เรื่องเล่าจากคุณนุ่น ‘ห้อง 404’ l อังคารคลุมโปง X เนตร คืนปล่อยผี [ 16 ก.ย.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณนุ่น ‘ห้อง 404’ l อังคารคลุมโปง X เนตร คืนปล่อยผี [ 16 ก.ย.2568 ]

26 ก.ย. 2025

          อาถรรพ์เลขหลอน ณ ห้อง 404 เรื่องนี้ถูกถ่ายทอดโดย ‘คุณนุ่น’ ที่เข้ามาเล่าเรื่องของ ‘คุณน้อง’ ที่ได้ไปเจอเสียงปริศนาห้องชั้นบนของอะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ประสบการณ์ระทึกขวัญที่คล้ายจะโดนผีหลอกแต่ผีกลับบอกว่าจะช่วย!

          เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เนตร คืนปล่อยผี’ (16 กันยายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ห้อง 404’

          เรื่องราวนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณน้อง’ เธอเล่าว่า ในตอนที่เรียนจบ น้องได้ขอไปอยู่กับแฟนที่อะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ลักษณะของอะพาร์ตเมนต์นี้จะมีทั้งหมด 4 ชั้น และห้องที่น้องอยู่คือชั้นที่ 3 หมายเลขห้อง 304

          วันแรกของการเข้าอยู่ ทุกอย่างยังคงปกติ แฟนของน้องทำงานเป็นนักดนตรีในร้านเหล้าแห่งหนึ่งใกล้ที่พัก ในระหว่างที่แฟนของเธอออกไปทำงาน น้องจึงต้องอยู่ที่ห้องคนเดียว แต่ปรากฏว่าเธอมักจะได้ยินเสียงคนจากห้องข้างบนซึ่งก็คือ ‘ห้อง 404’ คล้ายกับว่าเป็นเสียงของคู่รักทะเลาะกัน แรก ๆ ที่ได้ยินน้องก็ไม่ได้สนใจอะไร คิดว่าคงเป็นเรื่องปกติของคู่สามีภรรยา

          แต่เมื่อผ่านไปได้ประมาณ 1 เดือน เธอก็ยังคงได้ยินเสียงทะเลาะวิวาทของห้องชั้นบนทุกวัน จนเกิดความรำคาญในการใช้ชีวิตเพราะมันค่อนข้างรบกวนการนอนหลับของเธอ น้องจึงต้องบอกให้แฟนช่วยไปแจ้งคนดูแลเรื่องปัญหาการส่งเสียงรบกวนจากห้องชั้นบน แต่เมื่อแฟนเอาเรื่องนี้ไปแจ้งป้าที่ดูแลอะพาร์ตเมนต์ก็ได้รับคำตอบชวนขนหัวลุกกลับมา เพราะป้าได้บอกกับแฟนของน้องว่า “ชั้นบนไม่มีคนอยู่นะลูก”  เมื่อเห็นท่าทีสับสนของชายหนุ่ม ป้าจึงตัดสินใจเล่าเรื่องราวของห้อง 404 ให้กับแฟนของน้องฟัง

          “เมื่อก่อนห้อง 404 เนี่ยมันมีคนอยู่ ผู้หญิงเขาตั้งท้องและอยู่กับแฟนสองคน แต่แฟนเขาพลั้งมือทำร้ายร่างกายที่คอ จนฝ่ายหญิงเสียชีวิต

          นอกจากนี้ ป้ายังเล่าต่อว่าฝ่ายชายพยายามหนีความผิด จึงกระโดดตึกจบชีวิตตนเองตามไป แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้นอกจากน้อง แฟนของน้องที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่มาก่อนก็ไม่เคยเจอเช่นเดียวกัน แต่ถึงอย่างนั้น แฟนของน้องก็รู้สึกเป็นห่วงน้องที่จะต้องอยู่คนเดียวในช่วงที่แฟนต้องออกไปทำงาน แฟนของน้องจึงเก็บเรื่องราวนี้ไว้ ไม่ได้นำไปบอกน้องในทันที

          เวลาผ่านไป น้องก็ยังคงได้ยินเสียงนั้นอยู่บ่อย ๆ อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ในช่วงเวลานั้นน้องจึงเลือกที่จะออกไปซื้อของ แต่ในทันใดนั้นเองก็ได้บังเอิญพบกับ ‘น้องน้ำ’ นักศึกษาสาวรุ่นน้องที่อาศัยอยู่ที่ห้อง 405 และด้วยความที่คุยกันถูกคอ มีการไปมาหาสู่กันอยู่บ่อยครั้งจึงทำให้เกิดความสนิทชิดเชื้อกัน

            อยู่มาวันหนึ่ง ในระหว่างที่น้องกำลังเดินไปที่ห้องของน้ำ น้องก็ได้ยินเสียงผู้หญิงกรีดร้องออกมากจากห้อง 404

            “ช่วยด้วย ช่วยด้วย…” เสียงพร่ำร้องของหญิงสาวที่เหมือนกับว่ากำลังจะขาดใจ

            ในคราแรกน้องตั้งใจจะโทรแจ้งตำรวจ แต่เมื่อรวบรวมสติได้จึงตัดสินใจโทรแจ้งป้าเจ้าของหอเป็นคนแรกว่าตนนั้นได้ยินเสียงผู้หญิงถูกทำร้ายมาจากห้อง 404

          “ห้องอะไรนะ!” ป้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก

            “ห้อง 404 ค่ะ”

          “ไม่มี! เป็นไปไม่ได้ ห้องข้างบนมันไม่มีคนอยู่” ป้ารีบตอบทันควัน

          เมื่อเกิดความสับสนในปลายสาย ป้าจึงบอกให้น้องกับน้ำรอพรุ่งนี้แล้วตนจะไปเปิดห้องยืนยันให้ดูว่าห้อง 404 นั้นไม่มีคนอยู่

            เช้าวันใหม่ ตามคำสัญญาของคืนก่อน ป้ามาไขประตูห้อง 404 ให้ดู ซึ่งก็ทำให้น้องเห็นกับตาว่าภายในห้องแห่งนี้ไม่มีคนอยู่จริง ๆ นั่นแปลว่าเสียงที่เธอได้ยินอยู่บ่อย ๆ ก็ไม่ใช่เสียงของคนเหมือนกัน!

          ภายในห้องว่างเปล่า คงเหลืออยู่เพียงแค่เตียง โต๊ะเครื่องแป้งและตู้เสื้อผ้า  ป้าเห็นน้องยืนดูด้วยสีหน้าไม่สู้ดีจึงเอ่ยถาม

          “หนูอยู่ห้องไหน เป็นแฟนของน้องผู้ชายคนนั้นรึเปล่า” ป้าเอ่ยถาม

          “ใช่ค่ะ ที่หนูให้แฟนไปบอกว่าได้ยินเสียงจากห้อง 404 ทะเลาะกัน” น้องตอบกลับไป

          “แล้วแฟนยังไม่ได้เล่าให้ฟังเหรอ”

          จบประโยคนั้น ป้าก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้น้องฟัง แต่ในขณะเดียวกันนั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของน้ำดังออกมาจากตรงบริเวณตู้เสื้อผ้า

          “กรี๊ดดดดดดดดด!”

            สิ้นเสียง น้องกับป้าก็เดินไปดูที่ตู้เสื้อผ้าก็พบกับกระถางธูปและกระทงถวายเครื่องเส้นไหว้ผี ด้วยความตกใจกลัวของน้อง ป้าจึงเล่าให้ฟังว่าเขาจำเป็นต้องทำพิธีแบบนี้เพื่อที่จะให้ต่างคนต่างอยู่ เพราะเขาก็ต้องทำมาหากินเหมือนกัน

            อยู่ไปอยู่มา น้องก็ตั้งท้องได้ประมาณ 3-4 เดือน และด้วยเหตุนี้ก็ทำให้เรื่องราวความรุนแรงประทุขึ้นมาอีกครั้ง เพราะน้องกับแฟนเกิดการทะเลาะจนถึงขั้นทำร้ายร่างกายกัน บ่อยขึ้น บ่อยขึ้นและบ่อยขึ้น

          จนเย็นวันหนึ่ง ในขณะที่น้องต้องเดินไปซื้อข้าวก็ได้ไปพบเข้ากับหญิงสาวในชุดเดรสสีแดงนั่งกอดเข่าอยู่ตรงบันได

          “เป็นอะไรรึเปล่าคะ?” น้องถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง

          แต่เมื่อสาวปริศนาคนนั้นเงยหน้าขึ้นมาก็ทำให้น้องเห็นว่า ผู้หญิงคนนั้นมีเลือดอาบคอตัวเองเต็มเสื้อไปหมด! และคิดได้ว่าตรงหน้าคงไม่ใช่คนแน่ ๆ จึงรีบวิ่งลงไปและนั่งรถไปหาแฟนที่ทำงานและนั่งรอจนถึงช่วงประมาณตีสาม แต่ตัวของเธอก็ไม่กล้าพูดอะไรได้แต่เก็บเรื่องนั้นไว้ในใจ

            และก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ในตอนที่ทั้งสองลงจากรถ ก็ได้เกิดเสียงวัตถุใหญ่ร่วงหล่นลงมาจากที่สูงดัง ตุ้บ! เหมือนเสียงคนกระโดดตึกลงมา แม้ตอนนั้นจะเกิดความสงสัยว่าเสียงมากจากไหนแต่ด้วยความกลัวทั้งสองจึงเลือกที่จะเดินขึ้นห้องไป

            หลายเดือนต่อมา น้องฝันเห็นผู้หญิงมาพูดกับตนเองว่า “หนีไป! อย่าอยู่ที่นี่” ถึงอย่างนั้นน้องก็ไม่ได้คิดอะไร จนสถานการณ์น้องกับแฟนทะเลาะกันรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ถึงขั้นที่ทำให้น้องต้องสูญเสียลูกในท้องไปจากการทำร้ายร่างกายของแฟน หลังจากนั้นน้องก็ฝันเห็นผู้หญิงคนเดิมมาบอกว่า ‘เขาไม่ได้เห็นหน้าลูก แต่ตัวเธอเองยังโชคดีที่ได้เห็นลูกอย่างน้อยก็ในตอนที่คลอดออกมาแม้ว่าหลังจากนั้นเด็กจะเสียชีวิตก็ตาม’

            เวลาผ่านไป แฟนของน้องก็ยังคงทำร้ายร่างกายและตบตีน้องเหมือนเดิม จนอยู่มาวันหนึ่ง แฟนก็เกิดอาการหลอน เห็นหน้าน้องแล้วมีท่าทีหวาดกลัว

          “อย่าเข้ามาใกล้กู กูกลัวแล้ว” ชายหนุ่มตะโกนออกมาด้วยความหวาดกลัว

          “กูจะไม่ทำอีกแล้ว กูขอโทษ”

          เมื่อเห็นแบบนั้นน้องจึงพยายามเข้าไปจับแขนเพื่อเรียกสติแฟนกลับมา แต่มันก็ไม่ได้ผล เกิดการฉุดกระชากลากถูกันสักพัก แฟนของน้องก็เดินหนีไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งพลัดตกลงมาจากตึกสูงและเสียชีวิตทันที!

          ความเศร้าเกาะกินหัวใจ น้องเกิดคำถามมากมายในหัวว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเธอกันแน่ ไม่เพียงแต่เสียลูกไปแต่เธอยังเสียคนรักไปด้วยอีกคน  

          หลังจากเสร็จธุระงานศพ น้องเดินทางมาเก็บของที่ห้องและได้ผล็อยหลับไป ในยามหลับน้องก็เล่าว่าฝันเห็นผู้หญิงคนนั้นมาบอกกับน้องว่า เขาช่วยได้แค่นี้นะ เขายินดีด้วยที่ผ่านเรื่องนี้มาได้และก็ดีใจที่ได้กำจัดผู้ชายแบบนี้ออกไปจากชีวิตเธอ คำบอกกล่าวจากผู้หญิงคนนั้นเพียงแค่ต้องการจะสื่อว่าตนได้มาช่วยน้องแล้ว เพราะเขาไม่อยากให้น้องต้องมาเผชิญปัญหาเดียวกับเขา ต้องมาโดนทำร้ายและเสียชีวีตไปเหมือนกับเขา

          เช้ามาน้องจึงได้ทำบุญ อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้แก่หญิงสาวคนนั้นเป็นการขอบคุณที่ช่วยให้น้องหลุดพ้นจากผู้ชายพรรค์นั้นและขอบคุณที่ทำให้เธอมีชีวิตที่ดีขึ้น ส่วนน้ำก็ได้มาเฉลยว่าจริง ๆ เธอเป็นน้องสาวของผู้หญิงที่อยู่ห้อง 404 และการมาอยู่ที่อะพาร์ตเมนต์แห่งนี้ก็เป็นเพราะพี่สาวถูกฆ่าตาย

          สุดท้ายอาถรรพ์เลขห้อง 404 ก็ได้เปลี่ยนชีวิตของน้องไป จากความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นการขอบคุณ ความหวังดีจากคนที่ไม่รู้จักที่ถึงแม้ในตอนนี้จะไม่ได้มีลมหายใจอยู่แล้วก็ยังรู้สึกขอบคุณ..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณดิว ’หวง‘ I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 30 ก.ค. 2567]

03 ส.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณดิว ’หวง‘ I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 30 ก.ค. 2567]

‘คุณดิว’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (30 กรกฎาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจมดดำ’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘หวง’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย! คุณดิวเล่าว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวของคุณดิวเองเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ในช่วงตอนที่คุณดิวพึ่งเรียนจบใหม่ก็ได้เข้ามาอยู่ที่กรุงเทพ และมีโอกาสได้ทำอาชีพเสริมหลากหลายอย่าง คุณดิวจึงได้รู้จักกับเพื่อนร่วมอาชีพคนหนึ่งที่พี่ในทีมแนะนำให้รู้จัก นามสมมติว่า ‘พี่เอ’ ซึ่งพี่ในทีมก็เหมือนอยากให้คุณดิวและพี่เอจีบกัน คบกัน หลังจากนั้นคุณดิวก็มีการพูดคุยกับพี่เอตามปกติ โทรหากัน ไปเจอกันบ้าง พอผ่านระยะเวลาไปได้ประมาณ 1 เดือน พี่เอก็เริ่มชวนคุณดิวออกไปทานข้าว วันหนึ่ง พี่เอได้เปิดร้านนั่งชิวอยู่ในโซนกรุงเทพ พี่เอก็ได้ชวนคุณดิวไปร่วมงานเปิดร้าน คุณดิวก็ได้ตกลงว่าจะไป ในวันที่คุณดิวไป ก็ไปนั่งดื่มตามปกติ คุณดิวได้เล่าว่าร้านของพี่เอเป็นบ้านเก่าที่ไม่ได้รีโนเวทอะไรมาก แค่ตกแต่งเพิ่มเติมและทำเป็นร้านนั่งชิว ในระหว่างที่ทุกคนนั่งดื่มกันตามปกติ พี่เอก็เริ่มมาจู๋จี๋ มานั่งข้าง ๆ บ้าง มาโอบไหล่โอบตัวคุณดิว ซึ่งเหตุการณ์แปลก ๆ มันเริ่มต้นขึ้นในตอนที่ร้านปิด ณ ตอนนั้นเป็นเวลาตี 1 ในร้านเหลืออยู่ประมาณ 2 โต๊ะที่เป็นเพื่อนพี่เอ และโต๊ะคุณดิว ซึ่งในโต๊ะทั้งหมดมีอยู่ประมาณ 8 คน รวมคุณดิว ช่วงเวลาประมาณตี 1 กว่า ๆ พี่เอก็เริ่มมานั่งตักคุณดิว ในตอนนั้นหางตาคุณดิวได้เห็นเป็นกลุ่มเงาดำ ๆ คลานอยู่กับพื้นข้าง ๆ แบบเร็ว ๆ และผ่านไป คุณดิวก็ปล่อยผ่านไม่ได้อะไร และนั่งสังสรรค์ต่อ พอพี่เอเริ่มเข้ามาใกล้อีก ป้อนข้าวบ้าง มาเติมน้ำให้ คุณดิวก็เริ่มเห็นเงาดังกล่าวคลานเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ซึ่งช่วงที่พีคที่สุดคือช่วงใกล้ ๆ ตี 3 พี่เอได้ลุกมานั่งตักคุณดิว คุณดิวจึงรู้สึกว่าเงาดำนั้นคลานมาข้าง ๆ แต่ตัวคุณดิวไม่กล้าหันไปมอง และมันเป็นช่วงแว๊บเดียวที่ตัวคุณดิวเห็น คุณดิวรู้สึกว่าบรรยากาศรอบข้างเย็นยะเยือก และรู้สึกแปลก ๆ ตอนเกือบตี 3 คุณดิวปวดปัสสาวะ ซึ่งร้านพี่เอเป็นบ้านไม้สมัยเก่า 2 ชั้น ที่คนสมัยก่อนจะไม่มีห้องน้ำในตัวบ้าน จะมีห้องน้ำนอกบ้านอยู่ด้านหลัง และพี่เอก็ยังใช้ห้องน้ำข้างหลังเป็นห้องน้ำของร้านนี้ คุณดิวจึงบอกพี่ ๆ ว่าขอไปเข้าห้องน้ำ คุณดิวก็เดินอ้อมไปหลังบ้าน ในระยะประมาณ 5-10 เมตรจะถึงห้องน้ำ คุณดิวเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่หน้าห้องน้ำ ซึ่งลักษณะของผู้หญิงคนนี้คือเป็นผู้หญิงผมยาวประบ่า ใส่เสื้อสีขาว กระโปรงสีเขียว ซึ่งไม่ได้อยู่ในโต๊ะที่คุณดิวนั่ง คุณดิวคิดว่าอาจจะเป็น 2 โต๊ะที่เหลืออยู่ พอระยะที่คุณดิวกำลังจะเข้าไปอีก ความรู้สึกที่ว่าเขาไม่ใช่คนก็ตีปะทะคุณดิวเข้ามา หลังจากที่คุณดิวรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คน เขาก็เอามือ 2 ข้างดึงปากตัวเองฉีกออกมา พร้อมกับตาถลนออกมา แล้วก็พุ่งเข้ามาใส่คุณดิว พอคุณดิวหันหลังก็รู้สึกก้าวขาไม่ออก ปัสสาวะก็ราดด้วย เพราะรู้สึกกลัวไปหมด ขนหัวลุก และรู้สึกว่าเขายืนจ่ออยู่ข้างหลัง ตัวคุณดิวจึงยืนอยู่ตรงนั้นเกือบ 10 นาทีเพราะไม่สามารถขยับตัวได้ ตัวแข็งไปหมด จนเพื่อนพี่เอเดินมาเข้าห้องน้ำ เขาเห็นคุณดิวกำลังยืนตัวสั่น เขาเลยมาจับแขน ตัวคุณดิวจึงหลุดจากภวังค์นั้น เพื่อนพี่เอถามว่า “เกิดอะไรขึ้น” คุณดิวก็ตอบกลับไปว่า “พากลับโต๊ะหน่อย” เมื่อไปถึงที่โต๊ะ ก็ถามว่าคุณดิวเป็นอะไร ทำไมอาการเป็นแบบนี้ เมาหรือเปล่า คุณดิวจึงถามว่า ที่นี่ได้เลี้ยงกุมารหรืออะไรไหม เพราะตัวคุณดิวมีเซ้นส์มาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนในชีวิต พี่ ๆ เลยถามคุณดิวว่าเห็นเป็นอย่างไร คุณดิวจึงเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้พี่ ๆ ฟัง เพื่อน ๆ พี่เอร้องพร้อมกันว่า “อ้าว อีเอเอาอีกแล้ว” คุณดิวก็เลยสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น พี่เอเลยยอมเล่าให้ฟังว่า ผีคนนี้เป็นน้องสาวแท้ ๆ ของพี่เอ ซึ่งในตอนที่น้องสาวมีชีวิตอยู่เป็นคนที่หวงพี่เอมาก หวงทุกอย่างแม้กระทั่งกับเพื่อน ไม่ให้ออกไปไหน แล้วในวันที่น้องสาวพี่เอตายเค้าถูกรถชนแบบทีเดียวตายเลย กรามฉีก ทุกอย่างเละ และพึ่งเสียชีวิตก่อนพี่เอมาเจอคุณดิวประมาณ 1-2 เดือน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณซานมา 'กลิ่นเเป้งในวันลอยกระทง ' l อังคารคลุมโปง X เจน - เนย The Ghost [21 ก.ค.69]

28 ก.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณซานมา 'กลิ่นเเป้งในวันลอยกระทง ' l อังคารคลุมโปง X เจน - เนย The Ghost [21 ก.ค.69]

“เมื่อคืนยายมึงมาอุ้มมึงกลับบ้านนะ” ประโยคสั้น ๆ ที่คนทั้งหมู่บ้านพูดตรงกันในเช้าวันรุ่งขึ้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องเล่าที่ทั้งหลอน ทั้งซึ้ง และยังหาคำอธิบายไม่ได้จนถึงทุกวันนี้...เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน – เนย The Ghost [21 ก.ค. 2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘กลิ่นเเป้งในวันลอยกระทง’ ‘คุณซานมา’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชวนขนลุกของตนที่เกิดขึ้นเมื่อราว 16–17 ปีก่อน ณ จังหวัดบึงกาฬ บ้านเกิดของเธอ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงคืนวันลอยกระทงในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีการจัดงานลอยกระทงอย่างเป็นทางการ ชาวบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น มักจะนัดรวมตัวกันเพื่อนำกระทงไปลอยที่ลำคลองท้ายหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านเกือบ 3 กิโลเมตรเส้นทางไปลำคลองเต็มไปด้วยความมืดเพราะไม่มีไฟส่องสว่างริมทาง นอกจากบริเวณจุดสำคัญของหมู่บ้าน อีกทั้งยังต้องเดินผ่านวัดเก่า ซึ่งในสมัยนั้นมีเพียงรั้วไม้ล้อมรอบ รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ บรรยากาศเงียบสงัดและชวนวังเวงเป็นอย่างมากในช่วงขาไป ทุกคนลอยกระทง และใช้เวลาร่วมกันตามปกติ แต่เมื่อเดินทางกลับ ขณะที่กำลังผ่านบริเวณหน้าวัด จู่ ๆ พี่คนโตซึ่งเป็นหัวโจกของกลุ่มก็พูดขึ้นว่า “ผีหลอก” เพื่อหยอกล้อเพื่อน ๆ ทำให้ทุกคนตกใจ วิ่งหนีกันกระเจิดกระเจิงด้วยความหวาดกลัววัดแห่งนั้นตั้งอยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านประมาณ 1 กิโลเมตร และเส้นทางจากหน้าวัดเข้าสู่หมู่บ้านก็มืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นอะไร ระหว่างที่ทุกคนต่างวิ่งหนี คุณซานมายอมรับว่าตัวเองเป็นคนเจ้าเนื้อ จึงวิ่งตามเพื่อนคนอื่นไม่ทัน อย่างไรก็ตามเธอมีเพื่อนคนนึงที่คุณแม่เคยฝากฝังไว้ว่า“ดูแลน้องด้วยนะ” เพื่อนคนนั้นจึงไม่ยอมทิ้งเธอไว้ข้างหลัง แต่จับมือเธอเอาไว้ตลอด และพาวิ่งไปด้วย ทั้งคู่จึงกลายเป็นคนที่รั้งท้ายของกลุ่ม ขณะกำลังวิ่ง เพื่อนคนนั้นก็พูดขึ้นว่า “หอ หอ” ซึ่งแท้จริงแล้วหมายถึงคำว่า “หอม หอม” แต่เจ้าตัวพูดไม่ชัด คุณซานมาจึงหันไปมองเพื่อน และสังเกตเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติอย่างน่าประหลาด ทั้งที่ความเป็นจริงเพื่อนคนนั้นมีส่วนสูงมากกว่าเธอ แต่ภาพที่เธอมองเห็นกลับเป็นมุมมองราวกับตัวเองสูงกว่า มองเห็น “ส่วนหัวของเขาลงมา” ทั้งที่ตามปกติควรเงยหน้ามองเขาเสียมากกว่าในเวลานั้น ด้วยความที่ยังเป็นเด็กเธอไม่ได้เอะใจ หรือสงสัยว่าทำไมจึงเห็นภาพเช่นนั้น ก่อนที่ความทรงจำจะขาดหายไป ราวกับทุกอย่างถูกตัดออกจากความทรงจำ เธอมารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่มาถึงกลางหมู่บ้านแล้ว และเห็นคุณแม่เดินออกมารับกลับบ้าน จากนั้นเธอกับเพื่อนก็แยกย้ายกันกลับบ้านตามปกติ แต่เมื่อรุ่งเช้า เรื่องราวประหลาดกลับเริ่มถูกพูดถึงไปทั่วทั้งหมู่บ้าน หลายคนต่างพูดกับเธอเป็นเสียงเดียวกันว่า “เมื่อคืนมึงรู้ไหมว่ายายมึงมาหามึงนะ” ทุกคนต่างยืนยันตรงกันว่า เมื่อคืนพวกเขาเห็นคุณยายของเธอมาอุ้มหลานกลับบ้าน ขณะเดียวกัน เพื่อนคนที่จับมือเธอวิ่งมาตลอดก็เล่าให้ฟังว่า ระหว่างทางเขาได้กลิ่นแป้งที่หอมมาก หอมจนต้องหันไปมองหาที่มา ก่อนจะเห็นภาพของ “ผู้หญิงใส่เสื้อสีขาว ผ้าซิ่นสีน้ำเงิน” กำลังอุ้มตัวคุณซานมาอยู่แต่สำหรับคุณซานมา เธอยืนยันว่าในคืนนั้นไม่รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติเลยทั้งสิ้น เมื่อเรื่องนี้ไปถึงหูผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน ทุกคนต่างบอกตรงกันว่า ชุดที่หญิงปริศนาสวมใส่นั้น เป็นชุดเดียวกับ “ชุดที่ใส่ให้ยายของเธอก่อนเสียชีวิต” ซึ่งก็คือ “เสื้อสีขาวกับผ้าซิ่นสีน้ำเงิน” ส่วนกลิ่นแป้งที่เพื่อนของเธอได้กลิ่น ก็มีคนในหมู่บ้านบอกว่า “เขาเป็นคนที่ทาแป้งให้ยายหนูในโลงเอง” คุณซานมาเล่าว่า คุณยายของเธอเสียชีวิตตั้งแต่เธออายุยังไม่ถึง 1 ขวบ ทำให้เธอแทบไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับคุณยายเลย แต่จากคำบอกเล่าของคนในหมู่บ้าน ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คุณยายรักเธอมาก รักราวกับเป็นแก้วตาดวงใจ มักอุ้มเธอเดินไปทั่วหมู่บ้านเพื่อแนะนำให้ทุกคนรู้ว่าเธอคือหลานที่รักที่สุดผู้ใหญ่ในหมู่บ้านยังเล่าอีกว่า ในวันที่เกิดเหตุ คุณยายเป็นคนเลี้ยงเธออยู่ตามลำพัง ขณะกำลังซักผ้าอยู่ คุณยายเห็นหลานนอนร้อน จึงรีบเดินไปเปิดพัดลมให้ โดยไม่ได้สวมรองเท้า แต่ไม่คาดคิดว่าไฟเกิดรั่ว ทำให้คุณยายถูกไฟดูดเสียชีวิตในทันทีสิ่งหนึ่งที่คุณซานมาจำได้จากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่ คือประโยคที่ว่าคุณยายอาจล้มลงมาทับเธอได้ แต่ในวินาทีสุดท้าย คุณยายกลับเลือกเอนตัวล้มไปอีกด้าน เพื่อไม่ให้ร่างของตัวเองทับหลาน แม้ต้องแลกด้วยชีวิตของตนเองก็ตามท้ายที่สุด คุณซานมายอมรับว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เธอจำเองไม่ได้ เพราะในเวลานั้นยังเด็กมาก ทุกสิ่งที่รับรู้ล้วนมาจากคำบอกเล่าของครอบครัว เพื่อน และชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ แต่ทุกครั้งที่เธอหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเล่า น้ำตาของเธอมักไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว เพราะแม้จะไม่มีความทรงจำร่วมกับคุณยายมากนัก เธอกลับรับรู้ได้เสมอว่า ความรักและความห่วงใยของคุณยายที่มีต่อเธอนั้น ไม่เคยจางหายไป แม้เวลาจะผ่านมานานเพียงใด หรือแม้กระทั่งวันที่คุณยายจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ตื่นมาได้ยินเสียง ‘แคร่ก แคร่ก’ มองไปปลายเตียงเห็นผู้หญิงยืนหวีผมอยู่! ตกใจพยายามสวดมนต์ก็ไม่ช่วย!!!

26 ม.ค. 2024

ตื่นมาได้ยินเสียง ‘แคร่ก แคร่ก’ มองไปปลายเตียงเห็นผู้หญิงยืนหวีผมอยู่! ตกใจพยายามสวดมนต์ก็ไม่ช่วย!!!

เรื่องนี้ ‘คุณนัฎฐ์’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (23 มกราคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจมดดำ’, ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับคุณนัฎฐ์ เมื่อต้องเจอกับผู้หญิงปริศนาใส่ผ้าถุงสีแดง ยืนหวีผมหน้ากระจกบานใหญ่ในห้องนอนตัวเอง! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย เรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับคุณนัฎฐ์ ซึ่งพักอาศัยอยู่บ้านคนเดียว บ้านคุณนัฎฐ์เป็นบ้านที่ซื้อมาใหม่ ซึ่งไม่เคยเกิดเรื่องลี้ลับอะไรตั้งแต่อยู่มา เรื่องนี้ย้อนกลับไปเมื่อปี 61 วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกปรอย ๆ ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ตอนเช้าถึงเย็น จึงทำให้คุณนัฎฐ์ไม่ได้ออกไปทำงาน คุณนัฎฐ์จึงพักผ่อนอยู่บ้าน พอตกกลางคืน คุณนัฎฐ์ก็เข้านอนตามปกติ ภายในห้องนอนเป็นห้องเล็ก ๆ ทาด้วยสีขาว เตียงนอนอยู่ฝั่งซ้าย ตู้เสื้อผ้าอยู่ฝั่งขวา และมีกระจกบานใหญ่แบบเต็มตัวที่น้องชายทำมาให้วางติดอยู่กับตู้เสื้อผ้า ปกติคุณนัฎฐ์เป็นคนนอนปิดไฟ แต่มักจะเปิดหน้าต่างบานเกล็ดไว้ เพื่อให้แสงสว่างภายนอกส่องเข้ามาภายในห้อง ทำให้ในห้องนอนมีแสงสว่างเล็กน้อย มองเห็นภายในห้องแบบสลัว ๆ เวลาประมาณ ตี 1 คุณนัฎฐ์สะดุ้งตื่น ได้ยินเสียง ‘แคร่ก…แคร่ก…’ อยู่ภายในห้อง คุณนัฎฐ์ลืมตาขึ้นและกวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้อง ปรากฏว่าหางตาก็เห็นเป็นเหมือนผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ผอม ๆ ใส่เสื้อสีขาว ผ้าถุงเลื่อมลายดอกพิกุลสีแดง ผมยาวถึงก้น ยืนหันหลังให้คุณนัฎฐ์ หันหน้าเข้ากระจก คุณนัฎฐ์รู้ทันทีว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คนแน่ ๆ เพราะตัวเองอยู่บ้านคนเดียว และเสียง ‘แคร่ก…แคร่ก…’ ที่ได้ยินนั้น เป็นเสียงผู้หญิงคนนั้นกำลังหวีผมช้า ๆ ตั้งแต่โคนผมยาวไปถึงปลายผม คุณนัฎฐ์กลัวมาก และคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ผู้หญิงคนนั้นรู้ว่าคุณนัฎฐ์เห็นแล้ว คุณนัฎฐ์จึงหยิบผ้าห่มบนหัวมาสะบัด แต่สะบัดเท่าไหร่ก็ยังนิ่งเฉย ผู้หญิงคนนั้นก็คงรู้ว่าคุณนัฎฐ์ตื่นแล้ว แต่ก็ไม่ไปไหน ยังหวีผม ‘แคร่ก…แคร่ก…’ อยู่เหมือนเดิม คุณนัฎฐ์กลัวมาก จึงหาวิธีใหม่นั่นคือ การสวดมนต์ คุณนัฎฐ์หลับตาสวดมนต์ ด้วยความที่คุณนัฎฐ์กลัวมาก ทำให้ลืมบทสวดมนต์ สวดไปได้แค่ครึ่งทางก็ลืม คุณนัฎฐ์จึงค่อย ๆ ลืมตาเพื่อดูว่าผู้หญิงคนนั้นหายไปหรือยัง แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ยังไม่หายไป ยังยืนหวีผมหน้ากระจกอยู่เหมือนเดิม พอครั้งที่สาม คุณนัฎฐ์จึงตั้งสติใหม่ หลับตาลงแล้วตั้งใจสวดมนต์ ครั้งนี้จำบทสวดมนต์ได้ทั้งหมด พอสวดมนต์จนจบ คุณนัฎฐ์ก็ค่อย ๆ ลืมตาเพื่อจะเช็คอีกรอบว่าผู้หญิงคนนั้นยังอยู่หรือไม่ ปรากฏว่าครั้งนี้ได้ผล ผู้หญิงคนนั้นหายไปแล้ว! หลังจากที่ผู้หญิงคนนั้นหายไป คุณนัฎฐ์ก็นอนไม่หลับจนถึงเช้า พอเช้าวันใหม่ คุณนัฎฐ์ก็ได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้ป้าแม่บ้านฟัง แต่คุณนัฎฐ์ก็ยังกลัวว่าคืนนี้จะเจอผู้หญิงคนนั้นอีกหรือเปล่า ป้าแม่บ้านจึงให้คำแนะนำว่า “เอาอย่างงี้ไหม เดี๋ยวป้าจะพาไปหาร่างทรง เป็นหมอดูให้เขาดูให้” คุณนัฎฐ์ก็ตกลงและก็ไปหาหมอดูคนนั้น หมอดูก็เริ่มถามคำถามไปเรื่อย ๆ ถามเรื่องบ้านแต่ก็ไม่น่าใช่เพราะบ้านคุณนัฎฐ์เป็นบ้านใหม่ และก็อยู่มานานแล้วไม่เคยเจอ ถ้าเป็นกระจกบานใหญ่ที่น้องชายทำให้ก็ไม่น่าใช่ เพราะได้เป็นของขวัญตอนขึ้นบ้านใหม่ จนถามไปถึงเรื่องงานที่คุณนัฎฐ์ทำ ว่าทำงานเกี่ยวกับอะไร คุณนัฎฐ์ก็ตอบว่า ‘ขายเสื้อผ้ามือสอง แต่เสื้อผ้าที่ขาย ก็ไม่ใช่แบบเดียวกันกับผู้หญิงคนนั้นใส่’ เรื่องนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าผู้หญิงคนนั้นมาจากไหน แต่หมอดูก็บอกว่า ‘เขามาดีนะเขาจะมาช่วยค้าขายดีขึ้น’ หลังจากนั้น คุณนัฎฐ์ก็ไม่เจออะไรอีกเลย แต่ธุรกิจขายเสื้อผ้ามือสองก็ต้องปิดลงเพราะมรสุมโควิด 19 และปัจจุบันก็ธุรกิจกระจกร่วมกับน้องชายแทน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณโอม 'ลงข่วงปอบ' l อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม [ 21 เม.ย.2569 ]

27 เม.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณโอม 'ลงข่วงปอบ' l อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม [ 21 เม.ย.2569 ]

การทำพิธีกรรมลงข่วง บูชาผีฟ้าที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเป็นประจำในทุกปี คำห้ามปรามที่ไม่สามารถหยุดความอยากรู้เอาไว้ได้ กลับทำให้เจอเรื่องราวประหลาดชวนขนลุก ตาศรีผู้เป็นพ่อต้องหยุดเรื่องราวพวกนี้เอาไว้ ด้วยไสยเวทย์สุดขลัง แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องจากไป สิ่งลี้ลับที่น่ากลัวกลับออกอาละวาดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง พวกเขาจึงต้องหาทางหยุดมัน… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม’ (21 เมษายน 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ลงข่วงปอบ’ เรื่องราวนี้ ‘คุณโอม’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของคุณยายคนหนึ่ง ย้อนกลับไปเมื่อ 50 - 60 ปีที่แล้ว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในสมัยก่อนนั้น ผู้คนในหมู่บ้านจะมีความเชื่อในการนับถือศาสนาพุทธ และการบูชาผี ซึ่งในหมู่บ้านแห่งนี้มีหมอทำใหญ่ชื่อว่ ‘ตาศรี’ ผู้เป็นพ่อของคุณยาย ตาศรีเป็นที่เคารพของผู้คนที่นับถือศาสนาพุทธในหมู่บ้านนี้ ส่วนคนที่เขานับถือบูชาผี จะมีแม่เมือง ผู้เป็นหัวหน้าในการทำพิธีกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับผี ด้วยกันทั้งหมด 3 คนในแต่ละปี ณ หมู่บ้านแห่งนี้ ผู้คนที่นับถือผีจะมารวมตัวกันทำพิธีลงข่วง (ลงข่วง คือ พิธีกรรมบูชาผีฟ้า มีการร้องรำทำเพลง) ซึ่งตัวของคุณยายนั้น ชอบไปดูการลงข่วงผีฟ้ามาก ๆ แต่ตาศรี พ่อของคุณยายกลับห้ามคุณยายไว้เสมอ และกล่าวตักเตือนว่า“อย่าไปดู คนพวกนี้เขาโดนปอบกินกันไปหมดแล้ว มีปอบขี่คอพวกเขากันทุกคนเลย”แม้ว่า...การลงข่วงจะบูชาผีฟ้า แต่เมื่อใช้วิชาในทางที่ผิดผีปอบจะครอบงำตัวตนพวกเขาไว้ถึงแม้จะเตือนเช่นนี้ แต่ก็ไม่สามารถห้ามคุณยายไว้ได้ ในระหว่างทางที่คุณยายได้กลับบ้านหลังจากดูการลงข่วงเสร็จ ในเส้นทางที่สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าไม้รกมืด และเปลี่ยว จู่ ๆ คุณยายก็ได้เห็นเหมือนจุ้ม หรือกลุ่มก้อนสีขาว ๆ กลุ่มหนึ่งลอยขึ้นมา คุณยายจึงเอะใจกับสิ่งที่เห็น และเมื่อตั้งใจมองภาพตรงหน้า ปรากฏว่าสิ่งนั้นมันได้เริ่มขยายใหญ่ขึ้นจนเห็นโครงหน้าเหมือนลิง มีผมยาว ตาสีแดง มือ และขาทั้งสองข้างค่อย ๆ ปรากฏมา ร่างกายค่อย ๆ สูงขึ้นจนเทียบเท่าต้นตาล แลบลิ้นออกมายาวถึงพื้น และตวัดลิ้นมาทางที่คุณยายยืนอยู่ เคุณยายจึงรีบวิ่งหนีกลับเข้าไปในบ้านของตนเอง เมื่อถึงบ้านแล้วผีตนนั้นจึงได้สลายหายไปเมื่อตาศรีรู้เรื่องที่เกิดขึ้น จึงรีบทำพิธีป้องกันไม่ให้ผีเหล่านี้เข้าบ้านของตน และใช้วิชาไสยเวทย์ไปถล่มพิธีลงข่วงนั้นที่ผีฟ้ากำลังลงอยู่ ทำให้พิธีแตกล่มสลาย นับตั้งแต่วันนั้นมาผีฟ้า และแม่เมืองทั้งสาม แม้จะพยายามทำพิธีอย่างไรก็ตาม ตาศรีจะพยายามทำลายพิธีนั้นเสมอ จนท้ายที่สุด ทุกคนก็ไม่สามารถทำพิธีได้ เวลาผ่านไปได้สักพักหนึ่ง ด้วยอายุของตาศรีที่มีมากแล้ว ทำให้ตาศรีเสียชีวิตลงไปตามอายุขัย เมื่อไม่มีคนคอยดูแลหมู่บ้านแห่งนี้ ผีปอบที่อยู่กับคนทรงจึงได้ออกอาละวาด ออกหากิน และเข้าสิงคนในหมู่บ้าน ใครที่โดนเข้าสิง จะโดนพาตัวไปหาหลวงตาซุยผู้มีวิชาคอยช่วยที่วัด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากสวดมนต์ไล่ผีออกไป แต่เมื่อไล่ผีออกจากร่างไปแล้ว คนที่โดนสิงกลับต้องเสียชีวิตลง โดยมีลักษณะเลือดออกหู ออกตา เหมือนกับว่าร่างกายโดนกัดกินไปจนหมดสิ้นจนถึงเวลาที่หลวงตาซุยได้มรณะภาพไป และไม่มีใครคอยช่วยเหลือคนในหมู่บ้านให้รอดพ้นจากเหล่าผีร้าย ทำให้คนในหมู่บ้านนี้โดนผีปอบเข้าสิงร่างเรื่อย ๆ จนทุกคนแทบทนไม่ไหว ไปนิมนต์หลวงปู่สีทัศน์ วัดพระธาตุหมื่นหินมาช่วย เมื่อเดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้หลวงปู่จึงจัดการทำพิธี 1 วัน 1 คืน เพื่อต่อสู้กับผีทั้งหลาย เมื่อทำพิธีเสร็จสิ้นไปในรุ่งเช้า ชาวบ้านได้นำเสลี่ยงมารับหลวงปู่เพื่อทำการโปรยข้าวรอบหมู่บ้าน หลังจากทำพิธีกรรมในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไป แม่เมืองผีฟ้าในหมู่บ้าน กลับเกิดอาการล้มป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุกันทั้งสามคน ทำให้คนที่นับถือผีฟ้า ต้องทยอยพากันย้ายหนีออกจากหมู่บ้านแห่งนี้ไป…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-