“โรคงูสวัด” อันตรายกว่าที่คิด แพทย์ย้ำ อายุ 50+ และมีโรคร่วมเสี่ยงปัญหาสุขภาพร้ายแรง

Beauty & Health

“โรคงูสวัด” อันตรายกว่าที่คิด แพทย์ย้ำ อายุ 50+ และมีโรคร่วมเสี่ยงปัญหาสุขภาพร้ายแรง

18 มี.ค. 2025

แพทย์เตือนผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปและมีโรคร่วม เสี่ยงที่จะเป็นโรคงูสวัด ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพ เช่น ปวดเส้นประสาทอย่างรุนแรงและยาวนาน ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ทั้งการนอน การทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวัน หากเกิดที่ใบหน้าหรือดวงตา อาจทำให้สูญเสียการมองเห็น หรือเกิดปัญหาทางระบบประสาทได้ ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำการป้องกันโรคและภาวะแทรกซ้อน

นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ สถาบันบำราศนราดูร กล่าวว่า ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และมีโรคอื่นร่วมด้วยมีความเสี่ยงเป็นโรคงูสวัด อาจส่งผลต่อปัญหาสุขภาพร้ายแรงตามมา โดยเฉพาะอาการปวดเส้นประสาทที่อาจจะรุนแรงและยาวนานหลายเดือนหรือเป็นปี ส่งผลกระทบต่อการนอน การทำงาน ตลอดจนการใช้ชีวิตประจำวัน บางรายอาจเป็นภาวะซึมเศร้า รู้สึกโดดเดี่ยวจากการเก็บตัวจากสังคม นอกจากนี้ โรคงูสวัดยังอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังเกิดเป็นแผลเป็นถาวร หากเกิดที่ใบหน้าหรือดวงตาอาจทำให้สูญเสียการมองเห็น หรือเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาทบนใบหน้าได้ ในบางกรณีอาจนำไปสู่การเป็นโรคเส้นเลือดในสมองหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

 

“ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มีโอกาสเป็นโรคงูสวัดมากกว่าผู้ที่มีอายุน้อย เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายจะลดลง อีกประเด็นหนึ่ง คือ ผู้ที่มีอายุมากส่วนใหญ่จะมีโรคร่วมต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคที่จะต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันลดลง เมื่อมี 2 ปัจจัยนี้เข้ามาจึงทำให้ผู้สูงอายุเสี่ยงเป็นโรคงูสวัดมากขึ้น”  นพ. วีรวัฒน์ กล่าว

 

โรคงูสวัดเป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับอีสุกอีใส แม้ว่าจะหายจากอีสุกอีใสแล้ว แต่เชื้อไวรัสไม่ได้หายไปยังคงแฝงตัวอยู่ในปมประสาท และสามารถกลับมาแสดงอาการได้อีกครั้งเมื่ออายุมากขึ้น เชื้อไวรัสตัวนี้จะออกมาใหม่ในรูปแบบของโรคงูสวัด โดยอาการจะแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะแรกจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน ควบคู่กับมีตุ่มน้ำใสขึ้นตามร่างกาย ทำให้เกิดแผล และระยะหลังจากแผลหายจะมีอาการปวดตามปลายประสาท โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุเยอะ รวมถึงผู้ที่มีโรคร่วม อาการปวดจะยิ่งรุนแรง และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

 

“แนวทางป้องกันโรคงูสวัด สามารถทำได้โดยการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ได้แก่ การออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รักษาสุขอนามัย และการรับวัคซีนป้องกัน ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด 2 ชนิด ได้แก่ วัคซีนชนิดไม่ใช่เชื้อเป็น สามารถใช้ได้ตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป รวมถึงผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีความเสี่ยงต่อโรคงูสวัดมากกว่าปกติ และวัคซีนชนิดเชื้อเป็นสำหรับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป การรับวัคซีนจะช่วยลดโอกาสเกิดโรคงูสวัด และหากเป็นโรคงูสวัดก็จะช่วยลดความรุนแรงของอาการและภาวะแทรกซ้อนได้" นพ. วีรวัฒน์ กล่าวสรุป

 

