ไอแบบนี้ ปอดเป็นอะไร?

HEALTHY LIFESTYLE

ไอแบบนี้ ปอดเป็นอะไร?

27 ม.ค. 2022

ไอแบบนี้ ปอดเป็นอะไร?

ปอดไม่แข็งแรง หลายคนมีปัญหาแบบนี้ หลายคนมีอาการไอ แต่หาสาเหตุไม่เจอ วันนี้มีคำแนะนำจากแพทย์แผนจีนเรื่องของปอด ทำยังไงให้ปอดแข็งแรง ลองมาดูกันเลยค่ะ


ปอดเย็น

1.ไอเป็นประจำ

2.มีน้ำมูกตอนเช้า

3.เสมหะในลำคอมาก

4.อ่อนเพลียง่าย

5.คันตามผิวหนัง

6.ไม่สบายบ่อย


มารู้จักปอดเย็น หลายคนมีปัญหานี้ ส่วนใหญ่จะมีอาการภูมิแพ้ง่าย ไม่สบายบ่อย

แพทย์แผนจีนแนะนำ น้ำขิงตอนเช้าทุกวัน บำรุงปอด ให้ปอดแข็งแรงค่ะ


ปอดร้อน

1.ไอเป็นประจำ

2.เจ็บคอเป็นประจำ

3.เสมหะเหลือง

4.เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว

5.สิงที่หน้าและหลัง

6.ขับถ่ายยาก


คนที่ปอดร้อน มักจะมีโรคของต่อมทอมซินอักเสบเป็นประจำ อาการติดโควิด มักมีอาการ เจ็บคอง่าย เสมหะเหลือง มีสิวขึ้นที่หลัง และที่หน้า ขับถ่ายยาก คอแห้งปากแห้ง 

แพทย์แผนจีนแนะนำ เก๊กฮวย ดอกสายน้ำผึ้ง แบะตง หล่อฮังก๊วย จับเลี้ยง จะทำให้ชุมคอ ลดการอักเสบ ลดการเจ็บคอได้ค่ะ 


ปอดแห้ง

1.ไอแห้ง

2.คอแห้ง ดื่มน้ำมาก

3.เสมหะเหลือง มีเลือด

4.ผิวหนังแห้งกร้าน

5.เลือดกำเดา

6.ขับถ่ายยาก


เลือดกำเดาไหล มีแต่คนคิดว่าร้อนใน ปอดแห้ง หรือปอดร้อนก็มีโอกาสทำให้เลือดกำเดาไหลง่าย เพราะความแห้งไม่มีความชุ่มชื้น จึงทำให้เส้นเลือดฝอยในจมูกแตก หลายคนจะมีอาการไอแห้ง ๆ ชอบดื่มน้ำ เสมหะเหนียว มีเลือดบ้าง ผิวหนังแห้งกร้าน ขับถ่ายยาก

แพทย์แผนจีนแนะนำ สมุนไพรจีน เก๊กฮวย หล่อฮังก้วย จับเลี้ยง แปะตง ใบย่านาง สามารถลดความร้อน ทำให้ปอดเย็น ลดการเกิดของเลือดกำเดาได้ค่ะ


ปอดชื้น

1.ไอมีเสมหะ

2.ท้องอืด

3.อ่อนเพลียง่าย

4.ขับถ่ายเหลว

5.มีเสมหะในลำคอ

6.จุกแน่นหน้าอก


มารู้จักปอดชื้นกันค่ะ หลายคนไม่รู้จัก แต่หลายคนมีอาการเช่นนี้ ไอแบบมีเสมหะ เสมหะค่อนข้างมาก มีอาการอ่อนเพลียง่าย ขับถ่ายเหลวบ้าง

เสหมะจุกในลำคอ จุกแน่นหน้าอก คนที่มีอาการแบบนี้ อาจจะมีโรคกรดไหลย้อน ผสมด้วย คนที่อายุมาก จะเป็นแบบนี้บ่อยค่ะ 

แพทย์แผนจีนแนะนำ แปะฮะ ลูกเดือย ขมิ้นชัน จะช่วยแก้ไอ และขับความชื้นทั้งในปอด ช่วยขับความชื้นของกระเพาะอาหารได้ด้วย 


ไอจากเสมหะร้อน

1.ไอมีเสมหะเหนียว

2.หายใจแรง มีเสียงดังวี๊ดๆ

3.ไอแล้วเจ็บหน้าอก

4.ใบหน้าแดงกล่ำ

5.คอแห้ง ปากแห้ง

6.จุกแน่นหน้าอก

7.สีเสมหะ เหลือง ๆ เหนียว ๆ


ปัญหาจากเสมหะร้อนในปอด คนป่วยมักจะมีอาการไอเสมหะเหนียว บางคนมีเสียงเสมหะในปอด ไอแล้วชอบเจ็บหน้าอก หน้าแดงเป็นประจำ

จุกคอ ปากแห้งแน่นหน้าอก

แพทย์แผนจีนแนะนำ ยาสมุนไพรจีนที่ช่วยขับเสมหะร้อน เข่น เก๊กฮวย ใบสาระแหน่ ลูกสำรอง เพิ่มความชุ่มชื้นในปอด ลดอาการไอได้ดีค่ะ 


ไอเพราะไฟในตับเผาน้ำในปอด

1.ไอโครก ไอเสียงดัง

2.มีเลือดปน

3.โมโหง่าย

4.ปวดเสียดสีข้าง

5.คอแห้งปากขม

6.มีความดันสูง

7.ถอนหายใจบ่อย ๆ


ไอโครก ไอเสียงดีง มาจากน้ำในปอดแห้ง เพราะไฟในตับเผา ส่วนใหญ่ จะเป็นคนขี้โมโห ความดันสูง ปากแห้ง ปากขม และถอนหายใจบ่อย ๆ ค่ะ

แพทย์แผนจีนแนะนำ แปะฮะ ชาใบหม่อน ชาเก๊กฮวย ลดอาการไอ ลดความดัน


นอกจาก ไอ เลิฟ ยู ที่บอกอาการรัก การไอแบบอื่น ๆ ก็ยังบอกอาการโรคได้เหมือนกัน อย่าลืมสังเกตอาการ ดูแลตัวเองและคนที่คุณรักด้วยนะคะ ด้วยความปรารถนาดีจาก Green Wave ค่ะ ^^


ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็ม


- Collector by รุ่งโนรี ’Girl Music & Travel Lover -

related HEALTHY LIFESTYLE

นิ่วในไต อย่าให้เป็นซ้ำๆ

27 พ.ค. 2025

นิ่วในไต อย่าให้เป็นซ้ำๆ

นิ่วในไต (Kidney Stones) คือโรคที่เกิดจากแร่ธาตุแข็งชนิดต่างๆ ที่รวมตัวกันเป็นก้อน โดยมักเกิดขึ้นบริเวณไต แต่พบได้ตลอดระบบทางเดินปัสสาวะ และมีโอกาสเกิดได้สูงหากปัสสาวะมีความเข้มข้นจนตกตะกอนจับตัวเป็นนิ่ว นิ่วในไตอาจสร้างความเจ็บปวดทรมานให้ผู้ป่วยได้อย่างมาก หากก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่จนเกินไป ปิดกั้นและสร้างแผลบาดเจ็บที่ท่อไต และอาจส่งผลให้ปัสสาวะออกมาเป็นเลือดได้ รู้หรือไม่? การมีนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ทำให้การทำงานของไตเสื่อมลง และอาจร้ายแรงจนถึงเกิดภาวะไตวายเรื้อรังและโรคไตระยะสุดท้าย ซึ่งทำให้ถึงแก่ความตายได้นะคะ อาการจะประกอบด้วย การปวดแบบเฉียบพลันเสมือนถูกมีดบาดในบริเวณช่วงเอวหรือท้องน้อย และมีปัสสาวะเป็นเลือด อาการปวดอาจอยู่นานราว 2 – 3 นาที แล้วหายไป ปวดเป็นๆ หายๆ หรืออาจปวดนานเป็นชั่วโมง หรือกว่านั้นก็ได้ค่ะ มักจะปวดตั้งแต่บริเวณเอวช่วงไตร้าวลงมาท้องน้อยฝั่งเดียวกันลงไปจนถึงท่อปัสสาวะ หรืออวัยวะเพศภายนอกได้ หรือบางรายอาจเลยไปจนถึงต้นขาด้านในก็ได้ มีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย หรืออาจถึงขั้นเป็นลมหมดสติได้ค่ะปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดนิ่ว1. ดื่มน้ำน้อยเกินไป2. พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีสารก่อนิ่วในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่อง เช่น เกลือ น้ำตาล และโปรตีนสูง3. ภาวะอ้วน น้ำหนักมากเกิน4. มีโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ และระบบทางเดินอาหาร เช่น ไตอักเสบ โรคหลอดเลือดในท่อไต ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ โรคลำไส้อักเสบ ท้องเสียเรื้อรัง และโรคเกาต์5. ปัจจัยทางพันธุกรรม คือพ่อแม่มีประวัติเป็นโรคนิ่วมาก่อนป้องกันยังไงไม่ให้เป็นนิ่วในไตซ้ำ1. ควรดื่มน้ำปริมาณมาก ในแต่ละวันควรดื่มน้ำให้ได้มากกว่า 8 แก้วต่อวัน หรือให้ได้ปริมาตรของปัสสาวะมากกว่า 2 ลิตรต่อวัน2.