ลูกชายวัย 5 ขวบ ถูกโค้ชแกล้งดึงกางเกง
น้องโป๊จนเห็นของสงวน คนรอบข้างยืนหัวเราะและไม่มีใครเข้ามาช่วย
คนเป็นแม่ปวดใจ พยายามทำทุกวิธีเพื่อปกป้องลูกถึงที่สุด
แต่กลับพบว่าไม่มีหลักฐานเลย
เราปกป้องลูกพอแล้วหรือยังคะ?

‘คุณอิ๊งค์’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (5 สิงหาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - และดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องราวของลูกชายวัย 5 ขวบ ที่ถูกโค้ชกลั่นแกล้งจนน้องเสียความรู้สึก คุณอิ๊งค์ในฐานะที่เป็นแม่จึงอยากปกป้องลูกให้ได้มากที่สุด
‘คุณอิ๊งค์’ (นามสมมติ) อายุ 35 ปี โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ลูกชายของเธอถูกโค้ชแบดมินตันชาย อายุ 26 ปี มีพฤติกรรมเข้าข่ายคุกคาม จนทำให้ลูกชายรู้สึกไม่สบายใจและเกิดผลกระทบทางจิตใจ
เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยลูกชายของเธอเป็นนักเรียนในคลับแบดมินตันแห่งหนึ่ง ซึ่งเริ่มเข้าเรียนตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา คุณอิ๊งค์และสามีผลัดกันไปรับส่งลูกตามปกติ โดยส่วนใหญ่สามีจะเป็นผู้ไปรอรับที่สนามแบดมินตัน เมื่อเรียนเสร็จจึงรับลูกชายกลับบ้าน จากนั้นก็จะไปรับเธอ ระหว่างที่ทั้งสามคนกำลังเดินทางกลับบ้าน ภายในรถมีบรรยากาศค่อนข้างเงียบ จู่ ๆ ลูกชายก็พูดขึ้นมาว่า “หม่ามี๊ วันนี้มีอะไรเกิดขึ้นกับหนู ที่ทำให้หนู SAD มากเลย” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งคุณอิ๊งค์และสามีต่างรู้สึกใจไม่ดี เพราะไม่ทราบว่าลูกชายกำลังเผชิญกับเหตุการณ์อะไร
จากนั้น ลูกชายจึงค่อย ๆ เล่าให้ฟังว่า น้องถูกโค้ชที่สนามแบดมินตันแกล้งด้วยการดึงกางเกง คุณอิ๊งค์จึงถามลูกชายว่า “แล้วโค้ชจะดึงกางเกงทำไม แล้วทำไมหนูถึงรู้สึกไม่ดี เกิดอะไรขึ้น” ลูกชายตอบว่า “เขาดึงเห็นก้นหนูเลย เห็นอวัยวะเพศ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณแม่จึงถามต่อว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร ลูกชายเล่าว่า ขณะกำลังดื่มน้ำ โค้ชได้พูดกับเขาว่า “ไม้มีรอย ไม้เป็นอะไร ไหนลองหยิบมาให้โค้ชดูหน่อย” แต่ในจังหวะที่ลูกชายหันไปหยิบไม้แบดมินตัน โค้ชกลับดึงกางเกงของเขาลงทันที คุณแม่จึงถามต่อว่า “แล้วมีใครอยู่แถวนั้นเห็นไหม” ลูกชายตอบกลับว่า “มีผู้ใหญ่เห็นนะหม่ามี๊ แต่เขาหัวเราะ ไม่มีใครช่วยหนูเลย”
จากคำบอกเล่าของลูกชาย ทำให้คุณอิ๊งค์ทราบว่า โค้ชผู้ที่กระทำพฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่โค้ชประจำที่สอนลูกชายโดยตรง แต่เป็นโค้ชที่รับหน้าที่สอนเด็กโตภายในคลับ ซึ่งมักจะเข้ามาหยอกล้อหรือเล่นกับลูกชายในช่วงเวลาพักหรือหลังจากลูกชายเรียนเสร็จอยู่เป็นประจำ
แม้เหตุการณ์ล่าสุดจะเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่คุณอิ๊งค์ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้เธอและสามีเริ่มรู้สึกผิดสังเกตกับพฤติกรรมของโค้ชคนดังกล่าวมาแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน และเหตุการณ์เหล่านั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งคู่เริ่มจับตาพฤติกรรมของโค้ชอย่างจริงจัง
ย้อนกลับไปในช่วงที่คุณอิ๊งค์และสามีเริ่มผิดสังเกตก็คือ ในวันหนึ่งเธอไปรับลูกชายหลังเรียนแบดมินตันเสร็จ เธอได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตาของตัวเอง โดยโค้ชคนดังกล่าวดึงลูกชายเข้าไปหยอกล้อ พร้อมจับแขนของลูกชายทั้งสองข้างเอาไว้ จนทำให้ใบหน้าของลูกชายไปอยู่บริเวณเป้ากางเกงของโค้ช คุณอิ๊งค์เล่าว่า ในขณะนั้นเธอยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ห่าง ๆ และภายในใจก็เกิดคำถามขึ้นทันทีว่า “ทำไมไม่ดันลูกเราขึ้นมาสักที แล้วทำไมลูกเราไม่ดันตัวเองขึ้นมา” เมื่อสังเกตดี ๆ เธอจึงเห็นว่าโค้ชเป็นฝ่ายจับแขนลูกชายทั้งสองข้างเอาไว้ ทำให้ลูกชายไม่สามารถขยับตัวออกมาได้ทันที หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น คุณอิ๊งค์และสามีจึงกลับมาพูดคุยกันอย่างจริงจัง และตกลงกันว่าต่อจากนี้จะช่วยกันสังเกตพฤติกรรมของโค้ชคนดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพราะทั้งคู่เริ่มรู้สึกไม่สบายใจกับลักษณะการเล่นและการสัมผัสตัวลูกชายที่ดูเกินความเหมาะสม
นับจากนั้นเป็นต้นมา คุณอิ๊งค์พยายามไปรับลูกชายให้ตรงกับเวลาที่เรียนเสร็จทุกครั้ง เพื่อไม่ให้โค้ชมีโอกาสเข้ามาหยอกล้อหรือสัมผัสตัวลูกชายตามลำพังขณะ เดียวกัน ฝั่งของสามีก็เคยเห็นโค้ชคนดังกล่าวเข้ามาจั๊กจี้ลูกชายบริเวณเอว รวมถึงหยอกล้อด้วยการสัมผัสร่างกายในหลายลักษณะ ทำให้ทั้งสองคนยิ่งระมัดระวังมากขึ้น และคอยสอดส่องพฤติกรรมของโค้ชอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ต้นเรื่องประกอบกับลูกชายได้เล่ารายละเอียดทั้งหมดให้ฟังบนรถระหว่างทางกลับบ้าน ทำให้คุณอิ๊งค์ตัดสินใจดำเนินการทันที เธอโทรศัพท์ไปยังสนามแบดมินตันเพื่อสอบถามว่าภายในสนามมีกล้องวงจรปิดหรือไม่ และสามารถขอเข้าดูภาพจากกล้องได้หรือเปล่า พร้อมทั้งเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เจ้าหน้าที่ของสนามรับทราบ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่แจ้งกลับบอกว่าไม่สามารถเปิดภาพจากกล้องวงจรปิดให้ดูได้ หากไม่มีใบแจ้งความจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ
หลังจากนั้น คุณอิ๊งค์จึงติดต่อหาเจ้าของคลับแบดมินตันในวันเดียวกัน เพื่อสอบถามว่าทางคลับจะมีแนวทางจัดการกับโค้ชที่มีพฤติกรรมลักษณะดังกล่าวอย่างไร ทางเจ้าของคลับขอเวลาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาทางดำเนินการกับปัญหาที่เกิดขึ้น
เมื่อกลับถึงบ้าน คุณอิ๊งค์ได้พูดคุยกับลูกชายอีกครั้งอย่างละเอียด โดยขอให้ลูกชายแสดงและอธิบายพฤติกรรมที่โค้ชเคยกระทำกับเขา เพื่อให้เข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน ลูกชายสามารถอธิบายเหตุการณ์ได้อย่างละเอียด ทั้งลำดับการกระทำของโค้ช ตำแหน่งที่เกิดเหตุ รวมถึงระบุได้ว่าขณะเกิดเหตุมีผู้ใหญ่คนใดนั่งอยู่บริเวณไหนบ้าง ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ลูกชายเคยเล่าให้ฟังว่า “มีผู้ใหญ่เห็นนะหม่ามี๊ แต่เขาหัวเราะ ไม่มีใครช่วยหนูเลย”
หลังจากพูดคุยกันเสร็จ คุณอิ๊งค์จึงพาลูกชายไปอาบน้ำและเตรียมเข้านอน แต่ก่อนนอน เธอตัดสินใจพูดคุยกับลูกอีกครั้ง พร้อมอัดเสียงบทสนทนาเอาไว้เป็นข้อมูล เธอถามลูกชายว่า “สัญญาได้ไหมว่าสิ่งที่เล่าจะเป็นความจริง เพราะถ้ามันเป็นแบบนี้จริง หม่ามี๊ก็ต้องทำอะไรสักอย่าง ต้องปกป้องหนู” ลูกชายจึงตอบกลับมาว่า “ขอบคุณหม่ามี๊นะที่ปกป้องหนู” คุณอิ๊งค์ยอมรับว่า คำพูดดังกล่าวยิ่งทำให้เธอมั่นใจว่า ในฐานะแม่ เธอจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องลูกชายให้ดีที่สุด
หลังจากคุณอิ๊งค์พูดคุยกับลูกชายและอัดเสียงคำให้การของลูกเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ในคืนวันเดียวกัน ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจ เมื่อโค้ชผู้ที่ถูกร้องเรียนเป็นฝ่ายโทรศัพท์มาหาเธอโดยตรงโค้ชกล่าวกับเธอว่า “น้องไม่โอเคขนาดนั้นเลยหรอครับ ผมแค่แกล้งเล่น แกล้งหยอกปกติทั่วไป” คุณอิ๊งค์เล่าว่า ระหว่างการสนทนา โค้ชย้ำคำว่า “ปกติ” อยู่หลายครั้ง จนทำให้เธอรู้สึกผิดสังเกต จึงถามกลับไปตรง ๆ ว่า “ปกติ? แปลว่าอันนี้ไม่ใช่ครั้งแรกหรอ” โค้ชจึงตอบกลับว่า “ครับ ก็เล่นอย่างนี้มาตลอด” คำตอบดังกล่าวยิ่งทำให้คุณอิ๊งค์รู้สึกกังวลมากขึ้น เธอจึงตัดสินใจขอนัดพูดคุยกับโค้ชต่อหน้าพร้อมกับสามี และขอให้เจ้าของคลับแบดมินตันเข้าร่วมรับฟังเหตุการณ์ด้วย เพื่อให้ทุกฝ่ายได้พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ขณะเดียวกันเธอก็ต้องการเวลาในการควบคุมอารมณ์ของตัวเองเช่นกัน

วันรุ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายได้นัดพบกันตามที่ตกลงไว้ ระหว่างการพูดคุย โค้ชยืนยันว่าไม่มีเจตนาคุกคามลูกชายของเธอ และไม่คิดว่าเด็กจะรู้สึกไม่สบายใจ โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพียงการหยอกล้อในแบบที่ทำเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้คุณอิ๊งค์รับไม่ได้มากที่สุด คือระหว่างการอธิบาย โค้ชกลับหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดคลิปวิดีโอที่เคยบันทึกภาพลูกชายของเธอไว้
