เรื่องเล่าจาก NICECNX 'ครูพี่เลี้ยง' l อังคารคลุมโปง X NICECNX [ 18 พ.ย.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจาก NICECNX 'ครูพี่เลี้ยง' l อังคารคลุมโปง X NICECNX [ 18 พ.ย.2568 ]

24 พ.ย. 2025

     ครูพี่เลี้ยงที่ดูใจดี และเอ็นดูเรา เอาข้าวเอาน้ำมาให้ตลอด…แต่ไม่นานความผิดปกติก็เริ่มตามมา ความรู้สึกที่มีคนยืนจ้อง เสียงเด็กวิ่งทั้งที่ไม่มีใครอยู่ และฝันร้ายที่เข้าครอบงำทุกคืน สุดท้ายต้องไปหาหลวงพ่อให้ทำพิธีเรียกขวัญ จนได้รู้ว่าครูพี่เลี้ยงที่ใจดีคนนั้นเล่นของใส่ เพราะต้องการให้เธอเป็นบริวาร!

     เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X NICECNX’ (18 พฤศจิกายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ครูพี่เลี้ยง’

     ‘ไนซ์’ ได้มาเล่าเรื่องราวของ ‘เพื่อนคุณแนน’ ที่ต้องไปฝึกสอนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคเหนือ และคนที่จะดูแลเธอระหว่างฝึกงานก็คือ ครูพี่เลี้ยง ผู้หญิงที่ดูใจดี เอ็นดู และคอยช่วยเหลือทุกอย่าง ไม่ว่าจะจัดผมให้ เอาข้าวเอาน้ำมาฝาก หรือถามไถ่แทบทุกวัน เหมือนจะหวังดี แต่กลับมีบางอย่าง…ทำให้รู้สึกประหลาดตั้งแต่แรกเริ่มเพราะอาหารที่ครูพี่เลี้ยงเอามาให้เธอ ไม่เคยแตะกินร่วมกันเลยสักครั้ง เหมือนตั้งใจให้เพื่อนของแนนกินเพียงฝ่ายเดียว

     ไม่นานความผิดปกติก็ค่อย ๆ ตามมาตอนอยู่ในห้องเธอรู้สึกเหมือนมีคนยืนจ้องจากมุมมืด มีของตกลงมาเองโดยไม่มีใครแตะ เสียงเหมือนเด็กวิ่งเล่นในชั้นเรียนทั้งที่ไม่มีใครอยู่ และในทุกครั้งที่เดินกลับบ้านพัก ความรู้สึกเหมือนมีใครสักคน…เดินตามหลังมาไม่ห่าง ทำให้เธอเริ่มหวาดผวาจนต้องถามครูพี่เลี้ยงว่า โรงเรียนนี้เคยมีเรื่องอะไรแปลก ๆ ไหม

แต่คำตอบที่ได้รับจากครูพี่เลี้ยงกลับเย็นยะเยือก

“จะมีได้ยังไง…ฉันอยู่ที่นี่มาตั้งหลายปีแล้ว”

     หลังจากนั้น... ฝันร้ายก็เข้าครอบงำทุกคืน เพื่อนของแนนมักจะเห็นตายายใส่ชุดเหนือยืนอยู่ข้างล่างบ้านมองขึ้นมาที่ห้อง… พร้อมกวักมือเรียกแต่ไม่เคยก้าวเข้ามาได้ และเธอยังฝันว่า แมวดำวิ่งไล่ และไม่ว่าจะพยายามสวดมนต์แค่ไหน… แมวในฝันก็มักจะ สวดมนต์ตามเสียงเดียวกัน

จิตใจเธออ่อนแรงลงเรื่อย ๆ รุนแรงถึงขั้นร้องไห้ พร้อมเรียกแม่ซ้ำ ๆ จนต้องโทรให้แม่มาช่วยปลอบ ทั้งคู่เพิ่งมารู้พร้อมกันในเช้าวันหนึ่งว่า แม่ก็ฝันตรงกับลูก ว่าถูก “แมวดำ” ไล่เอาชีวิต ในที่สุดเธอก็ต้องไปหาหลวงพ่อที่วัด มีการอาบน้ำมนต์   ทำพิธีเรียกขวัญ ไล่สิ่งไม่ดีออกจากตัว และแล้ว…หลังพิธีนั้นเพียงไม่กี่วัน

ครูพี่เลี้ยงก็ลางานหายไป ถึงสองสัปดาห์

กลับมาอีกทีร่างกายซีดเซียว อ่อนแรง เหมือนคนที่โดนของสะท้อนกลับใส่ตัวเอง

     นั่นคือวันที่ทุกคนเริ่มรู้ว่า เธอเคยทำแบบนี้กับเด็กฝึกสอนหลายรุ่น เพื่อควบคุมพวกเขาเป็นบริวาร ทำให้เชื่อฟังเพื่อผลประเมินที่ดีจะกลับมาหนุนนำตำแหน่งและเงินเดือนของเธอต่อไป

ทุกครั้งที่เธอจัดผมให้นั้น…ไม่ใช่ความห่วงใย

แต่คือ พิธีลงของที่กระหม่อมโดยการเป่าหัวโดยตรง

      เรื่องเหมือนจะจบ…แต่เพื่อนของแนนเพิ่งโทรมาบอกว่า อยู่ ๆ เธอรู้สึกอยากกลับไปเยือนจังหวัดทางเหนือที่เธอฝึกสอนอย่างไม่มีเหตุผล เหมือนมีบางสิ่ง…เรียกหา

 ทว่าพระที่เคยช่วยเหลือกลับเตือนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า

“อย่าไปเลยนะ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่นั่น…ยังรออยู่

ถ้ากลับไปครั้งนี้อาจ…ไม่ได้กลับมาอีกแล้ว”

 เพราะทั้งหมดที่ทำไป…

เป็นเพียงการ ถอนของ — ไม่ใช่การทำลายทิ้ง

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณตาล ‘ขออยู่ด้วยได้ไหม’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 5 พ.ค.2569 ]

09 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณตาล ‘ขออยู่ด้วยได้ไหม’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 5 พ.ค.2569 ]

คำพูดพลั้งปากในคืนวันโกน เงาดำปริศนาที่คอยตามติดเธอไปทุกหนแห่ง ‘ขออยู่ด้วยได้ไหม ให้อยู่ด้วยนะ’ คำพูดร้องขอจากสิ่งลี้ลับเกลี้ยกล่อมหลอนประสาทในยามหลับไหล แต่สุดท้าย… ก็ได้รู้ตัวว่าสิ่งที่เกิดนั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่ฝันไป!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า’ (05 พฤษภาคม 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ขออยู่ด้วยได้ไหม’ ‘คุณตาล’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง โดยส่วนตัวนั้น คุณตาลเป็นคนที่สวดมนต์ และสวดบทจักรพรรดิ์ของหลวงปู่ดู่เป็นประจำ ในวันหนึ่งหลังจากที่คุณตาลขายขนมที่ร้านเสร็จแล้ว และกำลังเดินทางกลับบ้านซึ่งเส้นทางที่คุณตาลใช้กลับนั้น ต้องผ่านหลังวัดแห่งหนึ่ง ขณะที่คุณตาลกำลังขับรถผ่านวัด เธอได้หันไปมองที่เมรุ และด้วยความปากไวเธอจึงพูดออกมาด้วยความรู้สึก ว่าเหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องมองเธออยู่ ‘อย่าตามกูกลับมานะ ถ้าตามกูด่านะ’ ปกติแล้วคุณตาลจะไม่พูดอะไรแบบนี้ออกมา แต่วันนั้นคุณตาลมีความรู้สึกที่ว่า มีเงาดำกำลังจ้องมองเธอลงมาจากด้านบน ไปตลอดเส้นทางที่เธอกำลังกลับบ้านเมื่อคุณตาลกลับมาถึงบ้านของตนเอง เธอได้เตรียมตัวทำขนมสำหรับขายในวันรุ่งขึ้น ขณะเดียวกันนั้น คุณตาลได้หันไปมองที่หน้าบ้านของเธอ และได้พบกับเงาดำ ซึ่งเป็นเงาเดียวกับที่เธอขับรถผ่านมาอีกครั้ง เธอจึงพูดออกมาว่า ‘อย่าตามกลับเข้ามาสิ เดี๋ยวตอนเช้าไปทำบุญใส่บาตรให้’ พอคุณตาลทำขนมเสร็จเธอได้เงยหน้าขึ้นไปมองบนขื่อบ้าน และได้เห็นเงาดำยิ้มฟันขาวมาให้เธอจากด้านบน ด้วยความเหนื่อย คุณตาลจึงไม่สนใจมัน และเข้านอนในคืนนั้นก่อนนอนคุณตาลได้วางรูปหลวงปู่ดู่ไว้ข้างเตียง และยกมือไหว้สวดมนต์ตามปกติ เมื่อล้มตัวลงนอนในตอนเที่ยงคืน คุณตาลฝันว่า เธอนั้นไปในที่มืดดำแห่งหนึ่ง และมีเสียงพูดกับเธอข้างหูว่า ‘ให้อยู่ได้ไหม ถ้าอยู่ค้าขายจะดีนะ ตอนเช้าไปใส่บาตรนะ’ ในฝันนั้นคุณตาลใช้ชีวิตตามปกติ การค้าขายดี ขายของหมดทุกอย่าง คุณตาลจึงไม่คิดอะไร เมื่อคุณตาลสะดุ้งตื่นขึ้นมา และมองไปที่ขื่อบ้านของตนเองเงานั้นก็ยิ้มให้เธออีกครั้ง คุณตาลหลับรอบที่ 2 เงานั้นได้มาทับตัวเธอไว้ และพูดกับเธอในฝันว่า ‘ขออยู่ด้วยนะ อยู่ด้วยแล้วดี ดีจริง ๆ ข้อตกลงเดียวของเราคือใส่บาตรด้วยกัน’ ตอนนั้นคุณตาลรู้สึกตัว และรู้แล้วว่ามันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องที่ฝันไป แต่มันกลับเหมือนเรื่องจริง ว่ามีใครสักคนมาพูดกับเธอคุณตาลได้ท่องในใจว่า ‘หลวงปู่ดู่ช่วยหนูด้วย’ซึ่งความเชื่อส่วนตัวของคนที่สวดบทจักรพรรดิ์ ถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เมื่อหลวงปู่ดู่รับรู้จะมีเสียงจิ้งจกร้องทัก เมื่อสิ้นเสียงคำพูดของคุณตาล ทันใดนั้นจิ้งจกก็ร้องทักขึ้นมา ทำให้เธอได้รู้ตัวว่าหลวงปู่รับรู้แล้ว หลังจากนั้นจิ้งจกร้องทักดังขึ้นเรื่อย ๆ จนแม่ของคุณตาลเดินมาเคาะห้อง ถามว่าเธอเป็นอะไร เพราะได้ยินเสียงจิ้งจกร้องทักดังมาก แต่คุณตาลไม่สามารถขยับตัวได้ เพราะในตอนนั้น เธอได้แต่นอนร้องไห้ และขยับตัวไม่ได้ เหมือนกับว่ามีใครสักคนมานอนทับตัวเธอไว้ ทำให้คุณตาลนั้นรู้สึกชาไปทั้งตัว คุณตาลพยายามตั้งใจนอนอีกครั้ง เพื่อให้เธอลืมทุกอย่าง และได้ตื่นจากฝันร้ายในครั้งนี้ แต่การหลับรอบนี้ กลับมีเสียงของผู้ชายคนหนึ่งที่หนักแน่น พูดขึ้นมาว่า ‘สวดมนต์ สวดมนต์สิ’ ทำให้คุณตาลเริ่มสวดนะโมสามจบ แต่ยังไม่ทันจบก็มีเสียงร้อง ‘ฮือ ฮืออ อยู่ด้วยกันสิ’ ดังแทรกขึ้นมา คุณตาลตั้งใจสวดมนต์กลบเสียงร้องโหยหวนนั้นให้ได้ แต่เมื่อมีเสียงร้องของผู้หญิง แทรกขึ้นมา ทำให้เธอนั้นหลงเพลิดเพลินไปกับเสียงร้องปริศนา แต่เสียงของชายที่หนักแน่น ได้พูดเตือนเธอให้สวดมนต์อย่างหนักแน่น ทำให้คุณตาลมีสติสวดมนต์อีกครั้ง จู่ ๆ ก็มีแสงสาดเข้ามาในตาของเธอ ส่วนเงาดำนั้นได้กรีดร้องดังขึ้นมา ในฝันนั้นคุณตาลได้วิ่งหนีเสียง เพื่อเข้าหาแสงสว่างตรงปลายทางตรงหน้า เสียงของชายคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า ‘ไม่ต้องวิ่ง เดินสวดมนต์ออกมา’ขณะเดียวกันเสียงของหญิงสาวที่กรีดร้องโหยหวนนั้นดังขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกับว่าเธอนั้นกลัวแสงสว่างที่อยู่ตรงหน้า เมื่อคุณตาลก้าวเท้าเข้ามาหาแสง เธอได้ยินเสียงบทสวดบทหนึ่งดังขึ้น หลังจากสวดเสร็จก็มีเสียงถามขึ้นมาว่า ‘ตามมาได้ยังไง นี่มันกายคนนะ’ จากนั้นเสียงกรี้ดก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง และเงานั้นออกหลุดออกไป คุณตาลตื่นขึ้นมา เธอจึงได้ลุกขึ้นมาสวดมนต์ก่อนจะล้มตัวลงนอน ท่ามกลางเสียงร้องทักของจิ้งจกในห้อง การนอนครั้งนี้ คุณตาลได้ฝันเห็นพระใส่จีวรหันหลังยืนหันหลังให้เธอ และพูดว่า ‘รู้ไหมเขาตามมานะ เขาชอบคนใส่บาตร วันนั้นที่ไปตักบาตรเนี่ยบุญเยอะนะ เขาชอบ’ รวมทั้งถามถึงสายสิญจน์ ที่ผูกกับรถของเธอมันหายไปไหน รวมถึงบอกว่าสายสิญจน์นั้นสำคัญมาก ถ้ากลัวก็ให้นำมันมาผูกแขนไว้ แต่ในฝันคุณตาลกลับไม่ได้ตอบอะไรเช้าวันรุ่งขึ้น คุณตาลได้ไปดูสายสิญจน์ที่รถแต่กลับไม่พบ แม่ของเธอก็ได้บอกว่า สายสิญจน์มันขาดไปแล้ว แต่ที่น่าแปลกใจคือ สายสิญจน์ที่รถทุกคันมันได้หายไปพร้อมกันทั้งหมด หลังจากนั้นคุณตาลได้เดินทางไปที่วัดแห่งหนึ่ง และเล่าเรื่องนี้ให้พระที่วัดได้ทราบ ท่านก็ได้แต่หัวเราะ และพูดว่า ‘มันก็มีแหล่ะตรงเมรุ แล้วดันไปปากดีทักทำไม’ ซึ่งวันที่ คุณตาลได้พูดทักเงาดำนั้น คือวันโกน หลังจากเหตุการณ์นี้ เมื่อพระได้พรมน้ำมนต์ให้คุณตาลแล้ว หลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้พบกับเงาดำเงานั้นอีกเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณเจ๊แอบศรี 'ผีกะเมืองลับเเล' l อังคารคลุมโปง X อาท จิตวิญญาณ [ 9 มิ.ย.2569 ]

