มันผิดขนาดนั้นเลยหรอครับ? ก่อนหน้านี้เคยทำ Sex Creator ผมเปิด Onlyfans แต่ตอนนี้เลิกทำไปนานแล้ว พอไปสมัครงาน กลับโดนผู้บริหาร และแผนก HR เรียกพบ บังคับให้เซ็นลาออก เหตุผลเพราะเขาไปเห็นคลิปผมมา คุณสมบัติไม่เหมาะกับบริษัทนี้

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

มันผิดขนาดนั้นเลยหรอครับ? ก่อนหน้านี้เคยทำ Sex Creator ผมเปิด Onlyfans แต่ตอนนี้เลิกทำไปนานแล้ว พอไปสมัครงาน กลับโดนผู้บริหาร และแผนก HR เรียกพบ บังคับให้เซ็นลาออก เหตุผลเพราะเขาไปเห็นคลิปผมมา คุณสมบัติไม่เหมาะกับบริษัทนี้

14 มี.ค. 2023

        “คุณคิว (นามสมมุติ)” อายุ 27 ปี สายแรกในรายการพุธทอล์ค พุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (08/03/2023) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาอาชีพที่เคยทำ

        โดย “คุณคิว (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘เมื่อปีก่อน ผมเคยทำ Sex Creator เป็นคนเล่นเอง คล้ายๆกับ OnlyFans ที่ทำเพราะความจำเป็น ตอนนั้นไม่มีงานทำ แล้วต้องการใช้เงิน พอดีเห็นว่าช่องทางนี้เป็นช่องทางหาเงินได้ง่าย ผมทำได้สักพักแล้วรู้สึกว่ามันไม่น่าจะคุ้มกับสิ่งที่ผมเสียไป

        ซึ่งในระหว่างที่ทำ ผมพยายามระวังที่สุดเลย ไม่ให้มีการเปิดหน้าหรือมีการเห็นหน้าผมชัดเจน บางทีก็บอกกับคนที่ร่วมด้วยว่าผมไม่ให้เห็นหน้านะ แต่สุดท้ายหน้ามันก็หลุดออกไปจนได้ ผมก็แก้อะไรไม่ได้แล้ว เพราะมันกระจายไปเร็วมาก

        หลังจากนั้นผมก็ออกมาจากตรงนั้น เพราะคิดว่าลองไปทำงานด้านสว่างดูบ้าง ซึ่งตอนนี้ผมไม่ได้ทำแล้ว และผมก็ลองหางานจริงจัง สมัครงานจนได้มาที่นึง ทำมาได้เกือบๆปีแต่ก็ลาออกมาแล้ว มาสมัครอีกที่นึง เป็นบริษัทเอกชน ทำได้ประมาณ 2 เดือน ยังอยู่ในช่วงโปร (probation)

        จนเช้าวันนึงผมโดนเรียกไปพบ ในห้องนั้นมีทั้ง HR และผู้บริหารนั่งอยู่ด้วยกัน ผมก็ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเขาก็ค่อยๆอธิบายว่าไปเจออะไรมา ไปเห็นอะไรมา แล้วก็ประเมินผมทันทีว่าผมไม่มีคุณสมบัติเพื่อทำงานที่นี่ต่อ เขาให้เหตุผลว่าอาจจะทำให้บริษัทเสียหาย เขาก็จับมือให้ผมเซ็นใบลาออก เขาไม่ได้ไล่ออกเพราะเขาก็กลัวว่าจะเสียอะไรด้วย ซึ่งผมมั่นใจว่างานนี้ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่ผมเคยทำมา ผมยอมรับตามตรงว่ารู้สึกเฟลมาก

        ผมนอยกับตัวเองว่าการที่เคยทำแบบนั้นมาก่อน มันจะทำให้บริษัทเสียหายเลยหรอ ในขณะที่ทำงานอยู่ผมก็ไม่ได้ไปทำแบบนั้นเลย แล้วก็กลัวด้วยว่าถ้าไปสมัครที่อื่นจะมีเหตุการณ์แบบนี้อีกมั้ย ทำไมคนที่เคยทำ OnlyFans แล้วอยากกลับมาทำด้านสว่าง ต่อให้ทิ้งระยะเวลาแล้วก็ตาม แต่คนที่เขามองว่าไม่ดี ยังไงเขาก็ยังบอกว่ามันไม่ดีอยู่ดี ถ้างั้นคนที่เขาทำตอนนี้ ถ้าเขาอยากปรับตัวมาในด้านสว่างจริงๆ เขาก็ไม่มีโอกาสทำเลย

        ตอนนี้ผมก็ทำงานที่ใหม่อยู่ แต่ที่ทำงานก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะผมไม่เคยพูดถึง ผมกลัวเขารู้และจะเกิดเหตุการณ์เดิมซ้ำเหมือนกัน ผมอยากรู้ว่าพี่ๆคิดยังไงกับเหตุการณ์นี้บ้าง

        3 ดีเจ ให้คำปรึกษาว่า ‘เราต้องยอมรับว่าเรื่องของความอิสระในร่างกายของตัวเองหรืออิสระในการทำงานด้านนี้ ประเทศเราถือว่าใหม่มากกับการที่สังคมในวงกว้างจะยอมรับเรื่องนี้ได้ 100% บางทีมันก็ไม่ได้ส่งผลเสียกับบริษัทโดยตรงหรอก บางทีกฎบริษัทก็อาจจะไม่เท่าดุลพินิจของคนไม่กี่คนในบริษัทที่มีอำนาจ เพราะพวกเขามีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องนี้เขาอาจจะไม่โอเค

        เราแค่ไปเจอบริษัทที่เขายังหัวโบราณ ไม่ต้องไปซีเรียสหรอก แค่ต้องอยู่ให้ถูกที่ หาที่ที่เขาโอเคกับมัน ที่เขารู้สึกว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการทำงานของเขา และมีอีกหลายบริษัทที่เขาไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัว สนใจแค่เรื่องการทำงานมากกว่า แค่อย่าไปทำให้ใครเดือดร้อนก็พอ

        สำหรับบางคน บางกลุ่ม การทำ Sex Creator มันไม่มีปัญหาสำหรับพวกเขาเลย เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำเพื่อแลกเงิน เพื่อดูแลตัวเอง ถ้าคิวรู้สึกไม่ดี คิดว่ามันเป็นตราบาปติดตัว มันจะส่งผลในระยะยาวเหมือนกันว่าคิวจะไม่มั่นใจไปเลย ถึงแม้คิวจะไปทำงานในที่ที่เขาโอเคแล้วก็ตาม อยากให้คิวปรับทัศนคติตรงนี้มากกว่า อย่าไปรู้สึกว่ามันเป็นจุดบอดทั้งชีวิตขนาดนั้น...

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

สาวข้องใจ... โทรปรึกษา และ ขอถามความเห็นจากทุกคน ถ้าเจอ ‘กิ๊กเก่า’ ของแฟนเรา ในร้านอาหาร ทุกคนจะทำยังไงคะ? ระหว่าง “เดินเข้าไปนั่งกิน สู้หน้าไปเลย” กับ “เดินออกมาจากร้าน” แล้วถ้านั่งกินจะทำตัวยังไง? หรือ เดินออกมาแล้วจะดูแพ้ไหม?

15 พ.ค. 2023

สาวข้องใจ... โทรปรึกษา และ ขอถามความเห็นจากทุกคน ถ้าเจอ ‘กิ๊กเก่า’ ของแฟนเรา ในร้านอาหาร ทุกคนจะทำยังไงคะ? ระหว่าง “เดินเข้าไปนั่งกิน สู้หน้าไปเลย” กับ “เดินออกมาจากร้าน” แล้วถ้านั่งกินจะทำตัวยังไง? หรือ เดินออกมาแล้วจะดูแพ้ไหม?

“คุณเอ (นามสมมติ)” สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (10 พ.ค. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหา โดย “คุณเอ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ก่อนหน้านี้หนูไม่ได้อยู่กับแฟน คืออยู่คนละที่กัน แฟนก็นอกใจหนู แอบไปคุยกับคนอื่น แล้วผู้หญิงก็มาหาแฟนที่ห้องตลอด แต่แฟนก็ยังคุยกับหนูปกติ มาหาหนูปกติเลย แต่ตอนนี้เขาเลิกคุยกันแล้ว วันนี้ที่โทรมา อยากถามพี่ๆดีเจว่า ถ้าเราไปร้านอาหาร แล้วเจอคนที่เคยเป็นกิ๊กเก่าของแฟน เราจะเดินเข้าไปทานอาหารปกติ หรือจะเดินออกเลย...?เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เกินไปรึเปล่าคะคุณป้า?? สาวสุดทนโทรปรึกษา 3 ดีเจ... ป้าสะใภ้เข้าไปส่อง Facebook ส่วนตัวของเรา ตามย้อนดูโพสต์หลายๆปี คัดมาเฉพาะรูปที่เราแต่งตัววาบหวิว รูปที่เราไปเที่ยวแล้วใส่บิกินี่ แคปส่งมาถามพ่อเราว่า “ลูกทำงานอะไร? ทำไมแต่งตัวแบบนั้น?”

10 ก.ค. 2023

เกินไปรึเปล่าคะคุณป้า?? สาวสุดทนโทรปรึกษา 3 ดีเจ... ป้าสะใภ้เข้าไปส่อง Facebook ส่วนตัวของเรา ตามย้อนดูโพสต์หลายๆปี คัดมาเฉพาะรูปที่เราแต่งตัววาบหวิว รูปที่เราไปเที่ยวแล้วใส่บิกินี่ แคปส่งมาถามพ่อเราว่า “ลูกทำงานอะไร? ทำไมแต่งตัวแบบนั้น?”

เกินไปรึเปล่าคะคุณป้า?? สาวสุดทนโทรปรึกษา 3 ดีเจ...ป้าสะใภ้เข้าไปส่อง Facebook ส่วนตัวของเรา ตามย้อนดูโพสต์หลายๆปีคัดมาเฉพาะรูปที่เราแต่งตัววาบหวิว รูปที่เราไปเที่ยวแล้วใส่บิกินี่แคปส่งมาถามพ่อเราว่า “ลูกทำงานอะไร? ทำไมแต่งตัวแบบนั้น?”พ่อก็มาต่อว่าแม่ จนแม่ร้องไห้เลย เราจะปกป้องแม่จากป้าคนนี้ยังไงดี? “คุณบิว (นามสมมติ)” สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [5 ก.ค. 66] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาป้าสะใภ้พูดเสียๆหายๆให้พ่อแม่ฟัง โดย “คุณบิว (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูไม่เคยมีใครเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊กเลย ทั้งญาติ พี่-น้อง หรือแม้แต่พ่อแม่ แต่มีป้าสะใภ้เขาไปค้นรูปเก่าๆของหนู ย้อนไปเป็นหลักปีเลย เขาจะเลือกแค่พวกชุดบิกินี่ หรือรูปที่มันดูวาบหวิว เขาไปไล่ถามพ่อหนู ญาติพี่น้อง เครือญาติของหนูทุกคนเลยว่าทำไมเขาต้องแต่งตัวแบบนี้ เขาทำงานอะไรหรอ เขามีอาชีพอะไร รู้มั้ยว่าลูกเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ พอคุณพ่อรู้ พ่อก็ไปด่าคุณแม่ว่าเลี้ยงลูกมายังไง ให้ลูกเป็นแบบนี้ ทำไมลูกทำแบบนี้... คุณแม่ก็โทรมาถามหนู ซึ่งหนูก็เข้าใจในส่วนที่พ่อกับแม่มาถาม เพราะเขาก็เคยให้ Space โดยที่ไม่มายุ่งวุ่นวายเลย แต่พอถึงจุดที่มีบุคคลที่สามมาถาม เขาก็เลยต้องมาถามหนู หนูคิดว่าสำหรับตัวป้าสะใภ้เขาไม่น่าจะรู้จักชื่อเฟซบุ๊กของหนู แต่อาจจะเป็นลูกสาวของป้าที่เขาเอามาให้ดู เพราะหนูเห็นแฟนของเขามาส่อง TikTok ของหนู ซึ่งแฟนเขาเป็นเพื่อนสมัยเรียนประถมของหนู เขาเคยจีบหนูมาตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมเลย แต่หนูไม่เคยคบหรือคุยกับเขาเลย สำหรับป้า หนูก็ไม่ได้เจอเขาบ่อยในชีวิตขนาดนั้น นับครั้งได้เลย และก็ไม่ได้สนิทกันถึงขนาดที่มารู้ชื่อจริงของหนูด้วย ตอนแรกหนูตั้งค่าเฟซบุ๊กไว้เฉพาะเพื่อน แต่พอเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา หนูมีการขายเสื้อผ้าออนไลน์บ้าง อัพรูปรีวิวบ้าง เพราะอยากให้ลูกค้าได้เห็น หนูก็เลยเปิดเป็นสาธารณะ หนูคิดว่านี่แหละอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเข้ามาส่องได้ หนูเล่าและอธิบายให้คุณแม่ฟัง เขาก็เข้าใจ เพราะงานหนูรับรีวิวต่างๆ หนูก็ให้แม่ดู หนูก็เป็นผู้หญิงทั่วไปที่ชอบแต่งตัว หนูก็เลยงงว่ามันเป็นยังไง แล้วแม่หนูก็ไม่ได้ว่าอะไรด้วย ป้าไม่ได้ส่งเสีย แต่ว่าสงสัยมากๆเลย ตอนแรกหนูจะโทรไปหาป้าคนนั้นด้วย แต่โดนแม่ห้ามไว้ หนูไม่เข้าใจว่าป้าเขาต้องการอะไร? คือ คนต่างจังหวัดเขาเป็นพี่น้องก็จะปลูกบ้านติดๆกัน ซึ่งพ่อหนูก็มีพี่น้อง 7 คน แล้วบ้านก็ติดกันทั้ง 7 หลัง ป้าคนนั้นเขาก็ไล่ถามทุกคนเลย ทั้งลุง ป้า น้า อา ญาติผู้ใหญ่ได้เห็นรูปของหนูหมดเลย ทั้งๆที่เรากันทุกคนออกจากเฟซบุ๊กแล้ว หนูก็เคยบอกแม่ว่า แม่เป็นแม่นะ ไม่ต้องมาเป็นเพื่อนก็ได้ หนูก็ยังพูดติดตลกกันอยู่เลย เพราะเรามีอะไร เราคุยกันได้ตลอดอยู่แล้ว เขาก็ให้ Space เข้าใจ และเคารพในสิทธิ์ของหนู หนูก็ไม่เข้าใจว่าทำไมป้าต้องเข้ามาเป็นอะไรในชีวิตคนอื่น หนูกับพ่อก็ไม่ค่อยคุยกัน เพราะเราเหมือนกันเกินไป คุณพ่อค่อนข้างหัวโบราณ พ่อไม่เข้าใจ แต่แม่เข้าใจ เวลาเขามีอะไรก็จะคุยผ่านแม่ หนูอยากถามพี่ๆดีเจว่า หนูควรทำยังไงกับเหตุการณ์นี้ หนูควรจะรับมือป้องกันตัวเอง และแม่จากเหตุการณ์นี้ยังไงดี เพื่อไม่ให้เขามาพูดในทางเสียหาย พูดเหมือนหนูทำอาชีพที่ไม่ดีหรือเสื่อมเสียเกียรติ ณ จุดนี้ หนูไม่สนใจคนอื่นแล้ว แต่หนูสนใจแค่ว่าถ้าเหตุการณ์นี้มันยังมีอยู่ มันจะกระทบแม่หนูอีก แล้วเหตุการณ์นี้เขาควรจะขอโทษแม่หนูด้วยมั้ย? ที่มาพูดหรือทำอะไรให้แม่ต้องโดนพ่อต่อว่า... “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘วิธีที่จะทำให้ป้าสะใภ้หยุด คือ ถ้าเขาเอารูปมาให้แม่ดูอีก บิวต้องขอให้คุณแม่พูดกับเขาว่า ฉันโอเค มันใส่อย่างงี้ถ่ายรูปทำงาน ฉันไม่ได้มีปัญหา แต่ถ้าเขามาทางพ่อ ซึ่งยังไงพ่อก็ไม่ยอมรับเรื่องนี้ได้ สิ่งที่เดียวที่บิวจะทำได้ คือ บิวต้องบล็อค ไม่ให้คนภายนอกเห็นรูปเหล่านั้น ถ้าเขาเห็นรูปเมื่อไร เราทำอะไรเขาไม่ได้เลย การที่บิวจะไปบอกป้าคนนั้นว่า หยุดทำแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องของป้า นี่มันเรื่องของหนู สิ่งที่ป้าทำแบบนี้มันทำให้ครอบครัวหนูวุ่นวาย พี่ว่าเขาก็ยังไม่หยุด เพราะคนมันจะหาเรื่อง ยังไงเขาก็ต้องหาจนได้ เพราะฉะนั้นต้นตอของปัญหา คือ เขาไปเห็นรูปเหล่านั้น อีกหนึ่งปัญหา คือ เรื่องคุณพ่อ ที่เขาเป็นคนในครอบครัวและหนูแคร์เขาที่สุด ตอนนี้ถ้าแก้ทัศนคติของคุณพ่อได้ เรื่องนี้มันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ตอนนี้มีแต่คุณแม่ที่เข้าใจบิว และที่สำคัญคือ บิวต้องให้กำลังใจคุณแม่ เพราะเหมือนเราเป็นคนสองคนที่เข้าใจและจับมือกัน ต้องบอกคุณแม่ให้เข้มแข็ง แม่ต้องเข้าใจนะ ต้องปล่อยให้คำพูดเหล่านั้นเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปเลย...’ “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘ต้องยอมรับในสิ่งที่เราเปิดเป็นสิ่งสาธารณะ มันก็เหมือนแกลลอรี่ของเราก็จะมีคนผ่านไปผ่านมาเยอะ คนที่มันรักษาและเข้าใจในโลกยุคนี้ก็มี และคนที่มันไม่เข้าใจก็มี เพราะฉะนั้นอย่างแรกเอาเทคโนโลยีเข้ามาแก้ไขก่อน คือ มันมีวิธีการตั้งเยอะมาก ดีเทลการตั้งโพสต์ เราก็ไปไล่เก็บให้หมดเลยคนที่เราไม่อยากให้เขาเห็น เมื่อไหร่ที่เราเปิดเป็นสาธารณะแล้ว เราจะหวังว่าทุกคนจะเคารพสิทธิของกันและกัน ไม่มีวันเป็นแบบนั้น คำว่าสาธารณะ คำว่าสังคม มันปะปนไปด้วยคนที่มีการศึกษา คนที่ไม่มีการศึกษา คนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ คนที่ไม่ทันโลก คนล้าสมัย มันหลากหลายมาก เทรนด์ชุดว่ายน้ำในปัจจุบัน มันก็ไปเร็วมาก โลกมันก็เปลี่ยนเร็ว แล้วคนที่รุ่นพ่อ-แม่ ลุง ป้า คิดว่าเปอร์เซ็นต์น้อยมากที่เขาจะคิดว่าเป็นเรื่องปกติและเข้าใจ มันคือความแตกต่างคนละ Generations ที่จะเกิดขึ้นแบบนี้ในทุกปัญหา มันยากมากที่เราจะไปเป็นคุณพ่อ และป้า ไม่ว่าจะคุยกี่รอบก็ตาม พี่การันตีไม่เชื่อว่าเขาจะเปลี่ยนได้ เขาไม่ได้เกิดมาในยุคนี้ และไม่ได้พร้อมที่จะปรับเปลี่ยน เขาไม่ได้ถูกปลูกฝังว่าโลกของเรามันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆนะ เราต้องปรับตัวให้เขากับโลกนะ ชุดความคิดนี้มันเริ่มต้นที่ Generations เราเป็นต้นไป ส่วนสิ่งที่ทำได้ คือ ปกป้องหรือป้องกันจากฝั่งเราออกไป และอะไรที่คิดว่าเขารับไม่ได้ก็เก็บๆไป’ ส่วน “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เริ่มที่คุณพ่อก่อน โทรหาพ่อและบอกว่าบิวเป็นแบบนี้ เสื้อผ้าบิวใส่อย่างงี้ พ่อมีหน้าที่ปกป้องบิว เพราะว่าแม่ได้รับผลกระทบกับสิ่งนี้ แม่ไม่ว่า และนี่คือชีวิตของบิว บิวโทรมาบอกให้พ่อรับรู้ว่าบิวจะเป็นแบบนี้ หน้าที่ของพ่อเมื่อป้าคนนี้ เข้ามาพูดแบบนี้อีก ตอบไปเลยว่าพ่อไม่ว่า ใช่ว่าพ่อเอาปัญหาเข้ามาในบ้าน แต่ถ้าพ่อยังรับปัญหานี้ แล้วรู้สึกว่าเป็นปัญหา ให้พ่อโทรหาบิวโดยตรง ถ้าพ่อผ่านแม่แล้วทำให้แม่รู้สึกแย่เมื่อไหร่ บิวจะจัดการด่าป้าคนนั้นในเฟซบุ๊ก และจะไปเอาเรื่องป้า พ่อจะอายยิ่งกว่านี้ และจะบอกเลยว่าหลังจากวางหูของพ่อ บิวจะโทรหาป้าคนนั้น ถามความต้องการว่าจะมายุ่งชีวิตบิว แล้วได้อะไร? แต่ถ้าพ่อห้าม ไม่ให้โทรหาเขา บิวบอกเลยว่า ก็ได้ แต่พ่อต้องทำตามที่บิวบอก ถ้าพ่อโอเคกับดีลนี้ บิวก็จะหยุด... และสุดท้าย มันไม่ใช่เรื่องที่เราจะมานั่งแก้ไขเฟซบุ๊ก แก้ไขการแต่งตัว เราจะใส่แบบนี้ เพราะชีวิตเราชอบจะใส่แบบนี้ เอาเวลาไปสั่งสอนลูกให้ดีดีกว่า ให้เขาเปลี่ยน ไม่ใช่เราเปลี่ยน ป้าต้องอยู่ร่วมกับความแตกต่าง โลกมันหมุนไปแล้ว ชุดความคิดเด็กรุ่นใหม่มันไปไกลแล้ว...เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

มาร่วมแชร์ความคิดเห็น... สาววัย 30 โทรปรึกษาในรายการ หนูมีคำถามอยู่ในใจ คำว่า “มีลูกเมื่อพร้อม” ที่หลายๆคนพูดกัน แค่ไหนของแต่ละคนเหรอคะ?? ถึงเรียกว่า “พร้อม” และอยากรู้ว่า... “การส่งลูกเรียนอินเตอร์” จำเป็นแค่ไหนในยุคปัจจุบัน ??

23 พ.ค. 2023

มาร่วมแชร์ความคิดเห็น... สาววัย 30 โทรปรึกษาในรายการ หนูมีคำถามอยู่ในใจ คำว่า “มีลูกเมื่อพร้อม” ที่หลายๆคนพูดกัน แค่ไหนของแต่ละคนเหรอคะ?? ถึงเรียกว่า “พร้อม” และอยากรู้ว่า... “การส่งลูกเรียนอินเตอร์” จำเป็นแค่ไหนในยุคปัจจุบัน ??

“คุณนนท์ (นามสมมติ)” อายุ 30 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (17 พ.ค. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับความพร้อมในการมีลูก โดย “คุณนนท์ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูค่อนข้างสับสนที่เวลาหลายๆคนชอบพูดว่า มีลูกเมื่อพร้อม หนูก็เลยอยากรู้ว่าคำว่าพร้อม มันคือยังไง แล้วเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ในการวัด คำถามแรกหนูอยากถามว่า ถ้าสมมติมีลูก การส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ มีความจำเป็นมาก น้อยขนาดไหน? แล้วค่าเรียนลูกควรจะคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้? อีกเรื่องนึง Facilities (สิ่งอำนวยความสะดวก) ในประเทศไทย ถ้ามองในหลายๆมุมก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเอื้อต่อการมีลูกอะไรขนาดนั้น แล้วแบบนี้การมีลูกเป็นการเห็นแก่ตัวมั้ย? ที่เกิดมาในยุคแบบนี้... ซึ่ง 3 ดีเจก็ได้ให้คำแนะนำว่า ‘พร้อมสำหรับพวกพี่คือ เมื่อลูกออกมาแล้ว ใครเป็นคนเลี้ยง มีเงินแค่ไหน แล้วเรามีเวลาขนาดไหน และพร้อมจะเปลี่ยนเป้าหมาย เปลี่ยนความสำคัญ พร้อมสละทุกอย่างในชีวิตเพื่อเด็กคนหนึ่งหรือยัง? ส่วนโรงเรียน ไม่จำเป็นต้องเรียนอินเตอร์ แต่ถ้าอยากให้ลูกได้ภาษาอังกฤษ ให้ไปเรียนเพิ่มเติมเอาได้ เพราะภาษาก็โคตรสำคัญในโลกนี้และโลกอนาคต มันเป็นโอกาสที่จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อคุณได้ภาษา และเราดูเอาว่าลูกเราไปในทางไหน สายวิชาการ หรือสายครีเอทีฟ แล้วลองหาโรงเรียนที่เหมาะกับลูก เพราะลูกจะโชว์ออกมาให้เห็นเลยว่าถ้าเขาเป็นสายครีเอทีฟ เขาจะมีความคิดสร้างสรรค์ เขาจะจับนู้นจับนี่มาประดิษฐ์กัน อยากเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ อยากเป็นผู้ใหญ่ แต่ถ้าเด็กท่องจำจะไม่มีอะไรที่เป็นครีเอทีฟเลย ไม่ได้อยากเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เด็กพวกนี้อาจจะเป็นสายวิชาการ มันจะมีบางอย่างบอกออกมาเลย ซึ่งพี่กับน้องก็ไม่เหมือนกันด้วย มันจะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเด็กเลย ถึงเวลานั้นเราค่อยเลือกโรงเรียนที่เหมาะกับลูก ถามว่าเห็นแก่ตัวมั้ย? ตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่ถ้าดูเหมือนเห็นแก่ตัวก็ต่อเมื่อเราดูแลเขาได้ไม่ดี เราไม่ได้มีความพร้อมในการดูแลเขา แล้วการที่เอาเขาออกมาเพียงหวังว่าจะให้เขาเลี้ยงเราในยามแก่ นั่นก็คือความเห็นแก่ตัว จากที่เราไม่เคยห่วงใคร แต่ความห่วงของเรามันจะไปลงที่เขาคนเดียวเลย แต่มันเป็นความสุขทางใจที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน เพราะความรักของเขามันไม่มีเงื่อนไข การมีลูกมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้าชีวิตนี้ไม่ต้องการมีห่วงกับใครเลยก็อย่ามีลูกเลย เพราะมันเป็นห่วงที่เราไม่มีทางถอดออกจากชีวิตได้ และหน้าที่แม่มันลาออกไม่ได้...เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

สาวคบแฟนมา 11 ปี ตั้งแต่สมัยเรียน มีลูกด้วยกัน 2 คน ชีวิตกำลังราบรื่นดีทุกอย่าง เพิ่งตรวจพบว่าเป็นมะเร็งโพรงจมูก ลุกลามจนระยะสุดท้าย หลังจากนั้นจับได้สามีแอบมีผู้หญิงอีกคน สามีขออยู่วันเว้นวันกับผู้หญิงอีกคน ถ้าทนไม่ไหวก็พร้อมหย่าเสมอ

23 มิ.ย. 2023

สาวคบแฟนมา 11 ปี ตั้งแต่สมัยเรียน มีลูกด้วยกัน 2 คน ชีวิตกำลังราบรื่นดีทุกอย่าง เพิ่งตรวจพบว่าเป็นมะเร็งโพรงจมูก ลุกลามจนระยะสุดท้าย หลังจากนั้นจับได้สามีแอบมีผู้หญิงอีกคน สามีขออยู่วันเว้นวันกับผู้หญิงอีกคน ถ้าทนไม่ไหวก็พร้อมหย่าเสมอ

สาวคบแฟนมา 11 ปี ตั้งแต่สมัยเรียน มีลูกด้วยกัน 2 คน ชีวิตกำลังราบรื่นดีทุกอย่าง เพิ่งตรวจพบว่าเป็นมะเร็งโพรงจมูก ลุกลามจนระยะสุดท้าย หลังจากนั้นจับได้สามีแอบมีผู้หญิงอีกคน สามีขออยู่วันเว้นวันกับผู้หญิงอีกคน ถ้าทนไม่ไหวก็พร้อมหย่าเสมอ ตอนนี้ยังรัก ไม่อยากเสียเขาไป แล้วก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะจากไปวันไหน... “คุณเอ (นามสมมติ)” อายุ 25 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [21 มิ.ย. 66] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับมรสุมชีวิต เป็นมะเร็ง และสามีแอบไปมีชู้ โดย “คุณเอ (นามสมมติ)” เริ่มเล่าว่า ‘หนูรู้จักและคบกับแฟนมาประมาณ 11 ปี ตั้งแต่สมัยเรียน แฟนหนูเด็กกว่าประมาณ 3 ปี หนูกับเขาเรียนที่เดียวกัน บ้านก็อยู่ใกล้กัน เป็นแฟนคนแรกของกันและกัน คบกันมาเรื่อยๆ ช่วงที่หนูเข้ามหาลัยก็มีห่างๆกันไปบ้าง แต่ก็กลับมาคบกันจนแต่งงาน ตอนนี้หนูกับเขาเพิ่งแต่งงานกันได้ประมาณ 5 ปี มีลูกด้วยกัน 2 คน คนโตอายุ 4 ปี ส่วนคนเล็กอายุ 9 เดือน ปกติหนูกับแฟนจะช่วยกันออกค่าเทอม ค่าประกัน ค่านมของลูกคนละครึ่ง หลังจากแต่งงานกันมาช่วงแรกชีวิตหนูดีมาก ราบรื่น ไม่มีเรื่องอะไรเลย ต้องบอกก่อนว่าหนูเคยมีเนื้องอก เคยผ่าออกไปแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร จนมารอบนี้ช่วงประมาณเดือนธันวาคม ปี 64 หนูมีอาการเลือดออกที่จมูกเลยไปตรวจอีกรอบ รอบนี้ไม่ใช่เนื้องอก แต่เป็นมะเร็งโพรงจมูก หมอเลยนัดผ่าอาทิตย์ถัดไป พอกลับบ้านมาหนูรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเลยซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจเล่นๆเพราะตอนนั้นหนูฉีดยาคุมด้วย เลยไม่คิดว่าตัวเองจะท้อง แต่ปรากฏว่าหนูท้องลูกคนที่ 2 หนูเลยไปปรึกษาคุณหมอว่าจะทำยังไงได้บ้าง คุณหมอบอกว่า ถ้าผ่าตอนนี้ลูกเสียชีวิตแน่นอน หนูเลยถามหมออีกว่า สามารถเลื่อนผ่าตัดไปก่อนได้ไหม หมอตอบว่า จริงๆรอได้ ยังไม่ได้เป็นหนักมาก เพราะเพิ่งเป็นแค่ระยะแรก หนูเลยยังไม่ผ่าตัดจนหนูคลอด ทำให้กระบวนการการรักษาค่อนข้างช้า เพราะหนูก็ตั้งใจที่จะปั้มนมไว้ให้ลูกให้ได้เยอะที่สุดก่อน พอกลับไปรักษาอีกรอบ เนื้องอกกลายเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แล้วก็เริ่มลามไปที่ตาขวา ตอนนี้ตาขวาหนูเริ่มมองไม่ค่อยเห็นแล้ว แต่หนูยังคิดว่าหนูโชคดีที่มีแฟน ครอบครัว และลูกที่น่ารักคอยอยู่ข้างๆ แต่ช่วงเดือนที่แล้ว แฟนหนูหายไปช่วงเวลาตั้งแต่ 3 ทุ่ม ถึงเที่ยงคืนทั้งอาทิตย์ หนูติดต่อเขาไม่ได้ โทรติดแต่ไม่มีคนรับสาย ด้วยเซนส์ของผู้หญิงหนูรู้สึกว่ามันแปลกๆแต่ก็ยังจับไม่ได้ หลังจากวันนั้นแฟนก็ขอไปกินเหล้ากับเพื่อนกลุ่มนี้อีก แล้วก็ขอกลับบ้านหลังร้านเหล้าปิด หนูเข้าไปดู IG story ของเพื่อนเขากลุ่มนี้ แต่พวกเขาไม่ได้อยู่ร้านเหล้า หนูก็เอะใจแล้วว่าไม่น่าใช่แน่ๆ หนูเลยโทรถามเพื่อนว่าแฟนหนูได้ไปด้วยไหม เพื่อนเขาก็ตอบว่า ไม่ได้เข้ามาหานานแล้ว หนูเลยเข้า IG ของแฟนผ่านโน๊ตบุ๊ก แล้วไปเจอข้อความหนึ่งที่คุยกับผู้หญิงว่า ‘อันนี้เราให้เธอแหละ’ แต่ก็ไม่เจอข้อความอื่นๆ หนูเลยเอาชื่อ IG ของผู้หญิงคนนี้ไปเสิร์ชในเฟสบุ๊ก แต่ไม่เจอรูปอะไรเกี่ยวกับแฟนหนูเลย ซึ่งผู้หญิงคนนี้เคยมีลูก แล้วก็เลิกกับแฟนแล้ว หนูลองทักผู้หญิงคนนี้แล้วส่งรูปแฟนของหนูไป หนูถามเขาตรงๆว่า รู้จักคนนี้ไหม เป็นแฟนกันหรอ เขาก็ตอบกลับมาว่า รู้จักแล้วก็เพิ่งคบกัน หนูเลยบอกเขาไปว่า หนูเป็นภรรยาของผู้ชายคนนี้ หนูพยายามโทรหาผู้หญิงคนนี้ โทรจนเขารับสาย สิ่งแรกที่เขาพูดคือ ขอไปล้างก่อนนะเพิ่งมีอะไรกับแฟนหนูเสร็จ หนูเลยบอกเขาไปว่า แฟนเราอยู่ไหน ขอคุยกับเขาหน่อยได้ไหม เราเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายนะ ทำไมถึงทำกับเราแบบนี้ จนประมาณตี 4 เขาก็ติดต่อกลับมาบอกว่า แฟนเรากำลังกลับบ้าน แล้วก็บอกว่าจะเลิกยุ่ง เพราะไม่ชอบเป็นชู้ใคร พอแฟนกลับมาถึงบ้านหนูก็ถามว่าเรื่องมันเป็นยังไง มีอะไรคุยหรือบอกได้เลย แต่เขาบอกว่าเขาจะหย่ากับหนู หนูก็ถามเขาว่าหนูผิดอะไร ทำอะไรผิด เลี้ยงลูกไม่ดีหรอ หนูให้อิสระกับเขามากแต่ทำไมมันถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น 11 ปี ไม่มีความหมายเลยหรอ ไหนจะลูกอีก แล้วหนูจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้ หนูพยายามพูดทุกอย่างจนแฟนหนูยื่นข้อเสนอว่า ขอวันเว้นวันที่จะอยู่กับหนูและผู้หญิงอีกคนหนึ่ง หนูก็ยอมมาตลอดประมาณหนึ่งเดือนจนหนูทนไม่ไหวแล้ว เพราะมันกลายเป็นเหลือเวลาให้หนูแค่ 2 วันต่อสัปดาห์ หนูรู้สึกเศร้าและเครียดตลอด จนที่บ้านพาไปหาจิตแพทย์ หมอบอกว่าหนูเป็นซึมเศร้า จากการเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ บวกกับการทำคีโม หนูก็ได้ยากลับมากิน แล้วหนูก็บอกเขาว่าช่วยดูลูกให้ได้ไหม หนูอยากพัก แต่เขาก็ไม่สนใจ หนูพยายามยื่นข้อเสนอให้เขา แต่เขาก็ไม่พอใจสักอย่าง ล่าสุด หนูต้องไปให้คีโมที่โรงพยาบาล หนูขอให้เขามาหา แต่เขาบอกว่าไม่ว่าง ต้องไปทำงาน หนูก็เชื่อเขา แต่เพื่อนหนูไปเจอเขาที่ร้านสเต็กแถวๆพระราม 7 เลยวิดีโอคอลมาหาหนู คือเขานั่งนัวเนียอยู่กับผู้หญิงคนเดิม หนูพยายามติดต่อแฟนแต่ติดต่อไม่ได้ แล้วเขาก็กลับบ้านมาตอนประมาณ 5 ทุ่ม หนูเลยเอารูปที่แคปไว้ตอนคอลกับเพื่อนให้เขาดู แล้วถามว่าทำไมไม่เลิกยุ่งกัน เขาตอบกลับมาประมาณว่า ก็บอกแล้วไงว่าให้หย่ากันตั้งแต่แรก เขาไม่ได้เลือกหนูแล้ว หนูไม่รู้จะทำยังไงเพราะหนูไม่อยากเลิกกับเขา จนวันหนึ่งลูกหนูเริ่มพูดประมาณว่า ทำไมป๊าไม่รักเราเลย ทำไมต้องไปหาเมียน้อย ทำไมไม่อยู่กับเรา หนูทักไปเคลียร์กับผู้หญิงคนนั้น เขาก็ขู่ว่าเขาจะฟ้อง ถ้ายังไม่เลิกยุ่งวุ่นวายกับเขา หนูเลยบอกแฟนว่าผู้หญิงคนนี้เขาพูดแบบนี้กับหนูแต่เขาก็ว่าหนูกลับว่าจะไปยุ่งกับเขาทำไม ทักไปหาแม่เขาทำไม จริงๆหนูตั้งใจจะฟ้องเขาแต่ทางบ้านของหนูบอกว่า ถ้าจะฟ้องต้องใช้ค่าใช้จ่ายเยอะมาก ทำไมไม่เก็บไว้ให้ลูก หรือเก็บไว้รักษาอาการป่วยตัวเอง ถอยออกมาดีกว่า หย่าไปเลย ยังไงเขาก็ไม่ได้ช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายอะไรอยู่แล้ว ทางบ้านก็ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการเงิน พ่อแม่ของหนูก็ช่วยเลี้ยงลูกหนูได้ หนูไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงต่อ มันรู้สึกแย่ไปหมดเลย แต่หนูออกมาจากตรงนั้นไม่ได้ หนูไม่อยากเลิก ไม่รู้ว่าเพราะผูกพันหรือเปล่า หนูเสียใจ แย่ลงทุกวัน แต่หนูไม่ออกมาสักที “คุณเอ (นามสมมติ)” ถามพี่ๆดีเจทั้ง 3 คนว่า หนูต้องทำยังไงให้หลุดออกมาจากตรงนี้สักที? “ดีเจต้นหอม” ให้คำแนะนำว่า ‘การที่เราจะอยู่ใช้ชีวิตคู่กับใครสักคน มันคือการตกลงด้วยกันทั้งคู่ แต่ตอนนี้มีคุณเอฝ่ายเดียวที่อยากอยู่ ส่วนอีกฝ่ายเขาชัดเจนแล้วว่าไม่อยากอยู่ เขาไม่ได้ช่วยซัพพอร์ตอะไรคุณเอเยอะอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าจะเก็บเขาไว้ในชีวิตทำไม นอกจากไม่ช่วยอะไรแล้วยังทำให้คุณเอรู้สึกบั่นทอนเพิ่มขึ้นอีก อย่าเอาตัวเองไปอยู่ในที่ที่เขาไม่ต้องการ เรื่องการฟ้องใช้เงินเยอะมากจริงๆ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าจะเห็นผลเมื่อไร ดังนั้นวิธีที่ง่ายและปลอดภัยที่สุดคือ หย่ากับเขา ปล่อยเขาไป ผู้ชายคนนี้ก็เหมือนมะเร็ง คุณเอไม่จำเป็นต้องเก็บเขาไว้ ยังไงเขาก็ไปอยู่ดี ตัดเขาออกไปเลย’ ส่วนเรื่องลูก “ดีเจต้นหอม” แนะนำว่า ‘เรื่องนี้ควรให้เป็นแค่เรื่องของพ่อกับแม่ ไม่ควรเอาไปฝังไว้ในหัวลูก คุณเอคือโลกทั้งใบของลูก ฉะนั้นลูกจะต้องจำแต่ความสุขเท่านั้น เราไม่ได้เสียคนที่รักเราแต่เราเสียคนที่ไม่รักเรา มันอาจจะต้องใช้เวลา คุณเอต้องบอกตัวเองว่า คุณเอจะมีความสุข คนเราจะทุกข์ไปได้นานแค่ไหน แล้วถ้าคุณเอเป็นอะไรไปลูกจะรู้สึกยังไง ปัญหาของคุณเอตอนนี้คือการรักษาร่างกายตัวเองให้อยู่ได้นานๆ สุดท้ายคุณเอคือคนที่ต้องเลือกและตัดสินใจกับเส้นทางของตัวเอง ถามตัวเองว่าจะอนุญาตให้ความสุขเข้ามาในชีวิตได้เมื่อไร’ “ดีเจเผือก” แนะนำว่า ‘คู่ชีวิตคือคนที่จะอยู่ด้วยกันในตอนที่ทุกข์ไม่ใช่แค่ตอนที่มีความสุข แล้วมันก็ห้ามไม่ได้ที่จะไม่ให้ลูกของคุณเอจดจำเรื่องนี้ จริงๆแล้วเนื้อร้ายในชีวิตของคุณเอคือผู้ชายคนนี้ เนื้อร้ายแบบนี้คุณหมอก็รักษาให้หายไม่ได้ เนื้อร้ายอันนี้มันทำร้ายทั้งคุณเอ ลูกและคนรอบตัว ณ เวลานี้คุณเอควรตั้งสติและโฟกัสว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตกันแน่ การที่มีร่างกายและสุขภาพที่ดีเพื่อที่จะได้อยู่กับคนที่เรารัก คือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณเอตอนนี้ ไม่ใช่การยื้อผู้ชายแย่ๆแบบนั้น’ และ “ดีเจเติ้ล” เสริมอีกว่า ถ้าสมมติคุณเอโชคร้ายแล้วต้องจากไปในอีก 2 วัน คุณเออยากให้ลูกจดจำคุณเอในแบบไหน ระหว่างแม่ที่โดนพ่อทิ้ง นอกใจไปมีคนอื่น แล้วแม่ก็ร้องไห้รอให้พ่อกลับมาแต่สุดท้ายพ่อก็ทิ้งคุณเอไป หรืออยากให้ลูกจำว่าคุณเอเป็นแม่ที่เข้มแข็ง รักตัวเอง ดูแลตัวเอง อยู่กับลูกแบบมีความสุขและสู้กับมะเร็งจนจากไป แบบไหนที่คุณเออยากเป็น มันขึ้นอยู่กับคุณเอ แล้วคุณเอต้องยอมรับว่า ไม่ว่าเราจะรัก ผูกพันกับใครนานแค่ไหน ถ้าอีกฝ่ายหมดใจเขาก็ไปอยู่ดี คนที่ move on ได้เร็วที่สุดคือคนที่มีความสุขเร็วที่สุดเช่นกัน สุดท้ายพี่ๆดีเจทั้ง 3 ขอส่งกำลังใจให้คุณเอที่พบเจอเรื่องแบบนี้ ดูแลรักษาร่างกายตัวเองให้ดี และเชื่อว่าคุณเอจะผ่านเรื่องราวแย่ๆนี้ไปได้เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-