ผมเคยทำร้ายแฟน.. วันนี้เธอป่วยเป็นซึมเศร้าและขอเว้นระยะห่าง แต่ก็ยังบอกว่ายังรักผมอยู่ ผมจะทำยังไงต่อดี ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ผมเคยทำร้ายแฟน.. วันนี้เธอป่วยเป็นซึมเศร้าและขอเว้นระยะห่าง แต่ก็ยังบอกว่ายังรักผมอยู่ ผมจะทำยังไงต่อดี ?

03 ก.ค. 2026

ผมเคยทำร้ายแฟน..

วันนี้เธอป่วยเป็นซึมเศร้าและขอเว้นระยะห่าง

แต่ก็ยังบอกว่ายังรักผมอยู่

ผมจะทำยังไงต่อดี ?

      ‘คุณสิงโต ’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (1 กรกฏาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องราวที่เคยใช้ความรุนแรงกับแฟนถึง 2 ครั้ง จนอีกฝ่ายฝังใจและป่วยเป็นซึมเศร้า วันนี้เธอขอแยกไปอยู่คนละที่ แต่ยังยืนยันว่ารักอยู่ ทำให้คุณสิงโตไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรกับความสัมพันธ์ครั้งนี้ดี

      ‘คุณสิงโต’ อายุ 29 ปี ได้โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์กับแฟนสาว หลังจากที่คบหากันมานาน 4 ปี แต่ทั้งคู่ต้องเผชิญกับปัญหาการใช้ความรุนแรงภายในความสัมพันธ์ จนส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของแฟนสาว และทำให้ทั้งคู่กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตคู่

      คุณสิงโต เล่าว่า ในอดีตเคยมีเหตุการณ์ที่ตนใช้ความรุนแรงกับแฟนสาว เนื่องจากขณะนั้นโกรธกับคำพูดที่แฟนพูดออกมาจนรู้สึกว่าถูกทำร้ายจิตใจ จึงควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้และลงมือทำร้ายร่างกายแฟน โดยยอมรับว่าขณะเกิดเหตุทั้งสองฝ่ายต่างใช้อารมณ์และต่างฝ่ายต่างแรงใส่กัน

      แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะผ่านมานานแล้ว แต่แฟนสาวของคุณสิงโต ยังคงลืมเหตุการณ์นั้นไม่ได้ และมีอาการแพนิคจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้น โดยเวลาผ่านมาประมาณ 1 ปีแล้ว แต่ความรู้สึกหวาดกลัวและบาดแผลทางจิตใจก็ยังคงอยู่ 

      เมื่อประมาณ 3 เดือนก่อน แฟนสาวได้บอกกับคุณสิงโต ว่าปัจจุบันเธอกำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้า พร้อมทั้งบอกเป็นนัยว่า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากผลของการกระทำที่คุณสิงโตเคยใช้ความรุนแรงกับเธอ ทำให้เธอรู้สึกเครียด รู้สึกหวาดระแวง และไม่สามารถก้าวผ่านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

      คุณสิงโต เล่าว่า ตลอดระยะเวลาที่ทั้งคู่คบหากันมา 4 ปี ในช่วงเข้าปีที่ 2 ของความสัมพันธ์ ก็เคยเกิดเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายขึ้นมาแล้วเช่นเดียวกัน เมื่อย้อนกลับไปมองเหตุการณ์ทั้งหมด เขายอมรับว่ารู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองทำ จึงพยายามชดเชยในสิ่งที่เคยละเลย ทั้งการใส่ใจแฟนมากขึ้น ดูแลในรายละเอียดต่าง ๆ และพยายามปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม

      สำหรับเหตุการณ์ล่าสุด แม้จะไม่มีการลงไม้ลงมือกันอีกแล้ว แต่ทั้งคู่ได้มีการขึ้นเสียงใส่กันระหว่างทะเลาะ จนทำให้แฟนสาวหวาดกลัวว่าคุณสิงโตจะทำร้ายเธออีกครั้ง ความหวาดกลัวดังกล่าวทำให้แฟนสาวตัดสินใจนำเรื่องทั้งหมดไปเล่าให้พ่อและแม่ของตนเองได้รับรู้ หลังจากนั้น คุณสิงโต ก็ได้เข้าไปขอโทษคุณพ่อคุณแม่ของแฟนสาวเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งคนรอบตัวต่างก็เริ่มมีท่าทีที่ดีขึ้น เข้าใจและยอมรับการขอโทษของเขา แต่สำหรับแฟนสาวซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำโดยตรง กลับยังไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น เพราะบาดแผลที่เกิดขึ้นยังคงอยู่ในความรู้สึกของเธอ

      ภายหลังทั้งสองฝ่ายได้มีการพูดคุยและตกลงกันต่อหน้าพ่อแม่ของแฟนสาว โดยต่างฝ่ายต่างพูดถึงความต้องการของตัวเอง ว่า คุณสิงโตต้องการอะไร และแฟนสาวต้องการอะไร ซึ่งการพูดคุยดังกล่าวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 กว่าวันที่ผ่านมา และนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทั้งคู่ก็ไม่ได้มีการทะเลาะกันอีกเลย 

      อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ทำให้คุณสิงโตยังรู้สึกกังวลใจคือ แม้แฟนสาวจะยังยืนยันว่าอยากคบกับเขาต่อ แต่เธอกลับขอแยกไปอยู่คนละที่ เพื่อให้ตัวเองได้มีพื้นที่ ได้ใช้ชีวิต และได้เยียวยาความรู้สึกของตัวเอง แต่คุณสิงโตกลับมีความคิดว่า การที่แฟนสาวย้ายออกไปอยู่ที่อื่น อาจทำให้บุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเพื่อนสาวของแฟนที่มักจะคอยยุยงให้แฟนสาวไปเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่กับคนอื่น จึงทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจและกังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้

      คุณสิงโต ยืนยันว่า หากแฟนสาวตัดสินใจขอเลิกรา เขาก็พร้อมยอมรับ เพราะรู้ดีว่าตัวเองทำผิดอย่างหนัก แต่สิ่งที่ทำให้เขาตัดใจไม่ได้ คือแฟนสาวยังคงพูดอยู่เสมอว่ายังรักเขา จึงยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ครั้งนี้ตัดกันไม่ขาด จะเดินหน้าต่อก็ยาก จะถอยออกมาก็ทำไม่ได้ จนกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ Toxic อย่างชัดเจน

      ปัจจุบันแฟนสาวมีกำหนดย้ายออกไปอยู่ที่อื่นในวันมะรืนนี้ ทำให้คุณสิงโต ยอมรับว่าไม่รู้เลยว่าหลังจากนี้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะดำเนินต่อไปในทิศทางใด และยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวรบกวนจิตใจมาก จนไม่มีสมาธิในการทำงาน

      ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำแนะนำว่า “ถ้าเป็นพี่ พี่ก็ต้องยอมให้เขาย้ายออก เพราะพี่ก็เข้าใจเขา สมเหตุสมผลนะที่เขาจะไม่อยากอยู่กับเรา แฟนที่ทะเลาะกันแล้วตบพี่ 2 รอบ พี่ก็ไม่อยากอยู่ด้วยนะสิงโต พี่พูดตรง ๆ

      แต่ถามว่าเขาบอกว่ายังรักอยู่ ก็เป็นไปได้ที่ยังรักสิงโตอยู่ แต่เขาก็ไม่รู้ว่าสิงโตจะขยุ้มเขาเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้น การที่เขาห่าง ๆ แต่ก็ยังเป็นแฟนกันอยู่ ตอนนี้พี่จะยอมนะ เพราะเราทำอะไรไม่ได้ ผิดจริง ๆ ตอนนี้ต้องยอมรับว่าเขามีสิทธิ์ที่จะขอแยกออกไป เพราะสิงโตเองก็ยังแก้ปัญหาตรงนี้ของตัวเองไม่ได้

      หรือสิงโตจะเป็นคนบอกเลิกเองก็ได้ เพราะถ้ามันเป็นความผิดของสิงโต ก็ต้องบอกเขาว่าสิงโตไม่ได้เป็นผู้ชายที่ดีสำหรับเขา หรืออีกทางหนึ่งก็ต้องไปปรึกษาคุณหมอ ถ้ายังยืนยันว่ารักกันและอยากอยู่ด้วยกันต่อ ฝั่งผู้หญิงก็ต้องบำบัด ส่วนสิงโตก็ต้องไปบำบัด จะต้องไม่ใช้วิธีรุนแรงอีกแล้วเวลาทะเลาะกัน เป็นพี่จะไม่พยายามเซ้าซี้ให้เขาอยู่กับเรา เพราะพี่ว่ามันสมเหตุสมผลมากที่เขาจะมีอาการแบบนั้น เขารักตัวเอง”

      ในฝั่งของ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้มุมมองว่า “พอมันเกิด 2 ครั้ง มันไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ เพราะฉะนั้นตอนนี้เท่าที่คิดได้ก็คือ รอให้เขาย้ายออก แล้วก็ดูหลังจากนั้น เพราะพี่คิดว่ามันจะค่อย ๆ ห่างกันไป อยู่กันฉันสามีภรรยามา 4 ปี แล้วอยู่ ๆ จะย้ายออก แต่ยังคงความสัมพันธ์หรือสถานะเดิมไว้ พี่ยังคิดไม่ออก ถามว่าเป็นไปได้ไหม ก็เป็นไปได้ แต่พี่ฟังแล้วเหมือนมันจะค่อย ๆ ห่างกัน

      แต่อีกทางหนึ่งที่สามารถแสดงความรับผิดชอบของเราเองได้ก็คือ เราไม่ต้องรอให้เขามาบอกเลิก เพราะเราทำเรื่องไม่ดี ถ้าเรารู้สึกผิดกับสิ่งที่เราทำจริง ๆ ก็ปล่อยเขาไปเจอชีวิตที่ดีกว่านี้ การคบกันจนไปถึงการลงไม้ลงมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันไม่ดีหรอก มันถือเป็นความสัมพันธ์ที่ Toxic ถามว่าทั้ง 2 คนจะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมแบบสนิทใจได้ไหม พี่ว่ามันคงยากมาก การเป็นคู่ชีวิตกันไม่ควรทำร้ายร่างกายกันเลย ไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม แล้วมันก็เกิดขึ้นซ้ำด้วย

      การที่เพื่อนเขาจะหาแฟนใหม่ให้ก็ดีแล้วแหละ พูดกันแฟร์ ๆ นะ คือมันดีทั้งเขาและเรา แต่ไม่ใช่ว่าความรักครั้งต่อไป พอทะเลาะกัน เขาแรงมา เราจะไปลงไม้ลงมือเขาอีกเพราะบอกว่าโดนยั่วยุ พี่ว่ามันใช้ไม่ได้แล้วล่ะ”

      ในส่วนของ ‘ดีเจต้นหอม’ ปิดจบไว้ว่า “นี่คือการซ้อมเลิก ว่าถ้าหากไม่อยู่ด้วยกันมันจะดีขึ้นไหม ฉะนั้นเป็นเรื่องบุญเก่าของสิงโตแล้วว่าทำมาดี ทำให้เขาคิดถึงแล้วตามกลับมาไหม แต่ถ้าที่ผ่านมาไม่ดีพอ เขาก็จะรู้สึกว่าการแยกกับสิงโตครั้งนี้โคตรสบายใจเลย ถูกแล้วที่ตัดสินใจออกมา ทำใจได้อย่างเดียว เพราะความผิดมันได้เกิดขึ้นแล้ว ตอนนี้คือรับผลของการกระทำ รอความเมตตาจากเขาอย่างเดียวว่าเขาจะกลับมาไหม ให้เทคนิคถ้าอยากให้เขากลับมา ไปหาหมอเพื่อเขา ผู้หญิงจะรู้สึกว่ามันได้รับการแก้ไข แต่อย่างที่บอกคือ รอ”

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

คบกับแฟนได้ 5 เดือน คบออนไลน์กันมาตลอด ตอนนี้ หนูวางแผนบินไปหาเขาที่ต่างประเทศ ลางาน เตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว แต่ฝ่ายชายเพิ่งมาบอกว่า คุณแม่ดู IG แล้วไม่ปลื้ม เห็นหนูถ่ายแบบเซ็กซี่ เขาไม่ยอมให้มาเป็นสะใภ้บ้านนี้ หนูควรบินไปสู้เพื่อรักครั้งนี้หรือไม่?

04 เม.ย. 2025

คบกับแฟนได้ 5 เดือน คบออนไลน์กันมาตลอด ตอนนี้ หนูวางแผนบินไปหาเขาที่ต่างประเทศ ลางาน เตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว แต่ฝ่ายชายเพิ่งมาบอกว่า คุณแม่ดู IG แล้วไม่ปลื้ม เห็นหนูถ่ายแบบเซ็กซี่ เขาไม่ยอมให้มาเป็นสะใภ้บ้านนี้ หนูควรบินไปสู้เพื่อรักครั้งนี้หรือไม่?

