หนุ่มจากแอป ชอบทดสอบสังคม ความคิดสุดเหยียด แถมมั่นหน้าไม่ไหว แบบนี้หนูควรรับมือยังไงดีคะ?!

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนุ่มจากแอป ชอบทดสอบสังคม ความคิดสุดเหยียด แถมมั่นหน้าไม่ไหว แบบนี้หนูควรรับมือยังไงดีคะ?!

09 ต.ค. 2026

หนุ่มจากแอป ชอบทดสอบสังคม ความคิดสุดเหยียด แถมมั่นหน้าไม่ไหว

แบบนี้หนูควรรับมือยังไงดีคะ?!

         ‘คุณเกลือ’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา  (7 ตุลาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม‘ เกี่ยวกับประสบการณ์เดตสุดพีคของเธอ!

         ‘คุณเกลือ’ (นามสมมติ) อายุ 27 ปี โทรเข้ามาเล่าประสบการณ์เดตสุดแปลก หลังได้พูดคุยกับชายวัย 3X ปี ที่ทำเอาเธอต้องตั้งคำถามกับพฤติกรรมของอีกฝ่ายตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้ากัน โดยเธอยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกชอบฝ่ายชายในเชิงชู้สาว เพียงแต่รู้สึกว่าอีกฝ่ายมีพฤติกรรมแปลก ๆ จนอยากรู้ว่า “เห้ย เป็นใครวะ อยากรู้” พร้อมเปรียบเทียบความรู้สึกของตัวเองขำ ๆ ว่าเหมือนวัยรุ่นที่อยากลองอะไรท้าทายสักครั้ง

         เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อคุณเกลือได้ปัดแอปหาคู่จนได้เจอผู้ชายคนหนึ่ง ฝ่ายชายเป็นคนขออินสตาแกรมของคุณเกลือไป แต่กลับทักข้อความมาหาโดยไม่ได้กดติดตาม ต่อมาเขาก็กดติดตามและยกเลิกการติดตามซ้ำไปซ้ำมา จนเธอรู้สึกสงสัยกับพฤติกรรมดังกล่าว ต่อมา คุณเกลือเห็นเพื่อนลงสตอรี่อินสตาแกรมเกี่ยวกับการไปออกกำลังกาย และสังเกตเห็นฝ่ายชายอยู่ในสตอรี่ จึงทักไปถามเพื่อนว่า “แกอะรู้จักผู้ชายคนนี้ไหม” ซึ่งเพื่อนตอบว่าไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว เป็นเพียงเพื่อนร่วมคลาสกันเท่านั้น หลังจากนั้นฝ่ายชายก็ลงสตอรี่ในลักษณะเดียวกัน (รูปจบคลาสออกกำลังกายที่ถ่ายร่วมกันหลายคน) คุณเกลือจึงกดเข้าไปดู ก่อนที่ฝ่ายชายจะทักมาบอกว่า “เนี่ยเธอดูสนใจเรานะ พี่รู้สึกว่าเธอมีความพยายามจะติดต่อพี่มา พี่ก็เลยจะมาคุยกับเธอ” ทั้งที่ความจริงแล้วเธอเพียงแค่อยากรู้ว่าเขาเป็นใคร เพราะมองว่าพฤติกรรมการฟอลโลว์และอันฟอลโลว์ซ้ำไปซ้ำมานั้นแปลกดี ทั้งยังย้ำว่าไม่ได้มีความรู้สึกชอบเชิงชู้สาวแต่อย่างใด

         คุณเกลืออยากรู้อยากเห็นว่าการคุยกับผู้ชายคนนี้จะเป็นอย่างไร จึงได้เริ่มพูดคุยสานต่อความสัมพันธ์กัน ฝ่ายชายบอกว่าไม่ชอบพิมพ์แชต แต่ชอบโทรศัพท์คุยมากกว่า คุณเกลือจึงคิดในใจประมาณว่า “อะ ๆ ๆ อยากคุยก็มา!” ระหว่างการพูดคุย ฝ่ายชายมักถามคำถามในลักษณะทดสอบสังคม เช่น “ถ้าเราเป็นแฟนกัน…” ทำให้คุณเกลือรู้สึกว่าอีกฝ่ายรีบร้อนเกินไป เพราะทั้งคู่ยังไม่เคยพบหน้ากันด้วยซ้ำ เธอจึงคิดในใจว่า “เห้ย ใจเย็นพี่ชาย เรายังไม่เคยเจอหน้ากันเลย จะมาแบบถ้าเราเป็นแฟนกันอะไร ยังไม่รู้จักกันเลย” 

         ในช่วงที่ทั้งคู่เริ่มพูดคุยกัน เป็นช่วงก่อนเกิดสถานการณ์น้ำท่วม โดยคุณเกลืออยู่บริเวณชานเมืองนนทบุรี ส่วนฝ่ายชายอยู่ย่านสุขุมวิท–ปุณณวิถี โดยฝ่ายชายมักพยายามชวนให้เธอเดินทางไปหา โดยบอกว่า “เธอมาหาเราได้ป่าว พี่น้ำท่วม” แต่ในความเป็นจริง เส้นทางที่คุณเกลือต้องใช้เดินทางเข้าเมือง โดยเฉพาะบริเวณถนนงามวงศ์วาน มีน้ำท่วมขังอย่างหนัก เธอจึงระบายอารมณ์กับตนเองออกมาว่า “หนูไม่ได้ขี่ออฟโรด หนูแบบรถเก๋งชาวบ้าน” แต่ฝ่ายชายยังคงยืนยันว่าต้องการให้เธอมาหาโดยใช้คำพูดว่า “พรุ่งนี้น้ำลดแล้ว” ทั้งที่ระดับน้ำยังคงท่วมสูงเกือบมิดล้อรถ พร้อมเสนอให้เธอนั่ง BTS มาแทน โดยถามว่า “หน้าบ้านเธอมี BTS ปะ เธอก็นั่ง BTS มาดิ” แม้คุณเกลือจะพยายามอธิบายถึงความลำบากในการเดินทาง แต่ฝ่ายชายก็ยังเซ้าซี้ไม่หยุด ตั้งแต่วันจันทร์ วันอังคาร ไปจนถึงวันพุธ เมื่อเธอบอกว่าไม่สะดวก  เขาก็ถามต่อว่า “เห้ย พฤหัสฯ-ศุกร์อะ มาได้เปล่า" เมื่อคุณเกลือลังเล ฝ่ายชายก็พูดกดดันว่า “ถ้าเธอไม่มา เราจะไม่คุยแล้วนะ เรารู้สึกว่าแบบมันเริ่มนานเกินไปละ” เธอจึงลองขอให้อีกฝ่ายเป็นคนเดินทางมาหาบ้าง แต่ฝ่ายชายอ้างว่าต้องเฝ้าธุรกิจหน้าร้าน ไม่สามารถออกไปไหนไกล ๆ ได้ พร้อมทิ้งท้ายว่า “พี่ชอบคนที่มาหาพี่ได้” ท้ายที่สุด คุณเกลือตัดสินใจตอบตกลงว่าจะไปพบ เพราะยังอยากรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนอย่างไรกันแน่ โดยฝ่ายชายบอกว่าจะพาไปคาเฟ่บรรยากาศดีแห่งหนึ่ง แต่ย้ำหลายครั้งว่า “แพงมาก!” จนเธอได้แต่คิดในใจว่า “อ๋อ ๆ ค่ะ”

         ทั้งคู่ตกลงนัดเจอกันในวันพฤหัสบดี เวลาเที่ยงวัน โดยคุณเกลือวางแผนขับรถไปจอดที่หมอชิต แล้วนั่ง BTS ต่อไปยังปุณณวิถี แต่คืนวันพุธก่อนที่จะเจอกัน ฝ่ายชายโทรมาถามว่า “เออเธอ วันนั้นอะ ที่เธอแบบ Reply Story เพื่อนเธอไปถามเรื่องเราหรอ เธอถามว่าอะไร” คุณเกลือตอบกลับไปในเชิงหยอกล้อว่า “ก็ถามว่า รู้จักผู้ชายคนนี้ไหม เจอเขาในแอป แอบแปลก ๆ นะ” แต่ฝ่ายชายกลับระเบิดอารมณ์ใส่ทันที พร้อมต่อว่า “เห้ย เธอพูดอย่างงี้ได้ไงวะ เธอแม่งขี้นินทาว่ะ” ก่อนจะด่าทอเธอด้วยถ้อยคำหยาบคายอีกหลายคำ คุณเกลือเลือกที่จะไม่เถียงกลับ ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดอยู่ฝ่ายเดียว จนฝ่ายชายสังเกตว่าเธอไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ จึงพูดว่า “เออเอาเถอะ เราวางก่อนแล้วนะ” จากนั้นก็วางสายไป แต่ไม่นานฝ่ายชายก็โทรมาอีกครั้ง พร้อมกล่าวขอโทษว่า “เนี่ยเธอ เราขอโทษนะ เธอยังอยากเจอเราอยู่ไหม” คุณเกลือตอบกลับไปตรง ๆ ว่า “เฮ้ยเธอ เราไม่อยากเจอแล้วว่ะ” เพราะรู้สึกหมดอารมณ์ที่จะพบกัน หลังถูกด่าทออย่างรุนแรงทั้งที่ยังไม่เคยเจอหน้ากันด้วยซ้ำ ฝ่ายชายจึงกล่าวว่า “เฮ้ยเธอ เราขอโทษเว้ย เราไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ แต่เธอก็ไม่ควรนินทาเราแบบนั้นปะ” คำพูดดังกล่าวยิ่งทำให้คุณเกลือไม่พอใจ เธอจึงอธิบายว่า “ไม่ได้นินทา แค่บอกว่าแปลก แล้วที่เธอทำมันแปลกจริงไหม มาอันฟอล-ฟอลอะไรก็ไม่รู้อะ สังคมประเทศนี้ไม่เคยเจอคนแบบเธอ” แม้จะอธิบายเหตุผลไปแล้ว ฝ่ายชายก็ยังพยายามชักชวนให้เธอไปตามนัด โดยเสนอว่าจะเลี้ยงไก่ทอดแฟรนไชส์ชื่อดังชุดใหญ่ให้ รวมถึงบอกว่าจะจัดอาหารคลีนให้รับประทานที่บ้านของตนด้วย คุณเกลือยอมรับว่าในตอนนั้นเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะการไปพบคนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ตามลำพังอาจเป็นอันตรายได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและอยากมีเรื่องราวไปเล่าให้เพื่อนฟัง เธอจึงตัดสินใจไปตามนัดในที่สุด

