คนคุยชอบส่งรูปคนป่วยมาให้ดู เราบอกว่าไม่ชอบ แต่เขาก็ยังส่ง ล่าสุดคือถ่ายรูปตอนเราป่วย ซึ่งเราไม่โอเคมาก!

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

คนคุยชอบส่งรูปคนป่วยมาให้ดู เราบอกว่าไม่ชอบ แต่เขาก็ยังส่ง ล่าสุดคือถ่ายรูปตอนเราป่วย ซึ่งเราไม่โอเคมาก!

18 ก.ย. 2026

คนคุยชอบส่งรูปคนป่วยมาให้ดู

เราบอกว่าไม่ชอบ แต่เขาก็ยังส่ง

ล่าสุดคือถ่ายรูปตอนเราป่วย ซึ่งเราไม่โอเคมาก! 

        ‘คุณอารีย์’ (นามสมมติ) สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (16 กันยายน 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เรื่องที่คนคุยชอบถ่ายรูปคนป่วยส่งมาให้ดูตลอด

        ‘คุณอารีย์’ (นามสมมติ) อายุ 42 ปี เล่าว่า เธอมีคนคุยอยู่คนหนึ่ง ให้นามสมมติว่า ‘นายบี’ อายุ 43 ปี เธอกับนายบีคุยกันมาค่อนข้างนานแต่ก็ไม่ได้มีการขยับสถานะอะไรไปมากกว่านี้ ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 คนจะมา ๆ หาย ๆ เดี๋ยวก็คุยกันบ้าง เดี๋ยวก็หายไปบ้าง แล้วก็จะกลับมาคุยกันอีก กลายเป็นว่าในตอนที่คุยกัน นายบีจะชอบรายงานเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเสมอ

        จนช่วงสองปีก่อนนายบีเริ่มรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับครอบครัวของเขาให้เธอผ่านทางข้อความ ในตอนที่พ่อของนายบีป่วย เขาก็จะส่งข้อความมาบอกว่า ‘ตอนนี้พ่ออยู่โรงพยาบาล’ พร้อมกับส่งรูปพ่อในลักษณะการนอนติดเตียง รอบตัวมีสายน้ำเกลือห้อยระโยงระยาง เธอจึงตอบกลับไปว่าไม่จำเป็นต้องส่งรูปมาเพราะเกรงว่าสภาพร่างกายของคนป่วยนั้นไม่ได้เหมาะสมหรือน่าดูสักเท่าไหร่ 

        เวลาผ่านไปประมาณครึ่งปี วันหนึ่งนายบีก็ส่งข้อความมาบอกกับคุณอารีย์ว่าน้องชายของเขาป่วยและต้องรีบพาไปหาหมอ เพราะจู่ ๆ น้องชายก็เกิดอาการช็อค ไม่เพียงแค่นั้นนายบียังคงส่งรูปของน้องชายที่กำลังนอนอ้าปาก ตาค้างอยู่บนเตียงของโรงพยาบาลมาให้เธออีกครั้ง เลยทำให้คุณอารีย์ตอบกลับไปว่า ‘ไม่ต้องส่ง เคยบอกแล้วใช่ไหมว่าไม่ต้องส่งมา’ ตัวของนายบีก็ทำเพียงแค่ตอบรับเธอเท่านั้น 

        และเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จู่ ๆ เขาก็รายงานสถานการณ์มาอีกว่าย่าของเขานั้นป่วยเข้าโรงพยาบาล และก็ยังคงเป็นอีกครั้งที่นายบีนั้นถ่ายรูปของย่าอายุราว ๆ 80-90 ปี ส่งมาให้เธอดูในลักษณะที่นอนอยู่บนเตียง ร่างกายของย่าผอมแห้ง นอนห่อเหี่ยวตามวัยของคนชรา โดยที่ยังคงสวมเครื่องช่วยหายใจไว้อยู่ ด้วยความไม่พอใจคุณอารีย์จึงได้บอกกับนายบีไปว่า ‘พี่ไม่จำเป็นต้องส่งมาเลย ไม่ควรจะส่ง ช่วยให้เกียรติคนป่วยหน่อย’ แต่นายบีก็ได้ตอบกลับมาว่าเขาได้ขออนุญาตคุณหมอแล้ว ซึ่งเธอก็ได้บอกเขาอีกว่าต่อให้จะขออนุญาตคุณหมอแล้วมันก็ไม่สมควรที่จะถ่ายรูปคนป่วยอย่างนี้ นายบีจึงอธิบายว่าที่ตนถ่ายเป็นเพราะเขาต้องส่งรูปไปให้หัวหน้าดูเพื่อที่จะแจ้งลาในวันพรุ่งนี้  คุณอารีย์เลยบอกว่าหากนายบีต้องการจะแจ้งขอลา เขาสามารถขอเอกสารใบรับรองแพทย์จากทางโรงพยาบาลไปยื่นใช้เป็นเอกสารแทนได้ไม่จำเป็นต้องถ่ายรูปคนที่กำลังนอนป่วยในภาพลักษณ์ที่ไม่น่ามองไปให้คนอื่น และก็เหมือนเช่นเคยที่เขาก็ทำเพียงรู้รับกับสิ่งที่เธอตักเตือนแค่นั้น

