เรื่องเล่าจากคุณเป็ดน้อยลูกหมอผี 'มันใกล้เข้ามาเเล้ว' l อังคารคลุมโปง X เป้ ก๊อก ก๊อก ก๊อก [25 ก.พ. 2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเป็ดน้อยลูกหมอผี 'มันใกล้เข้ามาเเล้ว' l อังคารคลุมโปง X เป้ ก๊อก ก๊อก ก๊อก [25 ก.พ. 2568 ]

01 มี.ค. 2025

         เมื่อสิ่งที่คืบคลานเข้ามาคือสิ่งที่มองไม่เห็น มันเป็นเสียงเหยียบหญ้าดัง สวบ สวบ สวบ แต่กลับไม่พบใคร จนต้องปั่นจักรยานหนีสุดชีวิต! แต่ใครจะคิดว่าเสียงนั้น ดันตามมาหลอกหลอนถึงในฝันเกือบทั้งอาทิตย์!

         เรื่องราวสุดหลอนในวัยเด็กจะจบลงอย่างไร?

         ติดตามได้กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘มันใกล้เข้ามาแล้ว’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’(25 กุมภาพันธ์ 2568) พร้อมด้วย ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีีเจเจ็ม’ ที่จะเป็นเพื่อนหลอนไปกับคุณ!!

         ‘คุณเป็ดน้อย’ เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวคุณเป็ดน้อยเอง เกิดขึ้นตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2534

         สมัยก่อนคุณเป็ดน้อยชอบปั่นจักรยานไปเล่นบ้านคนนั้นคนนี้ ซึ่งในวันนั้นคุณเป็ดน้อยได้ปั่นจักรยานไปงานวันเกิดเพื่อนคนหนึ่ง พอถึงช่วงเย็นคุณเป็ดน้อยและเพื่อน ๆ ก็นัดกันเพื่อจะมารวมตัวที่บ้านคุณเป็ดน้อย ที่อยู่ซอยที่ 3 ถัดมาจากนั้นหนึ่งซอย จะเป็นซอยที่มียาวที่สุดในหมู่บ้าน ตรงกลางซอยจะมีสะพานข้ามคลองเล็ก ๆ 

         เมื่อนัดแนะกันเสร็จ เด็ก ๆ ก็ปั่นจักรยานออกมา แต่เพื่อนคนอื่นปั่นกันเร็วมาก ยกเว้นคุณเป็ดน้อยที่ปั่นช้า พอไปถึงกลางซอยทางขึ้นสะพาน คุณเป็ดน้อยเริ่มรู้สึกเหนื่อยจึงหยุดพักที่กลางสะพาน ซึ่งทั้งสองข้างของคลองจะเป็นตลิ่ง พอมองไปก็จะเห็นเป็นต้นไม้เรียงรายไม่มีบ้านคน และในตอนที่นั่งพักอยู่นั้น คุณเป็ดน้อยก็ได้ยินเสียง สวบ สวบ สวบ เหมือนเสียงคนเดินผ่านกอหญ้ามาจากตลิ่งริมคลอง ด้วยความปากไว จึงพูดไปว่า

         “ใครหน่ะ”

         แต่ก็ไม่เห็นใคร และยังได้ยินเสียงเดินอยู่ แล้วเสียงนั้นก็เริ่มใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ คุณเป็ดน้อยก็ยังคงถามว่าใคร จนกระทั่งคุณเป็ดน้อยเริ่มคิดว่า เสียงที่ดังอยู่คงไม่มีใครหรอก แต่กอหญ้ายวบเหมือนเป็นรอยเท้า และรอยที่กอหญ้ายวบก็มาทางคุณเป็ดน้อยเรื่อย ๆ โดยที่คุณเป็ดน้อยไม่เห็นอะไรเลย

         ตอนนั้นความคิดในหัวของคุณเป็ดน้อยคิดว่า ‘หญ้ามันยวบได้ยังไง มันเกิดอะไรขึ้น แล้วทำไมมันถึงมาทางเรา’ จนกระทั่งหญ้ายวบมาถึงส่วนปูนที่เป็นสะพาน และเสียงก็เงียบไป  คุณเป็ดน้อยจึงได้สติจากเสียงที่เพื่อนตะโกน แล้วรีบปั่นจักรยานต่อ คุณเป็ดน้อยปั่นแบบไม่คิดชีวิตจนล้มได้แผล เมื่อถึงบ้านจึงเข้าไปทำแผลเป็นอันดับแรก 

         ในคืนนั้น คุณเป็ดน้อยก็ฝันว่า ตัวเองมายืนอยู่หน้าบ้าน แล้วมองไปที่สะพาน แล้วก็ได้เห็นผู้ชายคนหนึ่ง ใส่เสื้อสีขาว กางเกงสแลค ค่อย ๆ เดินมาจากสะพาน จนผ่านบ้านหลังแรก คุณเป็ดน้อยก็สะดุ้งตื่น และวันต่อมาคุณเป็ดน้อยได้ฝันแบบเดิม แต่ผู้ชายคนนั้นก็เดินผ่านมาเรื่อย ๆ จนผ่านบ้านหลังที่สอง คุณเป็ดน้อยสะดุ้งตื่นเช่นเดิม โดยที่คุณเป็ดน้อยก็ฝันแบบนี้ทุก ๆ คืน เป็นเวลาเกือบอาทิตย์ จนเริ่มเห็นผู้ชายคนนั้นชัดเจนขึ้น ผู้ชายคนนั้นใส่เสื้อเซิ้ตสีขาวตรงกลางเสื้อมีสีน้ำตาล และก็ไม่ได้ยินเสียงผู้ชายคนนั้นพูด เพราะมองยังเห็นไม่ชัดพอ

         มีอยู่คืนหนึ่งที่คุณเป็ดน้อยฝันว่าอยู่ในบ้าน ประตูหน้าบ้านเปิดอยู่ และผู้ชายที่เห็นในฝันก็ยืนอยู่หน้าบ้าน ผู้ชายคนนั้นมีแผลขนาดใหญ่อยู่ที่คอ และตรงที่คุณเป็ดน้อยเห็นเป็นสีน้ำตาลคือรอยคราบเลือด ผู้ชายคนนั้นยื่นมือมาและโวยโวยว่าอะไรบางอย่าง ซึ่งได้ยินเสียงไม่ชัด ในตอนที่คุณเป็ดน้อยกำลังตกใจอยู่ ก็ได้มีคนมาจับไหล่จากด้านหลัง และคนที่ยื่นมือมาจับนั้นก็เป็นคุณอาของคุณเป็ดน้อย และคุณอาก็พูดว่า

         “มาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง”

         พอคุณเป็ดน้อยรู้สึกตัว ก็ไม่เห็นอะไรแล้ว ประตูบ้านก็ปิดสนิท และคุณอายังบอกต่อว่า ทุกคืนคุณเป็ดน้อย มักจะละเมอเดินออกมายืนหน้าบ้าน จนทุกคืนคนในบ้านต้องออกมาอุ้มคุณเป็ดน้อยกลับไปนอนที่เตียงตามเดิม ซึ่งตัวคุณเป็ดน้อยเองก็ไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นได้อย่างไร คุณเป็ดน้อยจึงพยายามเล่าเรื่องที่ฝันให้คุณอาฟัง แต่คุณอาก็บอกว่า 

         “โอ๊ย เด็กฝัน ไร้สาระ”

         จากนั้นก็พาคุณเป็ดน้อยกลับไปนอน 

         คืนต่อมาคุณเป็นน้อยก็เห็นผู้ชายที่อยู่ในฝัน มายืนอยู่ตรงหน้าต่างปลายเตียง ในฝันผู้ชายคนนั้นก็ได้ยื่นมือมาจับขาคุณเป็ดน้อย แล้วดึงลงมาจากเตียง จนหล่นลงมาที่พื้น คุณเป็ดน้อยก็ร้องไห้โวยวาย จนปัสสาวะราดอยู่ตรงนั้น ในที่สุดคุณเป็ดน้อยก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาที่ปลายเตียง เพราะเสียงของคนในบ้านที่วิ่งมาในห้อง ทุกคนจึงเริ่มเชื่อในสิ่งที่คุณเป็ดน้อยเล่าเกี่ยวกับความฝัน จึงพาไปทำพิธีที่วัด และหลังจากนั้นคุณเป็ดน้อยก็ไม่เคยเห็นผู้ชายคนนั้นอีกเลย 

         คุณเป็ดน้อยยังบอกต่ออีกว่า เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เป็นคนกลัวผีจนขึ้นสมองไปเลย 

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

ความเชื่อ ความศรัทธา ความมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อสังคม และเหตุผลของ ‘โตโน่ ภาคิน’ ชายที่ขอไม่ยอมแพ้ให้กับกระแสดรามา

03 มี.ค. 2023

ความเชื่อ ความศรัทธา ความมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อสังคม และเหตุผลของ ‘โตโน่ ภาคิน’ ชายที่ขอไม่ยอมแพ้ให้กับกระแสดรามา

ใน “รายการอังคารคลุมโปง X” ที่ผ่านมา (21 กุมภาพันธ์ 2566) “ดีเจแนน” และ “ดีเจเจ็ม” ได้พูดคุยถึงเรื่องราวลี้ลับและความเชื่อที่เกิดขึ้นกับ “โตโน่ ภาคิน” ชายผู้ตัดสินใจจะว่ายน้ำข้ามแม่น้ำโขง เพื่อรับบริจาคเงินซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้โรงพยาบาลนครพนม (ฝั่งไทย) และ โรงพยาบาลแขวงคำม่วน (ฝั่งลาว) ในโครงการที่ชื่อว่า “One Man and The River” ซึ่งในตอนท้ายได้เงินบริจาคถล่มทลายไปกว่า 80 ล้านบาท โตโน่เล่าว่าเรื่องที่พบเจอนั้นไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเกี่ยวกับผีแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องของความเชื่อ เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ใกล้จะถึงวันว่ายน้ำ ตอนนั้นยังซ้อมอยู่ที่กรุงเทพฯ โตโน่ได้ฝันเห็นคน 7 คน มี 2 คนเข้ามาคุยกับโตโน่ ใส่เสื้อสีแดงและสีขาว ส่วนอีก 5 คน ยืนอยู่เกาะกลางน้ำ มองไปแล้วสวยงามมาก ซึ่งโตโน่เองก็จำไม่ได้ว่าเรื่องที่คุยกับ 2 คนนั้นเป็นเรื่องอะไร คืนต่อมาก็ฝันเห็นพญานาคอยู่ใต้แม่น้ำโขง โตโน่คิดเพียงแค่ว่าอาจจะเพราะใกล้ถึงวันภารกิจแล้ว ใจเราอาจจะคิดถึง แล้วเก็บไปฝันก็เป็นได้ พอมาถึงจังหวัดนครพนม จากที่ก่อนหน้านี้เจอดรามาหนัก ๆ พอมาถึงโตโน่ก็รู้สึกได้ถึงความรักและกำลังใจจากทุกคนที่มาคอยเอาใจช่วยที่นี่ จากนั้นก็มีชาวบ้านจากจังหวัดน่าน ชื่อว่า “พี่กัน” เขาได้มอบเสื้อให้โตโน่ 2 ตัว ตัวแรกเป็นลายพญาศรีสัตตนาคราช ส่วนอีกตัวเป็นลายปู่ศรีสุนโธ ซึ่งคนที่เขียนลายนี้เป็นเพื่อนของ อ.ถวัลย์ ดัชนี เขาไม่ได้เขียนรูปมาหลาย 10 ปีแล้ว แต่อยู่ ๆ เขาก็อยากจะเขียนให้โตโน่ โตโน่ได้รับมาก็รู้สึกขอบคุณ และตั้งใจว่าวันพรุ่งนี้ ที่จะต้องไปไหว้พระธาตุพนม ตนจะใส่เสื้อลายพญาศรีสัตตนาคราชไป ซึ่งไม่ได้บอกใคร เมื่อวันไหว้พระธาตุพนมมาถึง ก็มีพระอาจารย์มากมาย หนึ่งในนั้นมีพระอาจารย์ท่านนึง พาโตโน่ขึ้นไปไหว้พระธาตุพนม และพูดกับโตโน่ว่า “ดีใจด้วยนะ มาอยู่ มาประทับทั้งบ่าซ้ายบ่าขวาแล้วนะ” นั่นทำให้โตโน่รู้สึกใจชื้นมากยิ่งขึ้น พอออกมาจากพระธาตุพนม ยอดบริจาคจากเดิมอยู่ที่ 7 ล้าน ก็เพิ่มขึ้นมาเป็น 15 ล้านอย่างไม่น่าเชื่อ! พอคืนวันที่ 2 ทางทีมก็ได้ประชุมกัน พบว่าสภาพอากาศของวันว่ายจะมีพายุเข้า โตโน่ก็รู้สึกเป็นห่วงทั้งชาวบ้านที่มาคอยให้กำลังใจ ทั้งทีมงาน แพทย์ และพยาบาล โตโน่จึงนึกถึงฝัน ที่เคยฝันว่าเห็น 7 คน อาจจะสื่อถึงพญาศรีสัตตนาคราชที่ดูแลพระธาตุพนม เพราะมี 7 ตนเท่ากัน และคิดในใจว่า “พ่อเอ้ย ถ้าจริง อยากให้เป็นยังไงก็เป็นยังงั้นเลย ถ้าฝนตก ผมจะถือว่าพ่อไม่อยากให้ผมร้อน ผมจะลงไปว่าย ผมจะทำให้เขา จะได้กี่บาทผมไม่รู้” จากนั้นวันจริงก็มาถึง ในระหว่างที่ทำพิธีบวงสรวงก่อนว่าย ปรากฏว่าฝนไม่ตก กลายเป็นวันที่อากาศแจ่มใส โตโน่บอกว่าตนเองว่ายน้ำได้สบายมาก นอกจากนี้โตโน่ยังบอกอีกว่ามีความบังเอิญอีกหนึ่งอย่าง ในวันนั้นโตโน่ใส่พญาศรีสัตตนาคราช และบอกว่า “พระอาจารย์เทพนรินทร์ที่มาทำพิธีให้ ท่านมาจากอุดร / พระอาจารย์ที่ทัก ท่านอยู่นครพนม / ส่วนพี่กันที่เอาเสื้อมาให้ มาจากน่าน และทั้ง 3 คนไม่รู้จักกัน อยู่ ๆ พระอาจารย์เทพนรินทร์ถอดเหรียญปู่ศรีสุนโธให้ผม มันเลยตรงมาก ๆ กับที่พระอาจารย์ที่พระธาตุพนมบอกว่า มาทั้งซ้ายและขวานะ” นอกจากนี้โตโน่ยังเล่าเสริมอีกว่า โตโน่ไม่เคยมีความรู้เรื่องพญาศรีสัตตนาคราช หรือปู่ศรีสุนโธมาก่อนเลย ไม่เคยทราบที่มาที่ไป หรือประวัติเกี่ยวกับท่านเลย รู้แค่ว่าอยากจะช่วยสานสัมพันธ์ให้ไทย-ลาว ท่านผู้ว่าเองก็บอกว่าเราไม่มีสัมพันธ์กันมา 3 ปีแล้ว เพราะสถานการณ์โควิด ครั้งนี้จึงเป็นการช่วยเชื่อมสัมพันธ์ให้ไทยกับลาวอีกครั้ง ก่อนปิดท้ายว่า “ผมขอขอบคุณทุกคน ทั้งคนไทย คนลาว และทุกคนที่ช่วยกันทำให้วันนั้นมันเกิดขึ้น ผมไม่รู้จะตอบแทนทุกคนยังไง ทุกคืนที่ผมนอน (ตอนอยู่นครพนม) อยู่ ๆ ผมก็อยากฟังพระสวด ตื่นเช้ามาก็อยากจะรำ” คำตอบนั้นทำให้ทั้งสตูดิโอถึงกับอึ้ง โตโน่จึงเสริมว่า “ก่อนหน้านี้ที่ลานพญาศรีสัตตนาคราช ท่านผู้ว่าบอกว่าวันที่ 7 เดือน 7 พญาศรีสัตตนาคราชชอบคนรำ แต่ผมรำไม่เป็น ให้ผมช่วยอย่างอื่นเถอะ แล้วพอได้มาที่นครพนม 3 วันนั้น มันเหมือนกับเชื่อมอะไรบางอย่าง แล้วก็รู้สึกได้ยินเสียงพูดว่า รำให้พ่อดูหน่อย” โตโน่ยังเสริมอีกว่า ทุกเช้าจะตื่นมานั่งสมาธิ แล้วจะเปิดฟังพระสวดไปด้วย ปรากฏว่าอัลกอริทึมรันเพลย์ลิสต์เพลงพญาศรีสัตตนาคราช “ผมเลยรำ รำคนเดียวในห้อง แล้วผมก็รู้สึกในใจว่า ผมทำเต็มที่นะพ่อ เท่าที่ผมจะทำได้แล้ว ผมอยากให้คนไทยและคนลาวรักกัน ผมช่วยได้เท่านี้นะพ่อ ส่วนการว่ายน้ำพรุ่งนี้ มันจะเป็นยังไงก็ขอให้มันเป็นไปในแบบของมัน ยอดบริจาคผมไม่สนว่าจะได้เท่าไหร่ หรือมันจะเกิดอะไรขึ้นกับผม แล้วแต่จะเป็น..” หลังจากว่ายน้ำเสร็จ โตโน่กล่าวว่า “ผมไม่รู้จะขอบคุณทุกคนยังไง นั่นเป็นที่มา ที่ผมอยากบวชให้ เพราะพญาศรีสัตตนาคราชบวชไม่ได้ ผมอยากเป็นตัวแทน เพราะได้ยินว่าผู้เฒ่าผู้แก่บอกผมว่าผมเป็นลูก ด้วยความเชื่อของผม ในเมื่อตอนนี้ผมทำให้ได้ ผมบวชให้” โตโน่เสริมว่า โปรเจ็ค “One Man and The River” ตอนนี้ทางด้านฝั่งลาวอยู่ในขั้นตอนของการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ต่างประเทศ เพราะบางอย่างไม่มีในบ้านเรา คาดว่าจะเสร็จสิ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม ส่วนทางฝั่งไทยนั้น ตอนแรกโตโน่คิดว่าจะได้แค่เตียงเด็ก แต่พอยอดบริจาคพุ่งขนาดนี้ ทำให้ซื้อได้ทั้งศูนย์หัวใจและหลอดเลือด มอบให้กับจังหวัดนครพนม แต่ต้องใช้เวลาในการสร้าง เพราะไม่ใช่แค่เรื่องอุปกรณ์ และในตอนท้ายดีเจเจ็มได้กล่าวชื่นชมความศรัทธา ความเชื่อ และความมุ่งมั่นของโตโน่(เรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ติดตามฟังเรื่องเต็มได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณป๊อป The Ghost 'วิญญาณหลอน B8' l อังคารคลุมโปง X ป๊อป The Ghost [ 20 ม.ค.2569 ]

26 ม.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณป๊อป The Ghost 'วิญญาณหลอน B8' l อังคารคลุมโปง X ป๊อป The Ghost [ 20 ม.ค.2569 ]

การดูหนังผีในโรง ที่ไม่ได้หลอนเพียงแค่ในจออีกต่อไป เมื่อความตั้งใจ คือการมาดูหนังผีเรื่องดังตามกระแส แต่กลับเจอน้ำ และขนมไทยสุดแปลกวางอยู่บนเก้าอี้ ซึ่งตัวเขานั้นเข้ามาคนแรกในโรง ระหว่างที่นั่งดูหนังกำลังฉาย ก็มีความรู้สึกขนลุกเหมือนไม่ได้นั่งอยู่คนเดียว แต่เก้าอี้ตัวข้าง ๆ นั้นไม่มีใครนั่งอยู่ นอกจากขนมที่วางไว้ แต่กลับรู้สึกว่า เหมือนโดนแขนของใครบางคนอยู่ตลอดเวลา เมื่อออกไปจากโรงหนังทำให้รู้เรื่องราวที่ชวนขนหัวลุก และน่าจดจำยิ่งกว่าหนังตรงหน้า.. เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ป๊อป The Ghost’ (20 มกราคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘วิญญาณหลอน B8’ เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวของ “คุณป๊อป” ที่มาเล่าเรื่องราวของน้อง ให้นามสมมุติว่า (บี) เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยน้องบี เกิดอยากดูหนังผีชื่อดังเรื่องหนึ่งในโรงภาพยนตร์ จึงได้จองตั๋วหนังรอบประมาณ 4 โมงเย็นกว่า ๆ และเลือกที่นั่งแถว B9 ซึ่งเป็นแถวที่อยู่แถบบน ๆ ของโรงหนัง และมีเพียงน้องบี ที่จองที่นั่งในแถวนั้นเพียงคนเดียว น้องบี ก็ได้ซื้อน้ำ และขนมเพื่อจะนำมากินในขณะที่ดูหนัง เมื่อถึงเวลา 4 โมงตรง ทางพนักงานตรวจตั๋วหนังก็ได้ให้ตัวน้องบี เข้าไปนั่งรอในโรงหนังก่อน และเมื่อน้องบี เดินไล่ที่นั่งมาจากเลขที่นั่ง B1 B2 B3 มาเรื่อย ๆ ก็ต้องสะดุดตาเข้ากับที่นั่งเลขที่ B8 เนื่องจากว่าได้มีแก้วน้ำ และขนมไทยที่วางอยู่บนกระทง และห่อซีนพลาสติกไว้.. น้องบี ก็ได้เกิดความสงสัยขึ้นมาทันที เนื่องจากน้องบี คือลูกค้าคนแรก ที่พนักงานตรวจตั๋วเปิดโรงหนังให้เข้ามา อีกทั้งตอนที่เขาจองที่นั่งนั้นไม่มีใครจองที่นั่งข้าง ๆ แต่ทำไมถึงมีแก้วน้ำ และขนมไทยวางอยู่ ซึ่งในโรงหนังไม่ได้มีการเปิดจำหน่ายขนมไทยให้กับลูกค้า แต่น้องบี ก็ได้สลัดความสงสัยนั้นออกไป และคิดเพียงแค่ว่า คงอาจจะอยากอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยเพียงเท่านั้น และคิดว่าเจ้าตัวอาจจะคงกำลังไปเข้าห้องน้ำอยู่ เดี๋ยวอีกสักพักก็คงจะกลับมา ในขณะที่น้องบี กำลังนั่งดูตัวอย่างหนังอยู่นั้น ก็ได้มีไฟฉายส่องมาที่หน้าของตน และได้พบเข้ากับพนักงานที่เดินมาถามว่า “พี่ครับ คนข้าง ๆ พี่ อยู่ไหนอะพี่” ตัวน้องบี ก็ได้ตอบกลับไปว่า “พี่ก็ไม่รู้ อยู่ไหนอะ พี่มาพี่ก็ไม่เจอนะ” พนักงานคนนั้นจึงได้พูดต่อว่า “อ่าวหรอ ก็นึกว่าพี่เจอ ถ้าพี่ไม่เจองั้นผมไปแล้วนะ” และได้ทิ้งความสงสัยไว้ให้น้องบีต่อไป เมื่อหนังเริ่มฉายน้องบี ก็ได้เกิดความรู้สึกระแวง และขนลุกซู่ขึ้น เมื่อได้เผลอนำแขนไปเท้ากับเบาะที่นั่งข้าง ๆ เบาะ B8 ทำให้ตลอดการดูหนัง ที่ไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่นำแขนไปเท้าเบาะ จะรู้สึกขนลุกซู่อยู่เสมอ เรียกได้ว่าหนังที่ว่าน่ากลัว ของจริงดันน่ากลัวซะยิ่งกว่า น้องบี จึงได้ยกมือขึ้นมาไหว้ และพูดขอว่า “ขอดูหนังให้จบก่อนได้ไหม เสียเงินไปเยอะเลย เสียดายเงิน เสร็จแล้วไม่ต้องตามกลับ จบกันแค่นี้นะ” พร้อมกับความรู้สึกที่ระแวงอยู่ตลอดการนั่งดูหนัง เมื่อหนังจบลง น้องบี ก็ได้ออกไปเจอพนักงานตรวจตั๋วคนเดิม น้องบี จึงได้ถามไปว่า “น้อง สรุปแล้วไอ้คนที่นั่งข้าง ๆ พี่คือใคร” พนักงานหนุ่มคนนั้นจึงได้ตอบกลับมาว่า...“ผมเห็นจริง ๆ เป็นผู้หญิง” น้องบี จึงได้ตอบกลับไปว่า “แล้วเขาไปไหนอะ” แต่พนักงานหนุ่มก็ได้ตอบว่า “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันพี่”ทั้งคู่จึงได้พากันเดินขึ้นไปดูห้องคอนโทรลข้างบนโรงหนัง ซึ่งเป็นห้องที่มีการเก็บภาพจากกล้องวงจรปิดในโรงหนังไว้ และได้เห็นเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินเข้ามาในโรงหนัง ผมยาวปิดครึ่งหน้า ใส่เสื้อคลุมที่เหมือนเสื้อคลุมสีน้ำตาล กระโปรงสีชมพู พร้อมในมือถือขนมไทย และแก้วน้ำ แต่ทั้งสองก็ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็นเมื่อคลิปจากกล้องวงจรปิดได้เล่นต่อไปจนหนังฉายจบ แต่ก็ไม่มีภาพที่ผู้หญิงคนนั้นเดินออกจากโรงหนัง หรือเดินไปเข้าห้องน้ำเลย ซึ่งในท้ายที่สุด ทั้งคู่ก็ไม่ทราบว่าผู้หญิงคนนั้นคือใครหรือมีตัวตนอยู่บนโลกนี้จริงหรือไม่กันแน่..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากสาวแอน The Ghost 'สาเหตุที่เลิกขับเเท็กซี่' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 27 ม.ค.2569 ]

04 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากสาวแอน The Ghost 'สาเหตุที่เลิกขับเเท็กซี่' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 27 ม.ค.2569 ]

รถแท็กซี่ที่คุณนั่ง แค่รับส่งผู้โดยสาร หรือเคย ‘พรากชีวิต’ ใครมาก่อนหรือเปล่า? เรื่องราวหลอนระทึกของคนขับรถกะดึก ที่รับผู้โดยสารสาวขึ้นรถมาด้วยความหวังดี แต่กลายเป็นสาเหตุที่ต้องเลิกขับแท็กซี่ไปตลอดชีวิต เพราะเมื่อหญิงที่ขึ้นมาบนรถนั้น ดันกลายเป็นศพที่ถูกล้อรถทับ ที่ต้องหนีไปขอความช่วยเหลือจากลุงยามหมู่บ้านใกล้ ๆ แต่ใครจะรู้ ว่านั่นคือการ 'หนีเสือปะจระเข้'... เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน-สาวแอน The Ghost (27 มกราคม 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘สาเหตุที่เลิกขับเเท็กซี่’ เรื่องราวนี้ ‘สาวแอน’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวที่ถูกเล่ามาโดย “คุณอาร์ท” เป็นเรื่องราวของพี่ที่รู้จัก ที่มีชื่อว่า “คุณนัท” ซึ่งเหตุการณ์นี้ คือสาเหตุที่ทำให้ ‘คุณนัท’ ถึงกับต้องเลิกทำอาชีพสร้างเนื้อสร้างตัวของเขา นั่นคือการขับแท็กซี่ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ‘คุณอาร์ท’ ตกงาน จึงไปสมัครเป็นคนขับรถแท็กซี่ ซึ่งการเช่ารถแท็กซี่ 1 คัน จะถูกจัดให้มีคนขับอยู่ 2 คน ซึ่งคุณอาร์ท จะขับรถในกะกลางวัน และการทำงานในกะกลางคืน จะเป็นของพี่นัท พี่นัทเป็นคนตรงเวลามากมาตลอด เขาจะมาส่งรถประมาณตี 5 ของทุกวัน คืนวันนั้นพี่นัท ก็ออกไปทำงาน และคุณอาร์ทก็มารอรับรถปกติ แต่วันนี้ พี่นัทดันไม่มา คุณอาร์ทยังรอไปหลายชั่วโมง จนกระทั่ง 7 โมงเช้า พี่นัทก็ยังไม่มา จึงกลับไปรอที่บ้าน ประมาณ 9.00 น. พี่นัท โทรมา บอกว่า “อาร์ท พี่ขอโทษ 11 โมง มารับรถนะ เดี๋ยวพี่จะให้ค่าเสียเวลา” คุณอาร์ทก็ตอบตกลง และไปเจอกันที่อู่รถแท็กซี่แต่หลังจากเจอกับพี่นัท คุณอาร์ทสังเกตได้เลยว่า หน้าพี่นัท ดูซีดเซียว เหมือนคนอดหลับอดนอน แต่ก็ไม่ได้ถามไถ่อะไร แล้วไปขับรถทำงานตามปกติ หลังจากการทำงานวันนั้น คุณอาร์ทก็ขับรถเข้ามาที่อู่ และเห็นว่า พี่นัทกำลังนั่งรออยู่ เมื่อเจอกัน พี่นัทพูดว่า “อาร์ท… พี่ขอแลกกะได้มั้ย พี่ไม่อยากขับกะกลางคืนแล้ว” แต่คุณอาร์ท ปฏิเสธไป เพราะไม่ชินกับการขับรถกลางคืน แต่พี่นัทก็ไม่ได้ตื้ออะไร ต่างคนจึงแยกย้ายกัน วันถัดมาหลังจากคุณอาร์ท กลับจากทำงาน แล้วเอารถมาส่งที่อู่ ปรากฎว่าคนที่ยืนรอกลับเป็น เจ๊ เจ้าของอู่ ไม่ใช่พี่นัท เจ๊บอกกกับคุณอาร์ทว่า พี่นัทลาออกแล้ว อยากให้คุณอาร์ทควง 2 กะเลยทั้งกลางวัน และกลางคืน ทีแรกคุณอาร์ทคิดว่า เขาทำอะไรให้พี่นัทไม่พอใจ หรือโกรธที่ไม่ยอมแลกกะ หรือเปล่า? หลังจากนั้นจึงไปหาพี่นัทที่บ้าน ขณะนั้นพี่นัทกำลังดื่มอยู่ คุณอาร์ทจึงทราบจากภรรยาพี่นัทว่า พี่นัทไม่ได้โกรธ แต่เจอผีหลอกมาต่างหาก เขาก็เอ๊ะใจว่า แค่นี้ถึงกับต้องเลิกขับแท็กซี่เลยหรอ พี่นัทจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง พี่นัทเล่าว่า ตอนนั้นทำงานกะดึกอยู่เขาขับไปส่งลูกค้าแถวชานเมือง แต่ขากลับมีน้องผู้หญิงคนหนึ่งยืนโบกรถพอดี เขาเองก็ดีใจที่อย่างน้อย ก็ไม่ได้ตีรถกลับไปเฉย ๆ เมื่อเปิดกระจกถามว่าจะไปไหน ผู้หญิงคนนั้นตอบว่า “ไปซอยในหมู่บ้านตรงนั้นค่ะ…” พี่นัทก็เริ่มคิดแล้วว่า ซอยตรงนั้นมันเปลี่ยวสองข้างทางเป็นป่าต้นธูป มืดไม่มีไฟ เขากลัวว่าจะโดนลวงไปปล้น แต่เขาก็เป็นห่วงน้องผู้หญิงเลยตัดสินใจไปส่ง หลังจากนั้นน้องผู้หญิงก็ขึ้นรถมาแล้วบอกว่า ไม่ขอนั่งข้างหลัง อยากนั่งข้างหน้า พี่นัทก็ตกลง เมื่อขับรถออกไปสักพัก ด้วยความที่ผู้หญิงคนนั้นใส่กระโปรงสั้นแต่งตัวล่อตา พี่นัทจึงเผลอไปมองขา และหน้าอกของน้องผู้หญิง เขาเองก็รู้สึกผิด แต่สักพักน้องผู้หญิงก็หยิบสมุดกับปากกาขึ้นมาจดป้ายทะเบียนรถปกติ แล้วจู่ ๆ ก็หันมาพูดว่า “มึงมองนมกูหรอ !” พี่นัทตกใจจึงรีบปฏิเสธ “กูไม่ได้มอง !” ระหว่างนั้นก็ขับรถไป และทะเลาะกันไป ใช้คำหยาบขึ้นมึงกู เมื่อขับไปถึงจุดกลับรถใต้สะพานทางด่วนซึ่งมืดมาก เสียงทะเลาะของน้องผู้หญิงเมื่อครู่ก็เงียบไป และเมื่อขับออกมาพ้นใต้สะพาน มีแสงสว่าง พี่นัทก็หันไปพบว่าน้องผู้หญิงได้หายไปแล้ว พี่นัทตกใจมาก และนั่งสักพัก ก่อนที่จะได้ยินเสียง ปั๊ง! ปั๊ง! ปั๊ง! ที่ท้ายรถ จึงตัดสินใจลงจากรถไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่พี่นัทเห็นคือ ภาพสยดสยองของน้องผู้หญิงคนนั้นที่โดนล้อรถทับอยู่ มีทั้งเลือด และอวัยวะกระจายเต็มไปหมด ผู้หญิงคนนั้นพูดกับพี่นัทว่า “มึงชนกูทำไม!” พี่นัทรู้ตัวเลยว่านี่ไม่ใช่คน จึงรีบขึ้นรถ และขับหนีออกมาโดยเร็วที่สุด ขับออกมาเรื่อย ๆ จนเห็นแสงสว่างจากหมู่บ้าน และหน้าหมู่บ้านก็มีป้อมยาม ขณะนั้นมีคุณลุงคนนึง กำลังถือเก้าอี้เดินเข้าไปในป้อมพอดี พี่นัทจอดรถ และรีบวิ่งเข้าไปขอความช่วยเหลือ “ลุง ๆ ช่วยผมด้วย ผมโดยผีหลอก” ลุงจึงบอกให้พี่นัทเข้ามาก่อน ด้วยความกลัวพี่นัทก็รีบวิ่งเข้าไปนั่งหลบที่ใต้โต๊ะ ก่อนที่จะฟื้นขึ้นมาอีกทีในตอนเช้า เมื่อพี่นัทโดนปลุกจนตื่น ก็พบว่าข้างนอกป้อมยามมีชาวบ้านเต็มไปหมด ทุกคนต่างมามุงดู เพราะคิดว่าพี่นัทอาจจะนอนเสียชีวิตไปแล้ว จากนั้นก็มีการซักถามว่า “มาที่นี่ได้ยังไง คุณเป็นคนต่างถิ่นหนิ” คุณนัทจึงเล่าให้ฟังว่าโดนผีหลอก และมีป้าชาวบ้านคนนึงพูดขึ้นมาว่า “หึ้ย.. ไอส้มมันยังไม่ไปไหนอีกหรอ” พี่นัทจึงถามกลับไปว่า “ส้ม… ส้มที่ว่านี่คือใคร สิ่งที่ผมเจอคืออะไร” ป้าจึงบอกให้ตามมาจะเล่าให้ฟัง พี่นัทตามป้าไปที่ร้านข้าวของเธอ ป้าก็เล่าให้ฟังว่า ส้ม ก็เป็นคนหมู่บ้านนี้แหละ คืนนั้นส้มไปเรียกแท็กซี่ตรงจุดที่พี่นัทเคยไปรับ เมื่อขึ้นรถไปก็จดป้ายทะเบียนรถแท็กซี่เหมือนที่ทำตอนที่ขึ้นรถพี่นัทเลย แต่จังหวะที่รถขับไปถึงจุดกลับรถใต้สะพานที่เกิดเหตุ ลุงขับแท็กซี่คนนั้นกลับจอดรถ และพยายามข่มขืนเธอแต่น้องส้มเปิดประตู และหนีไปได้ ลุงจึงขับรถหนีไป แต่หนีได้สักพัก ก็นึกขึ้นได้ว่า น้องส้มได้จดชื่อ และทะเบียนรถของเขาไว้ จึงอยากย้อนกลับไปขอโทษ เมื่อกลับไปถึง ก็พยายามตามหาแต่ส้มกลับวิ่งหนี เขาจึงคิดว่าน่าจะไม่สามารถประนีประนอมกันได้ จึงตัดสินใจ ขับรถชนน้องส้มจนเธอสลบไป และพยายามลงจากรถไปค้นหาสมุดเล่มนั้นแต่ก็หาไม่เจอ จู่ ๆ น้องส้มก็ฟื้นขึ้นมา ลุงขับแท็กซี่ จึงขับรถเหยียบเธอซ้ำ เพื่อให้แน่ใจว่าเธอเสียชีวิตแล้ว จากนั้นจึงเอารถไปส่งที่อู่ แต่ไม่นานเมื่อกฎหมายทำงาน ลุงขับแท็กซี่ก็โดนจับไปรับโทษทันที หลังจากการชันสูตรศพ และสอบสวนผู้ต้องหา ตำรวจได้ถามลุงขับแท็กซี่ว่า ลุงข่มขืน และฆ่าน้องส้มใช่ไหม ลุงปฏิเสธตอบว่า “ผมฆ่าก็จริง แต่ผมไม่ได้ข่มขืน” ตำรวจเอะใจมาก “เป็นไปไม่ได้ เพราะศพโดนข่มขืนด้วย” เมื่อไม่มีการยอมรับ จึงต้องพักการสอบสวนไว้ก่อน และไม่นานก็มีสายจากตำรวจอีกนายโทรเข้ามาว่าให้มาดูที่เกิดเหตุอีกเหตุที่บ้านน้องส้ม เมื่อไปถึง ก็พบว่าภายในห้องมีข้อความเขียนอยู่ว่า “...กูแค่ข่มขืนมึง กูไม่ได้ฆ่ามึง… คนที่ฆ่ามึง คือคนขับแท็กซี่…” และถัดจากข้อความนั้นเป็นร่างของลุงแก่ ๆ ขี้เมา แขวนคอตัวเองอยู่ ตำรวจจึงสรุปได้ว่า ขณะที่ลุงขับแท็กซี่ขับรถหนีไป ลุงขี้เมาคนนี้ได้เข้ามา และข่มขืนน้องส้ม สมุดที่น้องส้มถือ จึงหล่นอยู่แถวนั้น เมื่อลุงขับแท็กซี่กลับมา ลุงขี้เมาก็หนีไป… เมื่อเล่ามาถึงอย่างนี้ คุณอาร์ทจึงพูดขึ้นว่า “แต่พี่ก็โชคดีนะ ที่มีลุงยามมาช่วยเอาไว้” พี่นัทตอบว่า “โชคดีกับผีอะไรล่ะ ที่กูสลบเพราะลุงนั่นแหละ” พี่นัทเล่าต่อว่า ในตอนที่เขาเข้าไปหลบใต้โต๊ะ ลุงยามก็เดินหยิบเก้าอี้มา แล้วพูดว่า “ผีตัวนี้ ลุงไม่กลัวมันหรอก ลุงมีวิธีหนีมันแล้ว” หลังจากนั้นลุงก็ปีนขึ้นบนเก้าอี้ และแขวนขอตัวเองต่อหน้าต่อตาพี่นัท และความจริงที่น่ากลัวสกว่านั้นคือ รถที่ทั้งสองคนขับ คือรถคันเดียวกันที่ชนน้องส้มจนเสียชีวิต…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เปิดร้านทำผมใกล้สถานศึกษาจนได้รู้จักกับน้องคนหนึ่ง ทั้งคู่เกิดความรู้สึกดี ๆ ให้กัน คืนหนึ่งรุ่นน้องมานอนพักที่ร้าน จากนั้นก็ฝันว่าน้องคนนั้นตาย! พอตื่นมาก็เห็นข่าวว่าน้องโดนยิงตาย แต่ไม่เชื่อ จึงขึ้นไปเช็คที่ห้องนอน ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่เลย!

14 ก.ย. 2023

เปิดร้านทำผมใกล้สถานศึกษาจนได้รู้จักกับน้องคนหนึ่ง ทั้งคู่เกิดความรู้สึกดี ๆ ให้กัน คืนหนึ่งรุ่นน้องมานอนพักที่ร้าน จากนั้นก็ฝันว่าน้องคนนั้นตาย! พอตื่นมาก็เห็นข่าวว่าน้องโดนยิงตาย แต่ไม่เชื่อ จึงขึ้นไปเช็คที่ห้องนอน ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่เลย!

เมื่อความรักเกิดขึ้นได้ทุกช่วงเวลา แต่กลับถูกความตายมาพลัดพราก ทำให้ความสัมพันธ์ยังคลุมเครือไม่ได้ไปต่อ เรื่องราวความรักสีดำครั้งนี้จะเป็นยังไง รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 กันยายน 2566) ขอต้อนรับ ‘พี่ขวัญ น้ำมันพราย’ พบกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ที่จะมาร่วมปิดไฟ แล้วเปิดประสบการณ์ความรักสุดหลอนกันในค่ำคืนนี้! ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน เรื่องราวเกิดขึ้นกับ LGBTQ ท่านหนึ่ง ชื่อว่า ‘พี่แอน’ อดีตเคยเป็นลูกจ้างร้านเสริมสวยร้านหนึ่ง สะสมประสบการณ์เก็บเงินจนเติบโตกลายเป็นเจ้าของร้านเสริมสวยแถวมหาวิทยาลัยย่านรังสิต หลังจากเปิดมาได้ปีกว่าก็มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก พี่แอนจึงตัดสินใจจ้างลูกน้องให้มาช่วยงานที่ร้าน ตัวพี่แอนเองมักจะสนิทสนมกับนักศึกษาหลายคน แต่มีนักศึกษาผู้ชายคนหนึ่ง มักจะมากับกลุ่มเพื่อนบ่อย ๆ แต่ตัวน้องผู้ชายไม่เคยตัดผมที่ร้านเลย และด้วยความหน้าตาดี เรียบร้อย พี่แอนก็เกิดความรู้สึกดี มีใจให้กับนักศึกษาหนุ่มคนนี้ เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสองเริ่มรู้จักกันมากขึ้นเรื่อย ๆ น้องคนนี้มีชื่อว่า ‘นัท’ เป็นเด็กต่างจังหวัดเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ หางานพิเศษทำเพื่อส่งตัวเองเรียน พี่แอนเองก็ไม่กล้าบอกคนอื่นว่ามีตนเองมีใจให้กับนัท เพราะกลัวนัทจะอาย พี่แอนจึงทำได้เพียงบอกให้นัทมาตัดผมฟรีที่ร้าน แต่ห้ามบอกใครว่าได้ตัดผมฟรี นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งคู่ได้มีโอกาสเจอกันอยู่บ่อยครั้ง วันหนึ่งนัทมานั่งในร้านทำผมด้วยหน้าตาที่เศร้าหมอง พี่แอนจึงเดินเข้าไปถามว่า “นัทเป็นอะไร?ปกติจะร่าเริงกว่านี้” นัทเล่าเรื่องราวให้ฟังถึงปัญหาที่ตนกำลังพบเจอ ทั้งหางานพิเศษไม่ได้ ไม่มีเงิน แต่ที่ตัดสินใจเล่าให้ฟัง ไม่ได้ต้องการให้พี่แอนมาช่วย เพราะอยากจะหาเงินให้ได้ด้วยตัวเอง เหตุการณ์นี้ทำให้รู้ว่าความจริงแล้ว ทั้งนัทและพี่แอนก็ต่างมีความรู้สึกดี ๆให้กัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้สานความสัมพันธ์เกินกว่าพี่น้อง อยู่มาวันหนึ่งขณะที่พี่แอนกำลังดึงบานประตูเหล็กลงมาเพื่อปิดร้าน ระหว่างนั้นสายตาก็มองออกไปข้างนอก เห็นโต๊ะหินอ่อนที่ตั้งอยู่เยื้อง ๆ กับหน้าร้าน มีคนนั่งอยู่ พี่แอนก้มลงไปมองด้วยความสงสัย ทำให้เห็นว่าคนที่นั่งอยู่คือนัท จึงตะโกนออกไปว่า “นัท นัททำอะไรลูก” นัทหันหน้ามามองที่พี่แอนแล้วตอบกลับว่า “พี่แอน ผมปวดหัว” พี่แอนจึงตัดสินใจพานัทเข้ามานั่งในร้านเพื่อที่จะพูดคุย และยังหายามาให้ พี่แอนบอกกับนัทด้วยความห่วงใยว่า “นัท ถ้าไม่ไหว ไม่ต้องคิดอะไรมาก นอนที่นี่ก็ได้นะ ไม่ต้องกลัว พี่ไม่ทำอะไรหรอก” นัทก็นั่งซึมน้ำตาไหล พูดซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ ว่า “พี่แอน ผมปวดหัว ผมไม่ไหวแล้วพี่ ปวดหัวมากเลยพี่แอน” สักพักพี่แอนตัดสินใจอีกครั้งที่จะจับมือนัทขึ้นไปบนห้อง แล้วบอกว่า “นอนที่นี่แหละ ไม่ต้องกลัว พี่ไม่บอกใครว่านัทอยู่ที่นี่” ข้างบนห้องจะมีทีวีตั้งอยู่ปลายเตียง มีที่นอนประมาณ 5-6 ฟุตตั้งอยู่ นัทนอนลงบนที่นอนด้วยท่าตะแคงและหันหน้าไปทางกำแพง ส่วนพี่แอนเข้าไปอาบน้ำ เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำก็เห็นนัทกำลังนอนอยู่จึงเรียก “นัท นัท นัท นัทโอเคนะ” แต่ก็เงียบไม่มีเสียงตอบกลับ พี่แอนคิดในใจว่าสงสัยนัทจะหลับไปแล้ว พี่แอนจึงล้มตัวนอนลงข้าง ๆ โดยเว้นระยะไว้ให้ห่างจากนัท เพราะกลัวนัทตื่นมาจะตกใจ สถานการณ์ในตอนนั้นก็ต่างคนต่างนอน แต่แล้วจู่ ๆ พี่แอนก็ลืมตาขึ้นมา หันไปเห็นประตูฝั่งระเบียงเปิดอยู่ และเห็นเป็นคนกำลังยืนที่ระเบียง พอสายตาเริ่มปรับโฟกัสได้ก็พยายามมองว่าคนนั้นเป็นใคร แล้วตัดสินใจหันไปมองข้าง ๆ ที่นัทกำลังนอนอยู่ แต่สิ่งที่เห็นคือ นัทหายไป! พี่แอนเบนสายตากลับไปมองที่ระเบียงอีกครั้ง แต่คนที่ยืนอยู่คือนัท! พี่แอนรีบลุกขึ้นไปที่ระเบียงพร้อมกับส่งเสียง “นัท ไปทำอะไรตรงนั้นลูก” นัทก็หันหน้ามาตอบว่า “พี่แอนผมไม่ไหวแล้ว ผมปวดหัว” จากนั้นค่อย ๆ ปีนระเบียง และนั่งลงที่ขอบปูนเพื่อให้ขาห้อยไปด้านล่าง ด้วยความตกใจพี่แอนก็พูดขึ้นว่า “อย่า อย่า อย่า ลงมาเดี๋ยวตก!” นัทหันมาพูดซ้ำอีกว่า “พี่แอน ผมปวดหัว” จังหวะที่พี่แอนกำลังจะเอื้อมมือจับไหล่ สิ่งที่เห็นคือหน้าอีกข้างของนัทเลือดไหลออกมาเต็มไปหมด แล้วนัทก็พูดขึ้นอีกว่า “พี่แอน ผมปวดหัว” จากนั้นก็ทิ้งตัวลงไปด้านล่างทันที! ด้วยความตกใจ พี่แอนก็ส่งเสียงกรี๊ดดังลั่น “นัท!!!” และสะดุ้งลืมตาตื่นขึ้นมา เห็นว่าตัวเองนอนอยู่กับที่ แล้วหันไปมองที่นัทอีกครั้งก็ตกใจขึ้นอีก เพราะนัทนอนตะแคงจ้องตาโตมาที่พี่แอน แล้วพูดขึ้นว่า “พี่แอน ผมรักพี่นะ” พี่แอนตกใจส่งเสียงออกมา “เห้ยย!!” แล้วสะดุ้งตื่นอีกครั้ง กลายเป็นความฝันซ้ำสองรอบ! ลืมตามาอีกทีหันไปมองที่นัท ยังคงนอนนิ่ง ตะแคงไปทางกำแพงท่าเดิม แต่ตัวนัทเต็มไปด้วยเหงื่อ หัวเปียกเต็มไปหมด พี่แอนเองไม่กล้าจับนัท กลัวจะทำให้นัทตกใจตื่น จึงต่างคนต่างนอนไปแบบเดิม รุ่งเช้าพี่แอนลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวเตรียมลงไปเปิดร้าน สายตาก็หันไปมองที่นัทอีกครั้ง นัทก็ยังคงนอนอยู่ท่าเดิม พี่แอนคิดว่าจะลงไปใส่บาตรพระ แล้วเปิดร้านตามปกติ และปล่อยให้นัทได้นอนพักไปก่อน ขณะที่กำลังใส่บาตรหน้าร้านตัวเอง หลวงพ่อกำลังจะเดินบิณฑบาตต่อ แต่ก็หยุดชะงักแล้วมองขึ้นไปด้านบนชั้นสอง พร้อมกับพูดขึ้นมาว่า “โยม ยังไงก็อย่าลืมหมั่นทำบุญให้เค้าบ่อย ๆนะ” พี่แอนก็สงสัยแต่ไม่ได้ถามอะไรต่อ จากนั้นก็เปิดร้านทำความสะอาดกับน้องพนักงานที่ช่วยกันตามปกติ และเปิดทีวีขึ้น จังหวะนั้นก็มีเสียงอ่านข่าวดังขึ้น “ย่านรังสิต เกิดเหตุนักศึกษายิงกันเสียชีวิต จับคนร้ายได้แล้วแต่ดันยิงผิดคน” น้องพนักงานก็บ่นขึ้นว่า “ดูในข่าวดิพี่แอน ทำไมเดี๋ยวนี้คนมันใจร้ายเนอะ ฆ่ากันตายง่ายจังเลย เห้ย! พี่แอน ทำไมรถในข่าวมันเหมือนรถพี่นัทจัง” พี่แอนตอบกลับด้วยความไม่สนใจ “จะบ้าหรอไม่ใช่หรอก” จากนั้นก็ทำความสะอาดร้านต่อ จนกระทั่งมีโทรศัพท์โทรเข้ามาเป็นสายของลูกค้าโทรเข้ามาเพื่อที่จะจองคิวทำผม ไม่นานลูกค้าคนนั้นก็เข้ามาที่ร้าน และบังเอิญว่าเขาเป็นเพื่อนของนัท แล้วก็พูดขึ้นมาว่า “พี่แอนรู้ข่าวยัง นัทถูกยิงตาย” พี่แอนตกใจแต่ก็ไม่เชื่อแล้วพูดว่า “ถูกยิงยังไง จะบ้าหรอ ไม่จริงไม่เชื่อหรอก อย่ามาเล่น ไม่เอา!” เพื่อนของนัทยังคงยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง จนพี่แอนเกิดความโมโห เพราะรู้ว่านัทนอนอยู่ด้านบน พี่แอนพูดขึ้นมาอีกว่า “คือแบบนี้ ที่ไม่เชื่อเพราะนัทมันนอนอยู่ข้างบน ไม่กล้าตั้งแต่แรก บอกเพราะกลัวจะหาว่าอย่างนู้นอย่างนี้กัน เมื่อคืนมันไม่สบาย ก็เลยมาหา” เพื่อนก็ยังยืนยันอีกว่า “พี่แอน ไม่จริงหรอกนัทมันตายแล้วพี่” พี่แอนทนไม่ไหวจึงตัดสินใจพาทุกคนไปพิสูจน์ความจริง “ถ้านัทไม่อยู่เดี๋ยวให้คนละ 500 เลย แต่ถ้ามันนอนอยู่จ่ายมาด้วยคนละ 500 ด้วย” ทั้งสามคนพากันขึ้นไปดูที่ชั้นสอง แง้มประตูให้เปิดออกช้า ๆ ด้วยความมืดพี่แอนก็มองเห็นว่านัทลุกขึ้นมานั่งอยู่บนเตียง “นั่นไง เห็นไหมมันนั่งอยู่ในห้อง” พอเปิดประตูจนสุดปรากฏว่า ไม่มีใครอยู่ในห้องเลย มีเพียงความเงียบเท่านั้น พี่แอนเริ่มรู้สึกแปลก ๆ แต่ก็ยังไม่เชื่อ “ต้องมีดิ เมื่อกี้ยังเห็นนัทมันนั่งอยู่เลย เมื่อคืนก็อยู่ด้วยกัน” ด้วยความที่ใจไม่ดีแล้ว ลูกค้าหลายคนก็พูดถึงเรื่องนัทกันอย่างต่อเนื่อง พี่แอนจึงรีบปิดร้าน เพื่อจะเดินทางไปดูศพที่ถูกยิง แล้วสุดท้ายภาพที่เห็นก็คือศพนัทจริง ๆ เมื่อรู้ความจริงทำให้พี่แอนหดหู่ใจคอไม่ดี จึงตัดสินใจปิดร้าน 3 วัน เพื่อกลับต่างจังหวัด จากนั้นก็กลับมาเปิดร้านอีกครั้ง เมื่อกลับมาถึงร้านลูกน้องก็รีบเดินเข้ามาบอกกับพี่แอนว่า “พี่แอน มีคนเขาพูดกันว่า เห็นนัทมาที่หน้าร้านพี่แอนทุกคืนเลย” แต่พี่แอนเองก็ไม่เชื่อ จนอยู่มาวันหนึ่ง พี่แอนกำลังกำลังดึงบานประตูเหล็กลงมาล็อคเพื่อปิดร้านตามปกติ แต่จังหวะที่กำลังจะหันหลังกลับ ก็มีเสียงเคาะประตูเหล็กดังขึ้น ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง! “พี่แอน พี่แอน นัทเอง!” ตัวพี่แอนก็ลืมว่านัทตายแล้ว จึงตอบกลับแบบไม่ทันคิด “อ้าว! นัทเข้ามาก่อน เดี๋ยวพี่เปิดประตูให้” เมื่อกำลังเอื้อมมือไปเปิดกุญแจ ก็นึกขึ้นได้ว่านัทตายแล้ว ด้วยความสงสัยก็ส่งเสียงออกไปอีกครั้งว่า “นัทแน่นะ” แม้ในใจยังคิดสับสนกับตัวเองว่าใครมาแกล้ง หรือว่าเป็นนัทจริง ๆ คิดในใจวนไปวนมา จนมีเสียงดังขึ้น “ไม่มีใครแกล้งหรอก ผมมาลาพี่นะ” ด้วยความสงสารนัท พี่แอนรวบรวมความกล้าตัดสินใจ ไขกุญแจแล้วเปิดประตูบานเหล็กขึ้น สิ่งที่เห็นคือ ความว่างเปล่า มีแต่เสียงหมาหอนค่อย ๆ ดังขึ้นเท่านั้น หลังจากเหตุการณ์คืนนั้นพี่แอนก้ไม่เคยเห็นหรือได้ยินเสียงนัทอีกเลย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-