         วันนัดหมาย คุณเกลือเดินทางจากนนทบุรีไปถึงหมอชิตประมาณ 11.00 น. ก่อนจะนั่ง BTS ต่อไปยังปุณณวิถี ระหว่างนั้นฝ่ายชายโทรมาถามว่าตื่นหรือยัง เมื่อเธอบอกว่ากำลังเดินทาง เขากลับมีน้ำเสียงลนลานว่า “เห้ย ๆ เดี๋ยวพี่อาบน้ำแป๊บนึง” เมื่อคุณเกลือเดินทางถึงปุณณวิถี ฝ่ายชายก็ยังไม่พร้อม และรีบพูดว่า “เห้ย ๆ เร็วมากเลย เดี๋ยวพี่รีบแป๊บนึง” แม้เธอจะรู้สึกไม่ชอบใจที่ต้องมารอทั้งที่นัดเวลากันชัดเจนแล้ว แต่เธอก็ให้อภัยและนั่งรออยู่ที่ห้างบริเวณนั้น ไม่นานฝ่ายชายก็โทรมาอีกครั้ง พร้อมถามว่า “เห้ยเธอ ๆ เธอรีดเสื้อเป็นปะ เสื้อเชิ้ตอะ” คุณเกลือตอบว่ารีดเสื้อไม่เป็น เพราะปกติไม่ค่อยรีดเสื้อผ้า แม้แต่ชุดนักศึกษาก็ไม่เคยรีด แต่ฝ่ายชายกลับขอว่า “เห้ยเธอ มารีดเสื้อให้เราหน่อยได้ไหมอะ คือเราอยากใส่เสื้อเชิ้ตไปเจอเธออะ” จากนั้นเขายังลังเลอีกว่าจะใส่เสื้อเชิ้ตหรือเสื้อคอกลมไปดี จนคุณเกลือเริ่มหมดความอดทนและตอบกลับว่า “จะใส่อะไรก็ใส่มาเถอะ”สุดท้ายฝ่ายชายเลือกใส่เสื้อเชิ้ตออกมา แต่ก็ยังมาสาย ทำให้คุณเกลือหงุดหงิดอย่างมาก เพราะเธอเดินทางมาจากนนทบุรีและมาถึงก่อนเวลา ขณะที่ฝ่ายชายอยู่ใกล้สถานที่นัดหมายมากกว่า แต่กลับไม่เตรียมตัวให้พร้อมเมื่อฝ่ายชายมาถึง

         ทั้งคู่ขึ้นรถของฝ่ายชายเพื่อเดินทางไปหาอะไรกิน ฝ่ายชายเสนอให้แวะคาเฟ่ที่เคยพูดถึง พร้อมย้ำอีกครั้งว่า “เฮ้ย คาเฟ่นั้นที่เราบอกเธอว่าแบบอยากพาเธอไปอะ เฮ้ย แต่มันแพงมากเลยอะ มันแพงมากเลย” คุณเกลือรู้สึกว่าถ้าร้านแพงขนาดนั้นก็ไม่จำเป็นต้องพาไป เพราะเธอไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องรับประทานอาหารหรูหรา ฝ่ายชายจึงเสนอว่า ไปกินข้าวที่บ้านเขา แต่คุณเกลือยืนยันว่าอยากรับประทานอาหารที่ห้างสรรพสินค้ามากกว่า ทว่าอีกฝ่ายยังชวนให้ไปบ้าน พร้อมบอกว่า “เห้ย ทำไมอะเธอ ไปบ้านเราก็ได้ ถ้าเธอกลัว เธอก็ส่งโลบ้านเราให้เพื่อนเธอดิ เธอกลัวเราจะทำอะไรหรอ” คุณเกลือยอมรับว่าคำพูดดังกล่าวไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยขึ้น เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นจริง กว่าเพื่อนจะเดินทางมาถึง เธออาจตกอยู่ในอันตรายไปแล้ว

         ก่อนที่เธอจะเล่าต่อ 'ดีเจเผือก' ได้อ่านคอมเมนต์จากพุธโทรเรี่ยนที่พิมพ์เข้ามาเพราะสงสัยกันมากว่า 'ผู้ชายคนนี้หน้าตาเป็นอย่างไร' คุณเกลือจึงกล่าวว่า  หากดูจากรูปในอินสตาแกรม ฝ่ายชายก็ถือว่าหน้าตาดี แต่เมื่อเจอตัวจริง เธอให้คะแนนเพียง 3 เต็ม 10 เพราะอีกฝ่ายใส่คอนแทคเลนส์ตาแป๋ว(ตาโต)หรือบิ๊กอายมาพบ ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดจนแทบไม่กล้าสบตา เพราะกลัวว่าจะหลุดขำ

         แต่สิ่งที่ทำให้เธอไม่พอใจมากที่สุด คือคำพูดของฝ่ายชายที่บอกว่า “เฮ้ยเธอ เราอ่ะนับถือมากเลยนะเว้ย ที่เธออ่ะเป็นแค่เด็กต่างจังหวัด แต่เธอได้ไต่เต้าจนได้เป็นหมอ” คุณเกลือรู้สึกว่าคำพูดดังกล่าวเป็นการเหยียด เธอจึงตอบกลับไปว่า "แม่เราเป็นคนเอกมัยนะเว้ย" จากนั้นเมื่อฝ่ายชายชวนคุย เธอก็เงียบตลอดการเดินทาง 

         เมื่อเดินทางถึงคาเฟ่ ทั้งคู่พบว่าเมนูอาหารมีราคาตั้งแต่ประมาณ 300–900 บาท ซึ่งคุณเกลือเข้าใจว่าราคาค่อนข้างสูง แต่เธอมองว่าหากฝ่ายชายรู้สึกว่าราคาแพงเกินไปตั้งแต่แรก ก็ควรเลือกร้านอื่นที่เหมาะสมกับงบประมาณมากกว่า เพราะสำหรับเธอ การเดตไม่จำเป็นต้องไปร้านหรูหรือมีราคาแพง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายชายเสนอว่าให้สั่งเพียงเครื่องดื่มเท่านั้น  

         จุดพีกอยู่ตรงนี้ หลังจากสั่งเครื่องดื่มเสร็จ ทั้งคู่ก็เข้าไปนั่งในคาเฟ่ คุณเกลือจึงตัดสินใจพูดตรง ๆ ว่า “เฮ้ยเธอ เรารู้สึกว่าเราไม่ได้คิดกับเธอแบบนั้น” แต่คำพูดดังกล่าวกลับทำให้ฝ่ายชายโมโหอย่างมาก ก่อนจะต่อว่าเธอว่า “เธอแม่งทำให้เราเสียเวลามากเลย เธอรู้ป่ะ เสียเวลาเราแม่งโคตรเสียเวลาเลย” โดยพูดประโยคนี้ซ้ำประมาณ 5 รอบ ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “เออ ก็ดี เราก็ไม่ได้ชอบอะไรเธอขนาดนั้นหรอก” คุณเกลือจึงเสนอว่า “หรือเราสองคนจะแยกกันตรงนี้เลยก็ได้” ฝ่ายชายตอบกลับอย่างประชดประชันว่า “เออ ก็ได้” พร้อมกัดฟันและดูดน้ำเสียงดัง ก่อนจะลุกออกจากร้านไป ทิ้งเธอไว้เพียงลำพัง แล้วขับรถกลับบ้านทันที ก่อนจากไป ฝ่ายชายยังพูดว่า “เธอแม่งขี้นินทา อย่าเอาเราไปนินทากับใครนะเว้ย” คุณเกลือจึงคิดในใจว่า แม้จะไม่ได้นำเรื่องนี้ไปนินทากับเพื่อน แต่เธอจะนำประสบการณ์ทั้งหมดมาเล่าในรายการพุธทอล์คพุธโทรแทน หลังจากนั้น เธอต้องเรียกรถและนั่ง BTS กลับบ้านด้วยตัวเอง ส่วนฝ่ายชายก็เลิกติดตามอินสตราแกรมของเธอ ขณะที่คุณเกลือตัดสินใจบล็อคอินสตาแกรมและช่องทางการติดต่อทั้งหมด เพื่อยุติเรื่องราวนี้อย่างเด็ดขาด

         ท้ายที่สุด คุณเกลือยอมรับว่าประสบการณ์ครั้งนี้ไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องเจอ ทั้งเสียเวลาเดินทางและต้องเผชิญกับพฤติกรรมที่ทำให้รู้สึกอึดอัดและไม่ปลอดภัย แต่ในอีกมุมหนึ่ง เธอมองว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ชีวิตเหมือนได้ฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน เพราะอย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าบนโลกใบนี้มีคนที่มีพฤติกรรมแปลกประหลาดและคาดเดาได้ยากอยู่จริง สิ่งที่คุณเกลืออยากฝากถึงฝ่ายชายคือ เธอจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของชีวิตเธอ และเธอสามารถไปพบคนที่ยอมรับตัวตนของเธอได้ดีกว่า แต่หากมีเรื่องหนึ่งที่อยากขอจากฝ่ายชายจริง ๆ ก็คือ “เลิกใส่คอนแทคเลนส์ตาแป๋วได้ป่ะ”

