ซื้อบ้านให้แม่อยู่ ตกลงกันว่าแม่จะช่วยผ่อน แต่หลัง ๆ แม่ขอไม่ช่วยผ่อนแล้ว พ่อเลี้ยงก็ผลาญเงินอีก กลายเป็นว่าหนูทั้งเช่าห้องอยู่เองแล้วก็ผ่อนบ้านเอง หนูเหนื่อยจะแบกแล้วค่ะ

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ซื้อบ้านให้แม่อยู่ ตกลงกันว่าแม่จะช่วยผ่อน แต่หลัง ๆ แม่ขอไม่ช่วยผ่อนแล้ว พ่อเลี้ยงก็ผลาญเงินอีก กลายเป็นว่าหนูทั้งเช่าห้องอยู่เองแล้วก็ผ่อนบ้านเอง หนูเหนื่อยจะแบกแล้วค่ะ

11 ก.ย. 2026

ซื้อบ้านให้แม่อยู่ ตกลงกันว่าแม่จะช่วยผ่อน

แต่หลัง ๆ แม่ขอไม่ช่วยผ่อนแล้ว พ่อเลี้ยงก็ผลาญเงินอีก

กลายเป็นว่าหนูทั้งเช่าห้องอยู่เองแล้วก็ผ่อนบ้านเอง

หนูเหนื่อยจะแบกแล้วค่ะ 


          ‘คุณข้าวหอม’ (นามสมมุติ) สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (9 กันยายน 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับเรื่องที่แม่ไม่ยอมช่วยผ่อนค่าบ้าน และพ่อเลี้ยงก็ติดพนันหนัก

          ‘คุณข้าวหอม’ (นามสมมุติ) อายุ 24 ปี เล่าว่า ครอบครัวมีสมาชิกทั้งหมด 4 คน ได้แก่ คุณแม่ น้องสาว ตัวเธอเอง และพ่อเลี้ยง ปัจจุบันเธอเรียนจบและเริ่มทำงานมาได้ประมาณ 2 ปีกว่าแล้ว โดยในช่วง 9 เดือนแรกของการทำงาน เธอตัดสินใจซื้อบ้านหลังใหม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ครอบครัวอาศัยอยู่ในห้องเช่าที่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด และต้องอยู่รวมกันถึง 3 คนโดยไม่ได้มีการแบ่งห้องหรือพื้นที่ใช้สอยอย่างเป็นสัดส่วน แต่หลังจากนั้นก็เริ่มมีปัญหาเกิดขึ้น เนื่องจากในตอนแรกคุณข้าวหอมตกลงกับคุณแม่ไว้ว่าจะช่วยกันผ่อนค่าบ้าน โดยคุณแม่จะเป็นคนเก็บเงินจากพ่อเลี้ยงมาช่วยสมทบค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง ส่วนตัวเธอเองตั้งใจให้คุณแม่เป็นคนอยู่อาศัยที่บ้านหลังนี้เป็นหลัก แม้ว่าชื่อผู้กู้ในการซื้อบ้านจะเป็นชื่อของเธอก็ตาม

          ในช่วงแรกทุกอย่างก็เป็นไปตามปกติและไม่ได้มีปัญหาอะไร จนกระทั่งประมาณช่วงต้นปีที่ผ่านมา คุณแม่เริ่มมาบอกกับเธออยู่บ่อย ๆ ว่าตัวเองไม่มีเงินและหมุนเงินไม่ทัน จึงขอให้คุณข้าวหอมช่วยลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการผ่อนบ้านลง จากเดิมที่ทั้งสองคนแบ่งกันรับผิดชอบในสัดส่วน 60 ต่อ 40 ก็เปลี่ยนมาเป็น 80 ต่อ 20 ด้วยความที่คุณข้าวหอมเป็นคนใจอ่อนและไม่อยากให้คุณแม่ต้องลำบาก เธอจึงยอมรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่และแบกค่าผ่อนบ้านไว้เพียงคนเดียว

          แต่แล้วเธอก็ไปรู้มาว่าสาเหตุของการหมุนเงินไม่ทันนั้นส่วนหนึ่งเกิดจากการที่พ่อเลี้ยงติดการพนัน ในขณะที่เธอเองก็ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น บางครั้งถึงขั้นต้องทำงานเสริม ทำให้กว่าจะเลิกงานในแต่ละวันก็เป็นเวลาประมาณ 5 ทุ่มถึงเที่ยงคืน

          คุณข้าวหอมยังเล่าอีกว่าเมื่อก่อนเธอก็อาศัยอยู่กับครอบครัว แต่เพราะทะเลาะกันบ่อยเธอจึงย้ายออกมาอยู่หอพักคนเดียวทำให้ตอนนี้เธอต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งบ้านและหอพักไปพร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านที่พักของทั้งสองที่รวมกันก็สูงถึงหลายหมื่นบาทต่อเดือน และสิ่งที่ทำให้คุณข้าวหอมรู้สึกเสียความรู้สึกอย่างมากคือในตอนแรกที่เธอยอมช่วยรับภาระค่าใช้จ่ายแทนคุณแม่นั้น เป็นเพราะเธอคิดว่าคุณแม่น่าจะกำลังลำบากและไม่มีเงินมากพอจริง ๆ แต่เมื่อมารู้ภายหลังว่าสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากพ่อเลี้ยงที่มีปัญหาเรื่องการติดแอลกอฮอล์และการพนัน รวมถึงก่อนหน้านี้คุณแม่ก็เคยขอลดจำนวนเงินที่ช่วยผ่อนบ้านลงครั้งละ 500 บาทอยู่หลายครั้ง มันก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกเสียใจมากขึ้น นอกจากนี้ คุณแม่ยังเคยพูดกับคุณข้าวหอมว่า “ถ้าในอนาคตเงินเดือนเธอสูงขึ้น แม่ขอไม่จ่ายเลยได้ไหม” ขณะที่หลายครั้งที่คุณแม่อยากต่อเติมบ้าน คุณข้าวหอมก็เคยเสนอให้ทำได้ แต่ขอให้ใช้เงินของคุณแม่เอง ทว่ากลับได้รับคำตอบว่า “แต่บ้านเธอนะ” ทั้งที่ในความเป็นจริง คุณข้าวหอมไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นแล้ว

          กลายเป็นว่าในตอนนี้เธอต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งค่าบ้าน ค่าหอพัก ค่าส่วนกลางของบ้าน และก็ค่าเครื่องกรองน้ำ คนรอบตัวเองก็เคยถามคุณข้าวหอมว่า หากวันหนึ่งคุณแม่ไม่ช่วยจ่ายค่าผ่อนบ้านเพิ่มแล้ว เธอจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งคุณข้าวหอมก็ตอบกลับไปว่า “แล้วถ้าหนูบอกความจริงกับแม่เรื่องพนันแล้วก็บอกว่าจะไม่ให้พ่ออยู่ล่ะ” แต่เมื่อเธอเล่าเรื่องนี้ให้ญาติของเธอฟังกลับได้รับคำตอบว่าการทำแบบนั้นอาจทำให้คุณแม่ลำบากใจและยังถูกมองว่าเป็นการสร้างบาปสร้างกรรม คำพูดเหล่านี้จึงกลายเป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวของเธอมาโดยตลอด เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหนคุณข้าวหอมก็รู้สึกอึดอัดใจและไม่รู้ว่าควรจัดการกับปัญหานี้อย่างไรดี เธอจึงอยากได้คำปรึกษาจากพี่ ๆ ดีเจทั้ง 3 คนว่าควรทำอย่างไรดีที่จะทำให้แม่ช่วยจ่ายค่าบ้านเพิ่มขึ้นหรือถ้าเขาไม่ยอมจ่ายจริง ๆ แล้วหนูให้เขาไปอยู่ที่อื่นมันจะดูเป็นลูกเนรคุณหรือไม่

          เริ่มที่ ‘ดีเจอ้อย’ ได้ให้คำปรึกษาว่า "พี่มีความรู้สึกว่าบาปหรือไม่บาป มันอยู่ที่เจตนา ถ้าวันนี้น้องพยายามดูแลบ้านถึงที่สุดแล้ว แต่คนในบ้านไม่เป็นทีมเดียวกันกับหนูเลย เหมือนทุกคนในบ้านตั้งหน้าตั้งตาว่า ‘ไม่ได้เธอต้องทำ เธอเอาสิ่งนั้นด้วยสิ เอาสิ่งนี้ด้วยสิ’ หนูซัพพอร์ตแทบทุกอย่าง แต่คือคุณแม่ก็เห็นใจหนูน้อยมากนะ ตอนนี้พี่ไม่รูสึกว่าบาปหรือไม่บาป แต่ในเศรษฐกิจวันนี้ ทุกคนในครอบครัวต้องเป็นทีมเดียวกันก่อน ไม่ได้แปลว่าทุกคนดูสบายมาก แต่มีหนูมานั่งเหนื่อยอยู่คนเดียว ไม่มีอะไรก็ตามที่ซัพพอร์ตความสุขของตัวเองได้เลย เหมือนเขาไม่ได้อยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง บางเรื่องมันไม่ได้อยู่ที่วิธีพูด แต่มันอยู่ที่หนูชัดเจนกับตัวเองก่อนรึเปล่า น้องได้เห็นในสิ่งที่อยู่ในมือของเราไหม แค่ไหนถึงจะพอ บางทีคิดอะไรไม่ออกให้บอกความตรงและบอกความจริง ‘เป็นแบบนี้นะแม่ มันไม่ไหวอีกแล้ว ถ้าเกิดว่าไม่มีใครช่วยเลย ถ้าหนูตัดช่องน้อยแต่พอตัว หนูอยู่หออยู่นะ หนูก็สามารถอยู่รอดปลอดภัยเพียงแต่ถ้าวันนี้ยังอยากมีบ้านนี้อยู่ ทุกคนต้องช่วยกัน’ ไม่ใช่ว่าหนูไม่ให้แต่หนูไม่มีปัญญามากพอจะให้อีกแล้ว อย่าลืมนะข้าวหอม บางทีระหว่างทางเดินไปข้างหน้ายังมีหลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายกระทันหัน ถ้าเกิดคนนั้นป่วย หรือแม้แต่หนูป่วย มันไม่มีอะไรมาการันตีชีวิตได้แน่นอน

          วิธีการพูดบางครั้งมันก็แค่ต้องบอกความจริงค่ะ แต่ถ้าแม่บอกไม่ยอม ถ้าไม่ยอมก็ไม่มี ปลายทางเหมือนเดิมหมด ตอนนี้เราถึงต้องช่วยกัน หนูต้องยืนหยัด ที่สุดแล้วตอนนี้เหมือนหนูทำงานแทบตาย หนูก็ไม่ได้เลี้ยงแม่คนเดียว หนูแค่อยากเลี้ยงน้องกับแม่ให้ดีที่สุดแต่เขาคนนั้นเอาเงินไปใช้ในการพนัน แม่ก็ต้องไปช่วยจัดการตรงนี้ด้วย ไม่งั้นแม่ก็ไม่ได้สบายสักทีนะ

