เรื่องเล่าจาก NICECNX 'ครูพี่เลี้ยง' l อังคารคลุมโปง X NICECNX [ 18 พ.ย.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจาก NICECNX 'ครูพี่เลี้ยง' l อังคารคลุมโปง X NICECNX [ 18 พ.ย.2568 ]

24 พ.ย. 2025

     ครูพี่เลี้ยงที่ดูใจดี และเอ็นดูเรา เอาข้าวเอาน้ำมาให้ตลอด…แต่ไม่นานความผิดปกติก็เริ่มตามมา ความรู้สึกที่มีคนยืนจ้อง เสียงเด็กวิ่งทั้งที่ไม่มีใครอยู่ และฝันร้ายที่เข้าครอบงำทุกคืน สุดท้ายต้องไปหาหลวงพ่อให้ทำพิธีเรียกขวัญ จนได้รู้ว่าครูพี่เลี้ยงที่ใจดีคนนั้นเล่นของใส่ เพราะต้องการให้เธอเป็นบริวาร!

     เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X NICECNX’ (18 พฤศจิกายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ครูพี่เลี้ยง’

     ‘ไนซ์’ ได้มาเล่าเรื่องราวของ ‘เพื่อนคุณแนน’ ที่ต้องไปฝึกสอนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคเหนือ และคนที่จะดูแลเธอระหว่างฝึกงานก็คือ ครูพี่เลี้ยง ผู้หญิงที่ดูใจดี เอ็นดู และคอยช่วยเหลือทุกอย่าง ไม่ว่าจะจัดผมให้ เอาข้าวเอาน้ำมาฝาก หรือถามไถ่แทบทุกวัน เหมือนจะหวังดี แต่กลับมีบางอย่าง…ทำให้รู้สึกประหลาดตั้งแต่แรกเริ่มเพราะอาหารที่ครูพี่เลี้ยงเอามาให้เธอ ไม่เคยแตะกินร่วมกันเลยสักครั้ง เหมือนตั้งใจให้เพื่อนของแนนกินเพียงฝ่ายเดียว

     ไม่นานความผิดปกติก็ค่อย ๆ ตามมาตอนอยู่ในห้องเธอรู้สึกเหมือนมีคนยืนจ้องจากมุมมืด มีของตกลงมาเองโดยไม่มีใครแตะ เสียงเหมือนเด็กวิ่งเล่นในชั้นเรียนทั้งที่ไม่มีใครอยู่ และในทุกครั้งที่เดินกลับบ้านพัก ความรู้สึกเหมือนมีใครสักคน…เดินตามหลังมาไม่ห่าง ทำให้เธอเริ่มหวาดผวาจนต้องถามครูพี่เลี้ยงว่า โรงเรียนนี้เคยมีเรื่องอะไรแปลก ๆ ไหม

แต่คำตอบที่ได้รับจากครูพี่เลี้ยงกลับเย็นยะเยือก

“จะมีได้ยังไง…ฉันอยู่ที่นี่มาตั้งหลายปีแล้ว”

     หลังจากนั้น... ฝันร้ายก็เข้าครอบงำทุกคืน เพื่อนของแนนมักจะเห็นตายายใส่ชุดเหนือยืนอยู่ข้างล่างบ้านมองขึ้นมาที่ห้อง… พร้อมกวักมือเรียกแต่ไม่เคยก้าวเข้ามาได้ และเธอยังฝันว่า แมวดำวิ่งไล่ และไม่ว่าจะพยายามสวดมนต์แค่ไหน… แมวในฝันก็มักจะ สวดมนต์ตามเสียงเดียวกัน

จิตใจเธออ่อนแรงลงเรื่อย ๆ รุนแรงถึงขั้นร้องไห้ พร้อมเรียกแม่ซ้ำ ๆ จนต้องโทรให้แม่มาช่วยปลอบ ทั้งคู่เพิ่งมารู้พร้อมกันในเช้าวันหนึ่งว่า แม่ก็ฝันตรงกับลูก ว่าถูก “แมวดำ” ไล่เอาชีวิต ในที่สุดเธอก็ต้องไปหาหลวงพ่อที่วัด มีการอาบน้ำมนต์   ทำพิธีเรียกขวัญ ไล่สิ่งไม่ดีออกจากตัว และแล้ว…หลังพิธีนั้นเพียงไม่กี่วัน

ครูพี่เลี้ยงก็ลางานหายไป ถึงสองสัปดาห์

กลับมาอีกทีร่างกายซีดเซียว อ่อนแรง เหมือนคนที่โดนของสะท้อนกลับใส่ตัวเอง

     นั่นคือวันที่ทุกคนเริ่มรู้ว่า เธอเคยทำแบบนี้กับเด็กฝึกสอนหลายรุ่น เพื่อควบคุมพวกเขาเป็นบริวาร ทำให้เชื่อฟังเพื่อผลประเมินที่ดีจะกลับมาหนุนนำตำแหน่งและเงินเดือนของเธอต่อไป

ทุกครั้งที่เธอจัดผมให้นั้น…ไม่ใช่ความห่วงใย

แต่คือ พิธีลงของที่กระหม่อมโดยการเป่าหัวโดยตรง

      เรื่องเหมือนจะจบ…แต่เพื่อนของแนนเพิ่งโทรมาบอกว่า อยู่ ๆ เธอรู้สึกอยากกลับไปเยือนจังหวัดทางเหนือที่เธอฝึกสอนอย่างไม่มีเหตุผล เหมือนมีบางสิ่ง…เรียกหา

 ทว่าพระที่เคยช่วยเหลือกลับเตือนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า

“อย่าไปเลยนะ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่นั่น…ยังรออยู่

ถ้ากลับไปครั้งนี้อาจ…ไม่ได้กลับมาอีกแล้ว”

 เพราะทั้งหมดที่ทำไป…

เป็นเพียงการ ถอนของ — ไม่ใช่การทำลายทิ้ง

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณกรณ์ 'ครูพี่เลี้ยง' l อังคารคลุมโปง X NICECNX [ 18 พ.ย.2568 ]

28 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณกรณ์ 'ครูพี่เลี้ยง' l อังคารคลุมโปง X NICECNX [ 18 พ.ย.2568 ]

ผมเข้าไปล่าท้าผีในโรงงานร้างแห่งหนึ่ง พอเข้าไปถึงตึกที่พักของคนงานเก่าเลยขึ้นไปที่ชั้น 2 เจอเลขห้องประหลาดห้อง 2A6 พอเข้าไปก็เห็นกระถางธูปวางตามจุดเตียงนอนทุกจุด ถามรปภ.ก็ได้รู้ว่ามันคือจุดที่คนงานตายทั้งหมด ไม่เพียงแค่นั้น บานประตูที่เปิดเข้ามาก็มีสายสิญจน์โยงมัดรอบห้อง ผมเห็นท่าไม่ดีเลยรีบลงจากตึกมาชั้น 1 ระหว่างทางลงก็คิดพิเรนทร์พูดใส่ Intercom “ฮัลโหล ตึกตรงข้ามมีคนอยู่ไหม” แล้วก็ได้ยินเสียง “คลื่นสัญญาณแทรก” ดังมาตามสายทั้ง ๆ ที่ทั้งตึกไม่มีไฟฟ้าแล้ว เมื่อเดินไปตึกฝั่งตรงข้าม คนในไลฟ์สดดันบอกว่าเห็นกลุ่มคนอยู่ในตึกนั้น 20 กว่าคน! ทั้ง ๆ ที่มันเป็นตึกร้าง ผมเลยโบกมือให้กล้องที่ไลฟ์อยู่อีกฝั่งหนึ่ง และเมื่อกลับมานั่งตัดคลิป ก็เห็นว่าตอนนั้นโบกมือนั้น หัวของผมหายไป! หลังจากกลับมาก็มีแฟนคลับเปิดกล้องไลฟ์ที่วัดแห่งหนึ่ง และได้ยินเสียงวิญญาณผู้หญิงเรียกชื่อตัวเองให้เข้าไปขอขมา และช่วยให้เธอได้ไปเกิดเพราะเขากับเธอเคยเกี่ยวข้องกันในอดีตชาติ! โรงงานร้างสุดหลอน..ที่ทำให้การล่าท้าผีของเขาไม่เหมือนเดิม เมื่อพบว่าในขณะที่กำลังไลฟ์สดอยู่นั้น หัวของเขาดันหายไป! ท่ามกลางผู้คนในไลฟ์ที่รับชมอยู่ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X NICECNX’ [ 18 พ.ย.2568 ] ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘นิคมอุตสาหกรรมร้าง’ เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ‘คุณกรณ์’ ได้เล่าว่า ตนเองทำงานเป็น Creator ในแพลตฟอร์มออนไลน์เขาเป็นนักเล่าเรื่องลี้ลับ และมีการลงพื้นที่ไปสำรวจสถานที่ลึกลับต่าง ๆ หรือที่เรียกกันว่า ‘ล่าท้าผี’ จนกระทั่ง ‘พี่เต๋า’ พี่ชายคนสนิทได้เอ่ยถามเขาว่า‘กรณ์อยากไปลงพื้นที่ไหม? พี่มีพื้นที่อยู่ที่หนึ่ง น่าสนใจมาก’ เต๋าเชิญชวน‘มันเป็นยังไงพี่?’ เขาถามกลับไปด้วยความสงสัย‘พื้นที่นี้มันเป็นโรงงาน’ คำเชิญชวนจากพี่ชายคนสนิทสร้างความตื่นเต้นให้แก่กรณ์ และด้วยความไม่คิดอะไรจึงคิดว่าสถานที่แห่งนั้นคงเป็น เพียงแค่โรงงานธรรมดาแห่งหนึ่งก็เท่านั้น เขาเลยตัดสินใจตอบรับคำไป‘ไปครับ เดี๋ยวไปเปิดกล้องไลฟ์สดกัน’ พอถึงวันที่นัดแนะกันในช่วงเวลาประมาณ 3 ทุ่ม กรณ์ก็ไปถึงที่โรงงานแห่งนั้น ทันทีที่ก้าวขาเข้าไป ก็พบกับรปภ.คนหนึ่งประจำการอยู่ที่หน้าโกดังทำให้เขาเกิดความสงสัยขึ้นมาว่าถ้าหากที่แห่งนี้เป็นโกดังร้างทำไมถึงมีคนอยู่? แต่ก็ได้รับคำตอบที่คลายความสงสัยนั้นจากเต๋าพี่ชายคนสนิทว่า“ที่นี่ไม่ใช่โกดังร้าง ข้างในมีทรัพย์สินอยู่ แต่มันรกร้างมา 30 ปีแล้ว” จากการกวาดสายตาสำรวจดูกรณ์พบว่า โดยรอบของโรงงานมีไฟฟ้าเปิดอยู่โดยรอบทั้งยังมีคนคอยดูแลตรวจตราอยู่สม่ำเสมอ เขาเลยคิดว่าพี่เต๋าคงจะมีการวางแผนพาเขามาแกล้งอย่างแน่นอน หลังจากนั้นกรณ์ เลยพยายามสอดส่องหาพื้นที่ที่คิดว่าจะสามารถเข้าไปไลฟ์ได้ แต่ทางด้านพี่เต๋าก็ยังคงเงียบ ไม่เอ่ยปากพูดอะไร กรจึงตัดสินใจเดินเข้าไปถามยามคนนั้น“พี่รปภ. มาอยู่กี่วันแล้วครับ”“ผมเพิ่งมาอยู่ได้แค่ 15 วันเองครับ” รปภ.ตอบกลับกรณ์“แล้วรู้จักกับพี่เต๋าได้ยังไงครับ?”ด้วยระยะเวลาการทำงานที่สั้นเลยทำให้เขาเกิดความสงสัยจึงเอ่ยถามไป“พี่เต๋าเป็นหัวหน้างานครับ คอยส่งรปภ.ลงตามพื้นที่โรงงานครับ” และเขาก็ได้รับคำตอบคลายความสงสัยกลับมา“เห็นไฟสปอร์ตไลท์ตรงนั้นไหมครับ สุดตรงนั้นไปแล้วจะวังเวงมาก ๆ ไม่มีใครกล้าเข้าไปเลยครับ”รปภ.ชี้นำไปตามทางสุดเส้นถนนที่ดูเปลี่ยว และมืดจนน่าขนลุก เดิมที่โรงงานแห่งนี้มีรปภ.คอยเฝ้าดูแลอยู่ตลอดเวลาจำนวน 15 นาย แต่เกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้พวกเขาลาออกพร้อมกันทั้งหมด จนท้ายที่สุดแล้วเหลือรปภ.เพียงแค่ 2 คนเท่านั้นที่ทำงานอยู่ ยามคนที่หนึ่งจะยืนเฝ้าอยู่ตรงบริเวณข้างหน้าทางเข้า ส่วนคนที่สองจะคอยตรวจตราอยู่จุดที่สปอร์ตไลท์ส่องตามที่รปภ.ได้เกริ่นไว้ใครคราแรก เมื่อกรณ์ ได้สังเกตเห็นพี่รปภ.ที่ยืนอยู่ตรงตำแหน่งด้านในก็พบว่าลักษณะท่าทางของเขาเหมือนคนอยู่ไม่ติดกับที่ยามคนนั้นเดินวนไปวนมาอยู่ตลอดเวลาอย่างผิดวิสัย เขาเลยเดินเข้าไปถามด้วยความสงสัย“พี่เดินไปเดินมาทำไมครับ?”“ไม่สามารถอยู่กับที่ได้ครับ” คำตอบของพี่รปภ.สร้างความฉงนให้กับกรอีกครั้ง“ทำไมครับ? เกิดอะไรขึ้น”“ถ้าพร้อมแล้ว 3 ทุ่มเปิดกล้องไลฟ์สดนะครับ เดี๋ยวพาเข้าไป” เส้นทางที่เข้าไปภายในโรงงานจำเป็นที่จะต้องขับรถเข้าไป เพราะด้วยโรงงานแห่งนี้เป็นนิคมอุตสาหกรรม ที่มีขนาดพื้นที่ทั้งหมด 57 ไร่ จุดหมายของกรจะอยู่ตรงจุดที่เลยแนวไฟไป“ถ้าเลยแนวไฟตรงนี้ไปหลังจากนี้จะไม่มีใครช่วยเหลือเราได้แล้ว”ประโยคบอกเล่าธรรมดาที่ชวนผวาจากพี่รปภ.ทำเอากรถึงกับขนลุก จากการพูดคุยกรณ์ ก็ได้รับรู้ว่าตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ยังไม่เคยเปิดให้ใครเข้ามาล่าท้าผีเพราะเป็นสถานที่ปิด ดังนั้นพลังงานวิญญาณต่าง ๆ ยังจะคงอยู่ครบถ้วน และอัดแน่นเต็มพื้นที่“แล้วเราจะพากันไปที่ไหนกันครับ?” กรณ์ถามถึงตำแหน่งที่เขาจะเข้าไปล่าท้าผี“ข้างในนี้จะมีทั้งโรงพยาบาลร้าง โรงเรียนอนุบาลร้าง สหกรณ์ร้าง โรงอาหารร้าง บึงและก็อาคารที่พักของคนงานที่รกร้างอยู่ทั้งหมด 2 ตึกครับ” ในระหว่างที่พากันเข้าไปสำรวจกันข้างใน กรณ์ก็เกิดความสงสัยบางอย่างเลยเอ่ยถามพี่รปภ.ออกไป “ทำไมพี่ถึงสั่งห้ามไม่ให้รปภ.เข้ามาในนี้ครับ?” พี่รปภ.เล่าว่า เมื่อสามวันที่แล้ว มีรปภ.คนล่าสุดที่เพิ่งลาออกไป เขาเข้าไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาจากโรงอาหารและตรงดิ่งมาหารปภ.คนนั้นพร้อมพูดว่า “ขอข้าวกินหน่อยสิ..” ซึ่งถ้าย้อนไปเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ที่แห่งนี้เคยมีผู้หญิงคนหนึ่ง เธอไม่ใช่คนงานที่นี่ หญิงสาวคนนั้นแอบเข้ามาข้างใน และมานั่งอยู่ตรงบึง สุดท้ายก็ตัดสินใจกระโดดน้ำ หลังจากเหตุการณ์นั้นวิญญาณของหญิงสาวคนนี้ก็คอยวนเวียนหลอกหลอนรปภ.ทั้งหมดจนเป็นสาเหตุให้ทุกคนลาออกไป โดยพื้นฐานแล้วกรณ์ ไม่ใช่คนที่มีสัมผัสที่ 6 หรือเห็นผี เมื่อเดินสำรวจได้สักพักก็เจอตำแหน่งที่น่ากลัวมาก ๆ ก็คือตึกที่พักคนงานร้างทั้ง 2 ตึก ลักษณะของอาคารจะแบ่งเป็นตึก A และ B หน้าตึกจะหันเข้าหากัน กรณ์เลยเริ่มสำรวจข้างในของตึก ภายในอาคารจะมีเลขที่ห้องเรียงต่อกัน จากเลข 101 102 103 ไล่ไปจนถึง 108 และเมื่อเดินขึ้นไปยังชั้นสองของอาคาร เดินดูไล่ทีละห้องจาก 201 202 203 เดินไปเรื่อย ๆ ทันใดนั้นเอง เขาก็เจอกับห้องที่มีเลขผิดแปลกไปจากห้องอื่น ๆ “ห้อง 2A6” และมากไปกว่านั้น ลูกบิดประตูนั้นยังถูกทุบอีกด้วย ความคิดภายในหัวกรณ์ เริ่มทำงานบรรยากาศเย็นยะเยือกรอบข้าง และเลขห้องตรงหน้าเขาทำให้เขาคิดว่าห้องนี้ต้องมีอาถรรพ์อะไรบางอย่างอยู่แน่ ๆ แต่ยังไม่ที่กรจะเปิดประตูเข้าไป ทันใดนั้นเองบานเกล็ดหน้าต่างห้องก็มีเสียง “ครืดดดดดด!” เสียงบานเกล็ดที่ดังแบบไม่มีที่มาที่ไปทำเอาเขาตื่นตระหนก และด้วยความกล้า ๆ กลัว ๆ ของเขาสุดท้ายกรณ์ ก็ตัดสินใจเปิดบานประตูเข้าไป ภาพแรกที่กรณ์ เห็นคือภายในห้องเต็มไปด้วยล็อคเกอร์ไม้ที่ทุก ๆ ชั้นถูกเปิดไว้หมด แต่มีจุดหนึ่งที่น่าสังเกต และดูผิดแปลกคือทุกพื้นที่ในนั้นมีกระถาง และธูปที่มอดไปแล้วปักอยู่ประมาณ 4-5 จุดตามที่นอน ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีใครเคยเข้ามาล่าท้าผีข้างในมาก่อน“รู้ไหมว่าจุดธูปต่าง ๆ คือจุดอะไร?” พี่รปภ.เอ่ยถามเขาท่ามกลางความเงียบ“จุดอะไรพี่”“ธูปที่จุดอยู่ทุกจุดตามที่นอน คือที่ที่คนงานเสียชีวิตทั้งหมด”คำตอบของรปถ.ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวกับบรรยากาศภายในห้องมากขึ้น เพราะหลังจากจบประโยคนั้นบานประตูในห้องก็เริ่มขยับ และส่งเสียงดังราวกับมีพลังงานอะไรบางอย่างอยู่ในห้องแห่งนี้กับเขา และเมื่อเพ่งมองดูที่ลูกบิดดี ๆ ก็พบว่าที่บานประตูนั้นมีสายสิญจน์มัดขึงไว้ กลายเป็นว่าการที่เขาเปิดเข้ามานั่นทำให้สายสิญจน์ทั้งหมดถูกดึงออกจากกัน! และเมื่อลองมองไปยังอาคารฝั่งตรงข้ามก็จะเห็นคล้ายกับมีพลังงานบางอย่างเคลือบตึกอยู่ ในระหว่างที่เขากำลังเดินลงจากชั้น 2 มันก็มีเครื่อง Intercom ที่ไม่สามารถใช้งานได้แล้วติดอยู่กับเสา กรนึกพิเรนทร์เลยหยิบขึ้นมาแกล้งทำคล้ายกับว่าส่งเสียงเรียกไปยังตึกอีกฝั่ง“ฮัลโหล ตึก B ว่าไง ส่งเสียงหน่อย” เขาส่งเสียงไปตามสายอย่างไม่ได้คิดอะไร แต่พอกลับมานั่งตัดคลิปย้อนหลังดู ในจังหวะสุดท้ายที่เขากดคลิกมันกลับมีเสียง “ซืดดด...” แทรกเข้ามา มันเป็นเสียงคลื่นสัญญาณที่ไม่ควรเกิดขึ้นเพราะอาคารแห่งนั้นไม่มีการใช้งานของไฟฟ้าแล้วหลังจากลงมาจากชั้น 2 ได้ กรณ์ก็นึกสนุกขึ้นมา โดยให้พี่ชายคนสนิทตั้งกล้องไลฟ์สดถ่ายไปยังเขาที่ยืนอยู่อีกฝั่งของตึก และเขาจะโบกมือให้กล้อง และทันทีที่เขาเดินไปยังอาคารฝั่งตรงข้ามและโบกมือให้กล้องที่อยู่ทางหนึ่ง คนดูในไลฟ์ก็ต่างคอมเมนท์ไปในทางเดียวกันว่าพวกเขาเห็นกลุ่มคนหรือดวงวิญญาณยืนอยู่ในตึกนั้น 20 กว่าคน! และในจังหวะที่เขากลับมานั่งตัดคลิป สิ่งที่ปรากฎในคลิปทั้งหมดก็ทำเอาเขาถึงกับขนหัวลุก เมื่อพบว่าในช่วงเวลาที่เขาโบกมือให้กล้องอยู่นั้น หัวของเขาหายไป! จบจากการล่าท้าผี กรณ์ก็ได้ให้อาจารย์ที่รู้จักทำพิธีปัดเป่าสิ่งต่าง ๆ ที่อาจจะตามเขามาในชีวิตจริงเพื่อไม่ให้มันเกิดอะไรไม่ดีกับเขาหลังจากนี้ และพอกรได้ลงคลิปล่าท้าผีไปในโลกออนไลน์ก็เกิดกระแสตอบรับที่ดีจนผู้ชมอยากให้เขาไปอีกครั้ง และก็มีแฟนคลับคนหนึ่งขอเข้าร่วมการล่าท้าผีไปกับเขา แต่ก่อนจะถึงวันนัดแนะจะไปกัน “คุณบอย” แฟนคลับที่ขอเดินทางไปด้วยกันเขาได้เปิดกล้องไลฟ์ไปสำรวจที่บริเวณวัดและเดินไปตรงประตูน้ำ ในระหว่างที่เดินดูอยู่นั้นบอย ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงดังขึ้นมา เสียงเหมือนคนอยู่ในน้ำพูดว่า “ผู้ชาย ผู้ชาย.. ผู้ชายสองคน ต.เต่า ต.เต่า”เสียงกระซิบเรียกชื่อผู้ชาย 2 คนนั้นดังขึ้นมาหลังจากนั้นเพียงไม่นาน แต่กลายเป็นว่าชื่อแรกที่ผู้หญิงคนนั้นเอ่ยออกมาคือชื่อจริง ๆ ของกรณ์ที่ตลอด 10 ปีมานี้ไม่มีใครรู้ชื่อนี้เลย หญิงสาวได้บอกกับบอยว่า 2 คนนี้เกี่ยวข้องกับเธอในอดีตมาก่อน และบอย คือคนรักที่เคยสาบานกับเธอในอดีตชาติ ทำให้พวกเขาต้องไปที่โรงงานนั้นอีกครั้ง และการกลับไปครั้งนี้ก็เพื่อไปขมากรรมในอดีต และปลดปล่อยดวงวิญญาณนั้น เพราะเขาได้รู้มาว่าสาเหตุการเสียชีวิตของน้องผู้หญิงคนนี้คือเธอได้ตั้งครรภ์กับผู้ชายคนหนึ่ง แต่ผู้ชายไม่รับรัก เธอเลยไปกระโดดที่บึงนั้น และได้สื่อสารกับบอยเพราะเธอ และเขาเคยไปสาบานรักใต้ต้นไม้ใหญ่ในอดีตชาติ ซึ่งเมื่อกรณ์ ได้ประติดประต่อเรื่องราวทั้งหมดก็ถึงกับขนหัวลุกอีกครั้งเพราะตรงบึงแห่งนั้น เป็นจุดที่มีต้นไม่ใหญ่ต้นหนึ่งอยู่พอดีสุดท้ายโรงงานร้างแห่งนั้นก็ไม่ได้เป็นเพียงนิคมอุตสาหกรรมธรรมดา แต่กลายเป็นจุดพลิกผันในชีวิตอีกเรื่องหนึ่งที่เขาจะจำไม่มีวันลืม..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากซัน สตอรี่ไลฟ์ 'ห้องสยอง ผีต่างเเดน' l อังคารคลุมโปง X ซัน สตอรี่ไลฟ์ [ 10 มี.ค.2569 ]

20 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากซัน สตอรี่ไลฟ์ 'ห้องสยอง ผีต่างเเดน' l อังคารคลุมโปง X ซัน สตอรี่ไลฟ์ [ 10 มี.ค.2569 ]

ห้องพักฟรี อาหารพร้อม คือข้อเสนอที่ทำให้คุณดิว ตัดสินใจไปทำงานในสถานบันเทิงต่างประเทศ แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ คือต้องอยู่ร่วมกับ "รูมเมทปริศนา" ที่มาพร้อมกับเสียงรองเท้าส้นสูงยามค่ำคืน พร้อมเสียงครืดด... คล้ายเล็บขูดผนัง และความหลอนของอาถรรพ์ที่ช่วยเรียกแขกทำให้ร้านมีลูกค้าเต็ม แต่สำหรับคุณดิวแล้วนี่คือเรื่องราวสุดสยองที่เธอต้องเผชิญจนวินาทีสุดท้ายก่อนกลับไทย… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X ซัน สตอรี่ไลฟ์ (10 มี.ค. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ห้องสยอง ผีต่างเเดน’ เรื่องราวนี้เป็นประสบการณ์ของคุณดิว ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ดิวกำลังหางานเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว แต่หาเท่าไหร่ก็ยังไม่ได้งาน จนวันหนึ่งมีคนรูจักแนะนำให้ไปทำงานในสถานบันเทิงที่ต่างประเทศใกล้ ๆ ใจหนึ่งดิวก็กลัว เพราะเธอเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว จะไปอยู่ต่างประเทศลำพังได้อย่างไร แต่พอติดต่อกับเอเจนซี่แล้ว ก็สบายใจขึ้นเมื่อรู้ว่า จะมีเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ด้วยแถมยังมีทั้งที่พัก และอาหารให้ เธอจึงเริ่มเห็นว่าดี และตอบตกลงทำสัญญาไป เมื่อไปถึงก็มีรถมารับ ในรถมีผู้หญิงอยู่ 2-3 คน คาดว่าเป็นเพื่อนร่วมงาน เธอก็ไม่ได้คิดอะไร ลักษณะที่พักของเธอเป็นอพาร์ทเมนต์สูง 4 ชั้น และเธออยู่ชั้น 4 สภาพห้องโอเค กว้างขวางคล้ายคอนโด ด้านในห้องมี 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว และห้องโถงใหญ่อีกที โดยในห้องนอนจะมีเตียง 2 ชั้น ซึ่งเธอก็ขนของขึ้นมาพร้อมกับเพื่อน ๆ ที่นั่งรถมาด้วยกัน เมื่อสำรวจห้องแล้ว เอเจนซี่ก็เรียกมาคุยเรื่องกฎระเบียบการอยู่ร่วมกัน และให้เลือกว่าแต่จะนอนห้องไหนเตียงไหน คุณดิวเลือกเป็นเตียงชั้นบน ห้องแรกที่ติดห้องนั่งเล่น และมีเพื่อนที่เธอเพิ่งทำความรู้จักไปเป็นรูมเมทนอนเตียงชั้นล่าง หลังจากนั้นพวกเธอก็ได้เริ่มงาน และจะเลิกงานตี 2-3 ของทุกวัน ตัวคุณดิว บางวันเลิกงานเร็ว เธอก็จะกลับมาพักผ่อนก่อน เมื่อกลับมาถึงก็จะยังไม่มีใครอยู่ในห้อง เธอจึงนั่งเล่นโทรศัพท์ พักผ่อนตามอัธยาศัย แต่ไม่นาน เธอก็ได้ยินเสียงส้นสูงจากข้างนอก เสียงคล้ายคนเดินขึ้นบันไดมา เสียงนั้นใกล้ขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงชั้น 4 และเดินต่อมาหยุดที่หน้าห้องเธอ คุณดิวได้ยินเสียงเหมือนกับว่าคนด้านนอกกำลังไขกุญแจห้องอยู่ เธอไม่ได้คิดอะไร เพราะคงเป็นเพื่อนร่วมงานที่เลิกเร็วเหมือนกัน จากนั้นประตูก็เปิด เสียงรองเท้าคู่นั้นก็เดินเข้าห้องมา แต่ที่แปลกคือเธอได้ยินเสียง “ครืดด…” ลากยาว คล้ายคนเอาเล็บเดินขูดตามผนังห้อง เธอเริ่มไหวตัวรู้สึกถึงอันตราย คนด้านนอกอาจเป็นโจรก็ได้ เสียงขูดผนังนั้นลากยาวมาหยุดที่หน้าห้องของเธอ และพยายามที่จะเปิดประตู คุณดิวกลัวมากแต่ทำได้แค่นั่งกอดหมอนแน่น เงียบเสียง และมองไปที่กลอนประตูที่กำลังถูกเขย่าโดยใครสักคนที่อยู่ด้านนอก แถมยังได้ยินเสียง ฮัมเพลงเบา ๆ เป็นทำนองจากเธอคนนั้น คุณดิวไม่รู้เลยว่าคนด้านนอกต้องการอะไร และเพลงที่ฮัมฟังดูไม่คุ้นหู ไม่ใช่เพลงไทยแน่ ๆ แต่ออกไปทางเพลงมลายู คุณดิวกลัวมากแต่ก็ทนเงียบฟังจนกระทั่ง ทั้งเสียงฮัมเพลง และการเขย่าประตูนั้นหยุดไป เวลาประมาณตี 3 เพื่อนของคุณดิวกลับห้องมา เมื่อเห็นว่าคราวนี้เป็นเพื่อนจริง ๆ เธอจึงสบายใจ และหลับไปโดยไม่รู้ตัว และหลังจากว่านั้นเธอก็รู้สึกได้ว่า ที่นี่ต้องมีอะไรแปลก ๆ แน่แต่เธอก็ยังใช้ชีวิตปกติของเธอต่อไปตัวคุณดิวเคยเป็นภูมิแพ้แบบหนักมาก เมื่อเจอควันบุหรี่ อาการแพ้ของเธอจะเป็นหนัก และวันหนึ่งในขณะทำงาน ต้องอยู่กับลูกค้าที่สูบบุหรี่ จึงทำให้วันต่อมาเธอต้องลาป่วยไปทำงานไม่ได้เธอไปหาหมอ และได้ยาแก้แพ้มาเมื่อถึงห้องเธอกินยาก่อนเลย เพื่อที่จะได้นอนพักผ่อน เพราะโดยปกติฤทธิ์ยาแก้แพ้จะทำให้ง่วง แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมเธอนอนไม่หลับ ทั้งที่ก็ง่วงมาก สักพักก็เริ่มได้ยินเสียงส้นสูงเดิน และเสียงขูดเล็บ แบบที่เคยได้ยินก่อนหน้า เมื่อเดินมาถึงหน้าห้อง ก็เขย่าลูกบิดประตู ฮัมเพลง แต่ไม่เปิดเข้ามา เช่นอย่างเดิมไม่มีผิด ต้องความที่ง่วงมากจากฤทธิ์ยา คุณดิวจึงทำใจไว้แล้ว เพราะเธอในสภาพนี้คงหนีไปไหนไม่ได้ แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีไม่นานเพื่อนร่วมห้องเธอเปิดประตูเข้ามา และเสียงของบุคคลปริศนาที่ทำให้คุณดิวกลัวนั้น ก็หายไปดื้อ ๆ เมื่อเพื่อนเปิดประตูมา ก็พบว่า คุณดิวหน้าซีดมาก แต่คุณดิวก็ไม่ได้เล่าอะไรให้เพื่อนฟัง เพื่อนจึงเดินเข้าไปในครัวก่อนที่เธอจะหลับลงด้วยความสบายใจที่ในที่สุดเพื่อนกลับมา วันถัดมา คุณดิวเลิกงานเร็วกลับมาที่ห้อง และได้ยินเสียงเดินเช่นเดิมอีก แต่ครั้งนี้เสียงรองเท้าส้นสูงคู่นั้น เดินตรงไปที่ครัว ก่อนจะเริ่มได้ยินเสียงคล้ายหยิบมีด 2 เล่ม มาถูกกันเสียงแหลมเล็กแสบหู รวมกับเสียงฮัมเพลงทำนองจังหวะเดิมที่เคยได้ยิน ระหว่าง ที่กำลังตกใจพยายามโทรเพื่อน แต่โทรเท่าไหร่เพื่อนก็ไม่รับสาย เพราะกำลังทำงานอยู่ คุณดิวจึงแข็งใจ และพยายามข่มตานอนให้หลับ จนเช้าวันรุ่งขึ้นที่เพื่อนกลับมา คุณดิวจึงเล่าให้เพื่อนฟังว่าเธอเจออะไร เพื่อนกลับตอบมาว่า “เอาขนมไปไหว้เขายังล่ะ รู้มั้ยว่าคนก่อนหน้านี้เขาไหว้แล้วเขาได้ลูกค้าเต็มเลยนะ” แต่คุณดิวรู้สึกว่า ไม่เกี่ยวกัน นี่กำลังเจอผีอยู่นะ จะให้ไปไหว้อะไร ไม่เอาหรอก ทั้งคู่จึงไม่ได้คุยกันต่อ คุณดิวก็อยู่แบบนั้นมาเรื่อย ๆ จนถึง 1 วันสุดท้ายก่อนหมดสัญญา คืนนี้คุณดิวจึงไปนอนห้องแฟน ส่วนเพื่อน ๆ ก็อยู่ที่อพาร์ทเมนต์เดิมกันครบทุกคน ช่วงประมาณตี 4 เพื่อนของคุณดิวได้โทรมาด้วยน้ำเสียงโวยวายว่า “มึงอยู่ไหน! มึงรู้มั้ย สิ่งที่มึงเล่าให้กูฟังอ่ะ กูเจอแล้วนะเว้ย เขากำลังสับหมูแล้วฮัมเพลงอยู่เนี่ย” คุณดิวก็ไม่รู็จะช่วยเพื่อนยังไง ได้แต่บอกไปว่า “รออยู่ในห้องอย่าออกไปไหนนะ” และเช้าวันรุ่งขึ้นก็รีบโทรหาเพื่อนด้วยความเป็นห่วง เพื่อนได้เล่ารายละเอียดให้ฟังว่า ขณะนั้นพวกเธออยู่ในห้องกัน 2 คน สักพักนึงก็ได้ยินเสียง สับ! สับ! สับ! และฮัมเพลง ตามด้วยเสียงเหมือนคนเดินเอาเล็บขูดผนังทั่วห้อง ครืดด…ครืดด… แถมยังมีเสียงหัวเราะก้องกังวาลของผู้ชายอีกด้วย ทั้งคู่รอจนเสียงเงียบไป และรีบวิ่งออกมาจากห้องมานั่งอยู่ข้างถนนจนถึงเช้า ถึงวันถัดมาที่ คุณดิวต้องบินกลับไทย แต่ก็ยังสงสัยอยู่ว่าสิ่งที่เธอเจอคืออะไรกันแน่ เลยถามพี่ที่เป็นคนแนะนำให้เธอมาทำงาน พี่เขาบอกว่า ที่สถานบันเทิงในสิงคโปร์จะมีความเชื่อว่า ต้องมีการเล่นของให้ร้านมีลูกค้าเยอะ ๆ และไว้ที่ที่พักของพนักงาน เพื่อให้มีสเน่ห์ดึงดูดลูกค้านั่นเอง…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณภ.สำเภา เล่าเรื่องผี 'เพื่อนเห็นผี' l อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ [ 10 ก.พ.2569 ]

24 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากคุณภ.สำเภา เล่าเรื่องผี 'เพื่อนเห็นผี' l อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ [ 10 ก.พ.2569 ]

ความสยองขวัญที่หักมุมไปสู่คดีฆาตกรรมที่รอการเปิดเผย! เพราะแท้จริงแล้ววิญญาณผู้หญิง ผู้ชาย และเด็กหญิงที่วนเวียนอยู่ในบ้านของตี๋มาตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องอาถรรพ์ของบ้าน หรือวิญญาณหลอกหลอนทั่วไป แต่อาจจะยังอยู่เพราะพวกเขามีเหตุผลที่ไปไหนไม่ได้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ (10 ก.พ.2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนเห็นผี’ เรื่องราวนี้ถูกเล่ามาโดยคุณ ‘ภ.สำเภา เล่าเรื่องผี’ เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมอยู่ที่จังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือ ด้วยความเป็นวัยรุ่น อยากมีรายได้พิเศษจึงไปสมัครงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารกลางคืน และได้รู้จักกับเพื่อนคนหนึ่งชื่อ ‘ตี๋’ ซึ่งเป็นพนักงานเสิร์ฟเหมือนกัน เมื่อเขาทำความรู้จักกับผม เขาก็ได้รู้ว่าเมื่อก่อนผมเคยบวชเป็นสามเณรเดินธุดงค์กับพ่อประมาณ 5-6 ปี เขาเลยคิดว่าผมน่าจะเห็น หรือสื่อสารกับผีได้ ผมบอกไปว่า “เอาตรง ๆ ก็เคยเห็น แต่ไม่ได้มีความสามารถขนาดที่นึกอยากจะเห็นก็ได้เห็นเลยนะ” ตี๋จึงบอกว่า งั้นลองฟังเรื่องราวของเขาดูหน่อยมั้ย... ตี๋เล่าว่า เขาเองเคยไปเที่ยวตระเวนล่าท้าผีกับเพื่อนในสถานที่เฮี้ยนมาตลอด ทั้งบ้านร้าง บ่อนร้าง สุสาน และป่าช้า ไปแทบทุกที่ แต่เขาไม่เคยเจอผีตัวเป็น ๆ เลย แต่เขากลับเห็นแค่ที่บ้านตัวเอง เห็นมาตลอด ทุกวันนี้ก็ยังเห็น ผมจึงถามว่า บ้านของตี๋ เป็นบ้านโบราณอายุเป็นร้อย ๆ ปีหรือเปล่า ตี๋บอกไม่ใช่ บ้านหลังนี้เพิ่งสร้างตอนที่พ่อแม่ของเขา ซึ่งเป็นคนจังหวัดอื่น ย้ายมาอยู่ที่นี่ และปลูกขึ้นมาใหม่ก่อนเขาจะเกิดนี่เอง ซึ่งพื้นที่นี้ไม่มีประวัติเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย แต่ตั้งแต่เขาเกิดมาเขากลับเคยเห็นวิญญาณ 3 ตน ด้วยกัน นั่นคือ วิญญาณผู้ชาย วิญญาณผู้หญิงวัยกลางคน และวิญญาณเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คาดว่าอาจจะเป็นครอบครัวกัน ตี๋เคยถามสมาชิกในบ้านว่าเคยเจอบ้างมั้ย แต่ทุกคนบอกว่าไม่มีเคยเจอ แม้แต่เพื่อนบ้านก็ยังบอกว่า ไม่น่าจะมีจริงหรอก บ้านหลังนี้ไม่เคยมีประวัติอะไรนะ จึงไม่ทราบว่า วิญญาณ 3 ตนนี้เป็นใครมาจากไหน เคยไปถามหมอดู แต่เขาก็ตอบว่า ช่วยอะไรไม่ได้ เขาก็แค่วิญญาณที่อยู่ในบ้านออกมานั่งร้องไห้ในตอนกลางคืนเท่านั้นเวลาผ่านไปเกือบเดือน คืนหนึ่ง ตี๋ได้ชวนผมไปค้างที่บ้าน เผื่อว่าผมจะสามารถมองเห็นหรือสื่อสารกับผีในบ้านของเขาได้ คืนนั้นผมก็ไป จึงได้เจอกับครอบครัวเขา พ่อ แม่ และพี่สาว ทุกคนก็น่ารักต้อนรับผมอย่างดี แต่คืนนั้นผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาขณะหลับ เพราะได้ยินเสียงของผู้ชาย และผู้หญิงนั่งร้องไห้ที่ปลายเตียง ตอนนั้นผมคิดว่าเป็นพ่อแม่ของตี๋ แต่เมื่อลืมตาขึ้นมา สิ่งที่ผมเห็น คือหัวของผู้ชาย และผู้หญิงที่ยื่นออกมาจากกำแพงกำลังร้องไห้อย่างหนัก ขณะเดียวกันผมเห็นเด็กผู้หญิงค่อย ๆ เดินมาจนกระทั่งหายไปในความมืด แต่ผมก็ไม่ได้ร้องตะโกนหรือโวยวายอะไร แต่หลังจากวันนั้นผมกับตี๋ก็เริ่มห่าง ๆ กันสักพัก ไม่กี่วันถัดมา ผมก็ได้ข่าวว่าบ้านของตี๋ไฟไหม้ เหตุการณ์ในวันนั้น มีคนโทรมาแจ้งข่าวตี๋ว่าที่บ้านไฟไหม้ ให้รีบกลับบ้านด่วน ขณะที่เขากำลังขับรถมอเตอร์ไซค์กลับบ้านเป็นเวลาตี 1 กว่าจะกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาตี 3-4 แล้ว ไฟก็ไหม้ไปจนแทบไม่เหลือแล้ว ตัวผมเองก็ตามไปทีหลัง ช่วงเวลาเกือบจะเช้าพอดี ผมเห็นตี๋ร้องไห้ล้มทั้งยืน กู้ภัยก็เริ่มเข้าไปเก็บกู้ซากภายในบ้าน ก็พบกับร่างไร้วิญญาณ 3 ศพ ตี๋เข้าใจได้ทันทีว่านั่นคือ พ่อ แม่ และพี่สาวเขา ผมก็ทำได้แค่ปลอบใจตี๋ หลังจากนั้นญาติของตี๋จะรับเขาไปอยู่ด้วย ต่อมา ตี๋โทรหาผมว่า ตอนนี้เขาอยู่ในเมืองที่บ้านของญาติเขา และเขาสบายดี ส่วนพ่อ แม่ และพี่สาวของเขายังสบายดี ผมก็ตกใจ เอ๊ะ ผมเองก็อยู่ในจุดเกิดเหตุ ผมเห็นกับตาว่ากู้ภัยนำร่างที่ไหม้เกรียม 3 ร่างออกมา พ่อ แม่ กับพี่สาวของเขาจะปลอดภัยได้ยังไง แต่ตี๋ก็ยืนยันว่า พ่อ แม่ พี่สาวยังไม่ตายจริง ๆ เขาสามารถพูดคุย จับตัวพี่สาว พ่อ และแม่ ได้ปกติ และหลังจากนั้นตี๋ก็โทรมาอีกครั้ง เพื่อเรียกให้ผมไปเจอที่บ้าน ช่วยเวลาบ่าย ๆ ผมจึงไปที่บ้านของตี๋ ไม่นาน รถตำรวจก็ขับมา และที่ตามมาติด ๆ คือ มอเตอร์ไซค์ของตี๋ ผมรู้สึกเอะใจแปลก ๆ ว่าเขาเรียกผมมาทำอะไร ตี๋จึงบอกผมว่า ต้องการให้ผมมายืนยันกับตำรวจ ว่าในวันเกิดเหตุ กู้ภัยนำร่าง 3 ร่าง ออกมาจากบ้านตี๋จริง ๆผมจึงตอบว่า “จริงสิ แกก็เห็นเหมือนกันไม่ใช่หรอ ว่าเขาเอาออกมาจริง ๆ” ตอนแรกผมนึกว่าตี๋ต้องการให้ผมให้ปากคำกับตำรวจเพิ่ม แต่เปล่าตี๋เรียกผมมา เพื่อที่จะยืนยันให้เขาฟังต่างหากว่าวันนั้นมีการนำร่างออกมาจากบ้านจริง ๆ ตี๋ยังปฏิเสธเสียงแข็งว่า พ่อ แม่ พี่สาวเขายังมีชีวิต ยังอยู่ด้วยกันที่บ้านญาติอยู่เลย และหลังจากนั้นเอง ตี๋จึงพาตำรวจและผมไปที่บ้านของญาติเขา เพื่อยืนยันการมีอยู่ของครอบครัวเขา เราทิ้งรถมอเตอร์ไซค์ไว้ที่นั่น และขึ้นรถไปกับตำรวจ เมื่อไปถึงบ้าน เจ้าหน้าที่ก็ลงจากรถไป พาตี๋ขึ้นไปที่ห้อง เคาะประตูเรียก และพ่อกับแม่เขาก็เดินออกมาจาจริง ๆ เหมือนคนปกติเลย ผมงงมาก เพราะผมเชื่อว่าเขาตายไปแล้ว แต่สิ่งที่ตำรวจทำคือจับพ่อกับแม่ใส่กุญแจมือ แล้วก็แจ้งข้อหา ฆาตกรรมโดยเจตนา… หลังจากจับกุมตัวเรียบร้อย ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้มาอธิบายว่า บ้านหลังนั้นเป็นบ้านของพ่อ และแม่ของตี๋ ซึ่งพ่อแม่ของเขาจริง ๆ ถูกฆาตกรรมไปตั้งแต่ที่เขายังจำความไม่ได้แล้ว ซึ่งคนที่ทำคือชายหญิงชาวจีน พวกเขาฆ่าทั้งพ่อแม่และพี่สาวของตี๋ที่ยังเป็นเด็ก และโบกปูนฝังไว้ในกำแพง ซึ่งฆาตกรคู่นี้ เคยทำแบบนี้กับอีกครอบครัวมาก่อนแล้ว แล้วเอาลูกของครอบครัวนั้นมาเลี้ยง ซึ่งลูกของของครอบครัวนั้น คือพี่สาวที่อยู่กับตี๋ในปัจจุบันนั่นเอง ส่วนตี๋ที่ยังรอดชีวิตเพราะคนร้ายไตร่ตรองมาแล้วว่า หากฆ่าตี๋ที่ยังเป็นทารกด้วยจะโดนสงสัย และถูกจับได้โดยเร็ว นั่นก็แปลว่าตั้งแต่เด็กจนโต ตี๋และพี่สาวถูกเลี้ยงมาโดยฆาตกรที่ฆาตกรรมครอบครัวของเขามาตลอดอย่างไรก็ตาม วันหนึ่งเมื่อตำรวจเริ่มได้เบาะแส พวกเขาจึงทำลายหลักฐานโดยการเผาบ้าน แต่เขาคิดผิด การกระทำครั้งนี้ทำให้ตำรวจได้หลักฐานที่ดีที่สุดในการนำจับกุมนั่ง คือร่างที่ถูกซ่อนมาตลอดสิบกว่าปีของครอบครัวที่แท้จริงของตี๋นั่นเอง…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากมอสหลง 'อาถรรพ์เชิงตะกอน' l อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ]

13 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากมอสหลง 'อาถรรพ์เชิงตะกอน' l อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ]

ไปถ่ายทำหนังที่เชิงตะกอน ขากลับดันไปพูดว่า “กลับบ้านกันทุกคน” พอขับออกมาก็รู้สึกรถหนืด ๆ บรรยากาศอึดอัด ทั้งที่ในรถมีกันอยู่แค่ 2 คน จนหางตาหันไปเห็นว่ามีคนแก่นั่งอัดกันอยู่เต็มหลังรถ! ไม่แค่นั้นพี่นักแสดงสมทบเล่าว่า หลังถ่ายเสร็จฝันว่า ฟันหลุด 3 วันติด จนต้องให้สัปเหร่อมาช่วย เพราะขึ้นชื่อว่าพื้นเชิงตะกอนที่ไปถ่ายทำนั้นของแรงมาก หลังจบการถ่ายทำ ขณะที่กำลังแยกย้ายกลับบ้านดันพลั้งปากพูดเชิญชวนให้ทุกคนขึ้นรถ แต่ไม่คาดคิดว่าจะมีสิ่งที่ไม่ใช่คน ติดกลับมาด้วย... เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ] ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘อาถรรพ์เชิงตะกอน’ เรื่องราวสุดหลอนในกองถ่ายที่ “มอสหลง” ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของ “ต้องเต” รุ่นพี่นักแสดงคนหนึ่งที่เล่นหนังด้วยกัน จุดถ่ายทำของหนังคือ ‘เชิงตะกอน’ ที่ได้มีการใช้งานจริง ๆ มาก่อน พอการถ่ายทำได้สิ้นสุดลงทั้งทีมงาน และนักแสดงหลาย ๆ ท่านก็ได้มาเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในกองถ่ายให้เขาฟัง และหนึ่งในนั้นคือต้องเต ต้องเตเล่าว่า ในช่วงเวลาประมาณตี 2-3 หลังถ่ายทำเสร็จ ต้องเตก็ได้ขอตัวกลับบ้านก่อน ตัวเขาต้องเดินทางกลับบ้านกับคนขับรถ 2 คน แต่ด้วยความที่ไม่ได้คิดอะไร เขาจึงเผลอพูดออกมากลางกองถ่ายว่า“ขึ้นรถกันทุกคน กลับบ้านกัน”ประโยคต้องห้ามที่ใครหลาย ๆ คนรู้กันดีว่าไม่ควรเอ่ยออกมาในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยและหลังจากนั้นเขาก็ขับรถออกไป ระหว่างทางที่เขาอยู่บนรถนั้น ต้องเตรู้สึกได้ว่าบรรยากาศภายในรถมันหนักอึ้ง และอึดอัดทั้ง ๆ ที่ในรถมีกันแค่ 2 คน จนทำให้เขาคิดว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล และก็เป็นไปตามคาดเมื่อหางตาของเขาดันไปเห็นเข้ากับกระจกรถ ภาพสะท้อนตรงหน้าทำเอาเขาถึงกับขนหัวลุกเมื่อสิ่งที่เขาเห็นคือ มีคนแก่นั่งอยู่เต็มหลังรถของเขา! ต้องเตเลยบอกกับคนขับว่า“พี่พาผมกลับไปที่จุดถ่ายทำหน่อย”เมื่อถึงเชิงตะกอน จุดที่เขาได้ถ่ายทำหนังกันไป ต้องเตจึงเปิดประตูรถและพูดว่า“ใครที่ไม่ใช่ผม ต้องเต และคนขับรถ ไม่อนุญาตให้ขึ้นรถกลับบ้านไปกับพวกเรา ลงไปให้หมด”สิ้นเสียงเอ่ยบอกให้แขกที่ไม่ได้รับเชิญลงจากรถของเขา ต้องเตก็ปิดประตู และเดินทางขับออกไปจากบริเวณนั้นทันทีหลังจากนั้นบรรยากาศภายในรถก็กลับมาเป็นปกติและไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกเลย... มอสหลงได้เล่าเพิ่มเติมว่า สถานที่ถ่ายทำเป็นตำแหน่งที่ชาวบ้านขนานนามว่าน่ากลัวที่สุดนั่นคือหอผี และเมรุซึ่งเป็นเค้าโครงความเชื่อที่มีอยู่จริงของคนในพื้นที่ และในภายหลังพอมีความเจริญเข้ามากลายเป็นว่ามีการตัดถนนผ่านหน้าเมรุไปเพื่อการสัญจร ทางทีมงานจึงได้เชิญสัปเหร่อมาไหว้ขอขมาก่อนถ่ายทำเพราะขึ้นชื่อว่าพื้นที่ตรงนั้นที่เรายืนทับอยู่เป็นจุดที่ใช้ฝังศพ และมีของแรงมาก ห้ามทำอะไรไม่ดีเด็ดขาด เพราะเรียกได้ว่าเป็นเขต “ธงแดง” แต่เรื่องราวหลอน ๆ ในกองก็ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เมื่อมีนักแสดงสมทบคนหนึ่งกำลังถ่ายทำอยู่ แต่จิตสำนึกของเขาก็จะคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ตรงเมรุข้างหน้าจะมีสิ่งลี้ลับ หรือวิญญาณตนไหนแอบมองเขาอยู่จริงรึเปล่า เสียงภายในหัวก็เริ่มตั้งคำถามอย่างห้ามไม่อยู่ “ถ้ามีจริงก็คงเห็นไปแล้วแหละ” แต่พอตั้งสติได้ก็จะลบความสงสัยนั้นออกจากหัวทันที เมื่อถ่ายทำจบนักแสดงสมทบคนนั้นก็ขอตัวกลับ ซึ่งพื้นที่เชิงตะกอนตรงนั้นมีความเชื่อที่ถือกันมากเพราะเป็นเขตป่าช้าที่เขาฝังศพกันตามพื้นดิน เวลาถ่ายทำก็จะมีเหตุทำให้ตรงลงไปคลุกคลีจนบางครั้งเศษฝุ่นเศษดินจะติดเสื้อผ้ากลับมา จึงมีการพรมน้ำมนต์ให้ก่อนกลับทุกรอบ แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ทำ พอกลับบ้านไป กลายเป็นว่าคืนนั้นเขาก็ฝันว่า ฟันของเขาหลุด! และความฝันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว แต่เขาดันฝันถึงมันติดกัน 3 วัน และความรุนแรงก็ทวีมากขึ้นกว่าเดิม จากฟันที่หลุดไม่กี่ซี่ในครั้งแรกกลายเป็นหลุดออกมาทั้งปาก ในขณะเดียวกันก็โดนคนวิ่งไล่ตามจะแตะตัวในฝันอยู่ตลอด เขาเลยต้องไปหาผู้นำจิตวิญญาณที่คนทั้งอำเภอเคารพนับถือให้มาช่วยปัดเป่า โดยการผูกแขน และสาดน้ำมนต์ให้ เลยทำให้เขากลับบ้านมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีกครั้ง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-