กดหัวใจให้สาวอื่นก่อนมีแฟน แฟนมารู้ทีหลังก็บอกเลิกผม ผมผิดเหรอครับ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

กดหัวใจให้สาวอื่นก่อนมีแฟน แฟนมารู้ทีหลังก็บอกเลิกผม ผมผิดเหรอครับ?

23 ต.ค. 2026

กดหัวใจให้สาวอื่นก่อนมีแฟน

แฟนมารู้ทีหลังก็บอกเลิกผม

ผมผิดเหรอครับ?

        ‘คุณเฟรนด์’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (21 ตุลาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อม’️ เกี่ยวกับเรื่องราวของคุณเฟรนด์ ที่ความรักต้องจบลงในเวลาเพียง 2 เดือน เพราะพฤติกรรมในอดีตก่อนคบกัน ทั้งกดอิโมจิและติดตามสาวในไอจี กลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้แฟนสาวหมดใจ

        ‘คุณเฟรนด์’ (นามสมมติ) อายุ 29 ปี โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับแฟนสาวที่เพิ่งจบลง โดยคุณเฟรนด์เล่าว่า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการกระทำของตัวเองในอดีต ซึ่งแม้จะเกิดขึ้นก่อนเริ่มต้นความสัมพันธ์ แต่กลับกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบมาถึงปัจจุบัน จนทำให้ความสัมพันธ์ครั้งนี้ต้องยุติลง

        คุณเฟรนด์จึงเล่าย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนของปีที่ผ่านมา โดยในตอนนั้นคุณเฟรนด์ได้ไป “กดอิโมจิ” ตอบกลับสตอรี่อินสตาแกรมของน้องผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งคุณเฟรนด์ยืนยันว่าไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษ เพราะมองว่าเป็นเพียงน้องผู้หญิงที่รู้จักแม้จะไม่ได้สนิทกันมากนักก็ตาม อีกทั้งน้องผู้หญิงคนดังกล่าวก็มีแฟนอยู่แล้ว และคุณเฟรนด์เองก็รู้จักกับแฟนของน้องผู้หญิงคนนี้ด้วย

        สำหรับอิโมจิที่ส่งไปนั้น เป็นอิโมจิรูปดวงตาที่มีหัวใจอยู่ในดวงตาทั้งสองข้าง โดยสตอรี่ที่น้องผู้หญิงลงส่วนใหญ่เป็นภาพกิจวัตรทั่วไป เช่น การไปคาเฟ่ ภาพท่องเที่ยว หรือภาพถ่ายเดี่ยว ไม่ได้เป็นภาพที่มีลักษณะชวนให้คิดไปในทางอื่นแต่อย่างใด นอกจากนี้ คุณเฟรนด์ยังเล่าว่า นอกจากการส่งอิโมจิแล้ว บางครั้งก็มีการกดถูกใจสตอรี่ในลักษณะกดไลก์บริเวณมุมขวาล่างด้วย โดยเหตุการณ์ลักษณะนี้ดำเนินมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนของปีก่อน จนถึงเดือนพฤศจิกายนของปีนี้

        ต่อมาในปีนี้ คุณเฟรนด์ได้มีโอกาสพบกับแฟนสาว ซึ่งทราบอยู่แล้วว่าแฟนสาวกับน้องผู้หญิงคนดังกล่าวรู้จักกันและมีความสนิทสนมกัน ก่อนที่จะตกลงคบหากันเป็นแฟน ทั้งสองได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่าง ๆ รวมถึงเรื่องที่แต่ละฝ่ายคิดว่าอีกฝ่ายควรรับรู้ก่อนเริ่มต้นความสัมพันธ์ เพื่อให้เข้าใจกันมากขึ้นก่อนจะตัดสินใจคบหากัน

        อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่พูดคุยกันก่อนตกลงเป็นแฟน คุณเฟรนด์ไม่ได้หยิบยกเรื่องการกดถูกใจสตอรี่หรือการส่งอิโมจิให้น้องผู้หญิงคนดังกล่าวขึ้นมาพูดถึงแต่อย่างใด หลังจากนั้นทั้งสองก็ตกลงคบหากันเป็นแฟน โดยคุณเฟรนด์เล่าว่า ตลอดระยะเวลาที่คบกันมา มีความสุขมาก และไม่ได้มีปัญหาหรือเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรที่ทำให้รู้สึกว่าความสัมพันธ์กำลังจะเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด กระทั่งเมื่อประมาณ 2-3 วันที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทะเลาะกันครั้งใหญ่ โดยคุณเฟรนด์เล่าว่า ตนเองทราบดีว่าแฟนสาวกำลังติดงาน และเข้าใจในหน้าที่ของอีกฝ่าย แต่ด้วยความที่ทั้งคู่เป็นแฟนกัน คุณเฟรนด์จึงมีความรู้สึกคิดถึงแฟนสาว และต้องการได้รับความสนใจจากอีกฝ่าย จึงแสดงอาการงอแงและเรียกร้องความสนใจค่อนข้างมาก

        พฤติกรรมดังกล่าวทำให้แฟนสาวเริ่มรู้สึกโมโห โดยคุณเฟรนด์ยืนยันว่า ตนเองไม่ได้โทรศัพท์ตามจิกแฟนสาวหลายครั้ง แต่โทรไปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หลังจากโทรศัพท์ไป ทั้งคู่ก็เกิดการทะเลาะกันขึ้นทันที และในระหว่างที่มีปากเสียงกัน แฟนสาวได้หยิบยกเรื่องการกดอิโมจิและกดถูกใจสตอรี่ของน้องผู้หญิงคนดังกล่าวในอดีตขึ้นมาพูดถึง คุณเฟรนด์เล่าว่า แฟนสาวรับรู้เรื่องราวเหล่านี้จากน้องผู้หญิงคนดังกล่าว ซึ่งเป็นคนที่แฟนสาวสนิทด้วย โดยคุณเฟรนด์ยังคงยืนยันว่า การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่ตนเองจะเริ่มคบหากับแฟนสาว ไม่ใช่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างที่ทั้งคู่เป็นแฟนกัน แต่แฟนสาวกลับมองว่า แม้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนเริ่มต้นความสัมพันธ์ ก็เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอยู่ดี

        นอกจากเรื่องการกดอิโมจิและกดถูกใจสตอรี่แล้ว คุณเฟรนด์ยังเล่าถึงอีกประเด็นหนึ่งที่แฟนสาวหยิบยกขึ้นมาพูดถึง นั่นคือเรื่องการติดตามผู้หญิงคนอื่น ๆ บนอินสตาแกรม ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ โดยคุณเฟรนด์ย้ำว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องในอดีต และในปัจจุบันก็ไม่ได้ทำเช่นนั้นแล้ว อย่างไรก็ตาม แฟนสาวมองว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เธอไม่ต้องการเดินหน้าต่อในความสัมพันธ์ครั้งนี้ แม้คุณเฟรนด์จะยืนยันว่าการกระทำทั้งหมดเกิดขึ้นก่อนที่ทั้งคู่จะคบกัน แต่สำหรับฝ่ายหญิง เรื่องดังกล่าวกลับกลายเป็นประเด็นที่ส่งผลต่อความรู้สึกและความเชื่อมั่นที่มีต่อกัน

        ท้ายที่สุด ความสัมพันธ์ของคุณเฟรนด์กับแฟนสาวก็ต้องจบลง หลังจากคบหากันมาเป็นระยะเวลาประมาณ 2 เดือน โดยคุณเฟรนด์จึงโทรเข้ามาปรึกษาถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น พร้อมตั้งคำถามถึงการกระทำในอดีตของตัวเอง ซึ่งแม้จะไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องสำคัญในเวลานั้น แต่กลับกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ในปัจจุบัน และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ความรักครั้งนี้ต้องสิ้นสุดลง

        ในด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ให้คำแนะนำว่า “พี่ไม่ได้ฟังจากฝั่งผู้หญิงนะ ก็จะรู้สึกว่าถ้าผู้หญิงให้เหตุผลแบบนี้ แสดงว่าผู้หญิงอยากเลิกจริง ๆ เลือกเอามาสักเหตุผลนึงที่มันสมเหตุสมผลหน่อย ก็คือเรื่องที่เธอไปยุ่งกับคนอื่นทั้งที่เป็นเพื่อนฉัน แต่ถ้าเรามองกันตามจริง มันไม่ได้เกี่ยวกัน เพราะว่าเขายังไม่ได้คุยกับเธอไง ถ้าจะให้คำปรึกษา ก็ไม่อยากให้เฟรนด์เอาอันนี้มาค้างคากับเรา เพราะสำหรับพี่ พี่เคยพูดหลายครั้งแล้วว่า เวลาคนเราจะบอกเลิก มันมีหลากหลายเหตุผลมากที่เขาอาจจะพูดมาแล้วมันไม่ได้ตรงกับความจริงหรอก แต่เพื่อให้สถานการณ์มันจบด้วยดี มันอาจจะดีกว่าที่จะบอกคุณเฟรนด์ว่า ‘ฉันไม่ชอบเธอ ฉันเลือกผิดที่มาคบกับเธอตั้งแต่แรก’ พี่ว่าการที่จะมาค้นหาว่าทำไมเราผิดเรื่องนี้ มันอะไรขนาดนั้น พี่ว่ามันไม่มีประโยชน์ แสดงว่าเขาไม่อยากไปต่อ โชคดีกับความรักครั้งใหม่นะคะ ถ้าคุณเฟรนด์มูฟออนได้”

        ในฝั่งของ ‘ดีเจเผือก’ ให้มุมมองว่า “เขาอยากจะเลิกจริง ๆ แหละ แล้วเหตุผลถ้าคนมันจะอยากเลิก มันก็ขุดมาได้หมดแหละ เราก็ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเหตุผลในการเลิก แต่เอาแค่ว่าเขาบอกเลิกแล้วกัน เพราะ 2 เดือนแล้วบอกเลิกเลย มันก็แปลว่าไม่ไปต่อแล้วเนอะ มันยังไม่ทันผ่านโปรเลยด้วยซ้ำ จริง ๆ มันควรเป็นช่วงที่อะไรมันก็ดีไปหมด เขาอยากเลิกแหละ เราอาจจะไม่ใช่

        แต่เหตุผลที่แท้จริงคืออะไรก็ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องไปตามหาความจริง ว่าเขาหมายความอย่างนั้นจริงหรือเปล่า อดีตจริงหรือเปล่า มันเป็นเรื่องอะไร สุดท้ายแล้วไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ยอมรับความจริงว่า 2 เดือนนี้เขารู้แล้วว่าเราไม่ใช่ ก็ยอมรับความจริงแล้วก็เดินออกมา”

        ในด้านของ ‘ดีเจอ้อม’ ให้มุมมองว่า “เอาจริง ๆ ทุกคนมีอดีตนะคะ ถ้าเราจะต้องเจอใครสักคนนึงที่ตั้งคำถามกับอดีตที่จบไปหมดแล้ว มีสิทธิ์ตั้งคำถามกับอดีตที่มันยังไม่ทันก่อตัว มันเป็นเรื่องเก่า คบไปก็จะมีแต่ต้องตอบคำถามไปให้ได้เรื่อย ๆ แล้วก็ต้องตอบคำถามในสิ่งที่เป็นอดีตไปเรื่อย ๆ มันจะทำให้เราไม่ได้โฟกัสปัจจุบันนะ

        ถ้าเป็นพี่ พี่รู้สึกว่ามันน่าเสียใจแล้วก็เศร้านะคะ เพราะฟังดูแย่มาก แต่เดี๋ยวก็จะมีคนใหม่ค่ะ ชีวิตมันก็จะมีคนใหม่”

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูเป็น Introvert ไม่ค่อยได้คุยกับใคร ไม่รู้จะคุยอะไรกับคนที่ออฟฟิศ เลิกงานแล้วก็ตรงกลับบ้าน แต่การที่เราเป็นแบบนี้ จะเป็นปัญหาในการทำงานมั้ยคะ?

24 พ.ค. 2026

หนูเป็น Introvert ไม่ค่อยได้คุยกับใคร ไม่รู้จะคุยอะไรกับคนที่ออฟฟิศ เลิกงานแล้วก็ตรงกลับบ้าน แต่การที่เราเป็นแบบนี้ จะเป็นปัญหาในการทำงานมั้ยคะ?

หนูเป็น Introvert ไม่ค่อยได้คุยกับใครไม่รู้จะคุยอะไรกับคนที่ออฟฟิศเลิกงานแล้วก็ตรงกลับบ้านแต่การที่เราเป็นแบบนี้ จะเป็นปัญหาในการทำงานมั้ยคะ? ‘คุณฟาวล์’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (20 พฤษภาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับที่ตนนั้นเป็น Introvert และต้องเผชิญกับความกังวลในการเข้าสังคมออฟฟิศ ‘คุณฟาวล์’ (นามสมมติ) อายุ 28 ปี ได้เล่าว่าปัจจุบันทำงานเกี่ยวกับงานเอกสารและบัญชี ส่วนตัวนั้นเป็นคนที่มีความเป็น Introvert อยู่พอสมควร ชีวิตหลังเลิกงานส่วนใหญ่ก็จะใช้เวลาอยู่กับคุณแม่และแฟน รวมถึงออกกำลังกายกับเพื่อนประมาณสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ปัญหาที่เธอรู้สึกกังวลอยู่ในตอนนี้คือเรื่องของบรรยากาศและความสัมพันธ์ในที่ทำงาน เธอเล่าว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดคุยกับคนอื่นมากนัก หากไม่ใช่เรื่องงานก็แทบจะไม่มีหัวข้อหรือบทสนทนาอะไรที่จะหยิบยกมาพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน อีกทั้งยังไม่ค่อยอินกับประเด็นที่คนในบริษัทมักพูดคุยกัน ในช่วงพักกลางวัน เมื่อทานข้าวเสร็จ เธอก็มักจะขอตัวกลับขึ้นมาทำงานต่อ พร้อมใส่หูฟัง ดูคอนเทนต์หรือฟังพอดแคสต์ตามปกติ แต่ลึก ๆ แล้ว สิ่งที่ทำให้เธอคิดมากคือความกังวลว่าคนรอบข้างอาจมองว่าเธอเป็นคนหยิ่ง หรือเป็นคนที่ไม่เอาสังคม เธอเสริมว่าเธอเพิ่งเข้ามาทำงานที่นี่ได้เพียงประมาณ 3–4 เดือน และเธอก็ยอมรับว่ายังไม่เคยมีใครเข้ามาพูดหรือแสดงท่าทีว่าเธอเป็นคนหยิ่ง ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นเพียงความกังวลที่เธอคิดขึ้นมาเองเสียมากกว่า อย่างไรก็ตาม เธอเล่าว่าในออฟฟิศก็ไม่ค่อยมีใครชวนเธอไปทำกิจกรรมหรือไปเที่ยวด้วยกัน ซึ่งเมื่อมองภาพรวมแล้ว เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่จะเป็นสายดื่มหรือชอบออกไปสังสรรค์กัน หลังจากเข้าทำงานใหม่ ๆ ก็เคยมีคนชวนเธออยู่บ้าง แต่ด้วยความที่เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่สายนี้ จึงปฏิเสธไปหลายครั้ง หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยมีใครชวนอีกเลย เธอยืนยันว่า ตัวเองเป็นเพียงคนที่มีพื้นที่ส่วนตัวพอสมควร แต่ไม่เคยแสดงกิริยาหรือท่าทีที่ไม่เหมาะสมกับใคร อีกทั้งเธอก็ยังอยากพูดคุยและสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นอยู่ เพียงแต่ติดตรงที่ไม่รู้จะเริ่มต้นบทสนทนาอย่างไร เพราะหัวข้อที่คนในบริษัทมักพูดถึงนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการออกไปดื่มหรือกิจกรรมที่เธอไม่ได้ไปร่วมด้วย ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้กำลังใจไปว่า “เดี๋ยวนี้ที่ทำงานเปิดกว้างแล้ว เพราะก็จะมีเด็กรุ่นใหม่ ๆ ก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น ซึ่งเด็กรุ่นใหม่ก็จะมีความเป็นตัวของตัวเอง คำว่า Introvert เองก็เป็นคำที่พบได้บ่อยในคนรุ่นนี้ เพราะฉะนั้นคนส่วนใหญ่เข้าใจ ขอแค่เรายังทำงานเป็นทีมได้ ยังทำงานร่วมกับคนอื่นได้ ส่วนเวลาส่วนตัวจะไปกินข้าวคนเดียว หรือไม่ออกไปเที่ยวกับคนอื่น พี่ว่าเดี๋ยวนี้สังคมเข้าใจแล้วล่ะ ไม่ต้องคิดมาก” ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้เสริมว่า “บางเรื่องถ้าเราไม่มีอะไรจะคุย ก็เป็นผู้ฟังที่ดีก็ได้ เพราะบางเรื่องเราอาจไม่ได้สนใจ แต่พอไปนั่งฟัง เราอาจได้อะไรกลับมา เหมือนเปิดโลกใหม่ ๆ เพลิน ๆ เรานั่งฟัง ได้ยิ้ม ได้นั่งหัวเราะตรงนั้น พี่ว่าก็โอเคนะ อย่างน้อยให้คนอื่นรู้ว่าเราก็มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี” ด้าน ‘ดีเจต้นหอม’ ได้แนะนำว่า “ไม่ต้องไปฝืน ไม่ต้องไปกดดันตัวเอง อยากฟังก็ฟัง อยากอยู่เงียบ ๆ ก็อยู่เงียบ ๆ เพราะจากที่ฟังแล้วก็ยังถือว่าโอเคนะ หลายออฟฟิศหนักกว่านี้อีก เพราะบางคนก็ไม่ได้อยากให้ใครมายุ่งเลย ถ้าไม่ได้มีมนุษย์ป้าอยู่ในออฟฟิศก็ถือว่าโอเคแล้ว” ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจเผือก’ ‘ดีเจเติ้ล’ และ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ร่วมกันส่งกำลังใจให้กับคุณฟาวล์ พร้อมหวังว่าเรื่องราวและความกังวลทั้งหมดจะค่อย ๆ ดีขึ้น และเธอจะสามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมในที่ทำงานได้อย่างสบายใจมากขึ้นในอนาคตเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ตอนนี้หนูต้องเลือกระหว่าง “ผู้ชาย” กับ “เพื่อนสนิท” หนูคุยกับผู้ชายคนนึงมา ตอนนี้กำลังคลั่งรักเขามาก เข้ากันได้ดีทุกอย่าง พอไปเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนกลับบอกว่า “ไม่โอเค ถ้าเราจะคบกับคนนี้” เพราะคนนี้เป็นคนคุยเก่าของเขามาก่อน

01 ส.ค. 2025

ตอนนี้หนูต้องเลือกระหว่าง “ผู้ชาย” กับ “เพื่อนสนิท” หนูคุยกับผู้ชายคนนึงมา ตอนนี้กำลังคลั่งรักเขามาก เข้ากันได้ดีทุกอย่าง พอไปเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนกลับบอกว่า “ไม่โอเค ถ้าเราจะคบกับคนนี้” เพราะคนนี้เป็นคนคุยเก่าของเขามาก่อน

ตอนนี้หนูต้องเลือกระหว่าง “ผู้ชาย” กับ “เพื่อนสนิท” หนูคุยกับผู้ชายคนนึงมาตอนนี้กำลังคลั่งรักเขามาก เข้ากันได้ดีทุกอย่าง พอไปเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนกลับบอกว่า“ไม่โอเค ถ้าเราจะคบกับคนนี้” เพราะคนนี้เป็นคนคุยเก่าของเขามาก่อนอย่าพามาเจอหน้าเพราะจะทำตัวไม่ถูก หนูจะทำยังไงดี ทั้งๆที่เพื่อนหนูก็มีสามีมีลูกแล้วด้วยถ้าเป็นทุกคน จะเลือกอะไรกันคะ ?? “คุณขนม (นามสมมติ)” อายุ 29 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [30 ก.ค 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาที่พึ่งรู้ว่าคนที่คุยอยู่ตอนนี้ เป็นคนคุยเก่าของเพื่อนสนิท แล้วต้องเลือกใครคนใดคนหนึ่ง โดย “คุณขนม (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ผู้ชายคนนี้คุยกับหนูมาก่อนอยู่แล้ว ตั้งแต่เมื่อปี 54 แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่หนูมีแฟนจึงไม่ได้คุยกันต่อ จนหนูมาเข้าสู่ช่วงอายุ 29 ปี เขาทักมาคุยกับหนู เลยได้คุยกันไปประมาณเดือนกว่า ๆ และตอนนี้เรารู้สึกดีกับเขามาก ๆ แล้ว แต่พึ่งมารู้ทีหลังว่าเขาเคยเป็นคนคุยเก่าของเพื่อนสนิทเรา เพื่อนคนนี้เราสนิทมาตั้งแต่มัธยม ปัจจุบันเพื่อนมีลูกและสามีแล้ว ซึ่งเพื่อนเป็นคนที่เชิงว่าเป็นศูนย์กลางประจำกลุ่ม โดยทั้งกลุ่มจะมี 6 คน และปกติเวลาเพื่อนจะนัดเจอกัน เพื่อนจะนัดเจอกันบ่อยมากกว่าหนู หนูไม่ค่อยได้เข้าไปเจอสักเท่าไหร่ ช่วงหลัง ๆ มานี้เป็นช่วงที่เราโสด แล้วเราไม่รู้จะคุยกับใครเลยคุยกับเพื่อนคนนี้บ่อย ๆ และเหตุผลที่เพื่อนรู้เรื่องนี้เพราะว่าเวลาเรามีอะไร เรามักจะปรึกษากับเพื่อนตลอด เพื่อนจึงรู้จากตรงนี้และไม่โอเคที่เราจะไปคุยต่อจากเขา เกริ่นก่อนว่าผู้ชายคนนี้เขาเคยคุยกับเพื่อนหนูมาตั้งแต่ปี 65 คุยกันในเชิงจีบกันปกติ มีวิดีโอคอลกันส่วนใหญ่ แต่ถ้าเจอกันจะเคยเจอกันแค่ครั้งเดียว ซึ่งเรื่องใครเป็นคนเทใครก่อนอันนี้หนูไม่แน่ใจ เพราะว่าทั้งสองคนเล่ามาไม่เหมือนกัน หนูเคยลองพยายามถามทั้งสองฝ่ายแล้ว แต่เหมือนเขาก็ยังกั๊ก ๆ อะไรสักอย่างไว้อยู่ ซึ่งคนที่หนูคุยอยู่เขาบอกว่าเขาเป็นคนหยุดคุยเองเพราะว่าคุยแล้วไม่คลิกกัน โดยเขาบอกมาประมาณว่า “คุยแล้วไม่คลิกกัน ไม่โอเค ก็แค่แยกย้ายแค่นั้น” ส่วนเพื่อนเราบอกว่าตัวเองเป็นคนเทเขา โดยให้เหตุผลว่าเขาเป็นคนมีความคิดที่แปลกประหลาด คุยเยอะมาก คุยไปทั่ว แต่จากที่หนูคุยกับเขามันไม่ใช่แบบที่เพื่อนบอก สำหรับหนู หนูคุยกับเขาแล้วรู้สึกดี เขาเป็นคนปากหวานด้วย จึงไม่กล้าฟันธงอะไรมาก และเหตุผลที่เพื่อนอยากให้เราหยุดคุยกับผู้ชายเพราะว่าเขาเป็นคนคุยเก่าเพื่อน เพื่อนกลัวตัวเองจะมองหน้าเขาไม่ติด จริง ๆ ตัวหนูเองเคยเชิง ๆ พูดไปกับเพื่อนแล้วว่าเราเคยคุยกับเขาไปตอนปี 54 ก่อนที่เขาจะมาคุยกับแก แต่เพื่อนก็ไม่ได้ฟังอะไร จะแทรกเรื่องตัวเองมาเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งเพื่อนยังเคยเชิงพูดอ้อม ๆ มาอีกประมาณว่า “ถ้ามึงจะคุยต่อก็คุยได้นะ แต่กูไม่โอเค” ถ้าถามว่าถ้าหนูเลือกผู้ชาย แล้วไม่เลือกเพื่อน หนูจะโอเคไหม เอาจริง ๆ หนูรู้สึกครึ่ง ๆ เพราะว่าหนูรู้สึกเสียดายที่ยังไม่ได้เรียนรู้อะไรด้วยตัวเองเลย แต่อีกใจนึงคือถ้าสมมติหนูเลือกเขา แล้ววันใดวันหนึ่งมันดันเข้ากันไม่ได้แล้วเราเลือกเขาไปแล้ว เราจะเสียทั้งเพื่อนเสียทั้งผู้ชายเลย ซึ่งคำถามที่อยากจะปรึกษาดีเจทั้งสามคนมีทั้งหมด 2 เรื่องคือ หนูแค่อยากรู้ว่าในความคิดหนูตอนนี้มันแปลกหรือเปล่า? ที่มองว่าตอนนี้มันเป็นแค่คนคุย แต่เพื่อนในกลุ่มหนูทุกคนมองว่ามันเป็นเรื่องผิดปกติและไม่สมควรที่จะคุยต่อจากเพื่อน ส่วนคำถามที่สองคือ หนูอยากถามว่าหนูควรจะไปต่อกับความสัมพันธ์นี้อย่างไรดี?’ เริ่มต้นที่ “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘แปลกหรือเปล่า เพื่อนหนูสิแปลก กลุ่มนี้ควรหยุดตัวเป็นแกนของโลกได้แล้ว ไม่มีเหตุผลที่แกจะมากั๊กของที่แกไม่เคยกิน แกไม่มีสิทธิ์ห้ามคนอื่นกิน เห็นแก่ตัวแบบนี้ไม่เรียกว่าเพื่อน เลิกคบได้ไม่ติด ส่วนข้อสองถ้าไม่อยากเสียทั้งเพื่อนเสียทั้งผู้ชายให้แอบคบ อย่าให้มันรู้และถ้าเกิดมันไปไม่รอดก็กลับมาหาเพื่อน แต่เพื่อนกลุ่มนี้ไม่โอเคเท่าไหร่ เอาแต่ใจตัวเอง ไม่มีความเมตตาในจิตใจสักนิดเลย’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาต่อว่า ‘ไม่แปลกที่จะคบกับคน ๆ นี้ พี่ว่าเพื่อนหนูมีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ แต่ถ้าอยากจะให้มันเคลียร์พี่แนะนำว่าถ้าหนูแคร์ฝั่งเพื่อนด้วยให้บอกเพื่อนไปตรง ๆ ว่าเราจะคบ แต่ก่อนจะบอก หนูควรตัดสินใจถามเพื่อนไปตรง ๆ ก่อนเลยว่ามีอะไรที่เรายังไม่รู้อีกไหม แต่คือถ้าเพื่อนให้เหตุผลแค่นี้ พี่รู้สึกว่ามันยังไม่พอ ต้องดูที่เหตุผล ส่วนจะไปต่อกับความสัมพันธ์นี้ยังไงดี พี่ว่าถ้าขนมจะเอาทั้งซ้ายทั้งขวาให้ได้ดั่งใจเลย พี่ว่ามันยากในสถานการณ์นี้ ต้องลองเสี่ยงเพราะพี่รู้สึกว่ายังไงก็ตามมันไม่มีหลักประกันอยู่แล้วว่าคบผู้ชายคนนี้ไปแล้วมันจะเวิร์คหรือไม่เวิร์ค แต่ไม่อยากให้เอาเรื่องมีมาเป็นปัจจัยหลักใหญ่ที่จะไม่คบเขา ถ้าเพื่อนจะโกรธก็สิทธิ์ของเพื่อน แต่เราก็มีสิทธิ์ของเราเหมือนกันที่จะทำแบบนี้ พี่ว่าสิ่งที่หนูทำไม่ใช่สิ่งที่ทำลายความเป็นเพื่อนกัน’ สุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘ผมว่าไม่แปลกหรอก ผมมองว่าขนมก็ไม่แปลกและอีกฝั่งก็ไม่แปลกเหมือนกัน มันมีคนที่ไม่ได้ใช้ตรรกะเหมือนกับคนอื่นในการดำเนินชีวิต ผมได้เรียนรู้มาในอีกรายการหนึ่งว่าสมองคนเรามันสั่งการทุกอย่างอยู่นะ คนเรามีวิธีการดำเนินชีวิตที่ตามแต่ที่สมองมันบอก เข้าใจได้ในความเป็นแก๊งผู้หญิงแบบดาวเจ็ดแฉก เมย์ไหนไฟแรงส์เวอร์ สมมติมีคนนึงที่เป็นตัวตั้งตัวตีแล้วเจอกับอีก 6 คนแบบสม่ำเสมอ สารพัดเหตุผลที่จะบอกว่าทำไมถึงไม่โอเค ทั้ง ๆ ที่เรามองไปเราอาจจะโอเค มันสามารถเกิดขึ้นได้ในแก๊งแบบนี้ที่มันถูกกล่อมอยู่ และกับคนนั้นที่จะหวงก้างโดยไม่ได้ใช้เหตุผล ซึ่งสมมติว่าข้อมูลที่เราฟังในวันนี้มันมีแค่นี้จริง ๆ เจอกันครั้งเดียว คุยกันอยู่ช่วงนึง สุดท้ายไม่โอเค แค่คน ๆ นึงที่ไม่โอเคแบบไม่มีเหตุผลมันก็เกิดขึ้นได้นะขนม บางทีแล้วการที่เราจะคบกับอดีตของคนในกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นอดีตในขั้นไหน เราจะต้องยอมรับว่ามันมีโอกาสที่จะผิดใจกัน มันอาจจะมีบางคนที่ก็นี่ไม่มีเหตุผลอะ แต่นี่ไม่ชอบไม่อยากเจอคนนี้ นี่เคยคุยแล้ว ทำไมแกต้องคุยซ้ำด้วย มันเป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้ ทีนี้ทำไงต่อ พี่เห็นด้วยกับดีเจเติ้ลคือ การที่ถ้าเรายืนยันจะคบกับผู้ชายได้ไหม ได้ หรือถ้าเราจะไม่คบเพื่อเพื่อนได้ไหม ได้เหมือนกัน แต่ว่าเราควรได้เหตุผลที่มากกว่านี้ ถ้าเราจะทำอะไรเพื่อเพื่อนกลุ่มนี้นะ คนที่ไม่โอเคควรจะบอกเหตุผลที่แท้จริงว่า “ทำไมหรืออะไรที่ทำให้มองหน้ากันไม่ติด?” หรือแค่แกไม่อยากให้เราคุยกับคนซ้ำกับแกแค่นี้ โดยที่ไม่ได้มีเหตุว่าไม่ได้เลิกกันไม่ดี ไม่ได้ไปแอบด่ากันลับหลังหลังจากเลิกกันหรือไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น เราจะได้เข้าใจว่าอ๋อมันมีเหตุผลแค่นี้ อยู่ที่ว่าขนมจะแคร์คนนี้มากพอไหมที่จะคบหากันต่อ มันเกิดขึ้นได้ บางครั้งคนเราแบบเออนี่ไม่คบให้ก็ได้ เพราะนี่รักเพื่อนนะ แต่แกต้องบอกนะว่าทั้งหมดเกิดอะไรขึ้น และมันก็มีคนที่บอกว่า นี่จะคบนะ นี่ต้องรู้อะไรอีกไหม มันไปได้หมดทุกทางเลยขนม ควรที่จะคุยกันและหลังจากนั้นขนมช่างใจเลย ถ้าผู้ชายคนนี้ดูมีความเป็นไปได้ เราคุยศึกษากันสักพัก ช่วงแรกอาจจะเก็บเป็นความลับก่อนก็ได้ จนเวลามันผ่านไปแล้วรู้สึกว่าคนนี้ใช้ได้ เขาดีพอที่เราจะมั่นใจเขาได้ และมันก็คงมีเหตุการณ์ที่เราคงพาไปเจอเพื่อนไม่ได้บ่อยหรือไม่ต้องพาไปเจอก็ได้ เราก็มีชีวิตของเรา สุดท้ายเวลาผ่านไปมันจะเยียวยาเรื่องพวกนี้เอง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ตอนนี้เรากับสามี มีลูกอายุ 2 ขวบกันแล้วค่ะ เขาเป็นพ่อที่ดี เป็นสามีที่ดี หน้าที่ไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ตั้งแต่ก่อนคบกัน เขาสัญญาว่าจะเลิกบุหรี่ จนคบกัน ก็สัญญาว่าจะเลิก ก็ยังไม่เลิก จนแต่งงานกันบอกว่าจะเลิกสูบ ก็ยัง

15 ส.ค. 2025

ตอนนี้เรากับสามี มีลูกอายุ 2 ขวบกันแล้วค่ะ เขาเป็นพ่อที่ดี เป็นสามีที่ดี หน้าที่ไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ตั้งแต่ก่อนคบกัน เขาสัญญาว่าจะเลิกบุหรี่ จนคบกัน ก็สัญญาว่าจะเลิก ก็ยังไม่เลิก จนแต่งงานกันบอกว่าจะเลิกสูบ ก็ยัง

ตอนนี้เรากับสามี มีลูกอายุ 2 ขวบกันแล้วค่ะ เขาเป็นพ่อที่ดี เป็นสามีที่ดี หน้าที่ไม่ขาดตกบกพร่องแต่ตั้งแต่ก่อนคบกัน เขาสัญญาว่าจะเลิกบุหรี่ จนคบกัน ก็สัญญาว่าจะเลิก ก็ยังไม่เลิกจนแต่งงานกันบอกว่าจะเลิกสูบ ก็ยัง มาถึงตอนนี้บอกว่ามีลูกแล้วจะเลิกสูบ ก็เหมือนเดิมเขาแอบไปสูบในห้องน้ำ แอบสูบที่ทำงาน เราไม่ชอบคนสูบบุหรี่เลย สุขภาพก็เสียด้วยถ้าจะหย่ากับสามีเพราะเหตุผลนี้ จะแรงไปไหม?แต่ใจก็ยังรักเขาอยู่ แค่อยากให้สามีเลิกได้จริงๆจังๆสักที “คุณเพลง (นามสมมติ)” อายุ 27 ปีเป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [13 ส.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจอ๋อง - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาที่สามีไม่สามารถเลิกบุหรี่สักที กลัวมันจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพสามีและลูก โดย “คุณเพลง (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘แฟนของเราสัญญาว่าจะเลิกสูบบุหรี่ตั้งแต่ประมาณ 5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นยังไม่มีลูก เราขอให้เขาลดหรือเลิกสูบตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่เริ่มคบกัน เขาก็รับปากว่าจะเลิก แต่จนถึงตอนนี้เรามีลูกด้วยกันแล้ว ลูกอายุ 2 ขวบ เขาก็ยังไม่สามารถเลิกได้ ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะสามีภรรยา เขาเป็นพ่อที่ดี สามีที่ดีในหลาย ๆ ด้าน ยกเว้นแค่เรื่องเดียวคือบุหรี่ เขาเปลี่ยนจากสูบบุหรี่มวนมาเป็นบุหรี่ไฟฟ้า ถึงจะไม่สูบต่อหน้าลูกหรือเราโดยตรง แต่เขาก็จะแอบไปสูบในห้องน้ำ ซึ่งเราเคยจับได้เพราะไปเจอบุหรี่ในกระเป๋า ที่ผ่านมาเราเลือกเงียบ ไม่พูดถึง แต่ในใจก็รู้สึกอึดอัด เพราะเรื่องนี้เราเคยคุยกันหลายครั้ง โดยเฉพาะช่วงที่เรารู้ว่าตั้งครรภ์ เราเคยขอร้องอย่างจริงจัง เราพยายามเข้าใจว่าเขาสูบมานานตั้งแต่วัยรุ่น การจะเลิกคงจะยาก เขาเองก็อาจจะเครียดเพราะเป็นหัวหน้าครอบครัว ที่ต้องรับผิดชอบหลายเรื่องในบ้าน แต่ในมุมของเรา เราไม่เห็นประโยชน์อะไรจากบุหรี่เลยโดยเฉพาะกับสุขภาพของเขา และเรายังห่วงลูกมาก ๆ กลัวผลกระทบจากควันบุหรี่มือสอง รวมถึงในอนาคต กลัวว่าถ้าลูกไปเจอสังคมที่มีคนสูบบุหรี่ แล้วเขาจะสอนลูกได้ยังไง ในเมื่อเขาเองยังทำไม่ได้ เรามีงานที่มั่นคงต่อให้เลิกกัน เราก็ยังสามารถเลี้ยงดูลูกได้ เลยอยากรู้ว่าการหย่าเพราะเรื่องบุหรี่จะรุนแรงเกินไปไหมสำหรับเขาและอนาคตเด็กคนหนึ่ง?’ ซึ่ง “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ปัจจุบันเด็กไม่จำเป็นต้องมีพ่อมีแม่ เดี๋ยวนี้เราใช้แค่คำว่ามีผู้ปกครองหรือคนที่ดูแลเขาได้อย่างดีก็พอแล้ว ถ้ามันเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเราการหย่าจะไม่ถือว่ารุนแรงไป แต่น่าเสียดายที่เขาเป็นพ่อที่ดีและเป็นสามีที่ดี เพราะฉะนั้นลองแก้ไขดูก่อน วิธีแก้คือยื่นคำขาด บอกว่าเราจะแยกกันอยู่ เพื่อที่จะกดดันเขา แล้วถ้าวันไหนเขาพร้อมค่อยให้เขามาทำหน้าที่พ่อ เพราะคนจะเลิกบุหรี่ต้องเลิกด้วยตัวเอง ลองดูว่าวิธีไหนจะเหมาะกับเรา แล้วถ้าปัญหานี้แก้ไม่ได้จริง ๆ การเลิกกันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เขาควรจะได้รู้ว่าปัญหามันจริงจังขนาดไหน มันจะนำไปสู่การเลิกกันมากกว่าการที่อยู่ดี ๆ หย่ากันเลย ผมไม่ได้ปกป้องคนสูบบุหรี่นะ แต่อยากให้คิดอีกมุมด้วยว่าบางทีการที่มีพ่อที่สูบบุหรี่ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกจะสูบบุหรี่ด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งไปคิดว่าลูกจะเป็นยังไง ต่อให้คุณเพลงหย่ามันก็ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าลูกคุณเพลงจะไม่สูบบุหรี่ แต่เท่าที่ได้ฟังก็เสียดายที่ต้องจะเลิกรากันไปด้วยปัญหานี้ที่มันสามารถแก้ไขกันได้ ด้วยการเลิกสูบบุหรี่ ก็ต้องถามคุณเพลงกลับว่าทั้งคู่ยังอยากอยู่ด้วยกันไหม ถ้าอยากอยู่ด้วยกันก็ทำให้เขารู้ว่าปัญหานี้มันจริงจังแค่ไหน ผมรู้สึกว่าการสูบบุหรี่มันลำบากกับการใช้ชีวิต สูบเสร็จก็ต้องล้างมือ แปรงฟัน บางทีก็ต้องถึงขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้า ก็อยากให้เขาหาเหตุที่ทำให้เลิกบุหรี่ให้ได้ ไม่เพื่อครอบครัวก็เพื่อตัวเอง อย่าไปเลิกเอาในวันที่หมอบอกให้เลิกแล้ว ตอนนั้นสุขภาพมันคงไม่ไหวแล้ว’ สุดท้าย “ดีเจอ๋อง” ได้ให้คำคำปรึกษาว่า ‘ไม่ติดที่คุณเพลงจะมีความรู้สึกอยากหย่าเพราะเรื่องนี้ ถ้าตัวสามีเขารู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่เป็นเรื่องไร้สาระ อันนี้น่าจะไปต่อได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เขามองเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยแบบนั้นคือยาก คนสูบบุหรี่มันต้องมีอะไรในใจ สิ่งที่อยากให้คุณเพลงทำคืออยู่ข้าง ๆ เขา เราใช้ทุกวิธีแล้ว งั้นก็ทำให้เขาเห็นว่าถ้ายังเลิกไม่ได้ไม่เป็นไร เราก็จะอยู่ข้าง ๆ แบบนี้ แล้วหาให้ได้ว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้เขาต้องไปสูบบุหรี่คืออะไรอ๋องเคยสูบบุหรี่มาเป็น 10 ปี แต่เลิกได้ด้วยการหักดิบ วันแรกที่อ๋องเลิกบุหรี่อ๋องไปเจอว่าสารในบุหรี่มันอยู่ในร่างกายเราแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้นเอง แสดงว่าหลังจากนั้นที่ทำให้คนเราติดมันอยู่ที่นิสัยเราล้วน ๆ เลย มันก็เป็นความรับผิดชอบเราส่วนหนึ่ง ที่ตอนเป็นแฟนกันเราก็ไม่เลิกกับเขาแล้วไปแต่งงานกับเขาเอง ดังนั้นวันนี้อยากให้ลองจับมือแล้วสู้ไปด้วยกันก่อน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา20.00 – 23.00น. ทางรายการวิทยุEFM94และAppAtimeFung Fin

คบแฟนมา 2 ปี ต่างคนต่างไม่เปิดตัวกัน ครอบครัวก็ไม่ได้เจอ เพราะแฟนบอกว่า พ่อแม่หัวโบราณ จะเห็นรอยสักที่แขนขา เจาะจมูก เจาะหู ไม่ได้ แล้วแฟนก็บอกว่าเราไม่ใช่สเปคแฟนเลย เขาชอบผู้หญิงน่ารักๆ ขาวใส แต่ก็ยังคบกับเรา ตอนนี้เราสับสน

13 ส.ค. 2024

คบแฟนมา 2 ปี ต่างคนต่างไม่เปิดตัวกัน ครอบครัวก็ไม่ได้เจอ เพราะแฟนบอกว่า พ่อแม่หัวโบราณ จะเห็นรอยสักที่แขนขา เจาะจมูก เจาะหู ไม่ได้ แล้วแฟนก็บอกว่าเราไม่ใช่สเปคแฟนเลย เขาชอบผู้หญิงน่ารักๆ ขาวใส แต่ก็ยังคบกับเรา ตอนนี้เราสับสน

คบแฟนมา 2 ปี ต่างคนต่างไม่เปิดตัวกัน ครอบครัวก็ไม่ได้เจอเพราะแฟนบอกว่า พ่อแม่หัวโบราณ จะเห็นรอยสักที่แขนขา เจาะจมูก เจาะหู ไม่ได้แล้วแฟนก็บอกว่าเราไม่ใช่สเปคแฟนเลย เขาชอบผู้หญิงน่ารักๆ ขาวใสแต่ก็ยังคบกับเรา ตอนนี้เราสับสนว่า จะอยู่กันแบบนี้ต่อไปหรือ เดินออกมา “คุณเอ็ม (นามสมมติ)” อายุ 34 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (7 ส.ค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจอ้อม - ดีเจเติ้ล - ดีเจอั๋น’ เกี่ยวกับปัญหาเราสักลายที่แขน และมีลูกติด ทำให้แฟนไม่อยากเปิดตัวเรากับที่บ้าน! “คุณเอ็ม (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘หนูคบกับผู้ชายอายุ 39 เข้า 40 ปี เขาก็เป็นพนักงานออฟฟิศทั่วไปเหมือนกับหนู คบกันประมาณ 4 ปี เขาค่อนข้างที่จะดูแลเราดีในระดับนึง เรื่องไปรับ ไปส่ง เรื่องชีวิตประจำวัน เขาเคยพูดถึงเรื่องในอนาคตว่าหลังเขาทำงานเกษียณ ก็มีหนูอยู่ด้วยกันตรงนั้น ส่วนเรื่องแต่งานเราเห็นตรงกันว่า เราจะไม่แต่งกัน และเรื่องลูกก็ยังไม่อยากมีเพิ่ม แต่ว่ามีอยู่ปัญหาหนึ่งคือ หนูไม่เคยไปเจอคนในครอบครัวเขา และไม่เคยเปิดตัวหนูเลยแม้กระทั่งคนที่บ้าน ในโซเชียล หรือกลุ่มเพื่อนๆ ก็ไม่เคยพาไปเจอเลย เวลาเจอคนอื่นถาม เขาก็จะบอกว่าหนูเป็นน้อง แต่จะมีกลุ่มเพื่อนอีกกลุ่มที่หนูรู้จักกันมาก่อน เขาให้เหตุผลว่า 1. หนูมีลูกแล้ว เขาค่อนข้างเอ็นดู และดูเแลลูกหนู 2. หนูมีรอยสักนอกร่มผ้า จึงทำให้เขาเปิดตัวหนูยากมาก ซึ่งหนูก็ไม่เปิดตัวเขาเหมือนกันเพราะเขาไม่เปิดตัวหนู แต่ครอบครัวกับเพื่อนสนิทหนูรู้หมดทุกคน ด้วยความที่เราไม่เคยทะเลาะกันมาก่อน แล้วมันอาจจะเป็นประเด็นที่ทำให้เรา 2 คนทะเลาะกัน หนูจึงไม่เคยถาม เขาเคยพูดว่าสเปคของเขาคือ สูง ขาว สวย หุ่นดี หน้าตาดี มันตรงกันข้ามกับหนูเลย แต่เขาก็เป็นคนมาจีบหนู หนูสงสัยว่าทำไมเขาไม่เปิดตัวหนูสักที หนูไม่รู้ว่าเขาอายหรือไม่อยากให้ใครรู้ว่ามีหนูอยู่ในชีวิตเขา จริงๆหนูก็รักเขา แต่ถ้าเป็นแบบนั้น หนูคงต้องไป หนูก็อยากมีตัวตน โดยที่ไม่ต้องปกปิด อยากให้ภูมิใจที่มีเรา หนูอยากถามพี่ๆดีเจว่า หนูควรถามเขาไปตรงๆ หรือปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปดี? ซึ่งทางด้าน “ดีเจอ้อม” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘อยากให้ถามนะ ถ้าเอ็มรักตัวเองพอ แต่ถ้าไม่แน่ใจว่าไหว ก็ประคองตัวเองไปก่อน เราอย่าปล่อยให้คนคนนึงทำให้เราไม่เป็นตัวเอง เวลาเราจะถามใครก็แล้วแต่ เราต้องถามตัวเองก่อนว่ารับได้แค่ไหน ถ้าไม่พร้อมก็ไม่ต้องถาม รอให้เราพร้อมที่จะล้มได้ ตอนนั้นแหล่ะ ให้ถามเลย และต้องปรับทัศนคติตัวเราเองให้เชื่อว่าการคุยและมีปัญหาไม่ได้เท่ากับการมีปัญหา การมีปัญหาระหว่างความสัมพันธ์มันอาจจะเป็นเรื่องการสื่อสาร การเข้าใจ แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหา ถ้าเราพูดคุยกันได้ มันอาจจะเข้าใจกันได้ดีขึ้น น้องเอมต้องเชื่อมั่นในความเท่ของตัวเอง’ “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาต่อว่า ‘ถ้าเป็นพี่ พี่จะถาม เพราะเหตุผลของเขาคือคำตอบที่พี่ไม่ซื้อ เพราะทั้งหมดทั้งมวลคือคุณเลือกเรานะ ถ้าไม่อยากเปิดตัวเพราะเหตุผลนี้คุณจะเลือกเราทำไมตั้งแต่แรก แล้วยิ่งเป็นประเด็นที่เขาไม่ชอบอีก มันไม่ใช่ว่าคุณชอบฉันเพราะฉันเป็นแบบนี่หรอ พี่ว่ามันควรจะมีเหตุผลที่ดีกว่านี้ พี่อยากให้ถามเพราะเอ็มบอกว่า ไม่กล้าถามเขาเพราะกลัวเป็นประเด็นให้ทะเลาะกัน แล้วมันยังไง ทำไมคนรักกันจะถามอะไรที่จะทะเลาะกัน เพื่อความเข้าใจกันไม่ได้หรอ มันกลายเป็นว่าเราจะรักก้นดีๆโดยที่ไม่มีเรื่องที่เห็นไม่ตรงกันเลยหรอ ถ้าเรารู้สึกว่าสิ่งที่เขาคิดมันเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ ไใ่พอใจ ไม่สมเหตุสมผล เราไม่มีสิทธิ์ที่จะบอกเขาเลยหรอ พี่รู้สึกว่าความรักแบบนี้ไม่น่าจะดีนะ มัสต้องคุยกันได้ เพราะสิ่งนี้มันคือสิ่งที่มีเหตุผลพอที่จะถาม ไม่ใช่เรื่องงี่เง่า พี่ว่ามันคือสิ่งที่ควรคุยกัน’ และ “ดีเจอั๋น” ให้คำปรึกษาว่า ‘คนส่วนใหญ่คิดว่า ทุกความสัมพันธ์ไม่ใช่แค่แฟนกัน เราควรคุยกันได้ เพราะการสื่อสารสำคัญที่สุดที่ทำให้ความสัมพันธ์ใดๆก็มีสุขภาพดี คือ Healthy Relationship ถ้าเราอยู่ในความรักที่เรารู้สึกว่ามันดี แต่เราไม่กล้าที่จะพูดหรือบอกความรู้สึก พี่ไม่คิดว่าความรักหรือความสัมพันธ์นั้นมันดี และในทุกๆความรัก ทั้งเขาและเรามีสิทธิ์ที่จะเลือกหรือไม่เลือก อย่าลืมสิทธิ์นี้ของตัวเองแล้วกกลัวว่าอยู่ดีๆเขาจะเปลี่ยนใจไม่เลือกเรา เราต้องเห็นค่าของตัวเองมากกว่านี้ เราอย่าลืมรักตัวเอง ทั้งหมดทั้งมวลเราบอกไม่ได้ว่าเขาเป็นคนดีหรือไม่ดี พี่ก็เคยอยู่ในภาวะไร้ตัวตน ถ้าเรารู้สึกว่าเขารักเรา เราถมเขาเลย ถามด้วยความรู้สึกว่าอยากเข้าใจ รักกันไม่จำเป็นต้องประกาศให้โลกรู้ แต่ก็ไม่ควรซ่อนฉันจนไร้ตัวตน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
♪efm
-

-