“โรคงูสวัด” อันตรายกว่าที่คิด แพทย์ย้ำ อายุ 50+ และมีโรคร่วมเสี่ยงปัญหาสุขภาพร้ายแรง

Beauty & Health

“โรคงูสวัด” อันตรายกว่าที่คิด แพทย์ย้ำ อายุ 50+ และมีโรคร่วมเสี่ยงปัญหาสุขภาพร้ายแรง

18 มี.ค. 2025

แพทย์เตือนผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปและมีโรคร่วม เสี่ยงที่จะเป็นโรคงูสวัด ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพ เช่น ปวดเส้นประสาทอย่างรุนแรงและยาวนาน ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ทั้งการนอน การทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวัน หากเกิดที่ใบหน้าหรือดวงตา อาจทำให้สูญเสียการมองเห็น หรือเกิดปัญหาทางระบบประสาทได้ ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำการป้องกันโรคและภาวะแทรกซ้อน

นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ สถาบันบำราศนราดูร กล่าวว่า ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และมีโรคอื่นร่วมด้วยมีความเสี่ยงเป็นโรคงูสวัด อาจส่งผลต่อปัญหาสุขภาพร้ายแรงตามมา โดยเฉพาะอาการปวดเส้นประสาทที่อาจจะรุนแรงและยาวนานหลายเดือนหรือเป็นปี ส่งผลกระทบต่อการนอน การทำงาน ตลอดจนการใช้ชีวิตประจำวัน บางรายอาจเป็นภาวะซึมเศร้า รู้สึกโดดเดี่ยวจากการเก็บตัวจากสังคม นอกจากนี้ โรคงูสวัดยังอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังเกิดเป็นแผลเป็นถาวร หากเกิดที่ใบหน้าหรือดวงตาอาจทำให้สูญเสียการมองเห็น หรือเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาทบนใบหน้าได้ ในบางกรณีอาจนำไปสู่การเป็นโรคเส้นเลือดในสมองหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

 

“ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มีโอกาสเป็นโรคงูสวัดมากกว่าผู้ที่มีอายุน้อย เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายจะลดลง อีกประเด็นหนึ่ง คือ ผู้ที่มีอายุมากส่วนใหญ่จะมีโรคร่วมต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคที่จะต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันลดลง เมื่อมี 2 ปัจจัยนี้เข้ามาจึงทำให้ผู้สูงอายุเสี่ยงเป็นโรคงูสวัดมากขึ้น”  นพ. วีรวัฒน์ กล่าว

 

โรคงูสวัดเป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับอีสุกอีใส แม้ว่าจะหายจากอีสุกอีใสแล้ว แต่เชื้อไวรัสไม่ได้หายไปยังคงแฝงตัวอยู่ในปมประสาท และสามารถกลับมาแสดงอาการได้อีกครั้งเมื่ออายุมากขึ้น เชื้อไวรัสตัวนี้จะออกมาใหม่ในรูปแบบของโรคงูสวัด โดยอาการจะแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะแรกจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน ควบคู่กับมีตุ่มน้ำใสขึ้นตามร่างกาย ทำให้เกิดแผล และระยะหลังจากแผลหายจะมีอาการปวดตามปลายประสาท โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุเยอะ รวมถึงผู้ที่มีโรคร่วม อาการปวดจะยิ่งรุนแรง และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

 

“แนวทางป้องกันโรคงูสวัด สามารถทำได้โดยการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ได้แก่ การออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รักษาสุขอนามัย และการรับวัคซีนป้องกัน ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด 2 ชนิด ได้แก่ วัคซีนชนิดไม่ใช่เชื้อเป็น สามารถใช้ได้ตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป รวมถึงผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีความเสี่ยงต่อโรคงูสวัดมากกว่าปกติ และวัคซีนชนิดเชื้อเป็นสำหรับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป การรับวัคซีนจะช่วยลดโอกาสเกิดโรคงูสวัด และหากเป็นโรคงูสวัดก็จะช่วยลดความรุนแรงของอาการและภาวะแทรกซ้อนได้" นพ. วีรวัฒน์ กล่าวสรุป

 

ข้อมูลอ้างอิง

1.       Harpaz, R., et al. (2008). MMWR, 57(RR-5), 1–CE4.

2.       Marra, F., Parhar, K., Huang, B., & Vadlamudi, N. (2020). Open forum infectious diseases, 7(1), ofaa005.

3.       Erskine, N., et al. (2017). PloS one, 12(7), e0181565.

4.       Forbes, H. J., et al (2016). Neurology, 87(1), 94–102.

related Beauty & Health

กิจกรรมเสี่ยงข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย

14 ก.พ. 2025

กิจกรรมเสี่ยงข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย

ในปัจจุบันหนุ่มสาวผู้มีใจรักสุขภาพหันมาให้ความสนใจเรื่องน้ำหนักตัวและออกกำลังกายกันมากขึ้น โดยเฉพาะการวิ่งและการขี่จักรยานที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ก็มีปัญหาว่า บางคนออกกำลังกายแล้วรู้สึกปวดเข่าเพราะกล้ามเนื้อหัวเข่ายังแข็งแรง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง มาดูกันดีกว่าว่า มีพฤติกรรมหรือกิจกรรมใดบ้างที่ทำให้เสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมสาเหตุความเสื่อมของข้อเข่าความเสื่อมแบบปฐมภูมิหรือไม่ทราบสาเหตุเป็นภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของผิวกระดูกอ่อนตามวัยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความเสื่อมของข้อเข่าได้แก่อายุ พบว่า อายุ 40 ปี เริ่มมีข้อเสื่อม อายุ 60 ปี เป็นข้อเข่าเสื่อมได้ถึงร้อยละ 40เพศ ผู้หญิงพบมากกว่าผู้ชาย 2 – 3 เท่า ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อของร่างกายน้ำหนักตัวที่เกิน น้ำหนักตัวมีความสัมพันธ์อย่างมากกับเข่าเสื่อม พบว่าน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น 0.5 กิโลกรัม จะเพิ่มแรงที่กระทำต่อข้อเข่า 1 – 1.5 กิโลกรัม ขณะเดียวกันเซลล์ไขมันที่มากเกินไปจะมีผลต่อเซลล์กระดูกอ่อนและเซลล์กระดูกส่งผลให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้นการใช้งาน ท่าทาง กิจกรรมที่มีแรงกดต่อข้อเข่ามาก เช่น การนั่งคุกเข่า พับเพียบ ขัดสมาธิ ขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ เป็นต้นความบกพร่องของส่วนประกอบของข้อ เช่น ข้อเข่าหลวม กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรงกรรมพันธุ์ โรคข้อเข่าเสื่อมมีหลักฐานการถ่ายทอดทางพันธุกรรมน้อยกว่าที่ข้อนิ้วมือเสื่อมความเสื่อมแบบทุติยภูมิ เป็นความเสื่อมที่ทราบสาเหตุ เช่น เคยประสบอุบัติเหตุมีการบาดเจ็บที่ข้อ เส้นเอ็น การบาดเจ็บเรื้อรังที่บริเวณข้อเข่าจากการทำงานหรือการเล่นกีฬา โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เกาต์ ข้ออักเสบติดเชื้อ โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น อ้วน เป็นต้นอาการโรคข้อเข่าเสื่อมอาการระยะแรก เริ่มปวดเข่าเวลามีการเคลื่อนไหว เช่น เดิน ขึ้นลงบันได หรือนั่งพับเข่า อาการจะดีขึ้นเมื่อหยุดพักการใช้ข้อ ร่วมกับมีอาการข้อฝืดขัด โดยเฉพาะเมื่อหยุดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน เมื่อขยับข้อจะรู้สึกถึงการเสียดสีของกระดูกหรือมีเสียงดังในข้ออาการเมื่อมีภาวะข้อเสื่อมรุนแรง อาการปวดจะรุนแรงมากขึ้น บางครั้งปวดเวลากลางคืน อาจคลำส่วนกระดูกงอกได้บริเวณด้านข้างข้อ เมื่อเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาเต็มที่จะมีอาการปวดหรือเสียวบริเวณกระดูกสะบ้า หากมีการอักเสบจะมีข้อบวม ร้อน และตรวจพบน้ำในช่องข้อ ถ้ามีข้อเสื่อมมานานจะพบว่า เหยียดหรืองอข้อเข่าได้ไม่ค่อยสุด กล้ามเนื้อต้นขาลีบ ข้อเข่าโก่ง หลวม หรือบิดเบี้ยวผิดรูป ทำให้เดินและใช้ชีวิตประจำวันลำบาก และมีอาการปวดเวลาเดินหรือขยับเกณฑ์วินิจฉัยโรคข้อเข่าเสื่อมมีอาการปวดเข่าภาพรังสีแสดงกระดูกงอกมีข้อสนับสนุน 1 ข้อ ดังต่อไปนี้– อายุเกิน 50 ปี– มีอาการฝืดแข็งในตอนเช้านานน้อยกว่า 30 นาที– มีเสียงกรอบแกรบขณะเคลื่อนไหวเข่าจากการเสียดสีของเยื่อบุภายในข้อการป้องกันไม่ให้เกิดข้อเข่าเสื่อมลดน้ำหนัก : การควบคุมน้ำหนักของตัวเองให้อยู่ในระดับมาตรฐาน ช่วยลดการแบกรับน้ำหนักที่หัวเข่า และข้อต่อต่างๆ ในร่างกายได้บริหารกล้ามเนื้อหัวเข่า : การบริหารกล้ามเนื้อรอบๆ หัวเข่าให้แข็งแรง จะช่วยในการแบกรับน้ำหนัก ทำให้กระดูกข้อเข่าไม่ต้องรับน้ำหนักมากเกินไปควบคุมรักษาโรคที่เกี่ยวกับกระดูก : และขอคำแนะนำจากแพทย์ที่เชี่ยวชาญในเรื่องของกระดูกขอบคุณข้อมูลจาก www.bangkokinternationalhospital.com

พาทัวร์ BDMS WELLNESS CLINIC ศูนย์ดูแลสุขภาพแบบครบวงจร บนถนนวิทยุ

21 ก.ย. 2023

พาทัวร์ BDMS WELLNESS CLINIC ศูนย์ดูแลสุขภาพแบบครบวงจร บนถนนวิทยุ

ช่วงนี้เทรนด์สุขภาพกำลังมาแรง เพราะรอบตัวเต็มไปด้วยมลพิษต่าง ๆ ผู้คนก็เลยหันมาสนใจในการดูแลตัวเองมากขึ้น วันนี้เราเลยจะชวนทุกคนมาดูแลตัวเองแบบครบวงจร ตั้งแต่หัวจรดเท้า ที่ BDMS WELLNESS CLINIC ศูนย์ดูแลสุขภาพแบบครบวงจร บนถนนวิทยุ ปาร์คนายเลิศBDMS WELLNESS CLINIC มีทั้งหมด 8 ชั้น ก็จะครอบคลุมหมดเลย ทั้งสุขภาพร่างกาย การเสริมวิตามินต่าง ๆ ทันตกรรม เส้นผม ผิวพรรณ รวมไปถึงภาวะการมีบุตรยากด้วยสำหรับโปรแกรมที่เราได้ทดลองทำ คือโปรแกรม BWC Antioxidants Plus Customized Vitamin เป็นการตรวจเลือด เพื่อวิเคราะห์ปริมาณวิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระ 10 ชนิด พร้อมรับวิตามินเฉพาะบุคคลออกแบบตามผลเลือด สำหรับ 1 เดือนวิธีการของเขาก็คือจะมีแบ่งเป็นขั้นตอน เริ่มต้นกันที่วัดความดัน ตรวจสุขภาพในร่างกายทางด้านต่างๆต่อมาคุณหมอก็จะทำการสอบถามเช็คประวัติในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ภาวะความเครียด การรับประทานอาหารแต่ละมื้อ และการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อทำการวิเคราะห์ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนถัดไปคือ "การเจาะเลือด" เพื่อตรวจวัดระดับวิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย จากนั้นนำผลตรวจไปวิเคราะห์โดยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกันหลังจากนั้นทางคลินิคก็จะจัดวิตามินเฉพาะบุคคลมาให้เราทาน 1 เดือน เรียกได้ว่าขาดตรงไหน ก็ทานเสริมตรงนั้นแบบตรงจุดของแต่ละคนเลยอีกโปรแกรมที่เราได้ทดลอง และน่าจะถูกใจคนที่กำลังกังวลเรื่องปัญหาผิวพรรณ ก็คือโปรแกรม Skin Analysis การตรวจวิเคราะห์สภาพผิวเฉพาะบุคคล โปรแกรมนี้จะทำให้เรารู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาผิว โดยใช้กล้องที่มีความละเอียดสูง ตรวจวิเคราะห์ผิวชั้นบนและผิวชั้นที่ลึกลงไป ซึ่งจะช่วยในการประเมินการเกิดปัญหาผิวต่าง ๆ ตั้งแต่ปริมาณรอยดำ รอยแดง ฝ้า กระ ริ้วรอย ความไม่สม่ำเสมอของผิว ความกว้างของรูขุมขน UV Spots สารที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดสิวบนใบหน้า รวมถึงประเมินอายุผิวของแต่ละบุคคลด้วย หลังจากที่ได้ใช้กล้องตรวจแล้ว เราก็จะได้พบแพทย์ เพื่อฟังคำอธิบายในแต่ละส่วน แพทย์ที่นี่ก็จะชี้ให้เราเห็นเลยว่า เรามีปัญหาผิวทางด้านใดบ้าง ต้องเสริมตรงไหน ดูแลยังไง ใครมีคำถามอะไรเกี่ยวกับปัญหาผิว ก็สามารถปรึกษาแพทย์ที่นี่ได้หมดเลย เขาพร้อมที่จะให้คำแนะนำอย่างเป็นกันเองสุด ๆเมื่อรู้ปัญหาผิวแล้ว ก็ตบท้ายด้วยการทำ BWC Royal Bright ทรีตเมนต์ผลักวิตามินและสารอาหารเข้าสู่ผิวพรรณบริเวณใบหน้าและลำคออย่างล้ำลึก โดยไม่ต้องใช้เข็ม สำหรับใครที่กลัวเจ็บ หมดความกังวลทันที เพราะที่ BDMS WELLNESS CLINIC เขาเน้นการดูแลแบบไม่จำเป็นต้องเจ็บตัวสำหรับโปรแกรม BWC Royal Bright ใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที โดยเขาจะใช้นวัตกรรมจากเครื่อง Infusion ทำงานโดยใช้กระแสไฟฟ้าที่มีความถี่และเวลาในการปล่อยที่เหมาะสม เพื่อสร้างช่องว่างชั่วคราวบริเวณเซลล์ผิวหนังชั้นนอกสุด และส่งผ่านวิตามินลงไปซึ่งวิธีนี้สามารถส่งวิตามินและสารอาหารผิวลงไปได้อย่างล้ำลึก และมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผิวพรรณขาวกระจ่างใส ชุ่มชื้น ลดเรือนริ้วรอย กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้เผชิญมลภาวะมาเยอะ จนทำให้ผิวเสื่อมโทรม และต้องการกู้ให้ผิวกระจ่างใส เปล่งปลั่งเห็นแบบนี้แล้ว เริ่มสนใจกันบ้างหรือยัง สำหรับใครที่กำลังมองหาสถานที่ดูแลตัวเองแบบครบวงจร เรียกว่ามีปัญหาสุขภาพตรงส่วนไหน ก็สามารถมาดูแลได้อย่างตรงจุด สามารถแวะมาได้ที่ BDMS WELLNESS CLINIC ถนนวิทยุ ปาร์คนายเลิศ ได้เลย แล้วมาดูแลตัวเองไปด้วยกันนะ

แนะนำการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ลดไขมันกระตุ้นหัวใจ

29 ส.ค. 2025

แนะนำการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ลดไขมันกระตุ้นหัวใจ

การออกกำลังกายมีหลากหลายรูปแบบที่สามารถช่วยปรับปรุงสุขภาพร่างกาย แต่ในวันนี้เราจะมาพูดถึงการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบการออกกำลังกายลดไขมันที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการลดไขมันและกระตุ้นการทำงานของหัวใจ การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยลดไขมันสะสมในร่างกาย ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าและสุขภาพดีขึ้นในระยะยาว แม้ว่าเราจะได้ยินคำว่า “คาร์ดิโอ” บ่อยครั้งในวงการออกกำลังกาย แต่หลายคนก็ยังไม่ทราบถึงความหมายและประโยชน์ที่แท้จริงของการออกกำลังกายประเภทนี้ วันนี้ Chill on กินเที่ยว จะพาคุณไปรู้จักกับการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอให้มากขึ้น รวมถึงประเภทต่าง ๆ ของคาร์ดิโอที่คุณสามารถเลือกทำได้ตามความต้องการของร่างกายปัญหาเหนื่อยง่าย จากการออกกำลังกายน้อย หลายคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ มักจะพบปัญหาการเหนื่อยง่าย หรือหายใจถี่เมื่อทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรง เช่น การเดินเร็ว หรือการขึ้นบันได หากไม่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ร่างกายอาจจะไม่สามารถปรับตัวกับความต้องการของระบบหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างเต็มที่ ทำให้มีอาการเหนื่อยง่าย ซึ่งเป็นสัญญาณของการที่หัวใจและหลอดเลือดทำงานไม่เต็มที่ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) สามารถช่วยปรับสมดุลของร่างกาย ปรับปรุงการทำงานของระบบหัวใจและเพิ่มความทนทานให้กับร่างกายการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) คืออะไร การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) คือการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างต่อเนื่อง เช่น การวิ่ง, เดินเร็ว, ปั่นจักรยาน หรือการว่ายน้ำ ซึ่งช่วยให้หัวใจทำงานหนักขึ้นและกระตุ้นระบบการไหลเวียนเลือดให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น การออกกำลังกายประเภทนี้จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการลดไขมันในร่างกายการออกกำลังกายคาร์ดิโอจะช่วยให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานได้ดีขึ้น ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดสะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองคาร์ดิโอ มีกี่ประเภท การออกกำลังกายคาร์ดิโอมีหลายประเภท ซึ่งสามารถเลือกทำได้ตามความชอบและความเหมาะสมของร่างกาย โดยแต่ละประเภทจะมีการใช้ความหนักเบาของการออกกำลังกายที่แตกต่างกันไป ประเภทของคาร์ดิโอที่คุณสามารถเลือกทำได้ มีดังนี้ 1. คาร์ดิโอประเภท LISS (Low Intensity Steady State) LISS เป็นการคาร์ดิโอที่ใช้การออกแรงในระดับต่ำ ไม่มีการกระแทกมากนัก โดยจะออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ใช้เวลาประมาณ 45-60 นาทีต่อครั้ง หรือ 200-300 นาทีต่อสัปดาห์ โดยรักษาระดับการเต้นของหัวใจให้อยู่ในระดับคงที่ประมาณ 50-65% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด การคาร์ดิโอแบบ LISS เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกาย หรือผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก และไม่ชอบการออกกำลังกายหนักๆ เช่น การเดินเร็ว การปั่นจักรยานเบา ๆ หรือการว่ายน้ำ เป็นต้น โดยจะช่วยเสริมการทำงานของระบบหัวใจและปอด ช่วยในการเผาผลาญไขมัน และลดความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บจากการออกกำลัง 2. กายคาร์ดิโอประเภท MISS (Moderate Intensity Steady State) MISS คือการออกกำลังกายที่มีระดับความเข้มข้นปานกลาง โดยรักษาอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ที่ 60-70% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด การออกกำลังกายประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและไม่มีโรคประจำตัว เช่น การวิ่งจ็อกกิ้ง การเต้นแอโรบิก หรือการปั่นจักรยานด้วยความเร็วปานกลาง ผู้ที่ออกกำลังกายประเภทนี้มักจะออกกำลังกายเป็นระยะเวลาประมาณ 30-45 นาทีต่อครั้ง หรือประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ การคาร์ดิโอประเภท MISS ช่วยเสริมความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มความทนทานของร่างกาย และช่วยลดไขมันสะสมในร่างกายได้ดี 3. คาร์ดิโอประเภท HIIT (High Intensity Interval Training) HIIT คือการออกกำลังกายที่มีการใช้แรงในระดับสูงในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ โดยจะทำการออกกำลังกายอย่างหนักในช่วงเวลา 20-30 วินาที ตามด้วยการพักผ่อนหรือการออกกำลังกายที่มีความหนักเบาต่ำในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่จะกลับไปออกกำลังกายอย่างหนักอีกครั้ง ซึ่งการออกกำลังกายแบบ HIIT จะทำให้การเต้นของหัวใจสูงถึง 90% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุดคาร์ดิโอดีต่อระบบการไหลเวียนเลือด และหัวใจอย่างไร การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ช่วยส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดและสุขภาพหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเราออกกำลังกายคาร์ดิโอ ร่างกายจะมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อให้เลือดไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อและอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายมากขึ้น การทำเช่นนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น การออกกำลังกายคาร์ดิโอยังช่วยลดความดันโลหิต และลดระดับไขมันในเลือด ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดได้ การออกกำลังกายคาร์ดิโอจึงเป็นการป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังที่อาจเกิดจากการที่ร่างกายขาดการเคลื่อนไหวหรือไม่ออกกำลังกายเป็นระยะเวลานานข้อควรระวังในการออกกำลังกายคาร์ดิโอ แม้ว่าการออกกำลังกายคาร์ดิโอจะเป็นการออกกำลังกายที่ดี แต่ก็มีข้อควรระวังบางประการที่ควรพิจารณาก่อนเริ่มต้นออกกำลังกายคาร์ดิโอไม่ควรออกกำลังกายหนักเกินไป – สำหรับผู้ที่เริ่มต้นการออกกำลังกายคาร์ดิโอ ควรเริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายเบา ๆ ก่อน และค่อย ๆ เพิ่มระดับความเข้มข้นของการออกกำลังกายเมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวให้ร่างกายพักผ่อนเพียงพอ – ควรให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเพียงพอระหว่างวัน เพราะการออกกำลังกายหนักติดต่อกันหลายวันโดยไม่มีการพักผ่อน อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ระมัดระวังเรื่องอุปกรณ์ – หากออกกำลังกายคาร์ดิโอที่ต้องใช้อุปกรณ์ เช่น การปั่นจักรยานหรือการวิ่ง ควรตรวจสอบอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งาน และมั่นใจว่าอุปกรณ์นั้นเหมาะสมกับสภาพร่างกายของเราสรุป การออกกำลังกายคาร์ดิโอเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการปรับปรุงสุขภาพหัวใจ ลดไขมันในร่างกาย และเพิ่มความทนทานของร่างกาย คุณสามารถเลือกทำการออกกำลังกายคาร์ดิโอในรูปแบบที่เหมาะสมกับตัวเองได้ เช่น การวิ่ง การเดินเร็ว หรือการปั่นจักรยาน ทั้งนี้เพื่อให้การออกกำลังกายคาร์ดิโอมีประสิทธิภาพมากที่สุด ควรทำอย่างสม่ำเสมอ และคำนึงถึงการพักผ่อนให้เพียงพอหากคุณสนใจเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกาย และเคล็ดลับสุขภาพต่างๆ สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ Atime ที่มีบทความดี ๆ และข้อมูลที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะหน้า Chill On กินเที่ยว ที่รวบรวมเรื่องกินเที่ยวและสุขภาพไว้ให้คุณได้อ่านและค้นพบความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

