ซื้อบ้านให้แม่อยู่ ตกลงกันว่าแม่จะช่วยผ่อน
แต่หลัง ๆ แม่ขอไม่ช่วยผ่อนแล้ว พ่อเลี้ยงก็ผลาญเงินอีก
กลายเป็นว่าหนูทั้งเช่าห้องอยู่เองแล้วก็ผ่อนบ้านเอง
หนูเหนื่อยจะแบกแล้วค่ะ

‘คุณข้าวหอม’ (นามสมมุติ) สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (9 กันยายน 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับเรื่องที่แม่ไม่ยอมช่วยผ่อนค่าบ้าน และพ่อเลี้ยงก็ติดพนันหนัก
‘คุณข้าวหอม’ (นามสมมุติ) อายุ 24 ปี เล่าว่า ครอบครัวมีสมาชิกทั้งหมด 4 คน ได้แก่ คุณแม่ น้องสาว ตัวเธอเอง และพ่อเลี้ยง ปัจจุบันเธอเรียนจบและเริ่มทำงานมาได้ประมาณ 2 ปีกว่าแล้ว โดยในช่วง 9 เดือนแรกของการทำงาน เธอตัดสินใจซื้อบ้านหลังใหม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ครอบครัวอาศัยอยู่ในห้องเช่าที่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด และต้องอยู่รวมกันถึง 3 คนโดยไม่ได้มีการแบ่งห้องหรือพื้นที่ใช้สอยอย่างเป็นสัดส่วน แต่หลังจากนั้นก็เริ่มมีปัญหาเกิดขึ้น เนื่องจากในตอนแรกคุณข้าวหอมตกลงกับคุณแม่ไว้ว่าจะช่วยกันผ่อนค่าบ้าน โดยคุณแม่จะเป็นคนเก็บเงินจากพ่อเลี้ยงมาช่วยสมทบค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง ส่วนตัวเธอเองตั้งใจให้คุณแม่เป็นคนอยู่อาศัยที่บ้านหลังนี้เป็นหลัก แม้ว่าชื่อผู้กู้ในการซื้อบ้านจะเป็นชื่อของเธอก็ตาม
ในช่วงแรกทุกอย่างก็เป็นไปตามปกติและไม่ได้มีปัญหาอะไร จนกระทั่งประมาณช่วงต้นปีที่ผ่านมา คุณแม่เริ่มมาบอกกับเธออยู่บ่อย ๆ ว่าตัวเองไม่มีเงินและหมุนเงินไม่ทัน จึงขอให้คุณข้าวหอมช่วยลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการผ่อนบ้านลง จากเดิมที่ทั้งสองคนแบ่งกันรับผิดชอบในสัดส่วน 60 ต่อ 40 ก็เปลี่ยนมาเป็น 80 ต่อ 20 ด้วยความที่คุณข้าวหอมเป็นคนใจอ่อนและไม่อยากให้คุณแม่ต้องลำบาก เธอจึงยอมรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่และแบกค่าผ่อนบ้านไว้เพียงคนเดียว
แต่แล้วเธอก็ไปรู้มาว่าสาเหตุของการหมุนเงินไม่ทันนั้นส่วนหนึ่งเกิดจากการที่พ่อเลี้ยงติดการพนัน ในขณะที่เธอเองก็ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น บางครั้งถึงขั้นต้องทำงานเสริม ทำให้กว่าจะเลิกงานในแต่ละวันก็เป็นเวลาประมาณ 5 ทุ่มถึงเที่ยงคืน
คุณข้าวหอมยังเล่าอีกว่าเมื่อก่อนเธอก็อาศัยอยู่กับครอบครัว แต่เพราะทะเลาะกันบ่อยเธอจึงย้ายออกมาอยู่หอพักคนเดียวทำให้ตอนนี้เธอต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งบ้านและหอพักไปพร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านที่พักของทั้งสองที่รวมกันก็สูงถึงหลายหมื่นบาทต่อเดือน และสิ่งที่ทำให้คุณข้าวหอมรู้สึกเสียความรู้สึกอย่างมากคือในตอนแรกที่เธอยอมช่วยรับภาระค่าใช้จ่ายแทนคุณแม่นั้น เป็นเพราะเธอคิดว่าคุณแม่น่าจะกำลังลำบากและไม่มีเงินมากพอจริง ๆ แต่เมื่อมารู้ภายหลังว่าสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากพ่อเลี้ยงที่มีปัญหาเรื่องการติดแอลกอฮอล์และการพนัน รวมถึงก่อนหน้านี้คุณแม่ก็เคยขอลดจำนวนเงินที่ช่วยผ่อนบ้านลงครั้งละ 500 บาทอยู่หลายครั้ง มันก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกเสียใจมากขึ้น นอกจากนี้ คุณแม่ยังเคยพูดกับคุณข้าวหอมว่า “ถ้าในอนาคตเงินเดือนเธอสูงขึ้น แม่ขอไม่จ่ายเลยได้ไหม” ขณะที่หลายครั้งที่คุณแม่อยากต่อเติมบ้าน คุณข้าวหอมก็เคยเสนอให้ทำได้ แต่ขอให้ใช้เงินของคุณแม่เอง ทว่ากลับได้รับคำตอบว่า “แต่บ้านเธอนะ” ทั้งที่ในความเป็นจริง คุณข้าวหอมไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นแล้ว

กลายเป็นว่าในตอนนี้เธอต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งค่าบ้าน ค่าหอพัก ค่าส่วนกลางของบ้าน และก็ค่าเครื่องกรองน้ำ คนรอบตัวเองก็เคยถามคุณข้าวหอมว่า หากวันหนึ่งคุณแม่ไม่ช่วยจ่ายค่าผ่อนบ้านเพิ่มแล้ว เธอจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งคุณข้าวหอมก็ตอบกลับไปว่า “แล้วถ้าหนูบอกความจริงกับแม่เรื่องพนันแล้วก็บอกว่าจะไม่ให้พ่ออยู่ล่ะ” แต่เมื่อเธอเล่าเรื่องนี้ให้ญาติของเธอฟังกลับได้รับคำตอบว่าการทำแบบนั้นอาจทำให้คุณแม่ลำบากใจและยังถูกมองว่าเป็นการสร้างบาปสร้างกรรม คำพูดเหล่านี้จึงกลายเป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวของเธอมาโดยตลอด เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหนคุณข้าวหอมก็รู้สึกอึดอัดใจและไม่รู้ว่าควรจัดการกับปัญหานี้อย่างไรดี เธอจึงอยากได้คำปรึกษาจากพี่ ๆ ดีเจทั้ง 3 คนว่าควรทำอย่างไรดีที่จะทำให้แม่ช่วยจ่ายค่าบ้านเพิ่มขึ้นหรือถ้าเขาไม่ยอมจ่ายจริง ๆ แล้วหนูให้เขาไปอยู่ที่อื่นมันจะดูเป็นลูกเนรคุณหรือไม่
เริ่มที่ ‘ดีเจอ้อย’ ได้ให้คำปรึกษาว่า "พี่มีความรู้สึกว่าบาปหรือไม่บาป มันอยู่ที่เจตนา ถ้าวันนี้น้องพยายามดูแลบ้านถึงที่สุดแล้ว แต่คนในบ้านไม่เป็นทีมเดียวกันกับหนูเลย เหมือนทุกคนในบ้านตั้งหน้าตั้งตาว่า ‘ไม่ได้เธอต้องทำ เธอเอาสิ่งนั้นด้วยสิ เอาสิ่งนี้ด้วยสิ’ หนูซัพพอร์ตแทบทุกอย่าง แต่คือคุณแม่ก็เห็นใจหนูน้อยมากนะ ตอนนี้พี่ไม่รูสึกว่าบาปหรือไม่บาป แต่ในเศรษฐกิจวันนี้ ทุกคนในครอบครัวต้องเป็นทีมเดียวกันก่อน ไม่ได้แปลว่าทุกคนดูสบายมาก แต่มีหนูมานั่งเหนื่อยอยู่คนเดียว ไม่มีอะไรก็ตามที่ซัพพอร์ตความสุขของตัวเองได้เลย เหมือนเขาไม่ได้อยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง บางเรื่องมันไม่ได้อยู่ที่วิธีพูด แต่มันอยู่ที่หนูชัดเจนกับตัวเองก่อนรึเปล่า น้องได้เห็นในสิ่งที่อยู่ในมือของเราไหม แค่ไหนถึงจะพอ บางทีคิดอะไรไม่ออกให้บอกความตรงและบอกความจริง ‘เป็นแบบนี้นะแม่ มันไม่ไหวอีกแล้ว ถ้าเกิดว่าไม่มีใครช่วยเลย ถ้าหนูตัดช่องน้อยแต่พอตัว หนูอยู่หออยู่นะ หนูก็สามารถอยู่รอดปลอดภัยเพียงแต่ถ้าวันนี้ยังอยากมีบ้านนี้อยู่ ทุกคนต้องช่วยกัน’ ไม่ใช่ว่าหนูไม่ให้แต่หนูไม่มีปัญญามากพอจะให้อีกแล้ว อย่าลืมนะข้าวหอม บางทีระหว่างทางเดินไปข้างหน้ายังมีหลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายกระทันหัน ถ้าเกิดคนนั้นป่วย หรือแม้แต่หนูป่วย มันไม่มีอะไรมาการันตีชีวิตได้แน่นอน
วิธีการพูดบางครั้งมันก็แค่ต้องบอกความจริงค่ะ แต่ถ้าแม่บอกไม่ยอม ถ้าไม่ยอมก็ไม่มี ปลายทางเหมือนเดิมหมด ตอนนี้เราถึงต้องช่วยกัน หนูต้องยืนหยัด ที่สุดแล้วตอนนี้เหมือนหนูทำงานแทบตาย หนูก็ไม่ได้เลี้ยงแม่คนเดียว หนูแค่อยากเลี้ยงน้องกับแม่ให้ดีที่สุดแต่เขาคนนั้นเอาเงินไปใช้ในการพนัน แม่ก็ต้องไปช่วยจัดการตรงนี้ด้วย ไม่งั้นแม่ก็ไม่ได้สบายสักทีนะ
พี่ว่าจำเป็นต้องพูดเพราะว่าถ้าหนูไม่พูด หนูก็จะกลายเป็นคนที่แบกทุกสิ่งทุกอย่าง แบกแม้กระทั่งจิตใจของอีกฝ่าย หนูจะทำให้ทุกคนไม่ได้อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงเลยเพราะงั้นเราต้องคุยกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งน้องสาวที่เขาก็ต้องรับรู้และอยู่ในโลกความเป็นจริงเหมือนกัน
ถ้าตอนนี้หนูทุกข์มาก ๆ หนูก็บาปอยู่เหมือนกันนะเพราะหนูดูแลหัวใจของใครต่อใคร จนลืมหัวใจตัวเองเหมือนกัน วิธีการพูดยังไม่สำคัญเท่าเราได้บอกความจริงทั้งหมดรึยัง แล้วถ้าวันหนึ่งหนูไม่ไหวจริง ๆ หนูว่าจะมีใครมาดูแลหนูเหรอ พี่ว่ายากนะ ถ้าหนูแบกเขาจนหนูแบกตัวเองไม่ไหวแปลว่าหนูปกป้องตัวเองน้อยไป"

ถัดมาที่ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า "แบกแต่แบกตัวเองจนหลังหักแล้วมันเพื่ออะไร? หนูอยากจะให้แม่มีความสุขแต่สุดท้าย สมมติหนูวิ่งงานจนเกิดอุบัติเหตุใครจะช่วย ในมุมพี่ถ้าเลือกที่จะไปคุย ไปเคลียร์ให้เขารู้ สำหรับพี่ตอนนี้คือทุกคนกำลังทำสิ่งที่มันเกินตัวอยู่ เกินตัวไม่พอ ตัวเองที่ประพฤติอยู่ก็ไม่ได้พยายามที่จะหาเงินมาช่วยกันเลย มันเป็นหนูคนเดียว ซึ่งสำหรับพี่แค่แม่คนเดียวพี่ก็กรี๊ดแล้วนะ แต่พอมีสิ่งที่พ่อเลี้ยงทำ ทั้งกินเหล้า เล่นการพนัน จนกระทั่งหนูกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับน้องสาว มันยิ่งไม่มีสิ่งไหนที่ทำให้เราอยากที่จะช่วยเลย เขาไม่เห็นคุณค่าอะไรกับสิ่งที่เราทำเลย เทียบเคียงสมการเหมือนคนรักเหมือนกันนะ ทำอะไรไป ดูแลเขาอย่างดีแต่เขาไม่ตอบแทนหรือแม้กระทั่งมองเห็นมัน พี่ก็จะถามตัวเองว่าพี่ทำมันไปทำไม?
เรื่องบุญกรรมพี่ไม่คิดเลย พี่ว่าข้าวหอมก็รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ เงิน 20,000 เราก็ต้องแบ่งไปจ่าย 10,000 แล้วเงินแค่นี้ แค่เราจะมีชีวิตที่มันปกติยังไม่ได้เลยนะ ในเคสแรกคือเราผ่อนค่าบ้านได้หมด เคสที่ 2 ก็คือพูดกับเขาตรง ๆ ด้วยความจริง แล้วถ้าเขายังทำ ยังไม่ยอม ก็อาจจะต้องตัดใจว่าให้ชีวิตมันเป็นไปตามนั้น วันไหนถ้าไม่มีเงิน ข้าวหอมก็จะไม่ไปกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายค่าบ้าน ถ้าในมุมที่เราไม่อยากหักกับเขานะ แต่สำหรับพี่ ข้าวหอมจะต้องไม่ทำอะไรที่มันลำบากตัวเองมากกว่านี้อีกแล้ว เพราะตอนนี้มันมากเกินไปแล้ว วันนี้เห็นว่าอะไรมันกำลังจะเกิดขึ้นก็คุยกับเขา โดยที่มีจุดยืนของเราว่าเราทำได้ขนาดไหนแต่มันก็คือที่สุดของชีวิตแล้วที่หนูจะให้ได้ อย่ามากกว่านี้เพราะหนูให้ไม่ได้แล้ว"
ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า "ตอนนี้สิ่งที่แบกมันหนักเกินไป มันจำเป็นต้องแบ่งมันออกบ้าง Fix costs มันสูงซะจนข้าวหอมขยับตัวไปทำอะไรอย่างอื่นยากมาก คิดดูว่าถ้าไม่ต้องผ่อน ข้าวหอมสามารถตัดส่วนนั้นไปลงทุนอะไรก็ได้ที่มันงอกเงยกว่าสิ่งที่ข้าวหอมทำตอนนี้มากเลย ข้าวหอมจะมีเงินสำรองมากมายมหาศาลซึ่งอาจจะมีประโยชน์มากกว่าบ้านหลังหนึ่งที่เราไม่ได้อยู่
ถ้าถามว่าบาปไหม พี่ว่าการกตัญญูโดยเฉพาะในยุคนี้แล้วนะ พี่ก็ไม่อยากให้ลูกพี่กตัญญูเพราะท่องว่ามันเป็นหน้าที่ของลูกที่ต้องกตัญญูเท่านั้น การที่เราจะต้องตอบแทนใครสักคนที่มีพระคุณกับเรา มันก็ต้องเหมาะสมกัน เราก็ต้องรู้สึกว่าพ่อแม่ก็ทำสิ่งดี ๆ ให้เราเหมือนกัน ไม่ใช่แค่ว่าเพราะเป็นลูก สุดท้ายแล้วบ้านหลังนี้ก็ต้องพิจารณาให้ดีว่าจะเอาไว้ไหม ถ้ามันดูจะไม่ลดลง ดูมีแต่ภาระ มันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องผ่อนต่อ จะขายต่อมันก็ทำได้
อย่างที่พี่อ้อยกับพี่เติ้ลแนะนำเลยคือก็ต้องคุยกับแม่เด็ดขาดไปเลยว่าชีวิตมันจะไปไม่รอดกันหมด ถ้าแม่ไม่มีศักยภาพพอที่จะผ่อนบ้านหลังนี้ ข้าวหอมเองก็มีชีวิตที่ต้องรับผิดชอบ เราเอาน้องมาอยู่ด้วยได้นะ แล้วแม่กับแฟนใหม่แม่ก็จงรับผิดชอบชีวิตตัวเอง ช่วยได้เท่านี้ คือยุคนี้มันเป็นยุคที่คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้ซื้อบ้านเป็นหลักเป็นแหล่งแล้วเพราะว่าการงานมันก็ต้องย้ายกันไปเรื่อย ๆ และการเช่าอยู่ก็ไม่ได้เสียหายอะไรในยุคนี้ ลองพิจารณาดูและคุยแบบเด็ดขาด ไม่อยากให้เหนื่อยจนสายตัวแทบขาดแต่ไม่เหลืออะไรเลย เอาความตั้งใจนี้ทำให้ตัวเองบ้าง แล้วถ้าข้าวหอมตั้งหลักได้เร็ว เริ่มต้นได้เร็วมีเงินเหลืออดออมได้เร็ว ชีวิตข้าวหอมจะสดใสมาก"
เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง
มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION
รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin