คน ได้ลงมือข่มขืนคนงานหญิงชาวพม่าคนหนึ่ง ก่อนจะจับเธอ ‘แขวนคอทั้งที่ยังมีชีวิต’ แล้วจัดฉากให้เหมือนฆ่าตัวตาย หลังจากวันนั้น… สถานที่แห่งนี้เริ่มกลายเป็นที่ต้องห้ามคนที่ตั้งใจจะไปทำพิธี มักขับรถหลงทาง บางคนรถตกน้ำ บางคนไปถึงหน้าบ้านกลับเห็นร่างผู้หญิงแขวนคอห้อยอยู่ตรงหน้า จนสุดท้ายคนไม่เข้ามาอีก สำนักขาดรายได้เจ้าของบ้านพยายามขาย แต่ไม่มีใครกล้าซื้อ จึงนิมนต์หลวงพ่อมาทำพิธีสะเดาะเคราะห์แต่ระหว่างพิธี…ลมเย็นจัดพัดวูบเข้ามาทั้งบ้านหลวงพ่อที่นั่งสวดมนต์อยู่ จู่ ๆ ก็ ‘นิ่งไป’ ก่อนจะลุกขึ้น เดินไปหยิบเชือกและพยายามจะ…แขวนคอตัวเอง น้ำเสียงที่เปล่งออกมาคล้ายภาษาพม่า คนในบ้านแตกตื่น ช่วยกันยื้อจนหลวงพ่อได้สติ ก่อนจะรีบหนีกลับวัดทันที และไม่กลับมาอีกเลย บ้านหลังนี้จึงถูกปล่อยร้าง… แบบที่ไม่เคยมีใครกล้าเข้าไปอีก สามเดือนถัดมา… กลุ่มของดอนรู้ข่าว และตัดสินใจไปพิสูจน์ คืนวันนั้นพวกเขาไปกัน 5 คน ผู้ชาย 4 คน ผู้หญิง 1 คน พอไปถึง พวกเขาเห็นกลุ่มวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ก่อนแล้ว และพูดทิ้งท้ายไว้ว่า‘ไม่เห็นมีอะไรเลย เสียเวลาเปล่า’กลุ่มของดอนกำลังจะถอดใจกลับ…แต่จู่ ๆ ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งปั่นจักรยานเข้ามา หน้าตาดูอายุไล่เลี่ยกัน เขาพูดขึ้นว่า‘พี่จะกลับแล้วเหรอ…เข้าไปข้างในยังล่ะ?’ ทุกคนส่ายหน้า…ชายหนุ่มคนนั้นล้วงของบางอย่างออกมาจากกระเป๋ามันคือ เชือก เพื่อนของดอนถามติดตลกแต่เสียงสั่น‘อย่าบอกนะ…ว่าเป็นเชือกที่ใช้แขวนคอ?’ ชายคนนั้นไม่ตอบแค่หันหลัง แล้วเดินนำเข้าไปในบ้าน ทำให้พวกเขาทั้งหมดเดินตามเข้าไป ระหว่างเดินชายคนนั้นพูดขึ้นมาเสียงเรียบ ๆ ว่า‘ผมเอง…ที่เป็นคนเจอศพคนแรก’‘…แล้วก็เป็นคนเอาศพลงมา’มีคนถามต่อทันที‘แล้วเอาเชือกมาไว้ทำไม?’คำตอบที่ได้คือ‘เห็นมูลนิธิเอาแต่ศพ…เชือกเลยไม่มีใครเก็บ ผมก็เลยเก็บไว้’เขาพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาก่อนจะพาทุกคนเดินลึกเข้าไปในบ้านร้าง บรรยากาศข้างในเงียบผิดปกติไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดจนเพื่อนของดอนถามขึ้นว่า‘แล้วตรงไหนที่เขาแขวนคอตัวเอง?’ชายหนุ่มคนนั้นค่อย ๆ หันมาแล้วเงยหน้ามองไปที่เพดานทุกคนเงยหน้าตามและทันทีที่สายตาไปถึง พวกเขาเห็นร่างผู้หญิงลิ้นจุกปาก กำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเชือกก่อนที่ร่างนั้นจะตกลงมาต่อหน้าทุกคน เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้น เชือกค่อย ๆ รัดแน่น ลูกตาถลนออกจากเบ้า… ทุกคนแตกกระเจิง วิ่งหนีคนละทิศละทางแต่เมื่อรวมกลุ่มกันได้อีกครั้ง พวกเขาเพิ่งรู้ว่าชายหนุ่มคนนั้น หายไป ขณะที่กำลังวิ่งหาทางออก ไฟฉายของใครคนหนึ่งส่องขึ้นไปบนเพดานอีกครั้งสิ่งที่เห็นคือ…ชายหนุ่มคนนั้น ถูกแขวนคออยู่และมีร่างของผู้หญิงคนนั้นอยู่ด้านหลังมือของเธอกำลัง ‘กระชากเชือก’ ให้แน่นขึ้นเรื่อย ๆทุกคนกรีดร้องและวิ่งหนีออกจากบ้านได้สำเร็จแต่ก่อนจะขึ้นรถ…พวกเขาได้ยินเสียงชายคนนั้นดังตามมาเบา ๆ‘น่ากลัวไหมล่ะ…’‘ผมบอกพวกพี่แล้ว…ว่ามันน่ากลัว’น้ำเสียงนั้น…เหมือนคนที่กำลังจะขาดใจตาย ระหว่างขับรถหนี ตามสองข้างทางที่มีต้นไม้ทุกคนเห็นร่างของ ‘ผู้หญิง’ และ ‘ชายหนุ่มคนนั้น’ ห้อยตัวลงมาทีละต้น ภาพที่เห็นดิ้นทุรนทุราย จนทำให้คนขับเสียหลักรถพุ่งตกข้างทางคืนนั้น…มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 3 คน เจ้าหน้าที่พบว่าศพทุกคนมีรอย ‘เชือก’ ที่ลำคอ ผู้หญิงที่รอดชีวิตมาได้เหลือสภาพเกือบเป็นอัมพาต และต่อมาไม่นาน ขณะที่เธอกำลังข้ามถนนไปซื้อของมีรถฝ่าไฟแดงชนเธอเสียชีวิตคาที่เวลาต่อมา…ความจริงก็ถูกเปิดเผย ชายหนุ่มที่พวกเขาพบในบ้านคือ ‘คนงานชาย’ ที่เป็นคนข่มขืนผู้หญิงคนนั้นและเป็นคน ‘จัดฉากแขวนคอ’ จากนั้นโทรแจ้งตำรวจเอง หลายวันต่อมา เขาเริ่มถูกผีหลอกอย่างหนักจนเสียสติสุดท้ายกลับไปแขวนคอตายที่บ้านหลังเดิม หลังจากเหตุการณ์นั้น ดอนยังมีชีวิตอยู่… แต่ทุกคืนเขามองเห็นร่างเพื่อน ๆ ของเขาชายหนุ่มคนนั้น และผู้หญิงพม่าคนนั้น… แขวนคออยู่บนเพดานบ้าน บางคืน เขาลุกขึ้นมาละเมอพยายามใช้เชือกผูกคอตัวเองดีที่ครอบครัวช่วยไว้ทันสุดท้าย… ดอนตัดสินใจ “บวช”และอุทิศส่วนกุศลให้ทุกวิญญาณ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณออโต้ 'ยายสา' l อังคารคลุมโปง X พูห์-พาเวล [ 25 พ.ย.2568 ]

02 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณออโต้ 'ยายสา' l อังคารคลุมโปง X พูห์-พาเวล [ 25 พ.ย.2568 ]

ในทุกความมืดมิด และความสว่างยังคงมีการรอคอยจากยายสา คำพูดของเด็กสาวที่พูดเล่นในวันนั้นว่า จะไปอยู่ด้วย ทำให้มีวิญญาณของยายแก่มาคอยตามติดชีวิต และจนกว่าจะอายุ 25 ปี เธอจะต้องอยู่รอดต่อไปให้ได้ไม่งั้นความตาย ที่รอเธออยู่ก็จะคลืบคลานมาพร้อมกับยายสา เรื่องเล่าของการรอคอยในความมืดที่ “คุณออโต้” ได้ฟังมาจากน้องน้ำ เป็นเรื่องราวที่ทำให้อุณหภูมิจากอากาศหนาว ๆ กลายเป็นร้อนทันที สามารถติดตามไปพร้อมกับ “ดีเจเจ็ม และ ดีเจแนน” ในรายการคลุมโปง ( 25 พฤศจิกายน 2568) ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว... ในช่วงเวลานั้น น้ำอาศัยอยู่ที่ภาคอีสาน บ้านของเธอค่อนข้างที่จะชนบทมากทุก ๆ วันน้ำจะต้องออกไปที่สวนกับพ่อ และน้องสาว แต่ในอาทิตย์นั้นไม่เหมือนที่ผ่านมาเพราะเธอไม่สบาย แต่พอน้ำอาการดีขึ้น ก็เลยเดินลงมาข้างล่าง เพื่อที่จะสูดอากาศยามเย็นช่วงโพล้เพล้ในตอนนั้นคุณแม่ ของเธอกำลังทำกับข้าว น้ำเลยเดินไปนั่งแถว ๆ ชานบ้านหางตาของเธอเหลือบไปเห็นยายคนนึง กำลังจะเดินผ่านหน้าบ้าน แค่เห็นก็รู้ว่าเป็นยายสา คนที่อยู่ระแวกแถวบ้าน น้ำก็ไม่ได้คิดอะไรนั่งทำนู่นทำนี่ของตนเองไปแต่ยายสา กับมายืนอยู่ตรงบ้าน พร้อมพูดว่า ‘หลานเอ้ย ขอน้ำกินหน่อย’ น้ำก็เลยรีบวิ่งไปเอาน้ำให้คุณยาย แต่ยายมีท่าทีที่ยิ้มแปลก ๆ เมื่อเธอยื่นน้ำไปให้มือสาก ๆ เหี่ยวย่นของคนแก่ก็ลูบมาที่เนื้อตัวเธอ พร้อมกับชมว่า ‘เป็นคนดีจัง อยากเอาไปอยู่ด้วย’น้ำคิดแค่ว่า... ยายคงแค่พูดหยอก จึงตอบกลับไปด้วยความไม่ประสีประสาว่า...“จ้า จะให้ไปไหนล่ะ เดี๋ยวหนูไปด้วย” เป็นการพูดหยอกล้อกันตามประสาเด็ก กับผู้ใหญ่ หลังจากนั้นไม่นานแม่ก็ตะโกนเรียกให้เธอเข้าบ้านมากินข้าว ยายสาเลยค่อย ๆ ยื่นแก้วน้ำส่งคืนชั่วเวลาไม่กี่วิที่น้ำ หันไปมองแม่ และหันกลับมาหายาย ตรงหน้าของเธอก็เหลือแต่ความว่างเปล่า ยายสาได้หายไปแล้วน้ำเลยเดินกลับไปหาแม่ที่กำลังวุ่นวายกับการเตรียมอาหารเย็น แม่ถามเธอว่า...‘เมื่อกี้้คุยกับใคร ทำไมเสียงดังจัง’ แต่พอน้ำบอกว่า เธอคุยกับยายสา สีหน้าของแม่ก็ตกใจแล้วรีบบอกให้น้ำ รีบกินข้าว และรีบกลับขึ้นไปนอน ตัวเธอเองก็ทำตามที่แม่บอกในคืนนั้นช่วงเวลาสี่ทุ่ม น้ำสะดุ้งตื่นขึ้นมา เพราะได้ยินเสียงคนเปิดประตูดังแอ๊ด… ดวงตาของเธอมองผ่านไปตรงประตู ช่วงจังหวะนั้นเอง ร่างที่เดินเข้ามาเป็นเงาเหมือนกับแม่ ของตนเองเธอเลยคิดว่า แม่คงมาดูอาการไข้ตามปกติ จึงจะหลับตาต่อ แต่ความรู้สึกที่น้ำ ได้รับคล้ายกับว่ามีน้ำอะไรเหนียว ๆ หยดลงมาบนหน้าจนเธอต้องลืมตาตื่นขึ้นมาดู สิ่งที่ได้เห็นผ่านความมืดที่เงียบงัน คือร่างของแม่เธอที่กำลังเอาลิ้นเลียหน้า น้ำตกใจมากด้วยความกลัวแต่ก็ขยับตัวไม่ได้ร่างที่อยู่ในความมืดดำพูดออกมาเบา ๆ ว่า “เป็นตาแซ่บน้อ” จนเธอต้องรวบรวมความกล้า กรีดร้องออกมาจนลั่นบ้านเพื่อเรียกพ่อกับแม่ หางตาของน้ำ มองร่างของผู้หญิงที่เป็นแม่ แต่กลายเป็นว่า มันคือยายสา พ่อกับแม่รีบวิ่งขึ้นมาดูเธอ แต่ยายสารีบกระโดดจากหน้าต่างลงไป และเป็นเสียง สวบ สาบ ของร่างคนที่วิ่งลัดเลาะทุ่งนา เธอเลยรีบวิ่งไปกอดแม่ พร้อมกับเล่าทุกอย่างให้ฟังแม่รีบไปตามยายหมอธรรมข้างบ้าน มาผูกข้อแขนพร้อมกับเรียกขวัญให้ แต่ก็ยังไม่มีใครพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ดีจนเวลาผ่านเลยไปสองวัน เธอก็หายไข้แล้ว แม่ก็ถามไถ่อาการตามปกติ แต่น้องสาวก็บอกว่าตอนกลางคืน น้ำชอบออกมานั่งยอง ๆ มองเธอแบบแปลก ๆ แต่น้ำกับไม่รู้ตัวเลยว่าได้ทำลักษณะท่าทางแบบนี้ และเวลาก็ผ่านพ้นไป ด้วยความที่ข้างบ้านมีคนทำพิธีไล่ผีกัน น้ำเลยชวนน้องสาวออกไปดูข้างหน้าที่เธอเห็นก็จะมีหมอธรรมที่กำลังทำพิธี แต่ข้างในสุดของบ้านหลังนี้เป็นยายสาที่กำลังนั่งกินอะไรสักอย่างอยู่ น้ำตกใจกับสิ่งที่เห็นเลยรีบเล่าให้น้องฟัง แต่กลายเป็นว่ามีแค่เธอคนเดียวที่เห็น พวกเธอเลยจะรีบวิ่งออกไป แต่ยายแก่ก็วิ่งเข้ามาจับแขนบอกให้เธอไปอยู่กับยาย น้ำจึงสลบลงไปด้วยความกลัวรู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีก็อยู่ที่วัด กับพ่อแม่ และตอนนั้นเอง น้ำเลยได้รู้ว่า ยายสาเป็นหมอธรรมที่เล่นวิชาจนของเข้าตัว คนในหมู่บ้านเชื่อว่า แกโดนผีปอบสิงตอนที่เธอเห็นยายสาเดินผ่านหน้าบ้านจริง ๆ แล้วแกนอนป่วยติดเตียงอยู่ แต่มีคนหลายคนเห็นยายสา เดินไปเดินมายายแกเหมือนจะถูกใจน้ำ จึงมาทำพิธีจองตัวไว้พระท่านจึงทำพิธีแก้ให้กับน้ำไว้ ให้พกท้าวเวสสุวรรณติดตัวหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น น้ำก็ยังคงเห็นยายสา แต่แกเข้ามาหาเธอไม่ได้ และทุกวันพระวันโกน ยายสาจะชอบมานั่งยอง ๆ บนหลังคา คอยมอง วันที่น้ำได้ของจากพระมา ก็เป็นวันเดียวกับที่ยายสาเสีย หลวงตาท่านบอกว่า ถ้าครบ 25 ปี ทุกอย่างจะคลี่คลายลง….(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณฟองน้ำ 'ใครในบ้าน' l อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]

10 มิ.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณฟองน้ำ 'ใครในบ้าน' l อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]

เพียงคำพูดหนึ่งประโยคที่เผลอพูดถึงอุบัติเหตุข้างทาง กลับกลายเป็นการดึงดูดให้ ‘บางสิ่ง บางอย่าง’ ตามกลับมาถึงในบ้าน ! จากความระแวงเมื่อต้องอยู่บ้านคนเดียว ทั้งเงาดำปริศนา และเสียงเคาะประตูค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นเลียนเสียงคนในครอบครัว และเมื่อความอดทนถึงขีดสุด เธอจึงต้องลุกขึ้นสู้เพื่อทวงพื้นที่ของตัวเองคืนเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ใครในบ้าน’ ‘คุณฟองน้ำ’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเอง... เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่บ้านเมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่ตอนที่อยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งเวลาเลิกเรียนกลับมาถึงบ้านจะไม่มีใครอยู่บ้านเลย เพราะพ่อแม่ทำงานในเมือง กว่าจะกลับถึงบ้านก็ 2 ทุ่มแล้ว นั่นทำให้ช่วงตอนเย็นคุณฟองน้ำอยู่บ้านคนเดียว ในระหว่างที่อยู่คนเดียวก็จะมีกิจกรรมอย่างอื่นให้ทำ แต่นั่นก็ทำให้เธอเริ่มเจอเหตุการณ์แปลก ๆ จนทำให้ต้องกลัว เริ่มต้นจากในขณะที่อ่านหนังสืออยู่ในห้องนอน ก็จะชอบเห็นเงาดำ ๆ เดินผ่านจากข้างหลัง มีเสียงเคาะประตู เขย่าประตูห้องนอน หรือแม้แต่มีเสียงไม้ตู้เสื้อผ้าดัง ทำให้คุณฟองน้ำ ได้ไปหาข้อมูลในเว็บพันทิปว่าการที่เกิดเสียงไม้จากตู้เสื้อผ้าดัง มักเกิดจากความชื้นจนทำให้ไม้กระทบกันจนเกิดเสียง จึงคิดว่าคงไม่ใช่สิ่งลี้ลับอะไรหรอกในบางครั้งที่คุณฟองน้ำเปิดแอร์ จู่ ๆ แอร์ก็ปิดเอง แต่สักพักก็กลับมาเปิดใหม่ จึงคิดว่าอาจจะแค่ไฟตก แต่เพราะบางครั้งแอร์ปิดแล้วไม่กลับมาเปิดใหม่อีกเลย นั่นทำให้เริ่มคิดขึ้นมาแล้วว่าต้องมีสิ่งลี้ลับแน่ ๆ แต่เพราะอยู่คนเดียวจึงทำใจแข็งเอาไว้ก่อน อีกทั้งคุณฟองน้ำ ก็เลี้ยงแมวอยู่ด้วย บางครั้งพฤติกรรมของแมวก็ทำให้คุณฟองน้ำ รับรู้ว่ามีคนอยู่ข้างหน้าจริง ๆ เพราะบางครั้งจะไม่ปิดประตูห้องนอน และจะเห็นแมวของเธอเล่นอยู่ที่ทางเดินหน้าห้อง ปกติแล้วแมวมักจะเล่นที่พื้น เศษตามพื้น แต่แมวกระโดดเล่นเหมือนมีคนเล่นด้วย นั่นจึงทำให้เธอเริ่มกลัวแต่ยังไม่ได้ทำอะไร ได้แต่อดทนมาเรื่อย ๆ จนคนในบ้านเริ่มเจอกับตัวมากขึ้น แม่ของคุณฟองน้ำเจอในรูปแบบเสียง เลียนเสียงคนในบ้านเพื่อเรียกแม่ หรือพี่ชายคุณฟองน้ำเองก็เจอแบบเดียวกัน จนต้องแก้ปัญหาด้วยการไม่ขานรับเวลามีคนเรียกชื่อกันเองภายในบ้าน และต้องให้เจ้าตัวขึ้นมาเรียกด้วยตัวเองแทนจนเรื่องราวที่คุณฟองน้ำสุดจะทนที่สุดก็คือ วันนั้นเองคุณฟองน้ำ ทำธุระหนักอยู่ในห้องน้ำแล้วก็มีเสียงเคาะประตู ตอนนั้นรู้สึกกลัวมาก ๆ ถึงแม้ว่าจะเสร็จธุระแล้วแต่ก็ไม่กล้าที่จะออกไปเพราะกลัวเจออะไรบางอย่าง ทำให้ต้องเอาถังน้ำในห้องน้ำมากันไว้ที่ประตู และใช้เท้ายันเอาไว้จากชักโครกเพื่อกันไม่ให้มีใครเข้ามา หลังจากที่เขาเคาะ และเขย่าประตูไม่หยุด ก็หยุด และเปลี่ยนมาหมุนลูกบิดแทน คุณฟองน้ำคิดว่าเหมือนเขารู้ว่าเราเริ่มกลัวเลยแกล้งหนักขึ้น จนเริ่มได้ยินเสียงว่ามีคนในบ้านกลับมาถึงบ้านแล้ว จึงตะโกนถามให้มั่นใจว่ามาถึงแล้วหรอ และในทันทีที่คนในบ้านขานตอบกลับมาก็รีบเดินออกมาจากห้องน้ำเลย แต่สุดท้ายสิ่งที่ทำให้คุณฟองน้ำ ต้องจัดการเด็ดขาดกับสิ่งนี้ก็คือ วันหนึ่งในขณะที่เธออ่านหนังสืออยู่ในห้องนอนก็มีเสียงเขย่าประตู ซึ่งการเขย่าประตูครั้งนี้มันแรงมากจนแมวของเธอกลัว ซึ่งเธอมองว่าปกติแมวยังเล่นกับเขา แต่นี่คือแมวเริ่มกลัว ถ้าเธอยังอยู่นิ่ง ๆ และไม่จัดการอะไรไม่ได้แล้ว เธอโกรธมากจึงพูดออกมาเลยว่า...“จะหยุดได้หรือยัง รู้มั้ยว่านี่บ้านของใคร มาอาศัยอยู่บ้านคนอื่นแท้ ๆ พ่อแม่นี่เป็นคนซื้อ และถ้านี่โตไปมันก็จะตกเป็นของนี่ นี่จะเป็นเจ้าของบ้าน ถ้ายังอยู่ด้วยกันดี ๆ ไม่ได้ก็จะไปฟ้องแม่ให้แม่เอาหมอผีมาไล่” หลังจากที่จบประโยคก็เงียบไปเลย ตอนแรกคิดนานมากว่าจะใช้สรรพนามแทนตัวเองว่าอะไรดี เพราะไม่อยากแทนตัวเองว่าหนู มันจะเหมือนเป็นเบี้ยล่างของเขา แต่ก็ไม่กล้าใช้คำว่า กู มึง เช่นกันเพราะกลัวเขาจะโกรธแล้วมันจะไปกันใหญ่ สุดท้ายพอแม่ของคุณฟองน้ำ กลับมาถึงบ้านก็รีบไปฟ้องแม่เลยในทันที แม่ของเธอจึงไปปรึกษาเพื่อน และโชคดีที่คุณยายที่เป็นแม่ของเพื่อนสนิทแม่เป็นผู้ใหญ่ที่จังหวัดยโสธร ได้รับเชิญเป็นประธานพิธีงานบุญเยอะ จึงมีของสายขาวเยอะ ด้วยความที่เป็นคนเฒ่าคนแก่จากอีสานจึงมีคาถาที่สืบทอดกันมาจากตระกูลกันอยู่เลย เขาจึงท่องคาถาใส่ของฝากมาให้คุณฟองน้ำ ที่บ้านอย่างสายสิญจน์ หวายลูกนิมิต และกำชับให้แม่ของเธอนำมาไว้ที่ประตูหน้าบ้าน หลังบ้าน หัวเตียงนอน และประตูห้องนอน ซึ่งในตอนที่จะนำไปแขวนไว้ที่หัวเตียงนอนก็ร้อนไปหมดเลย เหมือนไฟไหม้ แต่แม่ก็สู้ และแขวนได้สำเร็จ พอแขวนเสร็จความร้อนก็หายไปหมดเลย หลังจากนั้นก็ไม่เจอเหตุการณ์ประหลาดอีกเลย สุดท้ายคุณฟองน้ำ ได้ไปถามหมอดู ซึ่งไม่ได้การันตีว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หมอดูบอกว่ามีคนในบ้านของคุณฟองน้ำ ขับรถผ่านถนนที่เจอวัยรุ่นขับรถมอเตอร์ไซค์ล้ม และด้วยความที่เป็นคนรุ่น BabyBoomer จึงพูดทักไปว่า “สมแล้วแหละ พวกซิ่งป่วนเมือง” จึงทำให้เขาโกรธ และตามกลับมาที่บ้าน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณกิ๊บ น้ำมันผี 'ยายข้างถนน' l อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี [ 17 ก.พ.2569 ]

25 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากคุณกิ๊บ น้ำมันผี 'ยายข้างถนน' l อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี [ 17 ก.พ.2569 ]

เมื่อรับคุณยายคนหนึ่งขึ้นรถมาด้วยในเส้นทางที่มืดเปลี่ยว กลับพบกับความน่ากลัวตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้คุยกัน “เห็นยายด้วยหรอ” เสียงพูดจากยายแก่ข้างถนน ที่ยังคงติดอยู่ในใจกับการหายตัวไปในศาลาร้าง แต่สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในรถ กลับกลายเป็นคำตอบของความน่ากลัวที่พบได้เจอ… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี’ (17 กุมภาพันธ์ 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ยายข้างถนน’ เรื่องราวนี้ ‘คุณกิ๊บ น้ำมันผี’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณศักดิ์’ ซึ่งตัวของพี่ศักดิ์เอง เขาเป็นคนขับรถส่งผักจากจังหวัดหนึ่ง ไปสู่จังหวัดหนึ่งซึ่งมีระยะทางไกลร่วม 300 กิโลเมตร พี่ศักดิ์จึงชักชวนแฟนของเขาให้ร่วมเดินทางไปด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง ในครั้งนี้ช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเย็น ทั้งสองได้หยุดแวะพักระหว่างทาง เพื่อรับประทานข้าวเย็นกันที่ร้านอาหารริมทางแห่งหนึ่งพี่ศักดิ์ได้เล่าว่า ขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งรับประทานข้าวกัน จู่ ๆ ก็มีหญิงชราคนหนึ่ง เดินมาหาพี่ศักดิ์ และแฟนหญิงชราคนนั้นเดินมาด้วยท่าทางหลังค่อม มือที่เหี่ยวย่นได้ถือตุ๊กตา และพวงมาลัยเก่า ๆ จำนวนหนึ่ง พร้อมกับยื่นมาให้เขาทั้งสอง และพูดว่า “ช่วยยายซื้อหน่อย” ด้วยความสงสาร แฟนของพี่ศักดิ์จึงมอบเงินไปให้หญิงชราคนนั้น จำนวน 200 บาท แลกกับตุ๊กตาเก่า มีลักษณะแขนขายาวตัวหนึ่ง หลังจากนั้นทั้งสองได้ออกเดินทางต่อ เมื่อขับขี่รถไปเรื่อย ๆ จากถนนใหญ่มีไฟรายล้อมรอบก็ค่อย ๆ กลายเป็นถนนคับแคบ ไฟก็ค่อย ๆ มืดลงไปจนถึงถนนเลนส์เดียวที่เต็มไปด้วยป่าทั้งสองข้างทาง และไม่มีไฟแม้แต่ดวงเดียว บรรยากาศยิ่งน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ ในตอนนั้นแฟนของพี่ศักดิ์ได้พักงีบหลับ ส่วนตัวของพี่ศักดิ์เองก็ขับรถต่อไป จนไปเจอกับคุณยายคนหนึ่งเดินอยู่ข้างหน้าริมทางถนนเพียงลำพัง…ด้วยความที่พี่ศักดิ์ มีความเชื่อกับตัวเองไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เขาจะไม่จอดรถในที่เปลี่ยวแบบนี้เด็ดขาด เมื่อขับผ่านไปสักพัก จู่ ๆ เขาก็เห็นยายคนนั้นอีกครั้ง และคิดกับตัวเองว่า “คนแก่ที่ไหนจะมาเดินข้างถนนในตอนนี้” ด้วยความกลัว พี่ศักดิ์ จึงรีบขับรถให้ผ่านยายไปให้เร็วที่สุด แต่กลับต้องจอดกะทันหัน เมื่อได้ยินเสียงร้องตะโกนบอกให้หยุดจากแฟน… แฟนของพี่ศักดิ์ยืนยันที่จะรับยายขึ้นรถ เพื่อที่จะไปส่งคุณยายที่บ้าน พี่ศักดิ์ก็ได้เตือนว่ามันดูผิดปกติ แต่แฟนของพี่เขาก็คงยังยืนยันว่าจะรับยายกลับไปด้วยให้ได้ ขณะที่แฟนของพี่ศักดิ์กำลังจะหันไปเปิดประตูรถเพื่อที่จะลงไปหายายจู่ ๆ หน้าของยายก็มาจ่ออยู่ที่กระจกข้างรถแบบไม่ทันตั้งตัว จนทำให้พี่ศักดิ์ และแฟนของเขาตกใจแฟนของพี่ศักดิ์ลดกระจกลง และถามยายว่า “ยายมาจากไหน ทำไมมาเดินที่มืด ๆ แบบนี้”ยายแสยะยิ้มออกมา ทำให้เห็นว่าปากของยายนั้นไม่มีฟันหลงเหลืออยู่เลยสักซี่ก่อนยายจะถามกลับมาว่า “เห็นยายด้วยหรอ” แฟนของพี่ศักดิ์ก็ยังคงไม่คิดอะไร และชวนยายขึ้นรถมาพร้อมกัน เมื่อออกเดินทางต่ออีกครั้งพี่ศักดิ์ ได้แต่คิดกับตัวเองอยู่ในใจว่า สิ่งที่เห็นก่อนหน้านั้นคืออะไรกันแน่ จังหวะนั้นยายที่นั่งอยู่ข้างหลังก็ได้ชะโงกหน้ามามองพี่ศักดิ์ พร้อมกับพูดว่า “ไม่ต้องสงสัยหรอก” ขณะที่ขับรถไประหว่างทางมีหมาตัวหนึ่งวิ่งตัดหน้ารถ จนทำให้พี่ศักดิ์ขับรถชนโดยที่ไม่ทันได้เบรคเมื่อพี่ศักดิ์ และแฟนของเขาลงไปดูหมาตัวนั้น กลับเห็นภาพสยองเมื่อพบว่า หัวของหมาตัวนั้น มันได้ขาดหายไป หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ จนคุณยายได้ลงมาจากรถ และก้มลงไปดึงหัวของหมาออกมาจากข้างหน้ารถ แล้วโยนมันทิ้งไปพรอมกับพูดว่า “ไปเถอะมันถึงเวลาตายของมันแล้ว”เมื่อทุกคนกลับขึ้นรถพี่ศักดิ์ ได้แต่ขับรถต่อไปด้วยความเกร็ง และเกรงกลัวยายคนนั้นเมื่อถึงทางโค้งบ้านของยาย ก็พบว่าที่ตรงนั้นมันเป็นที่เปลี่ยว ไม่มีบ้านของคนอยู่เลยสักหลังมีเพียงแต่ศาลารอรถที่เก่าผุพัง แต่ยายก็ยังคงยืนยันว่าบ้านของแกนั้นอยู่ตรงนี้ เมื่อยายลงจากรถไปก็ได้หันหลัง และเดินเข้าไปในศาลาเก่าหลังนั้น จู่ ๆ ยายก็ได้หายวับไปกับตา ทำให้ทั้งสองคนตกใจกับภาพตรงหน้า และรีบขับรถหนีออกไปจากที่ตรงนั้นในทันที หลังจากนั้น พี่ศักดิ์ได้เล่าว่า ตนเองได้แวะไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่ง หลวงพ่อก็ได้ทักว่ามีบางสิ่งบางอย่างอยู่ในรถ เมื่อเปิดรถเข้าไปดูหลวงพ่อได้หยิบตุ๊กตาที่ซื้อมาจากหญิงชราริมทาง และนำมีดมากรีดมันจนได้พบว่า “มีกระดูกนิ้วมือของมนุษย์อยู่ในตุ๊กตาตัวนั้นเต็มไปหมด จึงเป็นสาเหตุให้ทั้งสองคนได้พบเจอกับสัมเวสี นั่นก็คือ ยายข้างถนน” พี่ศักดิ์ และแฟนของเขาจึงขับรถไปที่ถนนเส้นเดิมเพื่อตามหาหญิงชราที่ขายตุ๊กตาให้ เมื่อเจอหญิงชราคนนั้น แฟนของพี่ศักดิ์ก็ได้เข้าไปถาม “ยายเอาอะไรมาขายให้หนู” แต่กลับไม่ได้รับคำตอบ รวมถึงหญิงชราคนนั้นยังวิ่งหนีไปในทันที ทำให้ทั้งสองวิ่งตามไปจนไปเจอหญิชราคนนั้นอยู่ใต้ต้นไม้ ที่มีศาลขนาดใหญ่ตั้งอยู่ และได้เห็นว่าตุ๊กตาที่หญิงชรานำมาขาย คือ ตุ๊กตาถวายศาล(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-