อาหารจำพวกผักและผลไม้ เป็นแหล่งของสารยับยั้งการเกิดนิ่ว และสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ช่วยให้ปริมาณของซิเทรต โพแทสเซียม และความเป็นกรด-ด่างของปัสสาวะเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ผักผลไม้ยังมีไฟเบอร์ช่วยลดแคลเซียมในปัสสาวะได้ด้วยค่ะ3.ไขมันจากพืชและไขมันจากปลา สามารถลดปริมาณแคลเซียมในปัสสาวะได้ดีกว่าไขมันที่ได้จากเนื้อสัตว์อื่นๆ ลดโอกาสการเกิดนิ่วซ้ำได้ค่ะ4.ลดอาหารที่มีเนื้อสัตว์ ไขมันสัตว์ อาหารหวาน เค็มมาก และอาหารที่มีกรดยูริกสูง ได้แก่ หนังสัตว์ปีก ตับ ไต ปลาซาร์ดีน การบริโภคอาหารโปรตีนสูงจะทำให้เพิ่มสารก่อนิ่วและเพิ่มโอกาสการเกิดนิ่วสูงมาก5.หลีกเลี่ยงอาหารที่มีออกซาเลตสูง ได้แก่ งา ผักโขม ถั่วต่างๆ เช่น ถั่วลิสง ชอกโกแลต และชา เป็นต้น ในผู้ป่วยชนิดแคลเซียมออกซาเลต หากจำเป็นต้องบริโภคควรรับประทานควบคู่ไปกับแคลเซียมหรือดื่มนมจะช่วยลดปริมาณออกซาเลตในปัสสาวะได้ค่ะ6.เพิ่มการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ปัจจุบันพบว่าการลดอาหารที่มีแคลเซียมในผู้ป่วยโรคนิ่ว นอกจากจะทำให้สมดุลของแคลเซียมเปลี่ยนแปลง ยังเพิ่มปัจจัยเสี่ยงของโรคกระดูกในอนาคตและยังทำให้ปริมาณสารออกซาเลตในปัสสาวะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากแคลเซียมจะไปจับและยับยั้งการดูดซึมออกซาเลตทางลำไส้จึงช่วยลดระดับออกซาเลตในปัสสาวะได้7. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิคเป็นเวลาอย่างน้อย 10-20 นาทีทุกวัน เช่น การเดินจะช่วยทำให้นิ่วขนาดเล็กหลุดได้ การเดินสมาธิ โยคะ ไทเก๊ก ทำให้การทำงานของร่างกายดีขึ้น ลดความเครียด และลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดก้อนนิ่วได้อีกด้วย ศาสตร์การแพทย์แผนจีนพบว่า มีสาเหตุจากการรับประทานอาหารที่มีรสจัด ร้อน หรือมันมากเกินไป หรือดื่มสุรามากเกินไป ก่อให้เกิดความร้อนชื้นไหลลงสู่ไตและกระเพาะปัสสาวะ หรือเกิดจากสุขอนามัยที่ไม่ดีของทางเดินปัสสาวะก่อให้เกิดการสะสมของเชื้อก่อโรค ทำให้เกิดความร้อนชื้นสะสมในระบบทางเดินปัสสาวะ หากมีการสะสมของความร้อนชื้นเหล่านี้นานจะเปลี่ยนเป็นทราย และก่อให้เกิดก้อนนิ่วขึ้นมาได้ทั้งในไตและกระเพาะปัสสาวะ เกิดการขัดขวางการไหลของปัสสาวะและหน้าที่การขับปัสสาวะตามปกติ รวมถึงขัดขวางการไหลเวียนของชี่ด้วยนะคะนิ่วในไต ป้องกันได้หลายวิธีนะคะ ว่าแล้วแอดไปดื่มน้ำเพิ่มก่อนค่ะขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

ความคิดผิดๆ เกี่ยวกับการนอน

10 พ.ค. 2022

ความคิดผิดๆ เกี่ยวกับการนอน

วันนี้มีเคล็ดลับการนอนเพื่อสุขภาพดีดีจากศาสตร์แพทย์แผนจีนมาฝากค่ะเพราะช่วงเวลานอนเป็นช่วงเวลาสุดมหัศจรรย์ที่ร่างกายเราใช้ปรับสมดุลหลังจากเผชิญการทำงานหนักและอารมณ์ที่หลากหลายมาทั้งวันถ้านอนดี นอนได้มีคุณภาพ ก็ถือเป็นการรีเซ็ตในแต่ละวัน และเป็นการดูแลสุขภาพที่ดีเยี่ยมเลยค่ะแต่ยังมีความเข้าใจผิดๆ เรื่องการนอนอยู่มากส่วนใหญ่เข้าใจผิดเรื่องอะไรกันบ้าง ตามไปดูกันค่ะ 1.ดื่มเหล้าหรือของมึนเมาแล้วทำให้นอนหลับ สำหรับบางคนอาจเชื่อว่า เมื่อเราดื่มจนเมามายแล้ว จะช่วยให้หลับได้ง่ายเพราะเมื่อร่างกายดูดซึมแอลกอฮอล์ อาจรู้สึกมึนหัวง่วงนอนแต่ในความเป็นจริง พอตื่นนอนก็จะรู้สึกปวดหัว และไม่กระปรี้กระเปร่า นอกจากนี้ตับซึ่งทำหน้าที่ล้างพิษในร่างกายถ้าแอลกอฮอล์เข้าสู่ตับจำนวนมาก จะทำให้ตับเกิดภาวะอักเสบอาจจะทำให้เป็นโรคตับแข็ง หรือโรคตับอักเสบ คนไข้จะมีอาการหงุดหงิดง่ายอารมณ์แปรปรวน ปวดท้องได้ง่ายอีกด้วยค่ะ 2.นอนวันละ 8 ชั่วโมงยังรู้สึกไม่พอ ความต้องการในการนอนหลับขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ไม่จำเป็นต้องนอนครบ8ชม.ขอให้ตื่นแล้วสดชื่นก็เพียงพอ บางคนนอนไป8 - 10ชม.ตื่นมาก็ยังไม่กระปรี้กระเปร่า ทางแพทย์แผนจีนเรียกว่า "นอนมาก"เกิดจากหลายสาเหตุหลักๆมาจากม้ามอ่อนแอ ทำให้กักเก็บพลังในร่างกายได้น้อยลงไปด้วยเหมือนแบตเตอรี่ที่ใกล้เสื่อมสภาพ ทำให้รู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรอยากนอนตลอดเวลา 3.นอนก่อน 5ทุ่ม แต่ยังคิดโน้นคิดนี่ ตื่นเป็นเวลาดีกว่านอนเป็นเวลานะคะบางคนเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ แต่ได้หลับตอนตี2คนที่เป็นโรคนอนไม่หลับแม้เข้านอนเร็ว ก็อาจไม่หลับจนถึงเช้า ซึ่งมาจากปัจจัยหลายสาเหตุ เช่นใจสั่นง่าย ใจร้อนง่าย กังวล เครียด จนทำให้นอนไม่หลับ อันนี้ไม่ไหวนะคะตื่นขึ้นมาก็ไม่สดชื่น ซึ่งแพทย์แผนจีนให้ความสำคัญกับการนอนมากโดยเฉพาะการหลับก่อน5ทุ่มที่ตับต้องดึงเลือดมาเก็บไว้ เพื่อให้ร่างกายพักผ่อนแล้วนอนหลับมากไปกว่านี้ ช่วงเวลานั้นร่างกายของเรายังผลิตสารและฮอร์โมนต่างๆรวมทั้งโกรทฮอร์โมนสำหรับเด็กๆ ที่ช่วยเรื่องการเจริญเติบโต (และทำให้สูง)อีกด้วยค่ะ 4.ออกกำลังกายก่อนนอน บางครั้งความเหน็ดเหนื่อยจากการออกกำลังอาจทำให้เรารู้สึกง่วงจึงคิดว่าการออกกำลังกายก่อนนอนจะช่วยให้หลับง่ายขึ้น ในทางแพทย์แผนจีนเวลานอนหลับนั้นเลือดจะไหลกลับไปและเก็บไว้ที่ตับแต่กลับกันการออกกำลังกายเลือดจะออกมาหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อและผิวหนังทำให้ร่างกายเกิดอุณหภูมิที่สูงขึ้น อาจจะทำให้นอนไม่หลับนะคะ 5.วันทำงานนอนไม่อิ่ม มานอนชดเฉยในวันหยุด ในวันหยุดหลายคนอาจจะนอนถึงเที่ยงแล้วค่อยตื่นการนอนชดเชยในหลักแพทย์แผนจีนนั้นไม่มีนะคะเพราะตื่นมาอาจจะเหนื่อยกว่าเดิม และก็ปวดตามเนื้อตามตัวแนะนำให้ตื่นเป็นเวลาแม้ในวันหยุดก็ตาม เพราะช่วงเวลากลางวันพลังหยางมากส่วนช่วงเวลากลางคืนพลังหยินมาก พลังหยินใช้เวลานอน พลังหยางใช้เวลาตื่นการนอนในช่วงเวลาที่พลังหยางมากจึงทำให้เมื่อเราตื่นเที่ยง จึงไม่กระปรี้กระเปร่าเหมือนตอนตื่นเช้านั่นเองค่ะ นอนน้อยก็ไม่ดี นอนมากไปก็ไม่ดี นอนพักผ่อนให้เพียงพอน่าจะดีที่สุด แต่ถ้าใครนอนไม่หลับ Green Wave อยู่เป็นเพื่อนคุณตลอด 24 ชั่วโมงนะคะ ^^ ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

3 สัญญาณบ่งบอกว่า เลือดของคุณกำลังไหลเวียนได้ไม่ดี

10 ส.ค. 2022

3 สัญญาณบ่งบอกว่า เลือดของคุณกำลังไหลเวียนได้ไม่ดี

คนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง โดยเฉพาะสาวๆ จะเห็นได้ชัดจากรูปร่างและผิวพรรณที่ดูมีน้ำมีนวล อิ่มเอิบ เพราะมีระบบไหลเวียนเลือดดี แต่ก็ยังมีวิธีสังเกตอาการที่กำลังบอกเราได้ว่า ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี ต้องรีบบำรุงเลือดด่วนเลยนะคะ1.ผิวพรรณไม่มีน้ำมีนวล อยู่ดีๆ ผิวพรรณก็ดูหมองคล้ำ ไม่มีน้ำไม่มีนวล เป็นสิว ไม่สดใส อาจมีสาเหตุมาจากระบบหมุนเวียนเลือดไม่ดี ซึ่งเลือดทำหน้าที่ขนถ่ายสารอาหาร และออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ทั่วร่างกาย และพาเอาของเสียออกจากเซลล์ ถ้าระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี เลือดนำพาของเสียออกไปทิ้งไม่ได้ หรือไม่มีประสิทธิภาพ เซลล์ก็จะหมองเพราะมีของเสียตกค้าง อีกทั้งเซลล์ยังไม่ได้รับสารอาหารกับออกซิเจนที่เพียงพอจากระบบไหลเวียนเลือดอีกด้วยค่ะ2.ประจำเดือนมาไม่ปกติ ประจำเดือนมากกว่าปกติ หรือนานกว่าปกติ เช่น ประจำเดือนมามากกว่า 7 วัน, ต้องใช้ผ้าอนามัยมากกว่า 1 แผ่นต่อชั่วโมง หลายชั่วโมงติดต่อกัน, ประจำเดือนปนลิ่มเลือดขนาดใหญ่, รู้สึกอ่อนเพลียระหว่างการมีประจำเดือน อาการเหล่านี้ล้วนแต่ควรต้องไปปรึกษาแพทย์นะคะ เพราะการที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ แบบมามากเกินไป หรือมีอาการข้างต้นด้วยแบบนี้ อาจเป็นสัญญาณของปัญหาทางสุขภาพอื่นๆ และอาจทำให้เกิดภาวะซีดจากการเสียเลือดมากกว่าปกติ อันนำไปสู่ภาวะโลหิตจางอีกด้วย ประจำเดือนมาน้อยผิดปกติ คือ เลือดที่ออกมาในช่วงที่คุณมีประจำเดือน แต่มีปริมาณน้อยกว่าปกติ หรือมาไม่เกิน 2 วัน โดยอาจจะเป็นเลือดหยดๆ หรือเปื้อนผ้าอนามัยเพียงเล็กน้อย แบบนี้เป็นอาการประจำเดือนมาไม่ปกติที่อาจเกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมน ความเครียด หรือการขาดสารอาหารบางชนิด ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงเลือด3.เหนื่อยง่ายกว่าปกติ ทำกิจกรรมประจำวันปกติ แต่กลับรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่สดชื่น หายใจลำบากขณะออกแรง มึนงง วิงเวียนศีรษะ ปวดหัว มือเท้าเย็น ผิวซีดเหลือง เจ็บหน้าอก ใจสั่นไหว ฯลฯ เป็นอาการของผู้ที่มีภาวะโรคโลหิตจาง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาไม่ปกติ โดยสูญเสียธาตุเหล็กออกไปกับประจำเดือนนั่นเองค่ะ คุณมี 3 สัญญาณนี้อยู่รึเปล่า อย่าลืมสังเกตอาการตัวเองนะคะ ด้วยความปรารถนาดีจาก Green Wave ค่ะ ^^ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

ตดเหม็นไม่ใช่เรื่องน่าอาย อาจจะมีอันตรายกับลำไส้

13 ม.ค. 2023

ตดเหม็นไม่ใช่เรื่องน่าอาย อาจจะมีอันตรายกับลำไส้

ตดเหม็นอันตรายไหมการผายลม หรือ การตด ฟังดูแล้วเป็นเรื่องน่าอาย และน่าขบขันไม่น้อย แต่มันก็เป็นเพียงกระบวนการทางธรรมชาติของร่างกาย ในการขับไล่ลมหรือแก๊สผ่านลำไส้ใหญ่เท่านั้นค่ะ ทุกครั้งที่เรากินอาหาร ดื่มเครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งพูดคุยทั่วไป เรากลืนอากาศเข้าไปด้วย การตดในชีวิตประจำวันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่หลายคนก็ยังคงมีข้อข้องใจว่า ตดบ่อยแค่ไหนเรียกว่าปกติ? ตดดัง และเหม็นเป็นสัญญาณอันตรายเกี่ยวกับสุขภาพหรือไม่? บทความนี้จะช่วยไขข้อข้องใจเกี่ยวกับปัญหาการผายลมเหล่านี้เองค่ะตดบ่อยแค่ไหน เรียกว่าปกติ? โดยปกติแล้ว ผู้ที่มีร่างกายอุดมสมบูรณ์และแข็งแรงดี จะตดประมาณ 14 - 23 ครั้งต่อวัน เมื่อใช้เกณฑ์นี้เป็นตัววัดแล้ว การผายลมที่มากกว่า 23 ครั้งภายในหนึ่งวันถือว่าผิดปกติค่ะ โดยความผิดปกตินี้อาจเกิดจากการรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่ทำให้เกิดแก๊สในร่างกายมากเกินไป เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว ชีส กระหล่ำปลี หัวหอม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และน้ำอัดลม หรืออาจเกิดจากภาวะความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งภายในร่างกายการผายลมบ่อยมากเกินไปนั้น เป็นสัญญาณที่บ่งบอกสุขภาพภายในได้เป็นอย่างดี ซึ่งภาวะหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับการผายลมมีด้วยกันดังนี้ค่ะ• โรคมะเร็งลำไส้• โรคลำไส้แปรปรวน• ระบบดูดซึมอาหารทำงานผิดปกติ• การแพ้อาหารที่มีส่วนประกอบของแลคโตส (lactose) เช่น นมวัวและโยเกิร์ต• ภาวะที่เกี่ยวของกับกระเพาอาหาร เช่น การที่อาหารเป็นพิษ เราควรหมั่นนับจำนวนครั้งที่เราผายลมในแต่ละวัน เพื่อสังเกตการทำงานที่เกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหารและลำไส้ หากมีการผายลมที่บ่อยครั้งเกินไปติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สได้ง่าย แต่หากยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง และหาทางแก้ไขอย่างเร็วที่สุดนะคะตดดังและตดเหม็น อันตรายหรือไม่?การผายลมที่มีเสียงดัง เกิดจากการที่แก๊สถูกขับออกมาด้วยแรงดันอากาศหรือแรงเบ่งที่สูงมาก หรืออาจเกิดจากการที่แก๊สต้องแทรกตัวผ่านกล้ามเนื้อหูรูดที่บีบตัวแน่น เสียงที่มาพร้อมกับการผายลมจึงไม่ได้บ่งบอกถึงความผิดปกติอะไร ส่วนกลิ่นตดนั้น ขึ้นอยู่กับอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ส่วนใหญ่แล้วอาหารจำพวกโปรตีนจะก่อให้เกิดแก๊สที่มีกลิ่นเหม็นมาก เช่น อาหารกลุ่มเนื้อสัตว์ ไข่ ชีส และนม รวมไปถึงถั่วชนิดต่างๆด้วย อีกทั้งแก๊สเหล่านี้ต้องเดินทางผ่านลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของอาหาร และกากอาหารที่ถูกย่อยสลายแล้ว จึงมีกลิ่นเหม็นเป็นธรรมดาและไม่ถือว่าเป็นสัญญาณของความผิดปกติของสุขภาพแต่อย่างใด ในแพทย์แผนจีนการที่ตดบ่อย และมีกลิ่นเหม็นมากๆนั้น คืออาการของลำไส้ กระเพาะอาหาร ม้ามทำงานไม่ดี กลิ่นเหม็นยิ่งมาก มักจะมาจากความร้อนชื้น การที่จะลดความร้อนชื้นได้นั้น เราไม่ควรรับประทานเนื้อสัตว์เยอะ ไม่รับประทานอาหารที่มีฤทธิ์เผ็ดร้อน พยายามดื่มน้ำมากๆ ก็อาจจะช่วยลดอาการตดเหม็นได้ค่ะ ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

album
greenwave
-

-