        จนกระทั่งปลายปีที่แล้ว คุณอารีย์ต้องเข้าผ่าตัดที่โรงพยาบาล เธอและนายบีก็ได้มีการพูดคุยกันทั่วไป นายบีก็ถามเธอถึงอาการป่วย และสถานที่ว่าเธอนั้นเข้าผ่าตัดที่ไหนและเมื่อไหร่ แต่เขาไม่ได้บอกกับเธอว่าจะมาเยี่ยม ส่วนตัวของคุณอารีย์ก็มีพี่ชายมาเฝ้าอยู่แล้ว ปรากฎว่าวันที่เธอเข้ารับการผ่าตัด เธอก็ได้แจ้งสถานที่และเลขห้องกับนายบีไปพร้อมกับบอกว่าจะเข้ารับการผ่าตัดตอนช่วงเวลาประมาณบ่าย 2 โมงและตัวเธอก็เข้าห้องผ่าตัดไป เมื่อเวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วง 1 ทุ่ม คุณอารีย์ก็ได้ออกจากห้องผ่าตัดด้วยอาการสลึมสะลือ กึ่งหลับกึ่งตื่น แล้วในจังหวะที่บุรุษพยาบาลกำลังนำตัวเธอไปที่ห้องพัก เธอก็สังเกตเห็นนายบียืนอยู่ตรงบริเวณหัวเตียงและเดินตามเธอมา แต่ไม่ได้มองเห็นชัดมากนักเพราะอาการสลึมสะลือที่ยังไม่หายดี แต่ตัวคุณอารีย์ก็ไม่ได้คิดอะไรและนายบีก็ไม่ได้เดินตามเธอเข้ามาถึงภายในห้องพักผู้ป่วย เขาเพียงแต่ส่งข้อความมาหาเธอเพียงเท่านั้น พี่ชายของคุณอารีย์ที่อยู่ในห้องก็ได้แจ้งกับคุณอารีย์ว่าโทรศัพท์ของเธอนั้นมีสายเรียกเข้ามากมายจากครอบครัว คุณอารีย์จึงหยิบขึ้นมาเช็คดูแต่ปรากฎว่าในตอนที่เธอกดอ่านข้อความของนายบี เธอก็เห็นว่าสิ่งที่เขาส่งมานั้นเป็นรูปภาพของเธอที่อยู่บนเตียงผู้ป่วยขณะที่โดนเข็น ด้วยเสื้อผ้าของโรงพยาบาลที่หลุดรุ่ยไม่เหมาะสมเพราะเพิ่งออกมาจากห้องผ่าตัด คุณอารีย์จึงรู้สึกไม่สบายใจและมองว่านายบีกระทำเกินไปที่ถ่ายรูปคนป่วยเพื่อส่งมาว่า ‘ฉันเห็นเธอแล้วนะ เธอเดินผ่านฉันนะ’ จากนั้นนายบีก็ได้โทรศัพท์หาเธอหลายครั้งจนเมื่อเธอรับสาย นายบีก็บอกกับเธอว่า ‘เนี่ย อยู่หน้าห้องไม่กล้าเข้าไป’ คุณอารีย์เลยถามนายบีไปว่า ‘แล้วพี่ถ่ายรูปส่งมาทำไม’ นายบีก็ตอบกลับมาว่า ‘ก็จะได้รู้ไงว่าอยู่ตรงนั้นนะ เห็นเธอนะ’ พอนายบีเข้ามาภายในห้อง พี่ชายของเธอก็คอยสอดส่องมองพฤติกรรมของเขาไม่ให้ทำตัวรุ่มร่ามใส่เธอ คุณอารีย์จึงบอกนายบีไปตามตรงด้วยความไม่สบายใจเรื่องการถ่ายรูปว่า ‘ไม่จำเป็นต้องถ่ายเลย จะถ่ายทำไม’ นายบีก็มีท่าทีอึกอักและไม่ตอบอะไร 

        จนเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เธอและนายบีนัดเจอกัน แต่แล้วนายบีก็ส่งข้อความมาบอกว่าไม่สามารถไปได้แล้วเนื่องจากแม่เลี้ยงเข้าโรงพยาบาลและก็เป็นเหมือนทุกครั้งที่นายบีจะส่งรูปของแม่เลี้ยงในสภาพร่างกายที่ไม่ค่อยดีมา อีกทั้งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาแม่ของนายบีก็ต้องเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง เขาก็ยังถ่ายรูปส่งมาให้เช่นเดิม แม้ว่าเธอจะย้ำบอกหลายครั้งว่าไม่ต้องส่งมา เขาก็ทำเพียงอ่านข้อความของเธอและก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเลยจนถึงตอนนี้ คุณอารีย์ยังบอกอีกว่าเวลาเธอบอกว่าความคิดของเขามันแปลก นายบีก็มักจะตอบกลับมาว่าเป็นเพราะเธอมีอคติ หรือเวลาพูดอะไรไปแล้วเขาไม่อยากยอมรับ นายบีก้จะประชดชันใส่เธอว่า ‘เออพี่มันเลวเอง พี่มันโง่เอง’ เลยอยากถามพี่ ๆ ดีเจว่ามันเป็นเรื่องปกติที่คนอื่นเขาทำกันไหมหรือเป็นเพราะเธอคิดมากไปเอง และอยากได้คำแนะนำว่ามีวิธีการสื่อสารที่สามารถบอกเขาดี ๆ ได้บ้างไหม เธอจะได้ไม่โดนสวนกลับมาว่า ‘อคติ’ 

        เริ่มที่ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ปกติไหมพี่ก็ไม่รู้ แต่ว่าตัวเติ้ลเองก็ไม่ชอบดูรูปอะไรแบบนี้ และพี่ก็รู้สึกว่าคุณอารีย์พูดดี ๆ ไปหมดแล้วที่คุณอารีย์พูดไม่ใช่ไม่ดีเลย พี่ยังไม่เห็นคุณอารีย์ด่าเขาตรงไหนเลย มีแต่พูดว่าอย่าถ่ายเลย ซึ่งคุณอารีย์พูดไปหมดแล้ว พี่ก็เลยรู้สึกว่าเขาจะไม่เปลี่ยน นี่คือนิสัยเขาแล้ว แต่ที่เติ้ลถามว่าคุณอารีย์ชอบเขาไหมเพราะเติ้ลรู้สึกว่าถ้าคุณอารีย์ชอบเขาแม้สถานะจะเป็นคนคุยไม่ยอมคบกัน แต่ที่เล่ามาก็เหมือนแฟนกันแล้ว ถ้าคุณอารีย์ชอบเขา คุณอารีย์ก็ต้องยอมรับข้อนี้เพราะว่าตั้งแต่ฟังมา ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ได้อิน เขาคงบล็อคไปตั้งแต่ 2-3 รอบแรกแล้ว ถ้าเป็นคนคุยคนนี้ก็จะถูกปัดทิ้งไปได้ง่ายมาก แต่ทีนี้คุณอารีย์ก็ต้องคุยกับตัวเองดี ๆ ว่าถ้าชอบเขาจริง ๆ คุณอารีย์ก็ต้องยอมรับนิสัยข้อนี้ให้ได้ค่ะ เพราะเติ้ลคิดว่าเขาน่าจะไม่เปลี่ยน’

