เรื่องเล่าจากมอสหลง 'อาถรรพ์เชิงตะกอน' l อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากมอสหลง 'อาถรรพ์เชิงตะกอน' l อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ]

13 ธ.ค. 2025

     ไปถ่ายทำหนังที่เชิงตะกอน ขากลับดันไปพูดว่า “กลับบ้านกันทุกคน” พอขับออกมาก็รู้สึกรถหนืด ๆ บรรยากาศอึดอัด ทั้งที่ในรถมีกันอยู่แค่ 2 คน จนหางตาหันไปเห็นว่ามีคนแก่นั่งอัดกันอยู่เต็มหลังรถ! ไม่แค่นั้นพี่นักแสดงสมทบเล่าว่า หลังถ่ายเสร็จฝันว่า ฟันหลุด 3 วันติด จนต้องให้สัปเหร่อมาช่วย เพราะขึ้นชื่อว่าพื้นเชิงตะกอนที่ไปถ่ายทำนั้นของแรงมาก

  หลังจบการถ่ายทำ ขณะที่กำลังแยกย้ายกลับบ้านดันพลั้งปากพูดเชิญชวนให้ทุกคนขึ้นรถ แต่ไม่คาดคิดว่าจะมีสิ่งที่ไม่ใช่คน ติดกลับมาด้วย...

   เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X  มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ] ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘อาถรรพ์เชิงตะกอน’

   เรื่องราวสุดหลอนในกองถ่ายที่ “มอสหลง” ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของ “ต้องเต” รุ่นพี่นักแสดงคนหนึ่งที่เล่นหนังด้วยกัน จุดถ่ายทำของหนังคือ ‘เชิงตะกอน’ ที่ได้มีการใช้งานจริง ๆ มาก่อน พอการถ่ายทำได้สิ้นสุดลงทั้งทีมงาน และนักแสดงหลาย ๆ ท่านก็ได้มาเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในกองถ่ายให้เขาฟัง และหนึ่งในนั้นคือต้องเต

   ต้องเตเล่าว่า ในช่วงเวลาประมาณตี 2-3 หลังถ่ายทำเสร็จ ต้องเตก็ได้ขอตัวกลับบ้านก่อน ตัวเขาต้องเดินทางกลับบ้านกับคนขับรถ 2 คน แต่ด้วยความที่ไม่ได้คิดอะไร เขาจึงเผลอพูดออกมากลางกองถ่ายว่า

“ขึ้นรถกันทุกคน กลับบ้านกัน”

ประโยคต้องห้ามที่ใครหลาย ๆ คนรู้กันดีว่าไม่ควรเอ่ยออกมาในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยและหลังจากนั้นเขาก็ขับรถออกไป

   ระหว่างทางที่เขาอยู่บนรถนั้น ต้องเตรู้สึกได้ว่าบรรยากาศภายในรถมันหนักอึ้ง และอึดอัดทั้ง ๆ ที่ในรถมีกันแค่ 2 คน จนทำให้เขาคิดว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล และก็เป็นไปตามคาดเมื่อหางตาของเขาดันไปเห็นเข้ากับกระจกรถ ภาพสะท้อนตรงหน้าทำเอาเขาถึงกับขนหัวลุกเมื่อสิ่งที่เขาเห็นคือ มีคนแก่นั่งอยู่เต็มหลังรถของเขา! ต้องเตเลยบอกกับคนขับว่า

“พี่พาผมกลับไปที่จุดถ่ายทำหน่อย”

เมื่อถึงเชิงตะกอน จุดที่เขาได้ถ่ายทำหนังกันไป ต้องเตจึงเปิดประตูรถและพูดว่า

“ใครที่ไม่ใช่ผม ต้องเต และคนขับรถ ไม่อนุญาตให้ขึ้นรถกลับบ้านไปกับพวกเรา ลงไปให้หมด”

สิ้นเสียงเอ่ยบอกให้แขกที่ไม่ได้รับเชิญลงจากรถของเขา ต้องเตก็ปิดประตู และเดินทางขับออกไปจากบริเวณนั้นทันที

หลังจากนั้นบรรยากาศภายในรถก็กลับมาเป็นปกติและไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกเลย...

   มอสหลงได้เล่าเพิ่มเติมว่า สถานที่ถ่ายทำเป็นตำแหน่งที่ชาวบ้านขนานนามว่าน่ากลัวที่สุดนั่นคือหอผี และเมรุซึ่งเป็นเค้าโครงความเชื่อที่มีอยู่จริงของคนในพื้นที่ และในภายหลังพอมีความเจริญเข้ามากลายเป็นว่ามีการตัดถนนผ่านหน้าเมรุไปเพื่อการสัญจร ทางทีมงานจึงได้เชิญสัปเหร่อมาไหว้ขอขมาก่อนถ่ายทำเพราะขึ้นชื่อว่าพื้นที่ตรงนั้นที่เรายืนทับอยู่เป็นจุดที่ใช้ฝังศพ และมีของแรงมาก ห้ามทำอะไรไม่ดีเด็ดขาด เพราะเรียกได้ว่าเป็นเขต “ธงแดง”

   แต่เรื่องราวหลอน ๆ ในกองก็ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เมื่อมีนักแสดงสมทบคนหนึ่งกำลังถ่ายทำอยู่ แต่จิตสำนึกของเขาก็จะคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ตรงเมรุข้างหน้าจะมีสิ่งลี้ลับ หรือวิญญาณตนไหนแอบมองเขาอยู่จริงรึเปล่า เสียงภายในหัวก็เริ่มตั้งคำถามอย่างห้ามไม่อยู่ “ถ้ามีจริงก็คงเห็นไปแล้วแหละ” แต่พอตั้งสติได้ก็จะลบความสงสัยนั้นออกจากหัวทันที

   เมื่อถ่ายทำจบนักแสดงสมทบคนนั้นก็ขอตัวกลับ ซึ่งพื้นที่เชิงตะกอนตรงนั้นมีความเชื่อที่ถือกันมากเพราะเป็นเขตป่าช้าที่เขาฝังศพกันตามพื้นดิน เวลาถ่ายทำก็จะมีเหตุทำให้ตรงลงไปคลุกคลีจนบางครั้งเศษฝุ่นเศษดินจะติดเสื้อผ้ากลับมา จึงมีการพรมน้ำมนต์ให้ก่อนกลับทุกรอบ แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ทำ

   พอกลับบ้านไป กลายเป็นว่าคืนนั้นเขาก็ฝันว่า ฟันของเขาหลุด!  และความฝันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว แต่เขาดันฝันถึงมันติดกัน 3 วัน และความรุนแรงก็ทวีมากขึ้นกว่าเดิม จากฟันที่หลุดไม่กี่ซี่ในครั้งแรกกลายเป็นหลุดออกมาทั้งปาก ในขณะเดียวกันก็โดนคนวิ่งไล่ตามจะแตะตัวในฝันอยู่ตลอด เขาเลยต้องไปหาผู้นำจิตวิญญาณที่คนทั้งอำเภอเคารพนับถือให้มาช่วยปัดเป่า โดยการผูกแขน และสาดน้ำมนต์ให้ เลยทำให้เขากลับบ้านมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีกครั้ง..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจาก NICECNX 'ครูพี่เลี้ยง' l อังคารคลุมโปง X NICECNX [ 18 พ.ย.2568 ]

24 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจาก NICECNX 'ครูพี่เลี้ยง' l อังคารคลุมโปง X NICECNX [ 18 พ.ย.2568 ]

ครูพี่เลี้ยงที่ดูใจดี และเอ็นดูเรา เอาข้าวเอาน้ำมาให้ตลอด…แต่ไม่นานความผิดปกติก็เริ่มตามมา ความรู้สึกที่มีคนยืนจ้อง เสียงเด็กวิ่งทั้งที่ไม่มีใครอยู่ และฝันร้ายที่เข้าครอบงำทุกคืน สุดท้ายต้องไปหาหลวงพ่อให้ทำพิธีเรียกขวัญ จนได้รู้ว่าครูพี่เลี้ยงที่ใจดีคนนั้นเล่นของใส่ เพราะต้องการให้เธอเป็นบริวาร! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X NICECNX’ (18 พฤศจิกายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ครูพี่เลี้ยง’ ‘ไนซ์’ ได้มาเล่าเรื่องราวของ ‘เพื่อนคุณแนน’ ที่ต้องไปฝึกสอนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคเหนือ และคนที่จะดูแลเธอระหว่างฝึกงานก็คือ ครูพี่เลี้ยง ผู้หญิงที่ดูใจดี เอ็นดู และคอยช่วยเหลือทุกอย่าง ไม่ว่าจะจัดผมให้ เอาข้าวเอาน้ำมาฝาก หรือถามไถ่แทบทุกวัน เหมือนจะหวังดี แต่กลับมีบางอย่าง…ทำให้รู้สึกประหลาดตั้งแต่แรกเริ่มเพราะอาหารที่ครูพี่เลี้ยงเอามาให้เธอ ไม่เคยแตะกินร่วมกันเลยสักครั้ง เหมือนตั้งใจให้เพื่อนของแนนกินเพียงฝ่ายเดียว ไม่นานความผิดปกติก็ค่อย ๆ ตามมาตอนอยู่ในห้องเธอรู้สึกเหมือนมีคนยืนจ้องจากมุมมืด มีของตกลงมาเองโดยไม่มีใครแตะ เสียงเหมือนเด็กวิ่งเล่นในชั้นเรียนทั้งที่ไม่มีใครอยู่ และในทุกครั้งที่เดินกลับบ้านพัก ความรู้สึกเหมือนมีใครสักคน…เดินตามหลังมาไม่ห่าง ทำให้เธอเริ่มหวาดผวาจนต้องถามครูพี่เลี้ยงว่า โรงเรียนนี้เคยมีเรื่องอะไรแปลก ๆ ไหมแต่คำตอบที่ได้รับจากครูพี่เลี้ยงกลับเย็นยะเยือก“จะมีได้ยังไง…ฉันอยู่ที่นี่มาตั้งหลายปีแล้ว” หลังจากนั้น... ฝันร้ายก็เข้าครอบงำทุกคืน เพื่อนของแนนมักจะเห็นตายายใส่ชุดเหนือยืนอยู่ข้างล่างบ้านมองขึ้นมาที่ห้อง… พร้อมกวักมือเรียกแต่ไม่เคยก้าวเข้ามาได้ และเธอยังฝันว่า แมวดำวิ่งไล่ และไม่ว่าจะพยายามสวดมนต์แค่ไหน… แมวในฝันก็มักจะ สวดมนต์ตามเสียงเดียวกันจิตใจเธออ่อนแรงลงเรื่อย ๆ รุนแรงถึงขั้นร้องไห้ พร้อมเรียกแม่ซ้ำ ๆ จนต้องโทรให้แม่มาช่วยปลอบ ทั้งคู่เพิ่งมารู้พร้อมกันในเช้าวันหนึ่งว่า แม่ก็ฝันตรงกับลูก ว่าถูก “แมวดำ” ไล่เอาชีวิต ในที่สุดเธอก็ต้องไปหาหลวงพ่อที่วัด มีการอาบน้ำมนต์ ทำพิธีเรียกขวัญ ไล่สิ่งไม่ดีออกจากตัว และแล้ว…หลังพิธีนั้นเพียงไม่กี่วันครูพี่เลี้ยงก็ลางานหายไป ถึงสองสัปดาห์กลับมาอีกทีร่างกายซีดเซียว อ่อนแรง เหมือนคนที่โดนของสะท้อนกลับใส่ตัวเอง นั่นคือวันที่ทุกคนเริ่มรู้ว่า เธอเคยทำแบบนี้กับเด็กฝึกสอนหลายรุ่น เพื่อควบคุมพวกเขาเป็นบริวาร ทำให้เชื่อฟังเพื่อผลประเมินที่ดีจะกลับมาหนุนนำตำแหน่งและเงินเดือนของเธอต่อไปทุกครั้งที่เธอจัดผมให้นั้น…ไม่ใช่ความห่วงใยแต่คือ พิธีลงของที่กระหม่อมโดยการเป่าหัวโดยตรง เรื่องเหมือนจะจบ…แต่เพื่อนของแนนเพิ่งโทรมาบอกว่า อยู่ ๆ เธอรู้สึกอยากกลับไปเยือนจังหวัดทางเหนือที่เธอฝึกสอนอย่างไม่มีเหตุผล เหมือนมีบางสิ่ง…เรียกหาทว่าพระที่เคยช่วยเหลือกลับเตือนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า“อย่าไปเลยนะ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่นั่น…ยังรออยู่ถ้ากลับไปครั้งนี้อาจ…ไม่ได้กลับมาอีกแล้ว”เพราะทั้งหมดที่ทำไป…เป็นเพียงการ ถอนของ — ไม่ใช่การทำลายทิ้ง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจาก อาโป - เจษ ‘เด็กหญิงกระโปรงแดง’ และ ‘เรื่องเล่าในห้องเสื้อ’ l อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ [ 10 ก.พ.2569 ]

20 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจาก อาโป - เจษ ‘เด็กหญิงกระโปรงแดง’ และ ‘เรื่องเล่าในห้องเสื้อ’ l อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ [ 10 ก.พ.2569 ]

2 เรื่องหลอนจาก อาโป และ เจษ จากภาพยนตร์เรื่อง ‘ราคี THE STAIN’ ที่ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความหลอน ชวนขนหัวลุก กับเรื่องราวลี้ลับในกองถ่าย ที่เด็กหญิงปริศนาปรากฏมาให้เห็น และการยืนขวางทางของใครบางคน ที่อาจจะไม่ใช่คน… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ’ (10 กุมภาพันธ์ 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องเล่าจากอาโป ‘เด็กหญิงกระโปรงแดง’ และเรื่องเล่าจากเจษ ‘เรื่องเล่าในห้องเสื้อ’ เริ่มจาก ‘อาโป’ เล่าว่า เรื่องราวของ ‘เด็กหญิงกระโปรงแดง เป็นเรื่องของลูกค้าคนหนึ่ง ที่ได้เข้ามาในสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ เพื่อดูสถานที่สำหรับการทำงาน ซึ่งเป็นอพาร์ทเม้นท์ที่เหมือนจะร้าง และเต็มไปด้วยบรรยากาศชวนขนลุก ขณะที่ลูกค้าอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ทุกอย่างปกติ เหมือนไม่มีเรื่องราวน่ากลัวอะไร แต่เมื่อเขาได้กลับไปที่บ้าน ลูกค้าฝันว่า ตนเองได้ขึ้นไปบนชั้นสองของอพาร์ทเม้นท์ ทั้งที่เขาไม่เคยขึ้นไปบนชั้นสองเลย และในฝัน เขาได้เดินเข้าไปในลิฟต์ ในนั้นจะมีกระจกอยู่บานหนึ่ง เขาก็ยืนหันหน้าให้กับกระจกบานนั้น เมื่อประตูลิฟต์ได้เปิดออกมา ขณะที่เขามองตัวเองผ่านกระจกอยู่ สายตาก็ได้กวาดไปเห็นเด็กผู้หญิงกระโปรงแดงคนหนึ่ง ยืนอยู่ด้านหลังของตนเอง สะท้อนผ่านเงากระจก จึงทำให้เขาตกใจกับภาพตรงหน้าที่มองเห็น วันต่อมาลูกค้าคนนี้ได้กลับมาที่อพาร์ทเม้นท์แห่งนี้อีกครั้ง พร้อมกับซื้อของเซ่นไหว้ติดตัวมาเพื่อที่จะมาไหว้สิ่งลี้ลับที่เจอในฝันนั่นคือ เด็กหญิงกระโปรงแดงปริศนา ที่ไม่มีใครรู้ว่าเธอนั้นเป็นใคร เมื่อได้จัดการเตรียมวางของเซ่นไหว้เสร็จสิ้น ของที่วางอยู่นั้นกลับตกลงมาโดยที่ไม่มีสาเหตุ… มาต่อกันที่เรื่องเล่าจาก ‘เจษ’ มีชื่อว่า ‘เรื่องเล่าในห้องเสื้อ’ ก่อนหน้าที่จะมีการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องราคี พี่ปอนด์ หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ไปคุยกับทีมทำหนังผีของประเทศอินโด และได้มีการบอกเคล็ดลับในการถ่ายทำหนังผี ให้ออกมาดีที่สุด เราจะต้องขอให้ผีมาช่วยเรา และต้องทำพิธีบวงสรวง หรือพิธีกรรมเลี้ยงข้าวผี โดยมีการนำกระทงมาวางเรียงกันนับร้อย เรียกว่า สะตวง (สะตวง หมายถึง กระบะที่ทำจากกาบกล้วย ใช้สำหรับใส่เครื่องเซ่นไหว้ ตามความเชื่อของชาวล้านนา) ซึ่งในพิธีกรรมเลี้ยงข้าวผี จะมีพราหมณ์เป็นผู้ทำพิธีให้ในวันนั้นเมื่อผมมาถึงสถานที่ถ่ายทำ ด้วยความง่วง ผมจึงไปยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องห้องหนึ่ง เพื่อรอให้ทุกคนจัดของทำพิธีให้เสร็จ ในอพาร์ทเม้นท์ที่ทำพิธี เป็นสถานที่ที่เกือบจะร้าง บางห้องก็จะไม่มีประตู จะเป็นทางเดินตรงเข้าไปเลย ซึ่งในกองถ่าย ห้องนั้นจะถูกใช้เป็นห้องสำหรับแต่งตัวผมก็เดินออกจากที่ตรงนั้น เพื่อเข้าไปไหว้ทำพิธีร่วมกับคนอื่น ๆ แต่ผมเมื่อหันกลับไปมองตรงที่ที่ผมเคยยืนอยู่ มันเหมือนมีคนยืนอยู่ตรงนั้น และจ้องมาตรงที่พวกเราที่กำลังไหว้ทำพิธี คนที่ผมเห็น เขามีลักษณะเหมือนคนที่อาศัยอยู่ที่แห่งนี้ ไม่ใช่ทีมงานของเรา แต่ยืนอยู่สักพักเขาก็หายไป หลังจากนั้นผมก็ไม่เคยเจอเขาอีกเลย จู่ ๆ มีพราหมณ์คนหนึ่งเรียกผมเข้าไปหา แล้วพูดกับผมว่า “อย่าไปยืนตรงนั้นอีก มันบังทางเขา” พราหมณ์ยังได้เล่าอีกว่า ในช่วงเวลาตี 5 ขณะที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ด้านล่างอพาร์ทเม้นท์ ก็ได้เห็นผี 2 คน ยืนอยู่ด้านบนของอพาร์ทเม้นท์ และมีอีกคนหนึ่งเดินเข้าออกทางช่องประตูไปมา ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่ผมยืนก่อนหน้านั้น นั่นแปลว่า ผมกำลังยืนขวางทางเขาอยู่…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณบอย เดอะโกส ‘พนักงานส่งของ’ l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

08 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณบอย เดอะโกส ‘พนักงานส่งของ’ l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

ตอนนั้นเริ่มเป็นพนักงานส่งของใหม่ ๆ ต้องทำโอทีเพื่อทำยอด ช่วงดึกทำงานอยู่ในคลังสินค้าเพียงคนเดียว ระหว่างที่จัดสินค้าเตรียมส่งให้ลูกค้า สายตาเห็นคนเดินผ่านบริเวณกล่องพัสดุ เมื่อเดินไปดูไม่เจอใคร แต่ได้เห็นกล่องพัสดุชิ้นหนึ่งที่สั่น! และมาพร้อมเสียงปริศนาบอกว่า ‘พี่ชายปล่อยผมออกไปที’ เช้าต่อมาต้องนำของชิ้นนี้ไปส่งให้รู้ค้า จึงได้รู้ว่าสิ่งนี้คือ ‘น้ำมันพราย’เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost (28 เม.ย. 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พนักงานส่งของ’ เรื่องราวนี้เป็นเรื่องที่ถูกเล่าโดย ‘คุณบอย’ ซึ่งเป็นประสบการณ์ของพนักงานส่งของคนหนึ่ง ที่ได้เล่าให้คุณบอยฟังไว้ว่า ช่วงที่ผมได้มาเป็นพนักงานส่งของใหม่ ๆ ก็ต้องขยันหน่อย ทำ OT มาก ๆ เพื่อที่หัวหน้าจะได้เห็นยอด และให้ผมผ่านโปรไว ๆ มีอยู่คืนหนึ่งผมทำงานจนดึกอยู่ในคลังสินค้า กว่าจะทำงานเสร็จก็ประมาณ 5 ทุ่มเกือบเที่ยงคืน ซึ่งพี่ ๆ พนักงานคนอื่นกลับไปหมดแล้ว ผมก็จัดสินค้าขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ของผมปกติเพื่อที่พรุ่งนี้จะได้ออกไปส่งตั้งแต่เช้า แต่ระหว่างนั้นมีกองสินค้าอยู่กองนึงอยู่ในบริเวณที่ไม่ค่อยมีไฟหางตาผมสังเกตเห็นใครสักคนกำลังเดินอยู่ในคลังสินค้า ผมแอบเอะใจนิด ๆ เพราะที่นี่มีผมอยู่แค่คนเดียวใครจะมาเดินในคลังเวลานี้ เลยตัดสินใจเดินไป แต่เมื่อไปถึงก็ไม่เจอใคร เจอแต่กล่องสินค้าชิ้นเล็กกล่องหนึ่งซึ่งมันขยับ และสั่นเองได้ผมกลัวว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอยู่ด้านในหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนั้น มันอาจจะขาดอากาศหายใจได้ ผมจึงเอื้อมมือหยิบกล่องนั้นขึ้นมา ท่ามกลางความเงียบ และมืดผมเอากล่องพัสดุชิ้นนั้นขึ้นมาแนบหูเพื่อฟังเสียงมัน และเสียงที่ออกมาจากกล่องใบนั้นคือเสียงพูดของใครคนหนึ่งที่พูดว่า...“พี่ชาย ปล่อยผมออกไปที” ด้วยความตกใจ ทำไมถึงมีเสียงพูดออกมาจากกล่องแบบนั้น ผมโยนทิ้ง และรีบวิ่งออกมาจากคลังสินค้า ไปที่รถเพื่อหนีออกมาอย่างรวดเร็ว เช้าวันต่อมาผมก็ขับรถไล่ส่งสินค้าตามบ้านปกติ แต่ส่งจนมืดค่ำก็ยังไม่หมดเหลือประมาณ 10 กล่องสุดท้าย ผมจึงคิดว่าจะเก็บไว้ไปนำส่งต่อวันพรุ่งนี้ เมื่อผมกลับมาถึงที่พักผมก็จอดรถไว้ และเดินขึ้นห้องไปซึ่งห้องผมอยู่ชั้น 2 ที่สามารถมองลงมาเห็นรถมอมอเตอร์ไซค์ตัวเองจากหลังห้องได้พอดี ผมถึงห้องผมก็ตรงไปอาบน้ำ พออาบเสร็จก็จะเอาผ้าเช็ดตัวไปตากที่ระเบียง ผมเผอิญสังเกตเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างรถตอนแรกผมคิดว่า เป็นใครพยายามจะขโมยอะไรในรถหรือเปล่า? เลยรีบวิ่งไปดู แต่ปรากฏว่า ผู้ชายคนนั้นก็หายไป สินค้าก็ไม่ได้หายไปไหน ผมเลยออกไปส่งสินค้าปกติ จนกระทั่งส่งสินค้าให้ลูกค้าครบทุกชิ้น จึงเช็คดูความเรียบร้อยอีกที แต่พอเช็คดูดันเหลือพัสดุปริศนากล่องหนึ่ง ที่เกินมาได้ยังไงก็ไม่รู้ แต่เช็คดูแล้ว ที่อยู่ของลูกค้าก็ไม่ได้ไกล ผมเลยไปส่งให้จนครบ เมื่อไปถึงบ้านก็เจอกับผู้รับ แต่เขาดูตกใจแล้วพูดว่า “เห้ย ส่งมาด้วยหรอ ไม่คิดว่าจะส่งมานะเนี้ย” ด้วยความสงสัยเลยถามลูกค้าว่า “พี่สั่งอะไรมาหรอครับ” พี่เขาก็ไม่ตอบแต่ยิ้มกลับ แล้วแกะพัสดุตรงนั้นต่อหน้า สินค้าด้านในเป็นขวดแก้วเล็ก ๆ ข้างในมีน้ำข้น ๆ มีด้ายแดง และสายสิญพันรอบขวด แล้วลูกค้าก็พูดว่า “น้ำมันพราย” ผมก็ตกใจว่า ลูกค้าสั่งน้ำมันพรายเนี้ยนะ และหลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ยุ่งกับลูกค้าคนนั้น และก็ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือเปล่า แต่ที่แปลกคือ ปกติน้ำมันพรายเขาทำมาจากผู้หญิงไม่ใช่หรอ ทำไมถึงมีวิญญาณผู้ชายมาวนเวียนได้…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณตาล ‘ห้อง 415’ l อังคารคลุมโปง X มิ้น หัตถา [7 ก.ค.69]

11 ก.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณตาล ‘ห้อง 415’ l อังคารคลุมโปง X มิ้น หัตถา [7 ก.ค.69]

เมื่อเธอเจอเหตุการณ์ประหลาดหลายครั้ง และได้ยินเสียงกรี๊ดสุดทรมานดังก้องภายในห้องพัก ที่เธอไปเที่ยวพักผ่อนคนเดียว ก่อนที่จะรู้ความจริงสุดช็อก จากคุณลุงคนขับรถว่าห้องนั้นมันเคยมีคนถูกฆ่าตาย!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X มิ้น หัตถา [7 ก.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ห้อง 415’ เรื่องราวนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ‘คุณตาล’ มักจะเดินทางไปเที่ยวคนเดียวเป็นประจำ และไม่เคยนึกถึงเรื่องลี้ลับใด ๆ เลย จนได้เดินทางไปที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ก่อนที่จะเริ่มทริปนี้ก็มีเรื่องให้เอ๊ะหลายครั้งมาก เริ่มจากไถฟีดโซเชียลก็เจอโพสต์แชร์ประสบการณ์หลอนตามโรงแรมเด้งขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ปกติเธอไม่ได้สนใจคอนเทนต์แนวนี้เลย เมื่อไปถึงเธอก็เรียกใช้บริการรถรับส่งที่ติดต่อตั้งแต่จองโรงแรมเอาไว้ คนขับที่มารับก็เป็นคุณลุงสูงวัยที่เล่าว่า เคยเป็นตำรวจมาก่อน และด้วยความที่คุณลุงขับรถดี สุภาพเรียบร้อย ไม่พูดมาก คุณตาลจึงนัดคุณลุงมาขับรถเที่ยวในวันถัดไป ตอนเจ็ดโมงเช้า เมื่อถึงโรงแรมก็มีพนักงานของโรงแรมมาช่วยลากกระเป๋าพาไปส่งที่ห้องพักชั้น 4 แต่ความเอ๊ะที่สองก็เกิดขึ้น เมื่อลิฟต์ดันไปเปิดที่ชั้น 3 ก่อน ทั้งที่ไม่มีใครกด ยิ่งตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 11 โมงเช้า แต่ภาพที่คุณตาลเห็นคือ ชั้น 3 ที่มืดสนิท พนักงานโรงแรมก็มองหน้าคุณตาลยิ้ม ๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรก่อนที่ลิฟต์จะปิด และไปต่อที่ชั้น 4พอถึงชั้น 4 สภาพทางเดินมีปูพรมสีกรมท่าที่ดูเก่ามาก และผ่านการใช้งานมาเยอะ และมีฟูกที่นอนเก่า ๆ วางเกะกะตามทาง โดยทางเดินมีลักษณะเป็นรูปตัวแอลยาว ซึ่งห้องของคุณตาลเป็นห้องเลขคี่ที่อยู่สุดทางเดินขวามือพอดี เมื่อเปิดประตูเข้าไป เธอก็สำรวจความเรียบร้อยทั้งใต้เตียง ห้องน้ำ และก็มีราวเหล็กเอาไว้แขวนเสื้อผ้าโดยไม่มีตู้เสื้อผ้าภายในห้อง พอเธอสำรวจทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวออกจากห้องเพื่อหาข้าวกิน และให้ทิปกับพนักงานที่ช่วยลากกระเป๋าขึ้นมาให้ แต่เอ๊ะที่สามก็เกิดขึ้นอีกตอนที่เธอกำลังจะปิดประตูห้อง จู่ ๆ ก็มีลมพัดวูบเข้ามาที่ท้ายทอย เลยเงยหน้ามองบนฝ้าเผื่อมีช่องแอร์แต่ก็ไม่มี คุณตาลจึงพยายามไม่คิดอะไร และเดินทางไปอีกโรงแรมอีกที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องลี้ลับ ระหว่างที่นั่งแท็กซี่กลับก็แกล้งถามคนขับว่าโรงแรมนี้มีผีจริงมั้ย แท็กซี่ก็บอกไม่มีหรอก เขาเป็นนักร้อง และมารับงานที่นี่บ่อยก็ไม่เจออะไร จึงถามเพิ่มอีกว่าโรงแรมที่คุณตาลพักอยู่ตอนนี้ที่กำลังจะไปส่งมีผีมั้ย เขาก็ยืนยันเสียงแข็งอีกรอบว่าไม่มีเช่นเดียวกัน หลังจากที่คุณตาลกลับมาถึงห้องพัก ขณะที่กำลังนั่งเสิร์ชหาที่เที่ยวต่อ จู่ ๆ ก็มีเสียงกรี๊ดดังขึ้นมา มันเป็นเสียงร้องที่ดูทุรนทุราย และทรมานสุด ๆ ที่สำคัญคือ เหมือนเสียงมาจากภายในห้อง ไม่ใช่ข้างถนนหรือข้างนอก ทั้งที่ห้องพักมันติดถนน บรรยากาศในตอนนั้นมันเงียบมากจนเหมือนทีวีโดนตัดสัญญาณแต่ยังเปิดอยู่ คุณตาลกลัวมากเลยโทรลงไปที่ ฟรอนต์ของโรงแรมให้พนักงานขึ้นมาดูหน่อย แต่พนักงานก็ยืนยันว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่เพราะเธอกลัวมาก ๆ จึงรีบโทรหาเพื่อนให้เพื่อนช่วยหาโรงแรมใหม่ให้หน่อย และรีบเก็บของเพื่อเช็คเอาท์หนีเลย พร้อมกับโทรเรียกคุณลุงคนขับเมื่อตอนเช้าให้มารับจนเมื่อเธอเก็บของเสร็จก็ยังไม่มีพนักงานคนไหนขึ้นมาดูเลยจนเพื่อนเธอหาโรงแรมใหม่ให้ได้เลย จึงโทรบอกให้พนักงานมารับพาลงไปให้หน่อย เพราะไม่กล้าออกไปเองคนเดียว คืนนั้นหลังจากที่มาถึงโรงแรมที่ใหม่เธอก็ดื่มเบียร์จนหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ จนเช้าวันรุ่งขึ้นที่เธอนัดกับคุณลุงคนขับรถเอาไว้ตอน 7 โมงเช้าก็มารับ และคุณลุงก็ถามเธอว่าทำไมถึงย้ายโรงแรมล่ะ โรงแรมเก่ามันไม่ดีหรอ คุณตาลเลยบอกไปตรง ๆ เลยว่า “หนูเจอผี” เมื่อจบประโยคนั้นคุณลุงก็เบรกรถทันที คุณลุงเลยเล่าว่า เมื่อวานจะเล่าให้ฟังอยู่แล้วแต่เพราะคุณตาล มัวแต่เล่นโทรศัพท์จึงไม่ได้เล่าความจริงคือ งานสุดท้ายของคุณลุงคือ ตำรวจ และงานนั้นคือไปเก็บศพที่โรงแรมนั้น เป็นคดีที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเรียกผู้หญิงบริการมาที่ห้อง แต่เกิดการทะเลาะทำร้ายร่างกายผู้หญิงจนเสียชีวิต และห้องที่เกิดเหตุก็คือ “ห้อง 415” ซึ่งห้องที่คุณตาลเข้าไปพักก็คือ “ห้อง 415” ที่เป็นห้องเดียวกันกับห้องที่เกิดเหตุฆาตกรรมพอดี(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-