13 มิ.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเจ๊แอบศรี 'ผีกะเมืองลับเเล' l อังคารคลุมโปง X อาท จิตวิญญาณ [ 9 มิ.ย.2569 ]

เพียงความคิดสั้น ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างเป็นผู้ช่วยทำฟันให้คนไข้สูงวัย กลับทำให้ต้องพบกับเหตุการณ์ชวนขนลุกที่ยากจะอธิบาย เมื่อเรื่องราวที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันค่อย ๆ เชื่อมโยงเข้าหากันจนกลายเป็นปริศนาทำให้ตั้งคำถามว่า ทุกอย่างเป็นเพียงความบังเอิญจริงหรือไม่ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X อาท – จิตวิญญาณ[9 มิ.ย.2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ผีกะเมืองลับเเล’ ‘คุณเจ๊แอบศรี’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชวนขนลุกที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ย้อนกลับไปในปี 2564 ขณะที่เธอทำงานเป็นผู้ช่วยทันตแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ วันนั้นเป็นวันที่เธอลางานครึ่งวัน โดยเข้ามาทำงานเพียงช่วงบ่ายเท่านั้น ขณะที่ทันตแพทย์แต่ละท่านต่างก็มีเคสคนไข้แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการทำฟันปลอม รักษารากฟัน หรือผ่าฟันคุด ด้วยความที่เป็นวันที่เธอลางาน จึงไม่ได้มีหน้าที่ประจำอะไรมากนัก เธอจึงใช้เวลาว่างอยู่ในห้องทำความสะอาดอุปกรณ์ คอยล้าง และจัดเตรียมเครื่องมือทางทันตกรรมตามปกติ กระทั่งมีรุ่นน้องคนหนึ่งเดินเข้ามาสะกิด พร้อมบอกว่า “เห้ยเจ๊ พอดีว่าคุณหมอเตียง 4 เขาบอกให้เจ๊ ไปช่วยคุณหมอเตียง 2 หน่อย” เนื่องจากคุณหมอเตียง 2 กำลังมีเคสทำฟันปลอม และกำลังจะเข้าสู่ขั้นตอนพิมพ์ปากคนไข้ เธอจึงตอบตกลงทันที เพราะในตอนนั้นก็ไม่ได้ติดภารกิจอะไร เมื่อเข้าไปในห้องทำฟัน หน้าที่ของเธอในวันนั้นไม่ได้มีอะไรมาก เพียงแค่ยืนสแตนด์บายอยู่ข้างคุณหมอ คอยหยิบจับและส่งอุปกรณ์ให้ตามจังหวะการทำงาน คนไข้ในวันนั้นเป็นคุณยายอายุประมาณ 70 กว่าปี ก่อนเข้ารับการรักษา ทางญาติได้แจ้งข้อมูลกับทางโรงพยาบาลเอาไว้ว่า “เขาเป็นคนไข้จิตเวชนะ เเต่วันนี้เขาไม่ได้กินยามา”ระหว่างที่กำลังเตรียมพิมพ์ปากทำฟันปลอม เธอสังเกตเห็นพฤติกรรมบางอย่างของคุณยาย ลักษณะของท่านคือแลบลิ้นออกมาเป็นระยะ พร้อมกับส่ายศีรษะไปมาอยู่ตลอดเวลา ด้วยความที่เป็นคนช่างสังเกต ประกอบกับภาพที่เห็นในขณะนั้น ทำให้มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจแบบไม่ทันตั้งตัว “เห้ยยายคนนี้เหมือนผีปอบเลยว่ะ” แต่ทันทีที่ความคิดนั้นแล่นผ่านเข้ามาในหัว สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้เธอถึงกับขนลุก คุณยายที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้คนไข้ หันหน้ามามองเธออย่างรวดเร็วและรุนแรงราวกับรับรู้ถึงความคิดนั้นได้ ‘คุณเจ๊แอบศรี’ ยอมรับว่าในวินาทีนั้นเธอตกใจมาก รีบหลบสายตาแทบไม่ทัน ก่อนจะได้แต่คิดอยู่ในใจว่า “หรือว่ายายเขารู้วะ” แม้เหตุการณ์จะสร้างความหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย แต่การรักษาก็ดำเนินต่อไปตามปกติ เพียงแต่เป็นเคสที่ทำงานค่อนข้างยาก เพราะคุณยายแลบลิ้นออกมาตลอดระหว่างขั้นตอนพิมพ์ปากทำฟันปลอม ท้ายที่สุดทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกลับบ้านตามปกติ แต่เรื่องราวกลับไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น… คืนนั้นเอง คุณเจ๊แอบศรีฝันประหลาดอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน ในฝันเธอพบว่าตัวเองกำลังอยู่ภายในบ้านไม้สองชั้นหลังหนึ่ง บรรยากาศเงียบสงัดผิดปกติ ขณะที่กำลังก้มมองลงไปยังชั้นล่าง สายตาของเธอก็ไปสะดุดเข้ากับหญิงคนหนึ่ง หญิงปริศนาคนนั้นเกล้ามวยผม สวมเสื้อหม้อฮ่อม และนุ่งผ้าซิ่นตีนจกอันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองลับแล สิ่งที่น่ากลัว คือหญิงคนนั้นกำลังยืนจ้องมองเธออยู่เบื้องล่างอย่างไม่กะพริบตา ก่อนที่จู่ ๆ ร่างนั้นจะพุ่งทะยานขึ้นมาหาเธออย่างรวดเร็ว ลักษณะเหมือนสัตว์นักล่าที่กำลังจะกระโจนเข้าตะครุบเหยื่อ ในวินาทีนั้น เธอรู้สึกเหมือนร่างกายขยับไม่ได้ คล้ายอาการผีอำ ความหวาดกลัวเข้าครอบงำจนแทบตั้งสติไม่อยู่ แต่ด้วยความที่เป็นคนมีความศรัทธา เธอจึงพยายามรวบรวมสติทั้งหมดที่มี แล้วเริ่มสวดคาถาเท้าเวสสุวรรณ “นะโมพุทธายะ” เธอสวดซ้ำไปเรื่อย ๆ ด้วยใจที่สั่นระรัว กระทั่งสวดจบ “เหมือนกับร่างผู้หญิงคนนั้นเเตกกระจายกลายเป็นควันสีดำ” ก่อนที่ทุกอย่างจะค่อย ๆ เลือนหายไป หลังจากนั้นเวลาผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ ถึงกำหนดวันที่ทางโรงพยาบาลต้องโทรติดตาม และยืนยันนัดรับฟันปลอมของคุณยายคนดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงโทรศัพท์ติดต่อญาติตามขั้นตอนปกติ แต่ปลายสายกลับแจ้งข่าวที่ไม่มีใครคาดคิด คุณยายท่านนั้นเสียชีวิตแล้ว โดยเสียชีวิตหลังจากวันที่มาพิมพ์ปากทำฟันปลอมได้เพียง 3 วันเท่านั้นเมื่อทราบข่าว คุณเจ๊แอบศรีถึงกับตกใจอย่างมาก และตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทั้งเหตุการณ์ในห้องทำฟันรวมถึงความฝันประหลาดในคืนนั้นให้เพื่อนร่วมงานฟัง แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องราวยิ่งชวนขนลุกมากขึ้น คือคำบอกเล่าของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง ซึ่งบังเอิญมีบ้านอยู่ละแวกเดียวกับคุณยายผู้เสียชีวิต เพื่อนคนนั้นเล่าว่า“หมู่บ้านนี้นะ เป็นหมู่บ้านที่มีผีกะเยอะมากเลย คนเเถวหมู่บ้านเนี่ย 70-80 % ส่วนมากก็เป็นผีกะกันทั้งนั้นเลย” เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณเจ๊แอบศรียอมรับว่ารู้สึกขนลุกไม่น้อย เพราะหมู่บ้านแห่งนั้นเป็นเส้นทางที่เธอต้องขับรถผ่านอยู่เป็นประจำระหว่างเดินทางไปทำงาน สุดท้ายแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่ คุณเจ๊แอบศรีพบเจอในวันนั้นเป็นเพียงความบังเอิญ หรือเป็นบางสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้กันแน่ แต่เมื่อทุกเหตุการณ์นำมาต่อกันเป็นภาพเดียว ทั้งคำพูดของญาติ สายตาของคุณยายในห้องทำฟัน ความฝันประหลาดในคืนนั้น และข่าวการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น ก็ยิ่งทำให้เรื่องราวนี้กลายเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ชวนขนลุกที่ฟังแล้วอดคิดตามไม่ได้เลยจริง ๆ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณแบล็ค เดอะโกสท์ ‘ห้องพักพันแปด’ l อังคารคลุมโปง X ปรัชญา ปิ่นแก้ว [ 19 พ.ค.2569 ]

26 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณแบล็ค เดอะโกสท์ ‘ห้องพักพันแปด’ l อังคารคลุมโปง X ปรัชญา ปิ่นแก้ว [ 19 พ.ค.2569 ]

รวมตัวไปพักผ่อนกับเพื่อน แต่ไม่ได้จองที่พักไว้ เลยไปหาหน้างาน และได้ไปเจอโรงแรมราคาถูกที่ไม่มีใครเข้าพัก เพราะกำลังปิดรีโนเวทอยู่ แต่เจ้าของใจดีเลยได้พักกันที่โรงแรงแห่งนี้ แต่เจ้าของบอกว่า ‘หลัง 5 โมงเย็นจะไม่มีใครอยู่ที่นี่นะ’ หลังจากนั้นเมื่อพวกเขาได้เข้าพักก็ได้เจอกับเรื่องประหลาดที่หลอนสุดขีด กันถ้วนหน้า!! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ปรัชญา ปิ่นแก้ว [ 19 พ.ค.2569 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจมดดำ’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ห้องพักพันแปด’ เรื่องราวนี้ ‘คุณแบล็ค เดอะโกสท์’ ได้มาแชร์เรื่องราวของตัวเอง ย้อนไปเมื่อ10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นทำงานได้สักพักก็ได้ชวนเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่ทำงานหาเวลาว่างไปเที่ยวทะเลกัน ก็รวมตัวกันไปได้ประมาณ 8 คน แต่ยังไม่ได้จองที่พัก เพราะยังรวมจำนวนคนได้ไม่เรียบร้อย เมื่อถึงวันรุ่นพี่ไปถึงก่อนส่วนคุณแบล็ค จะตามไปที่หลังเมื่อไปถึงก็ดื่มสังสรรค์กันช่วงเวลาประมาณบ่าย 3 ของวันนั้นก็ได้เริ่มออกหาที่พัก แต่วนหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอเพราะคนจองไว้เต็มแล้ว ช่วงใกล้ค่ำแฟนของคุณแบล็ค ก็ได้เห็นป้ายที่มีเบอร์ของโรงแรมแห่งหนึ่งติดไว้จึงได้ติดต่อไปแต่ไม่มีใครรับสายเลยตัดสินใจเดินข้ามไปอีกโรงแรมซึ่งมีห้องพักว่างพอดี คุณแบล็คก็ได้ถามพนักว่า ราคาเท่าไหร่? พวกผมมากัน 8–9 คน พนักงานเลยบอกงั้นพี่คิดแค่ 1,800 แล้วกัน เพราะปกติพี่ไม่ได้เปิดให้พักปิดปรับปรุงอยู่เมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องพักมีกลิ่นอับมากเหมือนไม่ได้เปิดมานาน แต่ตอนนั้นจะต้องออกไปสังสรรค์กันแล้วเลยไม่ได้อะไร เจ้าของก็ได้ยื่นกุญแจไว้ให้ คุณแบล็คก็จ่ายเงินเรียบร้อย หลังจากนั้นเจ้าของโรงแรมพูดขึ้นมาว่า ‘หลังจาก 5 โมงไม่มีใครอยู่โรงแรมแล้วนะ’ มีแค่พวกน้องเต็มที่เลย และเจ้าของยังพูดอีกว่า ชั้น 2 ห้ามขึ้นเด็ดขาด! เพราะว่าเขากำลังรีโนเวทประมาณเที่ยงคืนหลังจากสังสรรค์กันเสร็จ คุณแบล็คเห็นแฟนของเพื่อนนั่งอยู่ที่เตียง เลยถามไปว่า ทำไมไม่นอน แฟนของเพื่อนเลยบอกว่า ‘ไม่มีไร เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าค่อยคุย’ ทุกคนก็เข้านอนกันปกติ ประมาณตี 4 เกือบตี 5 อยู่ดี ๆ แฟนของคุณแบล็คก็ได้ตื่นขึ้นมาโวยวาย และปลุกให้ทุกคนตื่น พร้อมให้เหตุผลว่า ปะทุกคนลุก พวกเราต้องไปที่อื่นพอทุกคนเก็บเสื้อผ้า เก็บกระเป๋าออกจากที่พัก คุณแบล็คได้พยามติดต่อหาเจ้าของที่พัก แต่เขาไม่รับสายปรากฏว่าสายสุดท้ายเจ้าของรับสาย และบอกให้เอากุญแจวางไว้หน้าฟรอนต์ แค่ปิดประตูแล้วออกไปได้เลย คุณแบล็คก็เกิดความเอะใจ คุณแบล็ค ได้เห็นปฏิกิริยาแปลก ๆ ของแฟนที่มองไปบนชั้นสองแล้วรีบเก็บเป๋าวิ่งขึ้นรถไป ระหว่างที่กำลังจะเดินทางกลับบ้าน บรรยากาศในรถก็เริ่มคุยกันว่า ทุกคนได้เจออะไรกันรึป่าว? เมื่อคืนมีอะไรผิดปกติมั๊ย จนแฟนของตั้มพูดมาว่า..“ระหว่างที่เขากลับมานอนก่อน เตียงของเขาจะติดกับห้องน้ำ เขาได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้สะอึกสะอื้นพร้อมกับเสียงขูดพนังตลอดเวลา”แต่เขาไม่กล้าปลุกแฟน เพราะตั้มปวดหัวเลยไม่กล้าพูดอะไร ก็ได้แต่นั่งรอให้ทุกคนกลับมา ต่อมาในพาร์ทของแฟนของคุณแบล็ค เขาฝันว่า...“อยู่ดี ๆ ก็มีคนเรียกเขาไปบนชั้น 2 ของที่พัก พอแฟนเดินขึ้นไป เขาเห็นผู้หญิงคนนึงยืนอยู่ในห้องแล้วกวักมือเรียก ‘มาอยู่ด้วยกันสิ!!’ ”แฟนเลยตอบไปว่า ขึ้นไม่ได้หรอกเจ้าของที่พักบอกกำลังรีโนเวทอยู่ เขาห้ามขึ้นทันใดนั้น เธอก็ค่อย ๆ หันมาปรากฏว่าเสื้อมันค่อย ๆ กลายเป็นสีแดง และเลือดเต็มตัวทำให้แฟนสดุ้งตื่นแล้วได้ปลุกทุกคน พอได้คุยกันเสร็จในรถ ทุกคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้านปกติก็ เหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่หลังจากนั้น เมื่อปลายปีที่แล้วเพื่อนที่ไปเที่ยวด้วยกัน เขาได้ย้ายไปทำงานบริษัทใหม่ แล้วมีงานสัมมนาเกิดขึ้น แต่เมื่อไปถึงที่สัมมนาแล้ว ก็ได้แยกย้ายเข้าโรงแรม แต่เขารู้สึกว่าทำไมโรงนี้คุ้น ๆ เพราะความจริงโรงแรมที่เขาพักคือ โรงแรมที่ติดต่อไปเมื่อ 10 ปีที่แล้วตอนไปเที่ยว ที่ตอนนั้นเขาไม่รับสาย เพื่อนของคุณเเบล็คจึงหันไปมองโรงแรมตรงข้ามมันไม่มีอยู่แล้ว แต่ระหว่างนั้นเพื่อนที่เป็นบัดดี้บอกว่าข้างล่างเขามีกิจกกรรมข้างล่างกัน แต่เพื่อนของคุณแบล็ค ก็ไม่ได้ไป ระหว่างที่นอนไปได้สักพักเขาได้ยินเสียงเครื่องดูดฝุ่น เสียงไม้กวาดก๊อกก๊อก แก๊กแก๊ก จึงลืมตาขึ้นมาเห็นเป็นผู้หญิงยืนหันหลัง ตอนแรกคิดว่าเป็นแม่บ้าน เขาเลยพูดว่าเขามาได้ยังครับ นี่ก็ดึกแล้วนะ ถ้าป้าไม่ออกไปผมจะแจ้งทางโรมแรมแล้วนะ คุณเข้ามาได้ห้องผมได้ยังไง ออกไปเดี๋ยวนี้เลย หญิงคนนั้นก็ได้เดินทะลุประตูออกไปทันที!ด้วยความตกใจเขาเลยจะวิ่งไปหาเพื่อนด้านล่าง แต่ไม่มีใครอยู่ เขาจึงได้ตัดสินใจเดินไปหน้าปากซอย ก็ไปเจอร้านข้าวต้มโต้รุ่งร้านนึง จึงได้สั่งข้าวต้ม และเครื่องดื่มมาทาน จนมีลุงเจ้าของร้านมาถามว่า เป็นอะไรหรือป่าว? ไปเจออะไรมาทำไมดูหน้าซีด ๆ เขาจึงได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ลุงฟัง ลุงก็ได้แต่ยิ้มพร้อมหัวเราะเขาจึงได้คิดในใจว่าลุงคงต้องรู้ เลยกะจะซื้ออาหารสัก 4-5 อย่าง หวังว่าลุงจะบอก ลุงก็ได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วเห็นโรงแรมที่อยู่สุดซอยซ้ายมือไหม? เพราะ 10 ปีที่แล้วมีพนักงานผู้หญิงไปบอกให้ช่างที่รีโนเวทชั้น 2 ให้เบาเสียงหน่อย ปรากฏว่ากลุ่มนั้นไม่พอใจ ก็เลยลากผู้หญิงไปทำมิดีมิร้าย จึงทำให้เธอเสียชีวิต แต่พอหลังจากเธอเสียชีวิตก็มีคนแถวนั้นเห็นอยู่เรื่อย ๆ จนเจ้าของที่พักตัดสินใจทุบชั้น 2 ออกให้เหลือชั้นเดียว และเมื่อ 2 ปีที่แล้วโรงแรมที่เขาพักอยู่มีแม่บ้านไปทำความสะอาด แต่เขามีโรคปะจำตัวเสียชีวิต แต่ไม่แน่ใจว่าชั้นไหน ห้อง? เรื่องราวทั้งหมดก็ได้มาสรุปเมื่อปลายปีที่แล้ว(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณต้น สาลิกาผี 'ล่า ท้า ตาย' l อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ]

09 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณต้น สาลิกาผี 'ล่า ท้า ตาย' l อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ]

เรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบท้าผี ด้วยความเชื่อว่า “ไม่เชื่อ ต้องหลบหลู่” ก่อนจะบุกเข้าไปในบ้านร้างที่เคยเป็นตำหนักทรงเจ้าสถานที่ซึ่งเคยเกิดคดีฆาตกรรมสุดสยอง วิญญาณหญิงสาวผู้ถูกแขวนคอไม่เคยไปไหน และคืนที่พวกเขาเข้าไปทำให้กลายเป็นคืนสุดท้ายของหลายชีวิต… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า’ (2 ธันวาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ล่า ท้า ตาย’ ‘คุณต้น สาลิกาผี’ ได้เล่าเรื่องราวของผู้ชายชื่อว่า ดอน ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 30 ปีก่อน… สมัยนั้นกลุ่มของดอนเป็นพวกที่ชอบ ล่า ท้า ผี ไปตามบ้านร้างสถานที่แปลก ๆ เพื่อพิสูจน์ว่า “ผีไม่มีจริง” พวกเขามีสโลแกนกันว่า“ไม่เชื่อ ต้องหลบหลู่”หลังพ้นช่วงลอยกระทงปลายปี เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มบอกว่ามีสถานที่ใหม่ที่อยากให้ไปลอง เป็นสำนักร้างที่คนเล่าว่า เฮี้ยนสุด ๆ สถานที่ตรงนั้นเดิมเป็นที่ดินเปล่า ก่อนจะมีครอบครัวหนึ่งมาเช่า และสร้างเป็นตำหนักคล้ายสำนักเจ้าทรง ช่วงแรกมีคนแห่เข้ามาไม่ขาดสาย จึงมีการจ้างแรงงานมาสร้างต่อเติมเพิ่มซึ่งมีคนงานชาวพม่าชาย 2 คน ได้ลงมือข่มขืนคนงานหญิงชาวพม่าคนหนึ่ง ก่อนจะจับเธอ ‘แขวนคอทั้งที่ยังมีชีวิต’ แล้วจัดฉากให้เหมือนฆ่าตัวตาย หลังจากวันนั้น… สถานที่แห่งนี้เริ่มกลายเป็นที่ต้องห้ามคนที่ตั้งใจจะไปทำพิธี มักขับรถหลงทาง บางคนรถตกน้ำ บางคนไปถึงหน้าบ้านกลับเห็นร่างผู้หญิงแขวนคอห้อยอยู่ตรงหน้า จนสุดท้ายคนไม่เข้ามาอีก สำนักขาดรายได้เจ้าของบ้านพยายามขาย แต่ไม่มีใครกล้าซื้อ จึงนิมนต์หลวงพ่อมาทำพิธีสะเดาะเคราะห์แต่ระหว่างพิธี…ลมเย็นจัดพัดวูบเข้ามาทั้งบ้านหลวงพ่อที่นั่งสวดมนต์อยู่ จู่ ๆ ก็ ‘นิ่งไป’ ก่อนจะลุกขึ้น เดินไปหยิบเชือกและพยายามจะ…แขวนคอตัวเอง น้ำเสียงที่เปล่งออกมาคล้ายภาษาพม่า คนในบ้านแตกตื่น ช่วยกันยื้อจนหลวงพ่อได้สติ ก่อนจะรีบหนีกลับวัดทันที และไม่กลับมาอีกเลย บ้านหลังนี้จึงถูกปล่อยร้าง… แบบที่ไม่เคยมีใครกล้าเข้าไปอีก สามเดือนถัดมา… กลุ่มของดอนรู้ข่าว และตัดสินใจไปพิสูจน์ คืนวันนั้นพวกเขาไปกัน 5 คน ผู้ชาย 4 คน ผู้หญิง 1 คน พอไปถึง พวกเขาเห็นกลุ่มวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ก่อนแล้ว และพูดทิ้งท้ายไว้ว่า‘ไม่เห็นมีอะไรเลย เสียเวลาเปล่า’กลุ่มของดอนกำลังจะถอดใจกลับ…แต่จู่ ๆ ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งปั่นจักรยานเข้ามา หน้าตาดูอายุไล่เลี่ยกัน เขาพูดขึ้นว่า‘พี่จะกลับแล้วเหรอ…เข้าไปข้างในยังล่ะ?’ ทุกคนส่ายหน้า…ชายหนุ่มคนนั้นล้วงของบางอย่างออกมาจากกระเป๋ามันคือ เชือก เพื่อนของดอนถามติดตลกแต่เสียงสั่น‘อย่าบอกนะ…ว่าเป็นเชือกที่ใช้แขวนคอ?’ ชายคนนั้นไม่ตอบแค่หันหลัง แล้วเดินนำเข้าไปในบ้าน ทำให้พวกเขาทั้งหมดเดินตามเข้าไป ระหว่างเดินชายคนนั้นพูดขึ้นมาเสียงเรียบ ๆ ว่า‘ผมเอง…ที่เป็นคนเจอศพคนแรก’‘…แล้วก็เป็นคนเอาศพลงมา’มีคนถามต่อทันที‘แล้วเอาเชือกมาไว้ทำไม?’คำตอบที่ได้คือ‘เห็นมูลนิธิเอาแต่ศพ…เชือกเลยไม่มีใครเก็บ ผมก็เลยเก็บไว้’เขาพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาก่อนจะพาทุกคนเดินลึกเข้าไปในบ้านร้าง บรรยากาศข้างในเงียบผิดปกติไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดจนเพื่อนของดอนถามขึ้นว่า‘แล้วตรงไหนที่เขาแขวนคอตัวเอง?’ชายหนุ่มคนนั้นค่อย ๆ หันมาแล้วเงยหน้ามองไปที่เพดานทุกคนเงยหน้าตามและทันทีที่สายตาไปถึง พวกเขาเห็นร่างผู้หญิงลิ้นจุกปาก กำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเชือกก่อนที่ร่างนั้นจะตกลงมาต่อหน้าทุกคน เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้น เชือกค่อย ๆ รัดแน่น ลูกตาถลนออกจากเบ้า… ทุกคนแตกกระเจิง วิ่งหนีคนละทิศละทางแต่เมื่อรวมกลุ่มกันได้อีกครั้ง พวกเขาเพิ่งรู้ว่าชายหนุ่มคนนั้น หายไป ขณะที่กำลังวิ่งหาทางออก ไฟฉายของใครคนหนึ่งส่องขึ้นไปบนเพดานอีกครั้งสิ่งที่เห็นคือ…ชายหนุ่มคนนั้น ถูกแขวนคออยู่และมีร่างของผู้หญิงคนนั้นอยู่ด้านหลังมือของเธอกำลัง ‘กระชากเชือก’ ให้แน่นขึ้นเรื่อย ๆทุกคนกรีดร้องและวิ่งหนีออกจากบ้านได้สำเร็จแต่ก่อนจะขึ้นรถ…พวกเขาได้ยินเสียงชายคนนั้นดังตามมาเบา ๆ‘น่ากลัวไหมล่ะ…’‘ผมบอกพวกพี่แล้ว…ว่ามันน่ากลัว’น้ำเสียงนั้น…เหมือนคนที่กำลังจะขาดใจตาย ระหว่างขับรถหนี ตามสองข้างทางที่มีต้นไม้ทุกคนเห็นร่างของ ‘ผู้หญิง’ และ ‘ชายหนุ่มคนนั้น’ ห้อยตัวลงมาทีละต้น ภาพที่เห็นดิ้นทุรนทุราย จนทำให้คนขับเสียหลักรถพุ่งตกข้างทางคืนนั้น…มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 3 คน เจ้าหน้าที่พบว่าศพทุกคนมีรอย ‘เชือก’ ที่ลำคอ ผู้หญิงที่รอดชีวิตมาได้เหลือสภาพเกือบเป็นอัมพาต และต่อมาไม่นาน ขณะที่เธอกำลังข้ามถนนไปซื้อของมีรถฝ่าไฟแดงชนเธอเสียชีวิตคาที่เวลาต่อมา…ความจริงก็ถูกเปิดเผย ชายหนุ่มที่พวกเขาพบในบ้านคือ ‘คนงานชาย’ ที่เป็นคนข่มขืนผู้หญิงคนนั้นและเป็นคน ‘จัดฉากแขวนคอ’ จากนั้นโทรแจ้งตำรวจเอง หลายวันต่อมา เขาเริ่มถูกผีหลอกอย่างหนักจนเสียสติสุดท้ายกลับไปแขวนคอตายที่บ้านหลังเดิม หลังจากเหตุการณ์นั้น ดอนยังมีชีวิตอยู่… แต่ทุกคืนเขามองเห็นร่างเพื่อน ๆ ของเขาชายหนุ่มคนนั้น และผู้หญิงพม่าคนนั้น… แขวนคออยู่บนเพดานบ้าน บางคืน เขาลุกขึ้นมาละเมอพยายามใช้เชือกผูกคอตัวเองดีที่ครอบครัวช่วยไว้ทันสุดท้าย… ดอนตัดสินใจ “บวช”และอุทิศส่วนกุศลให้ทุกวิญญาณ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-