ลูกชายวัย 5 ขวบ ถูกโค้ชแกล้งดึงกางเกง น้องโป๊จนเห็นของสงวน คนเป็นแม่ปวดใจ พยายามทำทุกวิธีเพื่อปกป้องลูกถึงที่สุด

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ลูกชายวัย 5 ขวบ ถูกโค้ชแกล้งดึงกางเกง น้องโป๊จนเห็นของสงวน คนเป็นแม่ปวดใจ พยายามทำทุกวิธีเพื่อปกป้องลูกถึงที่สุด

07 ส.ค. 2026

ลูกชายวัย 5 ขวบ ถูกโค้ชแกล้งดึงกางเกง

น้องโป๊จนเห็นของสงวน คนรอบข้างยืนหัวเราะและไม่มีใครเข้ามาช่วย

คนเป็นแม่ปวดใจ พยายามทำทุกวิธีเพื่อปกป้องลูกถึงที่สุด

แต่กลับพบว่าไม่มีหลักฐานเลย

เราปกป้องลูกพอแล้วหรือยังคะ?

       ‘คุณอิ๊งค์’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (5 สิงหาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - และดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องราวของลูกชายวัย 5 ขวบ ที่ถูกโค้ชกลั่นแกล้งจนน้องเสียความรู้สึก คุณอิ๊งค์ในฐานะที่เป็นแม่จึงอยากปกป้องลูกให้ได้มากที่สุด

        ‘คุณอิ๊งค์’ (นามสมมติ) อายุ 35 ปี โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ลูกชายของเธอถูกโค้ชแบดมินตันชาย อายุ 26 ปี มีพฤติกรรมเข้าข่ายคุกคาม จนทำให้ลูกชายรู้สึกไม่สบายใจและเกิดผลกระทบทางจิตใจ

        เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยลูกชายของเธอเป็นนักเรียนในคลับแบดมินตันแห่งหนึ่ง ซึ่งเริ่มเข้าเรียนตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา คุณอิ๊งค์และสามีผลัดกันไปรับส่งลูกตามปกติ โดยส่วนใหญ่สามีจะเป็นผู้ไปรอรับที่สนามแบดมินตัน เมื่อเรียนเสร็จจึงรับลูกชายกลับบ้าน จากนั้นก็จะไปรับเธอ ระหว่างที่ทั้งสามคนกำลังเดินทางกลับบ้าน ภายในรถมีบรรยากาศค่อนข้างเงียบ จู่ ๆ ลูกชายก็พูดขึ้นมาว่า “หม่ามี๊ วันนี้มีอะไรเกิดขึ้นกับหนู ที่ทำให้หนู SAD มากเลย” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งคุณอิ๊งค์และสามีต่างรู้สึกใจไม่ดี เพราะไม่ทราบว่าลูกชายกำลังเผชิญกับเหตุการณ์อะไร

        จากนั้น ลูกชายจึงค่อย ๆ เล่าให้ฟังว่า น้องถูกโค้ชที่สนามแบดมินตันแกล้งด้วยการดึงกางเกง คุณอิ๊งค์จึงถามลูกชายว่า “แล้วโค้ชจะดึงกางเกงทำไม แล้วทำไมหนูถึงรู้สึกไม่ดี เกิดอะไรขึ้น” ลูกชายตอบว่า “เขาดึงเห็นก้นหนูเลย เห็นอวัยวะเพศ”

        เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณแม่จึงถามต่อว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร ลูกชายเล่าว่า ขณะกำลังดื่มน้ำ โค้ชได้พูดกับเขาว่า “ไม้มีรอย ไม้เป็นอะไร ไหนลองหยิบมาให้โค้ชดูหน่อย” แต่ในจังหวะที่ลูกชายหันไปหยิบไม้แบดมินตัน โค้ชกลับดึงกางเกงของเขาลงทันที คุณแม่จึงถามต่อว่า “แล้วมีใครอยู่แถวนั้นเห็นไหม” ลูกชายตอบกลับว่า “มีผู้ใหญ่เห็นนะหม่ามี๊ แต่เขาหัวเราะ ไม่มีใครช่วยหนูเลย”

        จากคำบอกเล่าของลูกชาย ทำให้คุณอิ๊งค์ทราบว่า โค้ชผู้ที่กระทำพฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่โค้ชประจำที่สอนลูกชายโดยตรง แต่เป็นโค้ชที่รับหน้าที่สอนเด็กโตภายในคลับ ซึ่งมักจะเข้ามาหยอกล้อหรือเล่นกับลูกชายในช่วงเวลาพักหรือหลังจากลูกชายเรียนเสร็จอยู่เป็นประจำ

        แม้เหตุการณ์ล่าสุดจะเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่คุณอิ๊งค์ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้เธอและสามีเริ่มรู้สึกผิดสังเกตกับพฤติกรรมของโค้ชคนดังกล่าวมาแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน และเหตุการณ์เหล่านั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งคู่เริ่มจับตาพฤติกรรมของโค้ชอย่างจริงจัง

        ย้อนกลับไปในช่วงที่คุณอิ๊งค์และสามีเริ่มผิดสังเกตก็คือ ในวันหนึ่งเธอไปรับลูกชายหลังเรียนแบดมินตันเสร็จ เธอได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตาของตัวเอง โดยโค้ชคนดังกล่าวดึงลูกชายเข้าไปหยอกล้อ พร้อมจับแขนของลูกชายทั้งสองข้างเอาไว้ จนทำให้ใบหน้าของลูกชายไปอยู่บริเวณเป้ากางเกงของโค้ช คุณอิ๊งค์เล่าว่า ในขณะนั้นเธอยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ห่าง ๆ และภายในใจก็เกิดคำถามขึ้นทันทีว่า “ทำไมไม่ดันลูกเราขึ้นมาสักที แล้วทำไมลูกเราไม่ดันตัวเองขึ้นมา” เมื่อสังเกตดี ๆ เธอจึงเห็นว่าโค้ชเป็นฝ่ายจับแขนลูกชายทั้งสองข้างเอาไว้ ทำให้ลูกชายไม่สามารถขยับตัวออกมาได้ทันที หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น คุณอิ๊งค์และสามีจึงกลับมาพูดคุยกันอย่างจริงจัง และตกลงกันว่าต่อจากนี้จะช่วยกันสังเกตพฤติกรรมของโค้ชคนดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพราะทั้งคู่เริ่มรู้สึกไม่สบายใจกับลักษณะการเล่นและการสัมผัสตัวลูกชายที่ดูเกินความเหมาะสม

        นับจากนั้นเป็นต้นมา คุณอิ๊งค์พยายามไปรับลูกชายให้ตรงกับเวลาที่เรียนเสร็จทุกครั้ง เพื่อไม่ให้โค้ชมีโอกาสเข้ามาหยอกล้อหรือสัมผัสตัวลูกชายตามลำพังขณะ เดียวกัน ฝั่งของสามีก็เคยเห็นโค้ชคนดังกล่าวเข้ามาจั๊กจี้ลูกชายบริเวณเอว รวมถึงหยอกล้อด้วยการสัมผัสร่างกายในหลายลักษณะ ทำให้ทั้งสองคนยิ่งระมัดระวังมากขึ้น และคอยสอดส่องพฤติกรรมของโค้ชอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ต้นเรื่องประกอบกับลูกชายได้เล่ารายละเอียดทั้งหมดให้ฟังบนรถระหว่างทางกลับบ้าน ทำให้คุณอิ๊งค์ตัดสินใจดำเนินการทันที เธอโทรศัพท์ไปยังสนามแบดมินตันเพื่อสอบถามว่าภายในสนามมีกล้องวงจรปิดหรือไม่ และสามารถขอเข้าดูภาพจากกล้องได้หรือเปล่า พร้อมทั้งเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เจ้าหน้าที่ของสนามรับทราบ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่แจ้งกลับบอกว่าไม่สามารถเปิดภาพจากกล้องวงจรปิดให้ดูได้ หากไม่มีใบแจ้งความจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

        หลังจากนั้น คุณอิ๊งค์จึงติดต่อหาเจ้าของคลับแบดมินตันในวันเดียวกัน เพื่อสอบถามว่าทางคลับจะมีแนวทางจัดการกับโค้ชที่มีพฤติกรรมลักษณะดังกล่าวอย่างไร ทางเจ้าของคลับขอเวลาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาทางดำเนินการกับปัญหาที่เกิดขึ้น 

        เมื่อกลับถึงบ้าน คุณอิ๊งค์ได้พูดคุยกับลูกชายอีกครั้งอย่างละเอียด โดยขอให้ลูกชายแสดงและอธิบายพฤติกรรมที่โค้ชเคยกระทำกับเขา เพื่อให้เข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน ลูกชายสามารถอธิบายเหตุการณ์ได้อย่างละเอียด ทั้งลำดับการกระทำของโค้ช ตำแหน่งที่เกิดเหตุ รวมถึงระบุได้ว่าขณะเกิดเหตุมีผู้ใหญ่คนใดนั่งอยู่บริเวณไหนบ้าง ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ลูกชายเคยเล่าให้ฟังว่า “มีผู้ใหญ่เห็นนะหม่ามี๊ แต่เขาหัวเราะ ไม่มีใครช่วยหนูเลย”

        หลังจากพูดคุยกันเสร็จ คุณอิ๊งค์จึงพาลูกชายไปอาบน้ำและเตรียมเข้านอน แต่ก่อนนอน เธอตัดสินใจพูดคุยกับลูกอีกครั้ง พร้อมอัดเสียงบทสนทนาเอาไว้เป็นข้อมูล เธอถามลูกชายว่า “สัญญาได้ไหมว่าสิ่งที่เล่าจะเป็นความจริง เพราะถ้ามันเป็นแบบนี้จริง หม่ามี๊ก็ต้องทำอะไรสักอย่าง ต้องปกป้องหนู” ลูกชายจึงตอบกลับมาว่า “ขอบคุณหม่ามี๊นะที่ปกป้องหนู” คุณอิ๊งค์ยอมรับว่า คำพูดดังกล่าวยิ่งทำให้เธอมั่นใจว่า ในฐานะแม่ เธอจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องลูกชายให้ดีที่สุด

        หลังจากคุณอิ๊งค์พูดคุยกับลูกชายและอัดเสียงคำให้การของลูกเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ในคืนวันเดียวกัน ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจ เมื่อโค้ชผู้ที่ถูกร้องเรียนเป็นฝ่ายโทรศัพท์มาหาเธอโดยตรงโค้ชกล่าวกับเธอว่า “น้องไม่โอเคขนาดนั้นเลยหรอครับ ผมแค่แกล้งเล่น แกล้งหยอกปกติทั่วไป” คุณอิ๊งค์เล่าว่า ระหว่างการสนทนา โค้ชย้ำคำว่า “ปกติ” อยู่หลายครั้ง จนทำให้เธอรู้สึกผิดสังเกต จึงถามกลับไปตรง ๆ ว่า “ปกติ? แปลว่าอันนี้ไม่ใช่ครั้งแรกหรอ” โค้ชจึงตอบกลับว่า “ครับ ก็เล่นอย่างนี้มาตลอด” คำตอบดังกล่าวยิ่งทำให้คุณอิ๊งค์รู้สึกกังวลมากขึ้น เธอจึงตัดสินใจขอนัดพูดคุยกับโค้ชต่อหน้าพร้อมกับสามี และขอให้เจ้าของคลับแบดมินตันเข้าร่วมรับฟังเหตุการณ์ด้วย เพื่อให้ทุกฝ่ายได้พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ขณะเดียวกันเธอก็ต้องการเวลาในการควบคุมอารมณ์ของตัวเองเช่นกัน

        วันรุ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายได้นัดพบกันตามที่ตกลงไว้ ระหว่างการพูดคุย โค้ชยืนยันว่าไม่มีเจตนาคุกคามลูกชายของเธอ และไม่คิดว่าเด็กจะรู้สึกไม่สบายใจ โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพียงการหยอกล้อในแบบที่ทำเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้คุณอิ๊งค์รับไม่ได้มากที่สุด คือระหว่างการอธิบาย โค้ชกลับหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดคลิปวิดีโอที่เคยบันทึกภาพลูกชายของเธอไว้

        เมื่อดูคลิปดังกล่าว คุณอิ๊งค์พบว่า ภายในวิดีโอมีภาพขณะที่โค้ชดึงกางเกงลูกชายของเธอ จนเห็นบริเวณต้นขาด้านในอย่างชัดเจน เธอจึงถามโค้ชทันทีว่า “ทำไมถึงอัดคลิปแบบนี้ไว้ทำไม” ระหว่างที่โค้ชเปิดโทรศัพท์ให้ดู คุณอิ๊งค์ยังสังเกตเห็นว่า ภายในเครื่องยังมีรูปภาพและคลิปวิดีโอของลูกชายเธออีกหลายรายการ เธอจึงถามถึงเหตุผลที่เก็บภาพและวิดีโอเหล่านั้นไว้ โค้ชอธิบายว่า เขาเพียงรู้สึกเอ็นดูลูกชายของเธอ พร้อมทั้งยอมรับว่า เคยนำรูปและวิดีโอของลูกชายเธอไปให้แฟนของตนเองดู เพราะรู้สึกว่าเด็กน่ารักและเอ็นดู เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณอิ๊งค์จึงกล่าวกับโค้ชว่า “แล้วคุณมีสิทธิ์อะไรที่มาเก็บภาพวิดีโอของลูกคนอื่น แล้วยังส่งให้คนอื่นดูอีก”

        หลังจากถูกตั้งคำถาม โค้ชจึงลบรูปภาพและคลิปวิดีโอทั้งหมดออกจากโทรศัพท์ คุณอิ๊งค์ยอมรับว่า การลบข้อมูลต่อหน้าเช่นนี้ ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกลบออกทั้งหมดจริง เนื่องจากข้อมูลอาจเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นได้ หรือไม่เคยถูกส่งต่อให้บุคคลอื่นก่อนจากนั้น เธอจึงกล่าวกับโค้ชอีกว่า “คุณรู้ไหมว่าน้องอายุยังไม่ถึง 15 ปีเลย แล้วคุณต้องขออนุญาตพ่อแม่เขาก่อน” แต่โค้ชกลับไม่ได้ตอบโต้หรืออธิบายเพิ่มเติมแต่อย่างใด

        คุณอิ๊งค์เล่าว่า ตัวเธอเองก็ประกอบอาชีพครูเช่นเดียวกัน จึงได้ให้ข้อคิดกับโค้ชในฐานะผู้ทำงานด้านการศึกษา โดยกล่าวว่า “คุณควรมีจริยธรรม มีคุณธรรมหรือเปล่า สมาคมแบดมินตันเทรนคุณมายังไง ทำไมคุณถึงรับสอนเด็กเล็ก แต่คุณเล่นกับเด็กไม่เป็น” อย่างไรก็ตาม โค้ชยังคงนิ่งเงียบ และไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว คุณอิ๊งค์จึงถามต่อว่า “แล้วคุณเคยโดนแกล้งแบบนี้ไหม” โค้ชตอบว่าเคยโดนแกล้งแบบนี้
เธอจึงถามต่อว่า “แล้วคุณรู้สึกยังไงตอนโดนแกล้ง” โค้ชตอบกลับว่า “ก็รู้สึกไม่ดี ก็อาย” คุณอิ๊งค์จึงกล่าวกับเขาตรง ๆ ว่า "แล้วคุณมาทำกับลูกคนอื่นทำไม” ตลอดการสนทนานี้ โค้ชก็ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว หลังจากพูดคุยกับโค้ชเสร็จแล้ว คุณอิ๊งค์จึงหันไปพูดคุยกับเจ้าของคลับแบดมินตัน โดยขอให้พิจารณาแนวทางการดำเนินการกับบุคลากรที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของเด็กและภาพลักษณ์ขององค์กร

        ระหว่างการพูดคุย เจ้าของคลับก็ยอมรับว่า โค้ชคนดังกล่าว ไม่ได้เป็นโค้ชที่มีใบรับรองแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นนักกีฬาที่มีฝีมือดีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม คุณอิ๊งค์ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดสื่อประชาสัมพันธ์ของคลับกลับมีการนำเสนอภาพลักษณ์ของโค้ชในลักษณะที่ทำให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าเป็นบุคลากรที่มีใบรับรองอย่างถูกต้อง

        คุณอิ๊งค์ยอมรับว่า ระหว่างการพูดคุยในวันนั้น เธอไม่ได้บันทึกภาพหรือวิดีโอการสนทนาเอาไว้ ทำให้หลักฐานที่มีเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว มีเพียงสิ่งที่เธอเห็นด้วยตาตนเองเท่านั้น

        หลังจากพูดคุยกับโค้ชและเจ้าของคลับแบดมินตันเสร็จเรียบร้อย เธอตัดสินใจจะไม่ส่งลูกชายกลับไปเรียนที่คลับแห่งนี้อีกต่อไป เนื่องจากไม่มั่นใจในความปลอดภัยของลูกชายอีกแล้ว เมื่อกลับถึงบ้าน เธอและครอบครัวได้ร่วมกันพูดคุยถึงแนวทางดำเนินการในเรื่องนี้ โดยตั้งคำถามว่า ควรแจ้งความดำเนินคดีหรือไม่ เพราะแม้จะเชื่อมั่นในคำบอกเล่าของลูกชาย แต่ก็ยอมรับว่าหลักฐานที่มีอยู่ในขณะนั้นยังมีไม่มากนัก

        คุณอิ๊งค์เล่าว่า คืนวันนั้นเป็นคืนที่เธอแทบไม่ได้นอน เพราะยังคงกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงรู้สึกเป็นห่วงสภาพจิตใจของลูกชายอย่างมาก กระทั่งในวันอาทิตย์ เธอตัดสินใจเดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจอย่างเป็นทางการ ก่อนจะนำใบแจ้งความไปยื่นต่อสนามแบดมินตัน เพื่อขอเข้าตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดภายในสนาม เมื่อได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด คุณอิ๊งค์พบว่า มุมกล้องบางจุดไม่สามารถบันทึกเหตุการณ์สำคัญได้อย่างชัดเจน ทำให้ไม่ปรากฏภาพขณะโค้ชดึงกางเกงลูกชาย

        อย่างไรก็ตาม ภาพจากกล้องวงจรปิดทำให้เธอได้สังเกตพฤติกรรมของโค้ชและลูกชายตลอดระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงที่อยู่ภายในสนาม เธอเล่าว่า แม้โค้ชคนดังกล่าวจะทำหน้าที่สอนเด็กอยู่ที่คอร์ดข้าง ๆ แต่ทุกครั้งที่ลูกชายของเธอวิ่งเข้าไปใกล้ หรือวิ่งผ่านบริเวณนั้น โค้ชมักจะเดินเข้าไปจับตัว เข้าไปจั๊กจี้ หรือหยอกล้อด้วยการสัมผัสร่างกายอยู่บ่อยครั้ง

        ก่อนหน้านี้ ลูกชายก็เคยเล่าให้เธอฟังว่า โค้ชเคยจั๊กจี้เขาจนศีรษะกระแทกพื้น เมื่อย้อนกลับมาดูภาพจากกล้องวงจรปิด คุณอิ๊งค์ยังสังเกตเห็นว่า Body Language ของโค้ช เธอพบว่าพฤติกรรมของโค้ชที่มีต่อลูกชายดูแตกต่างจากเด็กคนอื่น โค้ชไม่ได้เข้าไปสัมผัสหรือหยอกล้อเด็กคนอื่นในลักษณะเดียวกับที่ทำกับลูกชาย แต่คุณอิ๊งค์ก็ยืนยันว่า นี่เป็นเพียงข้อสังเกตจากมุมมองของเธอเอง เพราะหลักฐานจากกล้องวงจรปิดยังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ทั้งหมด จึงไม่อาจนำไปใช้เป็นหลักฐานยืนยันพฤติกรรมดังกล่าวได้

        หลังจากดำเนินการทุกอย่าง ทั้งการพูดคุยกับโค้ช ติดต่อคลับ แจ้งความ และตรวจสอบกล้องวงจรปิด คุณอิ๊งค์รู้สึกว่าเธออาจทำทุกอย่างที่แม่คนหนึ่งพอจะทำได้แล้วเพื่อปกป้องลูกชาย แต่ในอีกมุมหนึ่ง เธอกลับยังคงตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า “สิ่งที่เราทำเพื่อปกป้องลูก มันเพียงพอแล้วหรือยัง?”

        เธอยอมรับว่าความคิดดังกล่าวทำให้รู้สึกเสียใจและกังวล เพราะไม่แน่ใจว่าตนเองจะสามารถปกป้องลูกชายได้มากกว่านี้หรือไม่ คุณอิ๊งค์เล่าต่อว่า หลังเกิดเหตุการณ์ ทางคลับแบดมินตันได้ติดต่อสอบถามผู้ปกครองรายอื่นเกี่ยวกับพฤติกรรมของโค้ชคนดังกล่าว โดยผู้ปกครอง A ให้ข้อมูลว่า โค้ชเป็นคนอัธยาศัยดี ชอบเล่นและหยอกล้อเด็ก ๆ รวมถึงเคยหยอกล้อลูกของผู้ปกครอง A ในลักษณะคล้ายกัน แต่ครอบครัวไม่ได้รู้สึกติดใจหรือมองว่าเป็นเรื่องร้ายแรง คุณอิ๊งค์กล่าวว่าเธอเข้าใจดีว่าความรู้สึกและขอบเขตการยอมรับของแต่ละครอบครัวแตกต่างกัน แต่สำหรับครอบครัวของเธอ พฤติกรรมดังกล่าวถือว่าเกินขอบเขตที่ยอมรับได้ โดยเฉพาะเมื่อมีการสัมผัสร่างกายในจุดที่ไม่เหมาะสม รวมถึงมีการบันทึกภาพและวิดีโอของลูกชายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง เธออธิบายเพิ่มเติมว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เธอให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะในวัยเด็ก ตัวเธอเองก็เคยมีประสบการณ์ถูกคุกคามทางเพศ และยังคงจดจำเหตุการณ์ดังกล่าวได้จนถึงทุกวันนี้ ด้วยเหตุนี้ เธอจึงปลูกฝังลูกชายมาโดยตลอดว่า “Private Part เป็นพื้นที่ส่วนตัวของร่างกาย ที่ไม่ควรให้ผู้อื่นมองเห็นหรือสัมผัสโดยไม่ได้รับความยินยอม" 

        ท้ายที่สุด คุณอิ๊งค์กล่าวว่า สิ่งที่เธอต้องการมาปรึกษาในรายการ พุธทอล์คพุธโทร คืออยากรู้ว่าสิ่งที่เธอทำมาตลอดนั้นเพียงพอแล้วหรือยัง และเธอควรเดินหน้าดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไปหรือไม่ เพราะด้วยหลักฐานที่มีอยู่ เธอไม่แน่ใจว่าจะสามารถดำเนินการได้มากกว่านี้ พร้อมกันนี้ เธอยังอยากให้รายการเป็น กระบอกเสียง เพื่อสร้างความตระหนักให้กับผู้ปกครองทุกคน ให้หันมาสังเกตพฤติกรรมของบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับลูกหลาน และไม่มองข้ามการกระทำที่อาจเข้าข่ายการคุกคาม แม้ผู้กระทำจะอ้างว่าเป็นเพียงการหยอกล้อก็ตาม เพราะเธอไม่อยากเห็นเด็กคนอื่นต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นเดียวกับที่ลูกชายของเธอเจอ

        ในด้านของ ‘ดีเจต้นหอม‘ ได้ให้มุมมองว่า “ยุคนี้เราให้ความสำคัญกับการ Protect สิทธิเด็กมาก ๆ นะคะ ฉะนั้น โค้ชก็ต้องเรียนรู้แล้วล่ะจากเคสนี้ ถ้าถามว่าสามารถทำอะไรกับเรื่องพวกนี้ได้ไหม ทำได้แหละค่ะ เพราะว่าเรามีกฎหมายคุ้มครองเด็ก แต่ทีนี้ก็อยู่ที่คุณอิ๊งค์ว่าจะเลือกเดินหน้าต่อหรือไม่ เพราะถ้ายังมีความเห็นอกเห็นใจ กลัวว่าจะไปตัดอนาคตเขา ก็ลองชั่งน้ำหนักดูค่ะ ว่าสิ่งที่กำลังจะทำมันทำให้เราเหนื่อยไหม เอาตัวเราเป็นหลักก่อน เอาผลประโยชน์เข้าเรา

        ขอบคุณนะคะที่โทรเข้ามาในรายการ เพราะพอเรื่องถูกแชร์ มันก็จะเป็นกระบอกเสียงให้คนที่ดูแลเด็กได้รู้ว่า เรื่องแบบนี้ทำไม่ได้แล้ว ไม่ใช่แค่ผู้ชายแตะผู้หญิงถึงจะเป็นการคุกคาม ตอนนี้ไม่ว่าจะเพศไหนก็ไม่มีสิทธิ์ไปแตะ Private Part ของใครทั้งนั้น แล้วน้องเองก็บอกชัดว่าไม่สบายใจที่ถูกล่วงล้ำ เราคงไปช่วยทุกบ้านเลี้ยงลูกไม่ได้ ถ้าบ้านไหนไม่ซีเรียสก็เป็นเรื่องของเขา

        แต่คุณอิ๊งค์ทำดีทุกอย่างแล้วค่ะ ไม่มีอะไรผิดพลาดเลย ทั้งการปกป้องลูกและการเยียวยาจิตใจ ส่วนโค้ชอายุ 26 ก็คงยังไม่มีลูก เลยอาจไม่เข้าใจว่าการดูแลเด็กในยุคนี้ต้องระมัดระวังแค่ไหน แต่ลูกคุณอิ๊งค์น่ารักมากนะคะ เพราะอายุแค่ 5 ขวบ ก็สามารถบอกความรู้สึกของตัวเอง และยังพูดขอบคุณคุณแม่สำหรับสิ่งที่แม่ทำให้ได้”

        ในด้านของ ‘ดีเจเติ้ล‘ ได้ให้มุมมองว่า “จริง ๆ ลงโทษรุนแรงได้เลย คือเขาต้องหยุดเป็นโค้ชก่อน เพราะถ้าเขายังไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมันผิด ยังยืนยันว่าเป็นเรื่องปกติกับเด็กแบบนี้ คุณอิ๊งค์ก็ต้องทำให้เขารู้ว่ามันไม่ใช่ แล้วควรหยุดสอนเด็กก่อน หากยังมีทัศนคติแบบนี้

        ไม่แน่ใจว่าคุณอิ๊งค์จะรู้สึกว่าตัวเองทำไม่มากพอหรือเปล่าที่โทรมาวันนี้ แต่สิ่งสำคัญคือ ลูกได้เห็นว่าคุณแม่เชื่อเขา และคุณแม่ได้ไปจัดการกับต้นเหตุแล้ว ความสบายใจตรงนี้ ลูกก็น่าจะได้รับแล้ว

        เชื่อว่าสายนี้มีประโยชน์แน่นอน ทำให้พ่อแม่หลายคนตื่นรู้มากขึ้นว่า เราต้องปกป้องความรู้สึกของลูก และหลังจากนี้ก็ควรสังเกตน้องต่อ หากน้องผ่านเรื่องนี้ไปได้ก็ดี แต่ถ้ายังมีความรู้สึกตกค้างอยู่ คุณอิ๊งค์ก็อาจพาน้องไปพูดคุยกับนักจิตบำบัด”

        ในด้าน ‘ดีเจเผือก“ ได้ให้มุมมองว่า “เชื่อว่ายังมีคนที่ฟังแล้วคิดว่ามันก็เล่นกันมาแบบนี้ แต่เอาจริง ๆ ถ้าเราดูกันดี ๆ มันไม่ใช่ ถ้าสงสัยว่าตัวเองปกป้องลูกได้มากพอแล้วหรือยัง ผมว่าการปกป้องที่ดีที่สุดคือเอาเขาออกมาจากตรงนั้น ตอนนี้เขาปลอดภัยแล้ว เขารู้สึกว่าคุณแม่ช่วยเต็มที่ ปกป้องเขา และเชื่อเขา อันนี้ผมว่าเคลียร์หมดแล้ว

        สิ่งที่จะทำต่อจากนี้ (ดำเนินเรื่องทางกฏหมาย) คือการช่วยปกป้องลูกคนอื่น ๆ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันเหนื่อย เราก็ทำเท่าที่เราทำได้ และเต็มที่ในแบบของเรา เอาที่เราไหว เพราะเรายังต้องดูแลลูกของเราอีก

        เหมือนที่คุณอิ๊งค์โทรไปคุยกับผู้ปกครองบางบ้าน เขาอาจไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้สำคัญหรือเดือดร้อนอะไร ตรงนั้นเราก็ทำอะไรไม่ได้ ในมุมของเรา เราทำดีที่สุดแล้ว และปกป้องลูกของเราได้ดีที่สุดแล้ว”

        ท้ายที่สุด เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นว่าการรับฟังในคำพูดของลูก และลุกขึ้นปกป้องเขา คือสิ่งสำคัญไม่ต่างจากการเลี้ยงดู หวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นอุทาหรณ์และสร้างความตระหนักให้สังคม เพื่อให้เด็กทุกคนเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและได้รับการเคารพในสิทธิของตนเอง

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูเปลี่ยนที่ทำงานมาหลายที่เจอแต่ "หัวหน้าผู้ชาย" สังคมง่ายๆ ตรงๆ ไม่จุกจิก ย้ายมาทำงานที่ใหม่ เจอ "หัวหน้าผู้หญิง" สังคมทำงานมีแต่ผู้หญิงๆ จุกจิก แบ่งพรรค แบ่งพวก นินทากัน จนตอนนี้รู้สึกอึดอัดมาก แต่งานดี เงินโอเค จะทนอยู่ หรือ ไปหาที่ใหม่ดีคะ?

19 พ.ย. 2024

หนูเปลี่ยนที่ทำงานมาหลายที่เจอแต่ "หัวหน้าผู้ชาย" สังคมง่ายๆ ตรงๆ ไม่จุกจิก ย้ายมาทำงานที่ใหม่ เจอ "หัวหน้าผู้หญิง" สังคมทำงานมีแต่ผู้หญิงๆ จุกจิก แบ่งพรรค แบ่งพวก นินทากัน จนตอนนี้รู้สึกอึดอัดมาก แต่งานดี เงินโอเค จะทนอยู่ หรือ ไปหาที่ใหม่ดีคะ?

“คุณบันนี่” สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [13 พ.ย. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจอั๋น’ เกี่ยวกับปัญหาเรื่องสังคมที่ทำงาน โดย “คุณบันนี่” ได้เล่าว่า ‘ต้องเกริ่นก่อนว่าหนูย้ายที่ทำงานมา ทำงานมาได้ 6 ปีแล้ว เปลี่ยนที่ทำงานมาหลายที่ ซึ่งทุกที่เคยมีหัวหน้าผู้ชายมาตลอด ตอนนี้เปลี่ยนบริษัทที่ทำงานมา 3 เดือน แล้วก็เปลี่ยนหัวหน้ามาเป็นผู้หญิง หนูอึดอัดกับสังคมที่ทำงานที่เพิ่งเข้ามาใหม่มาก ตอนที่ทำงานที่เก่าในสังคมที่ทำงานนั้นๆก็จะมีเพื่อนผู้ชาย เพื่อนผู้หญิง และ LGBTQ ครบหมด แต่มันน่าจะเป็นที่หัวหน้า ตอนนี้เป็นฟีลเหมือนโรงเรียนหญิงล้วน ข้างบนก็เป็นผู้หญิง ข้างล่างก็ผู้หญิง ทุกคนเป็นผู้หญิงหมดเลย ความแตกต่าง คือ หนูรู้สึกว่ามันหยุมหยิม ปัญหาที่เจอตอนนี้เหมือนไม่ได้โฟกัสปัญหาที่งาน แต่ปัญหาไปกองอยู่ที่คนมากกว่าที่งาน มีดราม่าบ้าง ทุกวันนี้เหมือนมีมที่โซเชียลทำกันเลยที่เราเดินเข้าออฟฟิศ แล้วต้องแสดงละครเป็นอีกคนนึง หรือเวลาเลิกงานปุ๊บ ร่างนั้นโดนถอดออกไป บางทีก็มีเหตุการณ์ที่เขามีลูกรักในที่ทำงาน ก็เข้าใจว่าทุกที่มี แต่หนูไม่รู้ว่ามันเกี่ยวมั้ย คือ หนูก็ไม่ได้อยากจะโทษว่าเป็นเพศอะไร แล้วจะเป็นอีกแบบนึง เหมือนเขาจะพูดกับน้องๆ Gen ใหม่อีกอย่างนึง แล้วมาพูดกับหนูอีกอย่างนึง บางครั้งหนูก็จะกลายเป็นคนดูดุ จริงๆเราไม่ได้มีอะไรเลย แต่เขาวางคาแรคเตอร์หนูอีกแบบนึง เขาอาจจะหวังดีที่ให้น้องเกรงใจ แต่สำหรับตัวเขาเอง คาแรคเตอร์ดูเป็นคนใจดี มันอาจจะเป็นการวางตัวของเขามั้ง หนูอาจจะไม่ชิน จริงๆหนูก็ใจดีกับน้องๆ แต่ด้วยอำนาจหน้าที่การรับผิดชอบของหนูต้องประสานกับน้อง ซึ่งในที่ทำงานนี้หนูก็มีเพื่อนที่เป็น Gen เดียวกับเรา วัยใกล้กันมากๆ ห่างกันปีนึง เขาอยู่มาก่อน มีตำแหน่งโตกว่าหน่อย เขาก็เคยพูดกับหนูว่าอยากให้เราคีพเก็บอารมณ์ หรือการแสดงออก ใจเย็นกว่านี้ เพราะหนูเป็นคนใจร้อน เขาอยากให้บรรยากาศการทำงานมันดี เขาไม่อยากให้มีความปะทะอะไรกันเลย แต่ในความเป็นจริงมันก็จะมีปัญหาที่ซุกอยู่ใต้พรม ปัญหาที่เราจะไม่แก้ ปัญหาที่เราจะเก็บ จะไม่พูดกันตรงๆ อย่างตอนที่หนูทำงานกับหัวหน้าผู้ชายที่ผ่านมา มันอาจจะเป็นความชินของหนู เช่น หัวหน้าไม่ชอบใจ หรือรู้สึกว่างานนี้ทำทำไม เขาก็จะพูดออกมาเลยว่า ทำทำไมวะ ไม่ดีนะ แต่พอเป็นสังคมผู้หญิงล้วนมันเหมือนต้องไปหาเหตุผลอ้อมมาก่อนว่ามันไม่ดีเพราะอะไร มันก็เลยทำให้หนูอึดอัดหนูรู้สึกว่าระดับความอดทนประมาณ 6.5/10 ซึ่งทั้ง Career Path , เงินเดือน , ตำแหน่ง ตอนนี้มันดีหมดเลย หนูติดแค่ปัญหาเรื่องนี้ คำถามที่อยากจะถามพี่ๆคือ หนูควรจะปรับตัวให้เข้ากับเขา เพื่อด้านอื่นๆในหน้าที่การงานที่มันดี หรือหนูควรจะรู้สึกว่าพอแล้วไปหางานใหม่?เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ยืมกันได้ไหม?? สาวข้องใจโทรปรึกษา เวลาหนูไปเที่ยวกับเพื่อนที่สนิท เพื่อนชอบลืมเอาแปรงสีฟันมา ก็จะยืมใช้กันตลอด แต่พอถามแฟนว่า ถ้าเราลืมบ้าง ขอยืมได้ไหม? แฟนตอบทันทีเลยว่า "ไม่ได้เด็ดขาด!!" สรุปแล้ว ยืมแปรงสีฟันกันใช้มันเป็นเรื่องปกติรึเปล่าคะ?

25 เม.ย. 2023

ยืมกันได้ไหม?? สาวข้องใจโทรปรึกษา เวลาหนูไปเที่ยวกับเพื่อนที่สนิท เพื่อนชอบลืมเอาแปรงสีฟันมา ก็จะยืมใช้กันตลอด แต่พอถามแฟนว่า ถ้าเราลืมบ้าง ขอยืมได้ไหม? แฟนตอบทันทีเลยว่า "ไม่ได้เด็ดขาด!!" สรุปแล้ว ยืมแปรงสีฟันกันใช้มันเป็นเรื่องปกติรึเปล่าคะ?

“คุณพั้นซ์ (นามสมมติ)” สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (19 เม.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจอั๋น - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย เกี่ยวกับปัญหาการยืมของใช้กับแฟน โดย “คุณพั้นซ์ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูเพิ่งไปเที่ยวสงกรานต์กับแฟนมา ซึ่งตอนที่ไปเที่ยว หนูก็เล่าให้แฟนฟังว่า เวลาที่หนูไปทริปกับเพื่อนๆที่สนิท และเพื่อนแต่ละคนจะชอบลืมเอาแปรงสีฟันมาด้วย และหนูก็บอกเพื่อนว่ายืมเราก็ได้ แล้วเราให้ยืมกันตลอด เช่น ไปทริป 10 ครั้ง จะมีคนลืมไปแล้ว 8 ครั้ง แต่ละครั้งที่ลืมแปรงสีฟันก็จะเปลี่ยนกันยืมใช้ตลอด หนูก็ลองถามแฟนดูว่าถ้าสมมติหนูลืมบ้าง หนูจะยืมแปรงสีฟันของแฟนได้ไหม ซึ่งเขาก็ตอบมาว่า ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด ยังไงก็ไม่ได้! แต่ถ้าหนูลืมจริงๆ แฟนจะให้หนูยืมนิ้วของเขามาแปรงฟันแทน แต่ไม่ใช่แปรงสีฟันแน่นอน หนูก็เลยไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่ได้ ทั้งๆที่กับเพื่อนหนูก็ยังยืมกันได้เลย หลังจากนั้นหนูก็ลองไปหาดูในกระทู้พันทิปว่ามีใครคุยเรื่องนี้กันไหม? สรุปมีคนตั้งกระทู้เรื่องนี้ถาม และบอกว่าไม่ได้เด็ดขาก แต่หนูก็ยังข้องใจอยู่ และ อยากจะถามความคิดเห็นของชาวพุธโทรเรี่ยนว่าเราสามารถยืมแปรงสีฟันกันได้ไหม?เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ทำไมตอนเรียนในมหาลัย กับ ชีวิตทำงานจริงๆ ถึงไม่เหมือนที่หนูคิดไว้เลย ตอนอยู่มหาลัยหนูทำกิจกรรม สนุกกับการใช้ชีวิตมาก แต่พอจบใหม่ มาทำงานจริงๆ ทำงานสายวิชาการ สภาพแวดล้อมก็เจอแต่ผู้ใหญ่อายุเยอะๆ งานก็เครียด บรรยากาศเหมือนต้องทนทำงานเฉยๆ

06 ต.ค. 2025

ทำไมตอนเรียนในมหาลัย กับ ชีวิตทำงานจริงๆ ถึงไม่เหมือนที่หนูคิดไว้เลย ตอนอยู่มหาลัยหนูทำกิจกรรม สนุกกับการใช้ชีวิตมาก แต่พอจบใหม่ มาทำงานจริงๆ ทำงานสายวิชาการ สภาพแวดล้อมก็เจอแต่ผู้ใหญ่อายุเยอะๆ งานก็เครียด บรรยากาศเหมือนต้องทนทำงานเฉยๆ

ทำไมตอนเรียนในมหาลัย กับ ชีวิตทำงานจริงๆ ถึงไม่เหมือนที่หนูคิดไว้เลย ตอนอยู่มหาลัยหนูทำกิจกรรมสนุกกับการใช้ชีวิตมาก แต่พอจบใหม่ มาทำงานจริงๆ ทำงานสายวิชาการ สภาพแวดล้อมก็เจอแต่ผู้ใหญ่อายุเยอะๆงานก็เครียด บรรยากาศเหมือนต้องทนทำงานเฉยๆ หนูจะปรับมายเซ็ตตัวเองยังไงดีคะ?ใครที่เป็น First Jobber แบบหนู แล้วเจอปัญหานี้... มาเล่าให้ฟังทีค่ะ ขอบคุณนะคะ “คุณฟ้า (นามสมมติ)” อายุ 23 สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [1 ต.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาการทำงานในมุมของ First Jobber ที่เทียบกับตอนเรียนแล้วแทบจะไม่เหมือนกันเลย โดย “คุณฟ้า (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูพึ่งเรียนจบ แล้วมีความเครียดว่าทำไมชีวิตทำงานกับชีวิตวัยเรียนมันต่างกันขนาดนี้ เข้าใจว่ามันต้องต่างเพราะชีวิตมันต้องจริงจังมากขึ้น แต่เรามีความรู้สึกว่าเราเครียดแล้วก็แพนิก จนกระทบกับสุขภาพ เวลาเครียดแล้วปวดท้อง คือหนูพึ่งเรียนจบเมื่อปีที่แล้ว ได้งานมาเรื่อย ๆ ย้ายงานบ้างเพราะมีปัญหาเรื่องการเดินทาง เรื่องสังคมด้วย เรื่องการเดินทางไม่เท่าไหร่ แต่เรื่องสังคม มันทำให้เราเครียด ลดทอนความเป็นตัวเองไป ตอนฝึกงาน หนูฝึกสายที่ไม่ชอบ แต่คิดในแง่ดีว่าเราจะได้รู้ว่าเราไม่ชอบอะไร จะได้ไปต่อถูก พอจบมาระหว่างที่เรียนและหางาน หนูได้ทำงานพิเศษบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีไฟจะเลือกบริษัทที่เราอยากทำงาน รู้สึกว่าถ้าทำในสายที่เราทำตอนฝึกงาน มันยังไม่ใช่ตัวเอง แล้วก็เครียดมาก พอมาเจอที่นึงสังคมดีมาก ทุกอย่างดี แต่ด้วยความที่หนูต้องทำงาน 6 วัน บางทีก็ 7 วัน เพราะระบบยังไม่คงที่เท่าไหร่ อีกอย่างไกลบ้านมาก ๆ ถ้าหนูเอารถที่บ้านไปใช้ ที่บ้านก็จะไม่มีรถใช้ เดินทางลำบากด้วย สุดท้ายหนูก็ได้ที่ทำงานใหม่ ส่วนงานที่ 2 กับงานที่ 3 เป็นงานปัจจุบัน ลักษณะงานมันคล้ายกับตอนฝึกงานมากเลย แต่หนูก็คิดว่า ไม่เป็นไร อย่างน้อยเราทำ 5 วัน เป็นการฝึกตัวเองด้วย ปรับตัวเอา ปรากฎว่าเราทำงานกับคนที่อายุเยอะ เป็นคนพูดจาเสียงดัง ไม่สอนงาน บ่น ซึ่งงานมันเป็นเรื่องวิชาการที่ละเอียดอ่อน ต้องรอบคอบมาก ๆ มีความกดดัน งานก็ไม่เป็นเวลา จนเราเกิดความเครียด แพนิก ไม่มั่นใจในตัวเอง ไมเกรนขึ้น ปวดท้อง เลยจะถามว่า หนูควรจะทำยังไงดี? ไปทำงานอื่นดีไหม หรือว่าจะทนทำสายเดิม แล้วพี่ ๆ เคยประสบปัญหาเหมือนหนูไหม พี่ ๆ จัดการกันยังไงคะ’ ทางด้าน “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ฟังตอนแรกรู้สึกว่ามันหนัก ดูมีผลกระทบต่อชีวิตฟ้าค่อนข้างรุนแรง แต่ถ้าจัดกรุ๊ปให้ดี มันมีแพทเทิร์นบางอย่างอยู่ คือ 2 งานหลังมันประเภทเดียวกันกับตอนฝึกงาน แล้วฟ้าท็อกซิกหมดเลย เพราะฉะนั้นถ้าเราจัดกรุ๊ปให้ดี ฟ้าจะรู้อย่างชัดเจนเลยว่าฟ้าอาจจะไม่เหมาะกับสายวิชาการ แต่งานที่ 1 ถ้าไม่นับเรื่องไกลบ้าน เราทำแล้วมีความสุข ภูมิใจในตัวเอง เรารู้สึกว่าเราทำมันได้ดี เราแค่เจองานที่มันไกลบ้าน เพราะฉะนั้นพี่เชื่อเหลือเกินว่าจะมีงานในรูปแบบนี้ แต่เป็นบริษัทอื่น หรือใกล้เคียง ที่ทำให้ฟ้ายังได้ใช้สกิลวิทยาศาสตร์อยู่ โดยที่ไม่ต้องเดินทางไกลบ้าน ลองดูใต้โต๊ะทำงาน แล้วก็เข้าสปอนของรายการนั้นก็ได้เป็น Application หางาน มีแน่นอนสายเบจวิทยาศาสตร์ที่หนูทำงาน เพราะฉะนั้นอย่าพึ่งคิดว่าฉันจะไม่มีทางไป มันมีทางหนึ่งอยู่ที่ฟ้าเคยไปแล้วมันดีด้วย แต่แค่ว่าเราเจอปัญหาหนึ่งอยู่ แต่เรารู้แล้วแหละว่าเรามีความสุข ลองค้นหาทางนั้นเพิ่ม’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘จากที่พี่ฟังนะ หนูจะไม่ใช่คนที่มีปัญหาเรื่องการหางานหรอก เพราะหนูเป็นคนเก่ง มีความพยายามด้วย แค่ตอนนี้ยังไม่ลงตัว ซึ่งมันต้องใช้เวลา อย่างที่พี่เผือกบอกว่ามันชัดเจนว่าเราอาจจะไม่เหมาะกับงานวิชาการ ถ้าเทียบกับงานแรกเรามีความสุขกว่า แค่เราเจองานที่ไกลบ้าน ซึ่งก็ไม่ได้มีงานลักษณะนี้แค่บริษัทเดียวหนิ สำหรับพี่ เราทำงานเพื่อให้ชีวิตเราดีขึ้นนะ การทำงานแล้วสุขภาพเราแย่ลง ก็คือชีวิตเราแย่ลงนะ ซึ่งพี่จะไม่เลือกแบบนั้น สุดท้ายจะฝากไว้ว่าชีวิตทำงานมันไม่ได้สนุกเหมือนตอนวัยเรียนนั่นแหละ อันนี้ต้องทำใจ นี่แหละโลกความเป็นจริง’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ไม่เคยเสียดายในสิ่งตัวเองเรียนมาเลย ส่วนงานที่พี่เลือกทำ พี่เลือกทำในสิ่งที่พี่ชอบ แล้วมันก็ทำให้พี่มีความสุขกับการทำงานมาก ๆ สำหรับฟ้า พี่คิดว่าการทำงานมันควรจะมีความสุข แต่พอฟ้ามีเรื่องเงินเข้ามา ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สำคัญ งานนี้ที่ทำมันยังออกไม่ได้หรอก ตราบใดที่ยังไม่มีงานใหม่ แต่ถ้าได้งานใหม่ที่เรารู้สึกว่าตรงกับความสุขตัวเอง ไม่ต้องไปเสียดายเลยที่เรียนมา 4 ปีอะ เอาความสุขเป็นที่ตั้ง เราใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ หาไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวมันก็เจอ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หัวหน้า HR ที่มีครอบครัวแล้วตามจีบไม่หยุด ทั้งที่หนูยังไม่ผ่านโปร หนูควรทำยังไงดีคะ?

17 ก.ค. 2026

หัวหน้า HR ที่มีครอบครัวแล้วตามจีบไม่หยุด ทั้งที่หนูยังไม่ผ่านโปร หนูควรทำยังไงดีคะ?

หัวหน้า HR ที่มีครอบครัวแล้วตามจีบไม่หยุดทั้งที่หนูยังไม่ผ่านโปรหนูควรทำยังไงดีคะ? ‘คุณไอเอฟ‘ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (15 กรกฏาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเกรท วรินทร‘เกี่ยวกับเรื่องที่หัวหน้า HR ซึ่งมีครอบครัวอยู่แล้ว ตามจีบเธออย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เธอยังไม่ผ่านช่วงทดลองงาน จนกังวลว่าหากปฏิเสธ จะส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน ‘คุณไอเอฟ’ (นามสมมติ) อายุ 33 ปี เล่าว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดขึ้นตั้งแต่วันถัดจากการสัมภาษณ์งาน เมื่อหัวหน้า HR โทรศัพท์มาหาเธอ ก่อนจะโทรมาอย่างต่อเนื่องเรื่อย ๆ จนถึงวันเริ่มงาน เมื่อเริ่มทำงาน ทุกอย่างยังดูเป็นปกติ แต่หลังเลิกงานเขากลับแอดไลน์ส่วนตัวมาพูดคุย พร้อมโทรศัพท์มาหาอยู่เป็นประจำ ถามไถ่ว่า “เหนื่อยมั้ย เป็นไงบ้าง กินอะไรหรือยัง” เธอจึงคิดว่าเป็นเพราะเขาเป็น HR ที่ใส่ใจลูกน้อง จึงไม่ได้เอะใจอะไร และนำเรื่องนี้ไปเล่าให้เพื่อนร่วมงานฟังแต่เพื่อนร่วมงานกลับบอกว่า ตั้งแต่วันที่เธอเข้าสัมภาษณ์ก็สังเกตเห็นแล้วว่าเขามองเธอด้วยสายตาที่ดูผิดปกติ พร้อมถามว่า “เขาชอบเธอหรือเปล่า” ขณะที่เธอตอบกลับไปว่า “คงไม่หรอก เขาน่าจะเอ็นดูเฉย ๆ” เพราะในตอนนั้นเธอไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติใด ๆ หลังจากนั้นเขาก็ยังคงทักข้อความส่วนตัวมาหาเธออยู่เรื่อย ๆ แต่เธอเลือกที่จะไม่เปิดอ่านข้อความเหล่านั้น ปล่อยทิ้งระยะไว้ และจะตอบกลับเฉพาะคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องงาน หรือคำถามที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อรักษามารยาทและไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด กระทั่งเหตุการณ์ที่ทำให้เธอตกใจที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังเลิกงานเขาโทรศัพท์มาหาเธอตามปกติ ก่อนจะถามว่า “ถ้าพี่จะคุยนอกเหนือจากเรื่องงานได้มั้ย” เธอจึงถามกลับไปว่า “ยังไงหรอคะ” จากนั้นเขาก็ตอบกลับมาอย่างตรงไปตรงมาว่า “จะจีบหนูได้มั้ย” เธอเล่าว่า ในตอนนั้นเธอตกใจเป็นอย่างมาก เพราะหลังจากนั้นเขาก็พูดต่อทันทีว่า “พี่อะชอบหนูนะ” เธอจึงรีบตอบกลับไปว่า “แต่พี่มีครอบครัวแล้วนะคะ” แต่เขากลับตอบเพียงว่า “ไม่มีปัญหา” เธอเล่าว่า เมื่อได้ยินคำว่า “ไม่มีปัญหา” ซึ่งเขาหมายถึงคือ “ไม่มีปัญหา ไม่มีใครรู้แน่” แต่สิ่งที่เธอคิดในใจกลับเป็น “แล้วกูล่ะ” เพราะในเวลานั้นเธอเพิ่งเริ่มงาน ยังไม่ผ่านช่วงทดลองงาน และยังไม่ได้รับเงินเดือนแม้แต่นิดเดียว แต่เขากลับยืนยันกับเธอว่า เขาการันตีได้ว่าจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เธอจึงบอกเขาไปตรง ๆ ว่า “อย่าเลยค่ะพี่ คุยแค่เรื่องงานก็พอ” แต่เขาก็ยังยืนยันคำเดิมว่า “ไม่มีปัญหาแน่นอน” ด้วยความที่เธอเป็นคนขี้เกรงใจ ไม่กล้าปฏิเสธคน ประกอบกับความกังวลว่าจะไม่ผ่านโปร จึงพยายามพูดกับเขาด้วยเหตุผลว่า “พี่คะ พี่เป็นหัวหน้าหนูนะคะ ถ้าพี่ทำแบบนี้มันดูไม่เหมาะนะคะ” แต่เขากลับตอบเพียงว่า “พี่รับประกันว่าไม่มีปัญหา” เธอจึงถามกลับไปอีกว่า “แล้วถ้าปัญหามันเกิดขึ้น พี่จะทำยังไง” แต่เขาก็ยังตอบกลับมาเหมือนเดิมว่า “ก็ไม่ต้องทำอะไร เพราะไม่มีปัญหาไง” นอกจากนี้ เธอยังเล่าอีกว่า เธอทำงานอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่ง เดิมทีแผนกของเธอมีหัวหน้าดูแลโดยตรง แต่บังเอิญหัวหน้าคนนั้นลาออกพอดี ทำให้ HR คนดังกล่าวเข้ามารับหน้าที่ดูแลแทน ส่งผลให้เธอต้องเจอเขาบ่อยขึ้น และหลีกเลี่ยงได้ยากกว่าเดิม อีกทั้งสิ่งที่ทำให้เธออึดอัดใจมากที่สุด คือการที่เขาพยายามแตะเนื้อต้องตัวอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการแตะแขน หรือเอามือมาแนบที่ต้นแขนของเธอเวลาที่เดินผ่านกัน ยิ่งไปกว่านั้น หากเธอไม่รับสายภายในประมาณ 10 นาที เขาจะโทรศัพท์ตามอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เวลาประมาณ 1 ทุ่ม ไปจนถึง 3 ทุ่ม ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจและไม่ปลอดภัยเป็นอย่างมาก อีกทั้ง HR คนดังกล่าวยังสนิทกับเจ้าของโรงแรม ทำให้เธอยิ่งกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของตัวเอง เพื่อนร่วมงานยังเตือนเธอว่า “อย่าเพิ่งปฏิเสธเขา ทำยังไงก็ได้ให้ผ่านโปรไปก่อน” เพราะตัวเพื่อนเองก็กลัวว่าจะไม่ผ่านช่วงทดลองงานเช่นเดียวกัน เนื่องจากมีภาระเรื่องการเงิน ทำให้ไม่มีใครกล้าเสี่ยงมีปัญหากับ HR คนนี้ ครั้งหนึ่ง เธอเคยลองถามเขาตรง ๆ ว่า หากวันหนึ่งเธอมีแฟนแล้ว เขาจะยังโทรมาหาแบบนี้อีกหรือไม่ แต่เขากลับตอบว่า “พี่จะโทร เพราะว่าพี่อะชอบเรา พี่ถูกชะตากับเรา” คำตอบดังกล่าวยิ่งทำให้เธอมั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การดูแลลูกน้องตามหน้าที่อีกต่อไป แต่เป็นความรู้สึกส่วนตัวของเขาที่มีต่อเธอ แม้จะรู้สึกอึดอัดและอยากหลีกหนีจากสถานการณ์นี้ แต่เธอยอมรับว่ายังไม่สามารถลาออกได้ เพราะปัจจุบันหางานค่อนข้างยาก อีกทั้งเธอเพิ่งเริ่มงานและยังไม่ผ่านช่วงทดลองงาน จึงทำได้เพียงอดทนและพยายามรักษาระยะห่างจากเขาให้มากที่สุด นอกจากนี้ ยังมีอีกเหตุการณ์ที่ทำให้เธอรู้สึกหวาดระแวงเป็นอย่างมาก เมื่อวันหนึ่งเธอถอดรองเท้าไว้หน้าห้องน้ำตามปกติ แต่หลังจากออกมาจากห้องน้ำ กลับพบว่าเขามายืนรออยู่หน้าห้อง และยังจำรองเท้าของเธอได้ ทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัย และยิ่งกังวลกับพฤติกรรมของเขามากขึ้น เธอยังเล่าอีกว่า นอกจากเพื่อนร่วมงานคนที่เข้ามาเตือนเรื่องการไม่ผ่านโปรแล้ว ก็แทบไม่มีเพื่อนร่วมงานคนอื่นเข้ามาพูดคุยกับเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย จึงคาดว่าหลายคนในที่ทำงานน่าจะพอรับรู้ถึงพฤติกรรมของ HR คนดังกล่าว แต่ไม่มีใครกล้าแสดงออกหรือพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ให้มุมมองว่า “ถ้าหนูลาออกไม่ได้ หนูต้องระวังตัวมาก ๆ หนูต้องไม่มีทางไปอยู่กับเขา 2 ต่อ 2 และที่นี่มันเป็นที่ที่ไม่ควรทำงานอยู่เลยจริง ๆ นะ อะไรที่หนูชัดเจนกับเขา ให้เขารู้ว่าหนูไม่อนุญาตให้เขาทำแบบนี้กับหนู ต้องพูด เช่น จับตัวหนูแล้ว ‘โทษนะคะ โดนตัวหนูไม่ได้นะคะ’ ถ้ามีคนอื่นอยู่ ให้เขารับรู้ว่าเราไม่โอเคกับสิ่งที่เขาทำ อยากให้พยายามเด็ดขาด ต้องกลั้นใจ มันอาจจะต้องถามตัวเองดี ๆ ว่า มันคุ้มมากกับสิ่งที่ต้องเสี่ยงกับชีวิตหรือเปล่า มันเสี่ยงนะไอเอฟ มันเห็นอยู่นะคะว่าข่าวคราวที่มันเกิดขึ้น แล้วคนที่หน้าด้านหน้ามึนแบบนี้ เราจะดีกับเขายังไง แล้วหนูจะทำงานมีความสุขหรอ คือตอนนี้เจ้าของก็อยู่ฝั่งเขาด้วยนะไอเอฟ ลองคิดดูดี ๆ เขาก็เป็นคนที่เราต้องเจอไปตลอด แม้กระทั่งว่าจะมีหัวหน้าใหม่มาอีก มันก็เป็น HR อยู่เหมือนเดิม Toxic แน่ ๆ ชีวิตหนูต้องมาคอยระแวดระวังกับผู้ชายคนนี้ตลอดเวลา” ในฝั่งของ ‘ดีเจเกรท’ ให้มุมมองว่า “สำหรับพี่ คำถามบางคำถามตอบด้วยความเกรงใจ อาจจะทำให้ฝ่ายนั้นคิดได้ว่าเขาน่าจะมีโอกาส แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวล มันมีเรื่องของการคุกคามอีก พี่มองว่าตอนนี้อาจจะยังดำเนินการอะไรไม่ได้ พี่ไม่รู้ แต่ขอให้เก็บหลักฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการคุยแชต แล้วถ้าหากผ่านโปรไปแล้วจะเป็นยังไง พี่รู้ว่าเรื่องงานเป็นเรื่องที่สำคัญ เป็นเงื่อนไขสำคัญมาก ๆ ที่หนูต้องเผชิญอยู่ แต่งานกับตัวเราอันไหนสำคัญกว่า ถ้าสมมุติผ่านโปร ได้เงิน แต่เราก็ต้องแลกกับการที่เราต้องอยู่ที่นี่ กับคนนี้ต่อไป” ในฝั่งของ ‘ดีเจต้นหอม’ ให้คำแนะนำว่า “เอาอย่างนี้ ระหว่างที่ทำงานที่นี่ก็ดูแลตัวเองดี ๆ แล้วก็หางานอื่นไปด้วย เพราะดูแล้วเมียเขาก็ไม่กลัวด้วย เพราะเขามั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาอะไร แล้วก็ไม่ใช่ว่าเราผ่านโปรแล้วเราจะสามารถถีบยอดหน้ามันได้เลย มันก็ไม่ใช่ไง ก็ต้องอดทนมันอยู่ดี” ท้ายที่สุด เหล่า ‘ดีเจต้นหอม’ ‘ดีเจเติ้ล’ และ ‘ดีเจเกรท’ ได้ร่วมให้กำลังใจคุณไอเอฟพร้อมอวยพรให้เธอสามารถก้าวผ่านสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ไปได้ และหวังว่าเธอจะได้พบกับทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งชีวิตและการทำงานเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-