“คุณส้ม (นามสมมติ)” อายุ 25 ปี สายที่หนึ่งในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [26 มี.ค 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย เกี่ยวกับปัญหาเลิกกับแฟนเพราะพ่อแม่เขารับไม่ได้กับการถ่ายแบบเซ็กซี่ โดย “คุณส้ม (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เพิ่งจบความสัมพันธ์กับคนหนึ่งไป ด้วยเหตุผลที่ว่าพ่อแม่ของเขาอาจจะไม่โอเคกับงานเสริมของเรา คือการถ่ายแบบเซ็กซี่ ซึ่งครอบครัวของเขาเพิ่งมาทราบเรื่องนี้ทีหลังและอยากให้เรายุติความสัมพันธ์ ในตอนแรกพ่อแม่เขารู้ว่าเขาคุยกับเรา แต่ไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวเรามากนัก จนกระทั่งมาสืบทีหลัง ส่วนแฟนรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกแล้ว งานหลักของหนูเป็นพนักงานออฟฟิศ ส่วนงานเสริมก็ทำมานานแล้ว โดยเน้นที่ตัวเองเป็นหลัก รับงานถ่ายแบบเดือนละครั้ง หรือบางทีก็สองเดือนต่อครั้ง จะมีทั้งเสื้อผ้าจากร้านค้า และเป็นการถ่ายให้แฟนคลับที่ติดตามเรามาขอลายเซ็นบ้าง คนในครอบครัวของหนูก็ไม่ทราบว่าหนูทำงานเสริมนี้ ความจริงหนูไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงิน แต่หนูรู้สึกว่าภาพที่ถ่ายออกมามันดูสวย และมันก็สร้างรายได้ด้วย ซึ่งคุ้มกว่างานพาร์ทไทม์หลาย ๆ อย่างที่หนูเคยลองทำมา เพราะใช้เวลาไม่นานและได้เงินเลย พอพ่อแม่ของเขาบอกให้เลิกกัน แฟนก็พยายามจะไฟท์เพื่อความสัมพันธ์นี้อยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ ไม่ว่ายังไงพ่อแม่ของเขาก็ไม่โอเคกับหนู และหนูเองก็ไม่เคยเจอพ่อแม่เขาตัวจริงเลย เพราะความสัมพันธ์นี้เป็นแบบออนไลน์ เขาเป็นชาวต่างชาติ อยู่ที่จีน เราคุยกันผ่านออนไลน์และวิดีโอคอลมาตลอด คบกันประมาณ 5 เดือน เรื่องราวที่ต้องเลิกกันเกิดขึ้นมาประมาณเดือนกว่า ๆ แล้ว แต่เรารู้สึกผิดปกติมาก ตรงที่หนูเคยคบแฟนคนอื่นมาหลายปี ตอนเลิกกับใครหนูก็เสียใจ แต่ไม่เคยหนักเท่านี้ ครั้งนี้เราจมอยู่กับความรู้สึกแบบเอาตัวเองไม่ขึ้นเลย เพราะเขาเป็นความหวังของเราหลายๆ อย่าง หนูเคยกลัวเรื่องการไปเรียนต่างประเทศ เคยมีความฝันแต่ไม่กล้าทำ แต่พอคุยกับเขา มันทำให้หนูกล้าคิดเรื่องนั้นจริงๆ ถ้าไม่ติดเรื่องสาเหตุที่ต้องเลิกกัน เขาเป็นคนที่ดีมาก และเทคแคร์ความรู้สึกเราตลอด ถึงแม้จะอยู่ไกลกัน แต่หนูไม่เคยรู้สึกว่าระยะทางเป็นปัญหา เลยอยากจะปรึกษาพี่ๆ ข้อแรกคือ หนูเตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้วที่จะไปเจอกัน แต่หลังจากเลิกกันก็ไม่ได้คุยกันเลยเป็นเดือน ตอนนี้เลยลังเลว่าควรทักไปหาเขาดีไหม หรือไม่ควรไปแล้ว และควรสู้เพื่อความสัมพันธ์นี้ต่อไปหรือเปล่า? ข้อที่สอง ตอนนี้หนูนอยตัวเองเรื่องถ่ายรูป แค่มองรูปที่เคยถ่ายแบบก็รู้สึกไม่ดี เหมือนจะร้องไห้ ทำไมเราถึงแย่แบบนี้ ทำไมเราถึงถ่ายอะไรน่าเกลียดแบบนี้ ถ้าอนาคตเราจะเจอเหตุการณ์แบบนี้อีกไหม? ตอนนี้เลยตัดสินใจหยุดรับงานไปเลย เริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘ประเด็นที่น่าห่วงกว่าการที่ครอบครัวเขาไม่ยอมรับ คือการที่ความสัมพันธ์นี้เกิดขึ้นจากการคุยออนไลน์โดยไม่เคยเจอกันเลย ส้มมั่นใจได้ยังไงว่าถ้าได้เจอกันตัวจริง เขาจะเป็นแบบที่คิด? ทุกอย่างที่ผ่านมาคือการสื่อสารผ่านหน้าจอ ซึ่งมันอาจแตกต่างจากโลกความจริงอย่างสิ้นเชิง การเลิกกันอาจเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ เพราะถ้าจะคบกันจริง ๆ แล้วต้องเจออุปสรรคจากครอบครัวฝ่ายชายที่เป็นคนจีนและค่อนข้างอนุรักษ์นิยม การเอาชนะใจพวกเขาเป็นเรื่องยากมาก ส่วนเรื่องที่จะไปจีน พี่คิดว่าในสถานการณ์นี้ไม่ควรไป การที่รู้จักกันเพียง 5 เดือน คุยกันแค่ในออนไลน์ แล้วต้องบินไปหาเขา โดยที่เขาเองก็ไม่ได้พยายามจะมาหาเราเลย พี่ว่าไม่คุ้ม เรื่องงานถ่ายรูปเซ็กซี่ พี่มองว่าแต่ละคนมีมุมมองที่แตกต่างกัน บางคนเข้าใจ บางคนไม่เข้าใจ สิ่งสำคัญคือส้มต้องหาคนที่เข้าใจและยอมรับได้ ส่วนคนที่ไม่โอเค เขาก็มีสิทธิ์คิดแบบนั้นเหมือนกัน อย่าตั้งคำถามกับตัวเองเพียงเพราะคำพูดของใคร ถ้านี่คืองานที่ส้มเลือกและมีความสุข ก็ไม่ต้องกังวล’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘ความรักครั้งนี้จบลงก่อนที่จะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ มันเลยทำให้ส้มรู้สึกค้างคาและมูฟออนไม่ได้ เพราะยังมีความหวังว่าวันหนึ่งมันอาจไปได้ไกลกว่านี้ ต่างจากความรักที่เคยคบกันจริง เจอปัญหา แล้วจบไป เพราะอันนั้นเรารู้ตอนจบแล้ว แต่ความสัมพันธ์นี้มันเหมือนหนังสือที่ยังอ่านไม่จบ มันเลยติดอยู่ในใจ แต่เมื่อมองความเป็นจริง ต่อให้ได้คบกันก็ไม่ได้การันตีว่าความรักจะเป็นเหมือนช่วงแรก ๆ ที่คุยกัน ยิ่งเป็นเรื่องครอบครัวชาวจีนที่มีส่วนสำคัญมากในการเลือกคู่ครอง ยิ่งทำให้โอกาสไปต่อยากขึ้น ส่วนเรื่องที่จะไปจีน ถ้าเป็นเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับผมสมัยวัยรุ่น ผมก็คงไม่สน ก็คงบินไปเหมือนกันแหละ แต่ว่าพอมาอายุเท่านี้แล้ว พี่มองว่าความสัมพันธ์ที่ต้องใช้ความพยายามมากเกินไป อาจไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ควรไปต่อ เมื่ออะไรที่มันใช่ มันจะไม่ยากขนาดนี้ เรื่องงานที่ส้มทำ บางทีสิ่งที่เราคิดว่าโอเคในวันนี้ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราภูมิใจในวันข้างหน้า ส้มต้องถามตัวเองให้ชัด ว่าที่รู้สึกไม่อยากทำงานนี้แล้วเป็นเพราะผิดหวังจากความรัก หรือเป็นเพราะส้มโตขึ้นและมองมุมมองของตัวเองเปลี่ยนไป’ สุดท้าย “ดีเจอ้อย” ให้คำปรึกษาว่า ‘ความสัมพันธ์นี้ยังใช้คำว่า “รัก” ไม่ได้เต็มปาก และที่พี่เป็นห่วงคือ ความพยายามของส้มดูจะมากกว่าอีกฝ่าย ถ้าส้มถึงขั้นลงทุนบินไปหาเขาที่จีน ทำไมเขาไม่พยายามมาหาส้มบ้าง? ความสัมพันธ์ที่ดีต้องมีความพยายามจากทั้งสองฝ่าย ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้ทุ่มเทเท่ากัน มันอาจไม่ใช่รักที่ควรต่อสู้เพื่อมัน พี่มักจะบอกเสมอว่า เวลาที่ใครสักคนบอกเลิกเราด้วยเหตุผลว่า “ที่บ้านไม่ยอมรับ” พี่จะยังไม่โทษที่บ้านเขา 100% แต่พี่จะตั้งคำถามว่า เขาพยายามมากพอรึยัง? เพราะถ้าเขาอยากมีเราจริง ๆ เขาจะพยายามทำให้ครอบครัวเข้าใจ แต่ในกรณีนี้ พี่ยังไม่เห็นความพยายามนั้นจากเขาเลย ส้มไม่จำเป็นต้องข้ามประเทศไปหาเขาให้เหนื่อย ถ้าเขาอยากมีส้มจริง ๆ เขาจะหาทางมาหาเอง ถ้าเขาไม่พยายามขนาดนั้น แปลว่ามันไม่ได้สำคัญกับเขาขนาดนั้นเช่นกัน เรื่องงาน เวลาจะเลือกทำงาน พอถึงวัยนึง เราก็อยากทำอะไรที่หันกลับไปมองแล้วรู้สึกภูมิใจ แต่กับการถ่ายรูปเซ็กซี่ แม้มันจะเป็นภาพที่สวยนะ แต่วันข้างหน้าเราจะยังรู้สึกดีกับมันอยู่ไหม? อย่าลืมว่าโลกยุคนี้มี Digital footprint สมมุติว่าวันนึงเราแต่งงานแล้ว มีภาพพวกนี้หลุดไปที่ไหนสักที่ มีคนเอามาแชร์ เราจะรู้สึกยังไง? เพราะขนาดพ่อแม่ของน้องเอง น้องยังไม่กล้าบอกเลยว่าน้องทำงานอะไร เพราะฉะนั้น เอาทุกอย่างมาคิดรวมกันดีๆ เพราะคำตอบที่ชัดเจนที่สุด ก็คือคำตอบที่ได้จากวิธีคิดของน้องเอง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แฟนหนูไม่กลับบ้านมาเกือบเดือนแล้ว เพราะเขาไปอยู่กับเจ๊โมเดลลิ่ง หาเด็ก N ให้ลูกค้า ล่าสุดเจ๊ให้รถแฟนหนูใช้ 1 คัน พอแฟนกลับมาเอาของที่บ้านแต่ละที ทำหน้าเหมือนไม่อยากอยู่ตรงนี้ อยากให้เขาชัดเจน หนูนอนรอเค้ามาทุกคืน

30 ก.ย. 2024

แฟนหนูไม่กลับบ้านมาเกือบเดือนแล้ว เพราะเขาไปอยู่กับเจ๊โมเดลลิ่ง หาเด็ก N ให้ลูกค้า ล่าสุดเจ๊ให้รถแฟนหนูใช้ 1 คัน พอแฟนกลับมาเอาของที่บ้านแต่ละที ทำหน้าเหมือนไม่อยากอยู่ตรงนี้ อยากให้เขาชัดเจน หนูนอนรอเค้ามาทุกคืน

แฟนหนูไม่กลับบ้านมาเกือบเดือนแล้ว เพราะเขาไปอยู่กับเจ๊โมเดลลิ่งหาเด็ก N ให้ลูกค้า ล่าสุดเจ๊ให้รถแฟนหนูใช้ 1 คัน พอแฟนกลับมาเอาของที่บ้านแต่ละทีทำหน้าเหมือนไม่อยากอยู่ตรงนี้ อยากให้เขาชัดเจน หนูนอนรอเค้ามาทุกคืน จะเดินออกไปแต่เค้าก็บอกยังแคร์หนูอยู่ ให้เชื่อใจ “คุณมิว (นามสมมติ)” อายุ 25 ปี สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [25 ก.ย.67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาแฟนติดเจ๊ที่เป็นโมเดลลิ่งหาเด็กเอ็น ไม่กลับบ้านเลย โดย “คุณมิว(นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ตอนนี้แฟนหนูเขาอายุ 29 ปี เราคบกันมาเข้าปีที่ 3 เเล้ว ปัญหาที่อยากมาปรึกษาพี่ๆวันนี้ คือเหมือนแฟนหนูไปติดเจ๊คนนึงที่เป็นโมเดลลิ่งหาเด็กเอ็น เจ๊อายุประมาณ 35-36 ปี ซึ่งเจ๊เขามีแฟนอยู่เเล้วด้วย เเล้วเขาไม่กลับบ้านเลย ก่อนที่เขาจะรู้จักเจ๊คนนี้ก็รู้จักจากรุ่นพี่คนนี้ เพราะรุ่นพี่คนนี้เขาฝากงานให้ ตั้งเเต่ที่เขาไปรู้จักรุ่นพี่คนนี้ เขาเปลี่ยนไปมากเลยทั้งนิสัย การใช้ชีวิต ทุกอย่างเขาทุ่มให้ทางนู้นหมดเลย คือเหมือนเขาลืมไปเลยว่าเขามีหนูอยู่ที่บ้าน เวลาเขาเข้าบ้าน สายตาหรือหน้าตาเขา เหมือนไม่อยากจะอยู่บ้าน ใจเขาเหมือนอยากจะไปอยู่เเต่ตรงนั้น พอเเม่เขาโทรหาเขาบอกเเม่ว่า ตอนนี้เขาอยู่ กทม.เขามากับรุ่นพี่เขา หนูเลยโทรหาเขาเเต่เขาไม่รับสายหนูเลย ไม่ตอบ ไม่ทักหาหนูเลย หายไปจะเป็นเดือนเเล้ว เเต่เขาจะมีการเเวะมาบ้าน มาแปป ๆ เเล้วก็ออกไป หนูรู้เพราะว่าตอนแรกเจ๊คนนี้เขาไลน์มาหาเเฟนหนูในโทรศัพท์อีกเครื่องนึง เขาบอกว่าอยู่ไหน เเล้ววันนั้นเป็นวันที่รุ่นพี่เขาโทรมาตอนเที่ยงคืนว่าให้พาไปทำธุระที่ประจวบหน่อย เเล้วเป็นจังหวะตรงกันที่เจ๊คนนั้นเขาทักมาพอดี พอเขาออกไปหนูก็เลยลองโทร ลองทักหา เขาก็ไม่ตอบไม่อ่านจนเช้าถึงโทรมาหาเเล้วบอกว่า ไม่ได้เอาโทรศัพท์ออกไป เอาไว้ในรถ เเต่ตอนนั้นหนูก็ไม่ได้เอะใจ มีวันนึงเขาขับรถเจ๊มารับหนูไปส่งที่ทำงาน หนูรู้เพราะว่าไปส่องเฟซเจ๊เขา หนูเข้าไปส่องก็งงว่าแฟนไปติดอะไรเขา เขาก็เหมือนคนบ้าน ๆ ไม่ได้มีเยอะมีมาก เเล้วหน้าเฟซบุ๊กเขาเขียนว่าจัดหาเด็กเอ็น , PR , จัดเลี้ยงงี้ เเต่พอเขาเข้าบ้านก็จะชอบมีเเว่น วันต่อไปมีเสื้อ มีรองเท้าเเต่ไม่ใช่รุ่นเเบรนด์อะไร พอหนูถามเขาว่าได้มาจากไหน เขาบอกเอามาจากรุ่นพี่ให้มา วันนั้นที่เขาเอารถเจ๊มารับหนู เขาบอกว่าเขาจะไปนั่งเล่นที่ห้องรุ่นพี่คนนี้ เเต่พอตอนเช้ามาเขาดันเอารถเจ๊มารับหนู หนูเลยคาใจ วันที่เจ๊ให้รถมาใช้ เขาก็ทักหาเจ๊ว่าผมสัญญาว่าผมจะไม่ดื้อ เเล้วก็อ้อน ๆ ไป เเล้วเจ๊ก็เรียกเเฟนหนูว่า “อ้วน” เขาก็คอลหาเเฟนหนูด้วย เเล้วถามแฟนหนูว่าจะกินอะไรมั้ย? แฟนหนูก็ตอบว่าพี่ก็รู้ ผมกินอะไรที่พี่ชอบ วันนั้นหนูทะเลาะกันหนักมาก เเต่เเฟนหนูเขาไม่ยอมรับ บอกว่าไม่มีอะไร เขาบอกว่าถ้าจะได้งานจากเขาก็ต้องอ้อนเขาหน่อย เขาไม่ได้ทำงานเอ็น เขาเเค่แบบรับส่งเด็กเอ็นเเล้วก็หาเด็กเอ็นให้ลูกค้า เขาก็ได้ค่าหัวจากเจ๊คนนี้ ก่อนหน้านี้หนูเเอบถ่ายรถเจ๊ไว้ เลยแกล้งบอกแฟนว่า งั้นหนูจะส่งข้อความหาแฟนเจ๊ว่าเขารับรู้ใช่มั้ยว่าเจ๊ให้เอารถมาใช้? เเล้วเขาก็โวยวายใหญ่เลย บอกว่า ถ้าอย่างงี้ ก็เหมือนทำชีวิตเขาพัง ทำงานเขาพัง ทุกสถานการณ์มีเจ๊ตลอดเลย ขนาดไปคอนเสิร์ตเขาบอกหนูว่าไม่ได้ไปด้วยกัน เเต่หนูเห็นเจ๊เขาลง TikTok อยู่คอนเสิร์ตเดียวกัน เจ๊เขารู้ว่าแฟนหนูมีแฟนอยู่เเล้วเพราะหนูเคยทักไปหาเจ๊ เจ๊เขาก็บอกว่า “ก็คุยเเค่เรื่องงาน ถ้าข้องใจหรือไม่สบายใจอะไร ออกมาคุยกันมั้ย จะได้สบายใจ” หนูไม่สามารถทำอะไรได้เลย เพราะหนูไม่มีใคร เพื่อนก็ไม่มี หนูอยากออกไปเที่ยวหรือทำไรก็ไม่ได้เลย เพราะหนูมาจากต่างจังหวัด มาทำงานที่หัวหิน เลยมาอยู่กับเขา หนูก็รักเขานะ หนูก็คุยกับเขาดี ๆ เพื่อที่อยากจะให้เขามาคุยกับหนู เเล้วเขาบอกว่า เชื่อใจเขาเถอะ ว่าเขาไม่มีอะไรจริง ๆ เขาบอกให้เชื่อเขาเเต่เขาไม่ยอมกลับมาคุยที่บ้านเลย คำพูดกับการกระทำเขามันสวนกันมาก ๆ เลย หนูก็เลยบอกว่า มีเรื่องอยากจะคุยกับเขาเหมือนกัน เขาก็ตอบว่า อะไร สงสัยน่าจะไม่อยากอยู่ หนูก็เลยอยากถามพี่ ๆ ดีเจว่า หนูควรทำยังไงต่อดีคะ?’ ซึ่งดีเจทั้งสามคน (ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม) ก็ได้ให้คำปรึกษาไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘ไม่ต้องหาคำตอบว่าเขาจะมีหรือไม่มี เพราะปัจจุบันอยู่แล้วไม่มีความสุข ตัดสินคนที่ปัจจุบันเเละการกระทำที่เขาทำกับเรา ไม่ต้องหาคำตอบว่าต้องรอให้เขามีคนเเล้วเราจะเลิกกัน คนเราสามารถเลิกกันได้หลายเหตุผลเลย การที่เราอยู่เป็นฝ่ายรอให้เขากระทำอย่างเดียว ชีวิตเรามันไม่น่าสงสารหน่อยหรอ ชีวิตเราเราน่าจะเป็นฝ่ายเลือกได้เองบ้างนะ เราเลือกตัวเองไปอยู่ในที่ที่มีความสุขสิ รักตัวเองหน่อย กอดตัวเองหน่อย อายุเเค่นี้เองต้องมีความสุขกับชีวิตสิ เเล้วถ้าเขารักหนูเขาจะพยายามทำทุกอย่างให้หนูกลับมาเอง เเต่กลับมาเเล้วต้องไม่ใช่เเบบเดิมนะ ชีวิตเราเรามีสิทธิ์เลือก ถ้ากลับบ้านได้กลับไปเเล้วสร้างตัว หาคนที่เขาเห็นค่าในตัวเรา เป็นกำลังใจให้นะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ที่โรงเรียนมีงานเข้าค่าย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ตั้งตารอ แต่ลูกชายมีอาการปวดท้องเพราะเป็นโรคกระเพาะ เราเห็นว่าลูกอาการไม่ค่อยดี เลยไม่อยากให้ลูกไป อยากรู้ว่าเราจะคุยกับลูกยังไงให้เขาเข้าใจว่าเราเป็นห่วง

13 ก.พ. 2026

ที่โรงเรียนมีงานเข้าค่าย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ตั้งตารอ แต่ลูกชายมีอาการปวดท้องเพราะเป็นโรคกระเพาะ เราเห็นว่าลูกอาการไม่ค่อยดี เลยไม่อยากให้ลูกไป อยากรู้ว่าเราจะคุยกับลูกยังไงให้เขาเข้าใจว่าเราเป็นห่วง

ที่โรงเรียนมีงานเข้าค่าย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ตั้งตารอแต่ลูกชายมีอาการปวดท้องเพราะเป็นโรคกระเพาะเราเห็นว่าลูกอาการไม่ค่อยดี เลยไม่อยากให้ลูกไปทำให้ลูกชายน้อยใจจนวิ่งหนีออกจากบ้านเรารีบตามไปและพูดคุยทำความเข้าใจจนสุดท้ายลูกชายก็ยอมอยากรู้ว่าเราจะคุยกับลูกยังไงให้เขาเข้าใจว่าเราเป็นห่วงและไม่อยากให้ลูกวิ่งหนีออกจากบ้านแบบนี้อีก ‘คุณแม่ยา’ (นามสมมติ) อายุ 36 ปี เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (11 กุมภาพันธ์ 2569) ได้โทรเข้ามาแชร์เรื่องราวกับ 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องของลูกชายที่อยากไปเข้าค่ายนอนค้างคืนกับเพื่อน แต่ดันมีอาการปวดท้องอยู่บ่อยครั้ง ทำให้คนเป็นแม่อดเป็นห่วงไม่ได้ จึงตัดสินใจไม่ให้ลูกไป ‘คุณแม่ยา’ ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้หัวอกคนเป็นแม่แทบแตกสลาย โดยเล่าว่า ช่วงที่ผ่านมาทางโรงเรียนของลูกได้มีกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือ นอนพักค้างคืนเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับเด็ก ๆ โดยลูกชายคนโตมีอายุ 12 ปี และมีอาการปวดท้องอยู่บ่อยครั้งจากสาเหตุการเป็นโรคกระเพาะ ลูกชายของเธอก็อยากที่จะไปเข้าค่ายกิจกรรมลูกเสือค้างคืนนี้ตามประสาเด็กทั่วไป แต่คุณแม่ยารู้สึกเป็นห่วง จึงพยายามพูดเกลี้ยกล่อมลูก เพื่อไม่ให้ลูกชายไปตกระกำลำบาก เพราะหากเธอปล่อยให้ลูกไป แล้วลูกชายเกิดมีอาการปวดท้องขึ้นมา ตรงนั้นก็ไม่มีใครที่พร้อมดูแล แต่ลูกชายก็ยังดื้อและเด็ดขาดว่าจะไปให้ได้ คุณแม่ยาจึงได้ไปปรึกษากับคุณครู ซึ่งคุณครูก็เห็นด้วยกับการที่ไม่อยากให้ลูกชายของคุณแม่ยาไปเข้าร่วมกิจกรรม เพราะหากมีอาการปวดท้องขึ้นมาจริง ๆ อาจจะเกิดความลำบากต่อคุณครูร่วมด้วย เนื่องจากคุณครูนั้นก็ต้องดูแลเด็กคนอื่นอีกเป็นจำนวนมาก คุณแม่ยาได้พูดเกลี้ยกล่อมลูกเป็นระยะเวลานาน จนลูกเกิดความน้อยใจ และแยกตัวไปนั่งอยู่คนเดียว เมื่อคุณแม่ยารู้ตัวอีกที ลูกชายก็ได้วิ่งหนีออกจากบ้านหายตัวไปแล้ว แม่ยาจึงรีบออกไปตามหาลูกชายทันที ซึ่ง ณ ตอนนั้นก็เป็นเวลาช่วงฟ้ามืดแล้ว เมื่อเธอตามหาลูกชายจนพบ และพาลูกชายกลับมาที่บ้าน ทั้งสองแม่ลูกก็ได้นั่งคุยกันถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และเมื่อลูกชายที่ได้เห็นน้ำตาของคนเป็นแม่ ก็ยอมอ่อนลง และไม่ไปเข้าค่ายตามที่แม่ขอ สุดท้ายคุณแม่ยากลัวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นอีก เพราะนี่ก็เป็นครั้งที่ 2 ที่ลูกชายวิ่งหนีออกจากบ้านไป เจ้าตัวได้บอกกับเหล่าดีเจว่า หรือจะเป็นที่แม่เองที่สอนเขาไม่ดี หรือเธอควรปรับตัวเองอย่างไร ให้ลูกไม่คิดทำแบบนี้อีก หลังจากฟังเรื่องราวของคุณแม่ยาจบ เหล่าดีเจก็ได้เริ่มให้คำปรึกษา โดยเริ่มจาก 'ดีเจเผือก' ที่ได้กล่าวว่า “นี่มันคือสิ่งที่ยากที่สุด และเป็นสิ่งที่ตัวผมเองก็กังวลที่สุด ว่าเราจะเลี้ยงลูกยังไงในวันที่ลูกโตขึ้น วัย 12 ขวบนี้ จะเรียกว่า Pre-Teen เรามองว่าเขายังไม่ใช่วัยรุ่น เขายังเป็นเด็กในสายตาเรา แต่ตัวเขาเองจะคิดว่าเขาโตแล้ว บางคนอาจจะมีความคิดปฏิเสธพ่อแม่เลยด้วยซ้ำ บางคนเริ่มมีโลกส่วนตัวสูงขึ้น ร้อยทั้งร้อยอาจจะบอกว่า ปล่อยให้ไปสิ แล้วพกยาไปให้เรียบร้อย แต่พอเป็นลูกเราเอง เราจะมีความรู้สึกที่ไม่อยากให้เขาไป ผมพยายามบอกตัวเองทุกวัน ว่าผมอยากเป็นพ่อแม่รุ่นใหม่ พ่อแม่ที่เป็นเพื่อนกับลูกได้ ไม่อยากเป็นพ่อแม่ที่หัวโบราณ ถ้าเป็นผม ณ เวลานั้นผมคงคุยกับลูก ว่าเขาไหวแค่ไหน ถ้าไปแล้วเกิดอาการปวดท้องขึ้นมาจะทำยังไง แต่ท้ายที่สุด ถ้าเขาขอร้อง และเขายืนยันว่าเขาไหวจริง ๆ ผมคงปล่อยให้เขาไป แต่ใด ๆ เราต้องประเมินภาพโดยรวมด้วยนะว่าเขาไหวไหม ถ้ามองว่าไหวก็อาจจะปล่อยให้เขาไป สิ่งที่ผมพยายามบอกตัวเองและภรรยาอยู่เสมอคือ “วันนึงเขาจะไป จะช้าหรือจะเร็ว วันนึงเด็กน้อยคนนี้ก็จะโบยบินออกจากบ้านไป” นี่คือความเศร้าของคนเป็นพ่อแม่ เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากให้เรายังเป็นบ้านที่อบอุ่นสำหรับเขา เราต้องสร้างความอบอุ่นให้เขาตั้งแต่เขายังเด็ก ถ้าคุณแม่ยามีความอบอุ่นมอบให้กับลูก ต่อให้เขาไปเจอปัญหาอะไรในชีวิต ไปตกระกำลำบากที่ไหน เขาจะคิดถึงเรา แล้ววันนึงเขาจะกลับมาเอง อย่าคิดพยายามจะดึงเขาไว้ แต่คิดให้เขาอยากกลับมาหาเราเองมากกว่า” ต่อมา 'ดีเจเติ้ล' ได้กล่าวว่า “เติ้ลคงไปตัดสินไม่ได้หรอกว่าแม่เลี้ยงเขามาผิดมั้ย แต่เข้าใจทั้งสองฝ่าย ทั้งเรื่องที่แม่ห่วงลูกที่ปวดท้อง ยิ่งฝั่งครูที่บอกว่า ครูเองอาจจะดูแลได้ไม่ดี ถ้าเป็นตัวเติ้ลเอง เติ้ลก็คงจะขอเขาว่าเติ้ลก็ไม่อยากให้เขาไปเหมือนกัน แต่เติ้ลก็เข้าใจลูกเช่นกัน ว่าเขาเตรียมตัวจะไปอยู่แล้ว มันเหมือนความรู้สึกอกหักสำหรับเด็กแบบเขา สำหรับเติ้ลแม่ทำถูกแล้ว ในตอนที่ลูกวิ่งหนีออกไปแล้วแม่ยาไม่ได้เดินไปด่า แต่ตามไปเพราะความเป็นห่วง จนเขาเห็นว่าแม่ยาร้องไห้แล้วเขายอมไม่ไปเข้าค่ายเอง ถ้าแม่ยาเลี้ยงลูกด้วยเอเนอจี้แบบนี้ไปเรื่อย ๆ เมื่อวันนึงที่เขาจะไปจากเราจริง ๆ เติ้ลว่าเขาจะกลับมาหาแม่เองแน่นอน ถ้าเรารักเขา เติ้ลว่าเขาจะสัมผัสได้ว่าเรารักเขา” สุดท้าย 'ดีเจต้นหอม' ได้กล่าวว่า “จากที่เราเคยดุ เราควรเปลี่ยนเป็นทำความเข้าใจกับเขาให้ได้มากที่สุด เช่นแบบ ‘อยากให้แม่เป็นแบบไหน อยากให้แม่ทำอะไรให้ หรือมีอะไรอยากคุย คุยกับแม่ได้นะ’ แล้วถ้าเขาพูดในสิ่งที่เขาชอบและไม่ชอบมา แม่ก็สามารถบอกว่า ‘แม่ขอโทษนะถ้าสิ่งที่แม่ทำตอนนั้นทำให้ลูกไม่สบายใจ แม่จะพยายามทำในสิ่งที่ลูกต้องการ’ แล้วถ้าเขาบอกความจริงกับแม่ แม่ห้ามไปตัดสินว่าสิ่งที่เขาคิด หรือสิ่งที่เขาทำมันผิด แม่อาจจะลองแนะนำแบบอ้อม ๆ ดู หอมว่าเขาคงเข้าใจความรักของแม่ค่ะ”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูกับแม่ทะเลาะกัน แม่โกรธที่หนูไม่พาไปห้าง บ่นน้อยใจสารพัด จนหนูไม่คุยกับแม่เลย แอบดูอยู่ห่างๆ จากต่างจังหวัด มีน้องสาวเป็นคนกลาง ตอนนี้รู้ว่าแม่ป่วยมีภาวะซึมเศร้า เราอยากได้คำขอโทษจากแม่ รู้ตัวว่าตัวเองมีทิฐิสูง แต่อีกใจก็อยากกลับไปคุยด้วยเหมือนเดิม

24 มี.ค. 2025

หนูกับแม่ทะเลาะกัน แม่โกรธที่หนูไม่พาไปห้าง บ่นน้อยใจสารพัด จนหนูไม่คุยกับแม่เลย แอบดูอยู่ห่างๆ จากต่างจังหวัด มีน้องสาวเป็นคนกลาง ตอนนี้รู้ว่าแม่ป่วยมีภาวะซึมเศร้า เราอยากได้คำขอโทษจากแม่ รู้ตัวว่าตัวเองมีทิฐิสูง แต่อีกใจก็อยากกลับไปคุยด้วยเหมือนเดิม

หนูกับแม่ทะเลาะกัน แม่โกรธที่หนูไม่พาไปห้าง บ่นน้อยใจสารพัด จนหนูไม่คุยกับแม่เลย แอบดูอยู่ห่างๆจากต่างจังหวัด มีน้องสาวเป็นคนกลาง ตอนนี้รู้ว่าแม่ป่วยมีภาวะซึมเศร้า เราอยากได้คำขอโทษจากแม่รู้ตัวว่าตัวเองมีทิฐิสูง แต่อีกใจก็อยากกลับไปคุยด้วยเหมือนเดิม จะเริ่มยังไงดี?“คุณเมย์ (นามสมมติ)” อายุ 32 ปี สายที่หนึ่งในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [19 มี.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาทะเลาะกับแม่จนไม่ได้คุยกันมานาน โดย “คุณเมย์ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ทะเลาะกับแม่เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว แม่อายุ 60 ปีแล้ว แม่อยู่ที่ต่างจังหวัด เป็นคนละจังหวัดกับเรา บางครั้งแม่ก็จะมาเยี่ยมที่บ้าน ซึ่งเราก็ใช้ชีวิตปกติ ดูแลแม่ปกติ เช่นถามว่า แม่จะไปเที่ยวไหนมั้ย จะทำอะไรมั้ย เราเองก็กลัวแม่จะเหงา เลยหากิจกรรมให้เขาทำ มีอยู่วันหนึ่ง เราก็ใช้ชีวิตปกติ คุณแม่ก็นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ และประมาณ 4 โมงเย็น เป็นช่วงที่เด็กๆ เลิกเรียน เราก็เตรียมตัวไปรับลูกชายที่โรงเรียน แต่อยู่ๆ แม่ก็โพ่งขึ้นมาเลยว่า วันนี้เราไปห้างกันเถอะ อยากไปช้อปปิ้งจัง จะไปดูเสื้อผ้า เราก็เลยบอกแม่ไปว่า แม่ เราไปวันหลังได้ไหม เพราะว่าวันนี้หนูจะต้องไปรับหลาน แล้วเราก็ไม่ได้อธิบายอะไรต่อ คิดว่าแม่จะเข้าใจและเห็นด้วยกับเรา หลังจากนั้นเราก็ไปรับลูกชาย พอกลับมาเราก็เห็นแม่นั่งอยู่และสังเกตได้ว่า แม่ดูอารมณ์ไม่ดี เราเลยไปถามแม่ว่า แม่เป็นอะไร แม่น้อยใจหรือเปล่า ที่ไม่ได้พาไปห้าง แล้วแม่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ และก็บอกว่า ใช่! ฉันน้อยใจ!แล้วก็เดินหนีเข้าห้องตัวเองไป เราก็คิดว่าแม่น่าจะยังงอนอยู่ เลยปล่อยให้แม่อยู่กลับตัวเองไปก่อน ระหว่างนั้นเราส่งข้อความไปหาน้องสาว ว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เลิกงานมาแล้วช่วยไปคุยกับแม่ให้หน่อย เผื่อแม่จะอารมณ์ดีขึ้น พอน้องสาวกลับมาจากที่ทำงานก็เข้าไปอธิบายให้แม่ฟังว่า เวลานั้นถ้าไปห้างจะลำบากรถติด ถ้าจะไป ไปวันหลังดีไหม ซึ่งเราก็คิดว่าพอน้องไปอธิบายแม่จะเข้าใจ แต่กลายเป็นว่า แม่ร้องไห้แล้วตะโกนเหมือนเด็ก ขว้างปาข้าวของ และใช้คำที่ทำให้ลูกๆ เสียใจ ประมาณว่า ฉันดูพวกเธอมานานละ พวกเธอก็เป็นแบบนี้กัน และพูดว่าเราเป็นลูกที่ไม่ดี ดูแลเขาไม่ดี แม่ก็บอกว่า ฉันจะกลับบ้านแล้ว จะกลับตอนนี้เลย ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ถ้าพวกเธอไปหาฉัน ก็จะไม่เจอฉันอีก แต่เราก็ให้แม่พักคืนนี้ก่อน เผื่อจะใจเย็นขึ้นแล้วค่อยมาคุยกัน วันรุ่งขึ้นแม่ก็ยังเป็นเหมือนเดิม ยังอารมณ์เสียเหมือนเดิม แล้วก็ไม่พร้อมที่จะรับฟังเหตุผลอะไรทั้งนั้นเลย เราเลยจองตั๋วให้แม่เพื่อที่จะกลับบ้าน เพราะที่บ้านก็จะมีคนที่อายุใกล้ๆ กัน จะได้คุยกับแม่เผื่ออารมณ์ดีขึ้น และหลังจากทะเลาะกันได้ 2 อาทิตย์ เราก็ให้น้องสาวโทรไปคุยว่าเป็นยังไงบ้าง และเหมือนแม่ก็รู้ว่าสิ่งที่ทำมันไม่ถูกต้อง แม่เลยไปปรึกษาหมอ แล้วหมอก็บอกว่า เป็นเพราะฮอร์โมน และอาจจะเป็นอาการเริ่มต้นของคนที่จะเป็นซึมเศร้า ตอนที่แม่กลับไปอยู่บ้าน แม่จะอยู่กับน้าสาว แล้วหลายๆ คนในบ้านพยายามบอกให้เรากับแม่ลองคุยกันดู แต่จริงๆ แล้ว เราแค่ต้องการคำขอโทษจากแม่ ให้แม่ยอมรับว่า สิ่งที่แม่พูด แม่ไม่ได้ตั้งใจที่จะพูด เพราะเราก็เป็นลูกคนโต เรารับผิดชอบครอบครัวมาเยอะมากจริงๆ และคิดว่าตัวเองก็ทำได้ดีมากๆ เท่าที่ลูกคนหนึ่งจะทำได้ ซึ่งก่อนหน้าที่จะทะเลาะกัน เราได้พาแม่ไปห้าง 2 แห่ง ตอนเช้าไปด้วยกันห้างแรก ตอนเย็นก็ไปอีกห้างหนึ่ง และเราก็ค่อยถามแม่ตลอดว่าจะเอาอะไร คือตามใจแม่ทุกอย่าง ปัจจุบันนี้เราก็ยังทะเลาะกับแม่ และยังไม่ได้คุยกัน เราก็พยายามที่จะบอกตัวเองว่า ให้อภัยแม่ได้ไหม เพราะเราก็เหลือแม่แค่คนเดียว ซึ่งเราก็ให้อภัยแม่ได้ แต่พอนึกถึงคำพูดที่แม่เคยพูด เป็นคำพูดที่มันทำร้ายเรา แล้วในช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่เราอ่อนไหวและต้องผ่านเรื่องอะไรมาหลายๆ อย่าง แม่ก็ไม่ได้รู้ว่าลูกต่อสู้กับอะไรบ้าง เราก็ยังรู้สึกแย่อยู่ พอคิดจะกลับไปคุยกับแม่เราก็ทำไม่ได้ เพราะทิฐิที่เรามี ซึ่งเราเองก็ไม่ชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้ เกลียดทิฐิตัวเองมากๆ และเอาชนะมันได้ยากมากจริงๆ แต่ตอนนี้เราก็ยังซัพพอร์ตแม่อยู่ไกลๆ ยังติดตามอยู่ว่าแม่ทำอะไร แต่ก็ยังไม่ได้คุยกัน เลยอยากจะปรึกษาพี่ๆ ดีเจว่า เราจะตั้ง mindset ยังไง ให้เราก้าวผ่านความรู้สึกที่เสียไป และกลับไปคุยกับแม่ได้เหมือนเดิมคะ?’ เริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าเมย์ก็ต้องคิดว่า ถ้าพรุ่งนี้แม่ไม่อยู่ให้เมย์โทรไปหาแล้วจะเป็นยังไง อะไรก็ตามทั้งหมด เราคือครอบครัว และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็ต้องไปกันต่อ พี่ว่าหลายบ้านคุณแม่คุณลูกก็อาจจะมีเรื่องที่ไม่ดีต่อกันมากกว่านี้ เขาก็ต้องตัดสินใจที่จะไปต่อ ถ้าเขายังอยากเป็นครอบครัวกันอยู่ แล้วเมย์ก็รักคุณแม่ และอีกอย่างคือ จนตอนนี้เมย์อายุ 32 แล้ว พี่ว่าเมย์ก็น่าจะทำอะไรบางอย่างที่ทำให้แม่ไม่พอใจ หรือโกรธมาบ้าง แต่แม่ก็ยังอยู่กับเราจนถึงทุกวันนี้ได้ ซึ่งพี่ว่ามันคือครอบครัว เรามีความรักให้กัน แม้ว่าอีกฝั่งจะผิด แต่เราก็ต้องให้อภัยกัน เพราะเรารักกัน’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ในบางสถานการณ์ บางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครอบครัว มันอาจจะไม่มีประโยชน์ในการหาคนผิดคนถูก ในความสัมพันธ์ ในความเป็นครอบครัวกันในทุกรูปแบบ บางครั้งการที่เราพยายามจะบอกให้คนหนึ่งยอมรับว่าผิด มันอาจจะไม่ใช่ทางออกของปัญหาเสมอไป ต้องลองคิดดูดีๆ ว่าถ้าเราได้ยินคำนั้น มันจะทำให้เราปลดล็อกทุกอย่างในคำๆ เดียวหรอ? เวลาของคนเรามันจะน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเราจะไม่มีวันเข้าใจคุณพ่อคุณแม่ที่สูงอายุมากๆ ที่เขาจะต้องอยู่คนเดียวจริงๆ ลูกก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน มันคงทรมานมาก กับการที่เขาเคยมีใครมาทั้งชีวิต แล้วอยู่ดีๆ วันหนึ่งมันก็โหวง เวลาในชีวิตเขามันก็น้อยลงไปเรื่อยๆ ทีละวันๆ ที่คุณหมอบอกว่ามันอาจจะเป็นภาวะซึมเศร้า มีความเป็นไปได้สูงมาก เพราะจากที่คุณเมย์เล่ามา แม่เขาอยู่คนเดียว เราอย่าหาผิดหาถูกกับคนที่ป่วยเลย เขายิ่งน่าสงสารขึ้นไปใหญ่ ลองคิดสิว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ GEN เก่า แล้วยอมรับว่าตัวเองผิดถึงขนาดไปหาหมอ ซึ่งมันไม่ง่าย และมันก็แค่ 1 ประโยคที่เราตามหากัน ผมมองว่ามันยังมีเรื่องอีกมากมายที่น่าห่วงกว่านั้น เช่น คุณแม่จะอยู่ยังไงคนเดียวกับภาวะแบบนี้ ถ้าเกิดอะไรขึ้น ณ เวลานั้นใครจะเป็นคนใกล้ตัวที่ดูแลแม่ มันเลยมีเรื่องอื่นที่น่าห่วงกว่าคำขอโทษ สำหรับในมุมมองของคนนอกที่ได้ฟัง ส่วนเรื่องที่คุณเมย์เจอมา ผมเข้าใจมากๆ แล้วมันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณเมย์น้อยใจอยู่แบบนี้ แต่บางทีเราน้อยใจไปแล้ว แล้วยังไงต่อ และผมว่าเราทุกคนให้วันนี้ไม่มีวันเข้าใจ จนกว่าจะอายุเท่าคุณแม่แล้วอยู่คนเดียว ไม่มีใคร ผมก็ไม่อยากให้วันนั้นคุณเมย์มานึกย้อนว่า ‘อ๋อ ฉันเพิ่มเข้าใจในวันที่มันไม่มีโอกาสที่จะได้สื่อสารอะไรกันแล้ว’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สิ่งที่เมย์เป็นอยู่ หนักอกหนักใจอยู่ คือการที่เมย์ถือทิฐิเอาไว้ ฉะนั้นอยากเบา อยากปล่อยวาง ก็คือ วางมันลงซะ คำขอโทษทั้งหมดมันไม่ได้มีค่าขนาดนั้น ‘ขอโทษมาสิ แม่แพ้มาสิ’ ต่อให้เมย์ได้คำขอโทษ และความพ่ายแพ้ของแม่ เมย์ก็ไม่ได้รู้สึกดีใจขนาดนั้น ชัยชนะมันไม่ใช่ชัยชนะจริงๆ การรักษาความรักที่เรามีให้ซึ่งกันและกัน มันคือชัยชนะของครอบครัวนี้แล้ว เมย์ลองนึกถึงวันที่เมย์เป็นแม่ขึ้นมาแล้วลูกไม่คุยกับเมย์ มันจะเจ็บปวดขนาดไหน นั้นก็คือคำตอบ วันนี้เมย์เป็นทั้งแม่และลูก ฉะนั้นจะเข้าใจความรู้สึกของทั้งสองบทบาทเลย ลองเข้าหาคุณแม่เถอะ เราไม่รู้ว่าแม่ปวดเป็นอะไรด้วยซ้ำ และสิ่งที่แม่ทำและแสดงออกมาที่มันไม่ปกติแบบนี้ นั้นแปลว่าแม่กำลังป่วย แล้วแม่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก มันอาจจะมากกว่าเราด้วยซ้ำ ฉะนั้นคำขอโทษไม่มีความหมายเลย ถ้าเทียบกับชีวิตแม่เรา’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-