เก้าอี้สุขภาพ (Ergonomic) อุปกรณ์เสริม สร้างการนั่งที่ดี

15 ก.ย. 2025

เก้าอี้สุขภาพ (Ergonomic) อุปกรณ์เสริม สร้างการนั่งที่ดี

Chill on กินเที่ยว วันนี้จะมาพูดถึงการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ที่ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของใครหลายคน แต่รู้หรือไม่ว่า พฤติกรรมดังกล่าวอาจเป็นต้นเหตุของ “อาการปวดหลัง” ที่สร้างความไม่สบาย และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อใช้อุปกรณ์ที่ไม่รองรับสรีระ เช่น เก้าอี้ทั่วไปที่ไม่ถูกออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ปัญหาสุขภาพจากการนั่งทำงานที่ไม่ถูกต้อง ในยุคที่การทำงานส่วนใหญ่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ การนั่งทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมงกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของชาวออฟฟิศจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในสายไอที งานบัญชี งานเขียน หรืองานบริการลูกค้าทางโทรศัพท์ ถึงแม้ว่าการนั่งจะดูเหมือนไม่ใช่พฤติกรรมที่ส่งผลร้ายต่อร่างกาย แต่ในความเป็นจริง การนั่งที่ผิดท่าติดต่อกันเป็นระยะเวลานานสามารถก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพเรื้อรังโดยเฉพาะ อาการปวดหลัง ปวดคอ และปวดไหล่ จนนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า ออฟฟิศซินโดรม หากเราไม่ใส่ใจในท่านั่งหรือไม่ใช้เก้าอี้สุขภาพ ที่ออกแบบมาอย่างเหมาะสมกับสรีระร่างกาย อาการเหล่านี้อาจพัฒนาไปสู่โรคร้ายแรง เช่น หมอนรองกระดูกเสื่อม เส้นประสาทถูกกดทับ หรือกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรังได้ ดังนั้นการเลือกใช้อุปกรณ์สำนักงานที่ส่งเสริมการนั่งอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะเก้าอี้ Ergonomic หรือ เก้าอี้ทำงานสุขภาพ จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นมากกว่าทางเลือกออฟฟิศซินโดรม โรคยอดฮิต Office Syndrome หรือออฟฟิศซินโดรม คือกลุ่มอาการที่เกิดจากพฤติกรรมซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่มีการขยับเปลี่ยนอิริยาบถ ซึ่งสาเหตุหลักมักเกิดจากการนั่งในท่าที่ไม่ถูกต้อง หรือใช้อุปกรณ์สำนักงานที่ไม่รองรับสรีระของผู้ใช้งาน อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ปวดเมื่อยคอ บ่า ไหล่ และหลังปวดศีรษะจากความเครียดของกล้ามเนื้อชาปลายมือหรือแขนจากการกดทับเส้นประสาทการหายใจตื้นเนื่องจากกล้ามเนื้อทรวงอกเกร็ง การใช้เก้าอี้ทำงานเพื่อสุขภาพ จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่สามารถลดความเสี่ยงจากออฟฟิศซินโดรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะถูกออกแบบมาให้รองรับการนั่งที่ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ ช่วยกระจายน้ำหนัก ลดแรงกดทับ และปรับท่าทางให้นั่งได้ในระยะเวลานานอย่างปลอดภัยแนะนำเก้าอี้สุขภาพหรือ เก้าอี้ ergonomic สำหรับการนั่งทำงาน เก้าอี้สุขภาพหรือที่เรียกกันว่า เก้าอี้ Ergonomic เป็นเฟอร์นิเจอร์สำนักงานที่ถูกออกแบบมาด้วยหลักการทางสรีรศาสตร์ (Ergonomics) มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนท่าทางการนั่งที่เหมาะสม ช่วยลดภาระของกระดูกสันหลัง และป้องกันการบาดเจ็บจากการนั่งนาน ๆ คุณสมบัติสำคัญของเก้าอี้ Ergonomic ที่ควรมองหาพนักพิงหลังที่รองรับกระดูกสันหลัง - ควรมีพนักพิงที่โค้งเว้าตามแนวกระดูกสันหลัง โดยเฉพาะช่วงเอว เพื่อช่วยพยุงหลังส่วนล่าง ลดอาการปวดหลังเบาะนั่งปรับระดับได้ - สามารถปรับความสูงของเบาะให้เหมาะสมกับโต๊ะทำงาน และความสูงของผู้ใช้งาน เพื่อให้เท้าสัมผัสพื้นได้อย่างเต็มที่พนักพิงศีรษะและที่รองแขน - ช่วยลดแรงตึงของกล้ามเนื้อบริเวณคอ ไหล่ และต้นแขน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องนั่งประชุมหรือพิมพ์งานต่อเนื่องวัสดุระบายอากาศ - เบาะและพนักพิงควรผลิตจากวัสดุที่มีความยืดหยุ่น และระบายอากาศได้ดี เพื่อลดการสะสมความร้อนล้อเลื่อนและระบบหมุนรอบตัว - เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนไหว ลดแรงบิดของร่างกายขณะเอื้อมของหรือหันซ้ายขวาข้อดีของเก้าอี้ทำงานเพื่อสุขภาพ การลงทุนในเก้าอี้ทำงานสุขภาพ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของความสบาย แต่ยังเป็นการดูแลสุขภาพระยะยาวอย่างแท้จริง ซึ่งข้อดีหลักของเก้าอี้สุขภาพ มีดังนี้ลดอาการปวดเมื่อยและป้องกันออฟฟิศซินโดรม - เก้าอี้ Ergonomic ถูกออกแบบให้รองรับโครงสร้างร่างกายของมนุษย์อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะช่วงคอ บ่า ไหล่ และกระดูกสันหลัง ช่วยลดแรงกดทับจากการนั่งในท่าเดิมนาน ๆ ทำให้กล้ามเนื้อไม่เกร็งหรือเมื่อยล้าเกินไป จึงลดความเสี่ยงในการเกิดออฟฟิศซินโดรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นอาการยอดฮิตของคนที่ต้องนั่งทำงานตลอดวันเพิ่มสมาธิและประสิทธิภาพในการทำงาน - เมื่อร่างกายรู้สึกสบายและไม่ต้องเผชิญกับความปวดเมื่อย สมองก็สามารถจดจ่อกับงานตรงหน้าได้ดีขึ้น ความเหนื่อยล้าที่สะสมจากท่านั่งที่ไม่เหมาะสมจะถูกลดทอนลง ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการทำงาน ผู้ใช้งานจะมีสมาธินานขึ้น ทำงานได้ต่อเนื่อง และมีพลังงานเหลือเฟือในช่วงท้ายของวันปรับท่าทางการนั่งให้ถูกต้อง - หลายคนไม่รู้ว่าท่านั่งที่ผิดเพียงเล็กน้อย เช่น การนั่งหลังงอ การห่อตัว หรือการนั่งเอียงตัวซ้ำ ๆ เป็นระยะเวลานาน จะสะสมจนกลายเป็นพฤติกรรมที่ส่งผลเสียในระยะยาว เก้าอี้สุขภาพจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบังคับทางอ้อมให้ผู้ใช้งานนั่งในท่าที่ถูกต้อง ลดการโค้งงอผิดธรรมชาติของหลัง และส่งเสริมโครงสร้างร่างกายที่สมดุลมากยิ่งขึ้นปรับระดับให้เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละคน - ไม่ว่าคุณจะเป็นคนรูปร่างเล็กหรือใหญ่เก้าอี้ทำงานสุขภาพก็สามารถปรับระดับความสูง ความลึกของเบาะ ที่วางแขน พนักพิงหลัง หรือแม้แต่พนักพิงศีรษะให้เหมาะสมกับสรีระเฉพาะบุคคลได้อย่างลงตัว ความยืดหยุ่นในการปรับใช้นี้ ทำให้เก้าอี้สามารถรองรับผู้ใช้งานทุกประเภท และช่วยให้การนั่งทำงานในแต่ละวันรู้สึกพอดีอย่างแท้จริงช้งานได้นาน คุ้มค่าการลงทุน - แม้ว่าเก้าอี้สุขภาพจะมีราคาสูงกว่าเก้าอี้สำนักงานทั่วไป แต่ด้วยวัสดุคุณภาพสูง ระบบการปรับที่ซับซ้อน และดีไซน์ที่ผ่านการวิจัยด้านสรีรศาสตร์มาอย่างดี ทำให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าเก้าอี้ทั่วไปหลายเท่า อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาอาการปวดหลัง ค่ากายภาพบำบัด หรือค่าเวชภัณฑ์อื่น ๆ เมื่อนำมาคำนวณในระยะยาวแล้ว ถือว่าเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่เห็นผลจริงและคุ้มค่าที่สุดสรุป การดูแลสุขภาพจากการทำงาน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การออกกำลังกายหรือพักผ่อนให้เพียงพอเท่านั้น แต่ “การนั่งให้ถูกวิธี” ก็เป็นพื้นฐานสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม การเลือกเก้าอี้สุขภาพ หรือ เก้าอี้ทำงานสุขภาพ ที่ดีสามารถช่วยป้องกันโรคออฟฟิศซินโดรมและบรรเทาอาการปวดเมื่อยต่าง ๆ ได้อย่างเห็นผล อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในการทำงานที่ยั่งยืน โดยสามารถเลือกซื้อเก้าอี้สุขภาพได้ตามโชว์รูม หรือร้านขายเฟอร์นิเจอร์ชั้นนำที่สนใจ ด้วยราคาของเก้าอี้เพื่อสุขภาพในยุคนี้ที่เข้าถึงได้ง่ายมากกว่าเดิม ทำให้ทุกคนสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างง่ายดาย สำหรับใครที่อยากอ่านบทความไลฟ์สไตล์เพิ่มเติมเกี่ยวกับการตกแต่งบ้าน การกินเที่ยว หรือรีวิวอุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถเข้ามาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Chill on กินเที่ยว บนแพลตฟอร์มเว็บไซต์ Atime มีบทความหลากหลายให้คุณได้ติดตาม รับรองว่าได้ทั้งความรู้และความบันเทิงในเวลาเดียวกันจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี