สามีนอกใจไปมีมือที่สาม เขาไล่หนูกับลูกออกจากบ้าน และเขาก็อยู่ด้วยกันกับชู้อย่างมีความสุข ทิ้งหนูให้เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ความโกรธแค้นนี้ทำให้หนูเกลียดขี้หน้าเขา จนไม่สามารถเผชิญหน้าเพื่อไปหย่ากับเขาได้

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

สามีนอกใจไปมีมือที่สาม เขาไล่หนูกับลูกออกจากบ้าน และเขาก็อยู่ด้วยกันกับชู้อย่างมีความสุข ทิ้งหนูให้เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ความโกรธแค้นนี้ทำให้หนูเกลียดขี้หน้าเขา จนไม่สามารถเผชิญหน้าเพื่อไปหย่ากับเขาได้

30 ม.ค. 2026

สามีนอกใจไปมีมือที่สาม

เขาไล่หนูกับลูกออกจากบ้าน

และเขาก็อยู่ด้วยกันกับชู้อย่างมีความสุข

ทิ้งหนูให้เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

ความโกรธแค้นนี้ทำให้หนูเกลียดขี้หน้าเขา

จนไม่สามารถเผชิญหน้าเพื่อไปหย่ากับเขาได้

       ‘คุณเอ็มมี่’ (นามสมมติ) อายุ 44 ปี เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (28 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาแชร์เรื่องราวกับ ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล – ดีเจเกลือ’ และ ‘หมอท้อป - นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เกี่ยวกับเรื่องที่สามีนอกใจไปมีมือที่สาม และได้ไล่เธอออกจากบ้านมาเช่าห้องอยู่กับลูก ทิ้งให้เธอเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว แล้วเลือกอยู่อย่างสุขสบายในบ้านหลังเดิมกับมือที่สาม

       ‘คุณเอ็มมี่’ ได้เล่าว่า เธอกับสามีเริ่มคบกันตั้งแต่ปี 2559 จนปี 2565 สามีก็ได้นอกใจและไปมีมือที่สาม แต่เขาก็ไม่ตัดสินใจเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คุณเอ็มมี่จึงเลือกที่จะยังอยู่ในความสัมพันธ์นั้น เพราะไม่อยากให้ลูกทั้งสองมีปมเกี่ยวกับครอบครัว

       เมื่อต้องทนกับความสัมพันธ์ที่เจ็บปวด คุณเอ็มมี่จึงได้โทรไปหามือที่สามเพื่อที่จะเคลียร์เรื่องทั้งหมด แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรออกไป เมื่อสาวคนนั้นกดรับสายโทรศัพท์ คุณเอ็มมี่ก็ได้กดวางสายทันที หลังจากนั้นสามีก็ได้โทรมาต่อว่าและไล่คุณเอ็มมี่ออกจากบ้าน ตัวของคุณเอ็มมี่จึงได้ย้ายออกมาเช่าห้องอยู่กับลูกอีก 2 คน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นในปี 2567 ที่ผ่านมา คุณเอ็มมี่กลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างเต็มตัว เนื่องจากสามีของเธอนั้นไม่ได้ช่วยในการเลี้ยงดูลูก ทั้งค่าเรียน ค่าของใช้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของลูก คุณเอ็มมี่ล้วนเป็นคนทำงานหามาจ่ายเองทั้งสิ้น ส่วนสามีจะมีแวะมาหาลูกบ้าง ชั่วโมงหนึ่ง หรือครึ่งชั่วโมง แต่ไม่ได้ทำหน้าที่พ่ออย่างที่ควร เวลามาหาลูกยังชอบให้ลูกคุยโทรศัพท์กับมือที่สามอีกด้วย

       อีกทั้งคุณเอ็มมี่ยังได้บอกเกี่ยวกับความรู้สึกเพิ่มเติมว่า เธอนั้นต้องการหย่ากับสามี ซึ่งฝ่ายสามีก็คิดเช่นกันเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างต้องการหย่า และจบความสัมพันธ์ที่คาราคาซังนี้ แต่คุณเอ็มมี่ก็ได้บอกว่า อีกใจหนึ่งเธอก็โกรธแค้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น เธอมีความคิดที่ไม่อยากหย่า เพื่อที่จะให้มือที่สามยังคงตำแหน่งมือที่สามต่อไป และที่เธอคิดทำแบบนี้ก็เพื่อจะแก้แค้นในสิ่งที่เธอเจอมา ทั้งที่เธอก็รู้ว่าการอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้มันจะ Toxic กับชีวิตก็ตาม

       สุดท้ายคุณเอ็มมี่ได้ขอคำปรึกษากับเหล่าดีเจและคุณหมอท้อปว่า ตัวของเธอนั้นไม่สามารถกลับไปเผชิญหน้าเพื่อจะทำการหย่าร้างกับสามีได้ และที่โทรมาในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร ในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการทราบว่า ตัวเธอนั้นควรทำอย่างไรต่อไปเพื่อที่จะให้ตัวเองกล้าไปเผชิญหน้ากับสามีที่ตนเกลียดเข้าไส้ เพื่อดำเนินการทำการหย่าร้างตามกฎหมายให้ความสัมพันธ์นี้จบลง อีกทั้งยังเธอควรจะทำอย่างไร กับการที่ยังมีความรู้สึกที่อยากจะแก้แค้นมือที่สามอยู่

       หลังจากฟังเรื่องราวของคุณเอ็มมี่จบ เหล่าดีเจและคุณหมอท้อปก็ได้เริ่มให้คำปรึกษาคุณเอ็มมี่ด้วยความเห็นใจ โดยเริ่มจาก ‘ดีเจเกลือ’ ที่ได้กล่าวว่า “คิดว่าหน้าที่การเลี้ยงดูลูกเป็นเรื่องของทั้งพ่อและแม่ ไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่งที่ต้องแบกรับภาระไว้ฝ่ายเดียว คุณเอ็มมี่สามารถฟ้องหย่า และฟ้องค่าเสียเวลาได้ ส่วนเรื่องลูกก็ไม่ต้องกลัวว่าลูกสามารถอยู่กับเราได้มั้ย เพราะศาลน่าจะเห็นเหตุผลชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนในเรื่องของการหย่า ถ้าคิดว่าการต้องไปเผชิญหน้ากับเขานั้นมันไม่ไหวจริง ๆ ก็ขอให้คิดถึงลูกเป็นหลัก นึกถึงหน้าลูกไว้เยอะ ๆ ว่าการไปเจอหน้ากันครั้งนี้เพื่อให้ลูกไม่ต้องเจอกับความ Toxic ต่อไป”

       นอกจากนี้ ‘ดีเจเกลือ’ ยังยกเคสกรณีของตนที่เคยผ่านประสบการณ์การหย่าร้างมาแล้วว่า “อย่างคู่ผมก็มีปัญหานี้เหมือนกัน ยอมรับว่าเราอยู่ร่วมกันไม่ได้ แล้วเราก็ทะเลาะกัน แต่สิ่งเดียวที่ทำให้เราใจเย็นได้ก็คือลูกนี่แหละ และเราทั้งคู่จะไม่ให้ลูกเห็นเวลาทะเลาะกันเลย ช่วงไหนที่เรารู้สึกว่าเราเจอกันไม่ได้เราก็จะห่าง ๆ กัน แล้วจะหาเหตุผลไปบอกกับลูกว่า ‘โอเคบางครั้งความรักมันแปรเปลี่ยนได้ พ่อแม่ยังเป็นเพื่อนกันได้ อาจจะไม่ใช่แฟนกันแล้ว แต่ก็ยังเป็นพ่อแม่ของลูกเสมอ’ ใด ๆ คือให้คิดถึงลูกไว้ ผมว่ามันจะเป็นพลังให้เราสามารถเผชิญหน้ากับสามีได้ คิดว่าทำเพื่อลูกครับ”

       ต่อมา ‘ดีเจต้นหอม’ ได้กล่าวว่า “เก็บหลักฐานว่าเขามีชู้ เก็บหลักฐานว่าเขาอยู่ด้วยกัน ใช้ชีวิตด้วยกัน เอาให้เห็นเลยว่าเขานอกใจเราจริง ๆ ในขณะที่เรายังถือทะเบียนสมรสอยู่ แล้วเราก็ไปทำเรื่องฟ้องสามี เรียกค่าเลี้ยงดู ฟ้องชู้เพราะทำผิดกฎหมาย ใช้วิธีการฟ้องหย่ากันเพื่อเอาเงินมาเลี้ยงดูลูก และทุก ๆ การเจอกันก็อยากให้คิดไว้ว่า ทำเพื่อลูก และแม่จะจบสิ่งนี้เพื่อลูก”

       มาที่ด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้กล่าวต่อว่า “คือจริง ๆ เห็นด้วยกับพี่เกลือ กับพี่หอม ว่าอยากให้ฟ้องหย่า  เพราะว่าสิ่งที่เขาทำกับคุณเอ็มมี่คือเขาไม่มีความรับผิดชอบ เขาควรต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เขาสร้างมากับเรา นั่นก็คือลูก เขาไม่ควรปัดปัญหาแบบนี้ แต่ในกรณีที่คุณเอ็มมี่ไม่อยากวุ่นวาย อันนี้พี่เสิร์จใน Google นะ เหมือนมันจะมีวิธีการที่สามารถหย่ากันได้โดยเราไม่ต้องไปเจอเขา โดยการจดทะเบียนหย่าต่างสำนักทะเบียน เพียงแต่คุณเอ็มมี่ต้องตกลงกับเขาว่าเราจะหย่ากันแต่โดยดี และก็เรื่องทรัพย์สิน เรื่องต่าง ๆ พี่ว่าสามารถลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้นะ แต่ถ้าสุดท้ายในกระบวนการมันยังต้องไปเจอกันอีก ก็นึกในแบบที่พี่เกลือบอกแหละว่าเราไปเจอเขาเพื่อหลังจากนี้ไม่ต้องเจออีก และเพื่อให้ทำลูกสบายใจด้วย มันจะได้จบปัญหานี้สักที พี่เข้าใจความรู้สึกของคุณเอ็มมี่ว่าเกลียดมากจนไม่อยากเจอหน้า แต่คุณเอ็มมี่จะหนีไปทั้งชีวิตไม่ได้ พี่ว่าลองกลั้นใจไปเผชิญหน้ากับเขาเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อจบเรื่องและปัญหาทั้งหมด พี่ว่าผลลัพธ์มันก็อาจจะคุ้มค่าพอที่เราจะต้องไปเจอหน้าคน ๆ นี้อีก”

       สุดท้ายคือการให้คำปรึกษาจาก ‘คุณหมอท้อป’ ว่า “อย่างแรกคือเราก็ไม่รู้ว่า การที่เราปล่อยเขาเป็นมือที่อยู่สามอยู่แบบนี้ เขาจะรู้สึกทรมานใจหรือป่าว เพราะตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ก็ไม่เห็นจะดูทรมานเลย เราอาจจะไม่ได้สิ่งที่เราคิดว่าได้ก็ได้ แต่ว่าอย่างแรกเลย การที่เรารู้สึกแย่มันคือความรู้สึกของคนปกติ อยากให้ยอมรับก่อนว่า เราโกรธก็คือโกรธ ความรู้สึกมันเยอะแยะไปหมด ซึ่งเท่าที่ฟังจากคุณเอ็มมี่มา จะไม่โกรธก็แปลก เพราะงั้นเราเป็นคนปกติ เราโกรธได้ แต่ปัญหาหลังจากที่เราโกรธ เรารู้ว่าอารมณ์เราเป็นยังไง แล้วเราจะทำยังไงต่อ เพราะถ้าเกิดเราไม่ตั้งสติขึ้นมาเราจะเกิดความงงว่าแล้วฉันควรจะไปทางไหนต่อดี”

       ซึ่งคุณหมอท้อป ก็ได้กล่าวให้ฟังเพิ่มเติมว่าในกรณีนี้ในพาร์ทของสามีภรรยากับพาร์ทของลูกนั้นต่างกัน โดยกล่าวว่า “ถ้าเกิดพูดถึงเรื่องสามีภรรยา ให้เราทบทวนความคิดตัวเองก่อน ว่าเราอยากจะหย่าจริงมั้ย เพราะพอเมื่อกี้เริ่มคุย ๆ กันไปสักพักเริ่มมีคำพูดแล้วว่า อาจจะไม่ได้อยากหย่า แต่คำถามคือถ้าไม่หย่าแล้วจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ กรณีที่ต้องอยู่ไปแบบนี้ มันโอเคต่อตัวเรา และลูกจริง ๆ หรอ ซึ่งถ้าเขาไม่ได้รู้สึกว่าเขาผิด เขาก็จะอยู่แบบมีความสุขเหมือนเดิม หรือเขาอาจจะรู้ว่าผิด แต่เขาไม่ได้แคร์ก็ได้ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคืออย่าไปคิดแทนเขา และการที่ปล่อยเขาเป็นมือที่สามต่อไป เขาอาจจะไม่สะทกสะท้านอะไรก็ได้เลยก็ได้ ถ้าสะทกสะท้านเขาคงไม่เลือกทางนี้แต่แรกอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดว่าเราอยากจะตัดปัญหานี้ให้จบ เราก็ต้องดูว่ามันมีวิธีไหนบ้าง หลาย ๆ คนก็เลือกให้กฎหมายช่วย หรืออาจจะให้บุคคลอื่นมาช่วยไกล่เกลี่ย ว่าจะแบ่งหน้าที่ของสามีภรรยากันยังไง”

       และคุณหมอท้อปก็ได้พูดต่อในพาร์ทของลูกว่า “ในส่วนของลูกจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย หมอรู้ว่าเราพยายามจะเป็นแม่ที่ดี การที่เราอยากเป็นแม่ที่ดีคือการเอาลูกมาใส่ใจ แต่ตอนนี้จะแอบสับสนมั้ยว่า การเป็นแม่ที่ดี กับการที่เอาลูกมาเป็นตัวประกัน หรือเอาลูกมามีส่วนร่วมในสนามรบด้วย มันค่อนข้างลำบาก ตัวประกันในที่นี้เราอาจจะไม่ได้ตั้งใจจะให้เขามาเป็น แต่หมายถึง คือการดึงลูกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยซึ่งอาจจะอันตราย เพราะว่าไม่แน่ใจว่าอันไหนจะแย่กว่ากัน ระหว่างลูกต้องนั่งฟังว่าเมื่อไหร่แม่จะหย่ากับพ่อ กับลูกต้องเห็นแม่มานั่งทรมาน โกรธแค้นใจจนเขาโต มันก็อาจจะเป็นปมปัญหานึงในชีวิตของลูกได้

       หมอว่าสามีรักเราป่าว เราไม่รู้ แต่ลูกรักเราแน่นอน เราทำให้คนที่เขารักเราและเรารักเขาดีกว่ามั้ย ถ้าเราข้ามผ่านเรื่องเลวร้ายแบบนี้ไปได้ สักวันที่ลูกโตขึ้น ลูกจะเห็นแม่เป็นตัวอย่างที่ดี ที่ถึงแม้ว่าแม่จะเจอเรื่องที่แย่มาขนาดนี้ แต่แม่ยังดูแลเขา ยังเข้มแข็ง และยังคงเป็นแม่ที่ดีได้ต่อไป เมื่อถึงวันนั้นเขาก็จะเห็นเอง ว่าใครคือคนที่รักและทุ่มเทให้กับเขามาโดยตลอด”

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

 มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ทุกคนเคยเจอไหม? มีไลน์กลุ่มที่อยู่หลายสิบคน มีไว้คุยเรื่องเรียน คุยเรื่องงาน แต่จะมีอยู่ 2-3 คน ที่คุยแต่เรื่องตัวเอง เรื่องส่วนตัวในกลุ่ม ถ้าไม่มีใครตอบ ก็กด @ALL แท็กทุกคนในกลุ่ม รู้สึกรำคาญมาก ถ้าปิดแจ้งเตือนก็กลัวพลาดข่าวสารอัปเดตในกลุ่ม ทำยังไงดี?

10 ต.ค. 2023

ทุกคนเคยเจอไหม? มีไลน์กลุ่มที่อยู่หลายสิบคน มีไว้คุยเรื่องเรียน คุยเรื่องงาน แต่จะมีอยู่ 2-3 คน ที่คุยแต่เรื่องตัวเอง เรื่องส่วนตัวในกลุ่ม ถ้าไม่มีใครตอบ ก็กด @ALL แท็กทุกคนในกลุ่ม รู้สึกรำคาญมาก ถ้าปิดแจ้งเตือนก็กลัวพลาดข่าวสารอัปเดตในกลุ่ม ทำยังไงดี?

“คุณนัท (นามสมมติ)” อายุ 33 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (4 ต.ค. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม กับปัญหาคนในกรุ๊ปเรียนกรุ๊ปทำงานชอบเข้ามาคุยเรื่องส่วนตัว ที่ไม่เกี่ยวกับกรุ๊ป โดย “คุณนัท (นามสมมติ)” เริ่มเล่าว่า ‘ตอนนี้ตัวคุณนัทเองจะทั้งเรียนและทำงานด้วย โดยเรื่องนี้จะเกิดทั้งใน Line กลุ่มทำงานและเรียน แต่ส่วนมากจะเจอใน Line ของกลุ่มเรียน… โดยจะมีคนคนนึงในกลุ่ม ชอบโผล่เข้ามาว่า ‘เหงา หิวข้าว กลางวันกินอะไรดี วันนี้กินเหล้า กินเหล้าร้านนี้ กินเหล้ากับเราไหม’ อะไรแบบนี้ ถ้าไม่มีใครตอบเขาก็จะแท็ก All หาทุกคน แล้วมันก็จะเด้งเตือนทุกคน ก็จะกดเข้าไปดูว่ามีอะไรหรือเปล่า พอเข้าไปดูก็ไม่มีอะไร ก็จะเป็นพฤติกรรมอย่างนี้เรื่อยๆ มี ถ่ายรูปบ้านมาว่า เสร็จแล้วเหลืออีก 2% ถ่ายรูปอันนั้นมา อันนี้มา แล้วเขาก็มีคู่ขาเขา รับส่งกันว่า ”พี่กินเหล้าไหน พี่ทำอะไร“ เขาก็จะเฮฮากันอยู่ 2 - 3 คน ในกลุ่ม เขาไม่ตั้งกลุ่มไลน์แยก แต่เขามาใช้ไลน์กลุ่มที่สำหรับคุยเรื่องเรียน บางครั้งถ้าเราไม่เปิดดูเลย บางคนก็จะแบบ ปิดแจ้งเตือนไปเลยไม่ต้องรับรู้ ปิด แต่พอเปิดมาอีกทีร้อยกว่าข้อความ แล้วบางครั้งก็มีแท็กด้วยเราก็ต้องเปิดเข้าไปดู ว่ามีอะไรเกี่ยวกับเรื่องเรียนมั้ย แต่ก็ไม่เจออะไร ในไลน์กลุ่มทำงานก็จะมีคนที่ “พี่อยู่คอนเสิร์ตนี้ ใครมาที่นี่มาแจมกับพี่หน่อย พี่กินเหล้าอยู่ตรงนี้ ใครมาแจมกับพี่หน่อย เงาะอร่อยไปกินกับพี่ไหม” มันจะเป็นบุคคลซ้ำๆในแต่ละกลุ่ม กลุ่มเรียนก็จะเป็นคนเดิมซ้ำๆ มันก็เลยรู้สึกรำคาญ พอเราเริ่มรู้สึกรำคาญ เราไปเจอหน้าเขาก็จะรู้สึกแบบเบื่อหน้าเขา… ปัญหาที่จะถามวันนี้คือ หนูเป็นคนที่ขี้หงุดหงิด จุกจิกเรื่องพวกนี้เกินไปหรือเปล่า แล้วมีวิธีจัดการ Mindset หรือจัดการตัวเองยังไง ถ้าจะให้หนูเดินไปบอกเขา เห้ยพี่…พี่เลิกพิมพ์อย่างนี้ในไลน์กลุ่ม มันก็ทำไม่ได้อยู่ดี ถ้ามีวิธีแก้หรือแนะนำเพิ่มเติมได้ งานนี้ คำแนะนำจาก “ดีเจต้นหอม” คือ ‘สำหรับหอมไม่มี ถ้าเราจะบอกว่า พี่ หยุดพูดในกลุ่มแชท มันเป็นการสร้างบรรยากาศในกรุ๊ปให้มีปัญหา หอมก็จะเลือกปล่อยผ่าน แล้วก็อาจจะ สมมุติเจอร้อยกว่าข้อความแล้วแท็ก All มา ก็จะแบบ “อุ้ย…เปิดมาเจอร้อยหว่าข้อความ ตกใจเลย เอางี้ ถ้าเกิดมีอะไรเรื่องเรียนหรือสำคัญ ยังไงแท็กนัดมาต่างหากให้หน่อยนะคะ ขอบคุณค่าา555555” แต่มันจะมีปัญหา… ก็อดทน สำหรับหอม ไม่อยากทำให้บัวช้ำน้ำขุ่น’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำแนะนำว่า ‘พี่เข้าใจน้องนัท พี่ไม่รู้สึกน้องนัทมากไป เพราะพี่ก็เป็น เราก็อยากอ่านแต่เรื่องที่มันเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ซึ่งพี่ว่ามันไม่ได้แปลก พี่ว่าคนอื่นในนั้นก็อาจจะรู้สึกเหมือนน้องนัทแหละ เพียงแต่เขาเลือกที่จะไม่เสียเวลากับเรื่องพวกนี้ ก็เหมือนกับบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นพี่ว่า เพราะเขาก็ไม่รู้ถ้าพูดไปมันจะยังไง แล้วก็ มันอาจจะดูว่าใครพูดก่อนใครเปิดก่อน คนนั้นมันก็อาจจะดูแบบไม่ค่อยดีในสายตาคนอื่นก็ได้ แต่ว่าถ้าจะให้แนะน ก็คือ… น้องนัทต้องทำใจจริงๆ แล้ว อันไหนข้ามได้ก็ข้าม แต่พี่ก็มีวิธีขำๆนะที่พี่เคยคิดว่าพี่จะทำ… ก็คือพี่จะเปลี่ยนชื่อไลน์ตัวเองแล้วพี่ก็จะไปเตะนางออก แล้วพี่ก็จะเปลี่ยนกลับ อันนี้คือกรณีที่แบบไม่ไหวแล้วโว้ยย แล้วมันจะจับไม่ได้ว่าใครเตะนางออกเผื่อนางจะรู้ว่า… ต้องมีอะไรแล้วแน่ๆเลย เผื่อนางจะได้พิจารณาตัวเอง แต่ถ้าจะให้ร้ายกว่านั้น ให้เปลี่ยนชื่อเป็นเพื่อนมันอ่ะ ให้มันด่ากันเองว่าเตะออกทำไม’ ปิดท้ายกันด้วย “ดีเจเผือก” ให้คำแนะนำว่า ‘การที่เราจะรู้สึกรำคาญไม่ผิด แต่ว่าถ้ามันรำคาญถึงขนาดที่ว่าโพสต์เลยเนี่ย… ผมว่ามันจะทำให้ชีวิตคุณนัทอ่ะ มันทุกข์ไปนิดนึง ก็คือตอนนี้ผมเนี่ย จะรู้สึกใช้หลักการดำเนินชีวิตที่อย่าไปสร้างความเครียดอะไรให้กับชีวิตมันมากมาย เก็บความเครียดนั้นไว้ปล่อยสำหรับเรื่องราวที่มันควรจะเครียด เวลาที่เราเครียดหรือเกิดรู้สึกทางลบ ทั้งสารเคมีในสมองเอย ทั้งระบบการเต้นของหัวใจ คือมันหงุดหงิดอ่ะ เมื่อไหร่ที่เราหงุดหงิดหรือรำคาญ มันก็จะทำให้วันนั้นมันเป็น Bad day แล้วโลกทุกวันนี้มันก็เลวร้ายมากพออยู่แล้ว มันมีเรื่องราวร้ายๆ อะไรมาทำให้เรารู้สึก Bad day อยู่เรื่อยๆ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น อะไรที่มันไม่มีคุณค่าพอที่จะทำให้ผมหงุดหงิดได้ ผมก็จะไม่สนใจมัน ผมจะพยายามเก็บความหงุดหงิดไว้ใช้กับเรื่องที่มันเหมาะสม แล้วก็ ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะรู้สึกว่าเรื่องราวที่คุณนัทเจอมันเบา ก็ปิด Notification ก็ได้ แล้วค่อยๆมาไล่ๆดูก็ได้ ซึ่งสำหรับคุณนัทอาจจะมองปัญหานี้รุนแรงกว่าคนอื่น ก็อยากให้ค่อยๆปรับลง ถ้าคุณนัทยังมีเรื่องอื่นๆในชีวิต ที่ยังซีเรียสกว่านี้หรือน่าจะเครียดกว่านี้ แล้วคุ้มค่ากับการที่เราจะเสียเซลล์สมองกับการรับมือมากกว่านี้ ก็เปลี่ยนไปโฟกัสกับเรื่องนั้น แล้วผมเชื่อว่าทุกคนก็จะมีกรุ๊ปไลน์ที่ปิด Notification ไว้อยู่แล้ว เราไม่เปิดของทุกกรุ๊ปอยู่แล้ว ผมก็ปิดนะ แล้วเมื่อไหร่ที่เราเปิดกรุ๊ปไลน์เราก็มาไล่ดูว่าเราพลาดอะไรไปหรือเปล่า มันก็จะทำให้เราหลีกเลี่ยงความวุ่นวายไปได้เยอะเลยครับ ก็ลองปิด Notification ลองเอาใจออกมาจากกรุ๊ปไลน์ดู’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูโตแล้ว แค่อยากได้พื้นที่ส่วนตัวคืน... ตั้งแต่เด็กแม่มีรหัส Facebook ของหนู แม่สวมรอย คอมเมนต์ ตอบเพื่อน ทักหาผู้ชายไปทั่ว ขอร้องหนูให้ช่วยวิดีโอคอลกับผู้ชาย 5 นาที ให้ผู้ชายมั่นใจว่าคือหนูจริงๆ

29 มี.ค. 2024

หนูโตแล้ว แค่อยากได้พื้นที่ส่วนตัวคืน... ตั้งแต่เด็กแม่มีรหัส Facebook ของหนู แม่สวมรอย คอมเมนต์ ตอบเพื่อน ทักหาผู้ชายไปทั่ว ขอร้องหนูให้ช่วยวิดีโอคอลกับผู้ชาย 5 นาที ให้ผู้ชายมั่นใจว่าคือหนูจริงๆ

หนูโตแล้ว แค่อยากได้พื้นที่ส่วนตัวคืน... ตั้งแต่เด็กแม่มีรหัส Facebook ของหนูแม่สวมรอย คอมเมนต์ ตอบเพื่อน ทักหาผู้ชายไปทั่ว ขอร้องหนูให้ช่วยวิดีโอคอลกับผู้ชาย 5 นาทีให้ผู้ชายมั่นใจว่าคือหนูจริงๆ พีคสุด นัดครอบครัวผู้ชายมากินข้าวด้วยกัน ตอนนั้นหนูยังเด็ก ทำตัวไม่ถูกเลย “คุณน้ำ(นามสมมติ)” อายุ 22 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (27 มี.ค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาแม่สวมรอยเป็นเราไปคุยกับผู้ชายในเฟสบุ๊คจนได้คบกัน ถึงขั้นนัดกันไปกินข้าวกับครอบครัวผู้ชายคนนั้น! โดย ​“คุณน้ำ(นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘มันเริ่มมาจากหนูมีเฟซบุ๊ก น่าจะช่วงวัยประถม ประมาณ ป.4-ป.5 และไม่ได้รู้สึกว่าการที่แม่รู้พาสเวิร์ดหรือเข้าไปอ่านแชทเวลาเราคุยกับเพื่อนเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะตอนนั้นเด็กมาก ๆ เลยคิดว่าแม่คงเป็นห่วง แต่มันกลายเป็นว่าคุณแม่ตอบแชท ตอบคอมเมนท์แทน โดยที่ทำตัวเป็นเราและเป็นอย่างนี้มาเรื่อย ๆ จนประมาณช่วง ม.1 โรงเรียนไม่ให้เอาโทรศัพท์ไป เพราะฉะนั้นหนูจะเล่นโทรศัพท์ได้ตอนที่อยู่บนรถ ก่อนจะลงจากรถเข้าโรงเรียน และตอนเลิกเรียน ทีนี้หนูก็ทิ้งโทรศัพท์ไว้ให้แม่ก่อนที่จะเข้าโรงเรียน หนูเห็นแล้วว่ามีผู้ชายคนนึงแอดเฟซบุ๊กหนูมา แต่หนูไม่ได้สนใจอะไรคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่พอหนูกลับมา เฟซบุ๊กผู้ชายคนนั้นหายไป แต่มีแชทที่แบบถามต่อว่า เธอชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ คุณแม่ก็ตอบแทนปกติ แต่หนูมารู้ทีหลังว่า... จริง ๆ แล้วคุณแม่เอาไอดีไลน์ของคุณแม่ให้เขาไป แล้วเขาก็ไปคุยกันในไลน์ โดยที่คุณแม่หลาย ๆ คนอาจจะชอบเอารูปลูกสาวหรือลูกชายตั้งเป็นโปรไฟล์ เขาอาจจะรู้สึกว่าไม่ได้แปลกอะไร แต่ว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความรู้สึกที่ไม่ปลอดภัย แล้วมันก็เกินเลยมาเรื่อย ๆ หนูแอบเห็น message ที่เด้งมา ตอนแรกเข้าใจว่าคงคุยกันปกติ แต่ไป ๆ มา ๆ มันเป็นการคุยเหมือนจีบกันเชิงชู้สาว จนมารู้ทีหลังว่าเขาคบกัน คุณแม่ก็มาพูดประมาณว่า ช่วยวิดีโอคอลคุยกับเขาให้หน่อยซัก 5-10 นาทีได้ไหม? ทั้ง ๆ ที่หนูไม่ได้รู้จัก ไม่ได้คุยกับเขาเลย แต่ให้หนูตีหน้าซื่อคุยวิดีโอคอลกับเขา หนูก็คุย ๆ ไปให้มันหมดเวลา แล้วก็วางสาย คุณแม่ก็คุยกันต่อในแชท คุณพ่อทำงานอยู่ต่างจังหวัดกลับมาอาทิตย์ละ 1 ครั้ง แต่คุณพ่อจับไม่ได้เพราะอาจจะเป็นคนไม่ค่อยเล่นโซเชียล และไม่ค่อยสนใจอะไร เขาก็ดูอินโทรเวิร์ตหน่อย ๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่คุยกับคุณแม่เลย ตอนหนูอายุ 15 ปี เป็นวันที่หนูต้องเปลี่ยนบัตรประชาชน หนูก็ถ่ายรูปลงมาจากอำเภอปุ๊บ แล้วคุณแม่ก็บอกว่า เดี๋ยวเราไปสยามกัน เนี่ยไปกินข้าวกัน นัดไว้แล้ว หนูก็ถามว่า ไปกินข้าวอะไร เขาก็เลยบอกว่า เขานัดผู้ชายคนนั้นกับครอบครัวเขาไว้แล้ว ต้องไปนะ เพราะว่าเขามาแล้ว หนูก็รู้สึกเหมือนโดนมัดมือชก ตอนนั่งกินอาหารก็คุยกันปกติ หนูอึดอัดมาก จนแบบหนูจะลุกไปเข้าห้องน้ำ แล้วแม่ของผู้ชายก็บอกผู้ชายคนนั้นว่า เนี่ย ไปกับน้องสิลูก จนหนูคิดว่าไม่ไปดีกว่ารู้สึกไม่ปลอดภัย หลังจากเหตุการณ์วันนั้น หนูก็พยายามที่จะบอกผู้ชาย โดยใช้แอคหลุมไอจีของหนูทักไปเลยว่า เธอรู้ไหมที่คุยกันมาตลอด 4-5 ปี แล้วที่นัดไปเจอเรื่องมันเป็นแบบนี้ ๆ ผู้ชายก็ไม่เชื่อ หนูก็ตั้งกล้องอัดหน้าตัวเองพูดว่า เนี่ย ดูหน้าเอาไว้ แล้วก็จำเสียงไว้ เสียงเราเป็นแบบนี้ พอเขาไม่เชื่อ หนูก็ไม่รู้จะทำยังไงหนูก็ปล่อยเขาไป แล้วเหมือนผู้ชายเริ่มจะรู้ว่านี่คือแอคหลุมของหนู แต่หนูไม่แน่ใจว่าเขาจะเข้าใจว่าแอคหลุมเป็นของแม่ไหม เพราะหนูคิดว่าผู้ชายมันก็ต้องแคปแชทที่หนูคุยส่งไปให้แม่ แม่ก็คงน่าจะบอกว่า นั่นแม่เราอย่าไปสนใจเลย ฟีลแบบสลับกัน และหนูพยายามหาว่าแม่กำลังจะทำอะไร ก็เลยเริ่มรู้ว่าแม่มีอีกเฟซบุ๊ก มีอีกไอจีนึงที่แม่สร้างเอง เหมือนเป็นอีกโลกที่เอาไว้คุยกับผู้ชายคนนั้น ด้วยความที่อยู่กับแม่ที่บ้าน 2 คน ก็เลยไปบอกเขาว่า แม่ทำแบบนี้ไม่โอเคเลยนะ เลิกได้ไหม เขาก็ขำแล้วบอกว่า จะอะไรนักหนาก็คุยกันผ่านแชท ไม่ได้ไปหาเขาสักหน่อย หนูก็เคย message ไลน์ไปบอกคุณพ่อ คุณพ่อก็อ่านแต่ไม่ตอบ แต่พอเวลาผ่านไปเหมือนคุณแม่ทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ หนูก็บอกว่า หนูทนไม่ไหวแล้วนะ หนูจะต้องบอกพ่อแล้วนะ เขาก็บอกว่า ครั้งที่แล้วก็บอกไปแล้วไม่ใช่หรอ ถ้าบอกอีกจะเลิกกันแล้วนะ จนปัจจุบันหนูเริ่มมีสังคม มีแฟน หนูควรจะทำยังไง หนูถึงจะเอาพื้นที่ส่วนตัวคืนมา หรือหนูควรจะเปิดเฟซบุ๊กใหม่ไปเลย? ซึ่ง “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘หนูต้องเรียกแม่มาคุย แล้วการคุยของหนูไม่ได้ถามว่าแม่โอเคไหม หนูต้องบอกโหมดที่แม่จะใช้ชีวิตอยู่กับหนูให้แม่รับทราบ หนูเปลี่ยนพาสเวิร์ดเฟซบุ๊กก่อนที่จะเรียกแม่เข้ามาคุย ให้ทุกอย่างมันเป็นไพรเวทอะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวของเรา คนอื่นจะเข้ามาก้าวก่ายไม่ได้ เรียกแม่มาคุยเลยว่า... 1. รับรู้เรื่องความเป็นส่วนตัวของเรา แล้วก็เราไม่ยุ่งเรื่องแม่ แม่ไม่ยุ่งเรื่องเรา อะไรที่เราอยากให้แม่รับรู้หรืออยากให้แม่แสดงความคิดเห็นเราจะบอก 2. เรื่องที่แม่แอบอ้างเป็นตัวตนของเราอันนั้นผิด อย่าทำอีก เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่าถูกคุกคามแล้วไม่ปลอดภัย ถ้าทำทั้งหมดแล้วแม่ยังเป็นแบบนี้อยู่ เรื่องนี้จะเรียกพ่อมาคุย แล้วจะถามความคิดเห็นจากพ่อด้วย และถ้าพ่อกับแม่จะเลิกกัน ไม่ใช่ตัวหนูที่เอาเรื่องนี้ไปบอกพ่อ แต่เป็นเพราะแม่ทำตัวแบบนี้ แล้วก็เราจะไม่คอลไลน์กับผู้ชายโดยที่เราหลอกเขา เพราะเท่ากับเราสมรู้ร่วมคิดกับแม่ ถ้าแม่อ้างเหตุผลอะไร ให้พูดไปเลยว่า ไม่ ก่อนที่แม่จะทำอะไร อยากให้แม่ใช้ความคิดมากกว่านี้ อีกนิดแม่จะเข้าข่ายไม่ปกติแล้ว ถ้าแม่ยังเป็นอย่างนี้หรือไม่สามารถขจัดนิสัยแบบนี้ออกไปได้ แม่ต้องปรึกษาแพทย์แล้ว’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘การปลอมตัวเพื่อสวมรอยเป็นใครสักคนเพื่อคุยมันคือการหลอก ผู้ชายโดนเต็ม ๆ พี่ดูสารคดีของเมืองนอกเยอะเกี่ยวกับพวกหลอกลวง สวมรอย แล้วจุดจบมันไม่ค่อยดีทั้งนั้นเลยที่พี่ดู พี่เลยค่อนข้างตกใจ พอคิดตาม ที่มันรู้สึกไม่ปลอดภัยถูกต้องแล้วน้ำ เพราะฉะนั้นถ้าจะคุยกับแม่ น้ำต้องเด็ดขาดว่านี่มันไม่ใช่แล้ว สิ่งที่แม่ทำ มันอาจจะทำให้เกิดอันตรายกับลูกสาวตัวเองได้ ถ้าคิดว่าคุยไม่รู้เรื่องก็ปิดเฟสบุ๊คไปเลย ให้เขารู้ว่าเราไม่เอาแล้ว’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘ก็ต้องปิดเฟสบุ๊ค ปิดช่องทางทุกอย่างที่เขาจะเป็นหนูได้ แม่ต้องไม่มีตัวตนของหนูอีกต่อไปแล้ว ต้องดูว่าเขาทนได้ไหม ถ้าเขาไม่ไหวต้องพาเขาไปหาหมอ แต่ถ้าไปหาหมอแล้วเขาทำไม่ได้ เขาก็ต้องหย่ากับพ่อ ตอนนี้เขามีพ่อเป็นสามี เขาไม่สามารถไปคุยกับคนอื่นได้ นอกจากเขาต้องหย่า ทีนี้เขาจะคุยกับคนอื่นไม่ว่า แต่เขาก็ต้องห้ามสวมรอยเป็นคนอื่น เขาต้องคุยในฐานะเป็นเขาเอง ถ้าเราอยากให้ปัญหานี้ยุติ ต้องถอนรากถอนโคน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมนอกใจแฟน บอกเลิกกันก่อนวันครบรอบ 3-4 วัน พอไปอยู่กับแฟนใหม่ ผมดันคิดถึงแฟนเก่า ก็เลยเลิกกับแฟนใหม่เพื่อไปง้อแฟนเก่า แต่ตอนนั้นแฟนเก่าผมก็มีคนใหม่ไปแล้ว จนเขาสองคนเลิกกัน ตอนนี้ผมอยากได้วิธีไปง้อแฟนเก่าที่ผมเคยนอกใจเขามาหน่อยครับ

13 ธ.ค. 2024

ผมนอกใจแฟน บอกเลิกกันก่อนวันครบรอบ 3-4 วัน พอไปอยู่กับแฟนใหม่ ผมดันคิดถึงแฟนเก่า ก็เลยเลิกกับแฟนใหม่เพื่อไปง้อแฟนเก่า แต่ตอนนั้นแฟนเก่าผมก็มีคนใหม่ไปแล้ว จนเขาสองคนเลิกกัน ตอนนี้ผมอยากได้วิธีไปง้อแฟนเก่าที่ผมเคยนอกใจเขามาหน่อยครับ

“คุณอ๊อฟ (นามสมมติ)” อายุ 23 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (11 ธ.ค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาการนอกใจแฟน โดย “คุณอ๊อฟ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ผมนอกใจแฟน เมื่อเดือนมีนาคมช่วงต้นปีก็เป็นวันครบรอบ 3 ปีผมกับแฟน แต่แฟนผมจับได้ก่อนว่าผมนอกใจเขา เราเลยเลิกกันก่อนจะถึงวันครบรอบประมาณ 3 – 4 วัน แล้วผมก็ได้มาอยู่กับทางคนใหม่ เหตุการณ์ตอนนั้นคือประมาณว่าผมก็ง้อเขาเหมือนเขาจะคืนดีกับผมแล้ว แต่เขาลง Story IG ประชดผมแบบลงกับผู้ชาย กลายเป็นผมเองที่รับไม่ได้ผมเลยบอกเลิกเขาไปอีกครั้งแต่เรื่องทั้งหมดก็ผ่านมาเกือบ 1 ปีแล้ว พอหลังจากที่เลิกกันไป ผมก็ไปอยู่กับคนใหม่ เราคบกันได้ประมาณ 3 เดือนผมรู้สึกว่าเหมือนตัวเองรู้สึกผิดแล้วผมรู้มาว่าเขาไปพูดกับเพื่อนผมว่า เขารู้สึกว่า เขาผิดตรงไหน เขาแย่ตรงไหน ทำไมเขาถึงโดนทำแบบนี้ ผมเลยคิดว่าเขาคงจะยังมูฟออนไม่ได้ พอผมได้ยินแบบนี้ผมเลยตัดสินใจเลิกกับแฟนคนใหม่ แล้วกลับไปบอกเหตุผลกับเขาว่าที่ผมนอกใจเขาครั้งนั้น เพื่ออะไร เพราะอะไร เพื่อเคลียร์ปัญหาที่ผมได้ก่อไว้เพราะผมแค่ตั้งใจจะอธิบายกับเขาทุกอย่างให้มันกลับมาถูกต้องยังไม่ได้ต้องการที่จะให้เขากับมาคบกับผม หลังจากที่ผมอธิบายกับเขาทั้งหมดจนเราคุยกันลงตัวทุกอย่าง เขาก็ได้บอกกับว่า ตอนนี้เขามีคนใหม่แล้วนะ ผมก็โอเค แล้วเราก็แยกย้ายกันไป ส่วนเขาก็คบกับคนใหม่มาจนถึงช่วงสิ้นปีนี้ ผมก็อยู่คนเดียวของผมมาตลอดไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับเขาเลย แต่ตอนเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาเขาติดต่อผ่านเพื่อนผมมาว่าจะยืมเต็นท์เอาไปเที่ยว เพื่อนก็มาบอกผม ผมก็เลยบอกโอเคเดี๋ยวเอาไปให้ จากนั้นเราก็ได้โทรคุยกันจนรู้ว่าเขาพึ่งเลิกกับแฟนใหม่เขาเหมือนกัน จากนั้นจนเรื่องมาถึงปัจจุบันเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว จริง ๆ เรื่องที่ผมจะปรึกษาคือ ผมควรปล่อยให้เขาอยู่ตรงนั้นไหม เพราะว่าที่เราคุยกันตอนเดือนพฤจิกายนเขาบอกว่าเขาก็มีคนคุยอยู่แล้วนะตอนนี้ ถึงแม้เขาจะเลิกกับคนนั้นแล้วเขาก็บอกผมว่าเขาให้สถานะผมได้แค่เพื่อน แต่ตอนนี้ผมก็ได้ไปทานข้าวกับเขาหลังจาดวันนั้นประมาณ 3 ครั้ง มันมีเหตุการณ์ก่อนจะเจอกันครั้งแรกเขาเป็นลมชักเข้าโรงพยาบาล อยู่ ๆ เขาจะเป็นโรคหัวใจผมก็ได้ไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาลแต่พอไปถึงเจอแฟนเก่าเขา ผมก็เลยไม่ได้เข้าไปเยี่ยมเขา แล้วก้ไปรู้มาว่าแฟนเก่าเขามาตามง้อ คนที่เขาคุยอยู่ก็มาหาเขาเหมือนกัน ตอนนี้ปัจจุบันก็คือ เขาบอกให้ผมเป็นเพื่อนแต่ผมบอกเขาว่าผมไม่เป็นเพื่อนผมขอเป็นคนรู้จักแล้วกัน ผมก็เลยอยากปรึกษาพี่ ๆ ผมจะทำยังไงให้เขาใจอ่อนกลับมาคบกับผมดี?’ ซึ่งเริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าจากที่ฟังดูมีโอกาสที่จะกลับมาคบกันได้แต่มันก็ขึ้นอยู่กับผู้หญิงคนนั้นด้วย มันตอบยาก แต่ว่าถ้าอ๊อฟอยากจะทำให้เขากลับมารักเราก็ต้องทำให้เขาเห็นว่าเราอยากจะกลับไป สมมุติอันนี้จะตอบในมุมว่าอยากให้เขามารักเราอีกรอบ แต่พี่จะห่วงว่าอ๊อฟจะทำได้ไหมจะไม่นอกใจเขาอีกแล้ว เราต้องพิสูจน์ว่าจะไม่ใช่อ๊อฟคนเดิมแล้ว ส่วนเขาก็คือต้องอยู่ที่เขาแล้วว่าเขาจะยังไง เขาอาจจะเห็นเราเป็นแค่แฟนเก่าก็เลยให้เกียรติยังผูกพันมาทำอะไรก็ได้หรือเขาก็อาจจะหว่านเสน่ห์ แล้วก็บอกอ๊อฟทีหลังก็ได้ว่ากูไม่รู้สึกอะไรกับมึงเลยกูแค่แกล้งมึงก็ได้ หรือสุดท้ายเขาอาจจะมีเยื่อใยอยู่ อ๊อฟพิสูจน์ตัวเองแล้วก็กลับมารักกับอ๊อฟอีกทีก็ได้ มันเป็นไปได้หมดเลย’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เขามีใจให้อ๊อฟอยู่แล้ว ผู้หญิงถ้าเลิกกับแฟนเก่าที่นอกใจ ถ้ามันเกลียดมันไม่มองหน้าอยู่แล้ว มึงทำเขาขนาดนั้นเป็นกูถ้าโกรธกูก็ไม่คุย แต่ถ้าเกิดว่าเอาเรื่องเต็นท์มาอ้าง แปลว่ายังอยากกลับมาคุยอยู่ แต่การที่จะแบบมาดีกับมึงง่าย ๆ มันง่ายไปอ๊อฟมึงทำอะไรกับกูไว้มันก็ต้องมีชั้นเชิงนิดนึง มันก็ต้องดูว่าจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมไหม แสดงความมั่นใจหรือเปล่าคือครั้งนี้อ๊อฟมีหน้าที่ลงทุนอย่างเดียวโดยที่ไม่รู้ว่าผลกำไรกลับคืนมาไหมหรือจะขาดทุน แต่ในเมื่ออ๊อฟรู้สึกว่าอ๊อฟต้องการของสิ่งนี้ทำได้แค่ลงทุนแล้ว รอผลลัพธ์ว่าจะใช่หรือไม่ใช่ ให้เคล็ดลับแล้วกันเข้าทางเพื่อนด้วย เพื่อนก่อนถ้าเพื่อนมันตั้งป้อมปุ๊บเพราะวัยนี้เป็นวัยเชื่อเพื่อน ทำให้เขามั่นใจตัวเขาก่อน ให้เขาเห็นความพยายามแล้วเราก็ไม่ทำให้เขารู้สึกอึดอัด ช่วยเหลือเขาในวันที่เขาไม่มีใคร แล้วก้เข้าทางเพื่อนเขา สเต็ปต่อไปคือการดูแลเขาไปเรื่อย ๆ จนถึงเวลาวันนึงที่เรามั่นใจแล้วว่าเขาน่าจะมีใจเพื่อนเขาเราโอเคแล้ว ก็ยื่นคำขาดเลยไปต่อหรือพอแค่นี้ถ้าเขาบอก เฮ้ยระหว่างเรายังไงก็เป็นไปไม่ได้ ไปแผนล้ำลึกเลยปล่อยข่าวว่ามีใครสักคนนึงที่กำลังจีบเราอยู่เป็นการกดดันเขา มึงต้องรีบตัดสินใจแล้วอันนี้เป็นสเต็ป ๆ ไล่เลเวลไป’ สุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาเสริมอีกว่า ‘มันต้องเคลียร์ตัวเองก่อน คือคราวเนี้ยถ้าเรากลับไปแล้วยังทำเรื่องอีก การที่เราทำร้ายใครสักคนในรอบแรกเนี่ยมันก็เลวร้ายมากพออยู่แล้ว แต่คือมัน 2 รอบเราจะไม่เหลืออะไรให้เคารพตัวเองอีกเลยนะหมายถึงว่า วันนึงเมื่ออ๊อฟอายุขึ้นมาก ๆ จนอ๊อฟตกตะกอนในชีวิตแล้ว อ๊อฟคิดย้อนมามันจะรู้สึกเกลียดตัวเองเวอร์ชั่นนี้เลยนะว่า เฮ้ยกับคน ๆ นึงเราทำ 2 รอบเลยเหรอวะ มันทำให้เขาเจ็บแล้วเจ็บอีก ถามตัวเองก่อนแล้วกันว่ามั่นใจกับการรีเทิร์นครั้งนี้ ถ้ามั่นใจจริงเขียนไว้เลยว่าให้หวังแบบไม่หวังเพราะเราไม่รู้หรอกว่าเขาจะโอเคหรือเปล่า หลัก ๆ จริง ๆ อาจจะไม่ได้อยู่ที่เราเพราะเขาคือคนที่เจ็บแผลอยู่ที่เขาให้เราทำให้ตายยังไง ถ้าเขาไม่อยากรีเทิร์นมันก็ไม่เกิดขึ้น แต่คือเขาก็ดูมีเยื่อใยอยู่แต่เยื่อใยนี้จะเป็นเยื่อใยเพื่อนหรือว่าเยื่อใยรีเทิร์นเป็นแฟนอีกครั้งไม่รู้เพราะฟังแค่นี้ไม่รู้จริง ๆ ก็ได้แต่หวังแบบไม่หวังทำดีเข้าไว้เหมือนจีบเขาอีกครั้งนึง แต่จีบครั้งเนี้ยรู้ไว้เลยว่าเรามีคดีเหมือนเขารู้แล้วว่าเราเป็นคนไม่ดีแล้วการเป็นคนไม่ดีจะจีบผู้หญิงคนนึงด้วยความจริงใจต้องทำยังไงไปคิดเอาเอง ก็ลองดูถ้าคิดว่าสงบแล้วจริงก็ลองดูโอกาสอีกสักครั้งนึง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แฟนชอบพาไปเที่ยวและชอบสปอยที่เที่ยวมาก ซึ่งทุกที่ที่เขาไป ทุกเรื่องที่เขาเล่า คือเรื่องของเขากับแฟนเก่า ควรทำยังไงดีค่ะ อยากไปที่ที่เขาไม่เคยไปกับแฟนเก่าบ้าง

13 มี.ค. 2026

แฟนชอบพาไปเที่ยวและชอบสปอยที่เที่ยวมาก ซึ่งทุกที่ที่เขาไป ทุกเรื่องที่เขาเล่า คือเรื่องของเขากับแฟนเก่า ควรทำยังไงดีค่ะ อยากไปที่ที่เขาไม่เคยไปกับแฟนเก่าบ้าง

แฟนชอบพาไปเที่ยวและชอบสปอยที่เที่ยวมากซึ่งทุกที่ที่เขาไป ทุกเรื่องที่เขาเล่า คือเรื่องของเขากับแฟนเก่ารู้สึกรำคาญ น้อยใจจนหมดสนุกควรทำยังไงดีค่ะ อยากไปที่ที่เขาไม่เคยไปกับแฟนเก่าบ้างแต่พวกเขาไปเที่ยวกันมาเกือบทุกที่แล้ว ‘คุณมายด์ (นามสมมุติ)’ สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (11 มีนาคม 2569) ได้เข้ามาปรึกษา 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องที่แฟนชอบพาไปเที่ยว แต่ก็ชอบสปอยที่เที่ยวและเล่าประสบการณ์ของเขากับแฟนเก่าให้เราฟัง ‘คุณมายด์ (นามสมมุติ)’ อายุ 24 ปี ได้เล่าว่าแฟนของเธอชอบเล่าประสบการณ์และสปอยสถานที่ท่องเที่ยวให้เธอฟังทุกทริป และทุกที่ที่แฟนพาไป มันคือที่ที่แฟนเคยไปกับแฟนเก่าแล้วทั้งนั้น เธอมีแฟน อายุ 34 ปี และเคยมีแฟนเก่าที่คบกันมา 7 ปี ซึ่งตอนที่พวกเขาคบกันก็ไปเที่ยวกันบ่อยมาก ไปทุกเสาร์ - อาทิตย์ จนเมื่อฝ่ายชายมาคบกับคุณมายด์ที่เป็นคนที่ไม่ค่อยเที่ยว ก็ได้พาคุณมายด์ไปเปิดโลกในสถานที่เที่ยวใหม่ ๆ หลายที่ ก่อนหน้านี้ แฟนคุณมายด์ถามว่า "อยากไปเที่ยวเกาะเสม็ดหรือเกาะช้างดี" คุณมายด์ตอบว่า “อยากไปเกาะเสม็ด” แฟนจึงเล่าให้ฟังว่า เกาะเสม็ดจะมีอะไรบ้าง ร้านอาหารมีแบบไหนบ้าง คุณมายด์ก็ต้องทนฟังไป และรู้อยู่แล้วว่าที่แฟนเล่าแบบนี้แปลว่าต้องเคยไปกับแฟนเก่ามาแล้วแน่ ๆ ก่อนเดินทางหนึ่งอาทิตย์​ คุณมายด์ก็เตรียมแพลนไว้เรียบร้อยว่าจะไปทานอาหารร้านไหน และบอกแฟนว่าต้องไปก่อน 1 ทุ่ม เพราะจองไว้แล้ว หากไม่ไปตามเวลาร้านจะปล่อยโต๊ะ จนกระทั่ง 1 ทุ่มกว่า แฟนเธอก็ยังไม่ไปที่ร้าน และทั้งคู่ก็ไม่ได้ทานในอาหารร้านที่คุณมายด์อยากไป แฟนจึงพาไปอีกร้านหนึ่ง เมื่อไปถึง เขาก็เริ่มเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ที่เคยมาที่นี่ เล่าว่าร้านอาหารมีอะไรบ้าง เวลา 2 ทุ่มจะเริ่มมีโชว์ควงไฟ และก็พูดต่อไม่หยุด ซึ่งร้านอาหารร้านนี้ก็คือร้านที่เขาเคยมากับแฟนเก่าเช่นเดิม ครั้งหนึ่งคุณมายด์เคยไปเขาใหญ่กับแฟน เขาก็เริ่มเล่าว่าเขามาบ่อยมาก เลี้ยวซ้ายจะมีร้านชำ เลี้ยวขวาจะเป็นอะไร เล่าต่าง ๆ นานา ภาพในหัวของคุณมายด์เวลาที่เขาเล่าให้ฟัง ก็จะเห็นเป็นภาพแฟนกับแฟนเก่าของเขาขึ้นมา และมีอีกเหตุการณ์ที่ไปสวนผึ้ง แฟนก็ยังพูดว่าที่นี่คล้าย ๆ กับจันทบุรีที่เขาเคยไป ด้วยความเด็กกว่าคุณมายด์ไม่กล้าพูดว่าไม่พอใจ เพราะกลัวว่าเขาจะมองว่างี่เง่า แต่ก็มีอาการน้อยใจ เธอรู้สึกว่าไม่อยากทับรอยแฟนเก่า อยากไปเที่ยวในที่ใหม่ ๆ ของทั้งคู่บ้าง อย่างเช่นเมื่อไปเที่ยวบางที่ ที่ทั้งคู่ยังไม่เคยไป จะสนุกกว่าเดิมมาก ๆ เพราะไม่ต้องมานั่งฟังว่าแฟนเคยไปไหนกับแฟนเก่าบ้างแล้ว จึงโทรมาปรึกษาว่า อยากหาวิธีทำอย่างไรไม่ให้รู้สึกน้อยใจ และมีสถานที่เที่ยวไหนใกล้ ๆ ที่แฟนเธอน่าจะยังไม่เคยไปกับแฟนเก่าบ้างหรือไม่ อยากให้พี่ ๆ ช่วยแนะนำ ดีเจทั้งสามคนมีความคิดเห็นและให้คำแนะนำตรงกันว่า คุณมายด์ควรคุยกับแฟนตรง ๆ อายุเขาวัยนี้ เขาชอบพูด ชอบเล่า เป็นปกติ เพราะมองว่าคุณมายด์เด็กกว่า อาจจะรู้และมีประสบการณ์น้อยกว่า จึงอยากแชร์ ตอนนี้เขาอาจจะไม่เข้าใจความรู้สึกเรา แต่ถ้าได้คุยเขาจะสามารถฟังเราได้ และได้แนะนำให้ไปเที่ยวเมืองรองแทน หรือเริ่มไปต่างประเทศด้วยกันก็เป็นตัวเลือกที่ดี นอกจากนี้ ‘ดีเจเผือก’ ยังฝากบอกแฟนของคุณมายด์อีกด้วยว่า “เพลา ๆ ลงบ้าง ไม่ต้องเล่า ไม่ต้องสปอยไปซะทุกอย่างขนาดนั้น” หวังว่าทริปต่อไปทั้งคู่จะไปสถานที่ใหม่ ๆ สามารถสนุกกันได้นะเรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-