สามีนอกใจไปมีมือที่สาม เขาไล่หนูกับลูกออกจากบ้าน และเขาก็อยู่ด้วยกันกับชู้อย่างมีความสุข ทิ้งหนูให้เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ความโกรธแค้นนี้ทำให้หนูเกลียดขี้หน้าเขา จนไม่สามารถเผชิญหน้าเพื่อไปหย่ากับเขาได้

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

สามีนอกใจไปมีมือที่สาม เขาไล่หนูกับลูกออกจากบ้าน และเขาก็อยู่ด้วยกันกับชู้อย่างมีความสุข ทิ้งหนูให้เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ความโกรธแค้นนี้ทำให้หนูเกลียดขี้หน้าเขา จนไม่สามารถเผชิญหน้าเพื่อไปหย่ากับเขาได้

30 ม.ค. 2026

สามีนอกใจไปมีมือที่สาม

เขาไล่หนูกับลูกออกจากบ้าน

และเขาก็อยู่ด้วยกันกับชู้อย่างมีความสุข

ทิ้งหนูให้เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

ความโกรธแค้นนี้ทำให้หนูเกลียดขี้หน้าเขา

จนไม่สามารถเผชิญหน้าเพื่อไปหย่ากับเขาได้

       ‘คุณเอ็มมี่’ (นามสมมติ) อายุ 44 ปี เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (28 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาแชร์เรื่องราวกับ ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล – ดีเจเกลือ’ และ ‘หมอท้อป - นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เกี่ยวกับเรื่องที่สามีนอกใจไปมีมือที่สาม และได้ไล่เธอออกจากบ้านมาเช่าห้องอยู่กับลูก ทิ้งให้เธอเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว แล้วเลือกอยู่อย่างสุขสบายในบ้านหลังเดิมกับมือที่สาม

       ‘คุณเอ็มมี่’ ได้เล่าว่า เธอกับสามีเริ่มคบกันตั้งแต่ปี 2559 จนปี 2565 สามีก็ได้นอกใจและไปมีมือที่สาม แต่เขาก็ไม่ตัดสินใจเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คุณเอ็มมี่จึงเลือกที่จะยังอยู่ในความสัมพันธ์นั้น เพราะไม่อยากให้ลูกทั้งสองมีปมเกี่ยวกับครอบครัว

       เมื่อต้องทนกับความสัมพันธ์ที่เจ็บปวด คุณเอ็มมี่จึงได้โทรไปหามือที่สามเพื่อที่จะเคลียร์เรื่องทั้งหมด แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรออกไป เมื่อสาวคนนั้นกดรับสายโทรศัพท์ คุณเอ็มมี่ก็ได้กดวางสายทันที หลังจากนั้นสามีก็ได้โทรมาต่อว่าและไล่คุณเอ็มมี่ออกจากบ้าน ตัวของคุณเอ็มมี่จึงได้ย้ายออกมาเช่าห้องอยู่กับลูกอีก 2 คน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นในปี 2567 ที่ผ่านมา คุณเอ็มมี่กลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างเต็มตัว เนื่องจากสามีของเธอนั้นไม่ได้ช่วยในการเลี้ยงดูลูก ทั้งค่าเรียน ค่าของใช้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของลูก คุณเอ็มมี่ล้วนเป็นคนทำงานหามาจ่ายเองทั้งสิ้น ส่วนสามีจะมีแวะมาหาลูกบ้าง ชั่วโมงหนึ่ง หรือครึ่งชั่วโมง แต่ไม่ได้ทำหน้าที่พ่ออย่างที่ควร เวลามาหาลูกยังชอบให้ลูกคุยโทรศัพท์กับมือที่สามอีกด้วย

       อีกทั้งคุณเอ็มมี่ยังได้บอกเกี่ยวกับความรู้สึกเพิ่มเติมว่า เธอนั้นต้องการหย่ากับสามี ซึ่งฝ่ายสามีก็คิดเช่นกันเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างต้องการหย่า และจบความสัมพันธ์ที่คาราคาซังนี้ แต่คุณเอ็มมี่ก็ได้บอกว่า อีกใจหนึ่งเธอก็โกรธแค้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น เธอมีความคิดที่ไม่อยากหย่า เพื่อที่จะให้มือที่สามยังคงตำแหน่งมือที่สามต่อไป และที่เธอคิดทำแบบนี้ก็เพื่อจะแก้แค้นในสิ่งที่เธอเจอมา ทั้งที่เธอก็รู้ว่าการอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้มันจะ Toxic กับชีวิตก็ตาม

       สุดท้ายคุณเอ็มมี่ได้ขอคำปรึกษากับเหล่าดีเจและคุณหมอท้อปว่า ตัวของเธอนั้นไม่สามารถกลับไปเผชิญหน้าเพื่อจะทำการหย่าร้างกับสามีได้ และที่โทรมาในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร ในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการทราบว่า ตัวเธอนั้นควรทำอย่างไรต่อไปเพื่อที่จะให้ตัวเองกล้าไปเผชิญหน้ากับสามีที่ตนเกลียดเข้าไส้ เพื่อดำเนินการทำการหย่าร้างตามกฎหมายให้ความสัมพันธ์นี้จบลง อีกทั้งยังเธอควรจะทำอย่างไร กับการที่ยังมีความรู้สึกที่อยากจะแก้แค้นมือที่สามอยู่

       หลังจากฟังเรื่องราวของคุณเอ็มมี่จบ เหล่าดีเจและคุณหมอท้อปก็ได้เริ่มให้คำปรึกษาคุณเอ็มมี่ด้วยความเห็นใจ โดยเริ่มจาก ‘ดีเจเกลือ’ ที่ได้กล่าวว่า “คิดว่าหน้าที่การเลี้ยงดูลูกเป็นเรื่องของทั้งพ่อและแม่ ไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่งที่ต้องแบกรับภาระไว้ฝ่ายเดียว คุณเอ็มมี่สามารถฟ้องหย่า และฟ้องค่าเสียเวลาได้ ส่วนเรื่องลูกก็ไม่ต้องกลัวว่าลูกสามารถอยู่กับเราได้มั้ย เพราะศาลน่าจะเห็นเหตุผลชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนในเรื่องของการหย่า ถ้าคิดว่าการต้องไปเผชิญหน้ากับเขานั้นมันไม่ไหวจริง ๆ ก็ขอให้คิดถึงลูกเป็นหลัก นึกถึงหน้าลูกไว้เยอะ ๆ ว่าการไปเจอหน้ากันครั้งนี้เพื่อให้ลูกไม่ต้องเจอกับความ Toxic ต่อไป”

       นอกจากนี้ ‘ดีเจเกลือ’ ยังยกเคสกรณีของตนที่เคยผ่านประสบการณ์การหย่าร้างมาแล้วว่า “อย่างคู่ผมก็มีปัญหานี้เหมือนกัน ยอมรับว่าเราอยู่ร่วมกันไม่ได้ แล้วเราก็ทะเลาะกัน แต่สิ่งเดียวที่ทำให้เราใจเย็นได้ก็คือลูกนี่แหละ และเราทั้งคู่จะไม่ให้ลูกเห็นเวลาทะเลาะกันเลย ช่วงไหนที่เรารู้สึกว่าเราเจอกันไม่ได้เราก็จะห่าง ๆ กัน แล้วจะหาเหตุผลไปบอกกับลูกว่า ‘โอเคบางครั้งความรักมันแปรเปลี่ยนได้ พ่อแม่ยังเป็นเพื่อนกันได้ อาจจะไม่ใช่แฟนกันแล้ว แต่ก็ยังเป็นพ่อแม่ของลูกเสมอ’ ใด ๆ คือให้คิดถึงลูกไว้ ผมว่ามันจะเป็นพลังให้เราสามารถเผชิญหน้ากับสามีได้ คิดว่าทำเพื่อลูกครับ”

       ต่อมา ‘ดีเจต้นหอม’ ได้กล่าวว่า “เก็บหลักฐานว่าเขามีชู้ เก็บหลักฐานว่าเขาอยู่ด้วยกัน ใช้ชีวิตด้วยกัน เอาให้เห็นเลยว่าเขานอกใจเราจริง ๆ ในขณะที่เรายังถือทะเบียนสมรสอยู่ แล้วเราก็ไปทำเรื่องฟ้องสามี เรียกค่าเลี้ยงดู ฟ้องชู้เพราะทำผิดกฎหมาย ใช้วิธีการฟ้องหย่ากันเพื่อเอาเงินมาเลี้ยงดูลูก และทุก ๆ การเจอกันก็อยากให้คิดไว้ว่า ทำเพื่อลูก และแม่จะจบสิ่งนี้เพื่อลูก”

       มาที่ด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้กล่าวต่อว่า “คือจริง ๆ เห็นด้วยกับพี่เกลือ กับพี่หอม ว่าอยากให้ฟ้องหย่า  เพราะว่าสิ่งที่เขาทำกับคุณเอ็มมี่คือเขาไม่มีความรับผิดชอบ เขาควรต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เขาสร้างมากับเรา นั่นก็คือลูก เขาไม่ควรปัดปัญหาแบบนี้ แต่ในกรณีที่คุณเอ็มมี่ไม่อยากวุ่นวาย อันนี้พี่เสิร์จใน Google นะ เหมือนมันจะมีวิธีการที่สามารถหย่ากันได้โดยเราไม่ต้องไปเจอเขา โดยการจดทะเบียนหย่าต่างสำนักทะเบียน เพียงแต่คุณเอ็มมี่ต้องตกลงกับเขาว่าเราจะหย่ากันแต่โดยดี และก็เรื่องทรัพย์สิน เรื่องต่าง ๆ พี่ว่าสามารถลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้นะ แต่ถ้าสุดท้ายในกระบวนการมันยังต้องไปเจอกันอีก ก็นึกในแบบที่พี่เกลือบอกแหละว่าเราไปเจอเขาเพื่อหลังจากนี้ไม่ต้องเจออีก และเพื่อให้ทำลูกสบายใจด้วย มันจะได้จบปัญหานี้สักที พี่เข้าใจความรู้สึกของคุณเอ็มมี่ว่าเกลียดมากจนไม่อยากเจอหน้า แต่คุณเอ็มมี่จะหนีไปทั้งชีวิตไม่ได้ พี่ว่าลองกลั้นใจไปเผชิญหน้ากับเขาเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อจบเรื่องและปัญหาทั้งหมด พี่ว่าผลลัพธ์มันก็อาจจะคุ้มค่าพอที่เราจะต้องไปเจอหน้าคน ๆ นี้อีก”

       สุดท้ายคือการให้คำปรึกษาจาก ‘คุณหมอท้อป’ ว่า “อย่างแรกคือเราก็ไม่รู้ว่า การที่เราปล่อยเขาเป็นมือที่อยู่สามอยู่แบบนี้ เขาจะรู้สึกทรมานใจหรือป่าว เพราะตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ก็ไม่เห็นจะดูทรมานเลย เราอาจจะไม่ได้สิ่งที่เราคิดว่าได้ก็ได้ แต่ว่าอย่างแรกเลย การที่เรารู้สึกแย่มันคือความรู้สึกของคนปกติ อยากให้ยอมรับก่อนว่า เราโกรธก็คือโกรธ ความรู้สึกมันเยอะแยะไปหมด ซึ่งเท่าที่ฟังจากคุณเอ็มมี่มา จะไม่โกรธก็แปลก เพราะงั้นเราเป็นคนปกติ เราโกรธได้ แต่ปัญหาหลังจากที่เราโกรธ เรารู้ว่าอารมณ์เราเป็นยังไง แล้วเราจะทำยังไงต่อ เพราะถ้าเกิดเราไม่ตั้งสติขึ้นมาเราจะเกิดความงงว่าแล้วฉันควรจะไปทางไหนต่อดี”

       ซึ่งคุณหมอท้อป ก็ได้กล่าวให้ฟังเพิ่มเติมว่าในกรณีนี้ในพาร์ทของสามีภรรยากับพาร์ทของลูกนั้นต่างกัน โดยกล่าวว่า “ถ้าเกิดพูดถึงเรื่องสามีภรรยา ให้เราทบทวนความคิดตัวเองก่อน ว่าเราอยากจะหย่าจริงมั้ย เพราะพอเมื่อกี้เริ่มคุย ๆ กันไปสักพักเริ่มมีคำพูดแล้วว่า อาจจะไม่ได้อยากหย่า แต่คำถามคือถ้าไม่หย่าแล้วจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ กรณีที่ต้องอยู่ไปแบบนี้ มันโอเคต่อตัวเรา และลูกจริง ๆ หรอ ซึ่งถ้าเขาไม่ได้รู้สึกว่าเขาผิด เขาก็จะอยู่แบบมีความสุขเหมือนเดิม หรือเขาอาจจะรู้ว่าผิด แต่เขาไม่ได้แคร์ก็ได้ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคืออย่าไปคิดแทนเขา และการที่ปล่อยเขาเป็นมือที่สามต่อไป เขาอาจจะไม่สะทกสะท้านอะไรก็ได้เลยก็ได้ ถ้าสะทกสะท้านเขาคงไม่เลือกทางนี้แต่แรกอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดว่าเราอยากจะตัดปัญหานี้ให้จบ เราก็ต้องดูว่ามันมีวิธีไหนบ้าง หลาย ๆ คนก็เลือกให้กฎหมายช่วย หรืออาจจะให้บุคคลอื่นมาช่วยไกล่เกลี่ย ว่าจะแบ่งหน้าที่ของสามีภรรยากันยังไง”

       และคุณหมอท้อปก็ได้พูดต่อในพาร์ทของลูกว่า “ในส่วนของลูกจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย หมอรู้ว่าเราพยายามจะเป็นแม่ที่ดี การที่เราอยากเป็นแม่ที่ดีคือการเอาลูกมาใส่ใจ แต่ตอนนี้จะแอบสับสนมั้ยว่า การเป็นแม่ที่ดี กับการที่เอาลูกมาเป็นตัวประกัน หรือเอาลูกมามีส่วนร่วมในสนามรบด้วย มันค่อนข้างลำบาก ตัวประกันในที่นี้เราอาจจะไม่ได้ตั้งใจจะให้เขามาเป็น แต่หมายถึง คือการดึงลูกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยซึ่งอาจจะอันตราย เพราะว่าไม่แน่ใจว่าอันไหนจะแย่กว่ากัน ระหว่างลูกต้องนั่งฟังว่าเมื่อไหร่แม่จะหย่ากับพ่อ กับลูกต้องเห็นแม่มานั่งทรมาน โกรธแค้นใจจนเขาโต มันก็อาจจะเป็นปมปัญหานึงในชีวิตของลูกได้

       หมอว่าสามีรักเราป่าว เราไม่รู้ แต่ลูกรักเราแน่นอน เราทำให้คนที่เขารักเราและเรารักเขาดีกว่ามั้ย ถ้าเราข้ามผ่านเรื่องเลวร้ายแบบนี้ไปได้ สักวันที่ลูกโตขึ้น ลูกจะเห็นแม่เป็นตัวอย่างที่ดี ที่ถึงแม้ว่าแม่จะเจอเรื่องที่แย่มาขนาดนี้ แต่แม่ยังดูแลเขา ยังเข้มแข็ง และยังคงเป็นแม่ที่ดีได้ต่อไป เมื่อถึงวันนั้นเขาก็จะเห็นเอง ว่าใครคือคนที่รักและทุ่มเทให้กับเขามาโดยตลอด”

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

 มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

แปลกไหมคะ ถ้า "อดีตเมียน้อย" ที่แย่งสามีเรา จะกลายมาเป็น "เพื่อนสนิทเราในวันนี้" ตอนนี้เราทั้งคู่เลิกกับอดีตสามีไปแล้ว เขาทักมาเคลียร์ใจ ขอโทษ พอเจอกันบ่อยๆ รู้สึกสนิทกันจนเป็นเพื่อนสนิท แล้วเพื่อนเราที่เคยออกตัวสู้แทนเราในวันนั้นก็ไม่โอเคกับเราไปเลย

02 ธ.ค. 2024

แปลกไหมคะ ถ้า "อดีตเมียน้อย" ที่แย่งสามีเรา จะกลายมาเป็น "เพื่อนสนิทเราในวันนี้" ตอนนี้เราทั้งคู่เลิกกับอดีตสามีไปแล้ว เขาทักมาเคลียร์ใจ ขอโทษ พอเจอกันบ่อยๆ รู้สึกสนิทกันจนเป็นเพื่อนสนิท แล้วเพื่อนเราที่เคยออกตัวสู้แทนเราในวันนั้นก็ไม่โอเคกับเราไปเลย

“คุณแจน (นามสมมติ)” อายุ 35 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคือวันพุธที่ [27 พ.ย. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจอั๋น - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาเป็นเพื่อนสนิทกับเมียน้อยของสามีเก่า โดย “คุณแจน (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ต้องขอเท้าความก่อนว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แจนแต่งงานมีสามี ซึ่งแต่งงานได้เพียง 1 ปี ก็จับได้ว่าสามีมีเมียน้อย ก็คือ...ผู้หญิงคนนี้ ขอให้นามสมมติผู้หญิงคนนี้คือ ‘คุณเอ’ ตอนนั้นพอจับได้ก็ทะเลาะกัน ด่ากันฉ่ำ ทั้งเพื่อนของแจนเอง ทะเลาะกันหนักพอสมควร ก่อนที่จะแยกย้ายกันออกมา ทีนี้ผ่านเวลาไปเราก็หย่ากันเรียบร้อย เลิกกันไม่ได้ติดต่อกัน จนเวลาผ่านไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้ทางคุณเอเขาก็ติดต่อแจนมา เล่าให้ฟังว่า เขาเลิกกับอดีตสามีเราแล้ว เรื่องของเขาก็ค่อนข้างจะน่าสงสารเหมือนกัน เหมือนผู้ชายก็ไปมีผู้หญิงใหม่อีกคนนึง ก็คือนอกใจ ตอนนั้นเราก็ไม่ได้ติดใจกับอดีตสามี ไม่มีความคิดนั้นแล้ว ก็เลยได้ปลอบใจคุณเอว่า... เราก็ต้องใช้ชีวิตนะ แล้วก็ด้วยความบังเอิญเจอกันครั้งแรก มีครั้งหนึ่งเหมือนเขาไปเดินห้าง ๆ นึง แล้วเราอยู่ที่นั่นพอดีก็เลยได้นัดเจอกันเป็นครั้งแรก พอเจอกันก็พูดคุย เขาก็เล่าเรื่องของเขาเรื่องเดิม หลังจากนั้นมันกลายเป็นว่าเราเจอกันเกือบทุกวัน จนกลายเป็นนัดกันทุกวัน บางครั้งเขาก็เป็นคนนัดเรา บางครั้งเราก็เป็นคนนัด พอคุยกันเขาก็พยายามจะขอโทษเราตลอดเวลา เขารู้สึกผิด ด้วยความที่ไลฟ์สไตล์ของเราเหมือน ๆ กัน เสื้อผ้าก็ชอบคล้าย ๆ กัน แล้วยิ่งอยู่ใกล้ ๆ กันด้วย กลายเป็นว่าหลังเลิกงานก็นัดไปกินข้าว ช่วงหลัง ๆ มาเริ่มไปต่างจังหวัดด้วยกัน ด้วยฟีลผู้หญิงชอบถ่ายรูป จนมีครั้งนึงก็ถ่าย TikTok ด้วยกัน เพื่อนของเราเห็น แล้วเพื่อนจำได้ เพื่อนก็โทรมาถามว่า ไปเที่ยวกับคนนี้หรอ? ตอนนั้นก็เลยโกหกเพื่อนไปว่าบังเอิญเจอ คือเราเป็นห่วงความรู้สึกเพื่อน ก็ไม่กล้าไปพูดว่าเขาก็ดีนะ กลัวเพื่อนรู้สึกไม่ดี แล้วอีกเรื่องนึงเราลงรูปใน Facebook แต่ไม่ทันได้ตรวจทานให้ดี ดันมีรูปคุณเอ จนเพื่อนอีกกลุ่มเห็นก็เลยมาถามอีก เราก็เลยเล่าให้เขาฟัง เพื่อนเลยบอกว่ามันไม่ได้นะ! กลายเป็นว่าหลังจากนั้นเราก็ปิดมาตลอด ไม่บอกใคร ไม่ได้ลงอะไรอีกเลย แต่ก็ยังเจอกันตลอดเพราะมีความรู้สึกว่า เขาไม่ได้แสดงใส่ เราก็เริ่มมาสนิทกันจริง ๆ เมื่อ 3 เดือนหลัง แต่เริ่มรู้จักกันเมื่อต้นปี หนูเลยอยากถามพี่ ๆ ดีเจว่า ‘มันแปลกมั้ย เราควรจะปิดบังกับเพื่อนของเรามั้ย หรือเราควรจะบอก หรือไม่บอกดี แล้วควรพูดกับเพื่อนอย่างไร?’ เริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องปกติของโลกนี้ แต่พี่ว่ามันเกิดขึ้นได้ มันไม่ใช่ทุกเคสที่ เมียหลวงจะไปญาติดีกับเมียน้อย แต่มันมี พี่ว่ามันมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ ควรบอกเพื่อนไหม? พี่ว่าควรบอก ถ้าหนูเจอกันขนาดนี้ สักวันนึงเพื่อนก็ต้องรู้ ถ้าจะบอกพี่ว่าต้องบอกความจริง คุยกับเขาก็ไม่ได้ติดค้างอะไร แล้วคุยกับเขาก็โอเคเป็นเพื่อนกันได้ แต่ก็เข้าใจเพื่อนแหละว่า เพื่อนคงเหว๋อ ‘ตอนนั้นกูยังด่ามันกับมึงอยู่เลย’ แต่ก็ต้องบอกเขาว่าเขาก็เลิกกันแล้ว เล่าที่มาที่ไป พี่ว่าเพื่อนก็น่าจะเข้าใจเราก็โต ๆ กันแล้ว จะเลือกคบใครเพื่อนก็แค่น่าจะเป็นห่วง เราก็ต้องดูดี ๆ เขาจะเข้ามาด้วยอะไร โตแล้วหนูคบก็ต้องดูว่าเขาไม่ได้มามีอะไรแอบแฝง พี่ว่าก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร’ ต่อมา “ดีเจอั๋น” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่า มันก็ไม่ใช่เรื่องปกติ พี่จะไม่ระแวง แต่พี่ก็จะระวัง พี่จะไม่ลืม พี่จะไม่มีวันลืมสิ่งนั้น แต่พี่จะไม่เอามันมาเป็นอุปสรรคนะ พี่ยินดีคบเป็นเพื่อนได้ แต่เราก็ต้องเข้าใจเพื่อนว่าจะรู้สึกอะไรบ้างเพราะว่าเขาเป็นเพื่อนที่เคยออกรบมากับเรา ถ้าเป็นพี่พี่จะนัดทานข้าวกับเพื่อนเราบอกว่า มันมีเรื่องแปลกเกิดขึ้นแล้วเล่าเลย แล้วพูดกับเพื่อน แกไม่ต้องห่วงนะ ฉันไม่ลืม กับสิ่งที่เขาเคยทำ แต่ฉันคบกับเขาวันนี้ แต่ฉันไม่ลืมอดีตของเขา’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘สถานการณ์นี้พี่หอมเคยเป็นเอ ก็คือผู้ชายไม่ได้บอกว่า มีแฟนแล้ว พอรู้ว่า แฟนเขาเริ่มโทรมาแสดงตัวว่าเขาคือแฟน เราก็เบรก แต่ส่วนผู้ชายก็จะไป ๆ กลับ ๆ จนเบอร์ 1 เริ่มท้อใจเสียใจ พอรู้ว่าผู้ชายหายไปก็จะเริ่มโทรตามที่เรา มันก็เหมือนผู้หญิงจะโทรคุยกับเรามากขึ้น เรารู้สึกว่ามันมีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ณ ตอนนั้นเราก็ไปกับเขาเยอะ จนกลายเป็นที่ปรึกษาปรับทุกข์พูดคุยสอบถามกัน แต่เพื่อนเราก็จะเตือนแบบนี้เหมือนกัน เพื่อนเตือนว่า เห้ย! ไม่ใช่ ยังไงเขาก็เป็นแฟนเก่า ซึ่งเพื่อนก็จะไม่เข้าใจเราเหมือนกัน แต่ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเราเข้ากันได้ดีเลย แต่ทีนี้ที่เรายุติเพราะว่าเขาก็ไม่ได้หยุดกับทางฝั่งผู้ชาย สรุปได้เลยว่า หอมก็เข้าใจว่าการที่พูดคุยมันก็มาจากคนที่เจ็บช้ำน้ำใจเหมือนกัน แล้วมันเข้าอกเข้าใจ จนกลายเป็นเปิดหมด เราแทบไม่มีความลับต่อกัน เพราะบางเรื่องเหมือนพูดกับเพื่อนไม่ได้ก็เลยเข้าใจว่า มันคบกันได้นะ เพราะมันไม่มีผู้ชายเป็นตัวแปรแล้ว แต่ก็อย่างที่พี่ ๆ เขาบอกกัน เราก็ไม่ต้องกระโดดไปทั้งหมดเพราะมันก็แค่พึ่ง 3 เดือน ในความรู้สึกหอมค่อย ๆ ดูกันไป ถ้ายังมีความสุขกับการอยู่ตรงนี้ แต่ก็ไม่แนะนำให้ปิดเพื่อน ทิ้งท้าย ดีเจทั้งสาม ก็ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า ‘ตอนนี้เพื่อนเป็นห่วงเรา แต่เราก็ไม่ได้ลืม แต่ก็ไม่ต้องไปยืนยันว่า แกเขาดีมาก ๆ เลย บอกเพื่อนว่ามันมีสิ่งนี้เกิดขึ้น แต่ว่าฉันมีสติอยู่นะแก แต่พี่ว่าเราก็ใช้เวลานาน ๆ หน่อย แม้แต่กับเพื่อนก็มีช่วงโปรโมชั่นเหมือนกันนะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หัวหน้างานมาจีบหนูก่อน จากนั้นเราก็รู้สึกดี รู้ตัวอีกที สายปริศนาโทรมาที่ทำงาน เป็นภรรยาเขา หนูตกใจ เป็นมือที่สามไม่รู้ตัว เลยลาออก หัวหน้าลาออกด้วย หนูได้งานใหม่ แต่เขายังไม่ได้งาน ทักมาขอยืมเงิน 2-3 รอบ

27 ก.ย. 2024

หัวหน้างานมาจีบหนูก่อน จากนั้นเราก็รู้สึกดี รู้ตัวอีกที สายปริศนาโทรมาที่ทำงาน เป็นภรรยาเขา หนูตกใจ เป็นมือที่สามไม่รู้ตัว เลยลาออก หัวหน้าลาออกด้วย หนูได้งานใหม่ แต่เขายังไม่ได้งาน ทักมาขอยืมเงิน 2-3 รอบ

หัวหน้างานมาจีบหนูก่อน จากนั้นเราก็รู้สึกดี รู้ตัวอีกที สายปริศนาโทรมาที่ทำงานเป็นภรรยาเขา หนูตกใจ เป็นมือที่สามไม่รู้ตัว เลยลาออก หัวหน้าลาออกด้วย หนูได้งานใหม่แต่เขายังไม่ได้งาน ทักมาขอยืมเงิน 2-3 รอบ พอหนูทวงไป สองสามีภรรยานั้นบอกว่า "จะฟ้องหนูในฐานคบชู้" “คุณตาล (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [25 ก.ย.67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาเพิ่งรู้ตัวว่าเป็นมือที่ 3 โดย “คุณตาล (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูมีแฟน ซึ่งฝ่ายชายเป็นหัวหน้าที่เคยทำงานอยู่ด้วยกัน เเล้วทีนี้เขาได้เข้ามาจีบ จีบกันไปมา ๆ ศึกษาดูใจกันประมาณ 2 เดือน ก็เลยตัดสินใจคบกับเขา ตอนนั้นยังไม่ได้ทราบว่าฝั่งผู้ชายมีภรรยาอยู่แล้ว เพราะเขาก็ประกาศปาว ๆ ที่ทำงานว่าโสด ไม่มีครอบครัวใด ๆ ทั้งสิ้น ตอนเเรกหนูไม่ทราบว่าเขาจดทะเบียนสมรส มารู้หลัง ๆ ก็คือตอนที่จะตัดความสัมพันธ์กับเขาเเบบจริงจัง เเล้วพอคบกับเขามาซักพักนึง เขาก็คุยเหมือนเรื่องจะไปออกรถกับบ้านเขา เขาก็กลับบ้านของเขาบ่อย ๆ เราก็ไม่ได้ติดใจอะไร เราก็ทำงานของเราอยู่ปกติ พอซักพักนึง มันมีสายโทรเข้ามาในระหว่างที่เขากลับมา พอผู้หญิงโทรเข้ามา เขาก็บอกว่า “ไม่รู้หรอว่าฝั่งผู้ชายเขามีครอบครัวอยู่เเล้ว” เราก็ช็อค เลยจะพยายามตัดความสัมพันธ์ตั้งเเต่ตอนนั้น ช่วงเเรกก็ไม่ได้กลับมาบ้านตัวเอง พยายามหนีไปนอนที่อื่น ไปเช่าโรงเเรมบ้าง ไปนอนบ้านเเม่บ้าง เเต่ก็ได้ยินข่าวว่าเขาตามมา เหมือนจะตามง้อ ก็เป็นอีหรอบเดิมก็เลยยอมคุยกับเขา ฟังเรื่องราวเขาก่อน เพราะเหมือนต้องทำงานด้วยกันอยู่เเล้ว เวลาไปทำงานมันต้องเจอกันอยู่เเล้ว เเต่ตอนเย็นก็พยายามไม่กลับไปที่ที่เราอยู่คนเดียว ไม่ให้เขาคุยกับเรา 2 ต่อ 2 ได้ มันก็มีช่วงที่เขาให้เพื่อนที่ทำงานมาคุยกับเรา ประมาณว่า “ขอคุยหน่อย มีเรื่องต้องเคลียร์ เราเข้าใจผิด” เราก็เลย อ่ะถ้างั้นก็ลองฟังดูว่าเรื่องเป็นอะไรยังไง เขาก็มาอีหรอบประมาณว่า “จะเลิกกันนั่นนู่นนี่โน่น” ตามสเต็ปผู้ชาย เหมือนพยายามง้อเรากลับไป เราก็เลยใจอ่อนเเล้วก็เชื่อคำพูดเขาด้วย ช่วงที่อยู่ด้วยกันมา ช่วงที่ตัดสินใจกับเขาต่อ ฝั่งผู้หญิงภรรยาเขาก็ไม่ได้โทรมา ก็เลยคิดว่าสงสัยเป็นเรื่องจริง ฝั่งผู้หญิงน่าจะไม่ยอมจบรึเปล่า? จนมีวันนึงที่เขาก็มาอยู่บ้านของหนู เเล้วก็มีผู้หญิงโทรมาถามว่า “ยังอยู่ด้วยกันหรอ?” ผู้ชายเลยส่งข้อความในโทรศัพท์ของหนูไปประมาณว่า “ก็คุยกันเเล้วไงว่าเลิกกันเเล้ว” หนูก็เลยเข้าใจว่าเลิกกันเเล้วจริง ๆ เเต่ทีนี้ตั้งเเต่รู้มา ก็พยายามที่จะปลีกตัวเเละตัดความสัมพันธ์มาโดยตลอด เเต่มันมีเรื่องเงิน เรื่องทอง ซึ่งตอนนั้นข่าวลือที่ว่าหนูคบกับเขามันก็เริ่มเเพร่กระจายในหมู่หัวหน้างานของเขา พอหัวหน้างานของเขารู้ รู้จากภรรยาของเขาที่โทรไปบอก โทรไปแจ้งฝั่งหัวหน้างาน เขาก็โดนเรียกเขาเข้าไปคุยว่าให้หยุดพฤติกรรมแบบนี้ซะ เขาก็เหมือนไม่ยอมรับ บ่ายเบี่ยงไป พอไม่ยอมรับปุ๊บ เหมือนหนูมันอายไปแล้ว มันทำงานไม่ได้ เพราะหนูก็เสื่อมเสียชื่อเสียงในตรงนี้ไปด้วย ก็เลยตัดสินใจที่จะลาออก บวกกับมีปัญหาเรื่องงานนิดหน่อย พอลาออกปุ๊บเขาก็ลาออกตาม หนูไม่เคยเช็คโซเชียลเขาเลย ปกติเป็นคนทำงานก็คือทำงาน หลุดอยู่ในโลกงาน สนใจเเต่ชีวิตตัวเอง ชีวิตครอบครัว กับผู้ชายพูดตรง ๆ ว่าไม่ได้โฟกัสเลย พอหลุดเข้ามาก็เป็นแบบนี้เลย เเล้วมันไม่ได้เป็นเเค่เคสเขา ปกติคบเพื่อนผู้ชายเยอะอยู่เเล้ว พอมีข่าวนี้หลุดรอดไป เหมือนฝั่งเเฟนของเพื่อนผู้ชายเขาก็ไม่ไว้ใจเรา ถึงขั้นโทรมาที่ทำงานใหม่ว่าทำไมต้องไปกินข้าวตอนกลางคืนกับเพื่อนผู้ชายที่เป็นเเฟนเขา หนูก็คุยกับฝั่งผู้หญิงเเล้วเขาก็บอกว่า “อ่าว เเล้วคุณออกจากที่ทำงานเก่าเพราะอะไร” หนูก็โมโหละบอกว่า “อย่าเอาความผิดพลาดครั้งเดียวของชีวิตชั้น มาตัดสินชีวิตคนทั้งชีวิต” เลยทำให้หนูรู้สึกว่าครั้งเดียวมันเสียไปหมดเเม้กระทั่งเพื่อนที่คบมาประมาณ 4-5 ปี ระหว่างที่ลาออกตามฝั่งผู้ชายเขาก็ไม่ได้หางานจนกระทั่งปัจจุบัน ส่วนหนูได้งานทำมาเเล้ว พอได้งานทำมาเเล้วฝั่งเขาก็มายืมเงินหนูตั้งเเต่ช่วงเเรก ๆ ยืมเป็นเรทไม่เยอะ ไม่ถึงหมื่น พอหลัง ๆ มาหลังจากที่ลาออกมา ไม่มีงานทำ เขาก็เลยโทรมายืมหนูอีกเรื่อย ๆ หนูก็สงสาร เพราะเขาส่งเเมสเสจพูดเหมือนไม่มีเงินกินข้าว เเล้วก็ไม่มีเงินค่ารถนั่นนี่โน่นของเขาเต็มไปหมด หนูก็เลยช่วยเขาไป พอนานเข้า ๆ หนูเริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่ละ เพราะว่าตอนที่เขามาหาที่ต่างจังหวัด พอเขากลับไปก็บอกว่าไม่อยู่กับฝั่งภรรยาเขาเเล้วนะ เเต่อาจจะต้องคุยกันเรื่องลูกไรงี้ เขากับฝั่งนู้นเขาก็บอกอยู่บ้านเดียวกันเเต่คนละชั้น ที่ฝั่งนู้นย้ายออกไม่ได้เพราะเกี่ยวติดพันธ์เรื่องลูก หนูก็เลยคิดประมาณว่าถ้าอย่างงั้น หนูเลยคุยกับเขาเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าเขาจะยืมเงินจะคืนได้เมื่อไหร่อะไรยังไง เเล้วมันก็มีช็อตนึงที่เขายืมเงินหนูไปเยอะมาก ซึ่งทำให้หนูเดือดร้อน พอเดือดร้อนหนูก็ทักไปถามเขา หนูโมโหมากเพราะหนูเพิ่งมารู้ว่าเขาไปเที่ยวกับภรรยาะขาที่ต่างประเทศ เเละหนูพยายามโทรมาผู้ชาย เเต่เขาปิดเครื่องไปแล้ว หนูก็เลยทักไปหาภรรยาเขาว่า “เห็นผู้ชายคนนี้มั้ย พอดีหนูติดต่อเขาไม่ได้ หนูต้องการให้เขาโอนเงินคืนจำนวนนี้ที่คุยกันไว้” ฝั่งผู้หญิงก็พิมพ์ด่าหนูฉ่ำมาก ประมาณว่า “ก็ให้ยืมเอง ก็ไปทวงกับเขาเองสิ จะมายุ่งอะไรกับชั้น ชั้นบอกชั้นเตือนเธอเเล้วว่าผู้ชายคนนี้เป็นยังไง” เเต่ทั้งที่เขาอยู่ด้วยกัน หนูก็เลยไม่ได้อ่านอะไรเยอะ หนูก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรเเละบอกว่า “ดูเเลกันดี ๆ นะคะ แต่ถ้าติดต่อกันได้ก็รบกวนบอกผู้ชายโอนเงินคืนหนูหน่อย หนูมีธุระต้องใช้” พอเขากลับมาจากไปเที่ยวซักประมาณอาทิตย์นึงเขาก็ติดต่อกลับมา หนูก็เลยถามว่า “สรุปจะเอายังไง จะโอนคืนมั้ย” เขาก็บอก “โอนคืนเเต่ต้องขึ้นมาเอา ผมอยากเจอคุณครั้งสุดท้าย” หนูก็เลยยอมไปเจอเขาเเต่ก็ยังไม่ได้คืนเหมือนเดิม เพราะตอนไปเจอเขาก็มาง้อหนูอีก อ้างว่าที่ไปเที่ยวก็เพราะลูก ซึ่งตอนนั้นหนูก็ใจอ่อน เเล้วก็กลับไปคุยกับเขาเรื่อย ๆ ละมันเหมือนเราโง่ซ้ำซอก กลับไปอีหรอบเดิม มันมีหลายช็อตที่เขาทะเลาะกันกับภรรยาว่า “ก็ผมไม่ได้เลือกคุณตั้งเเต่เเรกไง เเล้วผมก็ไม่ได้ให้ความหวังคุณ ที่อยู่กับคุณก็เพราะลูก อยากทำให้ครอบครัวมันเป็นพ่อแม่เเละลูก เเต่ถ้าผมไปให้ความหวังคุณผมก็ขอโทษ” เขาก็พูดกับภรรยาเขาประมาณนี้ เเต่ตอนนี้หนูกับเขาตัดสัมพันธ์เหมือนไม่ได้คุยกันซักระยะนึง หลายเดือนเเล้ว หนูก็เลยทักไปทวงเขาใหม่ พอไปทวงเขาใหม่เขาก็เหมือนประมาณว่าไม่ยอม จะให้ภรรยาเขาฟ้องชู้หนูกลับมา หนูก็บอกเขาว่าถ้ายังไม่มีความคืบหน้าอะไรใด ๆ หนูจะขอดำเนินทางกฎหมายนะ เพราะหนูก็ไม่ยอมแล้ว ห็ขู่เขาไป เเต่ที่จริงในใจหนูไม่ได้ทำแบบนั้นหรอก ในใจก็รู้สึกผิดต่อภรรยาของเขาด้วย ก็เลยคิดว่าอีเงินก้อนนี้อ่ะเหมือนจะให้เขาไปเลย ตอนนี้หนูปรึกษาฝั่งทนาย เขาก็บอกว่ามันไม่เหี่ยวกัน เราก็พยามตัดความสัมพันธ์มาโดยตลอด ก็เลยอยากถามพี่ ๆ ดีเจทั้งสามคนว่า หนูควรจะปล่อยไปเลยดีมั้ย หรือว่าหนูควรต้องทำยังไงดี?’ ซึ่งดีเจทั้งสามคน (ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม) ก็ได้ให้คำปรึกษาว่าไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘ยกให้เขาไปเลย ก็ถ้าฟ้องก็ต้องจ่ายมากกว่ายอดที่จะได้คืน โอกาสได้คืนคือต้องไปฟ้องร้องอย่างเดียวโดยที่เราไม่รู้ด้วยว่าจะชนะมั้ยด้วยซ้ำ เราเจออย่างงี้มันก็เเค้น เเต่ถ้าเราเดินสู้ต่อไปอ่ะมีโอกาสชนะมั้ยมันยากไง ถ้าเเพ้กลายเป็นเเค้นหนักคูณ 2 เข้าไปอีก เงินที่เสียไปเสียดายมั้ย เสียดาย เข้าใจเลย เเต่มันคือค่าโง่ที่ต้องจ่าย โง่มากจ่ายมาก โง่น้อยจ่ายน้อย เขามาเอาหลายรอบเเปลว่าครั้งเเรกก็เข็ด จนมีครั้งต่อไป ๆ ฉะนั้นพี่รู้สึกว่าเงินที่เสียไป ซื้อผู้ชายเลว ๆ ให้ออกไปจากชีวิตยกให้มันไป คุ้มกว่าไปฟ้องร้องมัน ถ้ามองอีกมุมคือเป็นบทเรียนให้ชีวิต เเละจำสิ่งนี้ไว้เป็นบทเรียน ต่อให้คบใคร เรื่องเงินเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ครั้งหน้าให้ระวัง คิดซะว่าบทเรียนนี้ทำบุญเเละก็ซื้อประสบการณ์ให้ตัวเอง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูใกล้เรียนจบวิศวะแล้ว... แต่ตอนนี้รู้สึก ‘กลัวโลกการทำงาน’ จะทำงานได้ไหม? จะต้องเจอกับอะไรบ้าง? พร้อมเผยความในใจ ตอนฝึกงานเคยโดนหัวหน้าแซว เรื่องขนาดหน้าอก ‘ของเอ็งใหญ่กว่าของเมียพี่อีก’ เจอแบบนี้ยิ่งกลัวไปเลย!!

28 มี.ค. 2023

หนูใกล้เรียนจบวิศวะแล้ว... แต่ตอนนี้รู้สึก ‘กลัวโลกการทำงาน’ จะทำงานได้ไหม? จะต้องเจอกับอะไรบ้าง? พร้อมเผยความในใจ ตอนฝึกงานเคยโดนหัวหน้าแซว เรื่องขนาดหน้าอก ‘ของเอ็งใหญ่กว่าของเมียพี่อีก’ เจอแบบนี้ยิ่งกลัวไปเลย!!

“คุณเอ (นามสมมุติ)” อายุ 25 ปี สายที่สามในรายการพุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (22/03/2023) ได้โทรเข้ามาปรึกษาดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหากังวลและกลัวโลกการทำงาน โดย “คุณเอ (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูซิ่วมาเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ เพราะหนูรู้สึกชอบและอยากทำ ตอนนี้หนูฝึกงานอยู่องค์กรใหญ่องค์กรหนึ่งเกี่ยวกับวิศวกรรม อีก 2 อาทิตย์จะจบแล้ว แต่หนูมีความกังวลและกลัวโลกการทำงานมากๆ เพราะหนูเรียนมาทั้งชีวิต ยังไม่เคยทำงานมาก่อน ซึ่งถ้าเราทำงานแล้วเราต้องใช้ชีวิตด้วยตัวเอง หาเงินเอง พอใกล้จะจบก็เลยกลัวว่าจะทำงานยังไง จะทำงานได้มั้ย? หนูเคยตั้งเป้าหมายไว้ว่าพอจบแล้วจะไปทำงาน หางานทำที่เราทำได้ แล้วเรารู้สึกโอเค คุณสมบัติของเราได้ ทำงานไปใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ แต่พอหนูไปลองฝึกงานมันเหมือนหนูไปเรียนเลย เพราะงานที่ทำค่อนข้างจะเป็นเนื้องานมากๆเลย และด้วยความที่เพศก็เป็นเรื่องสำคัญ หนูเป็นผู้หญิงด้วย แล้วงานทางด้านสายนี้ นอกจากจะเน้นผู้ชายแล้ว ผู้หญิงก็มีแต่อาจจะมีน้อย ในเนื้องานไม่ยากหรอก แต่มันทำให้หนูรู้สึกว่าถ้าไปทำแล้วจะต้องเจออะไรบ้าง แผนกที่หนูฝึกงานเขาจะให้ฝึกแบบวนไปเรื่อยๆ แต่ยังเกี่ยวกับช่างอยู่ ทุกๆเดือนก็จะเจอหัวหน้าไม่ซ้ำกัน ซึ่งหนูใช้ชีวิตตอนฝึกงาน 3 เดือนแรกหนูรู้สึกแฮปปี้มาก ได้ออกไปดูไซต์งานทุกวัน แต่พอเมื่อเดือนที่แล้วหนูไปเจอหัวหน้าคนนึง หนูโดนพี่หัวหน้าคนนี้แซวเรื่องขนาดหน้าอก เพราะหน้าอกของหนูค่อนข้างที่จะพลัสไซส์ไปหน่อย แล้วมันเหมือนไปสะดุดตาเขา เขาชอบพูดว่าของเอ็งใหญ่กว่าของเมียพี่อีก เขาแซวหนูตั้งแต่วันแรกที่หนูฝึกกับเขา จนวันสิ้นเดือนที่หนูฝึกกับเขาเลย เลยทำให้หนูรู้สึกไม่ดีเลย และเรื่องนี้ก็เป็นส่วนนึง แต่เรื่องกลัวการทำงานก็เป็นอีกส่วนนึงด้วย มีวิธีไหนที่ทำให้หนูไม่กลัวการทำงานบ้างหรอคะ? ซึ่งพี่ๆ 3 ดีเจก็ได้ให้คำแนะนำ “คุณเอ” ว่า ‘มันเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง เหมือนเราย้ายโรงเรียนใหม่ ย้ายสังคมใหม่ เป็นธรรมดาที่เรามองไม่เห็นภาพสังคมใหม่ เราจะกังวลไปก่อน แนะนำว่าให้อยู่กับปัจจุบัน เรียนมันไปแต่ละวันว่าสิ่งที่เราทำอยู่ เราชอบมั้ย แฮปปี้มั้ย? ถ้าเอาเรื่องเงินเป็นหลักในยุคนี้ไม่แนะนำให้ทำงานงานเดียว แต่ถ้าจะเอาเรื่องประสบการณ์ไม่ต้องคิดมากอะไรเลย แค่เรียนถูก เรียนผิดมันไปเรื่อยๆ ตามหาสิ่งที่เราชอบ วันนี้เรายังไม่มีประสบการณ์ เราก็แค่เด็กฝึกงาน แต่ถ้าวันนึงได้ไปทำงานบริษัทจริงๆ จะได้เรียนรู้อะไรมากกว่านั้น ทุกอย่างจะเก็บประสบการณ์ไปเรื่อย เท่าที่ฟังมา เอมีสกิลที่จะไปได้ในสายงานนี้ เพราะถ้าไม่รอดมันก็น่าจะไม่รอดตั้งแต่ฝึกงานแล้ว ถ้าเราได้ไปฝึกงานแล้วทำงานอย่างกับงานจริงเลย ถึงแม้จะไม่ได้ทำที่นั่น เราก็สามารถเอา Portfolio ไปยื่นที่อื่นได้ เด็กจบใหม่ที่ฝึกงานจริงมาแล้ว มีประสบการณ์จริงมาแล้ว เงินเดือนไม่แพง ทำงานได้ ใครเขาจะไม่เอา... ส่วนเรื่องหัวหน้าที่ sexual harassment มันเป็นเรื่องที่พูดยากเลย เพราะเราเป็นเด็กฝึกงาน เราทำอะไรไม่ได้หรอก ต่อให้เราไปบอก HR เขาก็ต้องเข้าข้างหัวหน้าคนนั้นอยู่ดี ถ้าเป็นพวกพี่ ยิ่งไปเจอคนแบบนี้ เราจะคิดเลยว่าสักวันนึงเราจะเก่ง จะเป็นหัวหน้าวิศวกรหญิงที่วันนึงจะมาคุยกับเขาในฐานะที่เราเป็นหัวหน้าเขา และเขาจะมาพูดแบบนั้นกับเราไม่ได้อีกเลย เราต้องหาแรงผลักดันที่ทำให้ไปถึงจุดที่เราหวังไว้ว่ามันจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้... ไม่ใช่แค่คนในสายงานนี้ที่จะเป็นแบบนั้นทั้งหมด คนแบบนี้มีอยู่ทั่วไปแหละ ไม่จำเป็นต้องไปทำงานวิศวะ บางทีหน้าปากซอยก็มี ข้างบ้านเราก็เป็น คนแบบนี้มันอยู่รอบตัวเรา อย่าเอาคนแบบนี้มาทำให้สายงานด้านนี้มันดูลบไป ให้หาวิธีที่จะรับมือกับคนแบบนี้ดีกว่า เพราะแต่ละคนก็มีวิธีตอบสนองเวลาเจอเหตุการณ์แบบนี้แตกต่างกันเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แม่บ้านที่ออฟฟิศ ทำหน้าที่แค่ “ทิ้งขยะ” อย่างอื่นไม่ยุ่ง พื้นบริษัทสกปรก ไมโครเวฟเปื้อน โต๊ะฝุ่นเกาะ จนแผนกเราต้องจัดเวรกันเอง พนักงาน 5 คนสลับกันทำคนละวัน แจ้ง HR แล้วก็ไม่เป็นผล ตอนนี้หัวหน้าลาออกไปแล้ว พวกหนูจะทำยังไงดีคะ?

31 ม.ค. 2025

แม่บ้านที่ออฟฟิศ ทำหน้าที่แค่ “ทิ้งขยะ” อย่างอื่นไม่ยุ่ง พื้นบริษัทสกปรก ไมโครเวฟเปื้อน โต๊ะฝุ่นเกาะ จนแผนกเราต้องจัดเวรกันเอง พนักงาน 5 คนสลับกันทำคนละวัน แจ้ง HR แล้วก็ไม่เป็นผล ตอนนี้หัวหน้าลาออกไปแล้ว พวกหนูจะทำยังไงดีคะ?

“คุณมด (นามสมมติ)” อายุ 25 ปี สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [29 ม.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาแม่บ้านที่ทำงาน โดย “คุณมด (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘แม่บ้านที่ทำงานไม่ยอมทำความสะอาด จนปัจจุบันพวกหนูต้องกลายมาเป็นแม่บ้านเอง ต้องเกริ่นก่อนว่าตอนแรกจริง ๆ หนูจะทำงานอยู่ที่ตึกใหญ่ แต่มีเหตุจำเป็นที่ต้องย้ายอยู่อีกตึกนึง ซึ่งตึกนั้นจะมีอยู่แค่ 2 ชั้น ประเด็นอยู่ที่ว่าตั้งแต่ที่ย้ายเข้าไปวันแรก คือห้องมันเป็นห้องที่รีโนเวทใหม่ แล้วชั้นนั้นจะมีคนอยู่แค่ 1 ห้อง ซึ่งหนูก็ย้ายเข้าไปในห้องที่รีโนเวทใหม่ มันก็จะมีฝุ่นเยอะ แต่ก่อนหน้านี้ก็มีพี่ที่ไม่ใช่แม่บ้าน เขาจะเข้าไปทำความสะอาดให้แล้ว เรารู้สึกว่าตั้งแต่วันแรกที่แจ้งว่าจะย้าย ก็ไม่เห็นมีความคืบหน้าว่าจะมีการทำความสะอาดเกิดขึ้น พอย้ายเข้าไปวันแรกสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เราต้องทำความสะอาดกันเอง คือมันทนไม่ไหว เลยต้องกวาดพื้นกันก่อน วันนั้นก็คือไม่ได้คิดอะไร เราก็คิดว่าทำไปก่อนแล้วกัน ต่อมาหัวหน้าก็มีการไปแจ้งที่เจ้าหน้าที่บุคคลว่าต้องมีการทำความสะอาดนะ ผ่านไป 1 สัปดาห์ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกหนูก็ต้องทำความสะอาดแล้วก็กวาดกันเองปกติ กิจวัตรประจำวันของแม่บ้านตึกนี้ก็คือเข้ามาแค่เก็บขยะ แต่จริง ๆ มันควรต้องมีแม่บ้านทำความสะอาด อย่างตึกเก่าแม่บ้านก็ดูแลอยู่ ตึกใหญ่ก็มีแม่บ้าน ส่วนตึกเล็กเขาก็จะแบ่งกันทำจากแม่บ้านตึกใหญ่ แต่ตึกเล็กก็มีแค่ 2 ชั้นประมาณ 5 ห้อง แต่แม่บ้านก็ไม่เคยทำความสะอาดเลย จนอาทิตย์นั้นพวกหนูทำความสะอาดกันเอง พอเข้าอาทิตย์ที่ 2 หนูก็สังเกตเห็น วันนั้นหนูเข้าทำงานเช้ามาก ประมาณช่วง 6 โมงเช้า หนูเห็นเขากวาดหนูก็ตกใจ เพราะมีแม่บ้านเข้ามากวาดทำความสะอาด ก็คิดว่าเขาก็น่าจะถูด้วยแหละ แต่พอหนูเปิดประตูเข้าไปปุ๊ป เขาก็เดินออกไปเลย แล้วก็บอกว่า มากวาดห้อง แค่นี้เลยแล้วก็ไม่มีการเข้ามาถูหรือมีการเช็ดโต๊ะอะไรเลย กวาดอย่างเดียว ตอนนี้ผ่านมาจะ 2 เดือนหนูเห็นเขาเข้ามากวาดให้หนูแค่ครั้งเดียวก็คือ 2 สัปดาห์ก่อนนั้น จนถึง ณ ปัจจุบันนี้ พวกหนูต้องใช้วิธีการจัดเวรประจำวันกันเอง เหมือนโรงเรียนประถม โดนที่หัวหน้าไม่ต้องทำเพราะตอนนั้นพวกหนูมีกันอยู่ 6 คน ลูกน้องก็ 5 คน ทำกันคนละวัน จริง ๆ หัวหน้าเขาก็มีการส่งแบบฟอร์มทุกเดือนอยู่แล้ว ตอนที่หนูย้ายเข้าไปเมื่อเดือนธันวาคมก็คือทางเจ้าหน้าที่บุคคล เขาก็มีการส่งมาให้หัวหน้างานประเมินแล้ว ว่าแม่บ้านทำความสะอาดไหม? ต้องการเปลี่ยนอะไรไหม? หัวหน้าก็แจ้งไปแล้ว แต่ก็ไม่มีการดำเนินงานอะไรต่อ ก็เลยไม่รู้ว่าเราจะต้องทำยังไงต่อ ซึ่งพอเดือนถัดมาหัวหน้าหนูก็ออก ตอนนี้อยู่กันแค่ 5 คน แต่ก็ยังแบ่งเวรกันทำอยู่ทุกวัน หนูก็มองว่าจริง ๆ มันก็เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่บุคคล จน 2 วันที่ผ่านมาหนูทนไหวก็เลยพยายามโกหกแจ้งไปว่า ทำของกินตก ขอที่ตักของ ไม้กวาด เขาก็บอกหนูว่าอยู่ตรงนั้น หยิบได้เลย เขาไม่เคยบอกเลยว่าเดี๋ยวป้าขึ้นไปเก็บให้นะ ไม่มีเลย ต่างจากแม่บ้านคนเดิมที่อยู่ตึกเก่ามาก หนูพยายามทำทุกอย่างให้เขารู้แต่ เขาก็ไม่ทำให้หนูเลย หนูเลยอยากจะปรึกษาพี่ ๆ ดีเจว่า มีวิธีพูดกับแม่บ้านที่ออฟฟิศยังไงดี?’ เริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่ารวมกันให้คำแนะนำได้เลยเพราะว่าการพูดก็คือสื่อสารแบบตรงไปตรงมาเลยว่า ตอนนี้มันสกปรกแล้วเขาไม่มาช่วยทำความสะอาด อีกอย่าง HR ต้องเป็นฝ่านชนให้เราอยู่แล้ว คนแก้ปัญหานี้ให้เราคือ HR’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่รู้สึกว่าจำนวนแม่บ้านพอหรือเปล่า หรืองานที่เขาได้รับมอบหมายเนี่ย เขาให้ดูตึกนี้หรือเปล่ามันต้องมีอะไรผิดพลาดสักอย่าง การที่เขาไม่ดูหรือเขาไม่ทำหรือเขาไม่ไหว เพราะฉะนั้น HR ควรมาจัดการ ถ่ายรูปแล้วก็ไปคุยกับ HR เลย จริงไม่ต้องถามว่าต้องคุยว่าอะไร เพราะเขาเป็น HR เขาต้องทำเรื่องพวกนี้เองอยู่แล้วไม่ต้องรอให้เราเขาไปอ้อนวอนด้วยประโยคอะไรด้วยซ้ำ เขาจ้างมาเป็น HR เพื่อให้มาทำตรงนี้แหละ นัดคุยกับ HR นะเอารูปไปให้เขาดู’สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ปล่อยหนูให้มันกัดสายไฟให้หมด แล้วก็บอกแม่บ้านไม่ทำเอง คอมพังหมดแล้ว มันกัดหมดแล้วเราไม่ต้องยุ่ง พี่ว่า HR มันแก้ไขได้นะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-