แฟนติดเกามาก ต้องเกาให้ตลอด เวลาดูซีรีส์ก็ต้องเกา 8 ชั่วโมงก็เกามาแล้ว ผมเต็มใจทำให้แฟน แต่บางครั้งก็เหนื่อย จะพูดกับแฟนยังไงดีครับ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

แฟนติดเกามาก ต้องเกาให้ตลอด เวลาดูซีรีส์ก็ต้องเกา 8 ชั่วโมงก็เกามาแล้ว ผมเต็มใจทำให้แฟน แต่บางครั้งก็เหนื่อย จะพูดกับแฟนยังไงดีครับ?

28 มิ.ย. 2026

แฟนติดเกามาก ต้องเกาให้ตลอด

เวลาดูซีรีส์ก็ต้องเกา 6 ชั่วโมงก็เกามาแล้ว

 ผมเต็มใจทำให้แฟน แต่บางครั้งก็เหนื่อย

จะพูดกับแฟนยังไงดีครับ?

       ‘คุณโต (นามสมมติ)’ สายที่ 3  ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (24 มิถุนายน 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย และ หมอท้อป - นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic' เกี่ยวกับเรื่องที่แฟนชอบให้เกานานจนเกินไป 

       ‘คุณโต (นามสมมติ)’ อายุ 32 ปี ได้เล่าว่าปัจจุบันคบกับแฟนมาได้ 3 ปี แฟนเป็นคนติดเกามาก ชอบให้เกาทุกส่วนของร่างกาย ในช่วงประมาณ 2-3 เดือนแรกที่คบกัน ก็จะให้เกาแขนให้ปกติ แต่พอหลัง ๆ แฟนจะให้คุณโตเกาให้ตั้งแต่ข้อเท้า ลากยาวจนถึงเข่า และต้นขา และชอบให้เกาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน 

       คุณโตยกตัวอย่างว่า เวลาที่ไปดูหนังด้วยกัน แฟนจะเกาตั้งแต่หนังเริ่มฉาย คุณโตก็เกาให้ ไม่ได้ติดปัญหาอะไร พอหนังจบ ทั้งคู่กลับมาที่บ้านแล้ว บางครั้งก็จะหาหนังเรื่องอื่นดูต่อด้วยกันอีก คุณโตก็ต้องเกาต่อ มีเปลี่ยนตำแหน่งการเกาไปเรื่อย ๆ บ้าง บางครั้งเคยดูซีรีส์ 6 ตอนรวดเดียว ก็ต้องเกาแบบนั้นยาวไปจนจบซีซันเลยทีเดียว นอกจากนี้ แฟนก็ยังชอบให้คุณโตเกาแรง ๆ เคยถึงขั้นเกาหลังให้แล้วเลือดไหลออกมา อาจจะเพราะไปสะกิดโดนสิวที่หลังก็เป็นได้ 

       เมื่อคุณโตถามแฟนว่าทำไมถึงชอบให้เกา แฟนก็ตอบกลับมาว่า พ่อชอบเกาให้ตอนเด็ก ทำให้ติดการเกามาตั้งแต่ตอนนั้น

       คุณโตเล่าเพิ่มเติมว่า บางครั้งตนทำงานกลับมาก็รู้สึกเหนื่อย อยากอาบน้ำแล้วนอนพัก แต่แฟนก็มักจะขอให้เกาให้ คุณโตก็จะต้องนั่งเกาให้อยู่อย่างนั้น มีบางครั้งที่แฟนมักจะเหยียดขามาพาดและให้เกาที่ขาเป็นเวลานาน บางทีก็นานเกินไป ทำให้คุณโตรู้สึก Active จนไม่สามารถนอนหลับได้ 

       วันถัดมา แฟนก็ขอให้คุณโตเกาให้อีกครั้ง แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เพราะกลัวว่าคุณโตจะ Active จนไม่ได้นอนอีก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องให้เกาอยู่ดี คุณโตเล่าเสริมว่า บางครั้งเกาให้แฟนครบทุกส่วนของร่างกายแล้ว แฟนก็จะยื่นขามาให้เกาใหม่อีกรอบ คุณโตเคยเกาให้จนตัวเองเผลอหลับ แต่แฟนก็จะขยับตัวให้คุณโตรู้สึกตัวเพื่อที่จะได้เกาต่อ ด้านคุณโตยังเสริมอีกว่าเขาเคยให้แฟนเกาคืนให้ แต่พอเกาผ่านไปสัก 2 นาที แฟนก็จะหยุดเกาให้แล้ว 

       คุณโตจึงอยากให้พี่ดีเจพูดกับแฟนว่าให้ลดปริมาณการเกาลง ไม่ใช่ว่าคุณโตไม่เต็มใจเกา เพียงแต่อยากให้ลดลงบ้าง อยากปรึกษาพี่ ๆ ดีเจว่า มีเทคนิคอะไรที่จะไปพูดกับเขาดี และคุณโตจะนำคลิปไปเปิดให้คุณแฟนฟัง

       หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด ดีเจได้เริ่มให้คำปรึกษาและพูดกับแฟนคุณโต โดยเริ่มจาก ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า “แฟนคุณโตคะ หนูมีแฟนเป็นคนที่น่ารักมาก ๆ เลยนะ พี่ยังจินตนาการไม่ออกเลยว่า ถ้าพี่ต้องเกาให้แฟนตลอดการดูหนัง 3 ชั่วโมง พี่จะทุกข์ขนาดไหน เพราะฉะนั้น พี่ว่าโตก็อยากทำให้หนูนะ แต่มันก็จะมีวันที่เขาเหนื่อย ในวันนั้นเราก็ใช้สองมือของเราเกาเอง อยากให้เห็นใจน้องโตบ้าง น้องโตไม่ได้เรียกร้องอะไรนะ เพียงแค่เขาอยากมีช่วงเวลาพักผ่อนบ้าง” 

       ถัดมาที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้พูดกับแฟนคุณโตว่า “ในฐานะคนที่เป็นมือนวด - มือเกา ให้ภรรยามา 10 กว่าปี ผมก็ยังนับถือคุณโต เพราะผมเองก็ไม่เคยเกาให้ภรรยานานขนาดหนังหนึ่งเรื่องแน่นอน หากแฟนคุณโตฟังอยู่จะบอกว่า คนอย่างนี้หายากนะ ในโลกนี้นับหัวได้เลย คนที่จะยอมทำเรื่องพวกนี้หายาก คนที่จะนั่งเกาให้กันทั้งวันอย่างซื่อสัตย์น่ะ การเกาให้หัวจรดเท้าแล้ว และยังต้องมาเกาวนซ้ำใหม่อีกรอบมันท้อนะหนู อย่างน้อย reward เขาหน่อย ให้พักตอนหนึ่งก็ยังดี อย่าให้เขาเกาต่อทันทีเลย โปรดเห็นใจผู้ชายคนนี้สักนิด 

       และส่วนของอาการคันอยากให้ตรวจสอบกันดี ๆ ว่าระบบประสาททั้งตัวปกติหรือเปล่า คันแบบ Physical จริง ๆ หรือการคันนั้นส่งผลต่อสมอง เกาแล้วหลั่งสารความสุขออกมา ตอนเด็กคุณพ่อเขาเกาให้แล้วรู้สึกปลอดภัย วันนึงพอมีแฟนก็อยากให้แฟนเกาให้ แต่เรื่องปริมาณ คุณโตก็ต้องตกลงกัน ต้องมีขีดจำกัด อย่างน้อยก่อนนอน ถ้ามันนอนไม่หลับจริง ๆ ก็ต้องขอเว้นหน่อย ซึ่งถ้าเขาให้โตก็อย่าไปเกรงใจเขา ถ้าอยู่ด้วยความรักมันอยู่ได้ครับ“

       ถัดมา ‘ดีเจอ้อย‘ ให้คำปรึกษาว่า “พี่อ้อยเป็นมือนวด แต่ก็ไม่เคยเยอะมากขนาดนี้ คือก่อนจะไปแก้ทางเขา แก้ทางโตเองก่อน พอไม่ทำอะไรตามที่เขาขอแล้วโตเองรู้สึกผิด พอเขาบอกว่า "เออๆ ไม่ต้องก็ได้" แทนที่จะ "เออดีจังเลย" แต่โตกลับคิดว่า “เราทำอะไรผิดหน้าที่ไปหรือเปล่า" 

       และถ้าน้องเขาบังเอิญฟังอยู่นะ ทุกคนบอกแล้วว่าโตเป็นคนที่น่ารักมาก ให้โตได้พักผ่อนบ้าง เขาทำงานนอกบ้านมาเยอะแล้วค่ะลูกการแสดงออกซึ่งความรักพี่อ้อยว่าควรเป็นผู้ที่อยากให้และอยากได้บ้าง มันต้องสมดุลกัน ไม่งั้นโตจะกลายเป็นว่าทำเพื่อแฟนตลอดเลย ความพอดีเป็นสิ่งสำคัญค่ะ”

       สุดท้ายคือคำแนะนำจาก ‘หมอท้อป’ ว่า “ในเคสนี้อาจต้องระวังอย่างแรกคือปัญหาผิวหนัง เคยเจอทั้งคนที่ผิวแห้งมาก แต่ไม่ได้เป็นโรค ไม่มีผื่นแต่ผิวแห้ง แล้วพอแฟนเกาให้ก็รู้สึกดี น่าจะต้องปรึกษาหมอนิดนึงถ้ารู้สึกดีเพราะมีอาการหายคันน่าจะมีเรื่องผิวหนังอยู่ 

       และอีกอย่างหนึ่งที่พบบ่อยเหมือนกันคือ ย้ำคิดย้ำทำ แต่เจ้าตัวเขาจะเกาเอง จะหยุดไม่ได้ หรือถ้าเป็นรสนิยมความชอบ เป็นปัญหาหรือไม่เป็นปัญหาดูที่ว่ามันเดือดร้อนตัวเขาหรือชาวบ้านไหม ถ้าเกิดว่าเราแค่เกากันเบา ๆ สัมผัสกันเป็นความรู้สึกดี ๆ โรแมนติก อีกคนก็ไม่ได้เกาจนเมื่อยมือ อันนี้ไม่ใช่ปัญหา อาจจะดีที่ได้สื่อสารใกล้ชิด 

       แต่ที่ห่วงคือ เกาจนเลือดสาด อันนี้อาจจะเกินไป เพราะคุณพ่ออาจไม่เกาจนเลือดออก ดังนั้นต้องระวัง คือตัวเขาเองอาจจะติดเชื้อจากการเกาเลือดออก และผิวหนังอาจเป็นรอย เป็นแผล ส่วนคนเกาให้นาน ๆ ไปจากสุขกลายเป็นทุกข์ ถ้ามาถึงตรงนี้แล้วคิดว่าคุยกันได้ เกากันพอประมาณไม่ต้องเลือดสาด แต่ถ้าบังคับกันต้องเกา  หรือเกากันจนแบบเป็นแผลกัน อันนี้ต้องปรึกษาหมอกันนิดนึง”

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เราเพิ่งฟ้องหย่าสามี เพราะสามีมีผู้หญิงอื่น แต่อยากจะได้วิธีการสอนลูกยังไงให้ไม่เกลียดพ่อตัวเองดีคะ?

28 พ.ย. 2025

เราเพิ่งฟ้องหย่าสามี เพราะสามีมีผู้หญิงอื่น แต่อยากจะได้วิธีการสอนลูกยังไงให้ไม่เกลียดพ่อตัวเองดีคะ?

เราเพิ่งฟ้องหย่าสามี เพราะสามีมีผู้หญิงอื่นเรากอดลูกสาว 8 ขวบร้องไห้ตลอด ตอนนี้เริ่มดีขึ้นแล้วแต่อยากจะได้วิธีการสอนลูกยังไงให้ไม่เกลียดพ่อตัวเองดีคะ?พ่อเขาก็ยังมีแวะมาเจอลูก มาทำหน้าที่พ่ออยู่จะทำให้ลูกเข้าใจยังไงดีว่าพ่อและแม่จะไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิมกันแน่นอน “คุณน้ำชา (นามสมมติ)” อายุ 37 ปี เป็นสายแรก ในรายการ พุธทอล์คพุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (26 พฤศจิกายน 2568) ได้โทรเข้ามาปรึกษา“ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เรื่องขอวิธีสอนลูกไม่ให้ลูกเกลียดพ่อ และให้เข้าใจว่าพ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว “คุณน้ำชา (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘อยากมาปรึกษาเรื่องวิธีการสอนลูกที่ไม่ให้เขาเกลียดพ่อ คือเราเพิ่งหย่ากับสามี ลูกเราอายุ 8 ขวบ พอจบเรื่องหย่าแล้วลูกก็อยู่กับเรา แต่ว่าฝ่ายพ่อต้องส่งค่าเลี้ยงดูให้เราทุกเดือนตามคำสั่งของศาล แต่จริง ๆ แล้วลูกเขาไม่ได้เกลียดพ่อ เพียงแต่ว่าตอนที่เกิดเรื่อง เราก็เล่าให้ลูกฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อแม่ พ่อกับแม่ไม่ได้รักกันแล้ว พ่อไปรักคนผู้หญิงคนอื่น เขาก็ได้รับรู้ในวัยที่เขาควรจะรู้แล้ว แต่บางครั้งเขาก็จะถามว่า “พ่อไปไหน ทำไมพ่อไม่กลับ” แรก ๆ เราก็บอกไปว่าพ่อเขาไปทำงาน จนหลัง ๆ มันเกิดเรื่องนี้ขึ้นมา เราก็เลยบอกไปว่ามันเกิดเรื่องนิดนึงนะ พ่อกับแม่ไม่ได้รักกันแล้ว พ่อเผลอไปรักผู้หญิงคนอื่น มันก็เลยทำให้เราต้องห่างกัน ในช่วงนั้นคือทรมานมาก ๆ เราร้องไห้และกอดไปกับลูก เราบอกกับเขาว่าพ่อเขาทำผิดและแม่ก็ไม่สามารถให้อภัยพ่อได้ คือเรื่องมันรุนแรงมากจนไปถึงชั้นศาล ไปถึงการฟ้องร้อง แต่ ณ วันนี้ สถานะทุกอย่างมันก็จบลงเหลือเแค่การเป็นพ่อเป็นแม่ให้ลูก ก่อนหน้านี้เขาก็ไม่ได้ดูแลลูกอยู่แล้ว เขามีหน้าที่แค่โอนเงินรายเดือนมาให้ หลังจากเกิดเรื่องเขาก็เจอลูกแค่ประมาณ 2-3 ครั้งในวันพิเศษต่าง ๆ อย่างวันเกิดลูก เราก็ไม่ได้กีดกันเลย แต่เรารู้อยู่แล้วว่าตัวเขาคงไม่ได้อยากที่จะมาหาลูก ลูกยังเคยมีคำถามว่า “พ่อจะไม่มีโอกาสกลับมานอนที่เตียงนี้แล้วใช่ไหม” เราก็ร้องไห้ แต่เราก็บอกไปว่า “ถ้าอยากไปนอนบ้านพ่อ ลูกก็ไปได้นะ” เวลาเขาเจอพ่อ เขาก็ดีใจตามประสาเด็กที่ไม่ค่อยได้เจอพ่อ เหมือนว่าเขาวางพ่อไว้เป็นฮีโร่ของเขา เป็นคนที่เขาคิดถึง เป็นคนที่เขาอยากเจอ เวลาเขาไปเที่ยวกับพ่อแล้วเราถามว่าเป็นยังไง เขาก็จะตอบกลาง ๆ เซฟพ่อของเขา คือลูกเราเขาเป็นคนที่เซฟทุก ๆ คน จะไม่พูดว่าร้ายใครเลย แต่ตอนอยู่ด้วยกัน พ่อกลับไม่ได้เลือกครอบครัวเป็น Priority หลัก ก็ไม่ได้สนใจลูกเท่าไหร่คือเราไม่อยากสอนให้ลูกเกลียดพ่ออยู่แล้ว แต่ในอีกทางคือลูกก็จะอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ไม่ได้ สรุปแล้วสิ่งที่เราทำมันโอเคแล้วหรือเปล่า’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ผมค่อนข้างเป็นคนที่คุยกับลูกด้วยเหตุผลอยู่แล้ว ถ้าเราสังเกตว่าลูกของเรา เขาเป็นคนที่สามารถเข้าใจในเหตุและผลที่เราเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟังได้ ถ้าสิ่งที่เราพยายามอธิบายแล้วเขาเข้าใจว่า พ่อไปชอบผู้หญิงคนอื่นนะ แต่พ่อก็ยังเป็นพ่ออยู่ ซึ่งผมว่าอันนี้ซับซ้อนที่สุดแล้ว ถ้าลูกสาวของคุณน้ำชาเข้าใจมันในระดับหนึ่งได้ ถ้าเป็นผม ผมจะคุยด้วยเหตุและผลและพยายามอธิบายให้เขาเข้าใจว่าความสัมพันธ์ในแบบผู้ใหญ่ มันจะเริ่มซับซ้อนขึ้นอย่างไรบ้าง ความรักที่มีให้กันวันหนึ่งจะหมดลง ผมจะค่อย ๆ อธิบายให้กับลูกฟัง โดยที่ผมจะไม่พยายามไปชี้นำว่าเขาต้องรักพ่อนะ เขาต้องเกลียดพ่อนะ แต่เลือกวิธีที่จะถามและฟังว่าเขารู้สึกอย่างไรมากกว่า แล้วเราก็ปรับจากตรงนั้น เขาจะเข้าใจมากหรือน้อยไม่รู้แต่ดีกว่าผมไม่ได้สื่อสารออกไป เราฟังว่าเขารู้สึกบวกหรือลบ เต็มสิบเขายังรักพ่อเท่าไหร่ แล้วเราค่อยเดินหน้ากันต่อด้วยพื้นฐานตรงนั้นมากกว่าและผมยังเชื่อว่าถ้าเป็นบ้านที่ใช้เวลากับการอ่านหนังสือด้วยกัน มันจะมีหนังสือนิทานที่เล่าเกี่ยวกับครอบครัว อาจจะเป็นครอบครัวสัตว์ชนิดหนึ่งที่ครอบครัวไม่สมบูรณ์ ผมว่ามันอาจจะเป็นสื่อกลางที่ทำให้เรามีภาพมาเปรียบเทียบให้เด็กเข้าใจได้’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเสริมว่า ‘พี่จะค่อย ๆ ให้ลูกรับรู้และก็อยู่กับความจริงที่ว่าจากนี้พ่อกับแม่จะไม่เหมือนเดิม ชีวิตเขาจะต้องเปลี่ยน แต่ว่ามันจะไม่มีวันที่พ่อกับแม่จะไปอยู่ด้วยกันแบบเดิม มันต้องใช้เวลาให้เขายอมรับตรงนี้ให้ได้ แรก ๆ เขาก็จะงงแหละ แต่ว่าสักพักเขาจะเข้าใจและอยู่กับมันได้ เพราะชีวิตเขาก็จะชินไปเอง ซึ่งมันต้องใช้เวลาส่วนเรื่องที่ว่าจะพูดยังไงไม่ให้เขาเกลียดพ่อ พี่ว่ามันไม่จำเป็นต้องไปพูดว่า “อย่าไปเกลียดพ่อนะ” พี่แค่รู้สึกว่าอธิบายให้เขาเข้าใจว่าพ่อกับแม่จากที่เคยรักกัน ตอนนี้มันมีบางอย่างที่ทำให้เราไม่ได้รักกันอีกต่อไปแล้ว โดยที่สถานะความเป็นพ่อเป็นแม่มันยังคงอยู่ สำหรับพี่ พี่ก็จะบอกเขาว่า สิ่งที่พ่อมีปัญหากับแม่ มันไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่พ่อทำกับหนู เพราะฉะนั้นความรู้สึกที่หนูมีต่อพ่อถ้ามันเคยเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นต่อไป หนูไม่ต้องไปโกรธเขาเพราะหนูรักแม่ มันไม่เกี่ยวกัน และที่สำคัญคือหนูจะรู้สึกอย่างไรกับเขาต่อจากนี้ไป ขึ้นอยู่กับว่าพ่อเป็นพ่อหนูอย่างไรด้วยเหมือนกันและสุดท้ายพี่ว่าน้ำชาต้องไม่พยายามพูดซ้ำ ๆ ในสิ่งที่พ่อทำกับเราในอดีตอีก เพราะว่าวันนี้มันจบแล้ว การไม่พูดถึงมันอีกคือสิ่งที่ดีที่สุด อยู่กับปัจจุบัน ให้ลูกตัดสินตามสิ่งที่เขาเห็น มันต้องขึ้นอยู่กับว่าน้ำชาต้องรู้ด้วยว่าลูกเป็นเด็กที่เข้าใจง่ายขนาดไหน บางอย่างต้องอธิบายละเอียดหรือยกตัวอย่างเปรียบเทียบอะไรให้เขาเห็นภาพหน่อย’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า ‘ปัญหาของผู้ใหญ่อย่าไปยัดใส่ลูก ถ้ารักลูก ปัญหาสิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกคิดมาก ลูกจะรักหรือเกลียดพ่อมาจากการกระทำของพ่อที่เขาเห็นเอง เขาอาจจะไม่ดีกับเราแต่ตอนเขาอยู่กับลูกเขาอาจจะเป็นพ่อที่ดีก็ได้ ให้ลูกตัดสินใจเองว่าเขาจะรักหรือเขาจะเกลียดพ่อก็ด้วยการกระทำของพ่อเขาส่วนปัญหาของผู้ใหญ่ให้เป็นปัญหาของผู้ใหญ่ มันใหญ่เกินไปสำหรับเด็ก วันหนึ่งถ้าพ่อไม่รักลูก พ่อไม่มาหาลูก เด็กจะตัดสินใจได้เอง เขาจะรู้ได้ด้วยตัวเอง เขาอยู่ในช่วงปรับตัว ถ้าเรารู้สึกว่าการปรับตัวมันทำให้เขารู้สึกว่ามันยาก ลองหากิจกรรมหรือความสุขอื่น ๆ มาทดแทนให้เขา’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมอยากจะขอเลื่อนงานแต่งแฟนไปอีกสัก 1-2 ปี เพราะหน้าที่การงาน การเงิน เก็บออมสินสอดอยู่ ผมจะพูดหรือมีวิธีการสื่อสารยังไงให้แฟนเข้าใจดีครับ?

24 ม.ค. 2025

ผมอยากจะขอเลื่อนงานแต่งแฟนไปอีกสัก 1-2 ปี เพราะหน้าที่การงาน การเงิน เก็บออมสินสอดอยู่ ผมจะพูดหรือมีวิธีการสื่อสารยังไงให้แฟนเข้าใจดีครับ?

“คุณสอง (นามสมมติ)” อายุ 27 ปี สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [22 ม.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับปัญหาอยากขอเลื่อนแฟนแต่งงาน เพราะมีปัญหาเรื่องเงินและหน้าที่การงาน โดย “คุณสอง (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘อยากจะขอเลื่อนแฟนแต่งงาน เพราะมีเรื่องของการเงินและหน้าที่การงานเข้ามา เรา 2 คนเคยคุยกันไปแล้ว แต่พอคุยกันบ่อย ๆ มันเหมือนกับว่าเขาอยากจะรีบแต่งงาน เราทะเลาะกันเรื่องนี้บ่อยมาก เราก็เข้าใจในมุมเขา แต่ก็ไม่รู้จะพูดยังไง ต่อให้เขาเข้าใจเราและยอมรับจริง ๆ เรา 2 คนคบกันมาปีนี้กำลังจะเข้าปีที่ 10 แล้ว แพลนแต่งงานของเราคือช่วงปลายปี 69 สิ่งที่ผมกลัวคือผมกลัวเก็บเงินไม่ทัน เราไม่อยากจัดงานแบบลวก ๆ อยากทำให้มันออกมาดีเพราะมันคือครั้งเดียวในชีวิต จริง ๆ สเกลมันก็ไม่ใหญ่มากประมาณ 100 – 200 คน แต่มันก็มีเรื่อง ไหนจะค่าสินสอด ค่าสถานที่ ไหนจะถ้าแต่งงานไปแล้วต้องย้ายมาอยู่ด้วยกัน ซึ่งมันอาจจะต้องย้ายไปอยู่ไกลกว่าที่ทำงาน หรืออาจจะทำให้เราทำงานเสริมไม่ได้ ผมค่อนข้างที่จะกังวลเรื่องเงินมาก ๆ ผมเป็นคนที่ต้องทำงานและเรียนไปด้วยตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะครอบครัวก็ไม่ได้มีฐานะเท่าไหร่ ไหนจะมีน้อง มีแม่ที่ต้องดูแลด้วย มันเลยทำให้ระหว่างทางผมมีเฉลี่ยเงินออกไปบ้าง ทำให้การเก็บเงินมันยังมีไม่มากพอ จริง ๆ แฟนผมก็รู้สถานะทางการเงินทั้งหมด เพราะเราคุยกันเรื่องสเกลงานแต่งทุกอย่างเบื้องต้นแล้ว เราคุยกันว่าช่วยกันออก ผมโอเค ไม่ได้ติดปัญหาอะไร สเกลก็ยังอยู่ในสโคปที่เข้าใจตรงกันทั้ง 2 ฝ่าย แต่ผมแค่รู้สึกว่าถ้ามันมีเวลามากกว่านี้ มันอาจจะทำให้มันดีได้มากกว่า ไหนจะค่าสินสอด แต่จริง ๆ พ่อแม่เขาก็ไม่ได้เรียกค่าสินสอดอะไร พ่อแม่เขาดีกับผม น่ารักกับผมมาก ผมเองที่รู้สึกว่าเราเป็นผู้ชาย เราควรให้เกียรติเขา ซึ่งสำหรับผมมันรู้สึกว่ามีเยอะได้มากกว่านี้ เราไม่อยากเป็นใครที่ดูแลคนอื่นไม่ได้ ทุกวันนี้ที่เราคุยกันก็ยังมีทะเลาะกันอยู่บ้างเป็นระยะ ๆ คือเขาก็เหมือนจะเข้าใจ แต่บางทีก็จะพูดประมาณว่า ทำไม จะต้องเลื่อนอะไรอีก คบกันมานานแล้ว ซึ่งผมก็เข้าใจนะคบกันมา 10 ปีมันก็อาจจะถึงเวลาแล้วแหละ ผมเลยอยากจะปรึกษาพี่ๆดีเจว่า มีวิธีพูดยังไงให้เขาอ่อนลงหรือทางไหนที่มันจะเป็นทางที่ดีที่สุด’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘จริง ๆ อยาก reset สิ่งที่สองกังวลใหม่หมดเลย คือ ณ ตอนนี้เท่าที่เคยผ่านมาแล้ว เรารู้สึกว่ายิ่งเป็นครอบครัวรักกันทั่วไป ไม่จำเป็นต้องเอาเงินไปลงกับงานแต่งมากมายอะไรเลย จริง ๆ แล้วหัวใจของการแต่งงานคือ จัดเพื่อให้กับคุณพ่อคุณแม่ให้กับพ่อแม่ของบ่าวสาวได้มีความสุขกับวันนั้น เป็นวันที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะเหนื่อยมากแล้วก็ เราจัดเพื่อให้เกียรติคุณพ่อคุณแม่กับผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งเท่าที่ฟังสองมาพ่อแม่ฝั่งเขาก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรเลย สิ่งที่สองกังวลตอนเนี้ยเหมือนกับว่าครอบครัวเอย ทั้งบ่าวสาวเอย ตอนนี้มีสองกังวลอยู่คนเดียว พี่เลยไม่แน่ใจว่าเรากลัวมากกว่าที่มันจะเป็นหรือเปล่า ทุกวันนี้งานแต่งงานรูปแบบการจัดมันเปลี่ยนไปเยอะมาก คนรุ่นใหม่ที่กำลังมีแพลนที่จะแต่งงานเนี่ย มัน Compact ขึ้นเยอะมาก มันเล็กลง จำนวนแขกน้อยลง ใช้สถานที่ที่ฟุ่มเฟือยน้อยลง ทุกคนมีความคิดไปในทางเดียวกันทั้งบ่าวทั้งสาวแล้ว ส่วนมากเราประหยัดการจัดงานแต่งงานที่มันจะต้องใหญ่โตแล้วก็สุดท้ายเสียเงินไปโดยใช่เหตุเราเอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า หรือแม้กระทั่งสินสอดที่จะมาวางไว้ที่ข้างหน้างานทุกวันนี้มันก็เป็นแค่ พร็อพ นึงด้วยซ้ำ สุดท้ายแล้วเงินตรงนั้นเขาก็ให้มาเป็นขวัญถุงตั้งตัวของบ่าวสาว ประเภทที่ว่าลูกสาวฉันต้องได้เงินเท่านี้เธอถึงจะเอาลูกสาวฉันไปยุคนี้ไม่ค่อยได้เห็นแล้ว เพราะฉะนั้นคำว่าไม่พร้อมของสองเท่าที่ฟังดูมันเลยเป็นความไม่พร้อมทางจิใจหรือเปล่า พี่ไม่ได้รู้สึกว่าสองจะต้องการเงินมากมายสำหรับการจัดงาน ซึ่งปลายปี 69 ก็จะมีเวลาอีก 2 ปีเต็ม ๆ การที่ 2 ปีเต็ม ๆ เราวางสเกลงานแต่งไว้ ขนาดกะทัดรัด แขกอาจจะหลัก 10 ที่มีแต่ญาติสนิทก็พอ เพื่อนเดี๋ยวไปปาร์ตี้กันทีหลัง มันสามารถจัดได้เลยโดยที่ไม่ต้องอาศัยความพร้อมมากมาย พี่เลยรู้สึกว่าคำว่าไม่พร้อมไม่พร้อมตรงไหนทางเป็นเรื่องของเงินมันจัดการได้มากมายแต่ถ้าเป็นเรื่องของจิตใจลองนอนคุยกับตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถ้าจะเอาวันที่พร้อมแต่ก็ไม่รู้ว่าวันที่พร้อมมันจะมีอยู่จริงไหม พร้อมไม่พร้อมหรือเราแค่กลัวการเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า มีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจอีกเยอะ 2 ปี คนเราเติบโตอีกตั้งเยอะมีเวลาครับ’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ที่สองบอกไม่พร้อมเท่าที่ฟังนะพี่เห็นไปใกล้เคียงกับพี่เผือกว่าเหมือนสองไม่พร้อมในสิ่งที่ฝั่งน้องผู้หญิงแฟนสองกับครอบครัวก็ไม่ได้ต้องการ กลายเป็นว่าเหมือนสองแค่ว่าจะไม่เห็นตัวเองเป็นไปตามแพลนที่มันวางไว้ แต่บางทีการไม่ได้ตามแพลนแต่มันได้อะไรมาซึ่งความสุขให้อีกแบบนึงพี่ว่ามันก็น่าลองเหมือนกันในมุมพี่นะ คือตอนนี้พี่พยายามแทนตัวเองเป็นแฟนสอง พี่ว่าคบกันมา 10 ปีแล้วถ้าเขาเคยบ่นแล้วว่าทำไมมันไม่ได้แต่งสักที พี่ว่าในมุมผู้หญิงที่เล่ามานะ มันอาจจะแค่ว่า มึงแต่งกับกูสักทีเถอะให้มันจบ ๆ ให้มันรู้ว่าเราคือสามีภรรยาถูกต้องมากฎหมายเฉย ๆ อาจจะไม่ได้ต้องการแขก 200 คนก็ได้ อาจจะแค่ครอบครัว 2 ครอบครัวกินข้าวด้วยกัน ไม่ต้องสินสอดมาวางประกาศบอกใครก็ได้ว่าเท่าไหร่ เขาแค่อยากให้มันมีงานแต่งงานเกิดขึ้น ลองคุยแล้วลดสเกลแบบแพลนที่เราว่าไว้แต่บนพื้นฐานที่ว่ามันแต่งงานได้แล้วมันก็ยังเป็นสามีภรรยากัน พี่ลองคุยกับเขาก่อนถ้าเขาแบบไม่ได้ฉันต้องมีงานใหญ่ ฉันต้องมีสินสอดอย่างงั้นพี่ว่ามันจะเป็นปัญหา แต่ว่าถ้าคุยกับเขาแล้วมันโอเคมันไม่มีปัญหาเลย บ้าน 2 บ้านกินข้าวกันมีอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ มอบให้กันแหวนเล็ก ๆ พี่ว่า 2 อาจจะไม่ต้องเครียดขนาดนี้ก็ได้’ สุดท้าย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คืองานแต่งงานเป็นแค่อีเว้นท์ ชีวิตหลังแต่งงานสำคัญกว่านั้นมากเลย และวันนี้น้องเจอครอบครัวซึ่งเป็นครอบครัวที่น่ารักมาก ๆ ครอบครัวที่เห็นน้องมาโดยตลอดว่า น้องมีความใส่ใจซื่อสัตย์ อันนั้นก็เป็นสินสอดที่ราคาสูงมากกับการที่ผู้หญิงคนนึงอยู่ในความสัมพันธ์แบบแฟนมาตั้งเป็น 10 ปี แล้วพอเขาจะขอแค่อีกนิดเดียวเพื่อจะบอกกับทุกคนว่า ตกลงที่เห็น ๆ กันอยู่เนี่ยไม่ใช่แฟนแล้ว สามีภรรยาแล้วนะ จริง ๆ เขาก็ต้องการแค่นั้นเอง เราจะต้องไปเปรียบเทียบอะไรกับบ้านเขาพี่กลัวเหลือเกินว่า เดี๋ยวรอผมสร้างบ้านก่อนน้องไม่แคร์เหรอว่า แล้วคนในบ้านล่ะถ้าเกิดวันนึงมีแต่บ้านแล้วคนในบ้านไม่อยู่ด้วยแล้ว หนูโอเคจริงไหม น้องอย่าลืมวันนี้ความเปลี่ยนแปลงสอนเราทุกวัน วันนี้ก้าวเท้าออกนอกบ้านเราไม่รู้เลยว่า จะได้กลับเข้าบ้านกันหรือเปล่ามันมีอะไรต่าง ๆ มากมายเยอะแยะ มันไม่มีทางหรอกที่มันจะไปตามแพลนของน้องโดยตลอด แล้วถ้าน้องจะเอาตามแพลนของตัวเองคนเดียว พี่กลับรู้สึกว่าไม่ได้ ในเมื่อจะมีใครสักคนเป็นคู่ชีวิตจะเอาแต่ใจตัวเองคนเดียวได้ยังไง เป็นพี่เป็นฝ่ายหญิงก็คงจะงง เชื่อไหมว่าคนอื่นคงถามว่าทำไมยังไม่แต่ง คือถ้าจะรอสร้างบ้านก่อนพี่ว่าบ้านไม่สำคัญเท่าคนในบ้าน พี่นับถือหัวใจน้องตั้งใจว่าน้องจะเป็นผู้ชายคนนึงที่ดูแลผู้หญิงคนนึงได้แต่นอกเหนือจากทุนทรัพย์แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณสมบัติของการเป็นคนรักกัน ใส่ใจความรู้สึกเขาและอยากให้มีวันของเราหรือแม้แต่การกังวลอนาคตจนไม่มีความสุขในปัจจุบัน ถ้าชีวิตพี่อ้อยจะสามารถเป็นวิธีคิดได้พี่อ้อยกับสามีอยู่กันเป็นรักทางไกลมาในวันแรกที่แต่งงานกัน สามีบอกว่าแต่งงานได้ 2 ปีต้องมาอยู่ด้วยกันแล้วนะ ปัจจุบันแต่งไป 17 ปีแล้วยังเป็นกรุงเทพ แม่สอดอยู่เลย แต่ในที่สุดแล้วใน 17 ปีนั้น เราจะค่อย ๆ ขยับมันเองได้และก็อยู่กันแบบนี้แบบที่เรายังดูแลกันได้อย่างสม่ำเสมอ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้ารักกันมากพอ ชีวิตหลังแต่งงานยังสำคัญมากกว่าการแต่งงานเยอะมาก’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมรู้สึกว่าตัวเองยังทำงานได้ไม่ดีพอ ไม่คุ้มค่ากับเงินเดือนที่ได้รับ ผมคิดมากไปไหมครับ? ถ้าออกตอนนี้จะดูเป็นเจน Z ที่ไม่สู้งานหรือเปล่า?

02 ต.ค. 2026

ผมรู้สึกว่าตัวเองยังทำงานได้ไม่ดีพอ ไม่คุ้มค่ากับเงินเดือนที่ได้รับ ผมคิดมากไปไหมครับ? ถ้าออกตอนนี้จะดูเป็นเจน Z ที่ไม่สู้งานหรือเปล่า?

ผมรู้สึกว่าตัวเองยังทำงานได้ไม่ดีพอ ไม่คุ้มค่ากับเงินเดือนที่ได้รับผมคิดมากไปไหมครับ? ถ้าออกตอนนี้จะดูเป็นเจน Z ที่ไม่สู้งานหรือเปล่า? ‘คุณพายุ (นามสมมติ)’ สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (30 กันยายน 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม - หมอท้อป นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เกี่ยวกับปัญหาของ First jobber เจน Z ที่รู้สึกว่าทำงานได้ไม่คุ้มเงินเดือน ‘คุณพายุ (นามสมมุติ)’ อายุ 23 ปี ได้เล่าว่า เขาเพิ่งเรียนจบ เป็น First jobber ทำงานมาเกือบ 1 เดือน ยังอยู่ในช่วงทดลองงาน ต้องทำ 3 เดือนขึ้นไปจึงจะผ่านโปร และรู้สึกว่าผลงานที่ได้ทำให้กับบริษัทนั้นไม่คุ้มต่อสวัสดิการและเงินเดือนที่เขาได้รับ เพราะสวัสดิการมันดีมาก ทำให้เขารู้สึกไม่คู่ควร ส่วนตัวคุณพายุต้องการที่จะลาออก ด้วยความรู้สึกที่ไม่กล้าอยู่ต่อ โดยเงินเดือนที่ได้เป็นจำนวนหลักหมื่น แต่สวัสดิการของบริษัทสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคุณพายุได้ประมาณครึ่งหนึ่ง สามารถเบิกได้ทั้งค่าอาหาร ค่าเดินทาง ปัจจุบันคุณพายุอยู่ในสายงาน Creative ที่จะต้องมีผลงานออกมาในทุกวัน ซึ่งคุณพายุเต็มที่กับผลงานทุกชิ้นแล้ว แต่ผลงานนั้นกลับยังไม่ผ่านมาตรฐานที่เขาตั้งไว้กับตนเอง ถึงอย่างนั้นผลงานก็ผ่านการ Approved จากหัวหน้า เพียงแต่ว่ากว่าจะผ่านไปได้ในแต่ละชิ้นงาน ต้องใช้ทั้งเวลาและแรง แต่ผลลัพธ์กลับออกมาไม่ดีเท่าที่หวัง ด้านหัวหน้าไม่ได้ต่อว่าอะไรคุณพายุ กลับเป็นในเชิงของการให้กำลังใจว่า ยังอยู่ในช่วงของการปรับตัว ในช่วงเริ่มต้น แต่ในด้านของความรู้สึกคุณพายุมองว่า “ตนทำเต็มที่แล้ว” หากคุณพายุลาออกจากที่นี่ก็จะยังคงทำในสายงานเดิม แต่จะหาบริษัทที่เนื้องานตรงกับความถนัดของคุณพายุมากขึ้น คุณพายุอยากจะปรึกษาดีเจทั้งสามท่านและคุณหมอว่า เขาคิดมากไปหรือเปล่า หากลาออกตอนนี้จะถูกมองว่าเป็นเจน Z ไม่สู้งานไหม? พร้อมย้ำว่าสำหรับคุณพายุ เขาสู้เต็มที่กับงานมากแล้วจริง ๆ หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดดีเจได้เริ่มให้คำแนะนำโดยเริ่มจาก ‘ดีเจเติ้ล’ กล่าวว่า “พายุอาจจะคิดมากไป จริง ๆ มันเป็นเรื่องดีที่พายุตั้งใจไว้สูง แต่พอทำงานไปได้ไม่ถึงที่หวังแล้วมาเฟล มันโอเคที่จะคิดแบบนี้ แต่ว่ามันควรจะเป็นแรงผลักดันที่จะทำให้เราทำไปได้ถึงอย่างที่หวังไว้ ไม่ใช่พอไม่ได้อย่างที่หวังแล้วทำให้ถอดใจ ถ้า 1 เดือนพี่ว่าพายุถอดใจเร็วไปหน่อย เพราะเจ้านายก็ยังนำงานที่พายุคิดไปใช้ นั่นแปลว่างานยังผ่าน แต่อาจไม่ดีเท่าที่พายุตั้งใจไว้ เจ้านายเห็นว่ายังทำได้และเขายังพูดว่านี่มันคือช่วงที่พายุต้องปรับตัว พี่รู้สึกว่าพายุไม่ต้องคิดมากว่าทำงานได้ไม่สมกับเงินเดือนหรือสวัสดิการ เพราะถ้าถึงวันนั้นแล้วเจ้านายเห็นแบบเดียวกันกับพายุเขาน่าจะไม่ให้พายุผ่านโปร และพายุจะได้ออกเองแน่นอน ตอนนี้ไม่ต้องรีบอีก 2 เดือนที่เหลือทำให้เต็มที่อย่างที่ทำ แล้วเดี๋ยววันนั้นจะรู้เอง เจ้านายอาจเห็นความเป็นไปได้ในตัวพายุ เพียงแต่ว่าหากพายุออกตอนนี้มันแค่เดือนเดียวเรายังไม่เห็นอะไรมากเท่าไหร่เลย ถ้ากลัว ไม่ต้องกลัว ถ้าทำได้ไม่ดีจริงเขาไม่ให้ผ่านโปรแน่ แต่ถ้าเขาเห็นว่าพายุมีแนวโน้มทำได้ดีเขาจะให้อยู่ต่อ และพายุก็พยายามปรับปรุง ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เหมือนเดิม และถ้าถึงวันนั้นหากทำเต็มที่แล้วแต่ไม่ได้อย่างที่หวังก็ให้เวลาพิสูจน์ไปเรื่อย ๆ อย่าบีบคั้นตัวเองขนาดนั้น นี่เพิ่งจะเป็นงานแรก” ถัดมาที่ ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า “หากอยู่ในสายงานที่รู้สึกไม่ถนัดจริง ๆ แล้วอยากจะเปลี่ยนงานก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ว่าพี่เผือกอาจเป็นคนยุคเก่าที่รู้สึกว่า 1 เดือน เรายังไม่รู้จักงานนั้นดีพอเลย แล้วเราก็ยังไม่ได้ลองพยายามจนเต็มที่ดูเลย ช่วงเวลาพ้นโปรแค่ 3 เดือน ถ้าเราไม่ใช่จริง ๆ เขาคงไม่เอาเราไว้หรอก แต่อย่างน้อยเราจะได้พิสูจน์แล้วจริง ๆ ว่าเราไม่เหมาะกับงานนี้ แต่นี่เหมือนแหย่ขาเข้าไปข้างนึง แล้วก็ยังไม่รู้เลยว่าเหมาะไม่เหมาะ ยังไม่ได้ลองปรับตัว ยังไม่เคยลองเรียนรู้จะทำในสิ่งที่ไม่ถนัด ดูให้มากกว่านี้อย่างน้อยก็ในช่วงทดลองงาน เรายังทดลองมันไม่จบเลยแล้วเราจะดึงขากลับแล้ว พี่ว่ามันเร็วไปหน่อย ในโลกของการทำงานมันคงไม่ได้ดั่งใจไปซะทุกอย่าง เราแค่ต้องเรียนรู้มันให้ชัวร์ว่าไม่ใช่จริง ๆ จะได้ตอบตนเองได้ว่าเราลองอย่างเต็มที่แล้วแต่มันไม่ใช่จริง ๆ คิดสะว่าใช้ก่อนที่จะพ้นโปรตอบคำถามตัวเองว่าเราเต็มที่แล้วหรือยัง และได้ตั้งคำถามกับงานนั้นว่าเหมาะกับเราหรือเปล่า เวลา 1 เดือนเร็วเกินไปที่จะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ที่ไม่ใช่ทาง เรายังไม่ได้พยายามที่จะปรับตัวต่ออีกสักหน่อย เสมือนกับน้ำร้อนในออนเซ็นที่ครั้งแรกตอนหย่อนขาลงไปมันร้อนเสียจนสะดุ้ง แต่พออยู่ไปก็จะรู้ได้ว่าเราก็อยู่ได้ อยากให้ลองอยู่ต่อก่อน อยู่รอให้เจออะไรที่ยากหน่อย เราจะได้ตอบคำถามตนเองได้ชัดเจนขึ้นว่าไม่ใช่คือไม่ใช่” ถัดมาที่ ‘ดีเจอ้อม’ กล่าวว่า “ตอนที่ได้ยินว่าอยากออกจากงานเพราะรู้สึกไม่คุ้ม พี่รู้สึกว่าน่าจ้างจังเพราะน้อยคนที่จะรู้สึกอยากทำงานให้คุ้มเงินที่ได้รับ พายุน่าสนใจ พี่ไม่ติดเลยถ้าพายุจะออก จะออกก็ได้นะ แต่ต้องถามตนเองว่าออกเพราะอะไร ชอบงานแล้วงานที่ทำถนัดไหม ซึ่งความถนัดจะมาจากการฝึกฝน หากชอบงานก็จะสามารถพัฒนาให้ถนัดได้ คนเราไม่ถนัดจนกว่าจะมีประสบการณ์ เพิ่งจะฝึกมาได้ 1 เดือนยังสั้นเกินไปที่ความถนัดจะเป็นความคุ้นเคยและคุ้นชินจนสามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติ การที่คนเราจะกลายเป็น Specialist ได้เขาต้องฝึกกันวันละ 8 ชั่วโมง เป็นเวลากี่ปี กว่าจะพูดได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ มันก็ดีถ้าหากเราเดินไปพูดกับเขาว่าเราทำงานไม่คุ้ม แต่เขาก็รับเรามาแล้ว ในขณะเดียวกันให้เขาเป็นคนประเมินเราก่อน และพิสูจน์โดยการที่เจ้านายเลือกงานเราไปใช้แล้ว นั่นแปลว่าเราทำได้ เรายังทำได้ แต่ก็ไม่มีใครสามารถบังคับเราได้ เด็ก ๆ น้อง ๆ เชื่อว่า ‘ไม่ชอบก็เปลี่ยน ไม่ใช่ก็ย้าย จะคิดอะไรมากมาย อะไรที่ไม่ใช่เราไปเถอะอย่าเสียเวลาเลย’ จะมีวิธีคิดแบบนี้อยู่ พี่คิดว่าหรือจริง ๆ แล้ว พายุกังวลว่า ถ้าบริษัทเป็นคนบอกว่าไม่ผ่านโปร แล้วจะไปกระตุ้นความรู้สึกสูญเสียคุณค่าของตนเองด้วยหรือเปล่า? จึงอยากจะเก็บพอร์ตให้ดีไม่มีการระบุไม่ผ่านโปร มีเพียงประวัติการออกเองหรือเปล่า?“ คุณพายุ ตอบว่า “อาจจะใช่ครับ” ‘ดีเจอ้อม’ จึงเสริมต่อว่า “ถ้าเราจะเผชิญอย่างนี้ เราจะต้องเผชิญอีกกี่ที่จึงจะเจอที่ ๆ ใช่ พี่ไม่สามารถตอบได้ว่าคุณพายุจะเจอกับคำตอบแบบไหน แต่ถ้าเราได้ลองทำอย่างเต็มที่แล้วแต่ไม่ผ่านโปร อย่างน้อยเราก็ได้คำตอบว่าเราทำเต็มที่แล้ว ดีกว่าต้องมีคำถามกับตนเองว่าเราจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เลยหรอ หรือจะย้ายไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอบริษัทที่ใช่ มันอาจมีโอกาสนั้น แต่ก็ไม่รู้ได้ว่าโอกาสนั้นจะมาถึงเร็วหรือช้า เพราะฉะนั้นตอบตนเองให้ได้ว่าหากออกตอนนี้ จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เลยหรือเปล่า เสื้อผ้าเวลาเราซื้อมาหากไม่ได้ใส่แล้วดูดีในครั้งเรายังไม่ทิ้งทันทีเลย ยังเก็บไว้ลองใส่เผื่อเจอไอเทมที่จะทำให้ดูดีได้ กับงานก็เช่นกันให้ลองก่อนอย่าเพิ่งรีบ แต่ถ้าไม่ไหวกระทบใจมากก็ค่อย ๆ คิด แต่ 1 เดือนยังน้อยไปหน่อยนึง ขอให้ลองเป็นสัก 2 เดือนพี่จะขอบคุณมาก” ปิดท้ายที่ ‘คุณหมอท้อป’ กล่าวว่า “ถ้าพายุตั้งคำถามกับตนเองว่าคิดมากไปหรือเปล่า นั่นแปลว่าอาจคิดมากอยู่ลึก ๆ สาเหตุที่เกิดการตั้งเวลาทดลองงาน 3 เดือนขึ้นมานั่นเป็นเพราะว่า 3 เดือนเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์เกิดการปรับตัว เพราะฉะนั้นต่อให้จะเป็นคนที่เก่งมากจากที่ไหนมา ไม่ใช่ First jobber ก็ต้องมีการทดลองงานเพื่อปรับตัวให้เข้ากับงาน กับบริษัท กับองค์กร และหลาย ๆ สิ่ง แม้จะเก่งมาก ๆ ก็มีโอกาสทั้งผ่านและไม่ผ่าน ดังนั้นใช้เวลา 3 เดือนให้เกิดประโยชน์สูงสุดดีกว่า ตอนนี้พายุรู้สึกว่างานของเราต้องพัฒนาได้อีก ณ วันนี้กับงานพายุรู้สึกว่าทำเต็มที่แล้วแต่ยังไม่ดีพอ ไม่ได้หมายความว่าพรุ่งนี้จะไม่เก่งขึ้น ความถนัดจะเกิดขึ้นจากการทำซ้ำ ๆ ให้เวลาตนเองอีกหน่อยในเดือนที่ 2-3 ทำซ้ำ ๆ และพัฒนาให้มากขึ้น แต่ทำซ้ำไม่ใช่การทำเหมือนเดิมตลอด ลองดูหากวิธีไหนไม่เวิร์ก ให้ลองเปลี่ยนวิธีใหม่ดู ยิ่งอยู่สาย Creative ต้องมีความสร้างสรรค์ ดังนั้นลองสรรค์สร้างวิธีใหม่ให้ตัวเองเก่งขึ้นเรื่อย ๆ ให้โอกาสตัวเอง 3 เดือนนี้ให้ลองหลาย ๆ วิธี ลองพัฒนาตัวเอง พอครบ 3 เดือนอย่างน้อยเราได้บอกตัวเองว่าเราเก่งขึ้น เก่งกว่าวันที่เราโทรมา คุณพายุอาจมีภาวะวิตกกังวลอยู่ด้วย ในสาย Creative ความกังวลอาจเป็นหนึ่งในอุปสรรค ตั้งสติ อย่างแรกคือหยุดคาเฟอีน ชากาแฟต่าง ๆ และหากควบคุมความกังวลได้ยากให้ลองปรึกษาแพทย์ ถ้าหากเราปล่อยไปเรื่อย ๆ ออกจากที่นี่ไปที่ใหม่ซ้ำ ๆ อาจไม่ใช่แค่เรื่องความกังวล แต่จะมีเรื่องของซึมเศร้าตามมาด้วยจากความรู้สึกว่าไม่สำเร็จไม่ดีพอ ดังนั้นอยู่ที่นี่ทำให้เต็มที่ก่อน"เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมแต่งงานกับแฟนมา 10 ปี ล่าสุดแฟนผมเปลี่ยนไป สารภาพ มีผู้ชายอีกคน ผมดูแลเค้าอย่างดีมาตลอด สุดท้ายเค้าเอากระเป๋าแบรนด์เนม ทองคำ ไปจำนำแล้วเอาเงินไปให้ผู้ชายอีกคน ตอนนี้เค้าขอหย่ากับผม อยากลองไปคบผู้ชายอีกคนก่อน แต่ขออยู่บ้านเดิม ให้ผมเลี้ยงดูเค้าเหมือนเดิม

19 ม.ค. 2024

ผมแต่งงานกับแฟนมา 10 ปี ล่าสุดแฟนผมเปลี่ยนไป สารภาพ มีผู้ชายอีกคน ผมดูแลเค้าอย่างดีมาตลอด สุดท้ายเค้าเอากระเป๋าแบรนด์เนม ทองคำ ไปจำนำแล้วเอาเงินไปให้ผู้ชายอีกคน ตอนนี้เค้าขอหย่ากับผม อยากลองไปคบผู้ชายอีกคนก่อน แต่ขออยู่บ้านเดิม ให้ผมเลี้ยงดูเค้าเหมือนเดิม

“คุณโอ (นามสมมติ)” อายุ 36 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [17 มกราคม 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาที่ภรรยาขอหย่าไปอยู่กับผู้ชายอื่น แต่ยังอยากเป็นแม่ของลูกอยู่ โดย “คุณโอ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ผมแต่งงานกับภรรยามา 10 ปี มีลูกด้วยกัน 1 คน ทุกเทศกาลวันหยุดยาว ผมก็จะพาครอบครัวไปเที่ยวต่างประเทศเสมอ เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมาได้พาครอบครัวไปเคาท์ดาวที่ญี่ปุ่น พอกลับจากญี่ปุ่น ผมจับได้ว่าภรรยาแอบไปคุยกับผู้ชายคนอื่น ผมถามถึงสาเหตุ กลับได้คำตอบว่า ‘หมดรักผมแล้ว รักผู้ชายคนใหม่มากกว่า’ เพราะที่ผ่านมาภรรยารู้สึกเจ็บปวดที่อยู่กับผม เพราะเขารู้สึกเหมือนผมไปบงการชีวิต และพูดหักน้ำใจภรรยาอยู่บ่อย ๆ หลังจากที่จับได้ ภรรยาก็บอกอีกว่า ‘ทั้งทองและกระเป๋าแบรนด์เนม เอาไปจำนำเพื่อเอาเงินไปให้ผู้ชายคนใหม่ยืม’ ฝั่งผู้ชายคนใหม่ก็รู้ว่าภรรยามีครอบครัวอยู่แล้ว ผมเป็นห่วง กลัวว่าภรรยาจะโดนหลอก จึงขอประชุมสายกัน 3 คน ผมขอให้ผู้ชายคนใหม่คืนเงิน สิ้นเดือนมกราคมนี้ เพื่อแลกกับการจะไปฟ้องร้อง เป็นสิ่งที่ภรรยาขอไว้ว่าถ้าไม่ฟ้องผู้ชายคนใหม่ ก็อาจกลับไปเป็นครอบครัวเหมือนเดิม พอจบการสนทนา ผมก็แอบโทรศัพท์ไปหาผู้ชายคนใหม่อีกครั้ง เพื่อยื่นข้อเสนออีกว่า ‘เงินที่ยืมไปจะไม่เอาคืน แต่ให้แลกกับการบอกความจริงทุกอย่างที่เกิดขึ้น’ ผู้ชายคนใหม่ ก็เล่าให้ฟังว่า ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ วีดิโอคอลกันไปจนถึงเรื่อง Sex แล้ว พอรู้แบบนี้ผมยิ่งกลัวว่าภรรยาตัวเองจะถูกแบล็คเมล์ ผมก็เลยดาวน์โหลดข้อมูลการสนทนาและรูปภาพทางแชทมาเก็บไว้ ตอนแรกยังไม่กล้าเปิดดู จนล่าสุดเปิดดู ก็ปรากฏว่ามีรูปภาพตามที่คิดไว้จริง ซึ่งผมกับภรรยาเคยเดินทางไปที่อำเภอ 1 ครั้งแล้ว เพื่อจดทะเบียนหย่า แต่ผมร้องไห้ ขอร้องว่าไม่อยากหย่า เพราะ พ่อ-แม่ ของผมก็หย่ากัน เลยไม่อยากให้ครอบครัวตัวเองเป็นแบบนั้นอีก ก่อนหน้านี้ 2 วัน ก่อนที่จะโทรมาหาทางรายการ ภรรยาบอกกับผมว่า ‘รักลูก และก็ยังรักผู้ชายคนใหม่ด้วย เราหย่ากัน แต่ยังขออยู่เป็นครอบครัวได้ไหม’ ไม่ได้เป็น สามี-ภรรยา เป็นแค่ พ่อ-แม่ของลูก “คุณโอ” จึงโทรมาปรึกษาดีเจทั้ง 3 คนว่า ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับดีเจทั้ง 3 คน จะทำยังไง? งานนี้ “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำแนะนำว่า ‘ถ้าเป็นพี่คงไม่พยายาม ไม่ฝืน ในสิ่งที่มันจะไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ ภรรยาเลือกทุกอย่างไว้แล้ว เหลือแค่คุณโอยอมรับความจริง และปล่อยไป การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของครอบครัวครั้งนี้ สิ่งสำคัญคือ หนึ่งลูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด สองก็ต้องถามภรรยาให้แน่ว่า ถ้าไปแล้วดีกว่าเรา ยังทำใจได้ แต่ถ้าไปแล้วยังเอาของที่คุณโอซื้อให้ไปจำนำแล้วเอาเงินไปให้ผู้ชายคนนั้น มันเป็นทางเลือกที่ดีกว่าตอนนี้จริง ๆ หรอ’ “ดีเจเติ้ล” ให้คำแนะนำว่า ‘สเตปแรก คุณโอต้องยอมรับให้ได้ว่า ภรรยาเขาไม่ได้รักคุณโอแล้ว จะด้วยระหว่างทางที่คุณโอได้ทำผิดพลาดอะไรกับภรรยา หรือที่จริงแล้วเป็นแค่ข้ออ้างที่จะไปรักผู้ชายคนใหม่ คุณโอต้องผ่านสเตปนี้ไปให้ได้ก่อน ถึงจะไปสเตปสอง คือการอยู่ด้วยกันแบบ พ่อ-แม่ ของลูก สิ่งที่คุณโอเคยบอกว่า พ่อ-แม่ เลิกกันและไม่อยากให้ครอบครัวตัวเองเป็นแบบนั้น ถ้าคุณโอยังฝืน รู้ทั้งรู้ว่าภรรยาไม่รัก แต่รั้งไว้เพื่อให้เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ พี่เติ้ลว่ามันผิด เหมือนว่าหนึ่งการมีเป้าหมายแบบนั้น กระทำแบบนี้ มันไม่ได้ทำให้ครอบครัวดีขึ้น สองเราคิดว่าเราหลอกว่าเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่ลูกก็คงรู้ แบบนี้มันแย่กว่าครอบครัวที่แตกซะอีก หรือสเตปต่อไป ถ้าอยากทำให้เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แต่ พ่อ-แม่ ไม่ได้รักกันแล้วก็ทำได้นะ แต่ไม่อยากให้คุณโอ ส่งเสียหรือดูแลภรรยาแบบเกินไป ในเมื่อภรรยาเลือกคนใหม่แล้ว ภรรยาก็ต้องดูแลตัวเองและเขาก็ต้องทำหน้าที่แม่ของลูก ตามที่เขาอยากจะเป็น จะมาใช้ข้ออ้างว่าเป็นแม่ของลูก แล้วคุณโอต้องมารับผิดชอบทุกอย่าง ให้เงินให้ทอง แบบนี้ไม่ได้’ “ดีเจต้นหอม” ให้คำแนะนำว่า ‘ความจริงเจ็บปวดเสมอ เวลาเราเลิกกัน มันมีคนบาดเจ็บ คนที่บาดเจ็บคือคนที่ยังไม่มีคนใหม่ ถ้าเขารักลูกมากพอ เขาจะไม่มีคนอื่น เขาจะรักษาครอบครัวไว้มากกว่านี้ การที่ภรรยายังเลือกอยู่กับคุณโอ แล้วอ้างความเป็นแม่ เขายังรักสบายอยู่ ในเมื่อสถานะ สามี-ภรรยา สิ้นสุดแล้ว เราไม่ควรรับผิดชอบภรรยาเก่า คุณโอกับเขาแยกกันอยู่ถึงเวลาก็มาดูแลลูก ถ้าเขาทำหน้าที่แม่ได้ไม่ดี เงินที่เคยให้ภรรยา เอามาจ้างคนดี ๆ เลี้ยงลูกคุณโอ สิ่งที่ไม่ให้ทำคือ เลี้ยงดูปูเสื่อ ถ้าผู้ชายคนใหม่สุภาพบุรุษจริง เขาจะไม่เอาเงินผู้หญิง ถ้าสุภาพบุรุษจริง คุณโอที่เป็นสามีโทรศัพท์ไปหาเขา ผู้ชายดี ๆ เขาเลิกยุ่งไปแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคุณโอต้องสงสารตัวเอง ทำหน้าที่ พ่อ-แม่ เท่านั้น สามี-ภรรยามันจบแล้ว’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
♪efm
-

-