แม่สามีมาช่วยดูแลหลาน ทำให้หนูไม่มีเวลาได้อยู่กับลูกเลย แถมจะพาลูกไปอยู่ต่างจังหวัดอีก หนูอยากเปลี่ยนไปจ้างน้าสาวมาเลี้ยงแทน แต่ก็ต้องใช้เงิน หนูควรจัดการเรื่องนี้ยังไงดีคะ

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

แม่สามีมาช่วยดูแลหลาน ทำให้หนูไม่มีเวลาได้อยู่กับลูกเลย แถมจะพาลูกไปอยู่ต่างจังหวัดอีก หนูอยากเปลี่ยนไปจ้างน้าสาวมาเลี้ยงแทน แต่ก็ต้องใช้เงิน หนูควรจัดการเรื่องนี้ยังไงดีคะ

03 ก.ค. 2026

แม่สามีมาช่วยดูแลหลาน

ทำให้หนูไม่มีเวลาได้อยู่กับลูกเลย

แถมจะพาลูกไปอยู่ต่างจังหวัดอีก

หนูอยากเปลี่ยนไปจ้างน้าสาวมาเลี้ยงแทน แต่ก็ต้องใช้เงิน

หนูควรจัดการเรื่องนี้ยังไงดีคะ

        ‘คุณดาว’ (นามสมมติ) สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (1 กรกฎาคม 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ ถึงปัญหาที่ว่าคุณแม่สามีมาช่วยเลี้ยงลูกให้ แต่กลับเอาไปเลี้ยงเองหมดจนทำให้คุณดาวที่เป็นแม่อึดอัด

        ‘คุณดาว’ อายุ 27 ปีได้เล่าว่า ในตอนแรกที่ท้องได้ตกลงกับสามีว่าจะให้คุณย่า (แม่สามี) มาช่วยเลี้ยงลูก เพราะคุณดาวทำงานประจำ แต่พอคลอดลูกออกมา สัญชาตญาณความเป็นแม่ทำให้คุณดาวอยากอยู่กับลูกและอยากเลี้ยงเอง จึงชวนคุณย่ามาเลี้ยงหลานที่บ้านตนเอง แต่คุณย่าอยู่ที่ต่างจังหวัดก็ไม่สะดวกที่จะย้ายมาอยู่ถาวร จึงตกลงมาช่วยเลี้ยงแค่ในช่วง 1 เดือนแรก

        เมื่อคุณย่ามาถึง กลับกลายเป็นว่าคุณย่าเลี้ยงลูกเองทั้งหมด จนคุณดาวแทบไม่ได้ดูแลลูกเลย เช่น พอคุณดาวจะขออาบน้ำให้ลูก คุณย่าก็ให้คุณดาวมาทำแค่ช่วงอาบน้ำ แต่หลังจากนั้นคุณย่าก็พาลูกไป หน้าที่ของคุณดาวเหลือแค่เพียงปั๊มนมและล้างขวดนม ยิ่งผสมกับฮอร์โมนคุณแม่หลังคลอดที่กำลังสวิง ทำให้คุณดาวร้องไห้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ด้วยความที่เกรงใจคุณย่าและไม่กล้าพูดตรง ๆ จึงยังไม่ได้พูดอะไรออกไป

        ในฝั่งของสามีซึ่งเป็นมือใหม่ในการเลี้ยงลูกก็ไว้ใจให้คุณแม่ของตัวเองจัดการ เพราะเชื่อว่าคุณแม่จะช่ำชองกว่า แต่ความคิดเห็นในการเลี้ยงดูเด็กของคุณย่าก็เป็นแบบคนโบราณที่จะขัดกับคำแนะนำของหมอที่คุณดาวเชื่อ แต่ถึงอย่างนั้นคุณดาวก็ไม่กล้าที่จะแย้งหรือพูดอะไรออกไป

        เมื่อครบหนึ่งเดือนคุณย่าต้องกลับต่างจังหวัดไป คุณดาวมีความสุขมาก แต่พอถึงเวลาที่ต้องกลับไปทำงาน เวลานั้นจะไม่มีใครเลี้ยงลูก คุณดาวก็กลับมากังวลอีกครั้งเพราะคุณดาวไม่อยากให้คุณย่ามาเลี้ยงแล้ว และคุณดาวก็เริ่มรู้สึกกลัวที่จะเสียลูกไป กลัวว่าคุณย่าจะโน้มน้าวให้พาลูกไปอยู่ต่างจังหวัดด้วย

        คุณดาวจึงมีแผนที่จะจ้างน้าสาวของตัวเองที่กำลังว่างงานมาช่วยเลี้ยงลูกแทน เพราะนอกจากจะเป็นคนคุ้นเคยแล้ว ในฐานะนายจ้าง คุณดาวจะมีความกล้าในการสั่งงานและกล้าปฏิเสธมากกว่า แต่แผนนี้ก็ยังมีความไม่แน่นอน เพราะได้คุยกับน้าสาวไว้แค่เบื้องต้น และยังไม่ได้ตกลงเรื่องเงินเดือนกันอย่างชัดเจน คุณดาวจึงกังวลว่าถ้าระหว่างนี้น้าสาวได้งานประจำทำไปก่อน แล้วต้องลางานมาเพื่อช่วยเลี้ยงหลาน ก็อาจจะกลายเป็นปัญหาตามมาในอนาคตได้อีก

        ซึ่งปัญหาคือ สามีอยากให้คุณแม่มามีส่วนร่วมในการเลี้ยงลูก และต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย โดยการเสนอเงื่อนไขว่าเดือนไหนคุณย่ามาเยี่ยมก็ไม่ต้องจ้างน้าสาว เดือนไหนคุณย่าไม่มาค่อยจ้าง ซึ่งคุณดาวมองว่าแผนนี้ใช้ไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นปัญหาในการว่าจ้าง และเรื่องเงินเดือนของน้าสาวในอนาคต อีกทั้งคุณดาวเองก็ไม่แฮปปี้ที่จะให้คุณย่ามาช่วยเลี้ยงลูก แต่ก็ยังคงไม่กล้าพูดตรง ๆ ทำให้รู้สึกสับสนและอึดอัดใจมาก ๆ

        เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ว่า “คุณดาวต้องเริ่มแสดงออกจากสิ่งที่รู้สึกก่อน ยิ่งผสมกับฮอร์โมนคุณแม่หลังคลอดด้วยแล้ว ยิ่งควรบอกความรู้สึกออกมาตรง ๆ แค่ครอบครัวขนาดเล็ก แค่พ่อแม่ลูกก็มีเรื่องให้จัดการเยอะแล้ว หากมีคนอื่นมาเพิ่มจะยิ่งมากความ ดังนั้นสามีควรจะเป็นตัวกลางในเรื่องนี้ให้ชัดเจนที่สุด ต้องคุยกับสามีให้รู้เรื่องก่อน เพราะตอนนี้เหมือนยังไม่มีใครรับรู้ความรู้สึกของคุณดาวเลย บอกสามีก่อนแล้วดูว่าเขาจะทำอย่างไร เราในฐานะพ่อแม่ควรมีสิทธิ์มากที่สุดที่จะกำหนดทิศทางการเลี้ยงลูก”

        ต่อด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ ที่เสริมว่า “ตอนนี้คุณดาวไม่กล้าทำอะไรเลย ถ้าคุณย่ามาเลี้ยงก็คือมาช่วย ไม่ใช่มาแทนในบทบาทแม่ แต่เพราะคุณดาวไม่รู้ว่าถ้าพูดไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ก็เลยเลือกที่จะไม่พูด มันจึงไม่ถูกสื่อสารออกมา” ดีเจเติ้ลจึงแนะนำให้คุณดาวรวบรวมความกล้าและสื่อสารความต้องการของตนเองออกมาก่อน เพื่อตกลงกันให้ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไรต่อไป

        ปิดท้ายที่ ‘ดีเจต้นหอม’ ที่สนับสนุนคำแนะนำทั้งหมดว่า “คุณดาวต้องมีความเด็ดขาดและกล้าที่จะสื่อสารออกไป ดีลกับน้าสาวเลยว่าเริ่มงานเดือนนี้นะ แล้วเราก็แค่บอกทุกคนว่า เดี๋ยวเดือนนี้น้าจะมาเลี้ยงแล้วนะ ถ้าแม่คิดถึงหลานแม่ก็มาเล่นกับหลานได้เลย (ไม่ต้องสลับจ้างน้าและให้ย่าเลี้ยง เพราะน้าก็อาจจะต้องการงานที่มั่นคง) ไม่มีปัญหาเลย กลั้นใจพูดออกไป เพื่อความสบายใจของตัวเองในระยะยาว”

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เป็นเจ้าของธุรกิจร้านคาเฟ่เล็กๆ ทั้งร้านมี 3 ที่นั่ง แต่เจอลูกค้าที่ชอบนั่งแช่นานๆ มาคนเดียวยังนั่งโต๊ะใหญ่ ทั้งวันสั่งกาแฟแก้วเดียว บางวันเอาน้ำขวดใหญ่เข้ามากินในร้าน พีคสุดคือหายไปเข้าห้องน้ำครึ่งชั่วโมง จะจัดการกับลูกค้าประเภทนี้ยังไงดี..

17 ม.ค. 2025

เป็นเจ้าของธุรกิจร้านคาเฟ่เล็กๆ ทั้งร้านมี 3 ที่นั่ง แต่เจอลูกค้าที่ชอบนั่งแช่นานๆ มาคนเดียวยังนั่งโต๊ะใหญ่ ทั้งวันสั่งกาแฟแก้วเดียว บางวันเอาน้ำขวดใหญ่เข้ามากินในร้าน พีคสุดคือหายไปเข้าห้องน้ำครึ่งชั่วโมง จะจัดการกับลูกค้าประเภทนี้ยังไงดี..

เป็นเจ้าของธุรกิจร้านคาเฟ่เล็กๆ ทั้งร้านมี 3 ที่นั่ง แต่เจอลูกค้าที่ชอบนั่งแช่นานๆมาคนเดียวยังนั่งโต๊ะใหญ่ ทั้งวันสั่งกาแฟแก้วเดียว บางวันเอาน้ำขวดใหญ่เข้ามากินในร้านพีคสุดคือหายไปเข้าห้องน้ำครึ่งชั่วโมง จะจัดการกับลูกค้าประเภทนี้ยังไงดี.. “คุณโมโม่ (นามสมมติ)” สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [15 ม.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาลูกค้าชอบนั่งแช่ในคาเฟ่นานๆ โดย “คุณโมโม่” ได้เล่าว่า “ที่ร้านจะเป็นร้านขายขนมเล็กๆ มีที่นั่งประมาณ 3 ชุด คือ โต๊ะใหญ่ 1 ชุด โต๊ะเล็ก 2 ชุด แล้วจะมีน้องลูกค้าคนหนึ่งที่แรกๆ เขาก็มาซื้อทุกวันปกติไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่จะมีเหตุการณ์หนึ่งที่พีคๆ ของเขา คือ เขามานั่งทานที่ร้านคนเดียว แล้วเขาเอาชุดวาดระบายสีมากางเต็มโต๊หะ ซึ่งเขาเลือกที่จะนั่งโต๊ะใหญ่ แล้วก็นั่งแช่อยู่แบบนั้น แต่เขาจะสั่งกาแฟวันละ 1 แก้วเท่านั้น แล้วก็อยู่ยาวๆ เลยคือ 2 - 3 ชั่วโมงจนไม่มีลูกค้าแล้ว เขาก็ทานกาแฟแก้วนั้นแป๊ปเดียวก็หมด แต่เขาก็ยังนั่งอยู่ เหตุการณ์ต่อมา คือ ช่วงปีใหม่ที่ร้านลูกค้าจะเยอะมากอยู่แล้ว น้องคนนี้เขาก็มาแต่พกขวดน้ำส่วนตัว 1.5 ลิตรมาด้วย เราก็ไม่เห็น มาเห็นตอนที่เราไปเก็บโต๊ะแล้วน้องเขาทิ้งขวดไว้ อันนี้เราก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่อีกวันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ติดๆ กันทุกวัน เขาก็มาเหมือนเดิม สั่งน้ำแก้วเดียว 65 บาท แล้วก็นั่งทานที่ร้าน เขาเลือกนั่งโต๊ะเล็กและมีอุปกรณ์ของเขาครบมือเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้เขาเอาหูฟังอันใหญ่ๆ ที่แบบครอบทั้งหูมาใส่ ซึ่งน้องก็ยังเป็นเด็กมัธยม มีหนังสือ IPad มือถือ น้องเขาก็นั่งอยู่แบบนั้นจนลูกค้าเยอะ ไม่มีที่นั่ง น้องเขาก็ไม่ลุกไปไหน เราก็แบบเอ๊ะ... น้องเขาทำอะไร หนูเลยไปดู ทีนี้ก็เห็นน้องเขานั่งหลับ หนูก็ไม่ได้ว่าอะไร ปล่อยไปจนลูกค้าหมดร้านไป วันต่อมาน้องเขาก็มาอีก ลูกค้าในร้านก็เยอะอยู่ เขาก็เอาหนังสือมาอ่าน อุปกรณ์ก็ยังครบมือเหมือนเดิม จนลูกค้าหมด ตอนอยู่ที่โต๊ะเขาไม่ได้อ่านหนังสือแต่เล่นมือถือ พอไม่มีลูกค้าก็จะเหลือแค่หนู แล้วก็น้องลูกค้าคนนี้ 1 คน เขาก็เอาหนังสือไปอ่านในห้องน้ำ ทีนี้เราก็จับเวลาเลยว่าเขาเข้าไปกี่นาที ก็คือเขาเข้าไปประมาณครึ่งชั่วโมง อีกวันหนึ่งเขามาอีกเหมือนเดิม แต่ไม่สั่งขนมเลย ทั้งๆที่ร้านเราเน้นขายขนม แล้วเขาก็เอาขวดน้ำดื่มของตัวเองไปเติมน้ำที่ร้าน เพราะที่ร้านเราจะมีน้ำดื่มให้ทานฟรีเป็นแบบเหยือก เขาก็เอาขวดตัวเองไปเติมจนหมดเหยือก แต่หนูก็ไม่ได้ว่าอะไร และอีกวันหนึ่งน้องเขาก็มาอีก จนเราเดินเข้าไปถามน้องเขาว่า “น้องรับอะไรเพิ่มไหมคะ?” น้องก็มองหน้าเรามึนๆ แล้วก็บอกว่า “อ๋อ ไม่ครับ” เราก็บอกว่า “พอดีว่าเดี๋ยวมีลูกค้าจองโต๊ะเข้ามา พี่ขอรบกวนได้มั้ยคะ” น้องก็บอก “อ๋อ งั้นผมย้ายไปนั่งโต๊ะอื่นได้ไหม” ทั้งๆ ที่น้องก็ไม่เหลืออะไรทานแล้ว เขาสั่งแค่น้ำแก้วเดียวแต่เขาก็ยังนั่งอยู่ หนูก็เลยบอกเขาไปว่า “อ๋อ พอดีว่าเขามาเยอะอ่ะค่ะ” ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลาบ่าย 2 ครึ่ง น้องก็เลยบอกว่า “อ๋อเดี๋ยวบ่าย 3 ผมไปครับ” แล้วก็คือบ่าย 3 เป๊ะน้องเขาก็ไปจริงๆ อีกวันหนึ่งเขาก็มาอีก พกขวดน้ำมาอีก ทีนี้เราก็เลยเดินไปเตือนเขาว่า “น้องครับ ขอรบกวนไม่เอาน้ำดื่มหรืออาหารข้างนอกเข้ามาทานที่ร้านได้มั้ยครับ” เขาก็แบบ “อ๋อ ครับ” แค่นี้ ก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไร หลังจากนั้นเขาก็ยังมาทุกวัน ๆ เหมือนเดิม แต่พฤติกรรมพกขวดน้ำมาก็เริ่มหายไป มีวันหนึ่งที่หนูก็ทักเขาว่า “อ๋อ น้องวันนี้เหมือนเดิมเนอะ” น้องเขาก็เหมือนไม่ได้อยากคุยกับเรา น้องก็บอก “อ๋อ ไม่ครับ” แล้วเปลี่ยนเป็นเมนูอื่นเลย หนูก็เข้าใจได้ว่า น้องเขาก็ไม่ได้อยากให้ใครรบกวนเขา หนูไม่ทราบว่าเขาโดดเรียนมามั้ย หรืออีกอย่างหนึ่งก็คือช่วงเด็กม.6 ใกล้สอบเข้ามหาลัยอาจจะเข้า-ออกโรงเรียนช่วงไหนก็ได้ บางทีน้องเอาของมาวางโต๊ะเต็ม ลูกค้าที่ไม่มีที่นั่งเขาก็กลับไป ซึ่งตรงนี้เราเสียโอกาส เสียลูกค้าที่เขาตั้งใจมากินขนม หนูอยากถามพี่ๆ ดีเจว่า จะจัดการกับลูกค้าประเภทนี้ยังไง?” ทางด้านดีเจทั้ง 3 ท่าน “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” ให้ความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่า ‘ให้ตั้งกฎเวลาว่าให้นั่งได้กี่ชั่วโมง 1 แก้ว ให้นั่งได้กี่ชั่วโมง หรือลองถามๆ เรื่องเรียนเขาหน่อยว่าไม่เข้าเรียนหรอ หรือมีเรื่องอะไรที่บ้าน เผื่อน้องเขามีปัญหา เราจะได้จัดการกับเขาอีกแบบหนึ่ง’ นอกจากนี้ “คุณโมโม่” ยังทิ้งท้ายถึงผู้ใช้บริการด้วยว่า “อยากให้เห็นใจผู้ประกอบการนิดนึง การใช้สถานที่หรืออะไรก็ตาม บางทีเราเอางานไปทำในที่ของเขา อยากให้เขาเห็นใจทางร้านด้วย เพราะบางทีทางร้านก็อึดอัดใจที่จะพูด เพราะกลัวจะเป็นดราม่า”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

อากง อาม่า ให้เราออกจากงานประจำมาเป็น CEO ดูแลธุรกิจกงสี เราต้องวางระบบใหม่ทั้งหมด ทั้งๆที่เราเป็นลูกคนกลาง พี่ชาย น้องชาย ไม่เห็นต้องมาทำอะไรแบบนี้เลย พี่ชาย กับ น้องชายเรา เอาเงินกงสีออกมาใช้ซื้อรถหรูไปใช้

01 ส.ค. 2025

อากง อาม่า ให้เราออกจากงานประจำมาเป็น CEO ดูแลธุรกิจกงสี เราต้องวางระบบใหม่ทั้งหมด ทั้งๆที่เราเป็นลูกคนกลาง พี่ชาย น้องชาย ไม่เห็นต้องมาทำอะไรแบบนี้เลย พี่ชาย กับ น้องชายเรา เอาเงินกงสีออกมาใช้ซื้อรถหรูไปใช้

อากง อาม่า ให้เราออกจากงานประจำมาเป็น CEO ดูแลธุรกิจกงสี เราต้องวางระบบใหม่ทั้งหมดทั้งๆที่เราเป็นลูกคนกลาง พี่ชาย น้องชาย ไม่เห็นต้องมาทำอะไรแบบนี้เลย พี่ชาย กับ น้องชายเราเอาเงินกงสีออกมาใช้ซื้อรถหรูไปใช้ หลายครั้งที่รู้สึกว่า ได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมน้อยใจกับสิ่งที่เจอมาก ล่าสุดเราไปช่วยอากงขายที่ดินได้แต่อากงกลับบอกว่าให้หารพี่น้องเท่าๆกันทุกคน “คุณสอง (นามสมมติ)” สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [30 ก.ค 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาเป็นลูกสาวคนกลางในครอบครัวเชื้อสายจีน ทำทุกอย่างมากกว่าลูกชายสุดท้ายได้ผลตอบรับไม่เท่ากัน โดย “คุณสอง (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วอาม่าหนูเสีย แต่ก่อนจะเสียได้มีการเรียกลูกหลานทุกคนกลับมารวมตัวกันแล้วประกาศว่าจะยกกิจการกงสีของบ้านที่ต่างจังหวัดให้กับหนู ทำให้หนูต้องลาออกจากงานประจำที่กรุงเทพเพื่อมาดูแลต่อ ตั้งแต่มาอยู่ก็รู้สึกว่าเหนื่อยจังเลย เรารู้ว่าอากงรักเราแต่มันดันเป็นความรักแบบ Tough Love ไม่ว่าจะทำอะไร ก็รู้สึกว่าดีไม่พอ อากงก็จะชอบพูดว่า “เนี่ย ทำไมยอดขายได้เท่านี้เอง ทำไมทำได้แค่นี้ มันไปไหนหมด!” ต้องบอกก่อนว่าตอนแรกที่มาทำมันเครียดมากเลย การเงินก็สะเปะสะปะไปหมด อากงมักจะคิดว่าหนูเอาเงินไปใช้คนเดียว พอหนูเริ่มเข้ามาเคลียร์ว่าเงินไหนใช้ในกงสี เงินไหนไว้ใช้จ่ายในบ้าน ก็ได้รู้ว่าไม่ใช่เราหนิที่ใช้เงิน เงินจากกงสีก็ถูกคนในบ้านดึงไปใช้เยอะมาก พี่ชายกับน้องชายก็ได้รถหรูไปคนละคัน ในขณะที่หนูยังต้องซื้อรถใช้เองอยู่เลย ก็เลยเริ่มมีความน้อยใจ เพราะหนูทั้งลาออกจากงาน ทั้งยอมห่างกับแฟน แต่ที่สำคัญที่บ้านก็ไม่ชอบให้คบกับแฟนคนนี้อีกเพราะเขามองว่าแฟนเรามีที่ติ พ่อแม่แยกทางกันแถมแม่ก็เสียแล้ว เขากลัวแต่งแล้วจะไม่มีญาติมา เขาอยากให้หนูไปแต่งกับกงสีชาวจีนด้วยกันมากกว่า ส่วนตัวด้านการทำงานไม่มีปัญหาเลยเพราะมันคล้ายกับงานประจำที่เคยทำมาแต่จะมีปัญหาจิตใจมากกว่าที่เขากดดันหนู แล้วเป็น Tough Love แบบคนจีนเลยจริง ๆ ทำอะไรก็ดีไม่พอ ล่าสุดหนูช่วยขายที่ดินให้จนได้ แต่อากงกลับบอกว่าให้หารเงินเท่ากันทุกคน ทั้ง ๆ ที่เราเป็นคนพาไป โดยเขาก็บอกอีกว่าหนูไม่ต้องเอาหรอก ได้จากเงินกงสีไปแล้ว แถมได้เยอะกว่าเพื่อนเลย แต่บางทีหนูก็รู้สึกว่าน้อยใจจัง หนูกับพี่น้องไม่ได้มีปัญหากันแค่เป็นความรู้สึกของคนที่ทำมากกว่าว่าเราควรได้มากกว่าหรือเปล่า หนูไม่รู้ว่าหนูคิดไปคนเดียวหรือเปล่าว่า หรือเพราะหนูเป็นลูกสาวคนเดียวแถมเป็นคนกลางด้วย พี่ชายรับราชการ น้องชายก็เล่นหุ้นออกงานสังคม อากงเลยบอกว่าอย่าไปยุ่งกับพี่น้องนะเพราะเขามีหน้ามีตาในสังคมแล้ว หนูก็เลยแอบรู้สึกว่าทำไมต้องเป็นหนูที่ต้องคอยเสียสละทุกอย่าง ต้องคอยดูแลคนในบ้านซึ่งก็มีแต่ผู้สูงอายุที่เอาใจยากมากเลย ตอนอยู่กรุงเทพต่างคนต่างใช้ชีวิตของตนเองไม่มีปัญหาเลย หนูอยู่กับแฟน คบกันมา 4 ปี จนมีการวางแผนแต่งงานกัน หนูรักแฟนคนนี้มาก แฟนก็น่ารักกับหนูมาก เขาพร้อมที่จะแต่งเข้าในบ้านหนูด้วย ขนาดเราเองยังอยากออก แต่เขาเต็มใจที่จะแต่งเข้าเพราะเห็นว่าหนูเหนื่อย ผู้ชายแบบนี้คือมันหาไม่ได้แล้ว หนูเคยพูดคุยกับพ่อแม่แล้วแต่ก็เหมือนไม่มีใครอยู่ข้างหนูเลย เขาก็ไม่ชอบแฟนหนู เวลาพาแฟนมาเจอเขาก็จะทำหน้าขรึม ๆ ไม่ยิ้ม ไม่ต้อนรับ อาม่าอากงเลยชอบแนะนำว่าบ้านนั้นดีมากเป็นเพื่อนในวงกันเอง อารมณ์อยากให้ดองกัน เขาคงคิดว่าถ้าได้แต่งงานกับคนที่รวยกว่าอาจจะสบายขึ้นก็ได้ หนูว่าการที่หนูเข้ามาทำในสิ่งที่รุ่นอากงอาม่าเขาไม่ทำ หนูเข้มงวดขึ้น ทุกคนก็คงจะคิดว่าเขาได้ผลประโยชน์น้อยลงด้วย หนูก็เลยอยากได้กำลังใจจากพี่ ๆ รวมถึงอยากได้ความคิดเห็นจากพี่ ๆ ว่าทำยังไงดีให้เรา compromise อยู่ได้ แล้วในอนาคตถ้าอยากแต่งงานกับคนนี้จะทำยังไงดี มีวิธีการไหม?’ เริ่มจาก “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ต้องขอส่งกำลังใจให้เพราะไม่ใช่แค่เราที่เจอปัญหาแบบนี้แน่ ๆ เวลาดูหนังมาแล้วรู้สึกตรงกับชีวิตตัวเองแปลว่าหนังก็เขียนมาจากเรื่องชีวิตจริงของเขาเหมือนกัน มันเป็นเรื่องที่คนไทยเชื้อสายจีนเจอกันหมดทุกแซ่ ทุกตระกูลอย่างไม่น่าเชื่อ คงต้องรอให้เกิดการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยไปก่อน ให้มันค่อย ๆ คลายความคิดและวัฒนธรรมนี้ไป ซึ่งมันกำลังเปลี่ยนแหละแต่เราดันมาเจอช่วงเปลี่ยนผ่านพอดี แต่ในเมื่อเกิดมาในครอบครัวนี้แล้ว แถมชีวิตตอนนี้เราเป็นคนเลือกเอง ก็คงทำได้แค่ต้องเข้าใจมัน เพราะฉะนั้นถ้ามันจำเป็นต้องอยู่ในเส้นทางที่เหนื่อยใจแบบนี้ก็แนะนำให้มีคนที่เราเลือกเองคอยอยู่ข้าง ๆ ให้เราได้พักบ้าง อย่างน้อยก็เป็นสิทธิ์อย่างหนึ่งของเราที่ต้องได้เลือกคู่ครองด้วยตัวเอง สุดท้ายแล้วคนที่เราเลือกไม่ได้ทำให้กิจการครอบครัวเสียหายหรืออาจจะดีขึ้นด้วยซ้ำ เราก็ควรจะพักผ่อนหัวใจบ้าง และการจะได้แต่งงานกับคนนี้ได้คงต้องใช้เวลาเพราะตลอดเวลาที่คบกับก็ไม่ได้ไปเจอกับที่บ้านบ่อย การเอาชนะใจคงต้องใช้เวลา เพราะจากที่เล่ามาก็ไม่น่าจะถึงขั้นสั่งให้เลิกแล้วจะคลุมถุงชนหรอก สักวันเขาจะรับเขยคนนี้ได้ มันก็อยู่ที่การกระทำของแฟนเราด้วย ถ้าไปแบบเรียบร้อย ใจเย็น เข้ากับผู้ใหญ่ได้ก็ไม่นานหรอก’ ต่อไป “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าจะ compromise ก็ต้องมองเรื่องนี้เป็นเรื่องดีให้ได้ ซึ่งเข้าใจว่ายากแต่ก็ต้องพยายาม พี่เชื่อว่าเราชินแล้วเพราะเราเติบโตมาในครอบครัวนี้ เพียงแค่ตอนนี้มันหนักเกินไปจนอยากหาที่ระบาย ถ้ารู้สึกว่าอันไหนไม่สมเหตุสมผลเรามีสิทธิ์พูดออกมาได้ เฮงซวยก็พูดออกมาได้ พี่ว่าเราต้องทำให้เขาเห็นว่าในเมื่อเลือกเรามาจัดการกงสีนี้แล้ว เขาต้องเคารพในสิ่งที่ตัวเราตัดสินใจ เพราะไม่งั้นให้เอาคนอื่นมาทำแทน พยายามมองในแง่ดีว่าการที่เขาเลือกเราแปลว่าเขาเห็นแล้วว่าเราทำได้ ถ้าให้พี่กับน้องมาทำคงไม่รอด ทำให้เขาเคารพเราให้ได้ แต่ไม่ใช่บ้าอำนาจ แค่ต้องอธิบายว่าที่เราทำคืออะไร เพื่ออะไร แต่ถ้าถึงจุดที่อธิบายแล้วไม่เข้าใจ ไม่มีใครฟัง ก็สามารถพูดออกไปได้ว่างั้นให้คนอื่นทำ ในเมื่อเราขึ้นมารับหน้าที่นี้แล้วก็อย่าให้คนอื่นมาแทรกแซงโดยไม่สนอะไร ส่วนเรื่องการแต่งงานคิดว่าก็ต้องใช้เวลาเพราะเรารู้อยู่แล้วว่าบ้านนี้มันไม่ง่ายมันต้องใช้ความสม่ำเสมอ ใช้เวลาในการพิสูจน์ อีกอย่างถ้าเราทำให้เขารู้สึกได้ว่าขาดเราไปไม่ได้ การต่อรองในอนาคตก็จะง่ายขึ้น เรื่องการเลือกคู่ครองก็จะง่ายขึ้นให้ทุกคนยอมรับว่านี่คือสิ่งที่เราเลือกแล้ว’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สิ่งที่พี่จะบอกคงเป็นตัวเลือกสุดท้ายเพราะคุณสองคงยังไม่กล้าทำคือเรียกทุกคนในบ้านมานั่งคุย ว่าให้เรามาอยู่ตรงนี้จะยื่นคำขาดว่าจะวางทุกอย่างให้เป็นระบบแล้วนะ คนทำงานจะต้องได้เงินมากกว่า ฉะนั้นใครอยากได้ค่าตอบแทนจากกงสีนี้ก็ต้องมาทำงานเพื่ออากงจะได้ไม่พูดกับเราว่ามีปัญหาเรื่องเงิน แต่ถ้าวางระบบแล้วอากงยังมีปัญหาเราก็เปิดแพลตฟอร์มให้ดังกว่าน้องชาย เพราะเขาบอกน้องมีหน้ามีตาในสังคมเราก็ทำคอนเทนต์เลย เรื่องงานจบแล้วก็คุยเรื่องต่อไปเลย ก็แนะนำแฟนให้ทุกคนรู้จักแล้วพูดว่า “เวลาเจอกันทุกครั้งช่วยรักษามารยาทด้วยคนนี้คือพ่อของลูก อันนี้ไม่ได้มาขอ แต่มาบอกให้รับทราบและทั้งหมดนี้ใครมีปัญหาเราจะขายกิจการแล้วก็แบ่งเงินเอาไปตั้งตัวด้วยกันทั้งหมด” พี่เชื่อว่าอากงมีปัญหาแน่ ๆ แต่ก็เน้นว่า “ไม่ได้มาขอ มาแจ้งให้ทราบ” ส่วนถ้าเป็นในชีวิตจริงที่น่าจะกล้าทำ พี่จะแนะนำว่าให้แต่งงานแล้วพาแฟนมาอยู่ด้วย ให้ช่วยทำงาน ให้ทำรายได้หรือทำสิ่งแปลกใหม่ที่บริษัทนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ให้เขารู้ว่าสิ่งนี้มาจากเราและแฟน แล้วอากงก็จะยอมรับเพราะบ้านไหน ๆ ก็หวงเรื่องเงินทั้งนั้น อำนาจอยู่ในมือแล้วหรือถ้าใครไม่โอเคกับแฟนคนนี้ก็เชิญย้ายออกได้เลย’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

จะทำยังไงกับน้องสาวอายุ 14 ดีคะ? น้องไม่ค่อยกลับบ้าน เปลี่ยนแฟนไม่ซ้ำหน้า อยู่บ้านเพื่อนจนครูที่โรงเรียนมาตามที่บ้าน คุณแม่ก็เอาน้องไม่อยู่ น้องบอกจะดีขึ้นถ้าซื้อมอไซค์ให้คัน ละแสน แม่ก็ซื้อให้ สรุป น้องก็เหมือนเดิม

18 พ.ย. 2024

จะทำยังไงกับน้องสาวอายุ 14 ดีคะ? น้องไม่ค่อยกลับบ้าน เปลี่ยนแฟนไม่ซ้ำหน้า อยู่บ้านเพื่อนจนครูที่โรงเรียนมาตามที่บ้าน คุณแม่ก็เอาน้องไม่อยู่ น้องบอกจะดีขึ้นถ้าซื้อมอไซค์ให้คัน ละแสน แม่ก็ซื้อให้ สรุป น้องก็เหมือนเดิม

จะทำยังไงกับน้องสาวอายุ 14 ดีคะ? น้องไม่ค่อยกลับบ้าน เปลี่ยนแฟนไม่ซ้ำหน้าอยู่บ้านเพื่อนจนครูที่โรงเรียนมาตามที่บ้าน คุณแม่ก็เอาน้องไม่อยู่ น้องบอกจะดีขึ้นถ้าซื้อมอไซค์ให้คันละแสน แม่ก็ซื้อให้ สรุป น้องก็เหมือนเดิม แล้วน้องเคยพูดกับแม่ว่า "หนูสวย หนูหาผัวรวยๆเลี้ยงได้" “คุณเค (นามสมมติ)” อายุ 27 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (13 พ.ย. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม – ดีเจเติ้ล – ดีเจอั๋น’ เกี่ยวกับปัญหาครอบครัว โดย “คุณเค (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ตอนนี้น้องสาวอยู่กำลังอยู่ในวัยอายุ 14-15 เป็นวัยที่เราก็รู้กันอยู่ว่าเขาก็กำลังโตเป็นสาว ปัญหาก็คือน้องตอนนี้เริ่มติดเพื่อนมาก ติดแฟนมากจนไม่เข้าบ้าน ไม่ไปเรียนหนังสือ ทางที่บ้านก็ไม่รู้จะพูดกับน้องยังไง เพราะตอนแรกคุณแม่ก็ถามว่าเราจะเอายังไงกันดี? ปล่อยให้ไปเที่ยวกับเพื่อนแม่ก็ไม่ว่า คือคุณแม่ก็ไม่อยากจะด่าน้องด้วย เหมือนแบบวัยนี้มันพูดแรงมากไม่ได้ พูดแรงปุ๊ปก็แบบยิ่งเตลิด อันนี้คือสิ่งที่คุณแม่บอกมา ซึ่งน้องก็ยังทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนตอนนี้ปัญหามันเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทางโรงเรียนก็เริ่มโทรมาบอกว่า “น้องไม่ไปโรงเรียนเลย อาทิตย์ที่ผ่านมาก็ไปแค่วันสองวันเอง” คุณแม่ก็ไม่กล้าบอกกับทางโรงเรียนเพราะว่าน้องก็มีพฤติกรรมบางอย่างที่เราแบบไม่ค่อยโอเคด้วย เช่น สมมติมาถึงบ้านก็มาด่าคุณครูให้เราฟังว่าคุณครูเป็นอย่างงั้นเป็นอย่างงี้ ทำให้เรารู้สึกว่าเอ๊ะ! การที่เราบอกกับคุณครูจะทำให้น้องยิ่งเกลียดการไปโรงเรียนอีกหรือเปล่า? เลยเลือกที่จะไม่บอกคุณครูให้ทราบ ทีนี้เราก็เลยคุยกันว่าเราจะทำยังไงดีให้น้องกลับมาบ้าน ก็เลยยื่นข้อเสนอไปว่าอยากได้อะไรลองร้องขอมา น้องก็เลยร้องขอเป็นมอเตอร์ไซค์ราคาเกือบแสน คุณแม่ก็ตัดสินใจซื้อให้เพราะอยากจะให้น้องกลับมาเลยลองซื้อให้ กลายเป็นว่าการที่ซื้อไปน้องยิ่งเตลิดไปอีก เพื่อนเขาก็แบบเป็นฟีลสก๊อย ไม่เรียนหนังสือ เราก็ไปตามหาที่บ้านเพื่อนของเขาบ้าง บ้านแฟนบ้าง แต่คือตอนนี้เขาเริ่มมีแนวคิดที่แบบเราไม่รู้จะแก้ไขยังไง เขาบอกกับเราว่า เรียนหนังสือไปปวดหัว มีผัวดีกว่า คือความคิดนี้มาจากไหน เราก็ไม่รู้แต่ว่าเขามีความรู้สึกว่าเขาแบบสวย รู้สึกว่าความสวยของเขาสามารถทำให้ชีวิตเขาดีได้แน่นอน เราก็เลยไม่รู้จะกู้เขายังไงแล้วตอนนี้ ส่วนเรื่องเงินก็ได้คุยกับคุณแม่ดูว่าถ้าสมมติเราลองไม่ให้เงินเขาดีไหม เขาจะได้กลับบ้าน พอไม่ให้เงินปุ๊ปเขาก็กลับมาบ้าน มาขนเสื้อผ้า ขนของไปขายหมด เอาเงินไปใช้ แล้วเขาก็บอกคุณแม่ว่า ไม่มีแม่ก็หาเงินเองได้ ถามว่าเขาเอาตัวรอดได้ไหม? ก็ได้ แต่หนูว่าคำว่าเอาตัวรอด คือ เขาต้องไม่มีปัญหามาให้เรา ตอนนี้ครูก็โทรมาแจ้งเราเรื่อย ๆ พอครูโทรคุยกับน้อง น้องก็บอกว่า ไม่เป็นไรหรอก แก้ ๆ เอาก็จบแล้ว เราก็แบบโอโห้ จากเมื่อก่อนเขาเป็นคนเรียนดีเลย แต่ไม่รู้เพราะอะไรจริง ๆ ให้เขาเกิดความคิดแบบนี้ทั้ง ๆ ที่ความจริงเขาเกิดมาโชคดีกว่าเรามาก พ่อก็ตามใจ แม่ก็ไม่ค่อยว่าอะไร กลับบ้านจากไปเที่ยว 4 ทุ่ม 5 ทุ่มทุกวัน คุณแม่ก็ไม่สามารถว่าได้เรื่องนี้ ตอนนี้เขาก็น่าจะไม่ฟังใครในครอบครัวแล้ว เพราะในความคิดเขา เพื่อนคนรอบข้างเขาที่ไม่ใช่ครอบครัวคือสำคัญที่สุดของเขาไปแล้วตอนนี้ ส่วนทางพ่อแม่แฟนน้อง ทางเราก็ไม่ได้รู้จักพ่อแม่แฟนน้องเป็นการส่วนตัว แทบไม่เคยเจอหน้ากับแฟนเขาเลย เพราะว่าเวลาเขาไปไหนมาไหนเขาชอบหลบหน้าเรา สิ่งที่เราเป็นห่วงคือเรื่องยาเสพติด เรื่องท้องด้วย เพราะเราก็พูดตามความจริง เพื่อนเขาในมุมมองเรารู้สึกว่ามันไม่นำพาไปในสิ่งที่ดี คือน้องดันพอใจกับชีวิตที่น้องเป็นอยู่ แต่มันจะไม่แย่เลยถ้าสมมติมันไม่เกิดในสภาวะที่คุณแม่ก็ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูคุณพ่อที่ติดเตียง แล้วยังจะมาซื้อรถให้น้องเป็นแสนเพื่อหวังให้น้องกลับบ้าน แต่ผลตรงกันข้ามไปหมดเลย ทุกวันนี้น้องกลับบ้านเดือนนึงนับได้เลยว่ากี่ครั้ง เขาบอกเขาไปนอนบ้านเพื่อนแต่ว่าเราไปตามเขาทีไร คือ ครอบครัวของเพื่อนเขาก็จะบอกว่าเอาลูกกลับไปเถอะ เพราะเขาเหมือนแอบมองว่าเหมือนจะเป็นแหล่งซ่องสุม เพราะเวลาเขานัดปาร์ตี้กันมันก็หลาย ๆ คน ไม่ไปเรียนหนังสือกัน ผู้ปกครองเขาก็เป็นห่วงกันว่าเอ๊ะจะพาไปปาร์ตี้เหล้ายากันหรือเปล่า แล้วไปอยู่บ้านแฟนก็ไม่รู้ว่าใครคนไหน เพราะน้องเปลี่ยนแฟนบ่อย ทำให้เราไม่รู้เลยว่าคนไหน ก็เลยอยากจะมาปรึกษาว่า เราควรจะแก้ปัญหานี้กันยังไงดี?’ เริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘สำหรับพี่ก็คือว่าคุยกับแม่ให้เรียบร้อยว่าเราต้องตัดท่อน้ำเลี้ยงเขา แล้วถ้าคุยกับแม่เรียบร้อยแล้ว เราเรียกเขามาคุยเลยว่าถ้าไม่เรียนพี่จะพาไปลาออกให้ เพราะตอนนี้มันคาราคาซังครูจะได้ไม่ต้องโทรมาตาม ให้เขารู้เลยว่าตอนนี้เราจะปล่อยเขาแล้ว แล้วก็ไปหางานทำเองนะ เพราะโตแล้วไม่อยากเรียนใช่ไหมงั้นก็ถือว่าโตแล้วรับผิดชอบตัวเองได้แล้วงั้นก็ออกไปทำงานนะ ตอนนี้เขาฟังคนข้างนอก เพื่อน เขารู้สึกว่าคนพวกนี้คือคนที่เข้าใจเขามาก ๆ ส่วนเรื่องแฟนย้ำน้องเลยว่าป้องกันเพราะถ้ามีลูกทำแทงค์อย่างเดียวเลยนะ ไม่มีใครเอาต้องคุยกัยเด็ดขาดนะ แล้วส่วนหนึ่งที่น้องเป็นแบบนี้เพราะแม่ตามใจแม่แก้ไขด้วย เริ่มทำวันนี้มันยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยแล้วปล่อยให้มันวินาศสันตโล’ ต่อมา “ดีเจอั้น” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘บางทีอาจจะต้องบอกสถานการณ์ของครอบครัวเราว่าตอนนี้เป็นยังไง ซึ่งก็อาจจะไม่ต้องพูดความจริงทั้งหมด อย่างเช่น แม่กำลังจะเกษียณตอนนี้เรามีเงินแค่นี้นะแม่ดูแล้วแม่ไม่สามารถที่จะซัพพอร์ตได้แล้ว คือผมจะไม่โทษคุณแม่ที่น้องเติบโตมาในบ้านที่คุณแม่ตามใจแบบทุกอย่างแบบขั้นสุดเลย แต่ว่าถึงที่สุดของที่สุดแล้วมันก็จะมีขอบเขตที่เราจำเป็นที่จะต้องทำเพื่อไม่ให้ความรักของเรามันเกินขอบเขตจนกลายเป็นความรักที่ไปทำลายเขา’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ขอเสริมหรืออาจจะต้องไปทางบ้านแฟนหน่อยไปให้รู้ไปให้เห็น แฟนคือใคร ที่อยู่ยังไง แฟนยังดีนู้นนี่นะ ไม่ใช่แบบไม่รู้อะไรเลย เป็นกำลังใจให้เคและคุณแม่นะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

รุ่นพี่ที่ทำงานมีครอบครัวแล้ว แต่เขากลับมาล่วงละเมิดทางเพศหนู เรื่องนี้ผ่านมา 1 ปีแล้ว หนูควรบอกภรรยาเขาดีไหม?

31 ก.ค. 2026

รุ่นพี่ที่ทำงานมีครอบครัวแล้ว แต่เขากลับมาล่วงละเมิดทางเพศหนู เรื่องนี้ผ่านมา 1 ปีแล้ว หนูควรบอกภรรยาเขาดีไหม?

รุ่นพี่ที่ทำงานมีครอบครัวแล้วแต่เขากลับมาคุกคามทางเพศหนูเรื่องนี้ผ่านมา 1 ปีแล้ว หนูควรบอกภรรยาเขาดีไหม? ‘คุณสกาย’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (29 กรกฏาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจอ้อม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเสนาหอย’ เกี่ยวกับเรื่องราวที่เธอถูกคุกคามทางเพศจากรุ่นพี่ที่ทำงาน จนกลายเป็นบาดแผลในใจ และยังคงลังเลว่าจะเปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับภรรยาของรุ่นพี่คนดังกล่าวหรือไม่ ‘คุณสกาย’ (นามสมมติ) อายุ 33 ปี โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เธอถูกคุกคามทางเพศจากรุ่นพี่ที่ทำงาน ซึ่งทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมงานและรู้จักกันมานานกว่า 12 ปี เธอเล่าว่า วันเกิดเหตุเป็นวันที่บริษัทจัดงานเลี้ยงสังสรรค์หลังได้รับโบนัส โดยพนักงานหลายคน รวมถึงรุ่นพี่เเละเเฟนของรุ่นพี่ ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับเธอ ได้ไปกินเลี้ยงร่วมกัน ในวันนั้น เพื่อน ๆ รวมถึงรุ่นพี่เเละเเฟนของเขา ดื่มแอลกอฮอล์จนมีอาการมึนเมา แต่ตัวเธอเองไม่ได้ดื่ม เมื่อเลิกงานเลี้ยง เธอจึงติดรถรุ่นพี่คนดังกล่าวกลับบ้าน โดยในช่วงแรกยังมีเพื่อนร่วมงานคนอื่นนั่งรถมาด้วย แต่ทุกคนพักอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงาน เหลือเพียงเธอที่บ้านอยู่ไกลที่สุด ระหว่างทางรุ่นพี่พูดกับเธอว่า “พี่อยากไปส่งแฟนพี่ก่อนได้ไหม แล้วไปส่งเราคนสุดท้าย” ซึ่งในตอนนั้นเธอไม่ได้รู้สึกผิดสังเกต เพราะที่ผ่านมาเคยนั่งรถกลับกับรุ่นพี่คนนี้หลายครั้ง หลังจากส่งทุกคน รวมถึงแฟนของรุ่นพี่เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเธอกับรุ่นพี่เพียง 2 คนในรถ ระหว่างขับรถมาส่งได้ประมาณครึ่งทาง รุ่นพี่ถามเธอว่า “สนุกมั้ย” เธอตอบกลับตามปกติว่า “สนุกดี” จากนั้นเขาขับรถไปจอดบริเวณใต้สะพานลอยแห่งหนึ่ง ก่อนจะบอกกับเธอว่าเขาชอบเธอมาก และชอบมานานแล้ว ทันใดนั้น เขาเอามือล้วงมาที่หน้าอกของเธอ เธอรีบดันมือของเขาออก พร้อมถามว่า “ทำไมพี่ถึงทำแบบนี้” เพราะสำหรับเธอ รุ่นพี่คนนี้เปรียบเสมือนเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน แต่หลังจากนั้นเขาก็ยังจับมือของเธอไปจับอวัยวะเพศของตัวเอง เธอจึงรีบดึงมือกลับทันทีหลังจากนั้นรุ่นพี่ก็ขับรถต่อเพื่อมาส่งเธอ แต่เมื่อใกล้ถึงซอยบ้าน เขากลับพูดกับเธอว่า “ขอไปนอนโรงแรมด้วยได้ไหม” เธอตอบกลับอย่างจริงจังว่า “ไม่ได้หรอก แล้วพี่ไม่คิดว่าหนูจะไปบอกแฟนพี่เหรอ ทำไมพี่ทำแบบนี้” แต่เขายังคงยืนยันคำเดิมว่าเขาชอบเธอ ชอบเธอมากในขณะนั้น เธอพยายามหยิบโทรศัพท์เพื่อโทรหาแฟนของเธอ แต่ด้วยความตกใจ หวาดกลัว และสับสน โทรศัพท์กลับหล่นลงไปบริเวณด้านหน้าคอนโซลรถ ทำให้หยิบไม่ทัน ขณะที่รุ่นพี่ยังคงพูดซ้ำว่า “ขอได้มั้ย พี่ขอได้มั้ย” จนเธอต้องขู่ว่าจะโทรบอกเรื่องทั้งหมดกับแฟนของเขา หลังจากนั้นรุ่นพี่จึงยอมขับรถมาส่งเธอที่หน้าบ้าน ซึ่งบังเอิญในคืนนั้นแฟนของเธอนั่งรออยู่หน้าบ้าน ทั้งที่ปกติไม่เคยมารอ เนื่องจากวันนั้นดึกเกือบเที่ยงคืน แฟนของเธอจึงถามว่า “อ้าว ทำไมวันนี้นั่งหน้า ปกติไม่เคย” เธอจึงโกหกไปว่าเพื่อนคนอื่นเมากันหมด อาเจียนกันหลายคน เธอจึงต้องนั่งหน้ารถมา ก่อนที่รุ่นพี่จะขับรถกลับไป วันรุ่งขึ้น เมื่อไปทำงาน รุ่นพี่คนดังกล่าวกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่พูดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน และไม่แม้แต่จะกล่าวคำขอโทษ เธอได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษารุ่นพี่อีกคนในที่ทำงาน แต่กลับได้รับคำตอบว่า “ไม่ต้องบอกมันหรอก เดี๋ยวมันเลิกกัน สงสารมัน” คำพูดดังกล่าวทำให้เธอรู้สึกเสียใจและน้อยใจ เพราะเธอเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่เขากลับเลือกสงสารผู้กระทำมากกว่า เธอยืนยันว่า แฟนของรุ่นพี่ที่คุกคามนั้นดีกับเธอมาโดยตลอด หลังจากเกิดเรื่องนี้ขึ้น เธอจึงเลลือกที่จะไม่บอกใคร และค่อย ๆ ตีตัวออกหากจากกลุ่ม ต่อมาเธอตัดสินใจลาออกจากที่ทำงาน โดยมีสาเหตุจากเรื่องงานประกอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ปัจจุบันเธอมีครอบครัว มีสามีและลูกแล้ว ขณะที่รุ่นพี่คนดังกล่าวก็แต่งงานแล้วเช่นกัน แต่ทุกครั้งที่เห็นข่าวเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศ หรือข่าวในลักษณะเดียวกัน เธอมักรู้สึกเหมือนมีบางอย่างสะกิดใจ รู้สึกอึดอัด และยังคงติดค้างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งที่เธออยากปรึกษาคือ หากวันนี้เธอตัดสินใจบอกความจริงกับภรรยาของรุ่นพี่คนดังกล่าว จะเป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่ เธอกังวลว่าหากบอกไป อาจทำให้ทั้งคู่ต้องเลิกรากัน อีกทั้งยังกังวลว่าจะถูกมองว่าเป็นฝ่ายไปอ่อยหรือเข้าหาฝ่ายชายก่อน ทั้งที่ความจริงแล้วเธอคือผู้ถูกกระทำ และเรื่องนี้ก็ยังคงเป็นบาดแผลในใจมาจนถึงทุกวันนี้ ในด้านของ ‘ดีเจเสนาหอย’ ได้ให้มุมมองว่า “พี่อ่ะรู้สึกเอ๊ะตั้งแต่ส่งแฟนเขาแล้วล่ะ ในฐานะผู้ชาย ถ้าเป็นพี่ พี่ต้องส่งน้องก่อนแฟนเรา ถ้าไม่ได้คิดอะไร แล้วสุดท้ายพอเขาไปส่งเรา แล้วพยายามบอกว่าชอบ คนเราชอบกันน่ะมันไม่ควรทำแบบนี้ แล้วก็สำหรับพี่คิดว่าถ้าบอกไป มันอาจจะเป็น Digital Footprint ที่มันลบไม่ได้ด้วย” ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำแนะนำว่า “พี่แบ่งเป็น 2 ก้อนนะ ก้อนแรกคือหนูจะไปบอกเพื่อนของหนูคนนี้ดีมั้ย เท่าที่ฟัง พี่รู้สึกว่าสกายอยากบอกเพื่อปลดปล่อยสิ่งที่อยู่ในใจ พี่เสียใจด้วยนะที่สกายต้องเจอเรื่องเฮงซวยจากผู้ชายหื่น ๆ คนนั้น ถ้าถามว่าบอกแล้วจะสบายใจขึ้นไหม สกายก็ต้องยอมรับความเสี่ยง เพราะเหตุการณ์มันผ่านมาปีกว่าแล้ว เพื่อนอาจสงสัยว่าทำไมเพิ่งมาพูดตอนนี้ อีกอย่างเราไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของเขาเป็นยังไง บางทีเขาอาจรู้นิสัยสามีอยู่แล้ว หรือถ้าโชคดี เขาอาจเชื่อเรา ด่าสามี หรือขอโทษเรา แต่ถ้าไม่เป็นแบบนั้น สกายก็ต้องยอมรับได้ ถ้าเขาคิดว่าเราโกหกหรือสร้างเรื่อง ถ้าสกายคิดว่าพูดแล้วตัวเองสบายใจ พี่ว่าพูดได้ แต่ก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมา เพราะเราไม่สามารถควบคุมได้ว่าหลังจากพูดแล้วเรื่องจะใหญ่โตหรือไม่ อาจไปถึงหูแฟนสกาย หรือทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมา ซึ่งทั้งหมดนี้สกายต้องคิดให้ดี อีกเรื่องที่พี่อยากเสนอ คือพี่มองว่าเหตุการณ์ที่สกายเจอมันรุนแรงและกระทบจิตใจผู้หญิงคนหนึ่งมาก พี่เลยสงสัยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจกลายเป็นปมในใจที่ทำให้สกายยังติดอยู่กับเรื่องนี้ พี่อยากให้สกายลองไปคุยกับนักจิตวิทยาหรือคุณหมอก่อน เพื่อได้ระบายและทำความเข้าใจกับความรู้สึกตัวเอง เพราะพี่กลัวว่าการตัดสินใจทำอะไรในวันนี้ อาจไม่ได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่อาจกลับมาทำร้ายสกายอีกครั้งก็ได้” ในฝั่งของ ‘ดีเจอ้อม’ ได้ให้มุมมองว่า “พี่ขอชื่นชมสกายนะคะว่า เหตุการณ์ในวันนั้นสกายเข้มแข็งมากที่ผ่านมันมาได้ ไม่ตกไปเป็นเหยื่อแบบที่เขาต้องการ ถึงแม้วันนี้จะยังมีความอึดอัด ค้างคาใจ และมีบาดแผลอยู่ในใจ พี่คิดว่าวันนั้นสกายโชคร้ายตรงที่เลือกเล่าให้คนที่ไม่ได้เข้าข้างเรา ถ้ามีใครสักคนรับฟังและเข้าใจ วันนี้สกายอาจจะไม่รู้สึกแย่แบบนี้ก็ได้ แต่พี่อยากให้สกายไม่ต้องสงสัยว่าเขาจะเชื่อเราหรือไม่ เพราะความจริงมันเกิดขึ้นแล้ว เรารู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเรา ถ้าจะเลือกพูด เราแค่เคารพตัวเองแล้วพูด แต่จะเกิดอะไรขึ้นเราเดาไม่ได้ ถ้าไหวก็พูด แต่ถ้ายังไม่ไหวก็ไม่จำเป็นต้องรีบ เพราะเราไม่สามารถบังคับให้ใครเชื่อเราได้ ถ้าทุกครั้งที่เห็นข่าวแล้วใจยังกระเพื่อม พี่ก็แนะนำให้ลองคุยกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ เพื่อช่วยเยียวยาบาดแผลในใจ พี่อ้อมเชื่อว่า ถ้าเราจะตัดสินใจพูดเรื่องอะไรสักอย่าง เราไม่จำเป็นต้องรีบ แต่ต้องชัดเจนกับตัวเองก่อนว่าเราพูดเพื่ออะไร เพราะถ้าเราพูดเพื่อให้คนอื่นเชื่อ เราบังคับเขาไม่ได้ และถ้าเขาไม่เชื่อ เราอาจจะเจ็บซ้ำอีก” รายการพุธทอล์คพุธโทร ขอเป็นกำลังใจให้คุณสกายสามารถก้าวผ่านความเจ็บปวดที่กำลังเจอไปได้ จะช้าหรือจะเร็ว เราหวังว่าคุณสกายจะเข้มแข็งขึ้น และไม่ว่าคุณสกายจะเลือกทางไหน ก็ขอให้ทุกการตัดสินใจส่งผลดีกับคุณสกายนะคะเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-