          พี่ว่าจำเป็นต้องพูดเพราะว่าถ้าหนูไม่พูด หนูก็จะกลายเป็นคนที่แบกทุกสิ่งทุกอย่าง แบกแม้กระทั่งจิตใจของอีกฝ่าย หนูจะทำให้ทุกคนไม่ได้อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงเลยเพราะงั้นเราต้องคุยกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งน้องสาวที่เขาก็ต้องรับรู้และอยู่ในโลกความเป็นจริงเหมือนกัน 

          ถ้าตอนนี้หนูทุกข์มาก ๆ หนูก็บาปอยู่เหมือนกันนะเพราะหนูดูแลหัวใจของใครต่อใคร จนลืมหัวใจตัวเองเหมือนกัน วิธีการพูดยังไม่สำคัญเท่าเราได้บอกความจริงทั้งหมดรึยัง แล้วถ้าวันหนึ่งหนูไม่ไหวจริง ๆ หนูว่าจะมีใครมาดูแลหนูเหรอ พี่ว่ายากนะ ถ้าหนูแบกเขาจนหนูแบกตัวเองไม่ไหวแปลว่าหนูปกป้องตัวเองน้อยไป"

          ถัดมาที่ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า "แบกแต่แบกตัวเองจนหลังหักแล้วมันเพื่ออะไร? หนูอยากจะให้แม่มีความสุขแต่สุดท้าย สมมติหนูวิ่งงานจนเกิดอุบัติเหตุใครจะช่วย ในมุมพี่ถ้าเลือกที่จะไปคุย ไปเคลียร์ให้เขารู้ สำหรับพี่ตอนนี้คือทุกคนกำลังทำสิ่งที่มันเกินตัวอยู่ เกินตัวไม่พอ ตัวเองที่ประพฤติอยู่ก็ไม่ได้พยายามที่จะหาเงินมาช่วยกันเลย มันเป็นหนูคนเดียว ซึ่งสำหรับพี่แค่แม่คนเดียวพี่ก็กรี๊ดแล้วนะ แต่พอมีสิ่งที่พ่อเลี้ยงทำ ทั้งกินเหล้า เล่นการพนัน จนกระทั่งหนูกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับน้องสาว มันยิ่งไม่มีสิ่งไหนที่ทำให้เราอยากที่จะช่วยเลย เขาไม่เห็นคุณค่าอะไรกับสิ่งที่เราทำเลย เทียบเคียงสมการเหมือนคนรักเหมือนกันนะ ทำอะไรไป ดูแลเขาอย่างดีแต่เขาไม่ตอบแทนหรือแม้กระทั่งมองเห็นมัน พี่ก็จะถามตัวเองว่าพี่ทำมันไปทำไม?

          เรื่องบุญกรรมพี่ไม่คิดเลย พี่ว่าข้าวหอมก็รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ เงิน 20,000 เราก็ต้องแบ่งไปจ่าย 10,000 แล้วเงินแค่นี้ แค่เราจะมีชีวิตที่มันปกติยังไม่ได้เลยนะ ในเคสแรกคือเราผ่อนค่าบ้านได้หมด เคสที่ 2 ก็คือพูดกับเขาตรง ๆ ด้วยความจริง แล้วถ้าเขายังทำ ยังไม่ยอม ก็อาจจะต้องตัดใจว่าให้ชีวิตมันเป็นไปตามนั้น วันไหนถ้าไม่มีเงิน ข้าวหอมก็จะไม่ไปกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายค่าบ้าน ถ้าในมุมที่เราไม่อยากหักกับเขานะ แต่สำหรับพี่ ข้าวหอมจะต้องไม่ทำอะไรที่มันลำบากตัวเองมากกว่านี้อีกแล้ว เพราะตอนนี้มันมากเกินไปแล้ว วันนี้เห็นว่าอะไรมันกำลังจะเกิดขึ้นก็คุยกับเขา โดยที่มีจุดยืนของเราว่าเราทำได้ขนาดไหนแต่มันก็คือที่สุดของชีวิตแล้วที่หนูจะให้ได้ อย่ามากกว่านี้เพราะหนูให้ไม่ได้แล้ว"

          ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า "ตอนนี้สิ่งที่แบกมันหนักเกินไป มันจำเป็นต้องแบ่งมันออกบ้าง Fix costs มันสูงซะจนข้าวหอมขยับตัวไปทำอะไรอย่างอื่นยากมาก คิดดูว่าถ้าไม่ต้องผ่อน ข้าวหอมสามารถตัดส่วนนั้นไปลงทุนอะไรก็ได้ที่มันงอกเงยกว่าสิ่งที่ข้าวหอมทำตอนนี้มากเลย ข้าวหอมจะมีเงินสำรองมากมายมหาศาลซึ่งอาจจะมีประโยชน์มากกว่าบ้านหลังหนึ่งที่เราไม่ได้อยู่

          ถ้าถามว่าบาปไหม พี่ว่าการกตัญญูโดยเฉพาะในยุคนี้แล้วนะ พี่ก็ไม่อยากให้ลูกพี่กตัญญูเพราะท่องว่ามันเป็นหน้าที่ของลูกที่ต้องกตัญญูเท่านั้น การที่เราจะต้องตอบแทนใครสักคนที่มีพระคุณกับเรา มันก็ต้องเหมาะสมกัน เราก็ต้องรู้สึกว่าพ่อแม่ก็ทำสิ่งดี ๆ ให้เราเหมือนกัน ไม่ใช่แค่ว่าเพราะเป็นลูก สุดท้ายแล้วบ้านหลังนี้ก็ต้องพิจารณาให้ดีว่าจะเอาไว้ไหม ถ้ามันดูจะไม่ลดลง ดูมีแต่ภาระ มันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องผ่อนต่อ จะขายต่อมันก็ทำได้

          อย่างที่พี่อ้อยกับพี่เติ้ลแนะนำเลยคือก็ต้องคุยกับแม่เด็ดขาดไปเลยว่าชีวิตมันจะไปไม่รอดกันหมด ถ้าแม่ไม่มีศักยภาพพอที่จะผ่อนบ้านหลังนี้ ข้าวหอมเองก็มีชีวิตที่ต้องรับผิดชอบ เราเอาน้องมาอยู่ด้วยได้นะ แล้วแม่กับแฟนใหม่แม่ก็จงรับผิดชอบชีวิตตัวเอง ช่วยได้เท่านี้ คือยุคนี้มันเป็นยุคที่คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้ซื้อบ้านเป็นหลักเป็นแหล่งแล้วเพราะว่าการงานมันก็ต้องย้ายกันไปเรื่อย ๆ และการเช่าอยู่ก็ไม่ได้เสียหายอะไรในยุคนี้ ลองพิจารณาดูและคุยแบบเด็ดขาด ไม่อยากให้เหนื่อยจนสายตัวแทบขาดแต่ไม่เหลืออะไรเลย เอาความตั้งใจนี้ทำให้ตัวเองบ้าง แล้วถ้าข้าวหอมตั้งหลักได้เร็ว เริ่มต้นได้เร็วมีเงินเหลืออดออมได้เร็ว ชีวิตข้าวหอมจะสดใสมาก"

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

พ่อหนู เขาชอบเอาเฟซบุ๊กของแม่ไปเล่น แล้วโพสอะไรที่เสี่ยงโดนทัวร์ลง เอาสถานการณ์บ้านเมือง มาทำเป็นเรื่องตลก บอกพ่อแล้ว แต่พ่อให้เหตุผลว่า เฟซบุ๊กแม่เพื่อนเยอะ พ่อก็เลยอยากโพส ตอนนี้หนูเป็นห่วงแม่

30 มิ.ย. 2025

พ่อหนู เขาชอบเอาเฟซบุ๊กของแม่ไปเล่น แล้วโพสอะไรที่เสี่ยงโดนทัวร์ลง เอาสถานการณ์บ้านเมือง มาทำเป็นเรื่องตลก บอกพ่อแล้ว แต่พ่อให้เหตุผลว่า เฟซบุ๊กแม่เพื่อนเยอะ พ่อก็เลยอยากโพส ตอนนี้หนูเป็นห่วงแม่

พ่อหนู เขาชอบเอาเฟซบุ๊กของแม่ไปเล่น แล้วโพสอะไรที่เสี่ยงโดนทัวร์ลง เอาสถานการณ์บ้านเมืองมาทำเป็นเรื่องตลก บอกพ่อแล้ว แต่พ่อให้เหตุผลว่า เฟซบุ๊กแม่เพื่อนเยอะ พ่อก็เลยอยากโพสตอนนี้หนูเป็นห่วงแม่ว่า ถ้าพ่อยังทำต่ออีกเรื่อยๆ อนาคตอาจจะเกิดกระทบต่อแม่ได้เรื่องนี้ปรึกษาพี่ชายแล้ว พี่ชายบอกว่า ไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับพ่อ ปล่อยให้เขาทำไปแต่หนูเห็นโพสแล้วก็อดเป็นห่วงแม่ไม่ได้ “คุณก้าน (นามสมมติ)” สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [25 มิ.ย 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาพ่อเอาเฟซบุ๊กแม่มาโพสต์สุ่มเสี่ยง โดย “คุณก้าน (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘พ่อชอบเอาเฟซบุ๊กแม่ไปโพสต์เล่น แล้วโพสต์ล่าสุดจริง ๆ มันเป็นเหมือนโพสต์ตลก แต่หนูรู้สึกว่ามันสุ่มเสี่ยง เพราะมันเกี่ยวกับบ้านเมือง หนูเลยค่อนข้างเป็นห่วงแม่ เพราะมันไม่ใช่แนวที่แม่จะทำ ปกติแม่ลงแต่เรื่องผ้าปัก หนูจึงถามพ่อ เขาให้เหตุผลมาว่า “เขาเพื่อนในเฟสน้อย อยากให้แม่ลองโพสต์อะไรออกสื่อบ้าง” ซึ่งตอนโพสต์แม่น่าจะรู้ เพราะเหมือนก่อนหน้านี้ พ่อได้เอาเฟซบุ๊กแม่ไปโพสต์เกี่ยวกับเรื่องไปเที่ยว ในส่วนนี้หนูไม่ติดอะไร ตอนแรกที่เห็น หนูคิดว่าพ่อโพสต์ จึงไม่ได้อะไร เพราะปกติพ่อเขาเป็นคนตลก แต่จะเจ้าอารมณ์หน่อย แล้วหนูพึ่งมาเห็นว่าเป็นเฟซบุ๊กแม่ที่โพสต์ หนูจึงทักไปถามพ่อว่า “ทำไมไม่เอาเฟซบุ๊กตัวเองโพสต์ มันไม่ควรหรือเปล่า ทำไมถึงเอาเฟซบุ๊กแม่ไปโพสต์แบบนั้น” พ่อจึงตอบกลับแนวประชด ๆ กวน ๆ มาประมาณว่า “พ่อก็โพสต์ไปแบบขำ ๆ อย่าซีเรียส ใครไม่โอเคก็เรื่องของเขา” แต่กลายเป็นว่าตัวของหนูเองที่ไม่โอเค จึงพูดกับพ่อไปว่า “ลูกไม่โอเค คือ ลูกต้องต้องไปจัดการตัวเองใช่ไหม” พ่อจึงตอบกลับมาว่า “ถูกต้อง” หนูยังไม่เคยคุยเรื่องนี้กับแม่เลย เพราะเขาอยู่ด้วยกันสองคนที่ต่างจังหวัด ส่วนหนูอยู่กรุงเทพ พ่อเขาจะเป็นคนเอาโทรศัพท์ของแม่ไปเล่นเป็นเหมือนของตัวเองเลย ก่อนหน้านี้พ่อเขาไม่ได้โพสต์เชิงนี้ มีแต่โพสต์รูปไปเที่ยว, เช็คอิน แค่นั้นเลย แต่จะใช้เฟซบุ๊กแม่ลง อีกทั้งพ่อเขาจะเอาเฟซบุ๊กตัวเองไปเมนต์ในโพสที่ลงในเฟซบุ๊กแม่อีกที คือเจตนาของหนูคือหนูแค่เป็นห่วงแม่เฉย ๆ กลัวในอนาคตเผื่อพ่อไปทำอะไรมากกว่านี้มันจะมีปัญหา คือถ้าโพสต์ไปอยู่ในเฟซบุ๊กพ่อหนูจะไม่อะไรเลย รวมถึงจริง ๆ พ่อเขาเป็นข้าราชการเกษียณ หนูเลยค่อนข้างห่วงเขาด้วย’ โดยดีเจทั้งสาม (ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม) ได้ให้คำปรึกษาไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘จริง ๆ พ่อเขาคงตั้งใจให้มันเป็น comedy แต่ว่าข้อความและแคปชั่น มันค่อนข้าง sensitive ซึ่งจริง ๆ หนูควรบอกเขาเรื่องนี้ อย่างแรกคือ ควรเริ่มต้นคุยกับแม่ก่อนว่า “แม่โอเคไหม กลัวไหม” ซึ่งถ้าแม่บอกกลับมาว่า “โอ๊ย แม่ชอบ แม่ก็ขำด้วยเนี่ย” แบบนี้ก้านจะทำอย่างไร คงทำได้เพียงแค่เตือนไปว่า “โพสต์อะไร ให้ระวัง ๆ หน่อย” หรืออาจจะต้องพูดบอกทั้งแม่และพ่อไปว่า“เรื่องนี้มันค่อนข้างเสี่ยงมาก หากมีคนไม่หวังดี เอาไป เดี๋ยวมันจะเป็นเรื่องไป อย่าไปเล่นเรื่องนี้ ข้อความมันแรงไปหน่อย ไปเล่นเรื่องอื่นแทน จริง ๆ มันแก้แค่ไม่กี่คำ แค่ดึงบางคำออกมันจะเซฟขึ้นเยอะ แต่นึกภาพออกนะว่าคนแก่ อาจจะอารมณ์ขันประมาณนี้ พี่แนะนำคือ เตือนพ่อได้ ซึ่งพ่ออาจจะเข้าใจ แต่เขาอาจจะตอบกวน ๆ กลับมา แต่ว่าอนาคตเขาอาจจะระวังขึ้น ถ้าเขาไม่ระวัง หากเขาโดนทัวร์ลงครั้งนึง เดี๋ยวเขาจะระวังขึ้นเอง อาจจะรีพอร์ต ลบโพสต์เฟซบุ๊กแม่ หรือไม่ก็ไปแก้ไขโพสต์ให้เป็น privacy ให้เห็นแค่ only me เลย เขาจับไม่ได้หรอก อีกทั้งหนูเองอยู่ไกลแม่ ไม่สามารถ control ได้ หนูอาจจะต้องสอนแม่อีกที มันสามารถจัดการได้คุณก้าน ลองคุยดูนะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เจอผู้ชายผ่านแอป รู้จักกันมาเดือนสองเดือน ไม่มีโอกาสบอกเขาเลยว่า เรามีลูกติด จะบอกเขาก็ติดงานใหญ่ พอจะรองานใหญ่เขาจบ แม่เขาก็เข้า ICU อีก เราอยากจริงจังกับความสัมพันธ์ครั้งนี้ ถ้าบอกเขาช้าไปกว่านี้ กลัวเขาจะคิดว่าเรามาหลอกรึเปล่าคะ??

16 ส.ค. 2024

เจอผู้ชายผ่านแอป รู้จักกันมาเดือนสองเดือน ไม่มีโอกาสบอกเขาเลยว่า เรามีลูกติด จะบอกเขาก็ติดงานใหญ่ พอจะรองานใหญ่เขาจบ แม่เขาก็เข้า ICU อีก เราอยากจริงจังกับความสัมพันธ์ครั้งนี้ ถ้าบอกเขาช้าไปกว่านี้ กลัวเขาจะคิดว่าเรามาหลอกรึเปล่าคะ??

