สามีนอกใจไปมีมือที่สาม
เขาไล่หนูกับลูกออกจากบ้าน
และเขาก็อยู่ด้วยกันกับชู้อย่างมีความสุข
ทิ้งหนูให้เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว
ความโกรธแค้นนี้ทำให้หนูเกลียดขี้หน้าเขา
จนไม่สามารถเผชิญหน้าเพื่อไปหย่ากับเขาได้
‘คุณเอ็มมี่’ (นามสมมติ) อายุ 44 ปี เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (28 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาแชร์เรื่องราวกับ ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล – ดีเจเกลือ’ และ ‘หมอท้อป - นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เกี่ยวกับเรื่องที่สามีนอกใจไปมีมือที่สาม และได้ไล่เธอออกจากบ้านมาเช่าห้องอยู่กับลูก ทิ้งให้เธอเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว แล้วเลือกอยู่อย่างสุขสบายในบ้านหลังเดิมกับมือที่สาม
‘คุณเอ็มมี่’ ได้เล่าว่า เธอกับสามีเริ่มคบกันตั้งแต่ปี 2559 จนปี 2565 สามีก็ได้นอกใจและไปมีมือที่สาม แต่เขาก็ไม่ตัดสินใจเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คุณเอ็มมี่จึงเลือกที่จะยังอยู่ในความสัมพันธ์นั้น เพราะไม่อยากให้ลูกทั้งสองมีปมเกี่ยวกับครอบครัว
เมื่อต้องทนกับความสัมพันธ์ที่เจ็บปวด คุณเอ็มมี่จึงได้โทรไปหามือที่สามเพื่อที่จะเคลียร์เรื่องทั้งหมด แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรออกไป เมื่อสาวคนนั้นกดรับสายโทรศัพท์ คุณเอ็มมี่ก็ได้กดวางสายทันที หลังจากนั้นสามีก็ได้โทรมาต่อว่าและไล่คุณเอ็มมี่ออกจากบ้าน ตัวของคุณเอ็มมี่จึงได้ย้ายออกมาเช่าห้องอยู่กับลูกอีก 2 คน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นในปี 2567 ที่ผ่านมา คุณเอ็มมี่กลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างเต็มตัว เนื่องจากสามีของเธอนั้นไม่ได้ช่วยในการเลี้ยงดูลูก ทั้งค่าเรียน ค่าของใช้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของลูก คุณเอ็มมี่ล้วนเป็นคนทำงานหามาจ่ายเองทั้งสิ้น ส่วนสามีจะมีแวะมาหาลูกบ้าง ชั่วโมงหนึ่ง หรือครึ่งชั่วโมง แต่ไม่ได้ทำหน้าที่พ่ออย่างที่ควร เวลามาหาลูกยังชอบให้ลูกคุยโทรศัพท์กับมือที่สามอีกด้วย
อีกทั้งคุณเอ็มมี่ยังได้บอกเกี่ยวกับความรู้สึกเพิ่มเติมว่า เธอนั้นต้องการหย่ากับสามี ซึ่งฝ่ายสามีก็คิดเช่นกันเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างต้องการหย่า และจบความสัมพันธ์ที่คาราคาซังนี้ แต่คุณเอ็มมี่ก็ได้บอกว่า อีกใจหนึ่งเธอก็โกรธแค้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น เธอมีความคิดที่ไม่อยากหย่า เพื่อที่จะให้มือที่สามยังคงตำแหน่งมือที่สามต่อไป และที่เธอคิดทำแบบนี้ก็เพื่อจะแก้แค้นในสิ่งที่เธอเจอมา ทั้งที่เธอก็รู้ว่าการอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้มันจะ Toxic กับชีวิตก็ตาม
สุดท้ายคุณเอ็มมี่ได้ขอคำปรึกษากับเหล่าดีเจและคุณหมอท้อปว่า ตัวของเธอนั้นไม่สามารถกลับไปเผชิญหน้าเพื่อจะทำการหย่าร้างกับสามีได้ และที่โทรมาในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร ในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการทราบว่า ตัวเธอนั้นควรทำอย่างไรต่อไปเพื่อที่จะให้ตัวเองกล้าไปเผชิญหน้ากับสามีที่ตนเกลียดเข้าไส้ เพื่อดำเนินการทำการหย่าร้างตามกฎหมายให้ความสัมพันธ์นี้จบลง อีกทั้งยังเธอควรจะทำอย่างไร กับการที่ยังมีความรู้สึกที่อยากจะแก้แค้นมือที่สามอยู่

หลังจากฟังเรื่องราวของคุณเอ็มมี่จบ เหล่าดีเจและคุณหมอท้อปก็ได้เริ่มให้คำปรึกษาคุณเอ็มมี่ด้วยความเห็นใจ โดยเริ่มจาก ‘ดีเจเกลือ’ ที่ได้กล่าวว่า “คิดว่าหน้าที่การเลี้ยงดูลูกเป็นเรื่องของทั้งพ่อและแม่ ไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่งที่ต้องแบกรับภาระไว้ฝ่ายเดียว คุณเอ็มมี่สามารถฟ้องหย่า และฟ้องค่าเสียเวลาได้ ส่วนเรื่องลูกก็ไม่ต้องกลัวว่าลูกสามารถอยู่กับเราได้มั้ย เพราะศาลน่าจะเห็นเหตุผลชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนในเรื่องของการหย่า ถ้าคิดว่าการต้องไปเผชิญหน้ากับเขานั้นมันไม่ไหวจริง ๆ ก็ขอให้คิดถึงลูกเป็นหลัก นึกถึงหน้าลูกไว้เยอะ ๆ ว่าการไปเจอหน้ากันครั้งนี้เพื่อให้ลูกไม่ต้องเจอกับความ Toxic ต่อไป”
นอกจากนี้ ‘ดีเจเกลือ’ ยังยกเคสกรณีของตนที่เคยผ่านประสบการณ์การหย่าร้างมาแล้วว่า “อย่างคู่ผมก็มีปัญหานี้เหมือนกัน ยอมรับว่าเราอยู่ร่วมกันไม่ได้ แล้วเราก็ทะเลาะกัน แต่สิ่งเดียวที่ทำให้เราใจเย็นได้ก็คือลูกนี่แหละ และเราทั้งคู่จะไม่ให้ลูกเห็นเวลาทะเลาะกันเลย ช่วงไหนที่เรารู้สึกว่าเราเจอกันไม่ได้เราก็จะห่าง ๆ กัน แล้วจะหาเหตุผลไปบอกกับลูกว่า ‘โอเคบางครั้งความรักมันแปรเปลี่ยนได้ พ่อแม่ยังเป็นเพื่อนกันได้ อาจจะไม่ใช่แฟนกันแล้ว แต่ก็ยังเป็นพ่อแม่ของลูกเสมอ’ ใด ๆ คือให้คิดถึงลูกไว้ ผมว่ามันจะเป็นพลังให้เราสามารถเผชิญหน้ากับสามีได้ คิดว่าทำเพื่อลูกครับ”
ต่อมา ‘ดีเจต้นหอม’ ได้กล่าวว่า “เก็บหลักฐานว่าเขามีชู้ เก็บหลักฐานว่าเขาอยู่ด้วยกัน ใช้ชีวิตด้วยกัน เอาให้เห็นเลยว่าเขานอกใจเราจริง ๆ ในขณะที่เรายังถือทะเบียนสมรสอยู่ แล้วเราก็ไปทำเรื่องฟ้องสามี เรียกค่าเลี้ยงดู ฟ้องชู้เพราะทำผิดกฎหมาย ใช้วิธีการฟ้องหย่ากันเพื่อเอาเงินมาเลี้ยงดูลูก และทุก ๆ การเจอกันก็อยากให้คิดไว้ว่า ทำเพื่อลูก และแม่จะจบสิ่งนี้เพื่อลูก”

มาที่ด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้กล่าวต่อว่า “คือจริง ๆ เห็นด้วยกับพี่เกลือ กับพี่หอม ว่าอยากให้ฟ้องหย่า เพราะว่าสิ่งที่เขาทำกับคุณเอ็มมี่คือเขาไม่มีความรับผิดชอบ เขาควรต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เขาสร้างมากับเรา นั่นก็คือลูก เขาไม่ควรปัดปัญหาแบบนี้ แต่ในกรณีที่คุณเอ็มมี่ไม่อยากวุ่นวาย อันนี้พี่เสิร์จใน Google นะ เหมือนมันจะมีวิธีการที่สามารถหย่ากันได้โดยเราไม่ต้องไปเจอเขา โดยการจดทะเบียนหย่าต่างสำนักทะเบียน เพียงแต่คุณเอ็มมี่ต้องตกลงกับเขาว่าเราจะหย่ากันแต่โดยดี และก็เรื่องทรัพย์สิน เรื่องต่าง ๆ พี่ว่าสามารถลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้นะ แต่ถ้าสุดท้ายในกระบวนการมันยังต้องไปเจอกันอีก ก็นึกในแบบที่พี่เกลือบอกแหละว่าเราไปเจอเขาเพื่อหลังจากนี้ไม่ต้องเจออีก และเพื่อให้ทำลูกสบายใจด้วย มันจะได้จบปัญหานี้สักที พี่เข้าใจความรู้สึกของคุณเอ็มมี่ว่าเกลียดมากจนไม่อยากเจอหน้า แต่คุณเอ็มมี่จะหนีไปทั้งชีวิตไม่ได้ พี่ว่าลองกลั้นใจไปเผชิญหน้ากับเขาเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อจบเรื่องและปัญหาทั้งหมด พี่ว่าผลลัพธ์มันก็อาจจะคุ้มค่าพอที่เราจะต้องไปเจอหน้าคน ๆ นี้อีก”

สุดท้ายคือการให้คำปรึกษาจาก ‘คุณหมอท้อป’ ว่า “อย่างแรกคือเราก็ไม่รู้ว่า การที่เราปล่อยเขาเป็นมือที่อยู่สามอยู่แบบนี้ เขาจะรู้สึกทรมานใจหรือป่าว เพราะตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ก็ไม่เห็นจะดูทรมานเลย เราอาจจะไม่ได้สิ่งที่เราคิดว่าได้ก็ได้ แต่ว่าอย่างแรกเลย การที่เรารู้สึกแย่มันคือความรู้สึกของคนปกติ อยากให้ยอมรับก่อนว่า เราโกรธก็คือโกรธ ความรู้สึกมันเยอะแยะไปหมด ซึ่งเท่าที่ฟังจากคุณเอ็มมี่มา จะไม่โกรธก็แปลก เพราะงั้นเราเป็นคนปกติ เราโกรธได้ แต่ปัญหาหลังจากที่เราโกรธ เรารู้ว่าอารมณ์เราเป็นยังไง แล้วเราจะทำยังไงต่อ เพราะถ้าเกิดเราไม่ตั้งสติขึ้นมาเราจะเกิดความงงว่าแล้วฉันควรจะไปทางไหนต่อดี”
ซึ่งคุณหมอท้อป ก็ได้กล่าวให้ฟังเพิ่มเติมว่าในกรณีนี้ในพาร์ทของสามีภรรยากับพาร์ทของลูกนั้นต่างกัน โดยกล่าวว่า “ถ้าเกิดพูดถึงเรื่องสามีภรรยา ให้เราทบทวนความคิดตัวเองก่อน ว่าเราอยากจะหย่าจริงมั้ย เพราะพอเมื่อกี้เริ่มคุย ๆ กันไปสักพักเริ่มมีคำพูดแล้วว่า อาจจะไม่ได้อยากหย่า แต่คำถามคือถ้าไม่หย่าแล้วจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ กรณีที่ต้องอยู่ไปแบบนี้ มันโอเคต่อตัวเรา และลูกจริง ๆ หรอ ซึ่งถ้าเขาไม่ได้รู้สึกว่าเขาผิด เขาก็จะอยู่แบบมีความสุขเหมือนเดิม หรือเขาอาจจะรู้ว่าผิด แต่เขาไม่ได้แคร์ก็ได้ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคืออย่าไปคิดแทนเขา และการที่ปล่อยเขาเป็นมือที่สามต่อไป เขาอาจจะไม่สะทกสะท้านอะไรก็ได้เลยก็ได้ ถ้าสะทกสะท้านเขาคงไม่เลือกทางนี้แต่แรกอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดว่าเราอยากจะตัดปัญหานี้ให้จบ เราก็ต้องดูว่ามันมีวิธีไหนบ้าง หลาย ๆ คนก็เลือกให้กฎหมายช่วย หรืออาจจะให้บุคคลอื่นมาช่วยไกล่เกลี่ย ว่าจะแบ่งหน้าที่ของสามีภรรยากันยังไง”

และคุณหมอท้อปก็ได้พูดต่อในพาร์ทของลูกว่า “ในส่วนของลูกจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย หมอรู้ว่าเราพยายามจะเป็นแม่ที่ดี การที่เราอยากเป็นแม่ที่ดีคือการเอาลูกมาใส่ใจ แต่ตอนนี้จะแอบสับสนมั้ยว่า การเป็นแม่ที่ดี กับการที่เอาลูกมาเป็นตัวประกัน หรือเอาลูกมามีส่วนร่วมในสนามรบด้วย มันค่อนข้างลำบาก ตัวประกันในที่นี้เราอาจจะไม่ได้ตั้งใจจะให้เขามาเป็น แต่หมายถึง คือการดึงลูกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยซึ่งอาจจะอันตราย เพราะว่าไม่แน่ใจว่าอันไหนจะแย่กว่ากัน ระหว่างลูกต้องนั่งฟังว่าเมื่อไหร่แม่จะหย่ากับพ่อ กับลูกต้องเห็นแม่มานั่งทรมาน โกรธแค้นใจจนเขาโต มันก็อาจจะเป็นปมปัญหานึงในชีวิตของลูกได้
หมอว่าสามีรักเราป่าว เราไม่รู้ แต่ลูกรักเราแน่นอน เราทำให้คนที่เขารักเราและเรารักเขาดีกว่ามั้ย ถ้าเราข้ามผ่านเรื่องเลวร้ายแบบนี้ไปได้ สักวันที่ลูกโตขึ้น ลูกจะเห็นแม่เป็นตัวอย่างที่ดี ที่ถึงแม้ว่าแม่จะเจอเรื่องที่แย่มาขนาดนี้ แต่แม่ยังดูแลเขา ยังเข้มแข็ง และยังคงเป็นแม่ที่ดีได้ต่อไป เมื่อถึงวันนั้นเขาก็จะเห็นเอง ว่าใครคือคนที่รักและทุ่มเทให้กับเขามาโดยตลอด”
เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง
มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION
รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin