เรื่องเล่าจากคุณเอชดี้ 'เจ้าที่เจ้าทาง' l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 3 ก.พ.2569 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเอชดี้ 'เจ้าที่เจ้าทาง' l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 3 ก.พ.2569 ]

18 ก.พ. 2026

   หลังย้ายมาอยู่บ้านในกรุงเทพฯ เขาเริ่มฝันเห็น “คุณลุงปริศนา” ผมขาว ใส่ชุดขาว คล้ายเจ้าที่ และไม่นานหลังจากนั้น สิ่งที่เห็นในฝันก็ปรากฏตัวให้เห็นจริง ๆ ในบ้านหลังนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งวันที่พ่อป่วยหนักถึงขั้นเฉียดตาย ทุกคนพาพ่อมานั่งรอรถพยาบาลใต้ต้นมะม่วงสามง่าม จุดเดียวกับที่เขาเคยเห็นเจ้าที่หายเข้าไป คืนถัดมา... ต้นมะม่วงค่อย ๆ ตายลงอย่างไร้สาเหตุ ขณะเดียวกัน พ่อที่นอนอยู่ในห้อง ICU กลับฟื้นขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์ และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา… “คุณลุงเจ้าที่” ก็ไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย

   เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า’ (3 กุมภาพันธ์ 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’  กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เจ้าที่เจ้าทาง’

    เรื่องราวนี้ ‘คุณเอชดี้’ ได้เล่าว่า ตัวเองเป็นคนมีเซ้นส์ และมักจะรับรู้สิ่งแปลก ๆ ได้เสมอหลังจากย้ายมาอยู่บ้านหลังหนึ่งในกรุงเทพฯ เอชเริ่มฝันเห็นชายชราคนหนึ่งอยู่บ่อยครั้ง ในฝันเป็นคุณลุงผมขาวโพลนทั้งศีรษะ ทรงผมสั้นเกรียนคล้ายทหาร สวมชุดขาวลักษณะคล้ายนักบวช ตอนนั้นเอชเองก็ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นคือผี หรือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยดูแลบ้านหลังนี้

หลังจากฝันในคืนนั้น... วันหนึ่งเอชกลับมาบ้านช่วงเย็น และเข้าไปนั่งดูการ์ตูนในห้องของพี่ชาย ขณะกำลังดูอยู่จู่ ๆ ก็เห็นร่างของชายชราคนเดิม เดินผ่านไปที่บริเวณหน้าต่างห้อง ซึ่งครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในชุดขาว แต่เป็นชุดพยาแรกนา และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา เอชก็ยังเห็นคุณลุงคนนี้เป็นระยะ ๆ อยู่เสมอ

   เวลาผ่านไปจนกระทั่งวันหนึ่ง คุณพ่อของเอช เกิดอาการป่วยหนักมาก ถึงขั้นต้องเข้าห้อง ICU ก่อนรถพยาบาลจะมาถึง คนในบ้านช่วยกันพาคุณพ่อออกมานั่งรออยู่ใต้ต้นมะม่วงหน้าบ้าน ซึ่งเป็นจุดที่เอชมักจะเห็นคุณลุงเจ้าที่เดินหายตัวไปในต้นมะม่วงอยู่เป็นประจำ ต้นมะม่วงต้นนี้เป็นต้นเตี้ย แตกออกเป็นสามง่าม โผล่ขึ้นมาจากปลายดิน ดูแปลกตา

   อาการของคุณพ่อ ในตอนนั้นหนักมาก ตัวเขียว ปากเริ่มม่วง เอชได้แต่ยืนภาวนาในใจ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยดูแลบ้านหลังนี้ ช่วยปกป้องคุณพ่อ อย่าเพิ่งพาเขาจากไปในตอนนี้

หลังจากรถพยาบาลพาคุณพ่อ ไปโรงพยาบาลผ่านไปเพียงคืนเดียว เช้าวันถัดมา เอชสังเกตว่าต้นมะม่วงสามง่ามหน้าบ้านกลับเหี่ยวเฉา ใบร่วงหล่นจนหมดทั้งต้น และตายลงในขณะเดียวกันคุณพ่อของเอช ที่อาการหนักอยู่ในห้อง ICU กลับฟื้นขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ จากที่แพทย์เคยประเมินว่าอาการวิกฤต แต่กลับค่อย ๆ ดีขึ้น ราวกับมีใครบางอย่างยอมแลกสิ่งหนึ่ง เพื่อให้คุณพ่อยังมีชีวิตอยู่

    หลังจากวันนั้น คุณพ่อของเอชมีชีวิตอยู่ต่อมาได้อีกเกือบ 20 ปี ก่อนจะจากไปตามวัย และสิ่งที่ทำให้เอชรู้สึกขนลุกที่สุดก็คือ ตั้งแต่วันที่ต้นมะม่วงต้นนั้นตาย… เอชไม่เคยเห็นคุณลุงเจ้าที่ปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊ก 'บ้านคุณป้า' l l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 13 ม.ค.2569 ]

24 ม.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊ก 'บ้านคุณป้า' l l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 13 ม.ค.2569 ]

กลับบ้านไปงานศพของคุณป้า ควรเป็นเพียงการอำลาครั้งสุดท้ายของ แต่กลับกลายเป็นคืนที่ความจริงเริ่มเปิดเผย เมื่อห้องของผู้ตายส่งเสียงปริศนา เลือดแห้งปรากฏใต้เตียง และร่างของคุณป้า มาในสภาพผิดธรรมชาติ พร้อมคำพูดสั้น ๆ ว่า “ป้าไม่ได้ล้ม” คำบอกเล่าจากคนตาย นำไปสู่การรื้อคดีที่ถูกจัดฉากว่าเป็นอุบัติเหตุ ก่อนจะพบว่า... คนร้ายคือญาติใกล้ตัว และแม้ความยุติธรรมจะตามทันในโลกมนุษย์ แต่กรรมที่ตามหลอกหลอน กลับไม่ยอมปล่อยพวกเขาไปจนวาระสุดท้าย เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary ’ (13 มกราคม 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘บ้านคุณป้า’ ‘คุณตุ๊กติ๊ก’ เล่าเรื่องราวของ ‘น้องศร’ ที่ต้องเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อร่วมงานศพของคุณป้า ทันทีที่ไปถึง น้องศร รู้สึกได้ถึงบรรยากาศบางอย่างที่ผิดปกติ บ้านที่หลังเงียบผิดวิสัย ญาติพี่น้องที่มารวมตัวกันแทบไม่มีใครพูดคุย มีเพียงความอึดอัดปกคลุมอยู่ทั่วบ้านแม้จะรู้สึกแปลกใจ แต่น้องศรก็พยายามไม่คิดอะไรมาก ก่อนจะเข้าไปไหว้ศพคุณป้า และทักทายญาติ ๆ ตามปกติ คืนนั้น ด้วยความที่ญาติมาร่วมงานศพกันจำนวนมาก ห้องพักจึงไม่เพียงพอ ห้องเดียวที่ยังว่างอยู่ คือห้องของคุณป้า น้องศรไม่มีทางเลือก จึงจำเป็นต้องเข้านอนในห้องนั้นเวลาประมาณตีสอง น้องศรสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงบางอย่าง เป็นเสียงขูดครืดคราดไปมาตามพื้นไม้ น้องศร ลุกขึ้นมาดูรอบห้อง แต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ จึงตัดสินใจกลับไปนอนต่อแต่ยังไม่ทันจะหลับ เสียงเคาะเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากใต้เตียง พร้อมกับเสียงที่คุ้นเคยอย่างประหลาด เป็นเสียงของคุณป้า คล้ายกำลังพูดอะไรบางอย่างอยู่ น้องศรใจเต้นแรง ก่อนจะตัดสินใจก้มลงไปดูใต้เตียง สิ่งที่เห็นคือรอยเลือดแห้ง ๆ เป็นหยด ๆ ติดอยู่บนพื้นไม้ น้องศรเลือกเก็บเรื่องนี้ไว้กับตัว ไม่บอกใคร และฝืนใจกลับไปนอนต่อทั้งที่แทบไม่กล้าหลับตา คืนถัดมา สิ่งที่เกิดขึ้นรุนแรงยิ่งกว่าเดิม เพราะคราวนี้ไม่ใช่แค่เสียง หรือร่องรอยแต่เป็นร่างของคุณป้าที่ปรากฏตัวต่อหน้าน้องศรตรง ๆ ในสภาพคอหักผิดรูป เล็บมือฉีกขาด เลือดเปรอะเปื้อนทั่วร่าง น้องศรตกใจกลัวจนแทบสิ้นสติ พยายามจะลุกหนี แต่ก่อนจะวิ่งออกจากห้อง เสียงของคุณป้าก็ดังขึ้นว่า“ศร…ป้าไม่ได้ล้ม” น้องศร ไม่กล้าหันกลับไปมอง รีบวิ่งไปหาคุณแม่ และเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง พร้อมถามว่า ควรทำอย่างไรต่อไป? ทั้งสองคนตัดสินใจกลับไปที่ห้องของคุณป้าอีกครั้ง เพื่อค้นหาว่ามีอะไรผิดปกติ หรือมีของสำคัญหลงเหลืออยู่ หรือไม่ เมื่อก้มลงดูใต้เตียง ก็ยังพบรอยเลือดแห้งเหมือนคืนก่อน และสิ่งที่เพิ่มขึ้นมา คือเศษเล็บหนึ่งชิ้นที่หลุดออกมาอยู่ใต้เตียง ทั้งสองเลือกที่จะยังไม่บอกใคร และเช้าวันรุ่งขึ้นจึงนำสิ่งที่พบไปแจ้งตำรวจตำรวจกลับมาตรวจค้นห้องอีกครั้ง และพบหลักฐานเพิ่มเติม ทั้งรอยนิ้วมือ และร่องรอยการต่อสู้ ทำให้คดีที่เคยถูกเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุ เริ่มถูกเปิดเผยความจริง ผู้ก่อเหตุ คือญาติใกล้ชิดสองคนที่อาศัยอยู่ละแวกเดียวกัน ภายหลัง มีคุณลุงสองคนมาให้การรับสารภาพว่า ก่อนเกิดเหตุได้มาขอยืมเงินจากคุณป้า แต่ถูกปฏิเสธ จนเกิดการทะเลาะรุนแรง และลงมือทำร้ายคุณป้าจนเสียชีวิต จากนั้นจึงนำร่างไปจัดฉากโยนไว้ที่บันได แล้วร้องเรียกให้คนอื่นมาช่วย เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุตกบันได ก่อนที่ทั้งสองจะได้รับโทษตามกฎหมายหลังถูกคุมขังมีรายงานว่า ทุกครั้งที่ญาติไปเยี่ยม ลุงทั้งสองมีอาการเหม่อลอย ผวา เหมือนคนนอนไม่หลับ บางครั้งนั่งอยู่เฉย ๆ ก็สะดุ้งตกใจ เมื่อสอบถามผู้ดูแลก็ได้รับคำตอบว่า อาการเช่นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาอยู่ และไม่เคยหายไปเลย จนเวลาผ่านไปหลายปี ทั้งสองตัดสินใจจบชีวิตตัวเองในเรือนจำส่วนน้องศร หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านพ้นไป ก็ไม่เคยกลับไปที่บ้านหลังนั้นอีกเลย…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากโก้ คืนลอยอังคาร 'หมู่บ้านลวงตา' l อังคารคลุมโปง X โก้ คืนลอยอังคาร [ 3 มี.ค.2569 ]

13 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากโก้ คืนลอยอังคาร 'หมู่บ้านลวงตา' l อังคารคลุมโปง X โก้ คืนลอยอังคาร [ 3 มี.ค.2569 ]

คำเตือนจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อถึงเวลาบ่าย 3 ต้องออกจากป่าในทันที ความสงสัยที่อยากรู้ กับเรื่องท้าทายที่อยากทำ นำไปสู่การพบเจอหมู่บ้านปริศนาส่องแสงสีทองเป็นประกายในยามค่ำคืน แต่หมู่บ้านแห่งนี้กลับไม่ได้สวยงามอย่างที่ตาเห็น เมื่อสัตว์เลี้ยงที่เขารักต้องตายไปด้วยฝีมือมนุษย์ เหตุการณ์ประหลาด และความอาฆาตจึงได้เริ่มต้นขึ้น ในหมู่บ้านลวงตา… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X โก้ คืนลอยอังคาร’ (3 มีนาคม 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘หมู่บ้านลวงตา’ เรื่องราวนี้ ‘คุณโก้’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณชา’ ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน ในตอนที่คุณชา มีอายุประมาณ 4 - 5 ปี ด้วยความที่พ่อแม่ของคุณชา ต้องไปทำงานก่อสร้างที่ต่างจังหวัด จึงส่งคุณชาให้ไปอยู่กับปู่นกเพียงแค่สองคน ปู่นกเป็นพรานป่า จึงปลูกฝังคุณชามาตั้งแต่เด็ก เกี่ยวกับเรื่องการใช้ชีวิต และการเอาตัวรอดเมื่ออยู่ในป่า ทำให้คุณชามีความรู้เกี่ยวกับชีวิตในป่าเป็นอย่างดี ในตอนที่คุณชามีอายุ 17 ปี คุณปู่มักจะบอกเสมอว่า เมื่อถึงเวลาบ่าย 3 โมง ให้รีบออกมาจากป่า คุณชาจึงเริ่มมีความสงสัย จนถึงวันหนึ่งปู่นกก็ยอมเล่าสาเหตุของเรื่องนี้ให้คุณชาได้ฟังเป็นครั้งแรก… ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 50 ปีก่อน สมัยปู่นกยังเป็นวัยรุ่นใช้ชีวิตธรรมดาทั่วไป พ่อแม่ของปู่นกได้รู้จักกับครูพรานประจำหมู่บ้านคนหนึ่ง และได้ฝากฝังให้ปู่นกเป็นลูกศิษย์ของครูท่านนี้ ครูพรานได้ดูแลปู่นกเป็นอย่างดี รวมถึงสอนให้ปู่นกมีความรอบรู้เรื่องป่าอีกมากมาย แต่มีข้อแม้ข้อหนึ่ง คือหลังช่วงเวลาบ่าย 3 โมง ปู่นกจะต้องออกมาจากป่า โดยให้เหตุผลว่า ในป่าแห่งนี้ มีหมู่บ้านหนึ่งที่อยู่ในป่า เป็นหมู่บ้านปริศนา หรือเรียกกันว่าหมู่บ้านลวงตา หมู่บ้านนี้จะมีลักษณะเป็นสีทอง ส่องแสงประกายในช่วงเวลากลางคืน และจะไม่ปรากฏมาให้เห็นในช่วงเวลากลางวัน เมื่อปู่นกได้ยินแบบนี้ เขาก็ไม่ปักใจเชื่อ เพราะมองว่ามันเป็นเพียงเรื่องราวหลอกเด็ก จนกระทั่งวันหนึ่ง ปู่นกตัดสินใจเข้าไปในป่าโดยที่ไม่บอกครูพราน และคิดจะทำเรื่องที่ท้าทาย คือการล่าอีเห็น (สัตว์ป่าคุ้มครอง มีลักษณะลำตัวเรียวยาว ขาสั้น ปากแหลม หน้าตาคล้ายแร็กคูน) ขณะที่ปู่นกกำลังตามล่าอีเห็น เมื่อเขาพบมัน จึงเล็งปืนไปที่สัตว์ตัวนั้น แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงลมปริศนากระโชกผ่านมา ราวกับพายุขนาดเล็ก แล้วก็สงบลงไป ปู่นกจึงได้เล็งไกปืนยิงไปที่อีเห็นอีกครั้งจนสามารถยิงมันได้จนสำเร็จ แต่เมื่อปู่นกเดินตามไปหาตัวมัน กลับพบว่าอีเห็นได้หายตัวไปอย่างปริศนา พอปู่นกรู้สึกตัวอีกทีก็ถึงช่วงเวลากลางคืนแล้ว ปู่นกจึงตัดสินใจไปนอนพักอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่งขณะที่ปู่นกกำลังนอนอยู่บนต้นไม้ ในตอนนั้นเขารู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในภวังค์ มองเห็นแสงเทียนสีทองงามตาอยู่ตรงหน้า พร้อมกับมีเสียงคนร้องรำทำเพลง มีหมู่บ้านขนาดใหญ่ผู้คนมากมายปรากฏขึ้นมา จนทำให้เขามีความคิดว่า อยากจะไปอยู่ในที่แห่งนั้น ก็เผลอหลับไปเสียก่อน แต่เมื่อตื่นขึ้นมาปรากฏว่า ปู่นกเองได้เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่เรียบร้อย คุณตาคนหนึ่งในหมู่บ้านได้เดินเข้ามาถามปู่นก ว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน? เพราะไม่คุ้นหน้าคุ้นตา พร้อมกับชักชวนให้ไปพักผ่อนที่บ้านของคุณตา ปู่นกจึงตอบตกลง เมื่อถึงบ้านของคุณตา ปู่นกก็พบอาหารมากมาย ที่จัดเตรียมไว้ให้เขากินได้อย่างเต็มที่ แต่กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม จู่ ๆ ก็มีผู้หญิงสองคนเดินเข้ามาส่งสายตาหวานให้กับปู่นก ทำให้เขาเดินตามสาวสองไป เพื่อเต้นสนุกสนานด้วยกัน แต่เต้นเท่าไหร่ก็ไม่มีความรู้สึกเหนื่อยสักที ปู่นกเองก็ได้แต่คิดอยู่ในใจว่า ความรู้สึกแบบนี้มันแปลกไปจากปกติ จู่ ๆ คุณตาเรียกปู่นกให้มาคุยด้วยกัน คุณตาได้พูดว่า…“ทำไมช่วงนี้มีแต่คนใจร้ายกับหมู่บ้านเรา หมู่บ้านเราไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตใคร เห็นไหม อีเห็นที่ตาเลี้ยงไว้มันตายไปแล้ว”เมื่อปู่นกหันไปมอง จึงพบว่าอีเห็นตัวที่เขายิง มันได้เสียชีวิตลงไปแล้ว ปู่นกก็นิ่งเฉยเพื่อหนีความผิดของตัวเอง จากนั้นคุณตาก็พูดต่อว่า…“พรานคนนี้มันไม่มีครูสอนเลยหรือไง วันพระใหญ่ขนาดนี้เข้าไม่ให้ฆ่าสัตว์”เมื่อปู่นกได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกเหมือนยิ่งโดนตอกย้ำ สุดท้ายแล้วคุณตาพูดต่อว่า “ถ้าเกิดว่ารู้ตัวคนทำ จะฆ่ามันให้หมด”จากนั้นทั้งสองก็นั่งดื่มเหล้ากันจนเมา ปู่นกจึงได้ขอตัวกลับบ้านเมื่อสิ้นเสียงคำพูดลา จู่ ๆ จากเดิมที่ดนตรีบรรเลงสนุกสนาน กลับเงียบสงัดลงในทันที สายตาของทุกคนในหมู่บ้านจ้องมองตาเขม็ง และไฟตะเกียงได้ดับมืดไปพร้อม ๆ กัน ด้วยเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากล ทำให้ปู่นกรีบเดินหนีออกมา ก่อนจะหันหลังกลับไปมอง และได้พบว่าหมู่บ้านที่เคยเห็น ได้สลายหายไปต่อหน้าต่อตา ผู้คนในหมู่บ้าน จู่ ๆ ก็กลายเป็นก้อนควันสีขาวลอยหายไปเมื่อปู่นกเดินหนีออกมาได้ เขาก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งเรียก “พี่นก ๆ มาทางนี้” ปู่นกได้เดินตามเสียงเรียกไป และสะดุดล้มลง ขณะเขากำลังจะลุกขึ้น กลับมีกลุ่มก้อนควันสีขาวมารุมล้อมรอบตัวเขา พร้อมกับเสียงที่ดังขึ้นมา “อีคนนี้ใช่ไหมที่มันยิงอีเห็นของฉัน” “เล่นมันเลยไหม เอามันเลยไหม”แต่จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงปริศนาอีกครั้ง “พ่อพี่นกอยู่ตรงนี้” เมื่อสิ้นเสียงพูดของกุมารน้อยที่ครูพรานเลี้ยงไว้ เสียงปืนก็ได้ดังลั่นขึ้นฟ้าในทันที ทำให้กลุ่มก้อนควันสีขาวนั้นสลายหายไป… ครูพรานได้รีบเดินเข้ามาหาปู่นก และบอกให้เขาพาไปหาต้นไม้ต้นใหญ่ ที่เขาได้นอนก่อนหน้านั้นในทันที เมื่อไปถึงต้นไม้ต้นนั้น ปู่นกก็รีบปีนขึ้นไปบนต้นไม้ตามคำสั่งของครูพราน ก่อนที่ครูพรานจะนำทรายมาหว่านไปรอบ ๆ ต้นไม้ ก่อนจะรีบขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ด้วยกันกับปู่นก ในขณะเดียวกันกลุ่มก้อนควันสีขาวลอยมาล้อมรอบพวกเขาอีกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถเข้ามาใกล้พวกเขาได้ ด้วยความรู้สึกผิด ปู่นกรีบก้มลงขอโทษกราบครูพราน และสัญญาว่าจะไม่ให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกเมื่อปู่นก เล่าเรื่องนี้จบ คุณชาก็ยังคงมีความสงสัยว่า… เรื่องที่ปู่นกเล่ามานั้น เป็นเรื่องจริงไหม ปู่นกเองก็ได้บอกว่าถ้าไม่เชื่อก็ลองดู สุดท้ายแล้วในวันหนึ่ง คุณชาก็ได้ออกเดินป่า เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัย เมื่อเวลาหนึ่งทุ่ม ขณะที่คุณชากำลังมองหาสัตว์ป่าอยู่ต้นไม้ต้นใหญ่ ซึ่งเป็นต้นเดียวกับที่เกิดเหตุการณ์กับปู่นก จู่ ๆ คุณชาก็ได้พบกับแสงสีทองอร่ามปรากฏขึ้นมา เมื่อคุณชามองเห็นมันด้วยความตกใจ จึงรีบกลับบ้านเพื่อไปบอกปู่ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น และเชื่อในสิ่งที่ปู่นกนั้นเคยเตือนให้กับตนเอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณชันย่า 'ป่วยไม่ทราบสาเหตุ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 31 มี.ค.2569 ]

07 เม.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณชันย่า 'ป่วยไม่ทราบสาเหตุ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 31 มี.ค.2569 ]

อาการป่วยปริศนาจนคนรอบข้างทักว่า ตัวซีดเหลือง ซูบผอม… ทั้งที่เธอเห็นว่าตัวเองเป็นปกติ และสาเหตุของอาการเหล่านี้ เกิดจากการที่เราเผลอไปทำอะไรให้ "สิ่งศักดิ์สิทธิ์" ไม่พอใจโดยไม่ทันระวัง !เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost (31 มี.ค. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ป่วยไม่ทราบสาเหตุ’ ‘คุณชันย่า’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง เกี่ยวกับอาการป่วย โดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น คุณชันย่ามีญาติอยู่ที่กำแพงเพชร ซึ่งเธอจะไปเยี่ยมญาติ ในทุก ๆ ปี ตอนนั้นเธอเพิ่งได้ทำงานที่แรกเป็นพนักงานธนาคาร ซึ่งมีวันหยุดตรงกับวันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ ก่อนช่วงเทศกาลปีใหม่พอดี จึงตัดสินใจว่าจะเดินทางไปกำแพงเพชร ระหว่างทางรถติดมาก และชันย่าเองก็ปวดปัสสาวะมาก เมื่อเดินทางใกล้ถึงนครสวรรค์ เลยขอแวะเข้าห้องน้ำที่ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ที่เคยทานประจำ พอไปถึงเธอก็เปิดประตูรถ และวิ่งไปอย่างไวระหว่างนั้นสังเกตเห็นบางสิ่งที่หน้าห้องน้ำมีตี่จู่เอี้ยตั้งอยู่ แต่คุณชันย่าก็ไม่ได้สนใจอะไร หลังจากทำธุระเสร็จ เธอก็เดินออกมาทานก๋วยเตี๋ยวตามปกติ และได้เดินทางไปถึงกำแพงเพชรอย่างปลอดภัย จนถึงวันที่ต้องกลับบ้าน เธอออกมาจากบ้านญาติคืนวันเสาร์ และถึงบ้านในเช้าวันอาทิตย์ เช้าวันจันทร์ ก็กลับไปทำงานตามปกติ ขณะทำงานเธอรู้สึกปวดท้องหน่วง ๆ จึงจะไปขอยาจากพี่ที่ทำงานด้วยกัน เพราะพนักงานแบงก์ส่วนใหญ่มักเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เพราะเวลาที่ลูกค้ามาเยอะ ๆ จะไม่ค่อยมีเวลา ไปทานข้าว หรือเข้าห้องน้ำกัน พี่ที่ทำงานจึงให้ยาตามที่สันนิษฐานกันเองว่าน่าจะปวดเพราะเหตุนี้ ซึ่งคุณชันย่าก็กินยาที่ได้มาทันที พี่เขาถามอีกว่าอาการเป็นอย่างไรบ้าง เธอจึงเล่าให้ฟังว่า เธอปวดหน่วง ๆ และมีปัสสาวะปนเลือดนิดหน่อยโดยที่ตอนนั้นไม่ได้กำลังมีรอบเดือน ผ่านไปวันอังคาร คุณชันย่าก็ยังมีอาการปวดหน่วง ๆ และปัสสาวะปนเลือดก็เริ่มมีมากขึ้น พี่เริ่มเห็นว่าท่าไม่ดีแล้วเพราะหน้าตาชันย่า ก็ดูซีดเซียวมาก เลยหยิบกระจกมาให้ดู แต่คุณชันย่า ยังรู้สึกว่าตัวเองปกติ เธอจึงไม่ได้สนใจอะไรเวลาผ่านมาถึงวันพุธ อาการก็ยิ่งแย่เธอปวดท้องหนักขึ้น และปัสสาวะที่เป็นเลือด ตอนนี้เป็นหนักจนแทบจะมีแต่เลือดที่ไหลออกมาขณะฉี่ และก็ดูเหมือนว่า หน้าตาผิวพรรณจะแย่ลงกว่าเดิม เพราะลูกค้าของคุณชันย่า ก็ทักเธอเช่นกันว่า “เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมตัวซีดแบบนี้ ลองส่องกระจกดูมั้ย” เธอจึงเดินไปส่องกระจก ปรากฏว่า เธอก็เห็นว่าตัวเธอเองปกติ และเมคอัพบนหน้าก็ยังอยู่ครบ แต่คนรอบข้างก็ยังแนะนำว่าให้ไปหาหมอ ชันย่าไม่อยากไป เพราะวันศุกร์จะมีการจัดปาร์ตี้ปีใหม่ และหลังจากนั้นจะหยุดยาว 4-5 วัน ชันย่าอยากไปล่ารางวัลในปาร์ตี้ก่อนค่อยไปหาหมอทีหลัง แต่พอมาถึงวันพฤหัสบดี ฉี่ที่เคยปนเลือด ตอนนี้มันกลายเป็นเลือดสด และคนรอบข้างก็ยังทักอีกว่าหน้าซีด อาจเพราะปกติเธอเป็นคนขาว ทั้งที่เธอเองก็เห็นว่าปกติทุกอย่าง ถึงวันปาร์ตี้ วันนี้คุณชันย่าแต่งหน้าเข้มกว่าเดิม แต่งตัวตามธีม และไปล่ารางวัลตามใจหวัง แต่พี่ที่ทำงานก็ยังย้ำว่า “ชันย่าควรไปหาหมอนะ” เธอเลยรับปากว่าจะไปวันเสาร์ เมื่อถึงบ้านก็บอกกับแม่ว่า ให้พาไปหาหมอหน่อยซึ่งแม่รู้อาการเบื้องต้นอยู่แล้วแต่ก็รู้สึกแปลก เพราะอาการมันหนักเกินไปมากกว่าคนที่อาจจะเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบปกติ และวันเสาร์ทั้งคู่จึงไปหาหมอกัน เมื่อไปถึงก็ทำการตรวจเลือด และเอกซเรย์ปอด หมอแนะนำให้แอดมิดเพื่อรอดูผลตรวจ เธอจึงอยู่ที่โรงพยาบาลก่อน และเมื่อผลตรวจออกมา ก็พบว่าเธอมีเชื้อวัณโรคขั้นรุนแรงกระจายไปทั่วปอด ซึ่งก็น่าสงสัย เพราะการทำงานของเธอ ทำงานอยู่ในแบงก์จริง แต่ก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยว สูดดมเอกสาร หรือธนบัตรเลย เธอเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำในการลงทุน และประกันทางการเงินให้กับลูกค้ารายใหญ่เท่านั้น ด้วยความที่หมอคนนี้เป็นหมอประจำตัวคุณชันย่าอยู่แล้ว เขารู้ประวัติทางการแพทย์ของคุณชันย่าทุกอย่าง ก็รู้สึกเช่นกันว่า ไม่น่าจะมีปัจจัยไหนที่ทำให้คุณชันย่ามีเชื้อนี้ได้ หมอจึงทำการตรวจอีกครั้ง แต่ผลก็ออกมาตามเดิม หมอก็ยังไม่ปักใจเชื่อ เพราะยังหาสาเหตุการเกิดโรคไม่ได้ จึงจะขอตรวจหามะเร็งในวันจันทร์ แต่อาการของคุณชันย่าก็ไม่ได้มีอะไรแย่ลง มีเพียงฉี่ที่ยังเป็นเลือดเท่านั้น อาการปวดท้องก็ไม่มีแล้ว คุณชันย่ามีพี่สาวเป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลนี้ และเพื่อนพี่ก็เข้ามาเยี่ยม แต่ปรากฏว่าทุกคนร้องไห้ และให้กำลังใจ ขอให้หายไว ๆ เธอก็สงสัยมาก เพราะตัวเธอเองคิดว่าไม่ได้มีอาการผิดปกติอะไรเลย แต่ยังไงก็ตามวันจันทร์จะต้องมีการกลืนแป้งเพื่อตรวจอีกครั้ง และจะได้ผลตรวจในวันอังคาร หลังจากกลืนแป้งอยู่ ๆ แม่ก็บอกกับคุณชันย่าว่า ขอกลับบ้านก่อนนะ แม่ไปตั้งแต่บ่ายสอง กลับมาอีกทีสามทุ่ม พร้อมกับเสื้อผ้าที่คุณชันย่าชอบ และตุ๊กตาหมีเหมือนกับว่าแม่ทำใจมาแล้วว่าถ้าเป็นวัณโรคจริง ชันย่าจะออกไปใช้ชีวิตปกติไม่ได้ จะต้องอยู่ในห้องปลอดเชื้อตลอด หรือไม่ก็อาจจะถึงขั้นเสียชีวิต ยิ่งทำให้เธอสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งที่เธอไม่ได้รู้สึกว่าอาการของเธอมันแย่ขนาดนั้นเลยด้วยซ้ำ แถมแม่ยังพูดกับเธอว่า “พรุ่งนี้วันอังคารกลับบ้านกันนะ” เธอก็ตอบกลับว่า “รู้ได้ไง? รู้ผลตรวจแล้วหรอ?” แม่ตอบว่า “ยังไม่เห็นหรอก แต่พรุ่งนี้กลับบ้านแน่ ๆ”จนกระทั่งถึงวันอังคาร หมอเข้ามาตั้งแต่เช้าพร้อมผลตรวจว่า ไม่มีเชื้อวัณโรคเลย การตรวจครั้งก่อน ๆ เป็นความผิดพลาดทางเทคนิคจริง ๆ เชื้อที่เคยพบว่ารุนแรง วันนี้ผลตรวจออกมาว่าไม่พบเลย สามารถกลับบ้านได้ คุณชันย่าก็อึ้งนิด ๆ เป็นไปได้อย่างไร ที่การตรวจจะผิดพลาดขนาดนั้น แต่ตกใจที่แม่ของเธอรู้ได้อย่างไรว่า เราจะได้กลับบ้านวันนี้มากกว่า หลังจากนั้นเราก็ทำเรื่องเพื่อออกจากโรงพยาบาลปกติ จนกลับมาถึงบ้านตอนช่วงบ่าย ก่อนเข้าบ้าน แม่บอกให้คุณชันย่าจุดธูปกลางแจ้ง แล้วพูดตามว่า “ลูกกลับมาแล้วนะ ลูกหายดีแล้ว” แล้วให้ไปจุดธูปที่ตี่จู่เอี้ยที่บ้านว่า “อะไรที่ลูกทำผิด ขอให้อภัยลูก ลูกกลับมาแล้ว ขอให้ลูกแข็งแรง” ชันย่าก็สงสัย แต่ก็แค่คิดไปว่า อาจจะเพราะเราไปนอนโรงพยาบาลตั้งหลายวัน กลับมาก็ควรจะจุดธูปบอกผีบ้าผีเรือนบ้างเป็นปกติ แล้วหลังจากนั้น ก็ถามแม่ในเรื่องที่ยังสงสัยว่า “แม่รู้ได้ยังไง ว่าเราจะได้กลับบ้านวันนี้” แม่ตอบว่า เมื่อวานที่แม่กลับมาบ้าน แม่ก็นึกได้ว่าอาจจะเป็นเพราะวันที่เธอรีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำที่นครสวรรค์แน่ ๆ วันนั้นชันย่าใส่กระโปรงยาว แล้วรีบวิ่งผ่านไปจนชายกระโปรงอาจจะไปโดนตี่จู่เอี้ยที่ตั้งอยู่ แม่จึงไปไหว้ตี่จู่เอี้ยที่บ้านว่า “ถ้าการที่ชันย่าป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นเพราะเรื่องนี้จริง ๆ ขอให้พรุ่งนี้ชันย่าหาย แล้วได้กลับบ้าน” และชันย่าก็ได้กลับบ้านจริง ๆสองวันหลังจากนั้น... อาการฉี่ปนเลือดก็เริ่มหาย หมอก็บอกว่าเป็นแค่อาการปัสสาวะติดขัดเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรที่แย่เลย แม้แต่ลูกค้าที่ที่ทำงานก็ยังทักว่า “ไปทำอะไรมา วันนั้นป่วยใช่มั้ย ที่เห็นตัวซีด ๆ ผอม ๆ” ทั้งที่ตอนอยู่โรงพยาบาลเธอชั่งน้ำหนักทุกวันก็พบว่า น้ำหนักเท่าเดิมทุกครั้ง แต่สิ่งที่สงสัยมาตลอด ทั้งพี่ที่ทำงาน และลูกค้าทักว่าหน้าโทรม ตัวซีด และเพื่อนพี่ที่ร้องไห้เมื่อเห็นเราตอนมาเยี่ยม ตอนนี้ชันย่ารู้แล้วว่า ที่คนรอบข้างเป็นแบบนั้น เพราะสภาพที่พวกเขาเห็นเธอคือ ตัวซีด ผอม ผิวออกไปทางเหลือง และหน้าโทรมมาก ๆ แม้ว่าเธอจะเห็นตัวเองในสภาพปกติก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ให้กับคุณชันย่าเลยว่า เวลาไปที่ของคนอื่น ไปเข้าห้องน้ำ หรือบ้านใคร คุณชันย่าจะไหว้ขออนุญาตทุกครั้ง เพราะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเราจะเผลอไปทำอะไรผิดอีกหรือเปล่า…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณเค้กส้ม ‘พี่สาวนักสะสม’ l อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]

06 มิ.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเค้กส้ม ‘พี่สาวนักสะสม’ l อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]

เสียงกรีดร้องของแอร์สาว สลับกับเสียงหัวเราะ ฮิ ฮิ ฮิ ที่เยือกเย็นเธอเปลี่ยนไป หรือใครเข้ามาเปลี่ยนเธอ? ท่ามกลางสายตาคนรอบข้าง มือของเธอกำแน่นราวกับจูงมือใครอยู่ จากเหตุการณ์ประหลาดในโรงแรมสู่ความจริงที่ว่านี่อาจไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอพาบางสิ่งกลับบ้าน และไม่แน่ว่าอาจเป็นสิ่งที่เธอกำลังสะสมอยู่ก็เป็นได้เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิถุนายน 2569 ] ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พี่สาวนักสะสม’ ‘คุณเค้กส้ม’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวจากเพื่อนในสายการบินเดียวกัน เรื่องเกิดขึ้นที่ไฟล์ท 4 เซกเตอร์ (สิงคโปร์ - ญี่ปุ่น - LA) เรื่องเกิดขึ้นใน เซกเตอร์ที่ 3 ตอนกลับจาก LA มาญี่ปุ่น โดยไฟล์ทนี้เป็นไฟล์ทที่มีลูกเรือมาเลเซียหลายคน โดยประมาณ 5 คน เป็นผู้ชาย 4 คน และ ผู้หญิง 1 คน โดยปกติพอเครื่องแลนด์ส่วนมากจะไปทานข้าวกัน แต่ด้วยไฟล์ทนี้ค่อนข้างไกลจึงมีบางคนที่ไม่ได้ไปเพราะความเหนื่อยล้าในขณะที่ลูกเรือชายชาวมาเลเซียไปทานข้าวกัน สักพักลูกเรือหญิงชาวมาเลเซีย ก็ส่งรูปเข้าไลน์กลุ่มพร้อมข้อความว่า “เห็นเด็กผู้ชายในรูปนี้ไหม” ทุกคนต่างไม่เข้าใจว่าเด็กผู้ชายที่ไหน? เพราะในรูปเป็นเพียงภาพห้องพักในโรงแรมเท่านั้น และได้ตอบไปว่า “ไม่มีนะ” ลูกเรือหญิงชาวมาเลเซียจึงบอกว่า ตนรู้สึกแปลก ๆ ให้เพื่อนช่วยมาที่ห้องหน่อยได้ไหม เพราะก่อนหน้านี้เหมือนกับมีใครบางคนมากดกริ่งเรียก แต่เมื่อเปิดออกไปกลับพบความว่างเปล่า และเมื่อหันกลับมา.. เธอพบเข้ากับเด็กชายคนหนึ่ง ที่ไม่ทราบที่มา เธอจึงตกใจส่งรูป และข้อความไปหาเพื่อน แต่กลับกลายเป็นว่าเธอเห็นเด็กชายเพียงคนเดียวทั้งสี่คนรับปากว่า.. จะเข้าไปดู แต่ให้เธอเปิดประตูค้างไว้ให้หน่อย เพราะกังวลเรื่องประเด็น Sexual harassment เมื่อทั้งสี่ไปถึงมองเข้าไปก็พบกับประตูระเบียงที่เปิดไว้ และลูกเรือหญิงที่หันมายิ้มใส่ พร้อมกับท่าทางที่กำลังจะโดดระเบียง ทั้งสี่จึงรีบเข้าไปดึงตัวเธอไว้ เมื่อลงมาได้เธอกลับกรีดร้องเหมือนคนเสียสติ จากนั้นเธอก็เริ่มพูดว่า “มันอยู่ตรงนั้น ๆ” สลับกับหัวเราะ “ฮิ ฮิ ฮิ” เบา ๆ เหมือนคนเพี้ยนไปเลย ทั้งสี่คนช่วยกันล็อกแขนขาเธอไว้คนละข้างเพราะเธอสบัดแรงมาก ๆ และลูกเรือชาย 1 ใน 4 คนนี้เป็นกังวลเรื่องประเด็น Sexual Harassment จึงไปตามหัวหน้าหญิงชาวสิงคโปร์มาช่วย และเป็นพยานเมื่อเห็นสภาพตรงหน้าเธอจึงเรียกลูกเรือหญิงชาวญี่ปุ่นอีกคนให้มาช่วยกัน ในท้ายที่สุดก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ เมื่อสถานการณ์เริ่มจะเหนือการควบคุมจึงเรียกรถฉุกเฉิน ในขณะที่หมอใช้ไฟฉายส่องเช็คดวงตาของลูกเรือหญิงชาวมาเลเซีย ลูกเรือชายที่อยู่ใกล้ ๆ ก็พบเข้ากับความประหลาด เพราะเมื่อไฟฉายส่องเข้ากับดวงตาของเธอ แทนที่รูม่านตาจะเล็กลง กลับขยายสู้ไฟ และเมื่อกู้ภัยถามชื่อของเธอ เธอตอบกลับเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า ‘ฮานะจัง’ แล้วก็ยิ้ม ทั้งที่ลูกเรือคนนี้เป็นชาวมาเลเซียที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ ในระหว่างที่กู้ภัยกำลังดำเนินการต่าง ๆ หัวหน้าลูกเรือทำการหาเบอร์ฉุกเฉินของลูกเรือหญิง และได้เบอร์ติดต่อของพ่อเธอมา จากนั้นจึงได้ติดต่อเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คุณพ่อฟัง แต่ท่านไม่ได้มีท่าทีตกใจ พร้อมพูดกลับมาว่า “อีกแล้วเหรอ” นั่นแปลว่านี่คงไม่ใช่ครั้งแรกกับเหตุการณ์เหล่านี้ จากนั้นพ่อบอกให้ยื่นโทรศัพท์ไปใกล้ ๆ หูของลูกสาวและเขาก็เริ่มสวดบทบางอย่างที่เป็นภาษาของบ้านเขา ลูกสาวจึงสงบลงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงอย่างนั้นเองหัวหน้าก็ยังมองว่าควรไปโรงพยาบาลอยู่ดี เธอก็ยอมอย่างว่าง่าย เพียงแต่ขอเก็บกระเป๋า และเข้าห้องน้ำก่อน ลูกเรือชายในเหตุการณ์รู้สึกไม่ไว้วางใจ มองว่าเป็นความนิ่งที่น่ากลัวแปลก ๆ จึงให้ลูกเรือหญิงชาวญี่ปุ่นเข้าไปด้วยเพื่อความสบายใจของหัวหน้า ผ่านไปสักพักในห้องน้ำมีเสียง ‘ปึ้ง’ ดังลั่นพร้อมกับเสียงกรีดร้อง และลูกเรือหญิงชาวญี่ปุ่นได้ถูกถีบลอยออกมาจากห้องน้ำ พอเข้าไปดูเธอก็ยังทำตัวปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และยิ้มให้ในระหว่างที่พากันโรงพยาบาล ลูกเรือหญิงชาวมาเลเซียเดินกำมือราวกับว่ากำลังจูงใครไปด้วย หัวหน้าลูกเรือเห็นจึงเดินมาตีมือ และบอกว่ามันน่ากลัว อย่าทำอย่างนั้น แต่เธอก็ไม่สนใจ และทำอย่างเดิมจนถึงโรงพยาบาล แต่เมื่อถึงคุณหมอก็ให้เธอกลับได้เพราะยังดูปกติ และวันถัดมาเป็นวันที่ต้องบินกลับสิงคโปร์ ด้วยความที่เธอดูผิดปกติมาก หัวหน้าจึงให้เธอนั่งกลับเป็นผู้โดยสาร ความประหลาดยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น บนไฟล์ทเขากรีดร้องไม่ให้ใครนั่งที่นั่งด้านข้างทั้งสิ้น ห้ามราวกับว่ามีคนนั่งอยู่ที่ตรงนั้นอยู่แล้ว เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารท่านอื่นจึงเว้นที่นั่งนั้นไว้ให้เธอเลย เมื่อลงจากเครื่องที่สิงคโปร์เธอก็ยังคงทำท่าเหมือนจูงใครสักคนไปด้วยหัวหน้าลูกเรือมองว่านี่ คือเรื่องใหญ่จึงทำการรีพอร์ตไปที่สเตชั่นเมเนเจอร์ และทางนั้นได้มีการติดต่อทางโรงแรมไปว่ามีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น ในห้องพักนี้เคยมีเหตุการณ์อะไรขึ้นหรือเปล่า และความจริงที่น่าหดหู่ก็ได้ปรากฏขึ้น ในห้องพักนี้เคยมีแม่ลูกที่ฆ่าตัวตายพร้อมกัน และลูกเรือหญิงชาวมาเลเซียที่เข้าพักห้องนี้กำลังอยู่ในช่วงเหนื่อยล้า ไม่ได้พักจึงอาจโดนเข้าสิง จากการที่พ่อของเธอได้พูดว่า “อีกแล้วเหรอ” พร้อมกับมีวิธีรับมือ อาจยืนยันได้ว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกเรือชาวมาเลเซียพาบางสิ่งกลับไปด้วย ไม่รู้ว่าเธอพากลับไปที่ไหน หรืออาจมีการสะสมสิ่งลี้ลับอื่นอยู่ด้วยหรือไม่.. ทั้งนี้ในท้ายที่สุดได้ทราบว่า “ฮานะจัง” ชื่อที่เธอได้บอกกับกู้ภัย คือชื่อของคุณแม่ที่จบชีวิตลงในห้องพักนี้นั่นเอง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-