ไม่ได้อยากมีแฟน แต่อยากมีความรัก l CLUB PRIDE DAY inside EP.19 ยิปโซ อริย์กันตา

Recap

ไม่ได้อยากมีแฟน แต่อยากมีความรัก l CLUB PRIDE DAY inside EP.19 ยิปโซ อริย์กันตา

     ความรักของ “ยิปโซ” อาจไม่ได้มีนิยามตายตัว เพราะในแต่ละช่วงชีวิต ความรักของยิปโซเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนบางครั้งก็เหมือนว่า 

"ความรักเปรียบเหมือนอะไรก็ไม่รู้"

     เมื่อโตขึ้น ยิปโซมองว่าความรักเปลี่ยนไปตามเวลา พอมองย้อนกลับไปในอดีต ยิปโซรู้สึกว่าในแต่ละช่วงชีวิต เราอาจไม่ได้เข้าใจความรักอย่างแท้จริง เช่น ตอนเด็ก ๆ ยิปโซเคยมองว่าความรักคือการให้อีกคนมาก่อนเสมอ ซึ่งในมุมหนึ่งก็จริง แต่พอเอาเข้าจริง เราเองก็อาจทำแบบนั้นไม่ได้เสมอไป

     จนถึงวันนี้ ยิปโซจึงยังไม่แน่ใจว่าความรักคืออะไรกันแน่ แต่ก็ยังอยากค้นหาคำตอบต่อไป และถ้าจะให้นิยามในตอนนี้ ยิปโซอยากบอกว่า “ความรักคือทุกอย่างที่เรารู้จัก หรืออาจจะมากกว่านั้น”

ชอบบรรยากาศของความรัก แต่ไม่ได้แปลว่าอยากมีแฟน

     ยิปโซยอมรับว่ายิปโซชอบบรรยากาศของการถูกรัก และชอบการมีความรัก แต่ไม่ได้แปลว่ายิปโซอยากมีแฟนเสมอไป

     สำหรับยิปโซ ชีวิตไม่ได้จำเป็นต้องมีคู่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่อยากมีความรัก เพียงแต่ความรักที่เป็น Real Love จริง ๆ ไม่ใช่สิ่งที่จะหาได้ง่าย ความรักแบบนั้นต้องแมตช์กัน ต้องมาในเวลาที่ตรงกัน และต้องมีความรู้สึกที่สมดุลกัน

     ยิปโซไม่ได้สนใจปัจจัยภายนอกของคนที่จะเข้ามาเป็นคู่ชีวิต ไม่ว่าคนอื่นจะมองเขาอย่างไร ยิปโซไม่สน และพร้อมจะปกป้องเขาด้วยตัวเอง แต่ความรักของยิปโซจะไม่ใช่ความรักแบบตาบอด เพราะสำหรับยิปโซ ความรักต้องมีการให้เกียรติกัน ให้ใจกัน และซื่อตรงต่อกัน

การถูกเปรียบเทียบกับพี่สาวตั้งแต่วัยเด็ก

     อีกหนึ่งเรื่องที่ส่งผลต่อความรู้สึกของยิปโซ คือการถูกเปรียบเทียบกับพี่สาวอย่าง “ยิปซี”

     ยิปโซเพิ่งมารู้ทีหลังว่า การถูกเปรียบเทียบไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นตอนเข้าวงการ แต่มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่เด็กแล้ว ยิปโซมักเจอคำถามว่า “ทำไมไม่เหมือนพี่สาวเลย?” ยิปโซรู้ว่าตัวเองไม่ได้สวยแบบพี่สาว แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า แล้วทำไมเราต้องเหมือนพี่สาวด้วย?

     คำถามเหล่านี้ทำให้ยิปโซในวัยเด็กเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า หรือเราเองที่แปลก สิ่งที่เราเป็นอยู่มันผิดหรือเปล่า หรือเราควรเป็นแบบที่คนอื่นอยากให้เป็นความรู้สึกเหล่านั้นกลายเป็นความทุกข์ เป็นความกลัว และทำให้ยิปโซรู้สึกว่า ตัวเองไม่เข้าที่เข้าทาง และไม่ควรเป็นตัวเอง

จากพี่น้องที่เคยห่างกัน สู่ความสัมพันธ์ที่คุยกันได้ทุกเรื่อง

     ในวัยเด็ก ยิปซีกับยิปโซไม่ได้สนิทกันมากนัก ยิปโซยอมรับว่ายิปโซเคยรู้สึกเหมือนตัวเองวิ่งตามพี่สาวมาตลอด แต่ยิ่งวิ่งตาม ก็ยิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายไกลออกไป ในตอนนั้น ยิปโซเคยสงสัยว่าทำไมพี่สาวถึงไม่รักและไม่ปกป้องยิปโซ แต่ถึงอย่างนั้น ยิปโซก็ไม่เคยมองว่ายิปซีเป็นคนไม่ดี เพราะเข้าใจว่าพี่สาวเองก็มีความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนแปลงภายในครอบครัว ขณะที่ยิปโซเองก็เจ็บปวดจากสิ่งภายนอก จนวันหนึ่ง ยิปโซรู้สึกเหนื่อย ไม่อยากวิ่งตามอีกต่อไป และเบื่อกับการถูกเปรียบเทียบ ทั้งคู่จึงค่อย ๆ ห่างกัน ต่างคนต่างอยู่ และไม่ค่อยคุยกัน

     แต่เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยพื้นฐานครอบครัวที่รักกัน ไม่ทำร้ายกัน รวมถึงวุฒิภาวะที่มากขึ้น ทำให้ทั้งสองคนเริ่มกลับมาคุยกัน ปรับความเข้าใจกัน จนตอนนี้กลายเป็นพี่น้องที่คุยกันได้ทุกเรื่อง สำหรับยิปโซ ตอนนี้ความสัมพันธ์กับพี่สาวดีมาก จนยิปโซไม่สามารถมองเห็นภาพชีวิตที่ไม่มีพี่สาวคนนี้ได้อีกแล้ว

เลือกเรียนบัญชี ทั้งที่ใจจริงอยากเรียนนิเทศ

     สาเหตุที่ยิปโซเลือกเรียนบัญชี เป็นเพราะพี่ยิปซีเลือกเรียนนิเทศไปแล้ว ทั้งที่ใจจริงยิปโซเองก็อยากเรียนนิเทศเหมือนกัน แม้ที่บ้านไม่ได้บังคับ แต่ยิปโซมีมุมมองว่า ถ้าลูกทั้งสองคนเลือกเรียนเหมือนกัน วันหนึ่งถ้าเกิดอะไรขึ้น อาจไม่มีใครเป็นเสาหลักให้ครอบครัวได้ ยิปโซจึงเลือกเรียนบัญชีเพื่อกระจายความเสี่ยง

     ยิปโซรู้ดีว่าการตัดสินใจครั้งนั้นคือการไม่ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ทำให้ช่วงเวลาเรียนเป็นช่วงเวลาที่ทรมานมาก แม้จะเรียนได้ แต่ลึก ๆ ยิปโซรู้ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ทางของตัวเอง จนมาถึงปี 3 ยิปโซตัดสินใจลาออก ซึ่งในตอนนั้นถือเป็นเรื่องเสี่ยงมาก ยิปโซก็เคยคิดเหมือนกันว่า ควรทนเรียนให้จบไปเลยไหม เพราะเรียนมาขนาดนี้แล้ว แต่เมื่อกลับมาถามตัวเองว่า “คำว่าเสียเวลาคืออะไร?” ยิปโซก็เริ่มเห็นคำตอบชัดขึ้น การออกจากตรงนี้อาจถูกมองว่าเสียเวลา แต่ถ้ายังฝืนต่อไป ทั้งที่รู้ว่าไม่ใช่ มันอาจยิ่งเสียเวลากว่าเดิม

     เมื่อยิปโซตัดสินใจลาออก สิ่งที่ตามมาคือความกลัว กลัวว่าคุณพ่อคุณแม่จะเสียใจ เพราะที่ผ่านมายิปโซเป็นเด็กดีมาตลอด แต่โชคดีที่ครอบครัวรู้จักและเข้าใจยิปโซดี จึงยอมรับการตัดสินใจครั้งนั้น

     อย่างไรก็ตาม ยิปโซมองว่า "อิสระที่ได้มาก็มีราคาที่ต้องจ่าย" เพราะสิ่งที่ยิปโซเสียไปคือความสามารถในการทำอะไรให้ลุล่วงจนจบ ซึ่งกลายเป็นบทเรียนสำคัญในชีวิต

คำฝังใจจากคุณพ่อ

     หนึ่งในคำพูดที่ฝังใจยิปโซ คือคำพูดของคุณพ่อที่เคยบอกว่า “วันหนึ่งเลี้ยงข้าวป๊าจานหนึ่งนะ” แม้ครอบครัวของยิปโซจะเลี้ยงลูกด้วยความรัก ไม่ได้บังคับว่าลูกต้องกลับมาเลี้ยงดูพ่อแม่ แต่คำพูดแซวเล่น ๆ ในวันนั้น กลับกลายเป็นประโยคที่ยิปโซจำฝังใจมาตลอดว่า โตขึ้นจะต้องเลี้ยงข้าวคุณพ่อให้ได้

ตั้งแต่งานแรกที่ยิปโซเริ่มทำงานได้ ยิปโซก็ให้คุณพ่อคุณแม่ทันที และหลังจากนั้นมาก็เลี้ยงดูพวกท่านมาตลอด

จากคนที่ไม่ให้อภัยตัวเอง สู่การใจดีกับตัวเองมากขึ้น

     ยิปโซเคยเป็นคนที่ไม่ให้อภัยตัวเอง ซึ่งเกิดจากการกดดันตัวเองมากเกินไป ยิปโซไม่อยากใช้คำว่า “กลัวความไม่สมบูรณ์แบบ” แต่อยากใช้คำว่า “เว่อร์” มากกว่า เพราะสำหรับยิปโซ มันไม่มีหรอกที่เราจะทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบได้ทั้งหมด 

     บางครั้งเราแค่แสดงออกกับสิ่งต่าง ๆ แบบเล่นใหญ่เกินไป เวลาแย่ ก็รู้สึกว่ามันแย่มาก เวลาอะไรดี ก็อวยว่ามันดีมาก แต่ความเว่อร์เกินไปของตัวเอง ก็เคยย้อนกลับมาทำร้ายยิปโซเช่นกัน เช่น เมื่อก่อนเวลาไปถ่ายละครแล้วร้องไห้ไม่ได้ ยิปโซจะโทษตัวเองว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น ทั้งที่ไม่มีใครต่อว่ายิปโซเลย แต่มันเหมือนยิปโซกดดันตัวเองว่าทำได้ไม่ดีพอ จนกลายเป็นการทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว

     จนวันหนึ่ง ยิปโซคิดได้ว่า เราไม่จำเป็นต้องใจร้ายกับตัวเองขนาดนั้น และไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการรักตัวเองให้ได้ แค่เริ่มจากการ Be nice to yourself แค่ใจดีกับตัวเองให้มากขึ้น แค่ให้โอกาสตัวเองได้เรียนรู้ไปกับแต่ละสถานการณ์ เท่านั้นเอง

การคุยกับตัวเอง และการมองตัวเองผ่านหลายมุม

     ยิปโซเป็นคนที่คุยกับตัวเองบ่อย ๆ แต่ถ้าจะอธิบายให้ชัด มันไม่ใช่การคุยแบบมีภาพชัดเจน แต่เป็นเหมือนการได้ยินเสียงความคิดของตัวเอง

ยิปโซมองว่าสิ่งนี้คือการกลับมาดูตัวเอง โดยใช้ “หลายลูกตา” มองเรื่องเดียวกัน เพราะสิ่งที่เราคิดว่าถูก อาจไม่ได้ถูกทั้งหมดเสมอไป

เราจึงต้องฝึกมองหลาย ๆ มุม เพื่อเข้าใจตัวเองและสถานการณ์ต่าง ๆ ให้มากขึ้น

ทุกบทบาทการแสดง คืออีกมุมหนึ่งของชีวิต

     ในฐานะนักแสดง ยิปโซชอบทุกตัวละครที่เคยแสดงมา เพราะยิปโซมองว่าเวลารับบทเป็นตัวละครหนึ่ง ตัวเราเหมือนได้กลายเป็น “ลูกตา” อีกคู่หนึ่งที่เข้าไปมองชีวิตของเขา

ทุกบทบาทล้วนให้ข้อคิดและมุมมองใหม่ ๆ กับยิปโซเสมอ

  • บท “นุ่น” จาก 32 ธันวา สอนให้เข้าใจว่า คนเราสามารถมีหลายด้านในตัวเองได้ และไม่จำเป็นต้องแสดงทุกด้านให้ทุกคนเห็น
  • บท “อาลัย” จากละครเวทีเรื่อง หลังคาแดง สอนเรื่องการมีความหวัง แม้บางครั้งเราจะมองไม่เห็นความเป็นไปได้ แต่ความหวังก็อาจเป็นแรงที่ทำให้เรายังมีชีวิตอยู่ต่อและยังยิ้มได้
  • บท “วันหนึ่ง” จาก วันหนึ่งจะเป็นซุปตาร์ สอนเรื่องความกล้า และการยอมถูกมอง ถูกดูถูก ไม่ใช่เพราะไม่รู้ แต่เพราะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองรักมากพอ
  • ส่วนบท “แหวน” จาก แหวนดอกไม้ สอนเรื่องความซื่อสัตย์ต่อตัวเอง และการยินดีที่จะเปลี่ยนแปลง

บทสรุปของยิปโซ

     เรื่องราวของยิปโซไม่ใช่แค่เรื่องความรัก แต่ยังเป็นเรื่องของการเติบโต การถูกเปรียบเทียบ การทำความเข้าใจตัวเอง และการเรียนรู้ที่จะใจดีกับตัวเองมากขึ้น จากเด็กที่อยากเป็นคนดีให้ครอบครัว จากคนที่เคยกลัวการทำผิด และเคยตั้งคำถามกับตัวเอง วันนี้ยิปโซค่อย ๆ เรียนรู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องเป็นแบบที่ใครคาดหวังเสมอไป

     บางครั้งการเติบโตอาจไม่ใช่การมีคำตอบให้ทุกเรื่อง แต่อาจเป็นการยอมรับว่า บางเรื่องเรายังไม่รู้ และยังอยากเรียนรู้ต่อไป เหมือนกับนิยามความรักของยิปโซ ที่อาจเป็นทุกอย่างที่เรารู้จัก หรืออาจจะมากกว่านั้น


ดูคลิปเต็มได้ที่ Atime Do Dee

you may also like