         ตลอดการเล่าเรื่อง ดีเจทั้งสามต่างเอ็นดูคุณเกลือและร่วมพูดคุยถึงประสบการณ์สุดพีกที่เกิดขึ้น พร้อมกล่าวว่าเราควรฟังความจากคุณตาแป๋วด้วย(ฝ่ายชาย) เพราะบางทีเรื่องนี้อาจมีหลายมุมมองก็เป็นได้ 

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เพื่อนเก่าสมัยมัธยมในกลุ่ม มาบอกว่าจะเลิกคบกับอีกคน ผมก็เลยขอเป็นคนกลาง แล้วเพื่อนคนนั้นก็แฉอีกคนให้ผมฟังว่าเขาบูลลี่ผมมาตลอด หลักฐานครบ เค้ามีกลุ่มแยกที่ไม่มีเราอยู่คนเดียว คุยลับหลังมา 3 ปี ผมเสียใจมากๆ

04 ต.ค. 2024

เพื่อนเก่าสมัยมัธยมในกลุ่ม มาบอกว่าจะเลิกคบกับอีกคน ผมก็เลยขอเป็นคนกลาง แล้วเพื่อนคนนั้นก็แฉอีกคนให้ผมฟังว่าเขาบูลลี่ผมมาตลอด หลักฐานครบ เค้ามีกลุ่มแยกที่ไม่มีเราอยู่คนเดียว คุยลับหลังมา 3 ปี ผมเสียใจมากๆ

เพื่อนเก่าสมัยมัธยมในกลุ่ม มาบอกว่าจะเลิกคบกับอีกคน ผมก็เลยขอเป็นคนกลางแล้วเพื่อนคนนั้นก็แฉอีกคนให้ผมฟังว่าเขาบูลลี่ผมมาตลอด หลักฐานครบ เค้ามีกลุ่มแยกที่ไม่มีเราอยู่คนเดียวคุยลับหลังมา 3 ปี ผมเสียใจมากๆ เพิ่งรู้ว่าเพื่อนคนนั้นที่ขอยืมรถเรา แล้วพูดว่าโง่เนอะ ให้กูยืมด้วย “คุณเติร์ด (นามสมมติ)” อายุ 19 ปี สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [2 ต.ค.67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับปัญหาเพื่อนนินทาลับหลังเรา ทั้งที่ต่อหน้าเขาดีกับเรามาก โดย “คุณเติร์ด (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ตอนนี้ผมเรียนอยู่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เรื่องเกิดเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว คือหนึ่งในเพื่อนกลุ่มเก่าตอนมัธยมโทรมาปรึกษาผมเรื่องเพื่อนอีกคนในกลุ่ม แบบมาบอกว่าเขานิสัยไม่ดีอะไรบ้าง อยากจะเลิกคบกับเขาทำยังไงบ้าง? ผมก็เลยให้คำปรึกษาว่า จะเลิกคบหรือไม่เลิกคบกัน ผมก็ขอเป็นคนกลางเพราะว่าเพื่อนคนที่เขาเล่ามาเขาก็ดีกับผมมาตลอด แต่ประเด็นคือว่าเพื่อนพูดว่า “เติร์ดกูไม่อยากเล่าให้มึงฟังนะ แต่เรื่องที่โดนนินทา คนที่โดนเยอะสุดคือเติร์ดนะ” แต่ผมไม่รู้ตัว คิดว่าเขาดีกับผมในกลุ่ม เพราะระยะเวลาที่คบกันมา 3 ปีเขาดีกับผมมาตลอดเลย จนผมไว้ใจเพื่อนคนนี้ที่สุดในกลุ่ม จนพอมาล่าสุด ผมมารู้ว่าเพื่อนที่ผมไว้ใจที่สุดกลับกลายเป็นว่าลับหลังผม ผมโดนเละที่สุดเลยในกลุ่ม ผมโดนเยอะมากๆ แล้วเพื่อนก็แคปหลักฐานทุกอย่างมาให้ผมดูหมดเลย เพราะเพื่อนมีแชทกลุ่ม ไม่ว่าผมจะอัปเดตชีวิตในโซเชียล หรือลงอะไร ผมจะโดนแคปลงในแชทกลุ่มที่ไม่มีผม ซึ่งเพื่อนคนอื่นก็เออ ออไปด้วย พอเขาจะแตกกันก็มาเล่าให้ผมฟังว่าจะเลิกคบกับคนนั้นแล้วนะ เพราะเขานิสัยไม่ดี แต่ที่ผ่านมาเขามีการมายืมเงิน ยืมมอเตอร์ไซค์ของผม พอผมให้ยืมเขาก็เอาไปพูดลับหลังว่าผมโง่ให้ยืมด้วย เพื่อนคนนั้นยังไม่รู้ว่าผมรู้เรื่องทั้งหมดแล้วที่เขาเผาผม ตอนนี้เขาก็ยังทำเป็นดีกับผม ยังคุยกันปกติ ผมอยากถามพี่ๆว่า ควรคบเพื่อนคนนี้ต่อดีมั้ย? หรือควรตัดไปเลยเพราะผมก็รู้ความจริงหมดแล้วว่าที่ผ่านมามันก็ไม่ได้หวังดีกับเราจริงๆ’ ซึ่ง “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเป็นคนแรกว่า ‘แน่นอนอยู่แล้วว่าพี่จะไม่คบคนกลุ่มนี้ แต่ชีวิตคนก็เป็นแบบนี้แหละ มองในแง่ดีคือมันก็เป็นภูมิคุ้มกันเรา เพราะว่าเติร์ดอาจจะได้เจอคนแบบนี้อีกก็ได้ เหมือนประสบการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียน ขนาดคนที่เราสนิทกันขนาดนี้มันยังพูดลับหลังกันได้ ซึ่งมันมีแบบนี้จริงๆบนโลกนี้ เราก็แค่ได้รู้ว่าคนๆนี้เป็นแบบนี้ ได้เรียนรู้ที่จะไว้ใจคน คนที่เราช่วยเหลือเขามาตลอด แล้วสิ่งที่มันทำคืออะไร แต่พี่ว่ายังไงก็ต้องตัด’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาเป็นคนที่สองว่า ‘คนๆนี้ถ้ามันใช่แบบที่เติร์ดเล่ามาทั้งหมด คนแบบนี้มันเน่าตั้งแต่ข้างใน คนที่มันก่อร่างสร้างตัวมาเป็นคนที่มี attitude แบบนี้มันโตมายังไง พี่ว่ามันเลวทรามยิ่งกว่าเม้าท์ปากเสีย เพราะฉะนั้นคนแบบนี้เติร์ดไม่จำเป็นต้องแคร์อะไรมันด้วยซ้ำ ถ้าเป็นพี่ พี่จะส่งแชทที่เพื่อนแคปมาให้ดูส่งให้มันไปเลย แล้วไม่ต้องคุยอะไรเลยก็ได้ ส่งเสร็จบล็อกไปเลยจบๆ หรือถ้าจะใส่กันสักชุดก็ได้ แค้นอะไรก็บอกไป คุยจบก็แยกย้ายกันเลย เป็นพี่ก็ไม่เอาไว้เหมือนกัน’ และสุดท้าย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่อ้อยเคยอ่านเจอประโยคนึงว่า เราเลือกคนที่เราเจอไม่ได้ แต่เลือกว่าจะวางเขาไว้ตรงไหนในชีวิตได้ เราไม่รู้หรอกว่าคนที่เราจริงใจกับเขา เขาจะตลบหลังเราเมื่อไร แต่เมื่อเรารู้แล้ว เราเลือกวางเขาไว้ตรงไหนที่ไม่ต้องทำให้เราดีลกันอีกก็ได้ พี่ว่าบางทีมันไม่จำเป็น เดี๋ยวเติร์ดก็มีเพื่อนอีกหลายๆกลุ่ม อาจจะไปเจอแบบเดียวกันอีก หรือเป็นอีกแบบเลยก็ได้ ใดๆก็ตามเราอาจจะเสียใจ อาจจะเจ็บแค้น แต่ที่สุดแล้วการล้างแค้นที่สาสมที่สุดคือเขาคนนั้นต้องไม่มีผลอะไรต่อใจของเติร์ดอีกตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เติร์ดยังเจ็บปวดไปกับคนๆนั้น ถือว่าเติร์ดยังให้ความสำคัญกับคนๆนั้นอยู่นะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

สาวรอแฟนมารับ กลับจากงานศพเพื่อนสนิท คืนนั้นมีเบอร์แฟนโทรมาหาตอนตี 3 แต่เป็นสายจากเพื่อนบ้าน บอกว่า ‘แฟนเราเสียชีวิตแล้ว’...

24 มี.ค. 2023

สาวรอแฟนมารับ กลับจากงานศพเพื่อนสนิท คืนนั้นมีเบอร์แฟนโทรมาหาตอนตี 3 แต่เป็นสายจากเพื่อนบ้าน บอกว่า ‘แฟนเราเสียชีวิตแล้ว’...

ช็อคเรื่องไหนก่อนดี? สาวรอแฟนมารับ กลับจากงานศพเพื่อนสนิท คืนนั้นมีเบอร์แฟนโทรมาหาตอนตี 3 แต่เป็นสายจากเพื่อนบ้านบอกว่า ‘แฟนเราเสียชีวิตแล้ว’ รู้เพราะมีเพื่อนแฟนมาปลุกให้ไปช่วยดู มารู้ทีหลังว่าเพื่อนคนนั้น เป็นผู้หญิง ทำงานที่เดียวกับแฟน...และแอบมานอนกับแฟนเรา ที่สำคัญเค้ามีสามี แต่งงานมาแล้ว 8 ปี ทำเอา 3 ดีเจอึ้งกันทั้งห้องจัด! เมื่อ “คุณอุ้ย (นามสมมุติ)” อายุ 36 ปี สายแรกในรายการพุธทอล์ค พุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (22/03/2023) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาแฟนเสียชีวิตแต่มีเรื่องที่มารู้ทีหลัง โดย “คุณอุ้ย (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘คบกับแฟนมา 3 ปี จะเข้าปีที่ 4 แล้ว ระหว่างที่คบกันก็สร้างครอบครัว ซื้อบ้านด้วยกันมา ซึ่งเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว เรามีปัญหาทะเลาะกันบ่อย หนูก็กลับไปอยู่บ้านตัวเอง แต่เราก็ยังไม่ได้เลิกกัน ยังคุยกันทุกวัน เขาก็มารับพาไปนู้นไปนี่ตลอด ไปกินข้าวด้วยทุกอาทิตย์ เจอกันเหมือนเดิม ใช้ชีวิตเหมือนแฟนกันปกติ แต่เราแค่ห่างกันเพื่อปรับ เมื่อวันที่ 18 กุมภาที่ผ่านมา เพื่อนสนิทของเราเสียชีวิต แฟนเราก็ยังขับรถพาไปเดินเรื่องที่เพื่อนเสียให้อยู่เลย ทีนี้เราจะต้องไปต่างจังหวัดเพื่อไปร่วมงานศพเพื่อนคนนี้ แฟนเราก็ไปด้วย แต่พอเสร็จพิธี เราจะกลับแล้วแต่พ่อของเพื่อนยังไม่อยากให้เรากลับ เขากลัวบ้านเหงาก็เลยขอให้เราอยู่ต่อ เราก็นัดกับแฟนว่าให้มารับเราวันเสาร์ หลังจากนั้นแฟนก็เลยขับรถกลับบ้าน แต่เราก็ยังคุยโทรศัพท์กันปกติ วันศุกร์เขาก็ยังส่งคลิปรายการพุธทอล์ค พุธโทรมาให้เราดูอยู่เลยว่าคลิปนี้ตลกนะ แต่พอวันเสาร์ เวลาประมาณตี 3.49 น. เบอร์ของแฟนก็โทรเข้ามา แต่คนที่โทรมาเป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของเรา เขาแจ้งว่าแฟนเราเสียแล้ว เราถามเขาว่ารู้ได้ไง เขาก็เลยบอกว่าเพื่อนของแฟนเราวิ่งไปปลุกเขา ไปกดออดที่บ้านเรียกเขาให้ไปดูแฟนเราหน่อย เหมือนแฟนเรานอนละเมอแล้วปลุกไม่ตื่น แต่ตอนที่เพื่อนบ้านเข้ามาในบ้านเรา ขึ้นไปบนห้องนอนก็เห็นว่าแฟนเราหยุดหายใจไปแล้ว จริงๆบ้านหลังนั้นแฟนเราอยู่คนเดียว แต่เราเข้าใจว่าเพื่อนของแฟนคงไปสังสรรค์แล้วนอนค้างที่บ้าน เพราะเป็นเรื่องปกติที่เพื่อนเขามานอนค้าง พอเพื่อนบ้านโทรมา เราก็เลยขอคุยกับเพื่อนแฟน เพราะเราอยากรู้อาการว่าเป็นอะไร ยังไง กลับกลายว่าเพื่อนที่ไปอยู่กับเขาเป็นผู้หญิง แล้วก็อยู่กันสองคนในห้องนอนของเรา ตอนนั้นเราช็อค ไม่อยากถามอะไรมาก เราเป็นห่วงแฟน จนสักพักพยาบาลโทรมาหาเราบอกว่าตอนนี้เขาปั้มหัวใจไปได้ 20 นาทีแล้วนะ เหลืออีก 10 นาที ถ้ายังไม่กลับมาเขาจะทำการหยุดปั้มหัวใจ เขาก็รายงาน บอกเราตลอด เราก็รีบกลับมาที่บ้านเลย พอกลับมาถึง ศพก็ถูกเคลื่อนย้ายไปชันสูตรที่โรงพยาบาลแล้ว และทางญาติแฟนก็เอาศพกลับบ้านเกิด เราก็ข้องใจเลยโทรไปหาผู้หญิงคนนั้น แล้วก็ถามว่าเขาเป็นอะไรกัน คบกันหรือเปล่า ถ้าเป็นแฟนกันบอกพี่ได้นะ พี่จะขอไปงานศพแค่วันเผาวันเดียวเพื่อไปอโหสิกรรมให้เขา ผู้หญิงก็บอกว่าหนูไม่ได้เป็นแฟนกัน ไม่ได้เป็นอะไรกัน หนูเป็นเพื่อนกันค่ะ เราก็บอกว่าเป็นเพื่อนกันเอากันไม่ได้นะหนู เพราะเขาเล่าให้เราฟังว่า เขานัดเจอกัน ไปกินข้าวด้วยกันแล้วก็มีอะไรกัน เผลอหลับไป และก็เกิดเรื่อง เรามาเปิดดูกล้องวงจรปิดในบ้านย้อนหลัง เราเห็นตอนที่ผู้หญิงเข้ามาในบ้านเรา เขาก็กลัวคนอื่นจะรู้ คือนั่งเบาะหลังคนขับมา แล้วตอนเข้าบ้านก็เอารองเท้าเข้ามาซ่อนในบ้าน ปิดเงียบทุกอย่าง ไม่ให้ใครรู้ แล้วอีกคลิปก็เหมือนเขานอนดูหนังอยู่ด้วยกันบนโซฟา แฟนเรานอนดูหนังจริงๆ ไม่ได้กอด หรือหอมผู้หญิงคนนั้นเลย แต่ผู้หญิงพยายามกอด พยายามหอมแฟนเรา กลิ้งนอนทับตัวไปมา เราไม่รู้ว่ามันนานแค่ไหนแล้ว แต่เราเจ็บมาก ซึ่งผู้หญิงคนนี้เป็นเพื่อนร่วมงานกับแฟนเรา เขาบอกว่าเขาก็หวังว่าแฟนเราจะเลือกเขา เขารู้มาตลอดว่าแฟนมีเรา แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าแฟนมีเขา ตอนแรกที่เราทะเลาะกัน เราก็เคยบอกว่าถ้าจะมีใครใหม่ให้บอกกันนะ แต่แฟนเราเขาเป็นคนบอกเองว่าไม่เอา ไม่เลิก เราห่างเพื่อปรับกัน เรายังคบกันอยู่นะ เราก็เลยคิดว่ามันเป็นแบบนั้นมาตลอด และหลังจากวันที่แฟนเราเสียชีวิต โทรศัพท์ของแฟนก็อยู่ที่เรา แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ทักแชทไลน์มาหาแฟนเราว่าคิดถึงจังเลย เราก็ตอบกลับไปบอกว่าโทรศัพท์อยู่กับพี่นะ เขาบอกว่าเขาขอคลิปตอนที่ช่วยชีวิตแฟนเราหน่อยได้มั้ย เขาคิดถึง คือเพื่อนบ้านเขาถ่ายคลิปเป็นหลักฐานไว้ว่าเขามาช่วยนะ เราก็เลยบอกว่าเอาเบอร์พี่ไปนะ แอดไลน์พี่มา เดี๋ยวส่งให้ทางเครื่องของพี่ เพราะเครื่องนี้มันส่งยาก แล้วเราก็ส่งให้ปกติ และเราก็บอกกับเขาไปว่าตอนนี้พี่ยังคุยกับหนูไม่ได้ทุกเรื่องนะ เพราะพี่ยังทำใจไม่ได้ พี่ยังสับสนอยู่ ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่เรากำลังตัดสินใจว่าเราจะไปงานศพเขาดีมั้ย ถ้าเราไป แล้วเราไปในฐานะอะไร เราควรไปหรือไม่ไปดี พอวันที่ 2 ผู้หญิงคนนั้นเขาไลน์มาบอกอีกว่าวันนี้กินข้าวกับอะไร จนเราไม่ไหวแล้วก็เลยพิมพ์กลับไปบอกว่าถ้ามาพิมพ์อะไรแบบนี้ เขารับรู้ไม่ได้หรอก หนูไปจุดธูปบอกเขาเองนะ ยิ่งเขาทำแบบนี้ เรายิ่งทำใจไม่ได้ เรายิ่งไม่อยากไปงานศพเขาเลย แต่ทางญาติแฟนก็ตามให้เราไปงานศพสักที อยากให้ลูกเขาหมดห่วง ให้เราไปร่วมงานไปอโหสิกรรม เราก็พิมพ์ไปบอกผู้หญิงว่า อย่าทำแบบนี้นะ พี่ไม่ไหวจริงๆ มันเป็นการตอกย้ำว่าเขาหักหลัง ทำร้ายเราจนวินาทีสุดท้ายจริงๆ และเราก็ไปร่วมงานศพของเขา แต่ไปวันสุดท้าย ก็มีทั้งคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ คนที่เขาไม่รู้เรื่องเขาก็มองว่าแบบเป็นแฟนภาษาอะไร ทำไมเพิ่งมาร่วมงาน เราก็ตอบทุกคนว่าเขาเสียด้วยโรคประจำตัว เราก็ไม่รู้จะตอบแบบไหนที่จะไม่สะเทือนใจญาติพี่น้องของเขา ส่วนผู้หญิงคนนั้นก็ไปร่วมงานศพด้วย แต่การกระทำในงานศพเขาล้ำเส้นเรามาก ล้ำเส้นจนกระทั่งวันเผา ทางญาติของเขามาตามให้เราไปทำพิธีตัดกรรมตามประเพณีของบ้านเขา ซึ่งเราจะต้องขึ้นไปบนเมรุคนเดียว ระหว่างที่เราขึ้นไป เราได้ยินเสียงลุงสัปเหร่อที่อยู่ข้างบน เขาพูดว่า อ้าว เมียเขาคนนี้หรอ? ตอนเปิดโลงเขาก็ยืนร้องไห้ เอาหน้าถูโลง อยู่ตั้งแต่คนแรกจนลงคนสุดท้าย แต่หนูขึ้นไปแปปเดียวเพราะหนูทำใจไม่ได้ ญาติเขารู้วันที่แฟนเสียว่ามันมีเรื่องแบบนี้ แล้วก็รู้ว่าเป็นผู้หญิงคนนี้ แต่ก็เข้าใจว่าเขาไปร่วมงานก็ไม่ได้อะไร แต่พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เราก็เลยทำในสิ่งที่ไม่ดีอย่างนึง คือ ผู้หญิงคนนั้นเขามีสามีแล้ว เขาเคยผูกข้อไม้ข้อมือด้วยกัน ตอนแรกเราจะไม่ยุ่งเลย อยากให้มันจบๆไป แต่สิ่งที่เขาทำเหมือนไม่ให้เกียรติเราเลย เราเลยทักไปหาแฟนเขา ไปเล่าให้แฟนเขาฟังเรื่องที่เกืดขึ้น แฟนเขาก็บอกว่าเขาสองคนยังไม่ได้เลิกกันนะ เขายังคบกันดีอยู่ ซึ่งเขาคบกันมา 8 ปีแล้ว วันนั้นที่ผู้หญิงแอบมาหาแฟนเรา คือแฟนของผู้หญิงเขาไปทำงาน เข้ากะดึก คือเขาไม่รู้เรื่องเลย และเราก็บอกว่าถือว่าฝั่งพี่หมดกรรมแล้ว พี่จะไม่ขอยุ่งอะไรแล้ว แต่พอเสร็จจากงานศพ ผู้หญิงคนนั้นโทรมาหาเรา เขาน่าจะรู้เรื่องว่าเราโทรไปบอกแฟนเขา เขาบอกว่าสิ่งที่เขากลัว คือกลัวโดนเราประจาน เขาอาย เราก็เลยบอกว่าอย่ามายุ่งกับเราเลย เราอโหสิกรรมให้ แต่ถ้ายิ่งมายุ่งวุ่นวายกับเรา เรายิ่งทำใจไม่ได้ ตอนนี้มันไปต่อไม่ได้เลย มันคิดวนอยู่ในหัวว่ามันเกิดอะไรขึ้น แฟนเราเขาหักหลังเราอย่างนั้นจริงๆใช่มั้ย ผู้หญิงคนนั้นก็ไปบอกแฟนเขาว่าแฟนเราเป็นคนไปจีบเขาก่อน เราก็เหมือนมูฟออนไม่ได้ บางทีอยากจะอโหสิกรรมให้เขา แต่บางทีมันก็ปรี๊ดขึ้นมาว่าตกนรกแน่ๆ แต่บางทีเราก็ยังคิดถึง โหยหาเขา แบบทั้งรักทั้งแค้น มันงงไปหมด เพราะสิ่งที่เรารับรู้คือได้แค่ฝั่งผู้หญิงคนนั้นว่ามันเป็นอย่างนั้น อย่างนี้... แฟนเราเพิ่งเสียไปเมื่อวันที่ 25 กุมภาที่ผ่านมา อยากได้แนวคิดดีๆที่มันไปต่อได้ ตอนนี้คือเราสะดุ้งตื่นตอนตี 3 ทุกวัน กินยาไปแล้วก็ยังสะดุ้งตื่น มันวนเวียนอยู่ในหัว บางทีทำงานไม่ได้ มันคิดวกไปวนมา ทั้งๆที่เขาก็ตายไปแล้ว 3 ดีเจให้คำปรึกษาว่า ‘ให้คิดว่าเขาตายไปแล้ว ไม่ว่าเค้าจะนอกใจ หรืออะไรก็ตาม ณ ตอนนี้ เค้าเสียชีวิตไปแล้ว ปกติที่จะเป็นความลังเลว่าควรจะเสียใจดีไหมที่เขาจากเราไป แต่ในคณะเดียวกันการจากไปครั้งนี้ เขาก็นอกใจไปมีอะไรกับคนอื่น ณ วันนี้ ไม่จำเป็นต้องรีบบังคับตัวเองว่าจะต้องอโหสิกรรม หรือให้อภัย เพราะเรื่องมันเพิ่งเกิด คงต้องใช้เวลามากกว่านี้ มองปัจจุบันว่าคนที่อยู่คือเรา ตัวเขาไม่อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องแบกเรื่องนั้นไปตลอด เพราะยังไงเขาก็มาให้คำตอบเราไม่ได้แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือโฟกัสที่ตัวเอง อย่าให้เขามาส่งผลต่อความรู้สึกของเราตอนนี้เลย ท่องไว้เลยว่า มันไม่มีเขาแล้ว จากนี้ไปเราจะเป็นคนกำหนดเองว่าชีวิตเราต่อจากนี้จะเป็นยังไง... คนที่ให้คำตอบเราได้วันนี้คือตัวเขา ซึ่งไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะไปหาคำตอบ หาเหตุผล หรือ สิ่งที่มันเกิดขึ้นจากใครทั้งนั้น เพราะมันมีแต่จะทำให้เราเสียใจเปล่าๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันยุ่งเหยิง วุ่นวายไปหมด จึงเป็นเรื่องที่จะต้องรอเวลา ใช้เวลาเยียวยาที่นานกว่าคนปกติ รอให้เวลาผ่านไปก่อน ณ วันนี้เป็นเรื่องปกติมากที่เราจะยอมรับความจริงอะไรไม่ได้ เพราะเป็นกลไกความคิดที่คนเราต้องเจอ ทำความเข้าใจกับมันว่า ช่วงนี้คือช่วงที่หนักสำหรับเรา แต่สักพักมันต้องดีขึ้น จะช้าจะเร็วก็แล้วแต่คน แต่อยากให้เชื่อว่า ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว มันต้องดีขึ้น... ‘ความคิด’ ของเราเอง คือสิ่งที่กำหนดทุกอย่าง ถ้าเรามีสติและมองให้ลึกมากพอ เราจะรู้ว่าความคิดของเราเป็นสิ่งสำคัญมากๆที่จะกำหนดว่าเราจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร อย่าเพิ่งมองถึงอนาคตว่าจะทำอะไรยังไง มองปัจจุบันก่อน ตื่นมาทำอะไร อยากกินอะไรก็กิน ร้องไห้จนไม่ไหวก็ร้องไป อยากนอนก็นอนไป อย่างน้อยการร้องไห้มันก็เป็นการเผาความเศร้าออกไปได้ รอวันที่เรายอมรับความจริงได้ เราก็รู้ว่าเขาไม่ได้ซื่อสัตย์กับเรา ณ ตอนนี้ การที่เขาเอาผู้หญิงเข้าบ้านขนาดนั้น มันคือการนอกใจแล้ว โทษสูงสุดของการนอกใจคือการเลิก แต่ขั้นกว่าคือ ตายไปเลย!! วันนี้คิดซะว่าถ้าจะลงโทษเค้าเรื่องการนอกใจ คิดซะว่า ณ ตอนนี้เขาได้รับโทษไปแล้ว เป็นโทษที่สูงสุดด้วย ควรถามตัวเองดีกว่าว่า เราเสียใจมากกว่า หรือ โกรธมากกว่า ถ้าวันนี้ตามที่คุณอุ้ยบอกมาว่า เสียใจมากกว่า ให้ตัดเรื่องการนอกใจออกไปเลย หันกลับมาทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ยังไงสักวันหนึ่งคนเราก็ต้องจากกันไป ไม่ว่าจากเป็นหรือจากตายอยู่แล้ว วิธีที่อยากจะแนะนำคือ หยุดเอาคำถามเรื่องที่เกิดขึ้นมาใส่ในหัว แล้วบอกตัวเองว่าเราจะอยู่ให้ได้ ช่วงนี้ก็หลีกเลี่ยงการอยู่คนเดียว อยากพูด อยากทำอะไรทำ ปลดปล่อยตัวเอง แล้วให้เวลาเยียวยาเรา ตัดเรื่องผู้หญิงคนนั้นออกไปเลย ความแค้นมันทำให้เราเป็นทุกข์ เรื่องที่คุณอุ้ยเจออยู่มันไม่ง่ายเลย แต่บอกตัวเองว่าฉันจะผ่านไปให้ได้ และเรื่องที่เกิดความสูญเสีย เจอกับเหตุการณ์ช็อคๆแบบนี้ อยากจะแนะนำให้ไปปรึกษา พูดคุยกับจิตแพทย์ดู อย่าปล่อยให้ตัวเองดิ่งนานๆ มันอาจจะเป็นสัญญาณสู่ ‘โรคซึมเศร้า’ ได้ และถ้าการไปหาจิตแพทย์แล้วไม่เวิร์ค อย่าเพิ่งถอดใจไป ให้ลองเปลี่ยนจิตแพทย์คนอื่นดูก่อน ขอร่วมส่งกำลังใจให้คุณอุ้ย ผ่านเรื่องนี้ไปได้เร็วๆ...’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คบสามีมา 15 ปี มีลูก 2 คน ช่วงที่เรามีหนี้ สามีลากกระเป๋าออกบ้านไปเลย สุดท้ายมีผู้หญิงอีกคน สามีบอก "เธอต้องยอมรับนะ ถ้าเธอไม่มีหนี้วันนั้น ฉันคงไม่เจออีกคนหรอก" ตอนนี้สามีอยากกลับมาหาเรา แต่ผู้หญิงคนนั้นโทรมา...

15 มี.ค. 2024

คบสามีมา 15 ปี มีลูก 2 คน ช่วงที่เรามีหนี้ สามีลากกระเป๋าออกบ้านไปเลย สุดท้ายมีผู้หญิงอีกคน สามีบอก "เธอต้องยอมรับนะ ถ้าเธอไม่มีหนี้วันนั้น ฉันคงไม่เจออีกคนหรอก" ตอนนี้สามีอยากกลับมาหาเรา แต่ผู้หญิงคนนั้นโทรมา...

คบสามีมา 15 ปี มีลูก 2 คน ช่วงที่เรามีหนี้ สามีลากกระเป๋าออกบ้านไปเลยสุดท้ายมีผู้หญิงอีกคน สามีบอก "เธอต้องยอมรับนะ ถ้าเธอไม่มีหนี้วันนั้น ฉันคงไม่เจออีกคนหรอก"ตอนนี้สามีอยากกลับมาหาเรา แต่ผู้หญิงคนนั้นโทรมา"ตอนสามีพี่อยู่กับหนูเขาก็พูดถึงแต่พี่" ขออยู่กัน 3 คนผัวเมีย “คุณเค(นามสมมติ)” อายุ 32 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (13 มี.ค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์กับแฟน โดย ​“คุณเค(นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายคนหนึ่งมา 15 ปี เราเป็นแฟนกันตั้งแต่หนูอายุ 17 ปี มีลูกด้วยกัน 2 คน ตลอดเวลา 15 ปี เราก็ใช้ชีวิตของเรา มีปัญหามากมายเข้ามา เขาก็ทะเลาะวิวาท ไปติดคุก เราก็รอเขาอยู่ 3 - 4 ปี จนเดินทางมาถึงเดือนตุลาคม - พฤศจิกายนปลายปีที่แล้ว หนูมีปัญหาเรื่องหนี้สิน บริหารการเงินผิดพลาด มันมาจากหนี้ก้อนเล็ก ๆ เหมือนเรายืมเงินจากเจ้านี้ไปจ่ายเจ้านู้น ก็เลยกลับกลายเป็นงูกินหาง แล้วทีนี้เขาก็มีการถามหนู แต่หนูบอกเขาไม่หมด จนวันหนึ่งเขามารู้ความจริง หนูก็คิดว่าเขาน่าจะช่วยหนูแหละ แต่เขากลับเก็บเงินทุกบาททุกสตางค์ที่มีในบ้านออกไป แต่การไปของเขาคือ เรายังไปมาหาสู่กัน ยังมารับไปกินข้าว ไปนอนด้วยกัน เราก็ไม่ได้เลิกขาดแต่เราแค่ห่างกัน แล้วเขาก็บอกหนูตลอดว่า เนี่ยเธอก็ไปจัดการของเธอให้เสร็จนะ แล้วเดี๋ยวเราก็กลับมาอยู่ด้วยกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553 เราตกลงเป็นแฟนกัน จนมาถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 วันนั้นหนูรู้สึกไม่อยากไปทำงาน เลยโทรไปถามเขาว่า อยู่ห้องหรือเปล่า? ด้วยความที่เขาออกจากบ้านไปเช่าห้องอยู่ เขาก็บอกว่า ไม่ได้อยู่ห้อง หนูก็บอกว่า ไม่อยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ต้องล็อคห้องนะ เดี๋ยวจะไปนอน เขาบอกว่า ไม่ต้องมา ออกมาแล้ว ซึ่งหนูก็รู้สึกว่ามันต้องมีอะไรสักอย่าง หนูก็ไปถึงปุ๊บ เห็นรถเขาจอดอยู่ หนูก็เลยไลน์ไปถามอีกว่า อยู่ห้องหรือเปล่า? เขาบอกว่า ไม่อยู่ ออกมาแล้ว หนูก็เลยถามตัวเองว่า ยอมรับได้หรือเปล่าถ้าต้องเจออะไร ก็เลยเลือกที่จะรออยู่ตรงนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง แต่ก็คิดในใจว่าขึ้นไปดีกว่า แล้วหลังจากนั้นทุกอย่างก็เหมือนในหนังเลย พอหนูผลักประตูเข้าไปในตัวอาคาร เขาเดินลงมาด้วยกัน 2 คนจากบันไดขั้นสุดท้ายพอดี พอเขาเห็นหนู เขาดึงมือผู้หญิงคนนั้นไว้ข้างหลังเขา หนูก็เลือกที่จะไม่พูด ไม่ถามอะไรสักคำ แล้วเดินหันหลังมาเลย หนูได้แต่บอกตัวเองว่ามันจบแล้ว และหนูก็ไม่ติดต่อเขาไปอีก จนวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เขาไลน์มาว่า เธอพรุ่งนี้วันวาเลนไทน์นะ อยากได้อะไรหรือเปล่า? เขาอยากให้หนูเป็นครั้งสุดท้าย หนูก็ตอบไปว่า ไม่อยากได้อะไรเลย เพราะสิ่งที่ขอ ได้ขอไปหมดแล้ว ไม่เอาแล้ว เขาก็บอกว่า งั้นดูแลตัวเองดี ๆ แล้วกัน หนูก็มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ เช่าห้องเล็ก ๆ อยู่คนเดียว เพราะบางวันเราเลิกงานดึก เผื่อไม่ต้องกลับบ้าน ส่วนลูกอยู่กับพ่อ-แม่ของหนู วันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พอหนูขับรถจากที่ทำงานมาถึงหอพัก รถเขาก็จอดอยู่ หนูก็ตกใจว่าเขามาได้ยังไง เขาก็บอกว่า ทุกวันเขาไปแอบดูหนูที่ทำงาน แล้วก็สะกดรอยตามจนรู้ว่าหนูอยู่ที่นี่ ตลอดเวลาตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เขาพูดตลอดว่า ขอเวลาได้ไหม สัญญาด้วยชีวิตว่าวันหนึ่งจะกลับมา ขอโอกาสได้ไหม? ซึ่งหนูก็บอกเขาไปว่า ให้เวลาได้แต่ไม่นานพอถึงกับไม่มีกำหนด แล้วมันคาราคาซังแบบนี้ตลอดเวลา ทุกครั้งที่เขามาหาหนู เขาก็จะพูดแบบนี้ ซึ่งหนูไม่อยากจะเชื่อในคำพูดเขาแล้ว เพราะการกระทำของเขามันทำให้เห็นชัดแล้วว่า เขาไม่กลับมาหรอก... แต่ด้วยความที่เราอยู่ด้วยกันมานาน ทุกครั้งที่เขาจะมา เหมือนเราใจอ่อนปล่อยให้เขามา ทุกครั้งที่หนูเริ่มที่จะอยู่ได้ พอเขามาหนูต้องเริ่มต้นใหม่อีก แต่หนูก็ได้บอกสิ่งที่ต้องการกับเขาไปแล้วว่า ถ้าคุณจะไป คุณไปจากเราได้เลย ไม่ต้องหันหลังกลับมา ซึ่งเขาก็บอกว่า เขารู้แค่ว่าเขาไม่มีวันทิ้งหนู เขาไปจากหนูไม่ได้ เขาไปอยู่กับผู้หญิงคนนั้น แต่เขาก็คิดถึงหนู แต่หนูบอกว่า ไม่เป็นไร ถ้าจะไปคุณไปให้สุดเลย แต่ถ้าวันหนึ่งคุณอยากกลับมา คุณต้องมาแบบ 100% เขาก็บอกว่า ขอได้ไหมอย่าเป็นแบบนี้ ช่วยยอมรับหน่อยได้ไหมว่ามันเป็นความผิดของหนู ถ้าวันนั้นหนูไม่เป็นหนี้ ไม่มีปัญหาชีวิตแบบนั้น เขาก็ไม่ออกจากบ้านมาหรอก เราก็มีความสุขกันดี แต่วันนี้ที่เขาไปมีคนอื่นมันเป็นเพราะหนู ในเรื่องของความเป็นพ่อ เขาก็เป็นพ่อที่ดีในระดับหนึ่ง เขาส่งเงินมาให้ตลอดทุกอาทิตย์ แต่ตอนที่ลูกอยู่กับพ่อ-แม่ของหนู เราก็ไม่ได้ห่างกัน เพราะบ้านเราอยู่ตรงข้ามกัน เมื่อก่อนเราทำงานกลางคืน ช่วงกลางวันลูกจะอยู่กับเรา เราจะไปส่งลูกที่โรงเรียน ไปรับลูกมาอยู่ด้วยกัน พอถึงเวลานอนแค่นั้นที่จะให้อยู่กับตายาย หลังจากนั้นเขาก็บอกว่า เขาเลิกกับผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ เขายอมรับว่ารักผู้หญิงคนนั้น แต่รักหนูมากกว่า วันที่หนูจับได้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ทางผู้หญิงคนนั้นโทรมาหาหนูว่า พี่จะเอายังไง? หนูก็บอกว่า พี่ต้องเอาสามีพี่คืนสิ เขาก็บอกว่า ไม่ให้ ก็นี่จะเอาเหมือนกัน หนูก็บอกว่า พี่ก็ไม่อยากแย่งผู้ชายกับใครนะ แม้ผู้ชายคนนี้จะเป็นสามีพี่ก็ตาม ถ้าหนูจะเอาก็เอาไปเถอะ จนเมื่อประมาณอาทิตย์ที่แล้ว ผู้หญิงคนนั้นได้โทรมาหาหนูและถามว่า พี่คิดว่าเราจะใช้ชีวิตกันแบบ 3 คนได้ไหม เพราะเขาก็ยังคิดถึงพี่ พี่จะรับได้ไหม? หนูก็บอกว่า รับไม่ได้ ไปอยู่กันเถอะ หนูอยากถามว่า หนูจะทำยังไง ให้ตัวเองเด็ดขาดที่ไม่ให้เขามาหาอีก? ซึ่ง “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ไม่มีวันทำได้ ไม่ต้องพยายาม หนูเฝ้าบอกทั้งตัวเองและพวกพี่ทั้ง 3 คนว่าหนูทำใจได้ แต่ในความเป็นจริงหนูไม่มีวันทำได้ ถ้าทำได้มันทำไปแล้ว และปลายทางที่ยังบอกเขาว่า ถ้าเธอจะกลับมาเมื่อไหร่ เธอต้องกลับมา 100% นะ แค่คำนี้ก็บอกแล้วว่าต่อให้เขาไปเลวระยำตำบอนที่ไหน กลับมาได้ทุกเมื่อ สำหรับเคก็ยอมผู้ชายคนนี้ไปทั้งชีวิตแล้ว ไม่มีวันที่เคจะต่อต้านอะไรเขาได้ เพราะลึก ๆ แล้วจิตใต้สำนึกเคไม่ได้จะต่อต้านเขา จริง ๆ วิธีการที่เราจะตัดใครสักคน ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่าก็ตัดให้มันเด็ดขาด แต่สุดท้ายเราฟังออกว่า ใครที่มีความเด็ดเดี่ยวที่จะตัดจริง ๆ กับใครที่ไม่มีวันตัดได้ คือถ้าคนที่บอกว่าตัวเองเด็ดขาด มันจะไม่รับโทรศัพท์ด้วยซ้ำ ไม่ว่าเขาจะขอกลับมาด้วยรูปแบบไหน เขาจะไม่มีวันได้กลับมา แต่ตอนนี้กับเคมันไม่ใช่ วัดจากอายุเขาอยู่กับเรามาครึ่งชีวิต แต่เขาคือส่วนที่เลวร้ายของชีวิต ถ้าเป็นร่างกายเขาก็อาจจะไม่ต่างอะไรกับเนื้อร้าย วันหนึ่งอยู่ดี ๆ ก็มีคนเอาก้อนเนื้อร้ายนั้นออกไป แต่เราเองนี่แหละที่พยายามแย่งชิงเนื้อร้ายกลับมา มันแค่นี้เอง โดยที่เราคิดว่านี่คือแฟนคนแรกที่อยู่กับเรามาครึ่งชีวิต แต่เราไม่ได้คิดว่าชีวิตฉันแย่มาครึ่งชีวิตแล้ว คำว่าครอบครัวที่สมบูรณ์ไม่จำเป็นต้องครบพ่อ แม่ ลูก 3 คน จำนวนของคนครอบครัวที่น้อยที่สุดคือ 2 คน ตอนนี้โรงเรียนเขาสอนเด็กทุกคนแบบนี้ หลาย ๆ ครอบครัวเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์เมื่อมีใครสักคนออกไป ลองเปลี่ยนความคิดนี้ดูใหม่ ค่อย ๆ ทำความเข้าใจกับมัน แล้วตอบตัวเองให้ได้ว่าอะไรดีหรือไม่ดีกับชีวิต ครอบครัว และลูกของตัวเอง ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘ช่วยยังไงในเมื่อปากเคยังบอกให้เขาเข้ามา พวกพี่จะทำอะไรได้ แย่งเขากลับมายังง่ายกว่าเลย เพราะผู้หญิงคนนั้นเขาเริ่มลังเลแล้วว่า ผู้ชายอยู่กับเรายังบอกคิดถึงเมียเก่า แต่สิ่งที่แย่งชิงคือ แย่งขยะกันอยู่ไง ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่สบายใจหรอก โยนกันไป โยนกันมา ขยะติดมือใครคนนั้นก็เหม็นแค่นั้นเอง แล้วก็ผู้ชายที่มีคนอื่น มีโลกสองใบ ยังจะโยนความผิดให้กูอีก เพราะว่ากูเป็นหนี้ถึงทำให้มึงมีเมียน้อยมันใช่ไหมล่ะ ตอนนี้พี่ก็เหลือแค่งัดปากเคขึ้นมาบอกว่า ไม่ให้มา ปากเคเป็นคนพูดเอง เคต้องรู้จักปฏิเสธ และขอย้ำเลยว่า ครอบครัวที่สมบูรณ์ไม่ใช่พ่อ แม่ ลูกเท่านั้น ครอบครัวที่สมบูรณ์คือ การดูแลเด็กคนนี้ด้วยความรัก ความสุข ด้วยกำลังแรงกายแรงใจทั้งหมดที่เธอมี ซึ่งวันนี้เธอจะเอาความสุขไปดูแลลูกไม่ได้เลย ถ้าชีวิตเธอยังไม่มีความสุข ผู้ชายคนนี้อยู่ในชีวิต ต่อให้มันไปมีเมียน้อยก็ไม่มีความสุข กลับมาก็ไม่มีความสุข ให้ผู้คนหญิงคนนั้นไป เด็ดเดี่ยวในการพูดว่า ไม่ แล้วบล็อก ต่อไปนี้อย่ามายุ่งกับฉัน เธอไม่ได้ดีพอที่จะเป็นสามีที่ดีและพ่อของลูกฉัน ณ วันนี้ทำหน้าที่พ่อไป เพราะหน้าที่สามีสิ้นสุดตั้งแต่มีผู้หญิงคนนั้นแล้ว สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘สิ่งที่พูดมันอาจจะทำร้ายความรู้สึกหนู แต่ว่าพี่อยากให้หนูมีชีวิตที่ดีกว่านี้ คำถามที่หนูถามว่า ทำยังไงถึงจะหลุดพ้นจากเรื่องนี้ได้ พี่ก็จะบอกว่า ทำให้ได้อย่างที่หนูพูดกับพวกพี่ทั้งหมดตั้งแต่ต้นรายการ ถ้าหนูจำไม่ได้หนูไปเปิดฟังอีกทีก็ได้ เอาจริง ๆ หนูเป็นคนฉลาด หนูพูดเหมือนหนูรู้ทุกอย่างว่าสามีคนนี้เป็นคนแบบไหน หนูแค่ต้องทำให้ได้อย่างที่หนูรู้ด้วยการใช้สมอง เพราะพี่รู้สึกว่าทุกครั้งเวลาที่เขากลับมา หนูจะใช้ความรู้สึกอย่างเดียวเลยว่า หนูขาดเขาไม่ได้ แต่ถ้าหนูใช้สมองตามที่หนูคิด อย่างที่พูดกับพวกพี่มาทั้งหมด หนูจะบอกกับตัวเองได้ทันทีว่า หนูจะไม่ปล่อยให้คนนี้กลับเข้ามาในชีวิตเป็นอันขาด มันยากพี่เข้าใจ แต่ถ้าเราใช้เหตุผลคุยกับตัวเอง พี่ว่าหนูจะผ่านมันไปได้ การที่เขาอยู่กับเรามาตลอดครึ่งชีวิต แล้วเขาทำกับเราแบบนี้ มันยิ่งชัดเจนเหลือเกินว่า คนนี้ไม่มีค่าอะไรเลยที่เราจะต้องรักษาเอาไว้ อยากให้กลับไปฟังสิ่งที่ตัวเองพูดทั้งหมด แล้วทุกครั้งถ้าเขาจะกลับมาก็เปิดสิ่งที่พูดให้พวกพี่ฟังก็ได้ และเราเป็นคนเลือกได้นะเค ไม่ใช่เขาเป็นคนเลือก ว่าจะกลับหรือไม่กลับมาในชีวิตเรา มันเป็นสิทธิ์ของเรา เหมือนที่เขาเลือกชีวิตของเขาที่จะทิ้งเราไปและมีผู้หญิงคนอื่น...เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แฟนต่างชาติที่เคยนอกใจกลับมาขอแต่งงาน ขณะที่หนูได้โอกาสไปเรียนและทำงานที่ออสเตรเลีย หนูควรให้โอกาสเขาหรือไปเรียนต่อดีคะ?

11 ก.ย. 2026

แฟนต่างชาติที่เคยนอกใจกลับมาขอแต่งงาน ขณะที่หนูได้โอกาสไปเรียนและทำงานที่ออสเตรเลีย หนูควรให้โอกาสเขาหรือไปเรียนต่อดีคะ?

แฟนต่างชาติที่เคยนอกใจกลับมาขอแต่งงานขณะที่หนูได้โอกาสไปเรียนและทำงานที่ออสเตรเลียหนูควรให้โอกาสเขาหรือไปเรียนต่อดีคะ? ‘คุณกะเพรา’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (9 กันยายน 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นกำลังสับสนระหว่างความรักกับอนาคต เมื่อแฟนหนุ่มที่เคยนอกใจกลับมาขอแต่งงาน ในวันที่เธอได้รับโอกาสไปเรียนและทำงานที่ออสเตรเลีย ‘คุณกะเพรา’ (นามสมมติ) อายุ 25 ปี โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเธอและแฟนหนุ่มชาวต่างชาติ โดยเธอเล่าว่าทั้งคู่รู้จักกันผ่านแอปหาคู่ตั้งแต่ปี 2024 และติดต่อพูดคุยกันมาโดยตลอด ฝ่ายชายเดินทางมาหาเธอที่ประเทศไทยทุก 1-2 เดือน ทำให้ความสัมพันธ์พัฒนาไปในทิศทางที่จริงจังมากขึ้น ถึงขั้นที่เธอพาแฟนหนุ่มไปรู้จักกับครอบครัวของตนเองแล้ว กระทั่งช่วงกลางปีที่ผ่านมา แฟนหนุ่มเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยพร้อมกลุ่มเพื่อนที่จังหวัดพัทยา แต่ในคืนหนึ่งเขากลับขาดการติดต่อไปทั้งคืน ก่อนจะกลับมาพูดคุยกับเธอตามปกติในวันรุ่งขึ้น เธอจึงไม่ได้ติดใจอะไรในตอนนั้น ต่อมาเมื่อแฟนหนุ่มเดินทางกลับมาหาเธอที่กรุงเทพฯ ระหว่างที่เขากำลังนอนหลับ เธอได้แอบเปิดดูโทรศัพท์ของแฟนหนุ่ม และพบว่าเขากลับไปเล่นแอปหาคู่แอปเดียวกับที่ทั้งคู่เคยเจอกันเมื่อปี 2024 อีกครั้ง นอกจากจะคุยกับผู้หญิงหลายคนแล้ว ยังมีผู้หญิงคนหนึ่งที่แฟนหนุ่มแยกออกมาพูดคุยนอกแอปเป็นพิเศษ โดยข้อความที่เธอเห็นคือการชักชวนให้ผู้หญิงคนดังกล่าวมาพบกันที่โรงแรมในจังหวัดพัทยา ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่แฟนหนุ่มของเธอหายไปทั้งคืนพอดี ทำให้เธอคาดเดาว่าทั้งคู่น่าจะมีความสัมพันธ์เกินกว่าคนรู้จักทั่วไป หลังจากทราบเรื่องดังกล่าว ทั้งคู่มีปากเสียงและทะเลาะกันอย่างหนัก แต่แฟนหนุ่มพยายามง้อเธอด้วยการพาไปทานอาหาร พาไปเที่ยว และดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ซึ่งเธอยอมรับว่าแฟนหนุ่มเป็นคนง้อเก่งมาก จนสุดท้ายเธอใจอ่อนและยอมกลับมาคืนดี อย่างไรก็ตาม หลังจากแฟนหนุ่มเดินทางกลับประเทศของตนเองในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ก็กลับมามีปัญหาอีกครั้ง ทั้งคู่ทะเลาะกันจากเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น โทรศัพท์ไม่รับสาย การตอบข้อความแบบสั้น ๆ หรือการสื่อสารที่ดูไม่เต็มใจ จนลุกลามกลายเป็นการประชดประชันและพูดเรื่องเลิกรากันอยู่บ่อยครั้ง เธอยอมรับว่าต่างฝ่ายต่างมีอารมณ์และประชดกันไปมา จนในกระทั่งเธอรู้สึกน้อยใจ เธอตัดสินใจกลับไปเล่นแอปหาคู่เช่นเดียวกันเพื่อประชดและแก้เผ็ดแฟนหนุ่ม หลังจากกลับไปเล่นแอปดังกล่าว เธอก็ได้รู้จักผู้ชายต่างชาติหลายคน และมีบางคนที่เข้ามาติดตามอินสตาแกรมของเธอ จนแฟนหนุ่มเห็นความเคลื่อนไหวเหล่านั้น ไม่นานหลังจากนั้น แฟนหนุ่มก็กลับมาติดต่อเธออีกครั้ง พร้อมพูดว่า “คิดถึงจังเลย ขอคืนดีได้ไหม” สิ่งที่ทำให้เธอสับสนคือพฤติกรรมของแฟนหนุ่มหลังจากนั้นเปลี่ยนไปอย่างมาก เขากลายเป็นคนที่ยอมเธอทุกอย่าง เอาใจใส่มากขึ้น โอนเงินมาให้ใช้ รวมถึงเริ่มพูดถึงเรื่องอนาคตและการแต่งงานอย่างจริงจัง แฟนหนุ่มบอกกับเธอว่าอีกประมาณสองเดือนจะเดินทางกลับมาประเทศไทยอีกครั้ง และตั้งใจจะเข้าพบพ่อแม่ของเธอเพื่อพูดคุยเรื่องการแต่งงานอย่างเป็นทางการ แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง เธอกลับได้รับโอกาสสำคัญในชีวิต เมื่อพบข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ “Work and Holiday” ที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสามารถทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกันได้ เธอจึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการ และล่าสุดก็ได้รับโควตาเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการยื่นวีซ่าเท่านั้น หากวีซ่าผ่าน เธอจะสามารถเดินทางไปออสเตรเลียได้ทันทีซึ่งโครงการดังกล่าวเปิดโอกาสให้เธออาศัยอยู่และทำงานในประเทศออสเตรเลียเป็นเวลา 1 ปี และสามารถต่อวีซ่าเพื่ออยู่ต่อในปีที่ 2 และปีที่ 3 ได้ อย่างไรก็ตาม เธอกลับรู้สึกลังเล เพราะก่อนหน้านี้แฟนหนุ่มเคยพูดกับเธอไว้ว่า “ทำไมเธอไม่อยากมาอยู่กับฉันเหรอ ทำไมเธอถึงเลือกที่จะหนีฉันไป” ขณะเดียวกัน ฝ่ายชายก็พยายามชักชวนให้เธอไปเรียนภาษาเพิ่มเติม และทำวีซ่าเพื่อย้ายไปอยู่กับเขา โดยยินดีช่วยออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ทั้งหมด แม้ในวันนี้แฟนหนุ่มจะดูเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นมาก แต่เธอยอมรับตามตรงว่า ความเชื่อใจที่เคยมีให้เขานั้นแทบไม่เหลืออยู่แล้ว สิ่งที่เธออยากขอคำปรึกษาจากดีเจทั้งสามคนจึงคือ เธอควรให้โอกาสผู้ชายคนนี้อีกครั้ง หรือควรเลือกเดินหน้ากับโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต หากวีซ่าผ่านและได้เริ่มต้นอนาคตใหม่ที่ออสเตรเลีย เพราะถึงแม้แฟนหนุ่มจะพูดถึงอนาคตร่วมกันมากเพียงใด แต่ลึก ๆ แล้วเธอก็ยังไม่มั่นใจว่า จะสามารถฝากอนาคตของตัวเองไว้กับผู้ชายคนนี้ได้จริงหรือไม่ ในด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำเเนะนำว่า “ถ้าเป็นพี่ พี่ก็เลือกไปออสเตรเลีย หรือไปออสเตรเลียแล้วก็ไม่ต้องเลิกก็ได้ ถ้าเขายังรักอยู่จริง ๆ ถ้าเขารักจริงก็บินไปหา ออสเตรเลียก็ไม่มีปัญหา ถ้าเขาบินมาที่นี่ได้ (ประเทศไทย) ก็ต้องบินไปได้อยู่แล้ว แล้วหนูจะเลือกเขาเลยแล้วชีวิตหนูจะเป็นอะไร เป็นเมียเขาเฉย ๆ ให้เขาเลี้ยงอย่างเดียวเหรอ ไปสิ ไป Work and Holiday สิ ไปหาโอกาสในชีวิต ถ้าอยู่ ๆ หนูจะทิ้งทุกอย่างไปหาเขา ไปเชื่อเขาทุกอย่าง มันเชื่อได้เหรอไอ้ที่เขาคุยกับผู้หญิงคนอื่นในมือถือทั้งหมดที่พัทยา มันก็บอกแล้วนะว่าเขาเป็นคนยังไง หนูจะเชื่อเขาจริง ๆ เหรอ แล้วกลับมาคราวนี้ก็กลับมาแบบแปลกมากอีกมัน Red Flag เต็มไปหมดเลย” ในฝั่งของ ‘ดีเจอ้อย’ ได้ให้มุมมองว่า “พี่รู้สึกว่าช้อยส์มันไม่ได้อยู่แค่ว่าเลือกผู้ชายคนนี้แล้วเราต้องทำลายอนาคตของเรานะคะ แล้ว 1 ปีมันก็วัดอะไรได้หลายอย่าง บางทีชีวิตมันไม่ได้ง่ายค่ะ พี่ว่าถ้าหนูจะเลือกเขาไปเลย มันต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างมาก คือไม่รู้สิ มันมองได้หมดเดี๋ยวนี้การติดต่อสื่อสารมันก็ง่ายมาก เหมือนเรายังรู้จักเขาน้อยอยู่ด้วย มันไม่คุ้มเสี่ยง” ในฝั่งของ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้มุมมองว่า “ถ้าตอบสั้น ๆ พี่ก็เลือกไปออสเตรเลีย สนับสนุนให้ไปเรียน ไปทำเพื่อตัวเอง ถ้ารักกันจริง ไปออสเตรเลียก็ต้องมีทางออกครับ เขาก็ดูเป็นผู้ชายที่มีบาดแผล ไม่น่าจะไว้ใจได้เท่าไหร่” ท้ายที่สุดแล้ว ดีเจทั้งสามมีความเห็นตรงกันเป็นเอกฉันท์ว่า สนับสนุนให้คุณกะเพราเลือกเดินตามโอกาสและอนาคตของตัวเอง ด้วยการไปออสเตรเลียตามที่ตั้งใจเอาไว้ เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้เข้ามาในชีวิตบ่อย ๆ ขณะที่ความรัก หากเป็นความรักที่แท้จริง ก็ไม่ควรเป็นสิ่งที่ขัดขวางการเติบโตของอีกฝ่ายเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
♪efm
-

-