        ถัดมาที่ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘เหมือนคุณเติ้ลทุกอย่างเลยค่ะ คือเขาก็เป็นของเขาแบบนี้ เวลาที่เรามาเจอคนคุยหรือคนที่เข้ามาในชีวิต บางทีมันก็จะมีอะไรบางอย่างที่เราไม่ชอบใจ ฉะนั้นมันต้องปรับซึ่งเราก็บอกไปแล้ว และอันนี้มันก็ปรับง่ายมากแค่ไม่ส่งรูป คือเรื่องง่าย ๆ เขายังทำไม่ได้เลยแปลว่าสิ่งนี้เขาไม่ปรับแล้วแหละ พอเขาไม่ปรับก็ต้องกลับมาถามตัวเองแล้วว่าเราจะรับได้ไหม มันไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราจะต้องมานั่งปรับกันคนละครึ่งทางนะ มันแค่อันนี้เขาไม่ปรับก็ต้องถามตัวเองว่าเรายอม 100% เลยได้ไหม จริง ๆ ถ้าเราโดนคนติงประมาณ 3-4 รอบกับเรื่องเดิม ๆ เราจะนึกออกแล้ว แล้วเวลาเตือนยังจะ Toxic ว่าอคติ ไม่รับฟัง ไม่แก้ไขอีก บางเรื่องเราก็แค่ตั้งคำถามว่า ‘หรือเราจะไม่เข้ากันนะ’ แต่ถ้าเราโอเคก็โอเค’

        ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า ‘ผมว่าอายุ 43 ปี ถ้ายังรุงรังแล้วก็พูดจาไม่รู้เรื่อง ผมว่าเสียเวลา เป็นผมผมไปตั้งนานแล้วครับ คืออายุปูนนี้ควรจะรู้แล้วว่าโลกมันเป็นยังไง ประเภทที่ว่า ‘ฉันมันคนเลว ฉันมันคนชั่ว’ เหมือนอายุ 18 ปี แล้วมารุงรังงอแง และเรื่องส่งรูปคนป่วยมาเนี่ย 3 รอบก็เต็มกลืนแล้วครับ อันนี้ 6-7 รอบแล้วยังพูดไม่รู้เรื่องอีก แล้วจะเอาคนอย่างนี้มาอยูjกับเราอีก 24 ชั่วโมงจริงเหรอครับ แค่คุยก็รำคาญแล้วจะอยู่กันยังไง คือมีอะไรดีจนทำให้ก้าวข้ามเรื่องพวกนี้ได้เหรอครับ ถามตัวเองว่าอยู่กับคนอย่างนี้ได้ทั้งชีวิตจริง ๆ เหรอ แล้วเราอายุปูนนี้แล้วก็ควรจะรู้ว่าอันไหนเสียเวลา เราไม่ควรมาเสียเวลาเดิมพันกับการที่คน ๆ หนึ่งจะเปลี่ยนรึเปล่า ถ้าเราอายุ 20-30  ต้น ๆ มันยังพอลุ้นได้ ยังพอเสียเวลากับคนนี้ได้ แต่เรา 40 กว่ากันแล้วยังมีเวลาเปลี่ยนใครอีกเหรอครับ เราควรเจอคนที่ง่าย ๆ ลงตัวได้แล้วรึเปล่า คุณอารีย์ต้องใช้เวลาเปลี่ยนแปลงคนนี้อีกกี่ปีครับ ไม่รู้เปลี่ยนได้หรือไม่ได้ด้วย แล้วคุณอารีย์จะเสียเวลาชีวิตไปอีกเท่าไหร่ แต่ถ้าชอบแบบนี้ก็เชิญครับ แต่อย่าไปคิดว่าจะเปลี่ยนอะไรเขาแล้วกันครับ เขาเป็นอย่างนี้มา 40 กว่าปีแล้วก็คงเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ’

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

อยู่กับแฟนที่ต่างประเทศ แฟนหนูเป็นชาวต่างชาติ เค้าเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา แต่ออกจากที่ทำงานมหาลัยมาแล้ว ประเด็นคือ มีนักศึกษาผู้หญิงคนนึง ส่งข้อความมาหาแฟนเราตลอด แฟนก็พูดถึงเด็กคนนี้ตลอดให้เราฟัง มันเป็นเรื่องที่ผิดปกติไหม? แฟนบอกคุยทุกวันเพราะเอ็นดูเฉยๆ

20 พ.ค. 2025

อยู่กับแฟนที่ต่างประเทศ แฟนหนูเป็นชาวต่างชาติ เค้าเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา แต่ออกจากที่ทำงานมหาลัยมาแล้ว ประเด็นคือ มีนักศึกษาผู้หญิงคนนึง ส่งข้อความมาหาแฟนเราตลอด แฟนก็พูดถึงเด็กคนนี้ตลอดให้เราฟัง มันเป็นเรื่องที่ผิดปกติไหม? แฟนบอกคุยทุกวันเพราะเอ็นดูเฉยๆ

“คุณโดนัท (นามสมมติ)” อายุ 40 ปี สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [14 พ.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อม” เกี่ยวกับปัญหาสามีเป็นครู แต่มีลูกศิษย์ที่สนิทกันเกินไป จนเรารู้สึกระแวง โดย “คุณโดนัท (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘สามีหนูเป็นชาวต่างชาติอายุจะ 50 ปีแล้ว เราแต่งงานกันมาได้ 10 กว่าปีแล้ว มีลูกด้วยกัน 2 คน ตอนนี้เราอยู่ด้วยกันที่ต่างประเทศ หนูกับสามีทำงานที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ทางแผนกของเขาจะมีการรับนักเรียนมาฝึกงาน แล้วก็เหมือนเขาเป็นเจ้านายโดยตรง และก็มีช่วยเหลือทั่วไป แต่จะมีนักเรียนอยู่คนนึงที่หนูรู้สึกว่าช่วยเหลือกันมาไปนิดนึง ทั้งช่วยพาไปสมัครต่างๆ หรือพาไปหาอะไรกิน เพราะนักเรียนคนนี้มาจากต่างประเทศ อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัวอยู่ที่นี่ เขาอายุประมาณ 20 ต้นๆ เพราะเขามาเรียนปริญญาโทส่วนตัวของสามีหนู เขาเป็นคนชอบช่วยเหลือคน เพราะเขาจะรู้สึกว่าดีกับตัวเขาเองที่ได้ช่วยเหลือ และตัวเด็กนักเรียนเขาก็มาขอความช่วยเหลือบ่อย ทั้งเรื่องงานด้วย และเรื่องส่วนตัวด้วย ถ้าครั้งไหนที่เขารู้สึกไม่สบายใจเขาก็จะมาปรึกษาสามีหนู บางที Long Weekend เด็กก็ไม่มีอะไรทำ สามีเขาก็ชวนไปเที่ยว ชวนมากินข้าว มาเล่นกับลูกที่บ้าน หรือถ้าเป็นช่วงวันพ่อ นักเรียนก็จะมีการ์ดวันพ่อให้สามีหนู และวันเกิดของสามีปีที่แล้ว นักเรียนคนนี้ก็ซื้อเสื้อโค้ทมาให้ หนูเลยถามว่าราคาเท่าไร ทำไมเสื้อดูดีมากเลย เขาบอกประมาณร้อยเหรียญครึ่ง หนูก็ตกใจ เพราะมันเป็นจำนวนเงินที่เยอะมาก แต่ก็พยายามไม่คิดอะไร ตอนนี้สามีของหนูก็ย้ายไปทำงานอีกแผนกนึงแล้ว จากสถานะหัวหน้างานกับนักเรียนก็กลายเป็นสถานะเพื่อนกัน เขาก็ยังคุยกันอยู่ ช่วงนี้นักเรียนคนนี้กำลังจะเรียนจบ เขาก็หางาน ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ครอบครัวกดดัน สามีหนูก็พยายามคุยและปลอบเขา แต่เขาก็ยังให้หนูดูโทรศัพท์ ว่าไม่ได้คุยกันเชิงชู้สาว แต่ที่คุยกันเพราะเป็นห่วง เอ็นดูเหมือนลูกคนนึง ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยมีสนิทกับนักเรียนคนอื่นเลย แต่เขาเคยเล่าให้ฟัง สมัยวัยรุ่นเขาก็มีเพื่อนเยอะ แต่พอเขาโตขึ้นและมีครอบครัว รวมถึงเพื่อนๆก็แยกย้ายกันไปมีครอบครัว เขาก็เลยไม่ค่อยได้ติดต่อ ไม่มีเพื่อน เขาแค่ชอบช่วยเหลือคน และพอมีเด็กคนนี้เข้ามาที่เป็นทั้งเด็กต่างชาติ มาคนเดียว และไม่ค่อยมีเพื่อน เขาก็เลยต้องคอยช่วยเหลือ เวลาเขาจะพาเด็กนักเรียนมาที่บ้านเขาก็จะขอเราก่อนตลอดว่า มาได้มั้ย? หนูก็โอเค ก็ได้ ที่หนูรู้สึกว่ามันเยอะขึ้นเพราะเขาคุยกันทุกวัน ส่งรูปลูกเราไปให้ดูทุกวัน หรือบางทีเด็ก TEXT มา แต่สามีไม่ได้ TEXT ไป เขาก็จะแบบเป็นอะไรรึป่าว? หนูก็เลยคิดว่าถ้าเป็นเพื่อนกัน ต้องสนิทกันขนาดไหน ถึง TEXT หากันบ่อยๆ มันเป็นเรื่องธรรมดาหรือเปล่า หรือหนูคิดมากไปเอง เพราะไม่สามารถปรึกษาใครได้ หนูเคยคุยเรื่องนี้กับเขาหลายครั้งมาก แต่เขาบอกว่าไม่มีอะไร เขาบริสุทธิ์ใจ แต่หนูเป็นคนคิดมาก ถึงสามีบอกว่าไม่มีอะไร แต่หนูก็ยังคิดมากอยู่ดี หนูอยากถามพี่ๆดีเจว่า หนูคิดไปเอง หรือ แบบนี้มันปกติมั้ย แล้วทำยังไงไม่ให้คิดมากคะ? ซึ่ง “ดีเจอ้อม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ไม่รู้ว่าสามีโดนัทอดีตเขาเป็นยังไง เขามีปมหรือไปเจออะไรมา แต่ถ้าเขาเป็นคนที่มีพลังมากมาย ชอบดูแล ช่วยเหลือคนอื่น แนะนำให้ไปทำอาสาสมัครเลย และอีกอย่างขึ้นอยู่กับการสื่อสารของคุณโดนัทกับสามีว่าสามารถทำได้ตรงแค่ไหน หรือทำให้เขาเห็นว่าเราคุยด้วยเหตุผล ไม่ใช่อารมณ์’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าพื้นฐานสามีโดนัทเป็นคนชอบดูแล เทคแคร์คนอยู่แล้ว มันก็น่าจะพอเข้าใจได้ แต่ถ้าอยู่ๆ มาเป็นแบบนี้เลย มันก็อาจจะแปลกไป แต่ระวังไว้ก็ไม่น่าจะเสียหาย ขอแค่เวลาที่เขาทำอะไรให้อยู่ในสายตาเราเสมอ’ สุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าให้ผมคิด ผมว่ามันอาจจะปกติ รู้สึกว่าอยู่ฝั่งไม่แปลกละกัน แต่ผมไม่กล้าฟันธง เพราะมันเป็นคนละวัฒนธรรมกับบ้านเรา แต่เท่าที่สัมผัสอาจารย์ต่างประเทศจะใกล้ชิดกันมากกว่า ด้วยความที่เขาเป็นต่างชาติ ความคิดเขาอาจจะไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากกว่าอยากช่วยเหลือคนๆนึงที่โดดเดี่ยว แต่จำไว้ว่า เราไว้ใจคนของเราได้ แต่อย่าไปไว้ใจคนอื่น เรามีสิทธิ์ที่จะจับตาดู มีสิทธิ์ที่ทดสอบ มีสิทธิ์ที่จะไม่สบายใจ เพราะฉะนั้นเราต้องคุยกันตรงๆ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ทำยังไงต่อไปดี หนูรู้สึกขยะแขยงตัวเอง... คบแฟนคนนี้มา 5 ปี แฟนเพิ่งมาบอกรสนิยมทางเพศว่าชอบ สวิงกิ้ง เราไม่ชอบเลย แต่ที่หนูยอมเพราะรัก ครั้งแรก เขาพาผู้ชายอีกคนมาให้หนู หนักขึ้นเรื่อยๆ จนครั้งที่สาม เขาพามา 3 คู่ จนหนูทนไม่ไหวแล้ว

07 เม.ย. 2023

ทำยังไงต่อไปดี หนูรู้สึกขยะแขยงตัวเอง... คบแฟนคนนี้มา 5 ปี แฟนเพิ่งมาบอกรสนิยมทางเพศว่าชอบ สวิงกิ้ง เราไม่ชอบเลย แต่ที่หนูยอมเพราะรัก ครั้งแรก เขาพาผู้ชายอีกคนมาให้หนู หนักขึ้นเรื่อยๆ จนครั้งที่สาม เขาพามา 3 คู่ จนหนูทนไม่ไหวแล้ว

“คุณปุกปุย (นามสมมุติ)” อายุ 35 ปี สายที่สามใน รายการพุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (5 เม.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาไม่ชอบรสนิยมทางเพศของแฟน “คุณปุกปุย (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูคบกันแฟนมา 5 ปี เรื่องนี้มันเกิดขึ้นมาประมาณ 1-2 ปีแรกในความสัมพันธ์ของเราสองคน มันดีหมดทุกอย่างเลย แต่แฟนหนูมีรสนิยมทางเพศที่ไม่เหมือนคนอื่น เพราะเขาชอบสวิงกิ้ง ช่วงแรกๆเขาจะเกริ่นๆก่อนว่าเขาชอบสไตล์นี้ แล้วเขาก็บอกว่าถ้าเรื่องเซ็กส์ไปด้วยกันได้ มันจะทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นนะ ด้วยความที่หนูรักเขา ก็เลยพยายามลองเปิดใจครั้งแรก ซึ่งอันดับแรกที่เขาให้ทำก็คือเอาผู้ชายมานวดหนู นวดเสร็จก็มีอะไรด้วยกัน แล้วเขาก็นั่งดู หนูรู้สึกขยะแขยงมาก แต่ก็ต้องทำ เพราะหนูรักเขา หนูอยากรักษาความสัมพันธ์ตรงนี้เอาไว้ แต่พอมีครั้งที่หนึ่ง ก็มีครั้งที่สอง พอมีครั้งที่สอง มันก็ขยับสเต็ปไปอีกแบบนึง จากผู้ชาย 1 คนมานวด ก็กลายเป็นคู่รัก 3 คู่ที่เขามีรสนิยมเดียวกันที่หนูยังยอมอยู่ เพราะรักคำเดียวเลย ที่ผ่านมามันไม่มีความสุขเลย หนูขยะแขยงมาก หนูก็เลยพยายามปฏิเสธ เพราะมันเริ่มมีครั้งที่สี่ หนูก็เลยบอกว่าไม่ไหวแล้ว หนูขอจบแค่ครั้งที่สามพอ หลังจากนั้นเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม และเขาก็นอกใจหนู เพียงเพราะหนูไม่ตอบโจทย์เขาเรื่องนี้อีกแล้ว ตอนนี้เราสองคนก็ยังอยู่ในสถานะที่อยู่ด้วยกัน แต่เขาก็มีคนอื่น หนูจับได้แล้วขอให้เขาเลิก แต่เขาก็ไม่เลิก เขาพูดประมาณว่า จะอยู่ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ไป หนูตอบแบบโง่ๆเลยว่าหนูยอมเขา หนูคิดว่าคนนี้เขาจะคบแบบจริงจัง แต่เขาเพิ่งจะคบกัน ผู้หญิงคนนั้นยังไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้เขามีรสนิยมแบบนี้ หนูพยายามที่จะออกจากความสัมพันธ์นี้แล้ว แต่พอหนูคิดถึงเรื่องนั้นหนูก็ยิ่งขยะแขยงตัวเอง รู้สึกด้อยค่าตัวเองมากๆ ไม่กล้าที่จะไปมีคนใหม่3 ดีเจจึงให้คำแนะนำ “คุณปุกปุย (นามสมมุติ)” ว่า ‘การที่หนูเป็นอยู่ตอนนี้คือการด้อยค่าตัวเองมากกว่าอีก เขาเห็นเราเป็นอะไร เราไม่มีค่าอะไรสำหรับเขาเลย แต่หนูยังเลือกให้ตัวเองเป็นแบบนี้ ทั้งๆที่เขาไล่แล้วแต่เรายังไม่ไป เราจะเริ่มด้อยค่าตัวเองก็ต่อเมื่อเราตัดสินใจอยู่ต่อ ซึ่งตอนที่ปุกปุยรู้ตัวว่าไม่ชอบ และปฏิเสธสำเร็จ นั่นคือวันที่ปุกปุยรู้คุณค่าของตัวเองและคุณค่านั้นมันสูงที่สุดเลยนะ การสวิงกิ้งไม่ได้ทำให้ชีวิตคนเราต้องพังไปทั้งชีวิต มันก็มีกลุ่มคนที่ชอบรสนิยมแบบนี้ แต่ปุกปุยแค่ไปอยู่ผิดกลุ่ม และเขามีรสนิยมแบบนี้เขาก็ไม่ได้ผิดนะ แต่เขาผิดที่เลือกมีคนอื่นแล้วไล่ปุกปุยขนาดนี้ ต้องถามตัวเองว่าเราจะทนไปได้อีกนานแค่ไหน เพราะเราได้คำตอบแล้วว่าคนๆนี้เขาไม่เคยรักเราเลย และมันเสียเวลาชีวิตถ้าสมมุติวันนึงเขากับผู้หญิงคนนั้นไปไม่รอด แล้วเขากลับมาอยู่กับปุกปุย เราต้องกลับไปสวิงกิ้งอีกนะ ชีวิตมันต้องตกนรกไปอีกนานแค่ไหน ซึ่งเขาก็แสดงออกให้เห็นแล้วว่าถ้าจะอยู่กับเขาได้ ต้องเป็นทาสทางเรื่องเพศเท่านั้น เพราะพอไม่มีเรื่องเซ็กส์ ปุกปุยก็ไม่ได้มีค่าอะไรกับคนๆนี้เลย ส่วนคุณค่าของปุกปุยจะอยู่ที่การตัดสินใจเลยว่าจะยอมอยู่ให้เขารู้สึกว่าเราด้อยค่าต่อไปมั้ย และเมื่อไหร่ที่มูฟออน ตอนนั้นคือมีค่าเลย...เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมคบกับแฟนมา 7 ปี ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำอะไรเกินเลยกันนอกจากจับมือ แต่พอโทรเข้ามาปรึกษาในรายการครั้งก่อน จากตอนแรกระดับสกินชิพเราแค่ประมาณ 1 ตอนนี้ขยับมาเป็นระดับ 5 -6 แล้ว สเต็ปต่อไปผมควรทำยังไงต่อดี?

09 ม.ค. 2026

ผมคบกับแฟนมา 7 ปี ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำอะไรเกินเลยกันนอกจากจับมือ แต่พอโทรเข้ามาปรึกษาในรายการครั้งก่อน จากตอนแรกระดับสกินชิพเราแค่ประมาณ 1 ตอนนี้ขยับมาเป็นระดับ 5 -6 แล้ว สเต็ปต่อไปผมควรทำยังไงต่อดี?

ผมคบกับแฟนมา 7 ปี ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำอะไรเกินเลยกันนอกจากจับมือแต่พอโทรเข้ามาปรึกษาในรายการครั้งก่อนจากตอนแรกระดับสกินชิพเราแค่ประมาณ 1ตอนนี้ขยับมาเป็นระดับ 5 -6 แล้ว สเต็ปต่อไปผมควรทำยังไงต่อดี? คุณกู๊ด (นามสมมติ) อายุ 30 ปี เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (7 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาอัปเดตเรื่องราวกับดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เรื่องที่ตนนั้นคบกับแฟนมา 7 ปี แต่ไม่เคยทำอะไรไปมากกว่าการจับมือ มาฟังกันว่าเรื่องราวของคุณกู๊ดจะเป็นอย่างไร คุณกู๊ด (นามสมมติ) ได้เล่าว่า “เมื่อก่อนถ้าให้เปรียบเทียบความสัมพันธ์ว่าลึกซึ้งกันถึงไหน 1-10 ผมให้ 1 แต่ตอนนี้ผมให้ 5-6 ครับ หลังจากที่ตอนที่แล้วได้ออนแอร์ไป ตอนแรกผมก็ยังไม่ได้คิดว่าจะไปคุยกับเขา แต่อยู่ ๆ วันหนึ่งตอนที่เราโทรคุยกัน เขาก็พูดขึ้นมาว่าเขาอยากดูพุธทอล์คพุธโทร ผมก็ตกใจเพราะเขาเป็นคนที่ไม่ค่อยดูรายการอะไรแบบนี้บ่อย แต่สุดท้ายเขาก็ได้ไปฟังแล้วโดยที่ผมไม่ได้บอกเขา คือเขาก็บอกผมว่าเสียงมันคล้ายกับเสียงผม แต่ตอนเล่าผมก็พยายามดัดแปลงบางส่วนเพื่อให้เขาจับไม่ได้แต่เขาก็บอกว่าเสียงมันคุ้นนะ และก็วิธีการหยุดหรือพวกคำสร้อยของผม พอเขาถามมาเราก็รีบบอกไปเลยว่า ใช่ เราเอง เขาก็ไม่ได้โกรธหลังจากนั้นเราก็มีการคุยกัน เขาก็บอกว่าเขาไม่ได้ติดอะไรนะ เขาโอเคกับเรื่องนี้ เพียงแต่ว่าผมไม่ได้เป็นคนรีบ ก็เลยไม่ได้สานต่อ มันเลยกลายเป็นว่าเราสองคนไม่ได้เริ่มกันสักที แต่พอมันเป็นแบบนี้ผมก็ค่อนข้างแฮปปี้ในระดับหนึ่ง ผมเลยไปขอเขาที่ญี่ปุ่นเมื่อประมาณต้นเดือนที่ผ่านมานี้ ถ้าจะอัพเดตเนี่ย ระดับ 5 ที่ผมบอกคือเราก็เริ่มมีการใกล้ชิดมากขึ้น อาจจะมีจุ๊บปากเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนนอนหรือตอนที่อยู่ด้วยกัน แต่ว่ามันก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น” หลังจากฟังเรื่องราวอัปเดตจากคุณกู๊ดจบ เหล่าดีเจต่างก็เขินจนทำตัวไม่ถูก โดย ดีเจต้นหอม ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “คุณกู๊ดอาจจะต้องเป็นคนที่เริ่มต้น มัน 7 ปีแล้วมันก็เริ่มได้แล้วแหละ ให้คุณกู๊ดศึกษาจากหนังผู้ใหญ่ได้เลย สเต็ปต่อไปคุณกู๊ดจะได้รู้ว่ามันไม่ใช่การศึกษาแค่นิสัย มันต้องศึกษากันทั้งหมดเลย เราเข้ากันได้ไหม จังหวะของเราทำให้เขาอึดอัดรึเปล่า มันเป็นเรื่องที่สามารถคุยกันได้เลย” ต่อมา ดีเจเผือก ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า “ให้มันไหลไปตามธรรมชาติครับ ขอให้มันพัฒนาไปอย่างถูกต้องตามครรลองและจังหวะของมันละกันครับคุณกู๊ด ยินดีด้วยที่มันได้เริ่มต้น” สุดท้าย ดีเจเติ้ล ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า “สุดท้ายมันจะปรับปรุงแล้วมันจะไปด้วยกันได้ทั้งคู่”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แปลกไหมคะ ถ้า "อดีตเมียน้อย" ที่แย่งสามีเรา จะกลายมาเป็น "เพื่อนสนิทเราในวันนี้" ตอนนี้เราทั้งคู่เลิกกับอดีตสามีไปแล้ว เขาทักมาเคลียร์ใจ ขอโทษ พอเจอกันบ่อยๆ รู้สึกสนิทกันจนเป็นเพื่อนสนิท แล้วเพื่อนเราที่เคยออกตัวสู้แทนเราในวันนั้นก็ไม่โอเคกับเราไปเลย

02 ธ.ค. 2024

แปลกไหมคะ ถ้า "อดีตเมียน้อย" ที่แย่งสามีเรา จะกลายมาเป็น "เพื่อนสนิทเราในวันนี้" ตอนนี้เราทั้งคู่เลิกกับอดีตสามีไปแล้ว เขาทักมาเคลียร์ใจ ขอโทษ พอเจอกันบ่อยๆ รู้สึกสนิทกันจนเป็นเพื่อนสนิท แล้วเพื่อนเราที่เคยออกตัวสู้แทนเราในวันนั้นก็ไม่โอเคกับเราไปเลย

“คุณแจน (นามสมมติ)” อายุ 35 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคือวันพุธที่ [27 พ.ย. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจอั๋น - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาเป็นเพื่อนสนิทกับเมียน้อยของสามีเก่า โดย “คุณแจน (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ต้องขอเท้าความก่อนว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แจนแต่งงานมีสามี ซึ่งแต่งงานได้เพียง 1 ปี ก็จับได้ว่าสามีมีเมียน้อย ก็คือ...ผู้หญิงคนนี้ ขอให้นามสมมติผู้หญิงคนนี้คือ ‘คุณเอ’ ตอนนั้นพอจับได้ก็ทะเลาะกัน ด่ากันฉ่ำ ทั้งเพื่อนของแจนเอง ทะเลาะกันหนักพอสมควร ก่อนที่จะแยกย้ายกันออกมา ทีนี้ผ่านเวลาไปเราก็หย่ากันเรียบร้อย เลิกกันไม่ได้ติดต่อกัน จนเวลาผ่านไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้ทางคุณเอเขาก็ติดต่อแจนมา เล่าให้ฟังว่า เขาเลิกกับอดีตสามีเราแล้ว เรื่องของเขาก็ค่อนข้างจะน่าสงสารเหมือนกัน เหมือนผู้ชายก็ไปมีผู้หญิงใหม่อีกคนนึง ก็คือนอกใจ ตอนนั้นเราก็ไม่ได้ติดใจกับอดีตสามี ไม่มีความคิดนั้นแล้ว ก็เลยได้ปลอบใจคุณเอว่า... เราก็ต้องใช้ชีวิตนะ แล้วก็ด้วยความบังเอิญเจอกันครั้งแรก มีครั้งหนึ่งเหมือนเขาไปเดินห้าง ๆ นึง แล้วเราอยู่ที่นั่นพอดีก็เลยได้นัดเจอกันเป็นครั้งแรก พอเจอกันก็พูดคุย เขาก็เล่าเรื่องของเขาเรื่องเดิม หลังจากนั้นมันกลายเป็นว่าเราเจอกันเกือบทุกวัน จนกลายเป็นนัดกันทุกวัน บางครั้งเขาก็เป็นคนนัดเรา บางครั้งเราก็เป็นคนนัด พอคุยกันเขาก็พยายามจะขอโทษเราตลอดเวลา เขารู้สึกผิด ด้วยความที่ไลฟ์สไตล์ของเราเหมือน ๆ กัน เสื้อผ้าก็ชอบคล้าย ๆ กัน แล้วยิ่งอยู่ใกล้ ๆ กันด้วย กลายเป็นว่าหลังเลิกงานก็นัดไปกินข้าว ช่วงหลัง ๆ มาเริ่มไปต่างจังหวัดด้วยกัน ด้วยฟีลผู้หญิงชอบถ่ายรูป จนมีครั้งนึงก็ถ่าย TikTok ด้วยกัน เพื่อนของเราเห็น แล้วเพื่อนจำได้ เพื่อนก็โทรมาถามว่า ไปเที่ยวกับคนนี้หรอ? ตอนนั้นก็เลยโกหกเพื่อนไปว่าบังเอิญเจอ คือเราเป็นห่วงความรู้สึกเพื่อน ก็ไม่กล้าไปพูดว่าเขาก็ดีนะ กลัวเพื่อนรู้สึกไม่ดี แล้วอีกเรื่องนึงเราลงรูปใน Facebook แต่ไม่ทันได้ตรวจทานให้ดี ดันมีรูปคุณเอ จนเพื่อนอีกกลุ่มเห็นก็เลยมาถามอีก เราก็เลยเล่าให้เขาฟัง เพื่อนเลยบอกว่ามันไม่ได้นะ! กลายเป็นว่าหลังจากนั้นเราก็ปิดมาตลอด ไม่บอกใคร ไม่ได้ลงอะไรอีกเลย แต่ก็ยังเจอกันตลอดเพราะมีความรู้สึกว่า เขาไม่ได้แสดงใส่ เราก็เริ่มมาสนิทกันจริง ๆ เมื่อ 3 เดือนหลัง แต่เริ่มรู้จักกันเมื่อต้นปี หนูเลยอยากถามพี่ ๆ ดีเจว่า ‘มันแปลกมั้ย เราควรจะปิดบังกับเพื่อนของเรามั้ย หรือเราควรจะบอก หรือไม่บอกดี แล้วควรพูดกับเพื่อนอย่างไร?’ เริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องปกติของโลกนี้ แต่พี่ว่ามันเกิดขึ้นได้ มันไม่ใช่ทุกเคสที่ เมียหลวงจะไปญาติดีกับเมียน้อย แต่มันมี พี่ว่ามันมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ ควรบอกเพื่อนไหม? พี่ว่าควรบอก ถ้าหนูเจอกันขนาดนี้ สักวันนึงเพื่อนก็ต้องรู้ ถ้าจะบอกพี่ว่าต้องบอกความจริง คุยกับเขาก็ไม่ได้ติดค้างอะไร แล้วคุยกับเขาก็โอเคเป็นเพื่อนกันได้ แต่ก็เข้าใจเพื่อนแหละว่า เพื่อนคงเหว๋อ ‘ตอนนั้นกูยังด่ามันกับมึงอยู่เลย’ แต่ก็ต้องบอกเขาว่าเขาก็เลิกกันแล้ว เล่าที่มาที่ไป พี่ว่าเพื่อนก็น่าจะเข้าใจเราก็โต ๆ กันแล้ว จะเลือกคบใครเพื่อนก็แค่น่าจะเป็นห่วง เราก็ต้องดูดี ๆ เขาจะเข้ามาด้วยอะไร โตแล้วหนูคบก็ต้องดูว่าเขาไม่ได้มามีอะไรแอบแฝง พี่ว่าก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร’ ต่อมา “ดีเจอั๋น” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่า มันก็ไม่ใช่เรื่องปกติ พี่จะไม่ระแวง แต่พี่ก็จะระวัง พี่จะไม่ลืม พี่จะไม่มีวันลืมสิ่งนั้น แต่พี่จะไม่เอามันมาเป็นอุปสรรคนะ พี่ยินดีคบเป็นเพื่อนได้ แต่เราก็ต้องเข้าใจเพื่อนว่าจะรู้สึกอะไรบ้างเพราะว่าเขาเป็นเพื่อนที่เคยออกรบมากับเรา ถ้าเป็นพี่พี่จะนัดทานข้าวกับเพื่อนเราบอกว่า มันมีเรื่องแปลกเกิดขึ้นแล้วเล่าเลย แล้วพูดกับเพื่อน แกไม่ต้องห่วงนะ ฉันไม่ลืม กับสิ่งที่เขาเคยทำ แต่ฉันคบกับเขาวันนี้ แต่ฉันไม่ลืมอดีตของเขา’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘สถานการณ์นี้พี่หอมเคยเป็นเอ ก็คือผู้ชายไม่ได้บอกว่า มีแฟนแล้ว พอรู้ว่า แฟนเขาเริ่มโทรมาแสดงตัวว่าเขาคือแฟน เราก็เบรก แต่ส่วนผู้ชายก็จะไป ๆ กลับ ๆ จนเบอร์ 1 เริ่มท้อใจเสียใจ พอรู้ว่าผู้ชายหายไปก็จะเริ่มโทรตามที่เรา มันก็เหมือนผู้หญิงจะโทรคุยกับเรามากขึ้น เรารู้สึกว่ามันมีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ณ ตอนนั้นเราก็ไปกับเขาเยอะ จนกลายเป็นที่ปรึกษาปรับทุกข์พูดคุยสอบถามกัน แต่เพื่อนเราก็จะเตือนแบบนี้เหมือนกัน เพื่อนเตือนว่า เห้ย! ไม่ใช่ ยังไงเขาก็เป็นแฟนเก่า ซึ่งเพื่อนก็จะไม่เข้าใจเราเหมือนกัน แต่ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเราเข้ากันได้ดีเลย แต่ทีนี้ที่เรายุติเพราะว่าเขาก็ไม่ได้หยุดกับทางฝั่งผู้ชาย สรุปได้เลยว่า หอมก็เข้าใจว่าการที่พูดคุยมันก็มาจากคนที่เจ็บช้ำน้ำใจเหมือนกัน แล้วมันเข้าอกเข้าใจ จนกลายเป็นเปิดหมด เราแทบไม่มีความลับต่อกัน เพราะบางเรื่องเหมือนพูดกับเพื่อนไม่ได้ก็เลยเข้าใจว่า มันคบกันได้นะ เพราะมันไม่มีผู้ชายเป็นตัวแปรแล้ว แต่ก็อย่างที่พี่ ๆ เขาบอกกัน เราก็ไม่ต้องกระโดดไปทั้งหมดเพราะมันก็แค่พึ่ง 3 เดือน ในความรู้สึกหอมค่อย ๆ ดูกันไป ถ้ายังมีความสุขกับการอยู่ตรงนี้ แต่ก็ไม่แนะนำให้ปิดเพื่อน ทิ้งท้าย ดีเจทั้งสาม ก็ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า ‘ตอนนี้เพื่อนเป็นห่วงเรา แต่เราก็ไม่ได้ลืม แต่ก็ไม่ต้องไปยืนยันว่า แกเขาดีมาก ๆ เลย บอกเพื่อนว่ามันมีสิ่งนี้เกิดขึ้น แต่ว่าฉันมีสติอยู่นะแก แต่พี่ว่าเราก็ใช้เวลานาน ๆ หน่อย แม้แต่กับเพื่อนก็มีช่วงโปรโมชั่นเหมือนกันนะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-