เรื่องเล่าจากคุณเป็ดน้อยลูกหมอผี 'มันใกล้เข้ามาเเล้ว' l อังคารคลุมโปง X เป้ ก๊อก ก๊อก ก๊อก [25 ก.พ. 2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเป็ดน้อยลูกหมอผี 'มันใกล้เข้ามาเเล้ว' l อังคารคลุมโปง X เป้ ก๊อก ก๊อก ก๊อก [25 ก.พ. 2568 ]

01 มี.ค. 2025

         เมื่อสิ่งที่คืบคลานเข้ามาคือสิ่งที่มองไม่เห็น มันเป็นเสียงเหยียบหญ้าดัง สวบ สวบ สวบ แต่กลับไม่พบใคร จนต้องปั่นจักรยานหนีสุดชีวิต! แต่ใครจะคิดว่าเสียงนั้น ดันตามมาหลอกหลอนถึงในฝันเกือบทั้งอาทิตย์!

         เรื่องราวสุดหลอนในวัยเด็กจะจบลงอย่างไร?

         ติดตามได้กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘มันใกล้เข้ามาแล้ว’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’(25 กุมภาพันธ์ 2568) พร้อมด้วย ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีีเจเจ็ม’ ที่จะเป็นเพื่อนหลอนไปกับคุณ!!

         ‘คุณเป็ดน้อย’ เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวคุณเป็ดน้อยเอง เกิดขึ้นตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2534

         สมัยก่อนคุณเป็ดน้อยชอบปั่นจักรยานไปเล่นบ้านคนนั้นคนนี้ ซึ่งในวันนั้นคุณเป็ดน้อยได้ปั่นจักรยานไปงานวันเกิดเพื่อนคนหนึ่ง พอถึงช่วงเย็นคุณเป็ดน้อยและเพื่อน ๆ ก็นัดกันเพื่อจะมารวมตัวที่บ้านคุณเป็ดน้อย ที่อยู่ซอยที่ 3 ถัดมาจากนั้นหนึ่งซอย จะเป็นซอยที่มียาวที่สุดในหมู่บ้าน ตรงกลางซอยจะมีสะพานข้ามคลองเล็ก ๆ 

         เมื่อนัดแนะกันเสร็จ เด็ก ๆ ก็ปั่นจักรยานออกมา แต่เพื่อนคนอื่นปั่นกันเร็วมาก ยกเว้นคุณเป็ดน้อยที่ปั่นช้า พอไปถึงกลางซอยทางขึ้นสะพาน คุณเป็ดน้อยเริ่มรู้สึกเหนื่อยจึงหยุดพักที่กลางสะพาน ซึ่งทั้งสองข้างของคลองจะเป็นตลิ่ง พอมองไปก็จะเห็นเป็นต้นไม้เรียงรายไม่มีบ้านคน และในตอนที่นั่งพักอยู่นั้น คุณเป็ดน้อยก็ได้ยินเสียง สวบ สวบ สวบ เหมือนเสียงคนเดินผ่านกอหญ้ามาจากตลิ่งริมคลอง ด้วยความปากไว จึงพูดไปว่า

         “ใครหน่ะ”

         แต่ก็ไม่เห็นใคร และยังได้ยินเสียงเดินอยู่ แล้วเสียงนั้นก็เริ่มใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ คุณเป็ดน้อยก็ยังคงถามว่าใคร จนกระทั่งคุณเป็ดน้อยเริ่มคิดว่า เสียงที่ดังอยู่คงไม่มีใครหรอก แต่กอหญ้ายวบเหมือนเป็นรอยเท้า และรอยที่กอหญ้ายวบก็มาทางคุณเป็ดน้อยเรื่อย ๆ โดยที่คุณเป็ดน้อยไม่เห็นอะไรเลย

         ตอนนั้นความคิดในหัวของคุณเป็ดน้อยคิดว่า ‘หญ้ามันยวบได้ยังไง มันเกิดอะไรขึ้น แล้วทำไมมันถึงมาทางเรา’ จนกระทั่งหญ้ายวบมาถึงส่วนปูนที่เป็นสะพาน และเสียงก็เงียบไป  คุณเป็ดน้อยจึงได้สติจากเสียงที่เพื่อนตะโกน แล้วรีบปั่นจักรยานต่อ คุณเป็ดน้อยปั่นแบบไม่คิดชีวิตจนล้มได้แผล เมื่อถึงบ้านจึงเข้าไปทำแผลเป็นอันดับแรก 

         ในคืนนั้น คุณเป็ดน้อยก็ฝันว่า ตัวเองมายืนอยู่หน้าบ้าน แล้วมองไปที่สะพาน แล้วก็ได้เห็นผู้ชายคนหนึ่ง ใส่เสื้อสีขาว กางเกงสแลค ค่อย ๆ เดินมาจากสะพาน จนผ่านบ้านหลังแรก คุณเป็ดน้อยก็สะดุ้งตื่น และวันต่อมาคุณเป็ดน้อยได้ฝันแบบเดิม แต่ผู้ชายคนนั้นก็เดินผ่านมาเรื่อย ๆ จนผ่านบ้านหลังที่สอง คุณเป็ดน้อยสะดุ้งตื่นเช่นเดิม โดยที่คุณเป็ดน้อยก็ฝันแบบนี้ทุก ๆ คืน เป็นเวลาเกือบอาทิตย์ จนเริ่มเห็นผู้ชายคนนั้นชัดเจนขึ้น ผู้ชายคนนั้นใส่เสื้อเซิ้ตสีขาวตรงกลางเสื้อมีสีน้ำตาล และก็ไม่ได้ยินเสียงผู้ชายคนนั้นพูด เพราะมองยังเห็นไม่ชัดพอ

         มีอยู่คืนหนึ่งที่คุณเป็ดน้อยฝันว่าอยู่ในบ้าน ประตูหน้าบ้านเปิดอยู่ และผู้ชายที่เห็นในฝันก็ยืนอยู่หน้าบ้าน ผู้ชายคนนั้นมีแผลขนาดใหญ่อยู่ที่คอ และตรงที่คุณเป็ดน้อยเห็นเป็นสีน้ำตาลคือรอยคราบเลือด ผู้ชายคนนั้นยื่นมือมาและโวยโวยว่าอะไรบางอย่าง ซึ่งได้ยินเสียงไม่ชัด ในตอนที่คุณเป็ดน้อยกำลังตกใจอยู่ ก็ได้มีคนมาจับไหล่จากด้านหลัง และคนที่ยื่นมือมาจับนั้นก็เป็นคุณอาของคุณเป็ดน้อย และคุณอาก็พูดว่า

         “มาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง”

         พอคุณเป็ดน้อยรู้สึกตัว ก็ไม่เห็นอะไรแล้ว ประตูบ้านก็ปิดสนิท และคุณอายังบอกต่อว่า ทุกคืนคุณเป็ดน้อย มักจะละเมอเดินออกมายืนหน้าบ้าน จนทุกคืนคนในบ้านต้องออกมาอุ้มคุณเป็ดน้อยกลับไปนอนที่เตียงตามเดิม ซึ่งตัวคุณเป็ดน้อยเองก็ไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นได้อย่างไร คุณเป็ดน้อยจึงพยายามเล่าเรื่องที่ฝันให้คุณอาฟัง แต่คุณอาก็บอกว่า 

         “โอ๊ย เด็กฝัน ไร้สาระ”

         จากนั้นก็พาคุณเป็ดน้อยกลับไปนอน 

         คืนต่อมาคุณเป็นน้อยก็เห็นผู้ชายที่อยู่ในฝัน มายืนอยู่ตรงหน้าต่างปลายเตียง ในฝันผู้ชายคนนั้นก็ได้ยื่นมือมาจับขาคุณเป็ดน้อย แล้วดึงลงมาจากเตียง จนหล่นลงมาที่พื้น คุณเป็ดน้อยก็ร้องไห้โวยวาย จนปัสสาวะราดอยู่ตรงนั้น ในที่สุดคุณเป็ดน้อยก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาที่ปลายเตียง เพราะเสียงของคนในบ้านที่วิ่งมาในห้อง ทุกคนจึงเริ่มเชื่อในสิ่งที่คุณเป็ดน้อยเล่าเกี่ยวกับความฝัน จึงพาไปทำพิธีที่วัด และหลังจากนั้นคุณเป็ดน้อยก็ไม่เคยเห็นผู้ชายคนนั้นอีกเลย 

         คุณเป็ดน้อยยังบอกต่ออีกว่า เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เป็นคนกลัวผีจนขึ้นสมองไปเลย 

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจาก ‘เป้ MVL’ ปู่ยักษ์ใจดี I อังคารคลุมโปง X เป้ MVL [ 16 ก.ค. 2567]

20 ก.ค. 2024

เรื่องเล่าจาก ‘เป้ MVL’ ปู่ยักษ์ใจดี I อังคารคลุมโปง X เป้ MVL [ 16 ก.ค. 2567]

‘คุณเป้ MVL’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (16 กรกฎาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ปู่ยักษ์ใจดี’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย! คุณเป้เล่าว่า คุณเป้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณเป้เรียกว่า ‘ปู่ พ่อ และเตี่ย’ ที่คุณเป้จะไหว้สักการะที่บ้านเป็นประจำนอกเหนือจากพระ โดยคุณเป้จะเรียกท้าวเวสสุวรรณว่า ‘ปู่’ เรียกพระพิฆเนศว่า ‘พ่อ’ และเรียกกรมหลวงชุมพรว่า ‘เตี่ย’ ซึ่ง 3 องค์นี้คุณเป้บูชาอยู่ที่บ้าน แต่โดยปกติก่อนหน้านี้คุณเป้เป็นคนไม่เชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จนกระทั่งวันหนึ่งได้มีโอกาสเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ของตนโดยไม่ได้ตั้งใจ เลขที่ลงท้ายของเบอร์คือ 5995 ซึ่งถ้าใครที่เล่นเรื่องเลขมงคลจะทราบดีว่าเลขนี้เป็นเลขสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเบอร์ที่เกี่ยวกับธรรมะธัมโม ใครใช้ก็จะชอบเข้าวัดสวดมนต์ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง และคุณเป้รู้สึกว่าเมื่อเปลี่ยนเบอร์แล้วชีวิตนั้นเปลี่ยนไปอีกทาง จากที่เป็นคนทำงานกลางคืน นอนตอนกลางวัน อยู่แต่ในที่มืด ณ ตอนนั้นเรื่องสวดมนต์แค่ท่องนะโมได้คือเก่งแล้ว แต่หลังจากใช้เบอร์ใหม่ได้ประมาณ 3 เดือน คุณเป้กลับกลายเป็นคนที่ตื่นเช้าเพื่อมาเปลี่ยนน้ำพระทุกวัน ได้มีโอกาสได้รับสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาจากผู้ใหญ่ที่นับถือเข้าบ้าน เริ่มนั่งสมาธิ หากมีโอกาสก็จะไปทำสังฆทานและกลายเป็นคนเข้าวัดที่ชอบทำบุญ โดยที่ตนก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เพราะไม่มีจุดเปลี่ยนอะไรนอกจากเบอร์มือถือ นั่นทำให้คุณเป้มีความเชื่อมากขึ้น หลังจากนั้น คุณเป้ได้เจอจุดเปลี่ยนอีกจุดหนึ่ง เป็นวันเกิดปีหนึ่งของคุณเป้ ซึ่งเป็นตอนที่มีลูกแล้ว ภรรยาของคุณเป้แนะนำว่าวันเกิดปีนี้อยากพาคุณเป้ไปที่วัดหนึ่ง ซึ่งวัดนี้จะโดดเด่นมากเรื่องของท้าวเวสสุวรรณ โดยก่อนหน้านี้คุณเป้เพียงแต่เคยได้ยินว่าท้าวเวสสุวรรณท่านเป็นใคร แต่ไม่เคยสนใจถึงขึ้นอยากจะเข้าไปบูชาสักการะ และไหน ๆ ก็เป็นวันดีคุณเป้จึงตัดสินใจไปไหว้วัดแห่งนี้ เมื่อไปถึงก็กราบสักการะบูชาพระต่าง ๆ ถวายสังฆทาน และมีแม่ชีแนะนำว่าควรจะไปไหว้พระเวสสุวรรณที่อยู่ด้านหลัง และมีธรรมเนียมปฏิบัติว่าให้เดินลอดใต้ขาท่านเพื่อสะเดาะเคราะห์และขอพร ตอนนั้นลูกของคุณเป้ยังเด็กและเดินไม่ได้คุณเป้จึงอุ้มลอดใต้ขาของท้าวเวสสุวรรณขอพรให้ดูแลปกปักรักษา เพราะก็จะมีความเชื่อที่ว่าเด็กนั้นมีโอกาสที่สิ่งต่าง ๆ จะเข้ามารบกวน คนก็จะมักมีความเชื่อที่ว่าให้นำท้าวเวสสุวรรณไว้ที่บริเวณไหนก็ได้ในบริเวณที่เด็กนอน เมื่อลอดเสร็จ ในช่วงขาออกจะมีโต๊ะที่บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำเงินไปบูรณะวัด ซึ่ง ณ ตอนนั้นคุณเป้ไม่ได้เชื่อในเรื่องนี้เสียสักเท่าไหร่ แต่มีแม่ชีมาแนะนำคุณเป้จึงรับมาโดยที่ตนก็ยังไม่ได้มีความเชื่อเกี่ยวกับท้าวเวสสุวรรณ หลังจากที่ไปไหว้วัดดังกล่าว มีบางอย่างเกิดขึ้นกับคุณเป้ที่ทำให้คุณเป้รู้สึกว่าเรื่องราวไปโยงกังองค์ท่าน เช่น อยู่มาวันหนึ่ง คุณพ่อของภรรยาได้ยกท้าวเวสสุวรรณองค์สีทองมาไว้ที่บ้าน แล้วบอกให้บูชาองค์นี้เพื่อที่จะช่วยให้ลูก ๆ ของคุณเป้นอนหลับสบายมากยิ่งขึ้น และช่วยขจัดปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดี เพราะบางทีคุณเป้ไปทำงานต่างจังหวัดต่างที่ต่างถิ่นไม่ได้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ป้องกันอาจจะพาสิ่งที่ไม่ดีกลับมาแล้วไปโดนลูก ๆ หลังจากนั้นคุณเป้ก็ได้เริ่มศึกษาและบูชาท่าน และขอพรตามปกติ จนมีช่วงหนึ่งได้เกิดเรื่องราวแปลก ๆ ที่ได้เห็นชัดคือในช่วงวันโกนวันพระ เด็ก ๆ จะมีอาการร้องไห้และนอนไม่หลับทั้งคืน ต้องอุ้มเดินทั้งคืนจะหลับอีกทีก็ 6 โมงเช้า ในขณะที่อุ้มจะมีสิ่งที่แปลกอยู่อย่างหนึ่งคือ เวลาที่คุณเป้มองหน้าลูก จะเห็นว่าลูกไม่ได้มองหน้าคุณเป้แต่จะมองผ่านไปอีกฝั่งบ้าง มองข้ามหลังไปบ้าง จนทำให้คุณเป้รู้สึกว่าที่บ้านไม่ได้มีแค่คุณเป้ จนเมื่อลูกเริ่มโตขึ้นคุณเป้ได้มีโอกาสพาไปทะเลต่างจังหวัดและไปพักโรงแรมแห่งหนึ่ง 3 วัน 2 คืน โดยคุณเป้จะขอเป็นห้องครอบครัว และนำฟูกมาต่อเป็นคอกให้กับลูก ในวันแรกคุณเป้ได้พาลูกไปเล่นสนุกมาก พอตกกลางคืนลูกก็หลับเพราะเหนื่อย แต่หลับไปได้ประมาณ 1 ชั่วโมง ลูกก็ลุกขึ้นมานั่งแล้วมองเลยคุณเป้ขึ้นไปแล้วชี้พร้อมพูดว่า “ผี” แต่คุณเป้คิดว่าสิ่งที่ลูก เห็นไม่น่าใช่ผีเพราะคุณเป้ไม่เคยสอนคำนี้ คุณเป้จึงคิดว่าลูกเรียกว่า “พี่” เพราะอาจจะพูดไม่ชัด แต่คุณเป้ก็คิดว่าแล้ว “พี่” คนนั้นคือใคร เพราะในห้องนั้นมีแค่ลูก 2 คน จากนั้นลูกก็นั่งมองสิ่งที่เขาชี้ทั้งคืนไม่ยอมนอนแต่ไม่ร้องไห้ เมื่อถึงคืนที่ 2 ลูกเป็นเหมือนเดิมแต่คราวนี้ร้องไห้ทั้งคืนไม่หยุด คุณเป้เหนื่อยมากเพราะไม่ได้นอนทั้ง 2 คืนและอีกวันก็ต้องขับรถกลับ พอดีวันนั้นคุณเป้ห้อยท้าวเวสสุวรรณ จู่ ๆ ก็มีอะไรดลใจให้คุณเป้จับท้าวเวสสุวรรณและบอกว่า “ปู่ครับ ช่วยลูกผมด้วย ให้ลูกผมได้หลับให้ลูกผมได้นอน อย่าให้มีอะไรมารบกวน ขอให้คนนี้ทุกคนหลับสบาย” แล้วคุณเป้ก็นำท้าวเวสสุวรรณวนหัวลูก 3 รอบ เมื่อเสร็จลูกคุณเป้ล้มลงนอนทันทีหลับไปเลย ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาทำให้คุณเป้เชื่อว่าปู่เวสสุวรรณมีจริง และพกติดตัวตลอดเวลา(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

น้องชายตัวดี ปากแจ๋วกับผี! พี่สาวเตือนเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง ตะโกนด่าไล่ผีออกจากห้อง ถ้าจะหลอกก็หลอกไป กูจะอยู่! เพราะจ่ายเงินค่าห้องไปแล้ว! เงินก็เงินผม ผีไม่ได้ช่วยออกสักหน่อย !?

05 พ.ค. 2024

น้องชายตัวดี ปากแจ๋วกับผี! พี่สาวเตือนเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง ตะโกนด่าไล่ผีออกจากห้อง ถ้าจะหลอกก็หลอกไป กูจะอยู่! เพราะจ่ายเงินค่าห้องไปแล้ว! เงินก็เงินผม ผีไม่ได้ช่วยออกสักหน่อย !?

เรื่องราวนี้ ‘คุณออโต้’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนจากประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นจริง มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (30 เมษายน 2567) เตรียมตัวขนหัวลุกไปพร้อมกับ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ไอแผน’ จะหลอนแค่ไหนั้น ไปอ่านกันได้เลย ! เรื่องนี้ ‘คุณออโต้’ (นามสมมติ) ได้นำมาเล่าจากประสบการณ์ตรงของ ‘คุณอีฟ’ โดยคุณออโต้เล่าว่า หากย้อนไปในเมื่อ 10 ปีก่อน คุณอีฟทำงานเป็นทนายความ และมีลูกน้องชื่อ ‘แผน’ เป็นทนายความจบใหม่ โดยทั้งคู่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน คุณแผนได้ไปรับทำคดีชุด ซึ่งคดีชุดเป็นคดีที่รวมคดีของภาคอีสานทั้งหมด พอได้รับทราบคดีแล้วก็ชวนพี่สาวของตัวเองไปช่วยทำเอกสารด้วย และขอให้คุณอีฟหยุดงาน 2 เดือน ในสมัยนั้นการทำคดี ต้องรับงานเหมือนกับ Salesmen ตลอดระยะเวลา 1 เดือน ทนายความต้องรับคดีอย่างน้อย 80 คดีขึ้นไป ต้องใช้เวลา 38 ชั่วโมง ในการทำคดีและส่งเรื่องขึ้นศาล อีกทั้งสมัยนั้นระบบยังไม่เปิดให้ส่งออนไลน์ ต้องไปทำเรื่องแจ้งที่ศาลประจำจังหวัด ซึ่งการรับทำคดีเยอะ ๆ เช่นนี้ก็ทำให้เกิดอาการเครียดสะสม เขาทั้งคู่แทบที่จะไม่ได้พักผ่อน เมื่อทำคดีของจังหวัดหนึ่งเสร็จก็ต้องขับรถไปทำคดีของอีกจังหวัด ขณะที่กำลังขับรถเปลี่ยนจังหวัดนั้นเอง คุณแผนก็เริ่มที่จะง่วง จึงบอกกับพี่สาวว่า “ถ้าขับรถไป แล้วเจอรีสอร์ต หรือที่พักข้างทางก็ให้แวะพักเลย ขับต่อไปไม่ไหวแล้ว กลัวหลับใน เกิดอุบัติเหตุแน่” ช่วงเวลาประมาณสองทุ่ม แอปก็แจ้งเตือนว่า อีก 50 กิโลเมตรจะถึงตัวเมือง แต่คุณอีฟกับคุณแผนก็เจอกับรีสอร์ตข้างทางเข้าเสียก่อน จึงเลี้ยวรถเข้าไปทันที รีสอร์ตมีลักษณะเหมือนบ้านสวน มีการแบ่งกั้นบ้านเป็นหลังยาวเข้าไป ด้วยความที่คุณอีฟมีเซ้นส์บางอย่าง และเป็นคนที่ชอบเสพเรื่องผี จึงคาดการณ์ว่า การพบเจอเหตุการณ์แบบนี้ มันน่าจะต้องมีอะไรบางอย่าง จึงบอกคุณแผนว่า “เราไปพักกันในตัวจังหวัดไหม?” เพราะในความรู้สึกของคุณอีฟ การพักในชานเมืองมันไม่ปลอดภัย แต่คุณแผนก็บอกว่า “เราพักตรงนี้แหละ เพราะผมไม่ไหวแล้ว เราต้องรวบรวมเอกสาร เพื่อคดีในวันพรุ่งนี้อีก” คุณอีฟก็เลยอยู่ในสถานะต้องจำยอม หลังจากนั้น ทั้งคู่จึงเข้าไปติดต่อกับพนักงาน แต่กลับพบลุงวัยกลางคนที่คาดเดาว่า ลุงน่าจะเป็นคนดูแลห้องพัก ลุงบอกว่า “มีห้องพักว่างอยู่เป็น 10 ห้อง อยากพักห้องไหนเลือกได้เลย” คุณอีฟสะกิดคุณแผนว่า “เปลี่ยนที่พักกันไหม ?” ซึ่งคุณแผนก็ยังยืนยันว่าจะพักที่นี่ ด้วยเรื่องของราคาห้องพักที่ประหยัด เพียง 450 บาท ทั้งคู่ก็ได้เข้าพักเลือกเป็นห้องริมสุดจากด้านใน ระหว่างที่กำลังขนของเข้าพัก คุณลุงก็พูดขึ้นว่า “ลุงสแตนบาย อยู่นี่ 24 ชั่วโมงนะ ถ้าเกิดเหตุอะไรหรืออยากจะเปลี่ยนห้อง ลุงอยู่ตรงนี้นะ” ตอนนั้นคุณอีฟกับคุณแผน ก็คิดเพียงว่า อาจจะเป็นไฟเสีย หรือ ห้องน้ำน้ำไม่ไหล พอจอดรถที่หน้าห้องเรียบร้อย คุณอีฟที่เป็นคนมีเซ้นส์ก็สัมผัสอะไรบางอย่างได้ เพียงแค่เปิดประตูห้องเข้าไป ก็ได้กลิ่นเหม็นอับ มีลมปะทะหน้า จากนั้นก็จัดเต็มทุกสิ่งตาม Step ของเรื่องผี คุณอีฟจึงบอกกับคุณแผนว่า “เฮ้ยแผน ! เรากลับตอนนี้ยังทันนะ” แต่คุณแผนก็ยังรั้นตอบว่า “ไม่กลับ!! ที่นี่ราคาห้อง 450 เอง ประหยัดกระเป๋าดี ผมน่ะไม่กลัวผี ! พี่เป็นพี่สาวผมก็ต้องไม่กลัวเหมือนกัน!” ด้วยความที่คุณอีฟเป็นพี่สาวที่แสนดี ก็ไม่อยากจะเถียงต่อด้วย บอกน้องชายไปว่า “เออ ก็แล้วแต่ละกัน !” จากนั้นคุณอีฟจึงเดินเข้าไปสำรวจในห้อง ภาพที่คุณอีฟเห็น คือ ภาพของเตียงนอนกลางห้องที่มีลักษณะก่ออิฐปูนขึ้นมาเป็นฐาน คุณอีฟสัมผัสได้ในทันทีว่า มันมีลักษณะคล้ายกับ ‘เมรุเผาศพ’ หรือที่เรียกว่า ‘เตาเผากลางแจ้ง’ เมื่อเดินไปสำรวจจุดอื่น พบว่าห้องดูเหมือนไม่ได้ใช้งานมานาน และที่พีคสุด ๆ คือ ‘โต๊ะเครื่องแป้ง’ ที่ทางรีสอร์ตน่าจะทำขึ้นเอง เหมือนเป็นไอเดียเฉพาะ สร้างจากอิฐและปูนที่ก่อขึ้นมา และมีกระจกติดไว้ด้านบน ลักษณะคล้ายกับโกศเก็บกระดูก ตอนนั้นคุณอีฟก็ทำได้เพียงแค่บ่นตามประสา หลังจากนั้นคุณอีฟก็เข้าไปอาบน้ำ ฝักบัวก็ไม่มี มีเพียงแต่ขันตักน้ำ ซึ่งน้ำก็เหม็นอีก คุณอีฟจึงตัดสินใจว่าจะไม่อาบน้ำ เลือกที่จะเอาน้ำเปล่ามาล้างหน้าแทน หลังจากที่ทำภารกิจส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย คุณแผนเสียสละให้คุณอีฟนอนบนเตียง และตัวคุณแผนเองก็นอนบนฟูกข้างขวาของเตียง โดยที่ที่คุณแผนนอนจะนอนติดกับ ‘โต๊ะเครื่องแป้ง’ ที่มีลักษณะคล้ายกับโกศเก็บกระดูก ก่อนนอนคุณแผนก็บอกกับคุณอีฟว่า “พี่อีฟนอนก่อนเลยนะ เพราะผมกรนดัง” ไม่นานเวลาประมาณ 4 ทุ่ม ในขณะที่คุณอีฟกำลังเคลิ้มหลับ จู่ ๆ คุณแผนก็ตะโกนขึ้นมาว่า “ดูผู้หญิงคนนั้นดิ ! เขามาทำอะไร !?” คุณอีฟเลยถามกลับไปว่า “ใครแผน !?” คุณแผนจึงตอบว่า “ผู้หญิงที่ไหนไม่รู้ !? มายืนรำอยู่ที่หน้าผมเนี่ย !” ตอนนั้นคุณอีฟที่กำลังมึนงงจากการกึ่งหลับกึ่งตื่น คิดว่าน้องชายกำลังแกล้งตนอยู่ เพราะเมื่อหันมองในห้องกลับไม่พบอะไร คุณอีฟก็เลยว่ากลับไป “นี่แผนหลอกพี่หรอ !?” คุณแผนตอบกลับแทบจะทันทีว่า “ผมไม่ได้หลอกพี่ ไม่เชื่อพี่ก็ดูดิ เขากำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง ! กำลังตั้งท่ารำอยู่” คุณอีฟที่มองไม่เห็นอะไร จึงคิดในใจว่า “อะไรวะเนี่ย” คุณแผนก็บอกต่อว่า “ช่างเถอะพี่ ให้มันรำไปเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เราต้องตื่นเช้า นอนเถอะ !” คุณอีฟที่กำลังสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ไม่สามารถนอนหลับอีกต่อไป นอนมองซ้ายมองขวา ถามย้ำกับน้องชายว่า “แผน ! แผนเห็นจริง ๆ หรอ !?” น้องชายก็ทำท่าทางเอามือจุ๊ปาก แล้วบอกว่า “พี่อีฟ… เบา ๆ เดี๋ยวมันรู้ว่าเราเห็นมัน…” สักพักคุณแผนก็เอาเท้าขึ้นมาก่ายด้านบนเตียง แล้วก็บอกกับพี่สาวว่า “พี่ช่วยเอาเท้ามาพาดผมหน่อย อย่างน้อยผมจะได้รู้สึกว่าผมมีเพื่อน” คุณอีฟบอกว่า “ทำไมไม่ขึ้นมานอนด้วยกันเลย” คุณแผนก็บอกว่า “ไม่เป็นไรพี่” คุณอีฟก็ไม่อยากคิดมากอะไร ทำตามอย่างที่น้องบอก สัมผัสแรกคุณอีฟรู้สึกได้เลยว่า ตัวของคุณแผนเย็นมาก ! นอนไปได้สักพัก คุณอีฟก็เริ่มรู้สึกแปลกขึ้น เพราะคุณแผนไม่มีการขยับเท้า ไม่มีการพลิกตัว หรือขยับร่างกายเลย ด้วยความสงสัยเลยตะโกนถามไปว่า “แผน ! เท้าเอ็งอยู่ไหน !?” คุณแผนก็ตอบว่า “อ๋อ… ผมชักกลับมาแล้วพี่” พร้อมกับยกเท้าโชว์ขึ้นมาให้พี่สาวดู แต่ตอนนั้นคุณอีฟยังรู้สึกว่า เท้าของคุณอีฟยังแตะเท้าของคุณแผนอยู่ แต่เมื่อรู้ว่ามันไม่ใช่เท้าของคุณแผน คุณอีฟจึงสะดุ้งตัวขึ้นมานั่งบนเตียง! ภาพที่คุณอีฟคือ เท้าของตนแตะอยู่ที่มือของผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ปลายเตียง พอเห็นอย่างนั้น คุณอีฟก็ชักเท้ากลับทันที ตะโกนถามน้องชายว่า “แผน ! นั่นใคร !?” ทันทีหลังพูดจบ คุณแผนก็พลิกตัวกลับมาด่าว่า “มึงเป็นใครเนี่ย !? มึงมาหลอกพวกกูทำไม มึงจะหลอกมึงหลอกไปเลยนะ ยังไงกูก็จะนอน เพราะกูจ่ายเงินค่าห้องไปแล้ว ! มีกูมีพี่สาวกู กูจะไม่ไปไหน !”ด้วยความที่คุณอีฟกำลังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เลยตะโกนถามน้องชายว่า “แผน ! กลับไหม !?” คุณแผนก็ยังเถียงต่อว่า “พี่ ! เราเสียเงินตั้ง 450 ! เราต้องได้นอน ! เขาเป็นใครก็ไม่รู้จะมาไล่เราออกได้ยังไง พี่ต้องนอนเชื่อผม !” คุณอีฟที่ทนไม่ไหวแล้ว จึงคว้ากุญแจรถวิ่งหนีออกมา คิดว่าจะขับรถไปสงบสติอารมณ์ แต่อีกใจก็เป็นห่วงน้องชาย จึงเลือกที่จะนอนที่รถดีกว่า แต่ก็กลัวผีอีก จึงเดินไปหาลุงที่เป็นที่พึ่งสุดท้าย แต่ลุงกับไม่มีท่าทีตกใจ หันหน้ากลับมายิ้มให้เท่านั้น ก่อนที่จะถามขึ้นว่า “เจอแล้วหรอ…” คุณอีฟถามลุงว่า “ลุงรู้หรอ ว่าพวกหนูเจออะไร” ลุงก็ตอบกลับว่า “แหม๊ แค่ 450 ! มันมีอยู่แล้ว…” คุณอีฟก็คิดในใจว่า “ควรจะโกรธน้องชายตัวดี หรือโกรธลุงดี !” ลุงยังบอกอีกว่า “ลุงก็นั่งรอให้เอง มาเปลี่ยนห้องอยู่เนี่ย ก็ไม่เห็นออกมาสักที นึกว่าอยู่กันได้” ลุงก็ยิ้มบอกอีกว่า “ลุงพูดไม่ได้ ลุงแค่มาดูแลให้เฉย ๆ” คุณอีฟถามต่อว่า “ถ้าหนูย้ายห้องอื่น เขาจะตามมาด้วยไหม” ลุงตอบว่า “เขาเป็นเจ้าของเขาไปไหนก็ได้” แล้วคุณอีฟก็เผลอหลับที่รถไป… หลังจากนั้น คุณอีฟสะดุ้งตื่นมาตอนตี 5:45 รวบรวมความกล้า เดินกลับไปที่ห้องเพื่อตามน้องชาย เมื่อเจอพี่สาว คุณแผนก็ถามทันทีว่า “พี่ทิ้งผมทำไม !” คุณอีฟจึงตอบว่า “พี่ไม่อยากนอนร่วมห้องกับผีหรอกนะ” ก่อนที่จะพากันเก็บของ คุณอีฟก็ถามน้องชายต่อว่า “ผีที่เห็นล่าสุดอยู่ตรงไหน?” คุณแผนตอบว่า “อ๋อ มันเข้าห้องน้ำอยู่พี่ ผมเลยไม่อาบน้ำ กลัวมันมองพิกาจูผม” ก่อนที่ทั้งคู่จะออกมาอาบน้ำที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง คุณอีฟก็ถามต่ออีกว่า “แล้วเมื่อคืนอยู่ยังไง” คุณแผนก็ตอบว่า “ผมก็บอกมัน ถ้าอยากจะรำก็รำไป ผมต้องทำงานเช้า ผมจะนอน แล้วผมก็หลับไปเลย…”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากพี่เเจ็ค ’เเม่ค้าขายที่นอน‘ l อังคารคลุมโปง X แจ็ค - สาวแอน The Ghost Radio [ 21 ต.ค.2568 ]

06 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากพี่เเจ็ค ’เเม่ค้าขายที่นอน‘ l อังคารคลุมโปง X แจ็ค - สาวแอน The Ghost Radio [ 21 ต.ค.2568 ]

‘พี่แจ็ค The Ghost’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของ ‘คุณเจ้าเอย’ แม่ค้าขายที่นอน เธอได้รับออเดอร์จากลูกค้าให้ไปส่งที่นอนที่บ้านหลังหนึ่ง โดยแจ้งไว้ล่วงหน้าว่าถ้าถึงบ้านแล้วให้โทรหา จากนั้นจะให้คนมาเปิดประตูให้ เมื่อไปถึงจุดหมาย ก็ได้ยินเสียงเครื่องปั๊มน้ำในบ้านดัง และยังจับสังเกตได้ว่าน่าจะมีคนอยู่ในบ้าน แต่เมื่อลองถ่ายรูปภายในบ้านดู กลับไม่พบใคร และยังมีเหตุการณ์ที่ชวนขนแขนลุกอีกมากมาย! แม่ค้าขายที่นอนเจออะไรในบ้านหลังนี้กันแน่ และเกิดอะไรขึ้นภายในบ้านหลังนี้? ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X แจ็ค - สาวแอน The Ghost Radio’ (21 ตุลาคม 2568) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน - ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘แม่ค้าขายที่นอน’ เรื่องราวนี้มาจาก ‘คุณเจ้าเอย’ โดยพื้นฐานแล้วเธอเป็นคนที่มีสัมผัสที่ 6 หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นคนมีเซนส์ ทางครอบครัวหรือคนใกล้ตัวต่างก็รับรู้เรื่องนี้กันเป็นอย่างดี ปัจจุบันเจ้าเอยมีอาชีพเป็น ‘แม่ค้าขายที่นอน’ ที่มีทั้งขายแบบออนไลน์และออฟไลน์ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าเอยได้มีโอกาสไปออกบูธขายของที่จังหวัดแห่งหนึ่ง การค้าขายก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น มีลูกค้ามากหน้าหลายตาเข้ามาอุดหนุน จนกระทั่งไปเจอกับลูกค้าคนหนึ่งที่ชื่อ ‘คุณก้อย’ เธอเป็นเจ้าของโรงงานและปล่อยเช่าบ้านจำนวนมาก จึงทำให้การมาซื้อของในแต่ละครั้งจะซื้อด้วยปริมาณที่ค่อนข้างเยอะ ทั้งหมอน ที่นอน และเครื่องห่มต่าง ๆ โดยเฉพาะที่นอนที่มักจะซื้อไปหนึ่งครั้งต่อเดือน อยู่มาวันหนึ่ง มีข้อความจากคุณก้อย ติดต่อมาว่าอยากได้ที่นอนขนาด 3.5 ฟุต ให้ไปส่งตามที่อยู่ที่ให้ไปและยังได้แจ้งมาว่าที่บ้านหลังนั้นไม่มีคนอยู่ ถ้าไปถึงจุดหมายแล้วให้โทรบอกและจะให้คนขับรถไปเปิดบ้านให้ เมื่อถึงวันนัดหมาย เจ้าเอยและแฟนก็นำที่นอนไปส่งยังที่หมาย ตำแหน่งของบ้านหลังนั้นอยู่บริเวณชานเมือง ลักษณะของโครงการหมู่บ้านมีขนาดใหญ่ มีหมู่บ้านเล็กย่อยอยู่ภายในโครงการมากมายจึงทำให้เธอใช้เวลาไปประมาณ 20 นาทีในการตามหาหมู่บ้านของลูกค้า จนในที่สุดก็เจอหมู่บ้านขนาดเล็กแห่งหนึ่ง เมื่อเจ้าเอยและแฟนขับรถไปที่ป้อมยามเพื่อแลกบัตรก็ได้เจอกับคุณลุงรปภ.ที่ประจำการอยู่หน้าหมู่บ้าน “ไปบ้านเลขที่เท่าไหร่ครับ?” คุณลุงเอ่ยถาม “12/345 ค่ะ” “12/453 หรือเปล่าครับ?” ชายมีอายุย้ำถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ “ไม่ใช่ค่ะ 12/345” เธอตอบอีกครั้งด้วยเลขที่เดิม หลังจากแลกบัตรคุณลุงก็ได้สอบถามมาอีกครั้งว่า “มาทำอะไรครับ?” “มาส่งที่นอนให้ลูกค้าค่ะ” “ลูกค้าที่ไหนวะ” น้ำเสียงติดตลกของคุณลุงเอ่ยออกมาลอย ๆ คำพูดแปลก ๆ สร้างความสงสัยให้กับเจ้าเอยและแฟนหนุ่มแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น เมื่อขับเข้ามาภายในตัวหมู่บ้าน ในระหว่างที่ขับไปก็ได้บังเอิญเจอเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังปั่นจักรยานอยู่ข้างหน้ารถ พอถึงทางแยก ผู้หญิงตรงหน้าก็ได้หักเลี้ยวไปทางฝั่งซ้าย เจ้าเอยก็ได้สังเกตุเห็นถึงความผิดปกติเพราะเมื่อมองเข้าไปในซอยที่ผู้หญิงคนนั้นเข้าไปก็พบว่า ทั้งซอยมีแต่บ้านร้าง! แต่ด้วยเวลา ณ ตอนนั้นคือช่วงเที่ยงตรง ภายในใจเจ้าเอยจึงคิดไปว่าหญิงสาวคนนั้นคงเป็นคนไม่ใช่ผี ในขณะที่ขับรถไปเรื่อย ๆ ตลอดทางก็จะมีซอยทั้งซ้ายและขวาแต่มองไปก็พบว่าส่วนใหญ่แทบจะเป็นบ้านร้างทั้งหมด ลักษณะของบ้านหลายหลังนั้นเป็นการก่อสร้างที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ มีรอยตะไคร่ดำเกาะอยู่รอบบ้าน ด้วยความสงสัยเจ้าเอยก็ได้ขับเข้าไปในซอยหนึ่ง ทันทีที่เข้าไปภายในซอยก็ได้เจอกับความผิดแปลกของหมู่บ้านแห่งนี้ เลขที่บ้านที่ควรจะไล่เรียงกันกลับกลายเป็นว่าตัวเลขนั้นสลับปรับเปลี่ยนและข้ามกันไปมาอย่างน่าฉงน จากหลังที่ 1 บ้านเลขที่ 12/343 หลังถัดไปกระโดดข้ามเป็นบ้านเลขที่ 12/516 นี่คือเรื่องราวน่าประหลาดใจที่ตลอดทั้งชีวิตของการทำงานส่งของของเจ้าเอยไม่เคยพบเจอ ทำให้ตัวของเธอเกิดความกังวล เพราะกลัวว่าจะหาบ้านของลูกค้าไม่เจอ ทั้งสองคนตัดสินใจขับรถออกมาจากซอยนั้นและเปลี่ยนเส้นทางขับเข้าไปยังอีกซอยหนึ่ง ขับไปเรื่อย ๆ สลับไปทุก ๆ ซอยจนไปหยุดอยู่ที่ซอยสุดท้าย เป็นซอยที่มีต้นไทรปกคลุมอยู่ทั่วทั้งซอย จนไม่มีแสงแดดสาดส่องมาถึงแม้แต่นิดเดียว ระหว่างทางที่ขับเข้าไปเจ้าเอยสังเกตเห็นบ้าน 3 หลัง มีคนงานกำลังก่อสร้างอยู่ จึงหันไปพูดกับแฟนหนุ่มว่า “หมู่บ้านนี้คงไม่ได้ร้างทั้งหมดหรอก ไม่ได้มีแค่เรา นี่ไงคนเต็มเลย” ไร้เสียงตอบกลับจากแฟนหนุ่ม เขาทำเพียงเคลื่อนตัวรถไปตามทางแต่ท้ายที่สุดแล้วทั้งสองก็หลงทาง ทันใดนั้นเองภาพตรงหน้าของเจ้าเอยก็ปรากฏเป็นหญิงสาวคนเดิมที่กำลังปั่นจักรยานอยู่ ซึ่งทางที่ผู้หญิงคนนั้นกำลังไปเป็นเส้นทางเดียวกันกับที่แฟนจะต้องเลี้ยวเข้าไป ขับไปได้เพียงไม่นานหญิงสาวตรงหน้าก็หยุดชะงักกลางถนน ลำตัวยังคงคร่อมจักรยานคันนั้นอยู่ แต่ความเร็วของรถที่แฟนขับมาไม่ได้ลดความเร็วลง จึงพุ่งตัววิ่งผ่านผู้หญิงคนนั้นไป และในตอนที่หันกลับไปมองก็พบว่าผู้หญิงคนนั้นยังคงคร่อมจักรยานอยู่ที่เดิม! ขณะนั้น เจ้าเอยก็รับรู้ได้ว่าตนนั้นได้เจอดีเข้าแล้ว แต่เพราะไม่อยากให้แฟนตื่นตกใจจึงไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง พอขับวนกลับมายังซอยแรก แฟนของเจ้าเอยก็เอ่ยทักขึ้นมาทันที “นี่ไง เจอแล้ว ใช่บ้านลูกค้ารึเปล่า?” “ใช่!” บ้านของคุณก้อยมีลักษณะเป็นบ้านกึ่งร้าง แต่ก็ดูพอจะมีคนมาอาศัยอยู่บ้าง ในระหว่างที่จอดรถและกำลังเอื้อมมือไปดึงเบรกรถลงก็มีสายโทรศัพท์จากคุณก้อยโทรเข้ามาบอกว่าถ้าถึงบ้านของตนแล้วให้เปิดประตูรั้วและถอยรถเข้าไปได้เลย ในตอนที่ถอยรถเข้าไปในตัวบ้าน ตัวของเจ้าเอยก็ลงไปช่วยดูท้ายรถแต่ในขณะเดียวกันเอง เธอก็เห็นว่ากระจกรถสะท้อนเข้าไปในบ้านลูกค้า ซึ่งบ้านของคุณก้อยมีลักษณะเป็นบ้านสองชั้น ข้างหน้ามีประตูบานใหญ่ ถัดไปทางฝั่งซ้ายมีหน้าต่างบานเลื่อน ข้างล่างหนึ่งบานและข้างบนหนึ่งบาน และในจังหวะนั้นเอง เธอก็เห็นภาพสะท้อนของกระจกรถเป็นคนที่กำลังยืนอยู่บนชั้นสองของบ้าน เธอโล่งใจและคิดว่าคงเป็นคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ แต่เมื่อจอดรถรอมาเป็นเวลาสักพักใหญ่ จนแล้วจนเล่าก็ไม่มีใครลงมารับของเสียที แฟนของเจ้าเอยจึงตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป แล้วก็ต้องช็อคกับสิ่งที่เห็น เมื่อด้านในของกลอนประตูนั้นมีโซ่และกุญแจคล้องอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อถ่ายรูปภาพตรงหน้าออกมากลับพบว่าภายในภาพไม่มีโซ่หรือกลอนประตูคล้องอยู่เลย! ในระหว่างที่ตื่นกลัวกับเรื่องราวที่เจอ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเครื่องปั๊มน้ำดังขึ้นมา ครืด ครืด จึงคิดไปเองว่าคนขับรถที่ลูกค้าบอกมาน่าจะกำลังเข้าห้องน้ำอยู่ในตัวบ้าน ด้วยความคิดที่ว่าต้องมีคนอยู่ในบ้านหลังนั้น เธอจึงเดินขึ้นรถไปเพื่อรอและในจังหวะนั้นเองก็มีสายเรียกเขาจากคุณก้อยโทรมาว่า “ขอโทษด้วยนะ พอดีคนขับรถพี่มันเมา ตอนนี้มันแฮงค์อยู่ มันเลยไม่ได้มา ประตูหน้ามันเข้าไม่ได้ น้องเอยเปิดประตูข้างโรงจอดรถแล้วไปได้เลยนะ” สิ้นเสียงปลายสาย เจ้าเอยก็ตัวชา ขนแขนตั้งชันและสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แม้จะสับสนกับเหตุการณ์ตรงหน้าแต่ก็ยังใจดีสู้เสือ เธอกับแฟนตัดสินใจยกที่นอนออกจากรถและเดินไปที่ประตูข้างโรงจอดรถ และเพื่อความสบายใจของตัวเอง เจ้าเอยจึงตะโกนขออนุญาตเพราะคิดว่าอย่างไรเสียก็ต้องมีคนอยู่ภายในบ้านแน่ ๆ “ขออนุญาตเข้าบ้านนะคะ เอาที่นอนมาส่งค่ะ” “ครับบบบบ” เสียงทุ้มลากยาวดังขึ้นมาจากชั้นสองของบ้าน และตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่คล้ายกับเสียงของรองเท้าผ้าใบกำลังเดินลงบันไดมาและสักพักก็หยุดอยู่ตรงชั้นพักบันได ด้วยความไม่แน่ใจว่ามีคนอยู่ตรงนั้นจริง ๆ เจ้าเอยจึงตัดสินใจยื่นโทรศัพท์เข้าไปและถ่ายภาพนั้นออกมา ปรากฏเป็นภาพบ้านบริเวณชั้นหนึ่ง พื้นเป็นไม้สัก ภายในบ้านสะอาดคล้ายกับมีคนทำความสะอาดอยู่ตลอดเวลาแต่ตรงชั้นพักบันไดนั้นกลับไม่มีคนอยู่เลยแม้แต่คนเดียว! ซึ่งห้องที่เธอต้องนำที่นอนไปส่งคือห้องข้างบันได แต่เมื่อเข้าไปนั้นก็พบว่าภายในห้องกลับเต็มไปด้วยฝุ่นหนาเตอะ ราวกับว่าไม่ได้ทำความสะอาดมานาน ต่างจากจุดอื่น ๆ ของบ้านที่สะอาด ภายในห้องนี้ประกอบไปด้วยทีวีเก่าและเตียงเปล่าวางอยู่ข้างใน และในตอนที่เธอและแฟนกำลังจะแกะที่นอนเพื่อตรวจสอบและถ่ายส่งให้ลูกค้า สายเรียกเข้าจากคุณก้อยก็โทรเข้ามาอีกครั้ง “ที่นอนไม่ต้องแกะนะคะ วางไว้ได้เลย” คุณก้อยเอ่ยบอกถูกจังหวะเหมือนตาเห็น จบประโยคนั้น ตัวเธอจึงเดินออกมาจากบ้านและก็พบว่าหน้าบ้านที่ในคราแรกมีรองเท้าของเธอและแฟนวางอยู่ ตอนนี้กลับมีรองเท้าผ้าใบคู่ใหญ่ของใครก็ไม่รู้เพิ่มมาอีกหนึ่งคู่! ด้วยความตกใจ เจ้าเอยจึงรีบวิ่งขึ้นรถของตนเองและปิดประตูโดยเร็ว แต่ฝั่งของแฟนหนุ่มที่กำลังจะล้างมือแต่พอเปิดก๊อกน้ำกลายเป็นว่าน้ำกลับไม่ไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว มอเตอร์น้ำไม่ทำงาน นั่นหมายความว่าเสียงที่ได้ยินในตอนแรกนั้นไม่มีทางเป็นเสียงของเครื่องปั๊มน้ำอย่างแน่นอน ความหวาดกลัวตีตื้นขึ้นมาภายในใจเจ้าเอยเรียกแฟนด้วยชื่อและนามสกุลอย่างเต็มยศ และบอกให้รีบกลับขึ้นมาบนรถ พอแฟนหนุ่มได้ยินก็รีบวิ่งกลับขึ้นมาบนรถ แม้จะไม่เข้าใจการกระทำของแฟนสาวแต่เขาก็ขับรถออกมาทันที ในตอนที่รถเคลื่อนตัวออกมานั้น เจ้าเอยก็ได้ชำเลืองมองไปที่กระจกรถ ในวินาทีนั้นเองที่เธอคิดว่าเรื่องทุกอย่างจะจบลงแล้ว แต่เธอดันไปเห็นผู้ชายคนเดิมที่เคยยืนอยู่บนชั้นสองของบ้านกำลังชะเง้อคอมองมาทางรถ! เมื่อออกมาจากหมู่บ้านและกลับมายังที่พักของตนเองได้แล้ว ความร้อนใจทำให้เธอเลือกที่จะพิมพ์ข้อความไปถามเรื่องราวทั้งหมดจากคุณก้อย “คุณก้อยคะ พอดีมีเรื่องไม่สบายใจอยากจะปรึกษาค่ะ” ข้อความแสดงถึงความกังวลใจถูกส่งไปยังคุณก้อย “ได้ค่ะ” หลังจากประโยคนั้นถูกส่งมาได้เพียงไม่นาน สายเรียกเข้าจากคุณก้อยก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงของปลายสายที่พูดกับเธอโดยที่ตัวของเจ้าเอยยังไม่ได้เอ่ยถามอะไรไปแม้แต่คำเดียว “น้องเอยเก่งมากเลย ขอบคุณนะที่มาส่งให้” “เก่งอะไรคะพี่ หนูก็ไปส่งที่นอนปกติ” เธอตอบกลับไปด้วยความมึนงง คุณก้อยจึงตัดสินใจเล่าเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับบ้านหลังนั้นให้เจ้าเอยฟัง.. โดยปกติแล้วบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่แฟนชาวต่างชาติของคุณก้อยซื้อไว้ เพราะเป็นโครงการที่ทำเลดี แต่มาอาศัยอยู่ได้เพียงไม่นาน แฟนต่างชาติก็ประสบอุบัติเหตุ ทำให้ร่างกายบาดเจ็บและป่วยติดเตียง แฟนของคุณก้อยรักษาตัวอยู่ที่บ้านหลังนั้นเป็นเวลานานถึง 7 เดือน แล้วก็เสียชีวิตลงในที่สุด รูปร่างของแฟนคุณก้อยที่เป็นชาวต่างชาติจะค่อนข้างตัวใหญ่ ทำให้เวลานอนเกิดความลำบาก บางครั้งที่นอนไม่ได้สบายก็อาจจะทำให้เกิดอาการแผลกดทับได้ คุณก้อยเลยต้องเปลี่ยนที่นอนให้แฟนอยู่บ่อย ๆ หลังจากที่แฟนหนุ่มเสียชีวิตไป คุณก้อยก็ฝันเห็นว่าเขายังอยากได้ที่นอนอยู่ และฝากฝังให้เธอซื้อมาให้เขา ในช่วงแรกคุณก้อยไม่ได้ฝันบ่อยมากนัก แต่ทุก ๆ ครั้งที่เธอนอนหลับอยู่บนที่นอนที่ซื้อมาจากเจ้าเอย เธอก็มักจะฝันถึงแฟนหนุ่มอยู่บ่อย ๆ จนท้ายที่สุดแล้ว ก็ตัดสินใจสั่งที่นอนจากร้านเจ้าเอยให้ไปส่งยังบ้านหลังนั้นที่เขาเคยอยู่ และเพราะกลัวว่าจะโดนปฏิเสธจากร้าน คุณก้อยจึงไม่ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าเอยฟังตั้งแต่แรก หลังจากผ่านเรื่องราวขนหัวลุกนั้นมาได้ ลูกค้าคนนี้ก็ไม่ได้ติดต่อมาหาเจ้าเอยอีกเลย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

พี่แจ็คเจอหลอนระหว่างไปปฏิบัติธรรม ต้องนอนข้างล่างห้องเก็บกุมารทอง ตกดึกได้ยินเสียงเคาะดังลั่นห้องจนนอนแทบไม่ได้!

03 มี.ค. 2024

พี่แจ็คเจอหลอนระหว่างไปปฏิบัติธรรม ต้องนอนข้างล่างห้องเก็บกุมารทอง ตกดึกได้ยินเสียงเคาะดังลั่นห้องจนนอนแทบไม่ได้!

จากคนที่รับฟังเรื่องหลอนอย่าง ‘พี่เเจ็ค The Ghost Radio’ ต้องมาเจอกับตัวเอง เมื่อไปปฏิบัติธรรมที่วัดแห่งหนึ่ง โดยมีรุ่นพี่ไปเป็นเพื่อน แต่แล้วก็เจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด พี่แจ็คบอกถึงจะไม่เจอตัวเป็น ๆ แต่คิดว่าใช่แน่นอน! เรื่องนี้ ‘พี่เเจ็ค The Ghost Radio’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (27 กุมภาพันธ์ 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘คืนปฏิบัติธรรม’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย! โดยพี่แจ็คเล่าว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พี่แจ็คได้ไปปฏิบัติธรรมถือศีล 8 ที่วัดพระพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งไปอยู่กับหลวงปู่ที่ท่านเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส พี่แจ็คอาศัยอยู่ที่กุฏิของท่านและได้รับการดูแลเป็นอย่างดี การปฏิบัติธรรมในครั้งนี้วางแผนไปทั้งหมด 3 วัน กิจกรรมจะเริ่มตั้งแต่การเปิดประตูวิหารแต่เช้า นั่งสมาธิ สวดมนต์ ไหว้พระตามปกติ สองวันแรกทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติ แต่วันที่ 3 วันสุดท้ายของการปฏิบัติธรรมนั้น หลวงปู่มีกิจนิมนต์จะต้องเดินทางไปที่พัทยา ซึ่งมีลูกศิษย์ 2 คนไปด้วย จึงเหลือเพียงเณรหนึ่งรูปอยู่กับพี่แจ็ค หลวงปู่บอกว่า “ถือว่าเป็นบ้านของตัวเองนะ อยู่เลย อยู่สบายไม่มีอะไรหรอก” พี่แจ็คเล่าให้ฟังว่า กุฏิของหลวงปู่เป็นกุฏิ 2 ชั้น สิ่งที่พี่แจ็คเข้าไปแล้วตกใจที่สุดคือบริเวณชั้นบน มีพระพุทธรูป รูปปั้น หัวเศียรต่าง ๆ แต่จะมีมุมหนึ่งที่เป็นกุมารทอง พี่แจ็คนั่งนับมีถึง 51 ตน ก่อนหน้าที่พี่แจ็คไปนั้นมีอยู่ประมาณร้อยตนได้ แต่แล้วก็มีคนมาขอไป กุมารทองเหล่านี้ หลวงปู่หรือพระที่วัดไม่ได้เลี้ยง แต่คนที่เลี้ยงนั้นเลี้ยงไม่ไหว จึงนำมาปล่อยไว้ให้หลวงปู่ หลวงปู่ก็ไม่ปฏิเสธ เพราะเป็นพระปฏิเสธไม่ได้ จึงนำมาเก็บไว้ตรงนั้น และมีคนมากราบไหว้ขอพร ก่อนจะมาปฏิบัติธรรมมีคนบอกพี่แจ็คไว้ว่า “พี่แจ็คน้องซนนะ เขาจะชอบเล่น แต่เขาชอบกินขนม มีอะไรก็ซื้อขนมไปให้เขา หรือพี่แจ็คอยากมีเรื่องเล่าเป็นของตัวเองก็บอกน้องเขา” พี่แจ็คจึงคุยกับกุมารทองว่า “ไม่ได้อยากมี พี่เป็นนักฟังที่ดี ไม่ต้องมาหาพี่นะ พี่มาปฏิบัติธรรม พี่กลัว ถ้ามาเดี๋ยวพี่ตกใจ เอาเป็นว่าต่างคนต่างอยู่ดีกว่า” หลังจากนั้นเช้าวันที่ 3 หลวงปู่ก็ไปกิจนิมนต์ตามแผนที่วางไว้ ส่วนพี่แจ็คก็ไปสวดมนต์ปกติจนถึงตอนกลางคืน เณรนอนอยู่ชั้นบน ซึ่งชั้นบนจะมี 2 ห้อง เป็นห้องข้างในที่เก็บกุมารทอง เก็บของต่าง ๆ ที่เป็นห้องศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่ และมีกระชานอยู่ข้างนอก เณรก็จะนอนกระชานข้างนอกแล้วจะปิดประตูล็อคข้างใน ส่วนพี่แจ็คจะนอนกับ ‘พี่เด่น’ ที่ไปเป็นเพื่อน ซึ่งทั้งคู่นอนอยู่ชั้นล่าง และห้องที่นอนนั้นอยู่ใต้กุมารทองพอดีปกติแล้วห้องที่นอนนั้นจะไม่ปิดไฟ เพราะพี่แจ็ครู้สึกไม่ไหวเนื่องจากห้องมืดมากจำต้องเปิดไฟนอน คืนสุดท้ายพี่แจ็คสวดมนต์เสร็จแล้วเตรียมตัวจะนอน พี่เด่นที่ยืนอยู่หน้าห้องก็พูดขึ้นมาว่า “อ้าว วันนี้วันสุดท้ายแล้ว ใครมีอะไรอยากมาบอกพี่แจ็ค มาเลยนะ” พี่แจ็คบอกว่า “เฮ้ยพี่เด่น อย่าพูดย่างงั้น ไม่เอาดิ!” จากนั้นพี่เด่นก็หัวเราะ พี่แจ็คจึงสวดมนต์เพราะที่พี่เด่นพูดทำให้รู้สึกไม่ดี จากนั้นทั้งคู่ก็นอนหลับไป ปรากฏว่าพี่แจ็คสะดุ้งตื่น เพราะได้ยินเสียงเสียงพี่เด่นพูดว่า “หึ หึ” พอหันไปมองพี่เด่นก็เอาผ้าห่มคลุม และเหมือนขยับตัวไม่ได้ พี่แจ็คก็รู้ทันทีเลยว่าไม่ พี่เด่นโดนพี่อำ เมื่อพี่แจ็คหันไปมองเสร็จก็หันกลับเอาผ้าคลุมนอนต่อ พี่แจ็คก็ไม่คิดจะปลุกพี่เด่นเพราะคิดว่าสมควรโดน ผ่านไปสักพัก พี่แจ็คก็ได้ยินเสียงพี่เด่นเป็นเหมือนเดิมจึงหันไปดูอีกครั้ง ตอนนั้นพี่แจ็คเกิดอาการหนังตากระตุกจึงหันกลับมานอน เวลาผ่านไปเหมือนพี่เด่นดิ้นหลุดออกมาได้ก็ลุกขึ้นมานั่งตาแดงก่ำ และถามว่า “พี่แจ็ค เมื่อกี้ผมเรียกพี่ป่ะ?” พี่แจ็คตอบว่า “ใช่” พี่เด่นถามต่อว่า “แล้วทำไมพี่ไม่ปลุกผม?” พี่แจ็คก็บอกกลับไปว่า “ไม่ปลุก พี่สมควรโดน ผมรู้ว่าพี่โดนผีอำ อันนี้พี่อะสมควรโดนเพราะพี่พูดไปเรื่อย” จากนั้นพี่เด่นจึงนั่งสวดมนต์อยู่ครึ่งชั่วโมง พี่แจ็คก็หลับและคิดว่าดีแล้วเขาจะได้สงบเวลาก็ผ่านไปสักพัก พี่แจ็คก็สะดุ้งตื่นและหันไปมองหน้าพี่เด่น ทั้งคู่มองตากันเพราะมีเสียงมาจากเพดาน เป็นเสียงเคาะดังสนั่นทั่วทุกมุมห้อง ระหว่างที่มองตากันอยู่ พี่แจ็คก็มองด้วยสายตาดุเหมือนส่งสัญญาณให้พี่เด่นว่าห้ามทัก พี่แจ็คพยายามหันหน้าไปอีกฝั่งแล้วนอนฟัง เสียงเคาะก็ดังอยู่เรื่อย ๆ พี่แจ็คมั่นใจว่าเณรไม่ได้แกล้ง เพราะเณรรูปนี้ที่อยู่ด้วยกันมา 3 วัน เป็นเณรที่เรียบร้อยและสำรวมมาก พี่แจ็คนอนฟังจนเสียงเคาะเบาลง พี่แจ็คก็ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงหันไปหาพี่เด่น แล้วก็เอาผ้าคลุม พี่แจ็คจึงหลับไปทั้งแบบนั้น ตื่นเช้ามา พี่แจ็คก็เจอเณรเป็นคนแรก จึงถามเณรว่า “เณร เมื่อคืนเณรได้ยินเสียงเคาะไหมครับ?” เณรตอบกลับมาว่า “เณรไม่ได้ยินครับ เณรหลับ” เพราะตอนกลางวันเณรไปเรียนที่วิทยาลัยสงฆ์ พี่แจ็คก็บอกว่า “ผมได้ยินเสียงเคาะทั้งคืนเลย” เณรตอบว่า “อ๋อ เขาคงจะมาลาโยมพี่แหละ เพราะเห็นโยมพี่มา 3 วันแล้ว” และนี่เป็นสิ่งที่พี่แจ็คเจอ ถึงจะไม่เห็นเป็นตัวเป็นตนแต่จากที่ได้ยินเสียงเคาะก็ชัดเชนแล้วว่าใช่…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-