เมื่อดูคลิปดังกล่าว คุณอิ๊งค์พบว่า ภายในวิดีโอมีภาพขณะที่โค้ชดึงกางเกงลูกชายของเธอ จนเห็นบริเวณต้นขาด้านในอย่างชัดเจน เธอจึงถามโค้ชทันทีว่า “ทำไมถึงอัดคลิปแบบนี้ไว้ทำไม” ระหว่างที่โค้ชเปิดโทรศัพท์ให้ดู คุณอิ๊งค์ยังสังเกตเห็นว่า ภายในเครื่องยังมีรูปภาพและคลิปวิดีโอของลูกชายเธออีกหลายรายการ เธอจึงถามถึงเหตุผลที่เก็บภาพและวิดีโอเหล่านั้นไว้ โค้ชอธิบายว่า เขาเพียงรู้สึกเอ็นดูลูกชายของเธอ พร้อมทั้งยอมรับว่า เคยนำรูปและวิดีโอของลูกชายเธอไปให้แฟนของตนเองดู เพราะรู้สึกว่าเด็กน่ารักและเอ็นดู เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณอิ๊งค์จึงกล่าวกับโค้ชว่า “แล้วคุณมีสิทธิ์อะไรที่มาเก็บภาพวิดีโอของลูกคนอื่น แล้วยังส่งให้คนอื่นดูอีก”
หลังจากถูกตั้งคำถาม โค้ชจึงลบรูปภาพและคลิปวิดีโอทั้งหมดออกจากโทรศัพท์ คุณอิ๊งค์ยอมรับว่า การลบข้อมูลต่อหน้าเช่นนี้ ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกลบออกทั้งหมดจริง เนื่องจากข้อมูลอาจเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นได้ หรือไม่เคยถูกส่งต่อให้บุคคลอื่นก่อนจากนั้น เธอจึงกล่าวกับโค้ชอีกว่า “คุณรู้ไหมว่าน้องอายุยังไม่ถึง 15 ปีเลย แล้วคุณต้องขออนุญาตพ่อแม่เขาก่อน” แต่โค้ชกลับไม่ได้ตอบโต้หรืออธิบายเพิ่มเติมแต่อย่างใด
คุณอิ๊งค์เล่าว่า ตัวเธอเองก็ประกอบอาชีพครูเช่นเดียวกัน จึงได้ให้ข้อคิดกับโค้ชในฐานะผู้ทำงานด้านการศึกษา โดยกล่าวว่า “คุณควรมีจริยธรรม มีคุณธรรมหรือเปล่า สมาคมแบดมินตันเทรนคุณมายังไง ทำไมคุณถึงรับสอนเด็กเล็ก แต่คุณเล่นกับเด็กไม่เป็น” อย่างไรก็ตาม โค้ชยังคงนิ่งเงียบ และไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว คุณอิ๊งค์จึงถามต่อว่า “แล้วคุณเคยโดนแกล้งแบบนี้ไหม” โค้ชตอบว่าเคยโดนแกล้งแบบนี้
เธอจึงถามต่อว่า “แล้วคุณรู้สึกยังไงตอนโดนแกล้ง” โค้ชตอบกลับว่า “ก็รู้สึกไม่ดี ก็อาย” คุณอิ๊งค์จึงกล่าวกับเขาตรง ๆ ว่า "แล้วคุณมาทำกับลูกคนอื่นทำไม” ตลอดการสนทนานี้ โค้ชก็ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว หลังจากพูดคุยกับโค้ชเสร็จแล้ว คุณอิ๊งค์จึงหันไปพูดคุยกับเจ้าของคลับแบดมินตัน โดยขอให้พิจารณาแนวทางการดำเนินการกับบุคลากรที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของเด็กและภาพลักษณ์ขององค์กร
ระหว่างการพูดคุย เจ้าของคลับก็ยอมรับว่า โค้ชคนดังกล่าว ไม่ได้เป็นโค้ชที่มีใบรับรองแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นนักกีฬาที่มีฝีมือดีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม คุณอิ๊งค์ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดสื่อประชาสัมพันธ์ของคลับกลับมีการนำเสนอภาพลักษณ์ของโค้ชในลักษณะที่ทำให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าเป็นบุคลากรที่มีใบรับรองอย่างถูกต้อง
คุณอิ๊งค์ยอมรับว่า ระหว่างการพูดคุยในวันนั้น เธอไม่ได้บันทึกภาพหรือวิดีโอการสนทนาเอาไว้ ทำให้หลักฐานที่มีเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว มีเพียงสิ่งที่เธอเห็นด้วยตาตนเองเท่านั้น
หลังจากพูดคุยกับโค้ชและเจ้าของคลับแบดมินตันเสร็จเรียบร้อย เธอตัดสินใจจะไม่ส่งลูกชายกลับไปเรียนที่คลับแห่งนี้อีกต่อไป เนื่องจากไม่มั่นใจในความปลอดภัยของลูกชายอีกแล้ว เมื่อกลับถึงบ้าน เธอและครอบครัวได้ร่วมกันพูดคุยถึงแนวทางดำเนินการในเรื่องนี้ โดยตั้งคำถามว่า ควรแจ้งความดำเนินคดีหรือไม่ เพราะแม้จะเชื่อมั่นในคำบอกเล่าของลูกชาย แต่ก็ยอมรับว่าหลักฐานที่มีอยู่ในขณะนั้นยังมีไม่มากนัก
คุณอิ๊งค์เล่าว่า คืนวันนั้นเป็นคืนที่เธอแทบไม่ได้นอน เพราะยังคงกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงรู้สึกเป็นห่วงสภาพจิตใจของลูกชายอย่างมาก กระทั่งในวันอาทิตย์ เธอตัดสินใจเดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจอย่างเป็นทางการ ก่อนจะนำใบแจ้งความไปยื่นต่อสนามแบดมินตัน เพื่อขอเข้าตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดภายในสนาม เมื่อได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด คุณอิ๊งค์พบว่า มุมกล้องบางจุดไม่สามารถบันทึกเหตุการณ์สำคัญได้อย่างชัดเจน ทำให้ไม่ปรากฏภาพขณะโค้ชดึงกางเกงลูกชาย
อย่างไรก็ตาม ภาพจากกล้องวงจรปิดทำให้เธอได้สังเกตพฤติกรรมของโค้ชและลูกชายตลอดระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงที่อยู่ภายในสนาม เธอเล่าว่า แม้โค้ชคนดังกล่าวจะทำหน้าที่สอนเด็กอยู่ที่คอร์ดข้าง ๆ แต่ทุกครั้งที่ลูกชายของเธอวิ่งเข้าไปใกล้ หรือวิ่งผ่านบริเวณนั้น โค้ชมักจะเดินเข้าไปจับตัว เข้าไปจั๊กจี้ หรือหยอกล้อด้วยการสัมผัสร่างกายอยู่บ่อยครั้ง
ก่อนหน้านี้ ลูกชายก็เคยเล่าให้เธอฟังว่า โค้ชเคยจั๊กจี้เขาจนศีรษะกระแทกพื้น เมื่อย้อนกลับมาดูภาพจากกล้องวงจรปิด คุณอิ๊งค์ยังสังเกตเห็นว่า Body Language ของโค้ช เธอพบว่าพฤติกรรมของโค้ชที่มีต่อลูกชายดูแตกต่างจากเด็กคนอื่น โค้ชไม่ได้เข้าไปสัมผัสหรือหยอกล้อเด็กคนอื่นในลักษณะเดียวกับที่ทำกับลูกชาย แต่คุณอิ๊งค์ก็ยืนยันว่า นี่เป็นเพียงข้อสังเกตจากมุมมองของเธอเอง เพราะหลักฐานจากกล้องวงจรปิดยังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ทั้งหมด จึงไม่อาจนำไปใช้เป็นหลักฐานยืนยันพฤติกรรมดังกล่าวได้
หลังจากดำเนินการทุกอย่าง ทั้งการพูดคุยกับโค้ช ติดต่อคลับ แจ้งความ และตรวจสอบกล้องวงจรปิด คุณอิ๊งค์รู้สึกว่าเธออาจทำทุกอย่างที่แม่คนหนึ่งพอจะทำได้แล้วเพื่อปกป้องลูกชาย แต่ในอีกมุมหนึ่ง เธอกลับยังคงตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า “สิ่งที่เราทำเพื่อปกป้องลูก มันเพียงพอแล้วหรือยัง?”
เธอยอมรับว่าความคิดดังกล่าวทำให้รู้สึกเสียใจและกังวล เพราะไม่แน่ใจว่าตนเองจะสามารถปกป้องลูกชายได้มากกว่านี้หรือไม่ คุณอิ๊งค์เล่าต่อว่า หลังเกิดเหตุการณ์ ทางคลับแบดมินตันได้ติดต่อสอบถามผู้ปกครองรายอื่นเกี่ยวกับพฤติกรรมของโค้ชคนดังกล่าว โดยผู้ปกครอง A ให้ข้อมูลว่า โค้ชเป็นคนอัธยาศัยดี ชอบเล่นและหยอกล้อเด็ก ๆ รวมถึงเคยหยอกล้อลูกของผู้ปกครอง A ในลักษณะคล้ายกัน แต่ครอบครัวไม่ได้รู้สึกติดใจหรือมองว่าเป็นเรื่องร้ายแรง คุณอิ๊งค์กล่าวว่าเธอเข้าใจดีว่าความรู้สึกและขอบเขตการยอมรับของแต่ละครอบครัวแตกต่างกัน แต่สำหรับครอบครัวของเธอ พฤติกรรมดังกล่าวถือว่าเกินขอบเขตที่ยอมรับได้ โดยเฉพาะเมื่อมีการสัมผัสร่างกายในจุดที่ไม่เหมาะสม รวมถึงมีการบันทึกภาพและวิดีโอของลูกชายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง เธออธิบายเพิ่มเติมว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เธอให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะในวัยเด็ก ตัวเธอเองก็เคยมีประสบการณ์ถูกคุกคามทางเพศ และยังคงจดจำเหตุการณ์ดังกล่าวได้จนถึงทุกวันนี้ ด้วยเหตุนี้ เธอจึงปลูกฝังลูกชายมาโดยตลอดว่า “Private Part เป็นพื้นที่ส่วนตัวของร่างกาย ที่ไม่ควรให้ผู้อื่นมองเห็นหรือสัมผัสโดยไม่ได้รับความยินยอม"

ท้ายที่สุด คุณอิ๊งค์กล่าวว่า สิ่งที่เธอต้องการมาปรึกษาในรายการ พุธทอล์คพุธโทร คืออยากรู้ว่าสิ่งที่เธอทำมาตลอดนั้นเพียงพอแล้วหรือยัง และเธอควรเดินหน้าดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไปหรือไม่ เพราะด้วยหลักฐานที่มีอยู่ เธอไม่แน่ใจว่าจะสามารถดำเนินการได้มากกว่านี้ พร้อมกันนี้ เธอยังอยากให้รายการเป็น กระบอกเสียง เพื่อสร้างความตระหนักให้กับผู้ปกครองทุกคน ให้หันมาสังเกตพฤติกรรมของบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับลูกหลาน และไม่มองข้ามการกระทำที่อาจเข้าข่ายการคุกคาม แม้ผู้กระทำจะอ้างว่าเป็นเพียงการหยอกล้อก็ตาม เพราะเธอไม่อยากเห็นเด็กคนอื่นต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นเดียวกับที่ลูกชายของเธอเจอ
ในด้านของ ‘ดีเจต้นหอม‘ ได้ให้มุมมองว่า “ยุคนี้เราให้ความสำคัญกับการ Protect สิทธิเด็กมาก ๆ นะคะ ฉะนั้น โค้ชก็ต้องเรียนรู้แล้วล่ะจากเคสนี้ ถ้าถามว่าสามารถทำอะไรกับเรื่องพวกนี้ได้ไหม ทำได้แหละค่ะ เพราะว่าเรามีกฎหมายคุ้มครองเด็ก แต่ทีนี้ก็อยู่ที่คุณอิ๊งค์ว่าจะเลือกเดินหน้าต่อหรือไม่ เพราะถ้ายังมีความเห็นอกเห็นใจ กลัวว่าจะไปตัดอนาคตเขา ก็ลองชั่งน้ำหนักดูค่ะ ว่าสิ่งที่กำลังจะทำมันทำให้เราเหนื่อยไหม เอาตัวเราเป็นหลักก่อน เอาผลประโยชน์เข้าเรา
ขอบคุณนะคะที่โทรเข้ามาในรายการ เพราะพอเรื่องถูกแชร์ มันก็จะเป็นกระบอกเสียงให้คนที่ดูแลเด็กได้รู้ว่า เรื่องแบบนี้ทำไม่ได้แล้ว ไม่ใช่แค่ผู้ชายแตะผู้หญิงถึงจะเป็นการคุกคาม ตอนนี้ไม่ว่าจะเพศไหนก็ไม่มีสิทธิ์ไปแตะ Private Part ของใครทั้งนั้น แล้วน้องเองก็บอกชัดว่าไม่สบายใจที่ถูกล่วงล้ำ เราคงไปช่วยทุกบ้านเลี้ยงลูกไม่ได้ ถ้าบ้านไหนไม่ซีเรียสก็เป็นเรื่องของเขา
แต่คุณอิ๊งค์ทำดีทุกอย่างแล้วค่ะ ไม่มีอะไรผิดพลาดเลย ทั้งการปกป้องลูกและการเยียวยาจิตใจ ส่วนโค้ชอายุ 26 ก็คงยังไม่มีลูก เลยอาจไม่เข้าใจว่าการดูแลเด็กในยุคนี้ต้องระมัดระวังแค่ไหน แต่ลูกคุณอิ๊งค์น่ารักมากนะคะ เพราะอายุแค่ 5 ขวบ ก็สามารถบอกความรู้สึกของตัวเอง และยังพูดขอบคุณคุณแม่สำหรับสิ่งที่แม่ทำให้ได้”
ในด้านของ ‘ดีเจเติ้ล‘ ได้ให้มุมมองว่า “จริง ๆ ลงโทษรุนแรงได้เลย คือเขาต้องหยุดเป็นโค้ชก่อน เพราะถ้าเขายังไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมันผิด ยังยืนยันว่าเป็นเรื่องปกติกับเด็กแบบนี้ คุณอิ๊งค์ก็ต้องทำให้เขารู้ว่ามันไม่ใช่ แล้วควรหยุดสอนเด็กก่อน หากยังมีทัศนคติแบบนี้
ไม่แน่ใจว่าคุณอิ๊งค์จะรู้สึกว่าตัวเองทำไม่มากพอหรือเปล่าที่โทรมาวันนี้ แต่สิ่งสำคัญคือ ลูกได้เห็นว่าคุณแม่เชื่อเขา และคุณแม่ได้ไปจัดการกับต้นเหตุแล้ว ความสบายใจตรงนี้ ลูกก็น่าจะได้รับแล้ว
เชื่อว่าสายนี้มีประโยชน์แน่นอน ทำให้พ่อแม่หลายคนตื่นรู้มากขึ้นว่า เราต้องปกป้องความรู้สึกของลูก และหลังจากนี้ก็ควรสังเกตน้องต่อ หากน้องผ่านเรื่องนี้ไปได้ก็ดี แต่ถ้ายังมีความรู้สึกตกค้างอยู่ คุณอิ๊งค์ก็อาจพาน้องไปพูดคุยกับนักจิตบำบัด”
ในด้าน ‘ดีเจเผือก“ ได้ให้มุมมองว่า “เชื่อว่ายังมีคนที่ฟังแล้วคิดว่ามันก็เล่นกันมาแบบนี้ แต่เอาจริง ๆ ถ้าเราดูกันดี ๆ มันไม่ใช่ ถ้าสงสัยว่าตัวเองปกป้องลูกได้มากพอแล้วหรือยัง ผมว่าการปกป้องที่ดีที่สุดคือเอาเขาออกมาจากตรงนั้น ตอนนี้เขาปลอดภัยแล้ว เขารู้สึกว่าคุณแม่ช่วยเต็มที่ ปกป้องเขา และเชื่อเขา อันนี้ผมว่าเคลียร์หมดแล้ว
สิ่งที่จะทำต่อจากนี้ (ดำเนินเรื่องทางกฏหมาย) คือการช่วยปกป้องลูกคนอื่น ๆ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันเหนื่อย เราก็ทำเท่าที่เราทำได้ และเต็มที่ในแบบของเรา เอาที่เราไหว เพราะเรายังต้องดูแลลูกของเราอีก
เหมือนที่คุณอิ๊งค์โทรไปคุยกับผู้ปกครองบางบ้าน เขาอาจไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้สำคัญหรือเดือดร้อนอะไร ตรงนั้นเราก็ทำอะไรไม่ได้ ในมุมของเรา เราทำดีที่สุดแล้ว และปกป้องลูกของเราได้ดีที่สุดแล้ว”
ท้ายที่สุด เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นว่าการรับฟังในคำพูดของลูก และลุกขึ้นปกป้องเขา คือสิ่งสำคัญไม่ต่างจากการเลี้ยงดู หวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นอุทาหรณ์และสร้างความตระหนักให้สังคม เพื่อให้เด็กทุกคนเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและได้รับการเคารพในสิทธิของตนเอง
เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง
มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION
รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin