เรื่องเล่าจากครูตรีมีเรื่องเล่า 'ผู้หญิงนี่เซนส์เเรงจริงๆ' l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 3 ก.พ.2569 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากครูตรีมีเรื่องเล่า 'ผู้หญิงนี่เซนส์เเรงจริงๆ' l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 3 ก.พ.2569 ]

19 ก.พ. 2026

   เขาว่ากันว่า... อย่าดูถูกเซนส์ของผู้หญิง เพราะถ้าเธอเริ่มตั้งคำถามเมื่อไหร่ นั่นหมายความว่าเธอรู้ความจริงไปแล้วครึ่งหนึ่ง และความลับของผู้ชายเจ้าชู้ อาจซ่อนไม่ได้อีกต่อไป ถ้าความอดทนของ ผู้หญิงที่ยอมทุกอย่าง’ ถูกเปลี่ยนเป็นความแค้นฝังลึกผ่านไสยศาสตร์ที่ดำมืด…

   เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า (3 ก.พ.2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ผู้หญิงนี่เซนส์เเรงจริงๆ’

   เรื่องราวนี้ ‘ครูตรี’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณเต้’ ซึ่งเขาได้เล่าว่า ผมมีแฟนสาว ชื่อว่า ‘เมย์’ เธอเป็นคนขี้หึงมาก ทุกวันเธอจะต้องมีเรื่องหึงหวงมาทะเลาะ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็ก หรือใหญ่อย่างเช่น... เรื่องที่ผมขอเธอไปกินข้าวข้างนอก เมย์ก็ถามว่า “ไปกับใคร กี่คน” ผมตอบว่า “ไปกับเพื่อน 5 คน ผู้ชายทั้งหมดเลย ไม่มีอะไรน่าห่วง”  เมย์จึงพูดอีกว่า “แล้วรู้ได้ไงว่าผู้ชายพวกนั้นจะไม่คิดอะไร” แต่ผมก็ไม่ได้สนใจ คิดว่าแฟนแค่พูดเล่นขำ ๆ แต่นาน ๆ เข้า ก็เข้าใจแล้วว่าทุกอย่างที่เธอพูดนั้น เธอคิดจริง หึงจริง ๆ เราทะเลาะกันเพราะเรื่องหึงหวงบ่อย ๆ จนถึงขั้นที่ต่อให้ปรับความเข้าใจกันแค่ไหน ก็ไม่สำเร็จ แต่ก็ตกลงกันว่าต่อให้ทะเลาะกันขนาดไหนเราก็จะเคลียร์กันให้จบ จะไม่เลิกกัน

วันหนึ่งหลังจากที่ผมเพิ่งกลับจากทำงาน ก็พบกับเมย์ที่นั่งรออยู่ ดูจากสีหน้าก็รู้ได้เลยว่า กำลังมีเรื่องที่ไม่พอใจ แต่ผมเลือกที่จะไปอาบน้ำ ให้ตัวเองผ่อนคลายก่อน ค่อยกลับมาคุยกัน เมื่อเริ่มบทสนทนา เมย์ถามว่า “ไปทำอะไรผิดมาหรือเปล่า?” ผมก็ตอบกลับว่า “ไม่” เมย์จึงถามต่อว่า “ได้ไปกดไลค์ให้ผู้หญิงคนไหนมั้ย?”  ผมจึงตอบว่า “ไม่รู้ บางรูปเห็นผ่าน ๆ ก็กดบ้าง แต่ไม่ได้คิดอะไรเลย” เมย์ถามต่อว่า “แล้วคนนี้ใคร ทำไมถึงกดไลค์ให้เขา” ผมยังตอบว่า “ไม่รู้ ไม่ได้เป็นเพื่อนกันด้วยซ้ำ เราก็กดให้ตั้งหลายคน ไม่ใช่คนเดียวสักหน่อย”

จากนั้นเมย์ก็เริ่มโชว์หลักฐานจากแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าผมได้กดไลค์ให้ผู้หญิงคนเดิมคนนี้ในทุกช่องทาง แต่ผมก็ยังปฏิเสธ อย่างไรก็ตามเมย์ปักใจเชื่อแล้วว่าระหว่างผม และผู้หญิงในรูปต้องมีอะไรแน่ ๆ และความจริงแล้ว ผู้หญิงคนนั้นคือชู้ของผมจริงอย่างที่เธอสงสัย เธอชื่อว่า ‘ฝน’ ถึงแม้ผมจะพยายามปกปิดแล้ว แต่เมย์ก็ยังจับพิรุธได้

   หลังจากเหตุการณ์วันนั้นเราก็ยิ่งทะเลาะกันมากขึ้น จึงตัดสินใจห่างกันบ้าง ผมเองก็รู้สึกเบื่อกับการทะเลาะ จึงไปอยู่กับฝน ที่ห้องของเธอเป็นส่วนใหญ่ ฝนเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ น่ารัก ชอบเอาอกเอาใจ ไม่เคยเรียกร้องอะไร และยอมทุกอย่าง แม้จะรู้ว่าผมเอง มีเมย์อยู่แล้ว ที่เธอยอมทนอยู่อย่างนี้เป็นเพราะผมได้ให้สัญญาว่า ‘ทะเลาะกับเมย์บ่อยมาก ไม่นานก็จะเลิกกัน ขอให้ฝนรอหน่อยได้มั้ย’ ฝนจึงรอ

วันนั้น ผมอยู่กับฝนที่ห้องปกติ เราทั้งคู่ไปอาบน้ำด้วยกัน หลังจากนั้นฝนก็หยิบแป้งมาเล่น โรยใส่ตัว ใส่หัวผมจนขาวโพลนไปหมด เราเล่นกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมไม่เคยได้รับตอนอยู่กับเมย์ จู่ ๆ มีเสียงเคาะประตู ‘ปั๊ง ๆ’ ผมจึงเดินไปเปิด และคนที่ปรากฎหลังประตูนั้น คือเมย์ เมย์รู้มาสักพักแล้วว่าผู้หญิงคนนี้คือหญิงชู้ วันนี้จึงตัดสินใจจะมาเจอ พอเธอเข้ามาก็เกิดการทะเลาะกันอย่างรุนแรง และเราก็เลิกกัน จากนั้นเธอก็เดินออกไป แต่ผมก็ไม่ได้ตามไป ผมยังคงอยู่กับฝน ผมรู้สึกสบายใจที่เราเลิกกัน แต่ในใจแล้วผมรู้ดีว่า ผมรักเมย์ ไม่ได้รักฝน และมีแผนว่า หากทุกอย่างดีขึ้นแล้ว จะกลับไปง้อเมย์

   แต่เวลาผ่านไป ผมเริ่มรู้สึกแปลก ๆ กับตัวเอง ตั้งแต่เลิกกัน ผมฝันร้ายทุกคืน นอนไม่ค่อยพอ น้ำหนักก็ลดลงไปเยอะ จนผอมซูบจนคนรอบข้างทักว่าโดนของ หรือเปล่า? ผมจึงเริ่มคิดว่า ถ้าผมโดนของจริง ๆ คนเดียวที่จะทำได้ คือเมย์ เพราะก่อนที่จะเลิกกัน เมย์เคยพูดว่า “ในเมื่อถ้ามึงกับกูอยู่ด้วยกันไม่ได้ งั้นก็ต้องตายกันไปข้าง”

วันหนึ่ง ผมได้ไปทานอาหารในห้างแห่งหนึ่ง และเจอกับเพื่อนผู้หญิงที่สนิท ชื่อว่า ‘นิว’ เมื่อเธอเจอกับผม เธอก็ทักด้วยความตกใจที่เห็นผมในสภาพที่แย่กว่าเมื่อก่อนมาก ผมจึงเล่าเรื่องราวให้เธอฟัง และบอกเธอว่า ผมสงสัยว่าผมกำลังโดนของ นิวจึงตอบว่า “มึงเชื่อเรื่องเซนส์ของผู้หญิงมั้ย ถ้ามันจะมีใครทำ ไม่น่าใช่เมย์ แต่น่าจะเป็นฝน” ผมได้ยินอย่างนั้นก็ไม่เชื่อ จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อฝนดีกับผมทุกอย่าง นิวจึงถามต่อว่า “แล้วหลังจากเลิกกับเมย์ มึงได้เจอฝนมั้ย” ผมตอบไปว่า ไม่ เพราะหลังเหตุการณ์นั้น ต่างคนต่างขอเวลาส่วนตัว จึงไม่ได้เจอ...

   นิวรู้อย่างนั้นจึงบอกว่าสัปดาห์หน้า จะพาผมไปเจอกับคนคนหนึ่ง เป็นลุงของเธอชื่อ ‘ลุงแสง’ ซึ่งเป็นเซียนพระ ที่ศึกษาธรรมะ หลังจากที่เขาได้เจอกับผมก็บอกว่า ผมอาจจะโดนนะ แต่ช่วยเล่าเรื่องราวให้ฟังหน่อยได้มั้ย ผมก็เล่าเรื่องราวของเมย์ไป ตั้งแต่เจอกัน คบกันอย่างไร และทุกอย่างเกี่ยวกับเมย์ เพราะผมยังคิดว่าคนที่ทำคือเมย์ แต่เมื่อเล่าถึงฝน ลุงแสงก็ถามถึงเหตุการณ์วันที่เลิกกัน เป็นอย่างไรบ้าง         

ผมก็เล่าไปตามความเป็นจริงว่า เราอยู่ด้วยกันไปอาบน้ำ และเล่นแป้งกันก่อนที่เมย์จะมาเคาะประตูห้อง ลุงแสงจึงสันนิษฐานว่า ฝนคือคนทำ โดยใช้เถ้ากระดูกคนตาย และช่วงเวลาที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ เถ้ากระดูกอาจจะในแป้งที่เธอใช้โรยใส่หัวผมในวันนั้น และลุงแสงยังถามผมอีกว่า หลังจากวันนั้น เริ่มฝันร้ายแปลก ๆ ใช่มั้ย ผมตอบว่าใช่ ลุงแสงพูดอีกว่า

ของพวกนี้เมื่อโรยลงหัวแล้ว มันจะเข้าไปโดยตรง เอาออกไม่ได้ ทางเดียวที่จะผ่อนหนักเป็นเบาได้คือ... 

"โกนหัว แล้วบวช"

   คุณเต้ ไม่อยากจะเชื่อกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ยอมทำตามคำแนะนำของลุงแสง เผื่อทุกอย่างจะดีขึ้น ระหว่างที่บวชก็ได้มีเวลาทบทวนกับตัวเองมากขึ้น และสำนึกการกระทำที่ผิดพลาดของตัวเองทุกอย่าง อยากขออโหสิกรรมกับทั้งเมย์ และฝน เมื่อสึกออกมา คุณเต้ มีโอกาสได้เจอเมย์ เมย์ให้อภัย แต่บอกกับคุณเต้ว่า จะไม่ขอกลับไปคบด้วยอีก ส่วนฝน คุณเต้ยังหาเธอไม่เจอ ฝนลาออกจากที่ทำงาน และไม่ได้พักอาศัยที่ห้องเดิมแล้ว

   แต่เรื่องกลับพลิก เพราะคุณเต้ ยอมเล่าเพิ่มเติมในส่วนที่ตั้งใจปิดบังไว้อีกว่า “จริง ๆ แล้วผมเจ้าชู้มาโดยตลอด จึงทำให้เมย์กลายเป็นคนขี้หึง ขี้ระแวงแบบนี้ ผมได้ให้สัญญาไว้ว่า ถ้าเธอจับได้อีกผมจะยอมเลิกกับเธอจริง ๆ” และย้อนกลับไป ในวันที่ยังคบกับเมย์ คุณเต้ และเธอทะเลาะกันผ่านโทรศัพท์ และเคยพูดว่า “กับฝนแค่หลอกมาเฉย ๆ เดี๋ยวก็เลิกกันแล้ว ไม่ได้รักฝนเลย” แต่เมื่อฝนแอบได้ยิน ก็คิดได้ว่า การที่เธอยอมเป็นเบี้ยล่างตลอดมา รอคุณเต้มาตลอดนั้น ไม่มีค่าเลย เต้ไม่ได้รักเธอ ต่อให้เขาเลิกกับคุณเมย์จริง ๆ ก็คงไม่มาอยู่กับเธอ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอโกรธแค้น และตัดสินใจทำแบบนี้ เพื่อให้คุณเต้ได้เลิกกับแฟน และขอให้ชีวิตของคุณเต้ไม่ต้องสมหวังในความรักอีกเลย…

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณบอส 'บ้านอาม่า' | อังคารคลุมโปง X ไท ธนาวุฒิ [4 มี.ค. 2568 ]

07 มี.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณบอส 'บ้านอาม่า' | อังคารคลุมโปง X ไท ธนาวุฒิ [4 มี.ค. 2568 ]

เมื่อพ่อของคุณบอส เข้าไปเก็บลูกฟุตบอลในบ้านของอาม่าข้างบ้าน เขาเห็นอาม่ายืนอยู่หน้าประตู แลบลิ้นใส่ จึงแลบลิ้นตอบกลับไปคิดว่าเป็นการหยอกล้อ แต่คืนถัดมาผีเสื้อดำตัวหนึ่งบินเข้ามาในห้อง และเมื่อมันเข้าใกล้ เขาต้องตกใจสุดขีด เพราะใบหน้าของผีเสื้อตัวนั้นคือใบหน้าของอาม่า! ต่อมาถึงได้รู้ว่าอาม่าที่เขาคุ้นเคยได้เสียชีวิตไปแล้ว!! #อังคารคลุมโปง‘คุณบอส’ เล่าเรื่องหลอนเมื่อคุณพ่อได้เห็นเหตุการณ์สุดสยองที่ไม่เคยลืม! จากการเห็นอาม่าข้างบ้าน ที่ดูเหมือนจะเป็นการหยอกล้อธรรมดา แต่กลับกลายเป็นภาพหลอนของวิญญาณที่ผูกคอตาย! ทำไมถึงเป็นผีเสื้อที่มีหน้าคล้ายอาม่า? ฟังเรื่องสุดหลอนนี้ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (4 มีนาคม 2568) แล้วเหตุการณ์ณ์สุดหลอนนี้จะจบลงอย่างไร ไปติดตามพร้อมกันเลย!!‘คุณบอส’ เล่าว่า เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่คุณพ่อของตนเคยพบเจอ และถูกเล่าต่อกันมาจนถึงรุ่นของตน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อกว่า 50 ปีที่แล้ว ในกรุงเทพมหานคร บ้านของคุณบอสเป็นครอบครัวชาวจีน อากงและอาม่า มีลูกทั้งหมด 5 คน โดยคุณพ่อของคุณบอสเป็นลูกคนกลาง ในสมัยนั้นซอยที่บ้านของคุณพ่อตั้งอยู่เป็นซอยลึก และเงียบสงบ มีบ้านเรือนอยู่ไม่มากนัก ส่วนตัวบ้านของคุณพ่อมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ข้างบ้านเป็นที่อาศัยของ ‘อาม่า’ ท่านหนึ่ง ซึ่งอยู่เพียงลำพัง ลูกหลานของท่านจะมาเยี่ยมเพียงนาน ๆ ครั้งในสมัยนั้น คุณพ่อของคุณบอสยังเป็นเด็ก มักออกไปวิ่งเล่น และเตะฟุตบอลกับเพื่อน ๆ ด้วยความที่บ้านอยู่ใกล้กัน คุณพ่อจึงสนิทกับอาม่า ข้างบ้านไปด้วย อาม่าท่านนี้มักทำกิจวัตรประจำวันในตอนเช้า และทุกครั้งที่พบกันก็มักจะทักทายคุณพ่ออยู่เสมอ ทำให้ทั้งสองมีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยภายในซอยที่บ้านตั้งอยู่นั้นค่อนข้างเงียบสงบมาตั้งแต่เดิม ดังนั้นหากมีสิ่งใดผิดปกติ ก็มักจะสังเกตเห็นได้ไม่ยากวันหนึ่ง คุณพ่อสังเกตเห็นว่า อาม่าข้างบ้านไม่ออกมาทำกิจวัตรประจำวันตามปกติ ต่างจากทุกวันที่มักจะเห็นท่านเดินไปเดินมา และทักทายกันเสมอคุณพ่อรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เวลาผ่านไปสักพัก ขณะที่คุณพ่อกำลังเล่นฟุตบอลกับพี่ ๆ ของตนอยู่นั้น บังเอิญเตะบอลพลาด ลูกบอลกระเด็นเข้าไปในบ้านของอาม่า บ้านของอาม่าเป็นบ้านแถว ด้านหน้ามีประตูลูกกรงกั้นไว้ และด้านในมีประตูอีกชั้นหนึ่ง คุณพ่อจึงยืนมองเข้าไปภายในบ้าน พลางคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปขณะที่คุณพ่อกำลังจะเดินเข้าไปหยิบลูกฟุตบอล เมื่อเดินผ่านหน้าบ้านก็ต้องสะดุ้งตกใจ เมื่อมองเข้าไปในบ้านกลับเห็นอาม่ายืนแนบชิดกับประตูด้านใน จ้องมองออกมา ดวงตาถลน และแลบลิ้นออกมาคุณพ่อชะงักไปชั่วขณะ แต่พอได้สติ ก็คิดว่าอาม่า คงแกล้งหยอกเล่น เพราะปกติแล้วท่านเป็นคนใจดีและชอบหยอกเด็ก ๆ อยู่เสมอ ด้วยความคิดแบบเด็ก ๆ คุณพ่อจึงแลบลิ้นตอบกลับไปเป็นเชิงเล่นสนุก จากนั้นก็หยิบลูกฟุตบอลแล้ววิ่งกลับไปหาพี่ ๆวันนั้น คุณพ่อสังเกตว่าบรรยากาศในซอยบ้านที่เคยเงียบสงบกลับดูคึกคักขึ้นอย่างผิดสังเกต มีผู้คนเข้าออกมากกว่าปกติ และหลายคนก็เดินเข้าไปในบ้านของอาม่า คุณพ่อจึงคิดว่า น่าจะเป็นลูกหลานของอาม่าที่มาเยี่ยมท่านโดยปกติแล้ว คุณพ่อจะนอนรวมกับพี่ ๆ ทั้ง 5 คน และอากงอาม่า ภายในห้องเดียวกัน คืนนั้น.. ขณะที่ทุกคนกำลังหลับสนิท คุณพ่อสังเกตเห็นผีเสื้อตัวหนึ่งบินวนอยู่รอบ ๆ ห้อง ลักษณะคล้ายผีเสื้อกลางคืน มีปีกสีดำสนิท มันบินมาเกาะอยู่ใกล้ใบหน้าของคุณพ่อ จนรู้สึกรำคาญ ด้วยความรำคาญ คุณพ่อจึงลุกขึ้นไปหยิบหนังสือพิมพ์มาม้วน แล้วพยายามไล่ตีผีเสื้อตัวนั้น เสียงการเคลื่อนไหวทำให้คนในห้องตื่นกันหมด แต่สิ่งที่ทำให้คุณพ่อต้องขนลุกคือ ไม่มีใครเห็นผีเสื้อแม้แต่คนเดียว ทุกคนพากันบอกว่า คุณพ่อคงเล่นมากไปจนเหนื่อย และอาจตาฝาดหรือฝันไปเองหลังจากเวลาผ่านไป 2-3 วัน นับตั้งแต่คืนที่คุณพ่อเห็นผีเสื้อ ทุกอย่างก็ดูเป็นปกติ ไม่มีสิ่งผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น จนกระทั่ง คืนที่สาม ขณะที่คุณพ่อเข้านอนตามปกติ ผีเสื้อตัวเดิมก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง มันบินวนไปมาอยู่ภายในห้อง ราวกับมีจุดมุ่งหมายบางอย่าง ครั้งนี้ คุณพ่อไม่ได้พยายามไล่ตีมันเหมือนครั้งก่อน แต่กลับรู้สึกสงสัยแทนว่า เหตุใดมันจึงบินกลับมาอีกภายในห้องที่มืดสนิท คุณพ่อพยายามปรับสายตาให้คุ้นชินกับความมืด ทันใดนั้น ผีเสื้อตัวนั้นก็ค่อย ๆ บินเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ แต่เมื่อเพ่งมองให้ชัดขึ้น คุณพ่อก็ต้องตกตะลึง เพราะสิ่งที่เห็นตรงหน้า ไม่ใช่ผีเสื้อธรรมดา ใบหน้าของมัน กลับเป็นใบหน้าของอาม่าข้างบ้าน!!!“อ๊ากกกกกกก!!” เสียงกรีดร้องดังลั่น ปลุกทุกคนในบ้านให้ตื่นขึ้นอย่างตกใจ ทุกคนต่างพากันรีบเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น คุณพ่อยังคงตัวสั่น และตะโกนออกมาด้วยความหวาดกลัว “ผีหลอก! ผีหลอก!! ผีอาม่าข้างบ้านมาหลอก!!!”ทางอากง และอาม่าไม่ได้แสดงท่าทีตกใจ หรือคิดว่าคุณพ่อเป็นคนบ้าแต่อย่างใด พวกท่านเพียงพูดขึ้นมาว่า “อาม่าท่านคงมาหยอกเล่น”ต่อมา คุณพ่อจึงได้รู้ความจริงว่า อาม่าข้างบ้านได้ผูกคอตายอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน ร่างของท่านห้อยโชว์อยู่ตรงนั้น ภาพที่คุณพ่อเคยเห็นในวันนั้น เป็นภาพของอาม่า ที่แลบลิ้นและทำตาถลนใส่ แท้จริงแล้ว ไม่ใช่การหยอกล้อ แต่เป็นภาพของอาม่าขณะที่กำลังแขวนคอเสียชีวิต! ในตอนนั้น อาม่าอาจเสียชีวิตไปแล้ว และคุณพ่ออาจเป็นคนแรกที่เห็นท่านในสภาพนั้น ส่วนคนที่พบเป็นลำดับถัดไป อาจเป็นอากง และอาม่าของท่าน ที่เข้าไปเห็นและรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ และเหตุการณ์ที่คุณพ่อเห็นผู้คนเข้าออกซอยมากผิดปกติในวันนั้น ก็ไม่ใช่ลูกหลานของอาม่า ที่มาเยี่ยมท่าน แต่เป็นเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาเก็บศพของอาม่าออกไปคิดย้อนกลับไป ในตอนที่คุณพ่อเข้าไปในบ้านของอาม่า เพื่อเก็บลูกฟุตบอล คุณพ่อได้แลบลิ้นหยอกล้ออาม่า ไปตามประสาเด็ก ส่วนผีเสื้อที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนอาม่า บินมาให้คุณพ่อเห็น คงเป็นอาม่า ทีอาจไม่ได้ตั้งใจจะหลอกหลอน ทว่าเพราะท่านคุ้นเคย และสนิทสนมกับคุณพ่อมาตั้งแต่เด็ก จึงอาจต้องการมาหาตามความเชื่อของคนจีน มีความเชื่อว่าเมื่อผู้คนเสียชีวิต วิญญาณของพวกเขาอาจปรากฏในรูปของผีเสื้อ เพื่อสื่อถึงการกลับมาหรือการเยี่ยมเยียนคนที่ยังมีชีวิตอยู่…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเค้กส้ม ‘พี่สาวนักสะสม’ l อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]

06 มิ.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเค้กส้ม ‘พี่สาวนักสะสม’ l อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]

เสียงกรีดร้องของแอร์สาว สลับกับเสียงหัวเราะ ฮิ ฮิ ฮิ ที่เยือกเย็นเธอเปลี่ยนไป หรือใครเข้ามาเปลี่ยนเธอ? ท่ามกลางสายตาคนรอบข้าง มือของเธอกำแน่นราวกับจูงมือใครอยู่ จากเหตุการณ์ประหลาดในโรงแรมสู่ความจริงที่ว่านี่อาจไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอพาบางสิ่งกลับบ้าน และไม่แน่ว่าอาจเป็นสิ่งที่เธอกำลังสะสมอยู่ก็เป็นได้เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิถุนายน 2569 ] ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พี่สาวนักสะสม’ ‘คุณเค้กส้ม’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวจากเพื่อนในสายการบินเดียวกัน เรื่องเกิดขึ้นที่ไฟล์ท 4 เซกเตอร์ (สิงคโปร์ - ญี่ปุ่น - LA) เรื่องเกิดขึ้นใน เซกเตอร์ที่ 3 ตอนกลับจาก LA มาญี่ปุ่น โดยไฟล์ทนี้เป็นไฟล์ทที่มีลูกเรือมาเลเซียหลายคน โดยประมาณ 5 คน เป็นผู้ชาย 4 คน และ ผู้หญิง 1 คน โดยปกติพอเครื่องแลนด์ส่วนมากจะไปทานข้าวกัน แต่ด้วยไฟล์ทนี้ค่อนข้างไกลจึงมีบางคนที่ไม่ได้ไปเพราะความเหนื่อยล้าในขณะที่ลูกเรือชายชาวมาเลเซียไปทานข้าวกัน สักพักลูกเรือหญิงชาวมาเลเซีย ก็ส่งรูปเข้าไลน์กลุ่มพร้อมข้อความว่า “เห็นเด็กผู้ชายในรูปนี้ไหม” ทุกคนต่างไม่เข้าใจว่าเด็กผู้ชายที่ไหน? เพราะในรูปเป็นเพียงภาพห้องพักในโรงแรมเท่านั้น และได้ตอบไปว่า “ไม่มีนะ” ลูกเรือหญิงชาวมาเลเซียจึงบอกว่า ตนรู้สึกแปลก ๆ ให้เพื่อนช่วยมาที่ห้องหน่อยได้ไหม เพราะก่อนหน้านี้เหมือนกับมีใครบางคนมากดกริ่งเรียก แต่เมื่อเปิดออกไปกลับพบความว่างเปล่า และเมื่อหันกลับมา.. เธอพบเข้ากับเด็กชายคนหนึ่ง ที่ไม่ทราบที่มา เธอจึงตกใจส่งรูป และข้อความไปหาเพื่อน แต่กลับกลายเป็นว่าเธอเห็นเด็กชายเพียงคนเดียวทั้งสี่คนรับปากว่า.. จะเข้าไปดู แต่ให้เธอเปิดประตูค้างไว้ให้หน่อย เพราะกังวลเรื่องประเด็น Sexual harassment เมื่อทั้งสี่ไปถึงมองเข้าไปก็พบกับประตูระเบียงที่เปิดไว้ และลูกเรือหญิงที่หันมายิ้มใส่ พร้อมกับท่าทางที่กำลังจะโดดระเบียง ทั้งสี่จึงรีบเข้าไปดึงตัวเธอไว้ เมื่อลงมาได้เธอกลับกรีดร้องเหมือนคนเสียสติ จากนั้นเธอก็เริ่มพูดว่า “มันอยู่ตรงนั้น ๆ” สลับกับหัวเราะ “ฮิ ฮิ ฮิ” เบา ๆ เหมือนคนเพี้ยนไปเลย ทั้งสี่คนช่วยกันล็อกแขนขาเธอไว้คนละข้างเพราะเธอสบัดแรงมาก ๆ และลูกเรือชาย 1 ใน 4 คนนี้เป็นกังวลเรื่องประเด็น Sexual Harassment จึงไปตามหัวหน้าหญิงชาวสิงคโปร์มาช่วย และเป็นพยานเมื่อเห็นสภาพตรงหน้าเธอจึงเรียกลูกเรือหญิงชาวญี่ปุ่นอีกคนให้มาช่วยกัน ในท้ายที่สุดก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ เมื่อสถานการณ์เริ่มจะเหนือการควบคุมจึงเรียกรถฉุกเฉิน ในขณะที่หมอใช้ไฟฉายส่องเช็คดวงตาของลูกเรือหญิงชาวมาเลเซีย ลูกเรือชายที่อยู่ใกล้ ๆ ก็พบเข้ากับความประหลาด เพราะเมื่อไฟฉายส่องเข้ากับดวงตาของเธอ แทนที่รูม่านตาจะเล็กลง กลับขยายสู้ไฟ และเมื่อกู้ภัยถามชื่อของเธอ เธอตอบกลับเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า ‘ฮานะจัง’ แล้วก็ยิ้ม ทั้งที่ลูกเรือคนนี้เป็นชาวมาเลเซียที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ ในระหว่างที่กู้ภัยกำลังดำเนินการต่าง ๆ หัวหน้าลูกเรือทำการหาเบอร์ฉุกเฉินของลูกเรือหญิง และได้เบอร์ติดต่อของพ่อเธอมา จากนั้นจึงได้ติดต่อเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คุณพ่อฟัง แต่ท่านไม่ได้มีท่าทีตกใจ พร้อมพูดกลับมาว่า “อีกแล้วเหรอ” นั่นแปลว่านี่คงไม่ใช่ครั้งแรกกับเหตุการณ์เหล่านี้ จากนั้นพ่อบอกให้ยื่นโทรศัพท์ไปใกล้ ๆ หูของลูกสาวและเขาก็เริ่มสวดบทบางอย่างที่เป็นภาษาของบ้านเขา ลูกสาวจึงสงบลงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงอย่างนั้นเองหัวหน้าก็ยังมองว่าควรไปโรงพยาบาลอยู่ดี เธอก็ยอมอย่างว่าง่าย เพียงแต่ขอเก็บกระเป๋า และเข้าห้องน้ำก่อน ลูกเรือชายในเหตุการณ์รู้สึกไม่ไว้วางใจ มองว่าเป็นความนิ่งที่น่ากลัวแปลก ๆ จึงให้ลูกเรือหญิงชาวญี่ปุ่นเข้าไปด้วยเพื่อความสบายใจของหัวหน้า ผ่านไปสักพักในห้องน้ำมีเสียง ‘ปึ้ง’ ดังลั่นพร้อมกับเสียงกรีดร้อง และลูกเรือหญิงชาวญี่ปุ่นได้ถูกถีบลอยออกมาจากห้องน้ำ พอเข้าไปดูเธอก็ยังทำตัวปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และยิ้มให้ในระหว่างที่พากันโรงพยาบาล ลูกเรือหญิงชาวมาเลเซียเดินกำมือราวกับว่ากำลังจูงใครไปด้วย หัวหน้าลูกเรือเห็นจึงเดินมาตีมือ และบอกว่ามันน่ากลัว อย่าทำอย่างนั้น แต่เธอก็ไม่สนใจ และทำอย่างเดิมจนถึงโรงพยาบาล แต่เมื่อถึงคุณหมอก็ให้เธอกลับได้เพราะยังดูปกติ และวันถัดมาเป็นวันที่ต้องบินกลับสิงคโปร์ ด้วยความที่เธอดูผิดปกติมาก หัวหน้าจึงให้เธอนั่งกลับเป็นผู้โดยสาร ความประหลาดยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น บนไฟล์ทเขากรีดร้องไม่ให้ใครนั่งที่นั่งด้านข้างทั้งสิ้น ห้ามราวกับว่ามีคนนั่งอยู่ที่ตรงนั้นอยู่แล้ว เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารท่านอื่นจึงเว้นที่นั่งนั้นไว้ให้เธอเลย เมื่อลงจากเครื่องที่สิงคโปร์เธอก็ยังคงทำท่าเหมือนจูงใครสักคนไปด้วยหัวหน้าลูกเรือมองว่านี่ คือเรื่องใหญ่จึงทำการรีพอร์ตไปที่สเตชั่นเมเนเจอร์ และทางนั้นได้มีการติดต่อทางโรงแรมไปว่ามีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น ในห้องพักนี้เคยมีเหตุการณ์อะไรขึ้นหรือเปล่า และความจริงที่น่าหดหู่ก็ได้ปรากฏขึ้น ในห้องพักนี้เคยมีแม่ลูกที่ฆ่าตัวตายพร้อมกัน และลูกเรือหญิงชาวมาเลเซียที่เข้าพักห้องนี้กำลังอยู่ในช่วงเหนื่อยล้า ไม่ได้พักจึงอาจโดนเข้าสิง จากการที่พ่อของเธอได้พูดว่า “อีกแล้วเหรอ” พร้อมกับมีวิธีรับมือ อาจยืนยันได้ว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกเรือชาวมาเลเซียพาบางสิ่งกลับไปด้วย ไม่รู้ว่าเธอพากลับไปที่ไหน หรืออาจมีการสะสมสิ่งลี้ลับอื่นอยู่ด้วยหรือไม่.. ทั้งนี้ในท้ายที่สุดได้ทราบว่า “ฮานะจัง” ชื่อที่เธอได้บอกกับกู้ภัย คือชื่อของคุณแม่ที่จบชีวิตลงในห้องพักนี้นั่นเอง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณเบนจี้ 'ใครในห้องน้ำ' l อังคารคลุมโปง X เต้ย ผีเหรียญ [ 9 ธ.ค.2568 ]

24 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเบนจี้ 'ใครในห้องน้ำ' l อังคารคลุมโปง X เต้ย ผีเหรียญ [ 9 ธ.ค.2568 ]

คืนล้อมวงดื่มในหอพักมหาวิทยาลัย กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ไม่ควรเห็น เมื่อสังเกตว่ามีใครบางคนเดินเข้าออกห้องน้ำ ทั้งที่ในห้องมีผู้หญิงเพียงสองคน และสิ่งที่เห็น…คือกระโปรงยาวกับเท้าเปลือย ๆ หลังจากคืนนั้น ความผิดปกติเริ่มตามติดไม่หยุด ไฟถนนที่ดับไล่ตามทาง ไปจนถึงเสียงเล็บขูดหน้าต่างยามค่ำคืน… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปงXเต้ย ผีเหรียญ ’ (9 ธันวาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ใครในห้องน้ำ’ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในสมัยที่ ‘เบนจี้’ ยังอาศัยอยู่หอพักมหาวิทยาลัย คืนหนึ่งมีรุ่นพี่ที่รู้จักกันชวนไปนั่งดื่มที่ห้อง เบนจี้จึงไปพร้อมกับรูมเมทอีกหนึ่งคน ภายในห้องมีคนนั่งล้อมวงดื่มเหล้ากันหลายคน บรรยากาศดูปกติ ไม่มีอะไรผิดสังเกตตำแหน่งที่เบนจี้นั่งอยู่เป็นจุดที่มองเห็นประตูห้องน้ำได้พอดี และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความผิดปกติ เบนจี้สังเกตเห็นว่า มีใครบางคนเดินเข้าออกห้องน้ำหลายครั้งเห็นแค่ระดับเท้า จึงไม่ได้คิดอะไร เพราะคิดว่าเป็นรุ่นพี่คนอื่นในวง จนกระทั่งเริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่เดินผ่านหน้าประตูห้องน้ำ เป็นกระโปรงยาวคลุมถึงตาตุ่ม และเท้าเปลือย ๆ เบนจี้เริ่มรู้สึกไม่แน่ใจ เพราะในวงดื่มคืนนั้น มีผู้หญิงแค่เบนจี้กับรูมเมทเท่านั้นไม่นานนัก รุ่นพี่ผู้ชายคนหนึ่งลุกขึ้นจะไปเข้าห้องน้ำ ทั้งที่ไม่กี่วินาทีก่อนหน้านั้น เบนจี้เพิ่งเห็นเท้าคู่นั้นเดินเข้าไปแล้ว เมื่อหันไปมองอีกครั้ง…กลับเห็นเพียงพี่ผู้ชายคนเดียวอยู่ในห้องน้ำ ไม่มีใครอื่นเลย ความรู้สึกอึดอัด และกดดันเริ่มก่อตัว เบนจี้จึงขอออกไปสูดอากาศข้างนอก และรูมเมทก็เดินตามออกมา ทั้งสองไปนั่งอยู่ที่บันไดทางขึ้นหอ เบนจี้บอกกับเพื่อนว่า…“กูเห็นนะ” เพราะส่วนตัวเป็นคนที่มีเซ้นส์เรื่องลึกลับอยู่แล้วรูมเมทตอบกลับทันทีว่า ตอนอยู่ในห้องก็รู้สึกอึดอัดเหมือนกัน พอเพื่อนถามต่อว่าเห็นเป็นยังไง ในจังหวะที่เบนจี้กำลังจะอธิบายปลายหางตากลับเห็นข้อเท้าและชายกระโปรงสีขาวแบบเดียวกับที่เห็นในห้องอยู่ด้านหลังพวกเขาร่างนั้นค่อย ๆ ย่อตัวลง จนเห็น ปลายผมสีดำยาว เหมือนกำลังโน้มตัวลงมา เพื่อฟังว่าเบนจี้จะพูดอะไรต่อเบนจี้ลดเสียงลงทันที แล้วกระซิบกับเพื่อนว่า“มันอยู่ตรงนี้…มันกำลังฟังเราอยู่”ทั้งสองนับจังหวะแล้วหันกลับไปมองพร้อมกันแต่…ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ความไม่สบายใจทำให้ทั้งคู่รีบขอตัวกลับ ระหว่างขับรถกลับหอ เบนจี้ได้แต่ภาวนาในใจว่า ขออย่าตามกลับมาเลย แต่ขณะขับรถอยู่ เบนจี้เหลือบมองกระจกข้างเห็น ไฟถนนค่อย ๆ ดับลงทีละดวง ไล่ตามหลังมาอีกเพียงเลี้ยวซ้ายเดียวก็จะถึงหอพักแต่จู่ ๆ รถกลับ ดับกลางทาง…ฝนเริ่มตกปรอย ๆ บรรยากาศเงียบผิดปกติ โชคดีที่มีนักศึกษาผู้ชายขับรถผ่านมา จึงช่วยสตาร์ทรถให้ จนทั้งคู่สามารถกลับหอได้อย่างปลอดภัยเช้าวันถัดมา เบนจี้ถามรูมเมทว่า “เมื่อคืนหลับสบายไหม”แต่คำตอบที่ได้คือ“สบายอะไร…ได้ยินเสียงเหมือน เล็บขูดบานเกร็ดหน้าต่างทั้งคืน”ตอนแรกเบนจี้ไม่เชื่อ จนไปดูที่หน้าต่าง และพบว่า มีรอยเล็บจริง ๆ เป็นรอยเล็กยาว คล้ายเล็บยาวขีดลากลงมา คืนนั้นเอง เบนจี้ก็เริ่มได้ยินเสียงเดียวกัน และจะได้ยินเฉพาะตอนที่ปิดไฟ เสียงนั้นเกิดซ้ำ ๆ อยู่ 2-3 คืน จนกระทั่งวันเข้าพรรษา เบนจี้ได้ไปทำบุญ และอธิษฐานบอกกับสิ่งที่ตามมาว่าขอมอบบุญทั้งหมดในวันนี้ให้ ขอให้กลับไปอยู่ที่เดิมและอย่าตามมาอีกหลังจากวันนั้น…ก็ไม่มีอะไรปรากฏขึ้นอีกเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากโก้ คืนลอยอังคาร 'หมู่บ้านลวงตา' l อังคารคลุมโปง X โก้ คืนลอยอังคาร [ 3 มี.ค.2569 ]

13 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากโก้ คืนลอยอังคาร 'หมู่บ้านลวงตา' l อังคารคลุมโปง X โก้ คืนลอยอังคาร [ 3 มี.ค.2569 ]

คำเตือนจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อถึงเวลาบ่าย 3 ต้องออกจากป่าในทันที ความสงสัยที่อยากรู้ กับเรื่องท้าทายที่อยากทำ นำไปสู่การพบเจอหมู่บ้านปริศนาส่องแสงสีทองเป็นประกายในยามค่ำคืน แต่หมู่บ้านแห่งนี้กลับไม่ได้สวยงามอย่างที่ตาเห็น เมื่อสัตว์เลี้ยงที่เขารักต้องตายไปด้วยฝีมือมนุษย์ เหตุการณ์ประหลาด และความอาฆาตจึงได้เริ่มต้นขึ้น ในหมู่บ้านลวงตา… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X โก้ คืนลอยอังคาร’ (3 มีนาคม 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘หมู่บ้านลวงตา’ เรื่องราวนี้ ‘คุณโก้’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณชา’ ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน ในตอนที่คุณชา มีอายุประมาณ 4 - 5 ปี ด้วยความที่พ่อแม่ของคุณชา ต้องไปทำงานก่อสร้างที่ต่างจังหวัด จึงส่งคุณชาให้ไปอยู่กับปู่นกเพียงแค่สองคน ปู่นกเป็นพรานป่า จึงปลูกฝังคุณชามาตั้งแต่เด็ก เกี่ยวกับเรื่องการใช้ชีวิต และการเอาตัวรอดเมื่ออยู่ในป่า ทำให้คุณชามีความรู้เกี่ยวกับชีวิตในป่าเป็นอย่างดี ในตอนที่คุณชามีอายุ 17 ปี คุณปู่มักจะบอกเสมอว่า เมื่อถึงเวลาบ่าย 3 โมง ให้รีบออกมาจากป่า คุณชาจึงเริ่มมีความสงสัย จนถึงวันหนึ่งปู่นกก็ยอมเล่าสาเหตุของเรื่องนี้ให้คุณชาได้ฟังเป็นครั้งแรก… ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 50 ปีก่อน สมัยปู่นกยังเป็นวัยรุ่นใช้ชีวิตธรรมดาทั่วไป พ่อแม่ของปู่นกได้รู้จักกับครูพรานประจำหมู่บ้านคนหนึ่ง และได้ฝากฝังให้ปู่นกเป็นลูกศิษย์ของครูท่านนี้ ครูพรานได้ดูแลปู่นกเป็นอย่างดี รวมถึงสอนให้ปู่นกมีความรอบรู้เรื่องป่าอีกมากมาย แต่มีข้อแม้ข้อหนึ่ง คือหลังช่วงเวลาบ่าย 3 โมง ปู่นกจะต้องออกมาจากป่า โดยให้เหตุผลว่า ในป่าแห่งนี้ มีหมู่บ้านหนึ่งที่อยู่ในป่า เป็นหมู่บ้านปริศนา หรือเรียกกันว่าหมู่บ้านลวงตา หมู่บ้านนี้จะมีลักษณะเป็นสีทอง ส่องแสงประกายในช่วงเวลากลางคืน และจะไม่ปรากฏมาให้เห็นในช่วงเวลากลางวัน เมื่อปู่นกได้ยินแบบนี้ เขาก็ไม่ปักใจเชื่อ เพราะมองว่ามันเป็นเพียงเรื่องราวหลอกเด็ก จนกระทั่งวันหนึ่ง ปู่นกตัดสินใจเข้าไปในป่าโดยที่ไม่บอกครูพราน และคิดจะทำเรื่องที่ท้าทาย คือการล่าอีเห็น (สัตว์ป่าคุ้มครอง มีลักษณะลำตัวเรียวยาว ขาสั้น ปากแหลม หน้าตาคล้ายแร็กคูน) ขณะที่ปู่นกกำลังตามล่าอีเห็น เมื่อเขาพบมัน จึงเล็งปืนไปที่สัตว์ตัวนั้น แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงลมปริศนากระโชกผ่านมา ราวกับพายุขนาดเล็ก แล้วก็สงบลงไป ปู่นกจึงได้เล็งไกปืนยิงไปที่อีเห็นอีกครั้งจนสามารถยิงมันได้จนสำเร็จ แต่เมื่อปู่นกเดินตามไปหาตัวมัน กลับพบว่าอีเห็นได้หายตัวไปอย่างปริศนา พอปู่นกรู้สึกตัวอีกทีก็ถึงช่วงเวลากลางคืนแล้ว ปู่นกจึงตัดสินใจไปนอนพักอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่งขณะที่ปู่นกกำลังนอนอยู่บนต้นไม้ ในตอนนั้นเขารู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในภวังค์ มองเห็นแสงเทียนสีทองงามตาอยู่ตรงหน้า พร้อมกับมีเสียงคนร้องรำทำเพลง มีหมู่บ้านขนาดใหญ่ผู้คนมากมายปรากฏขึ้นมา จนทำให้เขามีความคิดว่า อยากจะไปอยู่ในที่แห่งนั้น ก็เผลอหลับไปเสียก่อน แต่เมื่อตื่นขึ้นมาปรากฏว่า ปู่นกเองได้เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่เรียบร้อย คุณตาคนหนึ่งในหมู่บ้านได้เดินเข้ามาถามปู่นก ว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน? เพราะไม่คุ้นหน้าคุ้นตา พร้อมกับชักชวนให้ไปพักผ่อนที่บ้านของคุณตา ปู่นกจึงตอบตกลง เมื่อถึงบ้านของคุณตา ปู่นกก็พบอาหารมากมาย ที่จัดเตรียมไว้ให้เขากินได้อย่างเต็มที่ แต่กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม จู่ ๆ ก็มีผู้หญิงสองคนเดินเข้ามาส่งสายตาหวานให้กับปู่นก ทำให้เขาเดินตามสาวสองไป เพื่อเต้นสนุกสนานด้วยกัน แต่เต้นเท่าไหร่ก็ไม่มีความรู้สึกเหนื่อยสักที ปู่นกเองก็ได้แต่คิดอยู่ในใจว่า ความรู้สึกแบบนี้มันแปลกไปจากปกติ จู่ ๆ คุณตาเรียกปู่นกให้มาคุยด้วยกัน คุณตาได้พูดว่า…“ทำไมช่วงนี้มีแต่คนใจร้ายกับหมู่บ้านเรา หมู่บ้านเราไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตใคร เห็นไหม อีเห็นที่ตาเลี้ยงไว้มันตายไปแล้ว”เมื่อปู่นกหันไปมอง จึงพบว่าอีเห็นตัวที่เขายิง มันได้เสียชีวิตลงไปแล้ว ปู่นกก็นิ่งเฉยเพื่อหนีความผิดของตัวเอง จากนั้นคุณตาก็พูดต่อว่า…“พรานคนนี้มันไม่มีครูสอนเลยหรือไง วันพระใหญ่ขนาดนี้เข้าไม่ให้ฆ่าสัตว์”เมื่อปู่นกได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกเหมือนยิ่งโดนตอกย้ำ สุดท้ายแล้วคุณตาพูดต่อว่า “ถ้าเกิดว่ารู้ตัวคนทำ จะฆ่ามันให้หมด”จากนั้นทั้งสองก็นั่งดื่มเหล้ากันจนเมา ปู่นกจึงได้ขอตัวกลับบ้านเมื่อสิ้นเสียงคำพูดลา จู่ ๆ จากเดิมที่ดนตรีบรรเลงสนุกสนาน กลับเงียบสงัดลงในทันที สายตาของทุกคนในหมู่บ้านจ้องมองตาเขม็ง และไฟตะเกียงได้ดับมืดไปพร้อม ๆ กัน ด้วยเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากล ทำให้ปู่นกรีบเดินหนีออกมา ก่อนจะหันหลังกลับไปมอง และได้พบว่าหมู่บ้านที่เคยเห็น ได้สลายหายไปต่อหน้าต่อตา ผู้คนในหมู่บ้าน จู่ ๆ ก็กลายเป็นก้อนควันสีขาวลอยหายไปเมื่อปู่นกเดินหนีออกมาได้ เขาก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งเรียก “พี่นก ๆ มาทางนี้” ปู่นกได้เดินตามเสียงเรียกไป และสะดุดล้มลง ขณะเขากำลังจะลุกขึ้น กลับมีกลุ่มก้อนควันสีขาวมารุมล้อมรอบตัวเขา พร้อมกับเสียงที่ดังขึ้นมา “อีคนนี้ใช่ไหมที่มันยิงอีเห็นของฉัน” “เล่นมันเลยไหม เอามันเลยไหม”แต่จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงปริศนาอีกครั้ง “พ่อพี่นกอยู่ตรงนี้” เมื่อสิ้นเสียงพูดของกุมารน้อยที่ครูพรานเลี้ยงไว้ เสียงปืนก็ได้ดังลั่นขึ้นฟ้าในทันที ทำให้กลุ่มก้อนควันสีขาวนั้นสลายหายไป… ครูพรานได้รีบเดินเข้ามาหาปู่นก และบอกให้เขาพาไปหาต้นไม้ต้นใหญ่ ที่เขาได้นอนก่อนหน้านั้นในทันที เมื่อไปถึงต้นไม้ต้นนั้น ปู่นกก็รีบปีนขึ้นไปบนต้นไม้ตามคำสั่งของครูพราน ก่อนที่ครูพรานจะนำทรายมาหว่านไปรอบ ๆ ต้นไม้ ก่อนจะรีบขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ด้วยกันกับปู่นก ในขณะเดียวกันกลุ่มก้อนควันสีขาวลอยมาล้อมรอบพวกเขาอีกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถเข้ามาใกล้พวกเขาได้ ด้วยความรู้สึกผิด ปู่นกรีบก้มลงขอโทษกราบครูพราน และสัญญาว่าจะไม่ให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกเมื่อปู่นก เล่าเรื่องนี้จบ คุณชาก็ยังคงมีความสงสัยว่า… เรื่องที่ปู่นกเล่ามานั้น เป็นเรื่องจริงไหม ปู่นกเองก็ได้บอกว่าถ้าไม่เชื่อก็ลองดู สุดท้ายแล้วในวันหนึ่ง คุณชาก็ได้ออกเดินป่า เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัย เมื่อเวลาหนึ่งทุ่ม ขณะที่คุณชากำลังมองหาสัตว์ป่าอยู่ต้นไม้ต้นใหญ่ ซึ่งเป็นต้นเดียวกับที่เกิดเหตุการณ์กับปู่นก จู่ ๆ คุณชาก็ได้พบกับแสงสีทองอร่ามปรากฏขึ้นมา เมื่อคุณชามองเห็นมันด้วยความตกใจ จึงรีบกลับบ้านเพื่อไปบอกปู่ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น และเชื่อในสิ่งที่ปู่นกนั้นเคยเตือนให้กับตนเอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-