“คุณซี (นามสมมติ)” อายุ 33 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ [14 ส.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล – ดีเจอั๋น’ เกี่ยวกับปัญหามีลูกแล้ว แต่ไม่กล้าบอกคนคุยใหม่ โดย “คุณซี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘สถานะของหนูคือหย่ากับสามีเก่าแล้ว และมีลูก 5 ขวบ หนูก็ไปปัดแอปพลิเคชัน แล้วไปเจอผู้ชายที่มาห้องหนูตอนนี้ ซึ่งหนูไม่เคยคุยจริงจังกับคนในแอปพลิเคชัน ก็เลยไม่คิดว่าต้องบอกเรื่องส่วนตัวทุกอย่างรึเปล่า? เพราะเค้าไม่ได้ถามหนู หนูก็ไม่ได้บอกเค้า และตอนนี้มันเดือนกว่าแล้ว มันเริ่มจริงจังขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อนหนูก็ถามว่าหนูบอกเค้าเรื่องมีลูกรึยัง? เดี๋ยวเค้าจะหาว่าหลอกเค้านะ แต่หนูไม่ได้หลอกแค่ไม่ได้บอก เพราะตอนจะบอกเค้าก็ติดงานที่ค่อนข้างเครียด ก็เลยคิดว่ารอเค้าเสร็จงานแล้วค่อยบอก แต่พอเค้าเสร็จงาน แม่เค้าดันเข้า ICU หนูก็เลยไม่รู้จะบอกตอนไหนดี หนูอยากถามพี่ๆดีเจว่า หนูจะพูดยังไงดี หรือว่าควรรอไปก่อน?’ ซึ่งงานนี้ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าเป็นพี่พี่ก็จะพูดพี่รู้สึกว่าการมีลูกมันไม่ได้มีปัญหาอะไรที่ต้องไม่พูด เพราะเราไม่ได้อยากปิดบังเค้าหนิ แค่จังหวะมันไม่ได้เท่านั้นเอง พี่ว่าถ้าวันนี้เค้ามีอารมณ์ขันก็พูดไปเลยแบบธรรมชาติ การมีลูกไม่ได้ค้องทำให้มันซับซ้อนซ่อนเร้นขนาดนั้น แต่ว่าต้องพูดแบบไม่คาดหวังด้วย ถ้าฟาล์วก็ฟาล์ว เพราะว่ามันเป็นเงื่อนไขได้ถ้าเค้าไม่ได้อยากได้เราแบบแพ็คเกจเค้าอยากได้เราตัวคนเดียวนั่นก็คือสิทธิ์เค้าเหมือนกัน พี่ว่าเดือนกว่ามันอยู่ในจังหวะที่พูดได้ ถ้ารับได้ว่าผลจากนั้นจะเป็นยังไง’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เป็นพี่พี่ก็บอกเลยเหมือนกัน แต่ถ้าบอกไปเค้าอยู่ก็อยู่ ไม่อยู่ก็ไม่แคร์’ และสุดท้าย “ดีเจอั๋น” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่รู้สึกว่ามันคือความจริงอยู่แล้ว ไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องบอกแต่เป็นพี่พี่เลือกเร็วตลอด และอีกด้านนึงคือเค้าอาจจะมีอะไรบอกเราเหมือนกันก็ได้ ก็บอกเค้าว่า นาน ๆ ที่เราจะได้อยู่ด้วยกันตรงนี้เนาะ ฉันก็มีหลายเรื่องอยากบอกเธอ แต่ว่าที่ผ่านมามันยังหาโอกาสไม่ได้สักที ถ้าเราคิดเหมือนกันว่าเราจะไปต่อเราต้องรู้จักกันมากกว่านี้แล้วก็ค่อย ๆ บอกเค้าไป’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ซื้อลิปมากี่อัน เพื่อนคนเดิมก็ยืมใช้ทุกอัน เค้าไม่ยืมคนอื่นเลยค่ะ รอแต่จะยืมของหนู เช้าก็ทา เที่ยงก็ทา ก่อนกินข้าว หลังกินข้าวก็ทา พีคสุด ปากมันยังไม่เช็ดปากก็หยิบไปทา ตอนนี้กลิ่นลิปหนูเปลี่ยนด้วย ต้องซื้อใหม่ตลอด เจอแบบนี้ทำไงดี?

10 ม.ค. 2025

ซื้อลิปมากี่อัน เพื่อนคนเดิมก็ยืมใช้ทุกอัน เค้าไม่ยืมคนอื่นเลยค่ะ รอแต่จะยืมของหนู เช้าก็ทา เที่ยงก็ทา ก่อนกินข้าว หลังกินข้าวก็ทา พีคสุด ปากมันยังไม่เช็ดปากก็หยิบไปทา ตอนนี้กลิ่นลิปหนูเปลี่ยนด้วย ต้องซื้อใหม่ตลอด เจอแบบนี้ทำไงดี?

“คุณแพร (นามสมมติ)” อายุ 19 ปี สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร’ เมื่อคือวันพุธที่ [8 ม.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาเพื่อนยืมลิปสติกบ่อยมาก แถมใช้แล้วลิปสติกมีกลิ่นแปลกไป! โดย “คุณแพร (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูซื้อลิปสติกมาใหม่ เพื่อนขอลอง แล้วก็ทาไปที่ปากเลย ตอนแรกหนูคิดว่าจะใช้นิ้วแตะ ๆ ก่อนแล้วค่อยทา ต่อมาเพื่อนก็ถามว่าซื้อที่ไหน? กี่บาท? หนูก็บอกไป แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มยืมบ่อยขึ้นก่อนเข้าเรียน เลิกเรียน ก่อนกินข้าว หลังกินข้าว ก็มาขอหนูว่า “มึงขอยืมลิปหน่อย” ไปห้องน้ำก็ทา เดินไปไหนก็ทาทั้งวัน ทามากกว่าหนูอีก พอบอกว่าหนูขายต่อ เพื่อนก็บอกกลับมาว่า “บ้าหรอ กูก็ต้องเอาอันใหม่สิ” หนูก็เลยส่งพิกัดอันใหม่ให้เขา เขาก็ไม่ซื้อ แล้วตอบมาแบบเปลี่ยนเรื่องแทน พอวันต่อมาเขาก็ยังยืมหนูเหมือนเดิม ซึ่งเขาก็มีลิปของเขา หนูก็ถามว่าไม่ใช้ลิปตัวเองแล้วเหรอ? เขาก็บอกว่า “ก็ต้องใช้ของมึงด้วย” กลุ่มหนูมีกัน 3 คน อีกคนหนึ่งคือเพื่อนของเขา ที่มาจากประถมด้วยกัน เขาไม่เห็นเคยยืมของเพื่อนคนนั้นเลยสักครั้ง ยืมแต่ของหนูคนเดียว หนูเริ่มไม่โอเคตรงที่กลิ่นลิปของหนูมันเริ่มเปลี่ยน เหมือนมันบูดเพราะหลังกินข้าวปากมัน ๆ เขาก็ยังทา หนูไม่กล้าปฏิเสธแบบตรง ๆ เขานิสัยดีทุกอย่าง แต่ติดแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวเลย หนูเคยบอกว่าไม่ให้แล้ว แต่เขาก็บอกกลับมาว่า “โห ขี้งกว่ะ” หนูเลยให้ยืมมาตลอด ไม่ใช่แค่ลิปด้วย กระเป๋า เสื้อ เสื้อกันหนาว เขาจะขอเลย พูดแบบว่าถ้าหนูไม่ใช้ ขอได้ไหมอยากได้ เพื่อนอีกคนก็โดนแบบเดียวกัน เรื่องกิ๊บติดผม เขาบอกว่าขอติดได้ไหม? พอเขาติดแล้วก็เนียน ๆ เอากลับบ้านไปเลย พอทวงเขาก็จะทำเป็นลืม หนูอยากถามพี่ๆดีเจว่า ถ้าเจอสถานการณ์อย่างนี้ หนูควรทำอย่างไรดี?’ ทางด้านดีเจทั้ง 3 ท่าน “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” ให้ความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่า ‘ควรบอกไปตรง ๆ เลยว่าของแบบนี้มันใช้ร่วมกันไม่ได้ หนูต้องบอกว่ามันมีเหตุผลของการไม่ให้ยืม มันเป็นสิ่งที่พูดได้ โตแล้วบอกเขาได้ หนูต้องรู้จักปฏิเสธ’ นอกจากนี้ “ดีเจเผือก” ยังพูดเสริมอีกว่า ‘ซื้อให้ไปเลย มึงกูไม่ให้ยืมแล้วนะ ใช้อันนี้ไปเลย ของแบบนี้มันไม่ใช้ร่วมกัน มันเหมือนแปรงสีฟัน ถ้าเพื่อนใหม่พึ่งเจอกันแล้วมันจะคัดกรองกันด้วยเรื่องลิป เรื่องยืมของก็โอเค ‘หาเพื่อนใหม่’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

สามีของเพื่อนเรา ทักมาตื๊อ ขอมีอะไรด้วย เพราะภรรยาเขากำลังท้องอยู่ เราปฏิเสธไปแล้วหลายรอบ เค้าก็ทักมาไม่หยุด ตอนนี้กำลังลังเลว่าควรเอาแชทไปให้เพื่อนดู หรือ บอกเพื่อนดีไหม? แต่เขาก็กำลังท้องแก่อยู่ แล้วเราก็ไม่ค่อยสนิทกับเพื่อนคนนี้ด้วย

12 ก.ค. 2024

สามีของเพื่อนเรา ทักมาตื๊อ ขอมีอะไรด้วย เพราะภรรยาเขากำลังท้องอยู่ เราปฏิเสธไปแล้วหลายรอบ เค้าก็ทักมาไม่หยุด ตอนนี้กำลังลังเลว่าควรเอาแชทไปให้เพื่อนดู หรือ บอกเพื่อนดีไหม? แต่เขาก็กำลังท้องแก่อยู่ แล้วเราก็ไม่ค่อยสนิทกับเพื่อนคนนี้ด้วย

“คุณหนู (นามสมมติ)” อายุ 26 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (10 ก.ค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาแฟนเพื่อนทักมาขอมีอะไรด้วย ทั้งๆที่เพื่อนเราท้องอยู่! โดย “คุณหนู (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘หนูรู้จักรุ่นพี่ผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อ เอ (นามสมมุติ) ตั้งแต่มัธยม จนมหาลัยได้เรียนคณะเดียวกัน แต่คนละสาขา ซึ่งพี่เอเป็นรุ่นพี่ที่คอยรับน้อง หนูได้มีโอกาสเป็นคนคุยกับพี่เอตั้งแต่รับน้องจนถึงปี 2 ก็เลิกคุยกัน แล้วพี่เอก็ได้ไปคบกับเพื่อนร่วมรุ่นของหนู ชื่อว่า บี (นามสมมุติ) หนูไม่ได้สนิทกับบีมาก แต่ก็ได้ร่วมกิจกรรมกันหลายอย่าง จนเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน หลังจากเรียนจบ พี่เอ กับบี ก็แต่งงานกัน ทำธุรกิจร่วมกัน แล้วบีก็ได้ตั้งท้อง ซึ่งใครหลายๆคนอิจฉาคู่รักพี่เอและบีมาก เพราะพี่เอดูแลบีดีมากๆ พ่อแม่ของทั้ง 2 ฝ่ายก็ดีมากๆเหมือนกัน จนเมื่อต้นปีหนูมีโอกาสได้เจอพี่เออีกครั้ง เพราะเปิดธุรกิจใกล้ๆกัน หนูไปร้านพี่เอค่อนข้างบ่อยเพราะว่าเขาขายของกิน ทำให้ได้เจอทั้งพี่เอ บี และครอบครัวเขา จนพี่เอน่าจะเห็นหนูบ่อยๆก็เริ่มทักมาว่าเป็นยังไงว่าง ธุรกิจไปได้ดีไหม? จนเข้าสู่ช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา เขาก็อยากปรึกษากับเรา ทักมาทางเฟซบุ๊ก แล้วก็ขอไลน์เราไป เขาบอกว่า “อยากปรึกษาเรื่องนี้กับเรา แต่คุยในเฟสไม่ได้ เดี๋ยวบีจะหึง” หนูไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าเขาคงไม่อยากให้แฟนเข้าใจผิด วันนั้นที่เขาทักมาคุย คือ วันที่หนูนัดกับเพื่อนไปเที่ยวร้านเหล้า แล้วหนูก็ถ่ายลงสตอรี่ เขาก็ทักมาว่า “เมามั้ย กลับยังไง?” หนูตอบว่า “ไม่เมา ถึงเมาก็มีเพื่อนกลับ” เขาก็ดึงดันว่าอยากจะพากลับให้ได้ ก็เลยรู้สึกว่าดูแปลกๆ แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนดีมากๆเลยไม่ได้คิดอะไร คงจะเเค่เป็นห่วง จนไม่กี่วันต่อมาเขาก็ทักมาคุยเรื่องธุรกิจอีก แล้วก็เริ่มลากเข้าเรื่อง 18+ ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะมานัดกับเรา เขาถามแบบกว้างๆ หนูก็ตอบทั่วๆไป ไม่ได้พิเศษอะไรแบบนั้น แต่พอเริ่มรู้สึกว่ามันเยอะ หนูก็บ่ายเบี่ยงไม่ตอบ พอเวลาผ่านไป เขาก็ขอนัดเพื่อจะมีอะไรกับเรา แต่เราปฏิเสธเพราะเขาก็มีภรรยาแล้ว แถมตั้งท้องใกล้คลอดแล้วด้วย แล้วก็เป็นเพื่อนเราอีก หลังจากนั้นก็ทักมาเดือนละ 1-2 ครั้ง ทั้งๆที่ลงโซเชียลรักแฟน เตรียมตัวเจอลูกที่กำลังจะคลอด ก็ยังทักมาหาหนูเรื่อยๆ แต่หนูไม่ตอบเขาเลย ก็จะมีเจอกันบ้างนานๆที ส่วนในโซเชียลเขาก็มาส่อง เข้ามาอะไรกับเราตลอด แต่กับแฟนเขาหนูไม่ค่อยได้คุยกัน แค่เป็นเพื่อนที่รู้จัก ไม่ได้สนิทมาก จริงๆแล้วหนูเป็นคนที่มีความสัมพันธ์ One night stand (ONS) หรือ Friend with benefits (FWB) บ่อยอยู่แล้ว ผ่านแอปพลิเคชั่นแต่ไม่ได้เปิดรูปตัวเอง หนูเลยสงสัยว่าเขารู้ได้ไง? เพราะเราไม่เคยคุยกับเขาหรือคนทั่วไปเลย หนูอยากปรึกษาพี่ๆดีเจว่า หนูควรบอกบีดีไหมว่าแฟนเขาเป็นแบบนี้? มันจะไปกระทบลูกในท้องมั้ย? บอกไปจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า? เพราะเขาแต่งงานกันแล้ว ผู้หญิงไม่ควรมาเจออะไรแบบนี้’ โดย “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าไม่สนิท พี่ไม่บอก เพราะเราไม่รู้ว่าฝันเขามีปัญหาอะไรหรือเปล่า เขาอาจจะทำแบบนี้เป็นประจำอยู่แล้วโดยที่ภรรยาของเขาอาจจะรู้หรือไม่รู้ อาจจะเป็นกรณีที่ภรรยาท้องไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ด้วยได้ ก็เลยออกไปแรดช่วงนี้ พี่ว่าไม่สนิทกัน พี่ว่าอยู่แยๆดีกว่า ถ้าเขาไปบอกด้วยความคาดเดาไม่ได้อย่างเช่นบอกแล้วจะยังไง เขาจะเครียดจนมีผลต่อลูกมั้ย แต่ถ้าตอนนี้ไม่ยุ่งกับผู้ชายแล้วอยู่ของเราเองมันก็จะควบคุมปัญหาที่หนูกังวลได้ แต่ถ้าอยากช่วยด้วยวิธีนี้ แล้วยอมรับผลที่ตามมาก็สิทธ์ของหนู แต่ถ้าไม่บอก แล้วสามียังคงเป็นแบบนี้ สักวันภรรยาก็ต้องรู้อยู่ดีแหล่ะ’ “ดีเจเผือก” ให้คำแนะนำในมุมมองของผู้ชายว่า ‘ยื่นคำขาดกับผู้ขายคนนี้ว่า “พอแล้ว ไม่ต้องส่งอะไรมาแล้ว ถ้ามีอีกเรื่องนี้ถึงหูภรรยาเธอเเน่” เราเตือนไปก่อน’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘เห็นด้วยกับพี่เผือก ถ้าไม่หยุดก็บอกเขาว่า “พี่หยุดพูดอะไรแบบนี้นะ หนูว่ามันไม่สมควร และมันอึดอัด คิดซะว่าที่ผ่านมาไม่เคยพูดอะไรแบบนี้ เดี๋ยวเราต้องเจอกันอีก ถ้าเป็นอย่างนี้อีกก็คงต้องบอกแฟนพี่จริงๆ” และเห็นด้วยกับพี่เติ้ลว่าถ้าไม่สนิทก็คงไม่บอก พอผู้หญิงท้องแล้ว จะยิ่งคิดมากเพราะฮอร์โมนด้วย มันก็เป็นที่ความซวยของเขาที่ได้ผัวแบบนี้ไป ผู้ชายมันไม่ได้ระบายอะเนอะ มันอยู่ที่สันดานคนแล้วแหล่ะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-