ข้อมูลอ้างอิง

1.       Harpaz, R., et al. (2008). MMWR, 57(RR-5), 1–CE4.

2.       Marra, F., Parhar, K., Huang, B., & Vadlamudi, N. (2020). Open forum infectious diseases, 7(1), ofaa005.

3.       Erskine, N., et al. (2017). PloS one, 12(7), e0181565.

4.       Forbes, H. J., et al (2016). Neurology, 87(1), 94–102.

related Beauty & Health

โนโรไวรัส (Norovirus) ตัวการท้องเสียระบาดในเจ้าตัวเล็ก

10 ม.ค. 2025

โนโรไวรัส (Norovirus) ตัวการท้องเสียระบาดในเจ้าตัวเล็ก

โนโรไวรัส (Norovirus) เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร ไวรัสชนิดนี้ระบาดได้ง่าย และรวดเร็วแม้ร่างกายได้รับเชื้อในปริมาณเพียงเล็กน้อย ที่สำคัญทนต่อความร้อน และน้ำยาฆ่าเชื้อต่าง ๆ ได้ดี ดังนั้นเมื่อเกิดการปนเปื้อนของโนโรไวรัสในอาหาร และน้ำดื่ม จึงทำให้เกิดอาการท้องเสีย อาเจียน และสามารถติดต่อกันได้ง่าย เนื่องจากใช้เวลาเพียงไม่นานในการแพร่กระจายเชื้อ ไวรัสนี้พบระบาดได้มากในฤดูหนาว ติดต่อได้ง่ายในสภาพอากาศเย็น และทำให้เกิดโรคทั้งในเด็กและผู้ใหญ่อาการที่พบบ่อยหากได้รับเชื้อโนโรไวรัสภายใน 24 – 48 ชั่วโมง ได้แก่ถ่ายเหลวเป็นน้ำปวดท้องคลื่นไส้อาเจียนปวดศีรษะไข้ต่ำปวดเมื่อยตามร่างกายอ่อนเพลียการตรวจและรักษาตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อโนโรไวรัส ทำได้โดยการเก็บตัวอย่างอุจจาระเพื่อส่งตรวจพิเศษกับห้องปฏิบัติการ หากพบว่าติดเชื้อโนโรไวรัส แพทย์จะทำการดูแลรักษาตามอาการเป็นสำคัญ หากเด็กมีภูมิต้านทานที่ดีอาการจะดีขึ้นและหายได้เองภายใน 2 – 3 วันแต่หากเด็กเกิดการขาดน้ำอาจทดแทนด้วยการดื่มน้ำเกลือแร่หรือการให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด รับประทานอาหารอ่อน ๆ หรือให้ยาแก้อาเจียน และยาแก้ปวดท้อง แต่ถ้าเด็กภูมิต้านทานต่ำ มีอาการรุนแรงถึงขั้นถ่ายตลอดเวลาต้องนำส่งโรงพยาบาลทันทีและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะอาจเกิดการช็อก ความดันต่ำ และเสียชีวิตได้การติดต่อของโรครับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโนโรไวรัส พบบ่อยในน้ำดื่ม น้ำแข็ง ผักผลไม้สด หอยนางรม เป็นต้นเด็กจับหรือสัมผัสกับสิ่งของที่มีเชื้อโนโรไวรัสแล้วเอานิ้วเข้าปากสัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรงป้องกันระวังติดเชื้อก่อนทานหรือหยิบจับอาหารและหลังเข้าห้องน้ำต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งการล้างมือให้สะอาดต้องล้างด้วยน้ำสบู่ โดยให้น้ำไหลผ่านไม่ต่ำกว่า 15 วินาทีดื่มน้ำที่สะอาด เลือกรับประทานอาหารที่สุก สะอาด สดใหม่เลี่ยงการหยิบจับหรือทำอาหารให้ผู้อื่นใช้ช้อนกลางหากต้องรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นเพราะเชื้อโนโรไวรัสสามารถติดต่อได้ง่าย และปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน รวมถึงยังไม่มียาที่กำจัดเชื้อไวรัสชนิดนี้โดยเฉพาะ จึงควรดูแลเจ้าตัวเล็กอย่างใกล้ชิดในเรื่องของการรับประทานอาหาร และน้ำดื่มที่สะอาด ที่สำคัญล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ห่างไกลจากเชื้อโนโรไวรัสขอขอบคุณข้อมูลจาก Bangkok Hospital โรงพยาบาลกรุงเทพ

แนะนำเมนูอาหารเพื่อสุขภาพรสชาติดี ตามทันเทรนด์รักสุขภาพ

15 ก.ย. 2025

แนะนำเมนูอาหารเพื่อสุขภาพรสชาติดี ตามทันเทรนด์รักสุขภาพ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระแสการใส่ใจในสุขภาพและการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ กลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง จากการที่ผู้คนหันมาใส่ใจในโภชนาการที่ดี และเลือกบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากขึ้น ทั้งนี้อาจเป็นผลมาจากความตระหนักถึงผลกระทบของการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลเยอะ หรือมีสารเคมีตกค้างต่าง ๆ ที่สามารถทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ตามมา ในปัจจุบันไม่เพียงแค่การออกกำลังกายที่เป็นที่นิยม แต่การเลือกทานอาหารเพื่อสุขภาพ ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเองที่สำคัญ หลายคนเริ่มหันมาเลือกทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่เต็มไปด้วยสารเคมีหรือของแปรรูป โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาวิธีการรักษาสุขภาพให้สมดุลทั้งในเรื่องการกิน การออกกำลังกาย และการพักผ่อน Chill on กินเที่ยว จะพาทุกท่านไปรู้จักกับอาหารเพื่อสุขภาพที่ทั้งอร่อยและดีต่อร่างกาย พร้อมทั้งยกตัวอย่างเมนูอาหารเพื่อสุขภาพที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน ทั้งเมนูหลักและของว่างเพื่อสุขภาพ ที่ช่วยเสริมสร้างพลังงานและดูแลสุขภาพในระยะยาวอาหารเพื่อสุขภาพคืออะไร อาหารเพื่อสุขภาพ คืออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและสามารถช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีได้ โดยมักจะประกอบด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งหรือแปรรูปมากเกินไป อาหารเหล่านี้มักจะมีการเลือกใช้วัตถุดิบที่มีสารอาหารครบถ้วน ทั้งคาร์โบไฮเดรตที่ดี ไขมันที่มีประโยชน์ โปรตีนจากแหล่งธรรมชาติ และเส้นใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่ายและดูแลระบบย่อยอาหารตัวอย่างของอาหารสุขภาพ คือ การเลือกทานผักผลไม้สด เนื้อสัตว์ที่ปราศจากไขมัน รวมถึงการใช้ไขมันที่ดีจากน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันอัลมอนด์ การหลีกเลี่ยงอาหารที่มีการเติมน้ำตาลหรือโซเดียมสูง รวมถึงการทานอาหารที่มีปริมาณแคลอรี่อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อควบคุมน้ำหนักและสุขภาพโดยรวมทำอาหารเพื่อสุขภาพ มีหลักการอะไรบ้าง การทำอาหารเพื่อสุขภาพไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด เพียงแค่เข้าใจหลักการง่าย ๆ และเลือกใช้วัตถุดิบที่มีประโยชน์ โดยมีหลักการดังนี้ลดเครื่องปรุงที่ไม่จำเป็น - ลดการใช้เครื่องปรุงที่มีน้ำตาลและโซเดียมสูง เช่น น้ำตาลทราย ซอสปรุงรส หรือผงชูรส ใช้เครื่องปรุงธรรมชาติ เช่น กระเทียม ขิง พริกไทย และสมุนไพรต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรสชาติให้กับอาหารลดการใช้น้ำมัน - หากต้องการทอดหรือผัด ควรเลือกใช้น้ำมันที่มีไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว หรือใช้น้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวต่ำ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากไขมันที่ร่างกายสามารถดูดซึมและใช้ได้ง่ายเพิ่มผักและผลไม้ - ผักและผลไม้ ควรเป็นส่วนประกอบหลักในมื้ออาหารเพื่อสุขภาพ เพราะพวกมันมีไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยในการย่อยอาหารและลดการดูดซึมของไขมันในลำไส้ อีกทั้งยังเป็นแหล่งของวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกายเพิ่มโปรตีนจากแหล่งที่ดี - โปรตีนเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเซลล์และกล้ามเนื้อ ควรเลือกทานโปรตีนจากแหล่งที่มีคุณภาพ เช่น ปลา ไก่ไม่ติดหนัง ถั่ว และธัญพืช เนื้อสัตว์ที่ไม่มีไขมันสูงเป็นทางเลือกที่ดีลดการปรุงด้วยน้ำตาล - การหลีกเลี่ยงการใช้น้ำตาลหรือเลือกใช้น้ำตาลธรรมชาติ เช่น น้ำผึ้งหรือน้ำตาลมะพร้าว จะช่วยลดปริมาณแคลอรี่และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดยกตัวอย่างเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ 1. เมนูหลักเพื่อสุขภาพข้าวกล้องผัดผักรวม - ข้าวกล้องเป็นแหล่งของเส้นใยอาหารที่ช่วยระบบย่อยอาหาร ผัดกับผักสด เช่น แครอท ถั่วฝักยาว เห็ด และโปรตีนจากเต้าหู้หรืออกไก่ เน้นการใช้น้ำมันมะกอกในการผัด จะได้ อาหารเพื่อสุขภาพ ที่มีความหลากหลายทั้งคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนซุปมิโสะใส่เต้าหู้และผัก - ซุปมิโสะมีรสชาติอูมามิที่ช่วยเติมเต็มรสชาติของอาหาร ใช้ผักสดต่าง ๆ เช่น ผักกาดขาว เห็ดหอม และเต้าหู้ขาว เพิ่มความอร่อยและเต็มไปด้วยโปรตีนจากพืช นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสุขภาพระบบย่อยอาหารสลัดผักทูน่า - เมนูง่าย ๆ ที่เต็มไปด้วยวิตามินจากผักสด ๆ และโปรตีนจากทูน่ากระป๋องในน้ำแร่ ปรุงรสด้วยน้ำมันมะกอกและน้ำมะนาว เพิ่มรสชาติด้วยพริกไทยและเกลือเล็กน้อย 2. ของว่างเพื่อสุขภาพยเกิร์ตผสมผลไม้และเมล็ดเจีย - โยเกิร์ตไขมันต่ำผสมกับผลไม้สด เช่น เบอร์รี่ หรือกล้วยหอม และเมล็ดเจีย เป็น ของว่างเพื่อสุขภาพ ที่อุดมไปด้วยโปรไบโอติกส์จากโยเกิร์ต และไฟเบอร์จากเมล็ดเจียขนมปังโฮลวีตทาอะโวคาโด - ขนมปังโฮลวีตที่มีไฟเบอร์สูง ทาอะโวคาโดบดพร้อมพริกไทยและเกลือเล็กน้อย เป็นของว่างที่มีไขมันดีจากอะโวคาโดและไฟเบอร์จากขนมปังโฮลวีตสาหร่ายอบกรอบ - เมนูนี้ทำง่ายและให้พลังงานต่ำ เพียงแค่ใช้สาหร่ายสดหรือแผ่นสาหร่ายวางบนถาดอบจนกรอบ เป็น ของว่างเพื่อสุขภาพ ที่มีแร่ธาตุจากสาหร่ายและไขมันต่ำประโยชน์ของการทานอาหารเพื่อสุขภาพเป็นประจำ การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพเป็นประจำ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็น แต่ยังมีประโยชน์มากมายที่ช่วยให้เรามีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดีควบคุมน้ำหนัก: การทานอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำและมีสารอาหารครบถ้วน ช่วยในการควบคุมน้ำหนักและป้องกันโรคอ้วน อีกทั้งยังลดไขมันภายในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน: การทานผักและผลไม้สดช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ลดการเกิดโรคต่าง ๆลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง: การทานอาหารสุขภาพ คือ การลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ, เบาหวาน และโรคมะเร็งดีต่อระบบย่อยอาหาร: การเพิ่มไฟเบอร์จากผักและผลไม้ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีและลดปัญหาท้องผูกสรุป การทานอาหารเพื่อสุขภาพเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เหมาะสมและช่วยรักษาสุขภาพให้แข็งแรง การเลือกทานเมนูอาหารเพื่อสุขภาพที่ปรุงด้วยส่วนผสมที่ดีต่อร่างกาย ไม่เพียงแต่ทำให้เรามีสุขภาพที่ดี แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ และทำให้มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ดังนั้นอย่าลืมเริ่มต้นดูแลตัวเองด้วยการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสมกับร่างกาย เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว สำหรับคนอ่านที่สนใจบทความน่ารู้ สามารถเข้ามาอ่านเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ Chill on กินเที่ยวจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

สระผมเวียดนาม คลายเครียด ที่ร้าน Lamer Sleep Salon

16 ธ.ค. 2024

สระผมเวียดนาม คลายเครียด ที่ร้าน Lamer Sleep Salon

ใกล้สิ้นปีแล้ว แอดขอแนะนำร้านLamer Sleep Salon ที่จะทำให้ทุกคนคลายเครียด ด้วยการสระผมสไตล์เวียดนาม ที่กำลังได้รับความนิยมในประเทศไทย เป็นการผสมผสานระหว่างการสระผมแบบดั้งเดิมของเวียดนาม กับเทคนิคการนวดศีรษะ บำรุงผม และดูแลหนังศีรษะในครั้งเดียวร้าน Lamer Sleep Salon ตั้งอยู่ที่ โครงการ The Platinum Place 21 ถ. วัชรพล แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน โดยร้านจะอยู่ที่ชั้น 2 ของโครงการ ตกแต่งแบบเรียบง่าย สะอาดตา ภายในมีกลิ่นหอมของโรม่าทำให้ผ่อนคลายสำหรับใครที่ต้องการนวดน้ำมัน ทางร้าน Lamer Sleep Salon จะมีกลิ่นน้ำมันให้เลือกทั้งหมด 4 กลิ่น ได้แก่ กลิ่นลาเวนเดอร์ กลิ่นรีแรกซ์ กลิ่นมะพร้าว และกลิ่นกลามมิ่งขั้นตอนแรกทางร้าน Lamer Sleep Salon จะเริ่มจาก การใช้เสียงแบบ ASMR เพื่อทำให้ผ่อนคลายและสงบ ต่อด้วยการสัมผัส และนวดตามจุด เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและสระผม 2 รอบ โดยรอบแรกจะเป็นการสระแบบล้างสารพิษ รอบที่สองเป็นการสระผมเพื่อผ่อนคลาย ลงทรีตเม้นท์พร้อมนวดศรีษะ และผ่อนคลายกับวงแหวนน้ำอุ่น หากใครที่ซื้อคอร์สเพิ่มเติม ก็จะมีการนวดกัวซาหน้า และศรีษะ นวดหน้าด้วยเครื่องนวดหน้า EMS เพื่อยกกระชับ ชะลอวัย และการอบไอน้ำแบ NANOหากใครสนใจสระผมเวียดนาม ตอนนี้ทางร้านกำลังจัดโปรโมชันส่วนลด สำหรับลูกเพจ Atime ดังนี้คอร์สสระผมเวียดนาม 1 ชัวโมง 15 นาที ปกติราคา 590 บาท เหลือ 550 บาท เพียงแลก 5,000 พ้อยท์ จำนวน 30 สิทธิ์คอร์สคอร์สสระผมเวียดนาม 1 ชัวโมง 45 นาที ปกติราคา 990 เหลือ 890 บาท เพียงแลก 8,000 พ้อยท์ จำนวน 30 สิทธิ์*กรณีต้องการใช้สิทธิกรุณาติดต่อ 096-723-3311 เพื่อทำการจองคิวกับทางร้านกรุณายื่นบัตรประชาชน พร้อมหน้า Redeem Points จากแอปพลิเคชัน Atime FungFin ที่หน้าร้าน LAMER SLEEP SALON*เงื่อนไขต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทกำหนด ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้สามารถแลกแต้งเพื่อรับส่วนลดกันได้ทางแอปพลิเคชัน Atime FungFinดาวน์โหลดได้ทาง IOS และ AndroidApple Store : https://apple.co/3uzxw4uGoogle Play Store : https://bit.ly/3qI0LB5พิกัดร้าน : โครงการ The Platinum Place ชั้น 2 21 ถ. วัชรพล แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯเดินทาง : รถยนต์ส่วนตัว - มีที่จอด หรือ BTS สถานีมัยลาภติดต่อ : 082 098 9168ไลน์ : @lamersleepsalonผู้เขียน : เบญญาภา แนบเนียนภาพ : นินจา ซิมทิม

แนะนำการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ลดไขมันกระตุ้นหัวใจ

29 ส.ค. 2025

แนะนำการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ลดไขมันกระตุ้นหัวใจ

การออกกำลังกายมีหลากหลายรูปแบบที่สามารถช่วยปรับปรุงสุขภาพร่างกาย แต่ในวันนี้เราจะมาพูดถึงการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบการออกกำลังกายลดไขมันที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการลดไขมันและกระตุ้นการทำงานของหัวใจ การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยลดไขมันสะสมในร่างกาย ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าและสุขภาพดีขึ้นในระยะยาว แม้ว่าเราจะได้ยินคำว่า “คาร์ดิโอ” บ่อยครั้งในวงการออกกำลังกาย แต่หลายคนก็ยังไม่ทราบถึงความหมายและประโยชน์ที่แท้จริงของการออกกำลังกายประเภทนี้ วันนี้ Chill on กินเที่ยว จะพาคุณไปรู้จักกับการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอให้มากขึ้น รวมถึงประเภทต่าง ๆ ของคาร์ดิโอที่คุณสามารถเลือกทำได้ตามความต้องการของร่างกายปัญหาเหนื่อยง่าย จากการออกกำลังกายน้อย หลายคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ มักจะพบปัญหาการเหนื่อยง่าย หรือหายใจถี่เมื่อทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรง เช่น การเดินเร็ว หรือการขึ้นบันได หากไม่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ร่างกายอาจจะไม่สามารถปรับตัวกับความต้องการของระบบหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างเต็มที่ ทำให้มีอาการเหนื่อยง่าย ซึ่งเป็นสัญญาณของการที่หัวใจและหลอดเลือดทำงานไม่เต็มที่ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) สามารถช่วยปรับสมดุลของร่างกาย ปรับปรุงการทำงานของระบบหัวใจและเพิ่มความทนทานให้กับร่างกายการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) คืออะไร การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) คือการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างต่อเนื่อง เช่น การวิ่ง, เดินเร็ว, ปั่นจักรยาน หรือการว่ายน้ำ ซึ่งช่วยให้หัวใจทำงานหนักขึ้นและกระตุ้นระบบการไหลเวียนเลือดให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น การออกกำลังกายประเภทนี้จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการลดไขมันในร่างกายการออกกำลังกายคาร์ดิโอจะช่วยให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานได้ดีขึ้น ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดสะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองคาร์ดิโอ มีกี่ประเภท การออกกำลังกายคาร์ดิโอมีหลายประเภท ซึ่งสามารถเลือกทำได้ตามความชอบและความเหมาะสมของร่างกาย โดยแต่ละประเภทจะมีการใช้ความหนักเบาของการออกกำลังกายที่แตกต่างกันไป ประเภทของคาร์ดิโอที่คุณสามารถเลือกทำได้ มีดังนี้ 1. คาร์ดิโอประเภท LISS (Low Intensity Steady State) LISS เป็นการคาร์ดิโอที่ใช้การออกแรงในระดับต่ำ ไม่มีการกระแทกมากนัก โดยจะออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ใช้เวลาประมาณ 45-60 นาทีต่อครั้ง หรือ 200-300 นาทีต่อสัปดาห์ โดยรักษาระดับการเต้นของหัวใจให้อยู่ในระดับคงที่ประมาณ 50-65% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด การคาร์ดิโอแบบ LISS เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกาย หรือผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก และไม่ชอบการออกกำลังกายหนักๆ เช่น การเดินเร็ว การปั่นจักรยานเบา ๆ หรือการว่ายน้ำ เป็นต้น โดยจะช่วยเสริมการทำงานของระบบหัวใจและปอด ช่วยในการเผาผลาญไขมัน และลดความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บจากการออกกำลัง 2. กายคาร์ดิโอประเภท MISS (Moderate Intensity Steady State) MISS คือการออกกำลังกายที่มีระดับความเข้มข้นปานกลาง โดยรักษาอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ที่ 60-70% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด การออกกำลังกายประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและไม่มีโรคประจำตัว เช่น การวิ่งจ็อกกิ้ง การเต้นแอโรบิก หรือการปั่นจักรยานด้วยความเร็วปานกลาง ผู้ที่ออกกำลังกายประเภทนี้มักจะออกกำลังกายเป็นระยะเวลาประมาณ 30-45 นาทีต่อครั้ง หรือประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ การคาร์ดิโอประเภท MISS ช่วยเสริมความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มความทนทานของร่างกาย และช่วยลดไขมันสะสมในร่างกายได้ดี 3. คาร์ดิโอประเภท HIIT (High Intensity Interval Training) HIIT คือการออกกำลังกายที่มีการใช้แรงในระดับสูงในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ โดยจะทำการออกกำลังกายอย่างหนักในช่วงเวลา 20-30 วินาที ตามด้วยการพักผ่อนหรือการออกกำลังกายที่มีความหนักเบาต่ำในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่จะกลับไปออกกำลังกายอย่างหนักอีกครั้ง ซึ่งการออกกำลังกายแบบ HIIT จะทำให้การเต้นของหัวใจสูงถึง 90% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุดคาร์ดิโอดีต่อระบบการไหลเวียนเลือด และหัวใจอย่างไร การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ช่วยส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดและสุขภาพหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเราออกกำลังกายคาร์ดิโอ ร่างกายจะมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อให้เลือดไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อและอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายมากขึ้น การทำเช่นนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น การออกกำลังกายคาร์ดิโอยังช่วยลดความดันโลหิต และลดระดับไขมันในเลือด ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดได้ การออกกำลังกายคาร์ดิโอจึงเป็นการป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังที่อาจเกิดจากการที่ร่างกายขาดการเคลื่อนไหวหรือไม่ออกกำลังกายเป็นระยะเวลานานข้อควรระวังในการออกกำลังกายคาร์ดิโอ แม้ว่าการออกกำลังกายคาร์ดิโอจะเป็นการออกกำลังกายที่ดี แต่ก็มีข้อควรระวังบางประการที่ควรพิจารณาก่อนเริ่มต้นออกกำลังกายคาร์ดิโอไม่ควรออกกำลังกายหนักเกินไป – สำหรับผู้ที่เริ่มต้นการออกกำลังกายคาร์ดิโอ ควรเริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายเบา ๆ ก่อน และค่อย ๆ เพิ่มระดับความเข้มข้นของการออกกำลังกายเมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวให้ร่างกายพักผ่อนเพียงพอ – ควรให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเพียงพอระหว่างวัน เพราะการออกกำลังกายหนักติดต่อกันหลายวันโดยไม่มีการพักผ่อน อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ระมัดระวังเรื่องอุปกรณ์ – หากออกกำลังกายคาร์ดิโอที่ต้องใช้อุปกรณ์ เช่น การปั่นจักรยานหรือการวิ่ง ควรตรวจสอบอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งาน และมั่นใจว่าอุปกรณ์นั้นเหมาะสมกับสภาพร่างกายของเราสรุป การออกกำลังกายคาร์ดิโอเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการปรับปรุงสุขภาพหัวใจ ลดไขมันในร่างกาย และเพิ่มความทนทานของร่างกาย คุณสามารถเลือกทำการออกกำลังกายคาร์ดิโอในรูปแบบที่เหมาะสมกับตัวเองได้ เช่น การวิ่ง การเดินเร็ว หรือการปั่นจักรยาน ทั้งนี้เพื่อให้การออกกำลังกายคาร์ดิโอมีประสิทธิภาพมากที่สุด ควรทำอย่างสม่ำเสมอ และคำนึงถึงการพักผ่อนให้เพียงพอหากคุณสนใจเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกาย และเคล็ดลับสุขภาพต่างๆ สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ Atime ที่มีบทความดี ๆ และข้อมูลที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะหน้า Chill On กินเที่ยว ที่รวบรวมเรื่องกินเที่ยวและสุขภาพไว้ให้คุณได้อ่านและค้นพบความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี