เรื่องเล่าจากคุณนุ่น ‘ห้อง 404’ l อังคารคลุมโปง X เนตร คืนปล่อยผี [ 16 ก.ย.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณนุ่น ‘ห้อง 404’ l อังคารคลุมโปง X เนตร คืนปล่อยผี [ 16 ก.ย.2568 ]

26 ก.ย. 2025

          อาถรรพ์เลขหลอน ณ ห้อง 404 เรื่องนี้ถูกถ่ายทอดโดย ‘คุณนุ่น’ ที่เข้ามาเล่าเรื่องของ ‘คุณน้อง’ ที่ได้ไปเจอเสียงปริศนาห้องชั้นบนของอะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ประสบการณ์ระทึกขวัญที่คล้ายจะโดนผีหลอกแต่ผีกลับบอกว่าจะช่วย!

          เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เนตร คืนปล่อยผี’ (16 กันยายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ห้อง 404’

          เรื่องราวนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณน้อง’ เธอเล่าว่า ในตอนที่เรียนจบ น้องได้ขอไปอยู่กับแฟนที่อะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ลักษณะของอะพาร์ตเมนต์นี้จะมีทั้งหมด 4 ชั้น และห้องที่น้องอยู่คือชั้นที่ 3 หมายเลขห้อง 304

          วันแรกของการเข้าอยู่ ทุกอย่างยังคงปกติ แฟนของน้องทำงานเป็นนักดนตรีในร้านเหล้าแห่งหนึ่งใกล้ที่พัก ในระหว่างที่แฟนของเธอออกไปทำงาน น้องจึงต้องอยู่ที่ห้องคนเดียว แต่ปรากฏว่าเธอมักจะได้ยินเสียงคนจากห้องข้างบนซึ่งก็คือ ‘ห้อง 404’ คล้ายกับว่าเป็นเสียงของคู่รักทะเลาะกัน แรก ๆ ที่ได้ยินน้องก็ไม่ได้สนใจอะไร คิดว่าคงเป็นเรื่องปกติของคู่สามีภรรยา

          แต่เมื่อผ่านไปได้ประมาณ 1 เดือน เธอก็ยังคงได้ยินเสียงทะเลาะวิวาทของห้องชั้นบนทุกวัน จนเกิดความรำคาญในการใช้ชีวิตเพราะมันค่อนข้างรบกวนการนอนหลับของเธอ น้องจึงต้องบอกให้แฟนช่วยไปแจ้งคนดูแลเรื่องปัญหาการส่งเสียงรบกวนจากห้องชั้นบน แต่เมื่อแฟนเอาเรื่องนี้ไปแจ้งป้าที่ดูแลอะพาร์ตเมนต์ก็ได้รับคำตอบชวนขนหัวลุกกลับมา เพราะป้าได้บอกกับแฟนของน้องว่า “ชั้นบนไม่มีคนอยู่นะลูก”  เมื่อเห็นท่าทีสับสนของชายหนุ่ม ป้าจึงตัดสินใจเล่าเรื่องราวของห้อง 404 ให้กับแฟนของน้องฟัง

          “เมื่อก่อนห้อง 404 เนี่ยมันมีคนอยู่ ผู้หญิงเขาตั้งท้องและอยู่กับแฟนสองคน แต่แฟนเขาพลั้งมือทำร้ายร่างกายที่คอ จนฝ่ายหญิงเสียชีวิต

          นอกจากนี้ ป้ายังเล่าต่อว่าฝ่ายชายพยายามหนีความผิด จึงกระโดดตึกจบชีวิตตนเองตามไป แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้นอกจากน้อง แฟนของน้องที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่มาก่อนก็ไม่เคยเจอเช่นเดียวกัน แต่ถึงอย่างนั้น แฟนของน้องก็รู้สึกเป็นห่วงน้องที่จะต้องอยู่คนเดียวในช่วงที่แฟนต้องออกไปทำงาน แฟนของน้องจึงเก็บเรื่องราวนี้ไว้ ไม่ได้นำไปบอกน้องในทันที

          เวลาผ่านไป น้องก็ยังคงได้ยินเสียงนั้นอยู่บ่อย ๆ อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ในช่วงเวลานั้นน้องจึงเลือกที่จะออกไปซื้อของ แต่ในทันใดนั้นเองก็ได้บังเอิญพบกับ ‘น้องน้ำ’ นักศึกษาสาวรุ่นน้องที่อาศัยอยู่ที่ห้อง 405 และด้วยความที่คุยกันถูกคอ มีการไปมาหาสู่กันอยู่บ่อยครั้งจึงทำให้เกิดความสนิทชิดเชื้อกัน

            อยู่มาวันหนึ่ง ในระหว่างที่น้องกำลังเดินไปที่ห้องของน้ำ น้องก็ได้ยินเสียงผู้หญิงกรีดร้องออกมากจากห้อง 404

            “ช่วยด้วย ช่วยด้วย…” เสียงพร่ำร้องของหญิงสาวที่เหมือนกับว่ากำลังจะขาดใจ

            ในคราแรกน้องตั้งใจจะโทรแจ้งตำรวจ แต่เมื่อรวบรวมสติได้จึงตัดสินใจโทรแจ้งป้าเจ้าของหอเป็นคนแรกว่าตนนั้นได้ยินเสียงผู้หญิงถูกทำร้ายมาจากห้อง 404

          “ห้องอะไรนะ!” ป้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก

            “ห้อง 404 ค่ะ”

          “ไม่มี! เป็นไปไม่ได้ ห้องข้างบนมันไม่มีคนอยู่” ป้ารีบตอบทันควัน

          เมื่อเกิดความสับสนในปลายสาย ป้าจึงบอกให้น้องกับน้ำรอพรุ่งนี้แล้วตนจะไปเปิดห้องยืนยันให้ดูว่าห้อง 404 นั้นไม่มีคนอยู่

            เช้าวันใหม่ ตามคำสัญญาของคืนก่อน ป้ามาไขประตูห้อง 404 ให้ดู ซึ่งก็ทำให้น้องเห็นกับตาว่าภายในห้องแห่งนี้ไม่มีคนอยู่จริง ๆ นั่นแปลว่าเสียงที่เธอได้ยินอยู่บ่อย ๆ ก็ไม่ใช่เสียงของคนเหมือนกัน!

          ภายในห้องว่างเปล่า คงเหลืออยู่เพียงแค่เตียง โต๊ะเครื่องแป้งและตู้เสื้อผ้า  ป้าเห็นน้องยืนดูด้วยสีหน้าไม่สู้ดีจึงเอ่ยถาม

          “หนูอยู่ห้องไหน เป็นแฟนของน้องผู้ชายคนนั้นรึเปล่า” ป้าเอ่ยถาม

          “ใช่ค่ะ ที่หนูให้แฟนไปบอกว่าได้ยินเสียงจากห้อง 404 ทะเลาะกัน” น้องตอบกลับไป

          “แล้วแฟนยังไม่ได้เล่าให้ฟังเหรอ”

          จบประโยคนั้น ป้าก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้น้องฟัง แต่ในขณะเดียวกันนั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของน้ำดังออกมาจากตรงบริเวณตู้เสื้อผ้า

          “กรี๊ดดดดดดดดด!”

            สิ้นเสียง น้องกับป้าก็เดินไปดูที่ตู้เสื้อผ้าก็พบกับกระถางธูปและกระทงถวายเครื่องเส้นไหว้ผี ด้วยความตกใจกลัวของน้อง ป้าจึงเล่าให้ฟังว่าเขาจำเป็นต้องทำพิธีแบบนี้เพื่อที่จะให้ต่างคนต่างอยู่ เพราะเขาก็ต้องทำมาหากินเหมือนกัน

            อยู่ไปอยู่มา น้องก็ตั้งท้องได้ประมาณ 3-4 เดือน และด้วยเหตุนี้ก็ทำให้เรื่องราวความรุนแรงประทุขึ้นมาอีกครั้ง เพราะน้องกับแฟนเกิดการทะเลาะจนถึงขั้นทำร้ายร่างกายกัน บ่อยขึ้น บ่อยขึ้นและบ่อยขึ้น

          จนเย็นวันหนึ่ง ในขณะที่น้องต้องเดินไปซื้อข้าวก็ได้ไปพบเข้ากับหญิงสาวในชุดเดรสสีแดงนั่งกอดเข่าอยู่ตรงบันได

          “เป็นอะไรรึเปล่าคะ?” น้องถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง

          แต่เมื่อสาวปริศนาคนนั้นเงยหน้าขึ้นมาก็ทำให้น้องเห็นว่า ผู้หญิงคนนั้นมีเลือดอาบคอตัวเองเต็มเสื้อไปหมด! และคิดได้ว่าตรงหน้าคงไม่ใช่คนแน่ ๆ จึงรีบวิ่งลงไปและนั่งรถไปหาแฟนที่ทำงานและนั่งรอจนถึงช่วงประมาณตีสาม แต่ตัวของเธอก็ไม่กล้าพูดอะไรได้แต่เก็บเรื่องนั้นไว้ในใจ

            และก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ในตอนที่ทั้งสองลงจากรถ ก็ได้เกิดเสียงวัตถุใหญ่ร่วงหล่นลงมาจากที่สูงดัง ตุ้บ! เหมือนเสียงคนกระโดดตึกลงมา แม้ตอนนั้นจะเกิดความสงสัยว่าเสียงมากจากไหนแต่ด้วยความกลัวทั้งสองจึงเลือกที่จะเดินขึ้นห้องไป

            หลายเดือนต่อมา น้องฝันเห็นผู้หญิงมาพูดกับตนเองว่า “หนีไป! อย่าอยู่ที่นี่” ถึงอย่างนั้นน้องก็ไม่ได้คิดอะไร จนสถานการณ์น้องกับแฟนทะเลาะกันรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ถึงขั้นที่ทำให้น้องต้องสูญเสียลูกในท้องไปจากการทำร้ายร่างกายของแฟน หลังจากนั้นน้องก็ฝันเห็นผู้หญิงคนเดิมมาบอกว่า ‘เขาไม่ได้เห็นหน้าลูก แต่ตัวเธอเองยังโชคดีที่ได้เห็นลูกอย่างน้อยก็ในตอนที่คลอดออกมาแม้ว่าหลังจากนั้นเด็กจะเสียชีวิตก็ตาม’

            เวลาผ่านไป แฟนของน้องก็ยังคงทำร้ายร่างกายและตบตีน้องเหมือนเดิม จนอยู่มาวันหนึ่ง แฟนก็เกิดอาการหลอน เห็นหน้าน้องแล้วมีท่าทีหวาดกลัว

          “อย่าเข้ามาใกล้กู กูกลัวแล้ว” ชายหนุ่มตะโกนออกมาด้วยความหวาดกลัว

          “กูจะไม่ทำอีกแล้ว กูขอโทษ”

          เมื่อเห็นแบบนั้นน้องจึงพยายามเข้าไปจับแขนเพื่อเรียกสติแฟนกลับมา แต่มันก็ไม่ได้ผล เกิดการฉุดกระชากลากถูกันสักพัก แฟนของน้องก็เดินหนีไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งพลัดตกลงมาจากตึกสูงและเสียชีวิตทันที!

          ความเศร้าเกาะกินหัวใจ น้องเกิดคำถามมากมายในหัวว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเธอกันแน่ ไม่เพียงแต่เสียลูกไปแต่เธอยังเสียคนรักไปด้วยอีกคน  

          หลังจากเสร็จธุระงานศพ น้องเดินทางมาเก็บของที่ห้องและได้ผล็อยหลับไป ในยามหลับน้องก็เล่าว่าฝันเห็นผู้หญิงคนนั้นมาบอกกับน้องว่า เขาช่วยได้แค่นี้นะ เขายินดีด้วยที่ผ่านเรื่องนี้มาได้และก็ดีใจที่ได้กำจัดผู้ชายแบบนี้ออกไปจากชีวิตเธอ คำบอกกล่าวจากผู้หญิงคนนั้นเพียงแค่ต้องการจะสื่อว่าตนได้มาช่วยน้องแล้ว เพราะเขาไม่อยากให้น้องต้องมาเผชิญปัญหาเดียวกับเขา ต้องมาโดนทำร้ายและเสียชีวีตไปเหมือนกับเขา

          เช้ามาน้องจึงได้ทำบุญ อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้แก่หญิงสาวคนนั้นเป็นการขอบคุณที่ช่วยให้น้องหลุดพ้นจากผู้ชายพรรค์นั้นและขอบคุณที่ทำให้เธอมีชีวิตที่ดีขึ้น ส่วนน้ำก็ได้มาเฉลยว่าจริง ๆ เธอเป็นน้องสาวของผู้หญิงที่อยู่ห้อง 404 และการมาอยู่ที่อะพาร์ตเมนต์แห่งนี้ก็เป็นเพราะพี่สาวถูกฆ่าตาย

          สุดท้ายอาถรรพ์เลขห้อง 404 ก็ได้เปลี่ยนชีวิตของน้องไป จากความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นการขอบคุณ ความหวังดีจากคนที่ไม่รู้จักที่ถึงแม้ในตอนนี้จะไม่ได้มีลมหายใจอยู่แล้วก็ยังรู้สึกขอบคุณ..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

หนุ่มทำรายการผีเจอเรื่องหลอนซะเอง! เมื่อต้องตรวจเทปจนดึกดื่น แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงออกมาจากคอมว่า “อาจจะมีวิญญาณอยู่ตนหนึ่ง” ซ้ำไปซ้ำมา! รีบวิ่งไปหารปภ.มาอยู่เป็นเพื่อน แต่สุดท้าย รปภ.กลับพูดขึ้นมาว่า...!

14 ธ.ค. 2023

หนุ่มทำรายการผีเจอเรื่องหลอนซะเอง! เมื่อต้องตรวจเทปจนดึกดื่น แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงออกมาจากคอมว่า “อาจจะมีวิญญาณอยู่ตนหนึ่ง” ซ้ำไปซ้ำมา! รีบวิ่งไปหารปภ.มาอยู่เป็นเพื่อน แต่สุดท้าย รปภ.กลับพูดขึ้นมาว่า...!

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (12 ธันวาคม 2566) วันนี้จะพาทุกคนหลอนไปกับ ‘ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม’ และ ดีเจทั้งสองท่าน ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวของพนักงานที่ต้องอยู่ทำงานคนเดียวกลางดึก ทำให้เขาต้องเจอเรื่องบางอย่างที่ชวนช็อคจนน็อคหลับไป! ต้นกล้าเล่าว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าจากญี่ปุ่น คนที่เจอให้ชื่อสมมุติว่า ‘ทาเคชิ’ ตัวเขานั้นได้ทำรายการอยู่ช่องหนึ่ง ตึกที่ทาเคชิทำงานอยู่นั้นก็จะมีบริษัทจำนวนมากเช่าพื้นที่อยู่ในตึก ในช่วงนั้นเอง สตูดิโอของทาเคชิได้รับมอบหมายให้ทำรายการผี วันหนึ่ง ทาเคชิได้ออกไปถ่ายทำรายการข้างนอกและได้กลับเข้ามาในออฟฟิศ เพื่อที่จะเอาไฟล์มาลงในคอม และเพื่อเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ หลังจากนั้นทุกคนก็ทยอยกลับไป เหลือเพียงทาเคชิและผู้กำกับ ทั้งคู่นั่งเช็คเทปกันจนดึกดื่น สักพักผู้กำกับก็พูดขึ้นมาว่า “พรุ่งนี้พี่มีธุระ วันนี้พี่เช็คแค่นี้ก่อนนะ ยังไงที่เหลือฝากเก็บด้วย” จากนั้นผู้กำกับก็เดินออกไป กลายเป็นว่า ณ สตูแห่งนั้นก็เหลือเพียงทาเคชิคนเดียว ไม่นาน ทาเคชิก็ปิดจอมอนิเตอร์ ดึงปลั๊กออก และปิดไฟทั้งหมดให้เรียบร้อย ขณะที่กำลังเดินลงไปข้างล่าง ทาเคชิต้องเดินผ่านห้องที่ใช้เก็บเทปและไฟล์ ซึ่งในนั้นก็จะมีจอมอร์นิเตอร์ตั้งอยู่ด้วย ทาเคชิสังเกตว่าจอนั้นยังเปิดอยู่ และมีเสียงแผ่วเบาดังขึ้นมาว่า “อาจจะมีวิญญาณอยู่ตนหนึ่ง” ทาเคชิจำได้ว่าเสียงนี้เป็นเสียงของผู้หญิงที่มีจิตสัมผัสพิเศษที่เขาได้ไปถ่ายรายการมานั่นเอง ทาเคชิคิดในใจว่าจะให้เดินผ่านไปเฉย ๆ คงจะไม่ได้ จิตสำนึกของเขาสั่งให้เดินเข้าไปปิด แต่ลึก ๆ แล้ว ทาเคชิก็ไม่กล้า เพราะคิดว่าหรือจะมีวิญญาณอยู่ตนหนึ่งจริง ๆ ไม่นานนัก ทาเคชิก็รวบรวมความกล้าแล้วเปิดประตูเข้าไป จากนั้นก็พูดว่า “มีใครอยู่ไหมครับ?” ทันทีที่พูดจบ ภาพในมอนิเตอร์ก็หยุดลง ห้องทั้งห้องมืดและเสียงก็เงียบลง มีเพียงแค่แสงไฟจากมอนิเตอร์สว่างเป็นย่อม ๆ เพียงเท่านั้น และทันใดนั้น ภาพในจอมอนิเตอร์ก็ย้อนกลับไปเล่นคำเดิมที่ว่า “อาจจะมีวิญญาณอยู่ตนหนึ่ง” เป็นการย้ำอีกครั้ง! ทาเคชิตกใจและรีบออกมาตั้งสติ หากเขาไม่เข้าไปปิดคืนนี้ พรุ่งนี้เขาจะต้องโดนด่าแน่ เพราะเหลือเขาเป็นคนสุดท้าย ทาเคชิจึงคิดว่าจะหาเพื่อนมาอยู่ด้วย แต่ ณ ตอนนั้นทั้งตึกเหลือแค่คุณรปภ.อยู่ ทาเคชิจึงรีบเดินลงไปหาคุณรปภ. พอไปถึงคุณรปภ.ก็พูดว่า “สวัสดีครับ วันนี้เหนื่อยหน่อยนะครับ” ทาเคชิจึงพูดกลับไปว่า “ขอโทษนะครับพี่ รบกวนมากับผมหน่อยได้ไหมครับ?” คุณรปภ.ก็ถามกลับว่า “เกิดอะไรขึ้นหรอครับ?” ทาเคชิตอบเพียงว่า “มากับผมนิดนึงครับ คือพอดีผมอยากให้มาเช็คอะไรนิดหน่อยเท่านั้นเองครับ” ทาเคชิไม่กล้าบอกกับคุณรปภ. เพราะกลัวว่าคุณรปภ.จะกลัว เมื่อทาเคชิยืนกรานขอให้รปภ.ไปด้วย เขาจึงตกลงและเดินไปด้วยกัน เมื่อไปถึงห้องที่เกิดเหตุ ทาเคชิก็บอกคุณรปภ.ว่า “พี่ยืนอยู่ตรงนี้ พี่อย่าไปไหนนะ เดี๋ยวผมจะเข้าไปปิดทีวีแป๊ปนึง” คุณรปภ.ก็ตกลงและยืนรอ ทาเคชิเดินไปเปิดประตูและทันทีที่กำลังจะกดปิดจอนั้น ก็มีเสียงดังขึ้นมาอีกว่า “อาจจะมีวิญญาณอยู่ตนหนึ่ง” เล่นภาพเดิมขึ้นมาอีกครั้ง! ทาเคชิตกใจรีบกดปิดทันที เขาคิดอยู่คนเดียวว่า “มันมีหรือเปล่า.. ไม่น่ามีหรอก..” จากนั้นก็หันหลังกลับไป ทาเคชิเห็นว่าคุณรปภ.คนนั้นก้มหน้าอยู่และพูดว่า “คนนั้น.. ผมเองครับ” และค่อย ๆ เงยหน้ามา สิ่งที่ปรากฏคือ หน้าของรปภ.คนนั้นเต็มไปด้วยเลือด! ทาเคชิตกใจจนหมดสติไป ณ ตรงนั้น รู้สึกตัวอีกทีก็รุ่งเช้าของอีกวัน มีคนมาพบเขาและปลุกขึ้นมาถามว่า “เกิดอะไรขึ้น เมื่อวานเกิดอะไร?” ทาเคชิจึงค่อย ๆ ตั้งสติและหันไปทางมอนิเตอร์ ปรากฎว่ามอนิเตอร์นั้นก็เล่นรายการไปตามปกติ ไม่มีติดลูป ไม่มีปัญหาเหมือนเมื่อคืนนี้ เขาจึงคิดว่า ‘แล้วทำไมเมื่อคืนนี้ ถึงติดลูปอยู่อย่างนั้น?’ ทาเคชิจึงเล่าเรื่องเมื่อคืนให้เพื่อนฟัง และถามเพื่อนว่า “พี่ที่เขานั่งอยู่หน้าลิฟท์ เรามีใช่ไหม ชั้นของเรามีใช่ไหม” เพื่อน ๆ จึงตอบว่า “มี” ทาเคชิถามต่ออีกว่า “เรามีคนใส่ยูนิฟอร์มที่เป็นสีกากีไหม” เพื่อนตอบมาว่า “ไม่ ปกติตึกนี้ทุกคนจะใส่สีฟ้าหมด” ทันทีที่ได้ยินดังนั้น ก็กลับมาคิดว่า เมื่อวานนี้เขาไม่ทันได้สังเกตว่ายูนิฟอร์มของรปภ. มันไม่เหมือนทุก ๆ วันที่เขาเห็น ทาเคชิเล่าเรื่องรปภ.ให้เพื่อนฟังเพิ่ม และเพื่อนก็ตอบกลับมาว่า “งั้นก็อาจจะเป็นวิญญาณตนหนึ่งก็ได้..”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

หลอนหลังจอสู่หน้าจอ! เบื้องหลังพี่นาค 4 หลอนจริงจากใจผู้กำกับ!

16 ก.พ. 2024

หลอนหลังจอสู่หน้าจอ! เบื้องหลังพี่นาค 4 หลอนจริงจากใจผู้กำกับ!

เรื่องนี้ ‘แปลน รัฐวิทย์’ และ ‘ไมค์ ภณธฤต’ นักแสดงและผู้กำกับจากภาพยนตร์เรื่อง ‘พี่นาค 4’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (13 กุมภาพันธ์ 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นขณะกำลังถ่ายทำภาพยนตร์ที่ต้องบอกเลยว่ามาพร้อมกับความหลอน เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย! โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘แปลน รัฐวิทย์’ นักแสดงจากภาพยนตร์เรื่องพี่นาค 4 คุณแปลนเล่าว่า วันนั้นเป็นวันที่ต้องถ่ายภาพยนตร์คนเดียว ซึ่งถ่ายทำที่วัดบางลี่ จังหวัดลพบุรี สถานที่แห่งนี้มีโบสถ์เก่าแก่อายุร้อยกว่าปี คุณแปลนถ่ายทำตั้งแต่เช้าและทุกอย่างก็ราบรื่นปกติ จนถึงซีนหนึ่ง เวลาประมาณตี 2.22 น. เป็นซีนที่ต้องใช้สลิง หลังจากถ่ายเสร็จสิ้น พี่ไมค์ (ผู้กำกับ) ก็อยากจะถ่ายอีกเพื่อให้ได้ภาพที่สวยงามเพิ่ม จากนั้นคุณแปลนก็ไปรอบนนั่งร้าน หลังจากนั้นเมื่อนับ 3 2 1 แอคชัน! คุณแปลนก็วูบหมดสติไปและจำอะไรไม่ได้ นาทีนั้นคุณแปลนยังอยู่บนสลิงแต่ไม่มีใครรู้ว่าคุณแปลนวูบอยู่ ด้วยความที่ทรงตัวไม่ได้ก็ทำให้รัดแน่นจนหายใจไม่ออกและเกิดอาการชัก จากนั้นผู้กำกับจึงสั่งคัท ทีมงานก็เข้ามาช่วยเหลือ เมื่อคุณแปลนรู้สึกตัวสิ่งแรกที่พูดคือ “พี่ครับ ผมขอโทษครับ ผมเผลอหลับหรอ?” เพราะคุณแปลนรู้สึกว่าตัวเองฝันเห็นอะไรเต็มไปหมดและฝันนานมาก แต่เมื่อพอมาดูฟุตเทจปรากฎว่าที่วูบไปนั้นเป็นเวลาเพียงครู่เดียว หลังจากนั้นทีมงานก็ให้ดื่มน้ำแดง และดมยาดมเพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย ซึ่งหลังจากจบวันนั้นไปคุณแปลนก็ไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุเท่านั้น เมื่อกลับมาจากสถานที่ถ่ายทำ คุณแปลนก็เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด ภายในห้องจะเป็นเตียงเดี่ยว 2 เตียง ซึ่งคุณแปลนพักคนเดียว จึงนำของไปวางให้เต็มแล้วจึงซื้อที่โดยการนำเงินไปวาง แล้วคุณแปลนก็พูดว่า “ผมขอซื้อนะตรงนี้” ซึ่งเตียงที่คุณแปลนซื้อนั้นปลายเตียงจะมีกระจกเงา จึงนอนอีกเตียง คืนนั้นคุณแปลนนอนไม่ค่อยหลับเพราะได้ยินเสียงคนเดินไปมาอยู่หน้าห้องตลอด แต่คุณแปลนก็ไม่ได้ลุกขึ้นไปดูว่ามีคนหรือไม่ เพราะคิดว่าตราบใดที่เสียงยังอยู่หน้าห้อง คุณแปลนจะไม่ไปยุ่ง จากนั้นคุณแปลนก็นอนคลุมโปง พยายามสวดมนต์แล้วเผลอหลับไป เช้าวันต่อมา คิวถ่ายวันนี้ยังคงเป็นโบสถ์เดิม และมีอุปสรรคในการถ่ายทำคือฝนตกทั้งวันจนถ่ายทำไม่ได้ จนเวลาผ่านไปถึงวันสุดท้ายที่จะต้องถ่ายทำ คืนนั้นคุณแปลนเดินออกมาจากโบสถ์คนเดียว ด้วยความน่ากลัวจึงดู TikTok เพลิน ๆ สักพักก็ได้ยินเสียงผู้ชายมากระซิบว่า “มึงอยากตายหรอ?” หลังจากนั้นก็วูบไปอีกรอบ แล้วทีมงานก็มาบอกว่า “แปลนไปขอทีมงานถอดเสื้อ ไปนั่งเหม่อแล้วก็ร้องไห้ มองโบสถ์ฝั่งตรงข้าม” ซึ่งตอนนั้นคุณแปลนไม่รู้ตัว พี่ทีมงานก็ถามว่า “แปลนไหวไหม แปลนเป็นลมไหม” คุณแปลนก็ยังไม่กล้าเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่เจอ จนหลังจากนั้นก็ตัดสินใจเล่าให้พี่ทีมงานฟัง พี่ทีมงานบอกว่า “แปลนคิดในแง่ดี เขาอาจจะมาเตือนว่าการที่เราไปถ่ายทำคราวที่แล้ว อยากตายหรอ อย่าไปทำอะไรที่มันพิเรนทร์” หลังถ่ายทำเสร็จคุณแปลนบอกกล่าวว่า “ทุกอย่างที่พูดออกไป มันเป็นเรื่องตัวบทไม่ใช่ตัวผม เป็นตัวละคร แปลน รัฐวิทย์ ไม่เกี่ยวข้อง” หลังจากนั้นคุณไมค์ก็ได้เล่าเรื่องลี้ลับในกองถ่าย โดยคุณไมค์เล่าว่า สถานที่ถ่ายทำที่ยากที่สุดในภาพยนตร์เรื่องพี่นาค ภาค 4 คือ ‘โบสถ์’ เพราะต้องหาโบสถ์ที่มีการตายเกิดขึ้น มีการเผาโบสถ์ มีทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโบสถ์ แต่ไม่รู้ว่าจะหาโบสถ์จากที่ไหนที่จะให้ทำได้ขนาดนี้ จึงใช้เวลาหาประมาณ 3-4 เดือนในการหาโบสถ์ที่จะอนุญาตให้ถ่ายทำ เพราะทุกที่มีโจทย์ว่า ถ้าไปขอแล้ว อย่าให้มีผลกระทบกลับมา จนกระทั่งมาเจอโบสถ์ที่วัดนางลี่ วันที่เดินทางไปถึงวัดแห่งนั้น ก็เห็นว่าสถานที่ตรงตามที่ต้องการ มีป่าล้อมรอบ เดินเข้าไปเป็นโบสถ์เก่า ซึ่งเป็นโบสถ์ร้างที่นำพระประธานออกไปแล้ว คุณไมค์รู้สึกว่าตรงนี้ต้องแรงแน่ ๆ แต่คิดว่าต้องถ่ายที่นี่ เมื่อเดินเข้าไปจะเจอเจดีย์ใส่กระดูกของเจ้าอาวาสรูปเก่า ถัดเข้าไปจะเป็นโกฏิกระดูก 2 โกฏิ ซึ่งเป็นของคนที่บริจาคเงิน แล้วจึงจะถึงตัวโบสถ์ คุณไมค์เชื่อว่าหนังของตนสอนคนดูและคิดว่าตนคิดดีแล้ว แต่สุดท้ายทุกคนก็ได้รับบาดเจ็บจากที่นี่จริง ๆ จึงทำให้รู้สึกว่าตนเลือกโลเคชันที่แรงชนิดที่ไม่เคยเจอขนาดนี้มาก่อน นักแสดงในกองอย่าง ‘คุณเจมส์ ภูรพรรธน์’ เข้าฉากพายุลมฝน ทำให้ขาพลิกจนต้องส่งโรงพยาบาล ‘คุณเอม วิทวัส’ เดิน ๆ อยู่โดนบุ้งต่อยแพ้ทั้งตัว ส่วน ‘คุณแปลน รัฐวิทย์’ สลบไปกลางอากาศ และ ‘คุณมีน พีรวิชญ์’ แมงป่องไต่ขึ้นขาแต่โชคดีที่มีทีมงานเห็นจึงไม่เป็นอะไร ไม่อย่างนั้นอาจจะเข้าโรงพยาบาลอีกคน นี่คือเหตุผลที่ต้องต่อธูปตลอด ซึ่งจะมีฝ่ายสวัสดิการมาดูธูปไว้ ถ้าไม่ต่อธูปฝนจะตก จนกระทั่งคุณเจมส์ไปเจอพระรูปหนึ่ง และพระก็ทักว่า “ไปถ่ายหนังอะไรมา ไปสถานที่ที่แรงใช่ไหม รู้ไหมเขาไม่โอเคต้องไปขอขมา” ซึ่งตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พระท่านพูดเป็นฉาก ๆ มีโบสถ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านเห็น คุณเจมส์จึงบอกว่า “พี่ไมค์ เราต้องไปขอขมา” หลังจากนั้นอันดับแรกคุณไมค์ก็รดน้ำมนต์ นำนักแสดงทุกคนไปรดน้ำมนต์ด้วย และถือพานบายศรีขอขมา สุดท้ายคุณไมค์พูดว่า “ต่อให้เราจุดธูปให้เราทำอะไรก็ตามแต่ ตราบใดที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บางทีเขาไม่รู้หรอกว่าเรามาทำงานหรือเรามาทำอะไร แต่บางครั้งถ้าเกิดเราทำอะไรที่มันเกินขอบเขตในความรู้สึกเขา มันก็อาจจะมีการลงโทษกันบ้าง ก็เลยไปขอขมาเป็นวันที่เราขอโทษจากใจจริง บางทีเราอาจจะต้องเตรียมเครื่องขอขมาตั้งแต่วินาทีแรกที่ไป เพราะถ้าเรารู้ว่าเราจะทำอะไรไม่ดีต้องไปขอเลย ไม่ใช่ไปทำแล้วค่อยไปขอ อันนี้ก็เป็นการสอนให้เรารู้จากการที่เราถ่ายที่จริงมาเยอะมาก แต่ที่นี่ภาคนี้กับเรื่องนี้เป็นเรื่องที่โดนหนักสุดแล้ว”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากณัฐผี The Scary 'วันไหว้ปอบ' l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 13 ม.ค.2569 ]

21 ม.ค. 2026

เรื่องเล่าจากณัฐผี The Scary 'วันไหว้ปอบ' l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 13 ม.ค.2569 ]

การเดินทางไปไหว้ศาลพ่อปู่ของครอบครัว ควรจบลงแค่พิธี และของเซ่นไหว้ แต่ในค่ำคืนนั้น รถที่ควรจะกลับถึงบ้าน กลับวนอยู่ที่เดิม พร้อมมีเสียงหัวเราะปริศนาดังขึ้นมาจากปลายสาย เเละของเซ่นไหว้ที่นำกลับมา ถูกเปิดออกความจริงบางอย่างก็ค่อย ๆ ถูกเปิดเผยให้เห็นว่า สิ่งที่กลับมาด้วย…ไม่ใช่แค่ของเซ่นไหว้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary’ (13 มกราคม 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า‘วันไหว้ปอบ’ คุณเจนอยู่ในครอบครัวที่นับถือศาสนาพุทธ เคารพบูชา กราบไหว้สิ่งศักสิทธิ์เป็นประจำ แต่ตัวของเจนเองไม่ได้นับถือสิ่งเหล่านั้น เพราะตัวของเธอนับถือศาสนาคริสต์ รวมถึงตัวของคุณเจนนั้นเป็นคนมีเซนส์วันหนึ่งที่บ้านของคุณเจนชักชวนให้เธอไปร่วมงานไหว้แก้บนศาลพ่อปู่ที่สถานที่แห่งหนึ่งทางภาคอีสาน ซึ่งปกติแล้วครอบครัวของเธอจะไปร่วมงานนี้เป็นประจำในทุก ๆ ปี แต่รอบนี้อยู่ในช่วงที่เธอเพิ่งเรียนจบใหม่ และกำลังจะเข้าทำงาน เธอจึงปฏิเสธไม่ไปร่วมงานกับที่บ้าน จากนั้นพ่อ แม่ และพี่สาว ของเจนจึงขับรถเดินทางไปร่วมงานกันเพียงแค่ 3 คน โดยทุกครั้งที่ไปไหว้ศาลเจ้าแห่งนี้ จะนำหัวหมูพะโล้ไปปักธูปเซ่นไหว้ และจะต้องรอลาศาลเจ้า เพื่อนำหัวหมูกลับบ้านด้วยทุกครั้ง ในระหว่างที่รอทุกคนก็เดินไปสำรวจรอบหมู่บ้านแห่งนั้น เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงกลางคืน เจนที่กำลังรอครอบครัวกลับมาอยู่ที่บ้าน มีความรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมา เธอจึงโทรถามพ่อว่าทำไมทุกคนยังไม่กลับมา พ่อก็ตอบเจนว่ากำลังกลับแล้ว แต่มันก็หาทางออกไม่เจอ ขับมาเท่าไหร่มันก็วนอยู่ที่เดิม เมื่อสิ้นเสียงพ่อพูด จู่ ๆ เจนก็ได้ยินเสียงหัวเราะของผู้หญิงปริศนา ดังขึ้นมาจากปลายสายโทรศัพท์ ทำให้เจนต้องบอกพ่อให้ตั้งสติ และจอดรถเพื่อสวดมนต์ขอพร จนหาทางกลับบ้านได้สำเร็จ ในขณะที่ครอบครัวของเจนกำลังจะกลับมาถึงบ้าน เจ้าที่ที่บ้านก็ได้มาเตือนว่าอย่าให้พ่อถึงถุงเข้าบ้าน เมื่อครอบครัวของเจนเดินทางกลับมาถึง พ่อก็ได้ลงรถมาพร้อมกับถุงที่อยู่ในมือ เจนจึงถามไปว่า ‘พ่อเอาอะไรมา’ พ่อเลยบอกว่าหัวหมูที่นำไปเซ่นไหว้เมื่อตอนเช้า แต่เมื่อเปิดดูกลับพบว่าหัวหมูเต็มไปด้วยหนอน และแมลงวัน เจนจึงบอกให้พ่อนำไปทิ้งที่ศาลเจ้าท้ายซอย เมื่อไปถึงจี้กง ที่เป็นร่างประทับของศาลแห่งนี้ ก็ได้บอกให้พ่อนำถุงไปทิ้งที่หลัง คลอง ก่อนที่พ่อจะกลับ จี้กงได้บอกว่า‘มีบางสิ่งบางอย่างตามมาด้วย พรุ่งนี้พาคนที่บ้านมาทำพิธี วันนี้คงจะทำให้ไม่ได้ เพราะของมันแรง..’ หลังจากพ่อกลับเข้ามาในบ้าน เจนที่ยืนอยู่ด้านนอกก็ได้เห็นผู้หญิง 2 คน นั่งอยู่บนหลังคารถของพ่อ ทำให้เจนตกใจมาก แต่เมื่อหันไปอีกครั้งมันก็หายไป เจนจึงกลับเข้าบ้าน ก่อนที่จะเห็นว่าผู้หญิง 2 คนนั้นกำลังนั่งมองเจนจากระเบียงบ้านของพี่สาวที่อยู่ฝั่งตรงข้าม… ขณะที่ทุกคนกำลังนอนหลับ จู่ ๆ พ่อของเจนก็ได้ร้องโวยวายดังลั่น ทำให้เจนรีบวิ่งไปปลุกพ่อ ก่อนที่พ่อจะตื่นมาด้วยความเหนื่อย และบอกว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งพยายามจะทำร้ายพ่อ ต่อมา พี่สาวของเจนร้องโวยวายขึ้นมาอีกคน เจนจึงรีบวิ่งไปหา พี่สาวได้บอกว่าฝันเห็นผู้หญิง 2 คน พยายามที่จะเข้าบ้าน เจนคิดว่าเหตุการทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันแปลกเกินไป ทุกอย่างดูคล้ายกันหมด จนถึงคนสุดท้ายที่มีอาการ คือ แม่ของเจน ที่จู่ ๆ ก็กรีดร้องโวยวาย ‘จะทำอะไรฉัน!!’ เมื่อทุกคนเข้าไปในห้อง ก็ได้เห็นแม่นอนตาเหลือกเหมือนคนที่หายใจไม่ออกอยู่บนเตียง ก่อนที่จะตื่นมา และเล่าว่าฝันเห็นผู้หญิง 2 คนพยายามทำร้ายแม่ เมื่อทุกคนฝันถึงเรื่องเดียวกัน ในคืนนั้นจึงมีการสวดคาถาป้องกันเรื่องราวร้าย ๆ ที่เกิดขึ้น และตกลงที่จะนอนรวมกัน ขณะที่เจนกำลังนอนหลับจู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีมือคนหนึ่งมาโอบกอดรัดอยู่ที่หน้าอก และมือของอีกคนหนึ่งโอบรัดอยู่ที่ขาของเธอ แม้เจนพยายามจะสู้ แต่ก็ทำไม่สำเร็จ หลังจากนั้นเจนได้ยินเสียงหัวเราะของผู้หญิง ซึ่งเป็นเสียงที่คุ้นเคย เหมือนกับเสียงหัวเราะปริศนาจากปลายสายโทรศัพท์ที่เธอเคยได้ยิน เจนท่องคาถา ก่อนจะลืมตาขึ้นมาเจอกับหญิงชราคนหนึ่งอยู่ตรงหน้าของเธอ เหมือนกับพยายามจะแฝงร่างของเธอ ทั้งสองประจันหน้ากันก่อนที่หญิงชราคนนั้นจะพูดว่า‘เดี๋ยวกูจะกินแม่มึง แล้วกูจะกินคนในครอบครัวมึง แม่มึงมายุ่งเรื่องของกู’‘หรือ..กูจะกินมึงก่อนดี’ คำพูดสุดท้ายของหญิงชรา ก่อนที่จะหายไปหลังจากเจนท่องบทสวดจนสิ้นเสียง ‘อาเมน’ ทุกอย่างก็หลุดพ้นออกจากตัวของเธอ วันต่อมาทุกคนได้เดินทางไปแก้ของกับพระสงฆ์รูปหนึ่ง เนื่องจากของแรงเกินกว่าที่จี้กงของศาลเจ้าท้ายหมู่บ้านจะแก้ให้ไหว สืบสาวเรื่องราวทั้งหมด ในตอนที่ทุกคนไปทำพิธีแก้บนที่ศาลพ่อปู่ทางภาคอีสาน ขณะที่รอของเซ่นไหว้ ทุกคนได้เดินไปสำรวจดูรอบ ๆ หมู่บ้านที่มีการทำพิธี แม่ของเจนได้เดินไปเจอบ้านหลังหนึ่ง วางของเซ่นไหว้ต่างออกไปจากบ้านหลังอื่น ๆ บนโต๊ะนั้นมีแต่เลือด ไก่สดที่เหมือนกับโดนหักคอ และของดิบอีกมากมาย ด้วยความสงสัยและประหลาดใจ แม่ของเจนได้พูดออกมาว่า ‘ทำไมที่นี่เขาไหว้กันแปลกจัง’ ทันใดนั้นเจ้าของบ้านได้ยินจึงเข้ามาถามแม่ของเจน ‘มาไหว้ด้วยกันไหม’ แม่ของเจนได้ปฏิเสธ และเดินออกมา พร้อมกับได้ยินเสียงบทสวดแปลก ๆ ดังตามหลังมา เมื่อถึงเวลากลับบ้านพ่อได้บอกกับทุกคนว่า ‘ไปพวกเรา กลับบ้านกัน’ ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด หลังจากได้เดินทางมาหาพระเพื่อทำพิธี พระท่านได้บอกว่า ‘มีวิญญาณปอบตามมา 2 ตน’ ถือว่าโชคดีที่มาเจอก่อน ไม่งั้นมันคงกลายเป็น ‘ห่าก้อม’ (ห่าก้อม คือ ตำนานพญาผีปอบ ผีร้ายที่เกิดจากผู้มีวิชาอาคมแต่กระทำความผิด) ไปแล้ว…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากลูกหว้า พิจิกา 'พี่ผมแดง' I อังคารคลุมโปง X มิ้ม รัตนวดี - ลูกหว้า พิจิกา [14 ม.ค. 2568]

22 ม.ค. 2025

เรื่องเล่าจากลูกหว้า พิจิกา 'พี่ผมแดง' I อังคารคลุมโปง X มิ้ม รัตนวดี - ลูกหว้า พิจิกา [14 ม.ค. 2568]

คุณลูกหว้า พิจิกา ได้นำเรื่อง ‘พี่ผมแดง’ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (14 มกราคม 2568) ต้องบอกเลยว่า ประสบการณ์การเจอสิ่งลี้ลับของคุณลูกหว้าครั้งนี้ ทำให้ทั้ง ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ขนลุกทั้งคู่! ย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คุณลูกหว้าได้ถูกเชิญไปงานแต่งของ ‘พี่บี มือคีย์บอร์ด ของวง ETC’ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้คุณลูกหว้าต้องค้างคืนที่บ้านของ ‘พี่โซ่ หัวหน้าของวง ETC’ ในใจของคุณลูกหว้าคิดว่า คงจะไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น หลังจากตื่นขึ้น คุณลูกหว้าก็ได้ลุกขึ้นมาอาบน้ำ-แต่งหน้าตามปกติ หลังจากทำทุกอย่างเสร็จเวลา 8 โมงกว่า คุณลูกหว้าจึงตัดสินใจปลุกน้องที่มาด้วยกัน แต่ทั้ง ๆ ที่คุณลูกหว้าอาบน้ำแล้ว จู่ ๆ กลับรู้สึกง่วงอย่างประหลาด ทำให้คุณลูกหว้าตัดใจสินใจเอนตัวลงเพื่อพักสายตา หลังจากที่เอนตัวไป คุณลูกหว้าก็ได้หลับในทันทีและฝันเห็นภาพทุ่งหญ้ากว้าง และได้เห็นกลุ่มคนยืนอยู่ใกล้ ๆ แต่งตัวสีสันมากมาย ในใจของคุณลูกหว้าเหมือนได้ทำการสื่อสารกับกลุ่มคนตรงนั้นว่า ‘ไม่มีอะไรนะ เราแค่มางานแต่ง’ คุณลูกหว้าก็ไม่ได้เอะใจอะไรเพราะคิดว่าเป็นความฝัน ผ่านไปสักพักหนึ่ง คุณลูกหว้าก็ได้ลืมตา และได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ที่ปลายเท้าของตน จากนั้นก็ค่อย ๆ หันศีรษะมาทางคุณลูกหว้าอย่างช้า ๆ สีผมของผู้หญิงคนนั้นเป็นสีแดงปนสีส้ม ดวงตาสีน้ำตาลปนแดง และใช้ตาคู่นั้นจ้องมองมาที่คุณลูกหว้าแบบไม่ละสายตาคุณลูกหว้าจึงสะดุ้งตื่น! อาการที่เกิดขึ้นนั้นเหมือนกับคนที่ฝันร้ายมาก ๆ เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง คุณลูกหว้าก็ปลอบตัวเองว่าสิ่งที่เห็นเมื่อสักครู่นี้เป็นเพียงความฝัน หลังจากนั้น คุณลูกหว้าสบายใจมากยิ่งขึ้น นี่ถือเป็นเหตุการณ์ครั้งแรกในชีวิตของคุณลูกหว้าที่ได้เจอกับสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ หลังจากที่น้องของคุณลูกหว้าตื่นขึ้นมาอาบน้ำ ในตอนนั้นตัวของคุณลูกหว้ายังไม่เล่าให้น้องฟังและคิดว่าคงไม่มีอะไรหลังจากนี้แล้ว จนกระทั่งไปที่โบสถ์และทำพิธีทุกอย่างเสร็จสิ้น ทุกคนก็ตัดสินใจไปกินกาแฟกัน และมีรุ่นพี่คนหนึ่งได้พูดขึ้นว่า “ด้านข้างของตัวบ้านคือโบสถ์ เป็นศาสนจักรของชาวคริสต์ แล้วทางด้านหลังของตัวบ้านก็อยู่ติดกับสุสาน” สิ้นคำพูดของรุ่นพี่ คุณลูกหว้าก็รู้สึกว่าจะได้รับข้อมูลที่ทำให้ทุกอย่างกระจ่าง จึงได้ตัดสินใจที่จะเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เจอเมื่อเช้าให้ทุกคนตรงนั้นฟัง เมื่อทุกคนได้ฟัง ก็ไม่ได้มองว่าเหตุการณ์ของคุณลูกหว้าแปลก เพราะที่สุสานตรงนั้นก็มีศพของมิชชันนารี ที่เป็นคนต่างชาติฝังไว้อยู่ด้วยเหมือนกัน คุณลูกหว้าจึงได้รู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ตนน่าจะได้เจอกับผู้หญิงคนนั้นจริง ๆ แต่ก็ยังไม่ทราบถึงเหตุผลว่า ‘ทำไมผู้หญิงผมแดงคนนั้นถึงจ้องมองคุณลูกหว้าอย่างไม่ละสายตาไปไหนเลย’(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-