แต่งงานมา 1 ปีแล้ว แต่ยังไม่เคยประสบความสำเร็จในการมีเซ็กซ์กับสามี ซึ่งเราไม่มีประสบการณ์กันทั้งคู่เลยกังวลและกลัวมาก แต่ก็ไม่อยากให้เกิดปัญหาในความสัมพันธ์ ควรทำอย่างไรดีคะ ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

แต่งงานมา 1 ปีแล้ว แต่ยังไม่เคยประสบความสำเร็จในการมีเซ็กซ์กับสามี ซึ่งเราไม่มีประสบการณ์กันทั้งคู่เลยกังวลและกลัวมาก แต่ก็ไม่อยากให้เกิดปัญหาในความสัมพันธ์ ควรทำอย่างไรดีคะ ?

27 ก.พ. 2026

แต่งงานมา 1 ปีแล้ว แต่ยังไม่เคยประสบความสำเร็จในการมีเซ็กซ์กับสามี

ซึ่งเราไม่มีประสบการณ์กันทั้งคู่เลยกังวลและกลัวมาก

แต่ก็ไม่อยากให้เกิดปัญหาในความสัมพันธ์ ควรทำอย่างไรดีคะ ?

       ‘คุณของขวัญ (นามสมมุติ)’ สายแรก ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (24 มกราคม 2569) ได้เข้ามาปรึกษา 'ดีเจต้นหอม-ดีเจเติ้ล-ดีเจเกลือ' และ ‘หมอท้อป - นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เรื่อง จะมีวิธีก้าวข้ามความกลัวในการมีเพศสัมพันธ์อย่างไร

       ‘คุณของขวัญ (นามสมมุติ)’ อายุ 32 ปี ได้เล่าว่า เล่าว่าเธอคบหากับแฟนมา 4-5 ปี ในรูปแบบความสัมพันธ์ทางไกล ก่อนจะย้ายมาอยู่ด้วยกันปี 2563 และแต่งงานเมื่อปีที่แล้ว โดยที่มีความตั้งใจว่าจะมีเพศสัมพันธ์หลังการแต่งงานเท่านั้น เพราะแม่ของคุณของขวัญมักสอนอยู่ตลอดว่าต้องเก็บครั้งแรกไว้ให้สามี แต่เธอเป็นแฟนรายการ ฟังรายการพุธทอล์คพุธโทรมาตลอด และได้นำคำแนะนำไปปรับใช้ ที่ว่า ชีวิตคู่ควรจะลองกันไปทุก ๆ ด้าน จะได้รู้ว่าเราสามารถเข้ากันได้มั้ย ในตอนนี้เธอมั่นใจแล้วว่า แฟนคนนี้จะเป็นสามีของเธอในอนาคต จึงตัดสินใจที่จะบอกแฟนว่า เรามาทดลองทำครั้งแรกกันเถอะ 

       แต่เมื่อถึงสถานการณ์จริง มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะทั้งเธอและแฟน ก็ยังไม่เคยมีประสบการณ์กันทั้งคู่ ทุกอย่างจึงดูเก้ ๆ กัง ๆ แล้วเธอมีความรู้สึกเจ็บ ไม่สามารถฝืนทำกิจกรรมต่อได้ จึงหยุดไป โดยที่ยังไม่มีการสอดใส่

       ครั้งที่ 2 เธอและแฟน ตัดสินใจลองใหม่อีกครั้ง ครั้งนี้ดีกว่าครั้งแรก แต่ก็เกิดเหตุที่ทำให้เธอและแฟนกังวลใจ นั่นคือมีเลือดออกปริมาณมาก ขณะกำลังดำเนินกิจกรรมทางเพศ ทำให้ทั้งคู่ตกใจและหยุดกิจกรรมไป หลังจากนั้นก็ไม่เคยมีอะไรกันอีกเลย

       เมื่อไม่กี่วันก่อน เป็นวันครบรอบแต่งงาน 1 ปี ก็ได้เริ่มลองใหม่อีกครั้ง เพราะมีความรู้สึกว่า เมื่อตอนนี้เราแต่งงานแล้ว เรื่องนี้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคู่ แต่มันก็ยังไม่สำเร็จเหมือนเดิม ไม่สามารถสอดใส่ได้ เธอเคยช่วยตัวเอง และสำเร็จแค่ภายนอกเท่านั้น ความพยายามที่ไม่สำเร็จซ้ำ ๆ ยังส่งผลให้สามีเริ่มขาดความมั่นใจ สามีของเธอพูดกับเธอว่า “ยิ่งมันไม่ประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่  ความมั่นใจก็ยิ่งน้อยลง” 

       ตัวคุณของขวัญเองก็เคยไปตรวจภายในแล้ว แต่ผลตรวจก็ออกมาปกติ ซึ่งความรู้สึกจริง ๆ แล้ว เธอก็ไม่ได้มีความต้องการทางเพศสักเท่าไหร่ แต่อาจจะด้วยระยะเวลาที่คบกันมานาน จนกลายเป็นเพื่อนกันได้ สนิทกันมาก หรืออายุของเธอ หรืออาจเพราะความกลัว เธอรู้ว่าเรื่องการมีเพศสัมพันธ์เป็นสิ่งที่แฟน หรือเพศชายต้องการ แต่เมื่อเธอให้ไม่ได้เพราะกลัว มันจะเกิดปัญหาขึ้นในอนาคตมั้ย หรือจริง ๆ มันอาจจะเกิดขึ้นแล้วก็ได้ จึงอยากปรึกษาพี่ๆ กับคุณหมอว่า ควรก้าวข้ามไปยังไง เพื่อให้ชีวิตคู่มันสมบูรณ์ 

       เริ่มด้วย 'ดีเจต้นหอม' แนะนำว่า "เท่าที่ฟัง มองว่าปัญหาส่วนใหญ่น่าจะเกิดจากสภาพจิตใจล้วน ๆ โดยมีความกังวลสูงมาก เนื่องจากทั้งคู่เป็นมือใหม่ด้วยกันทั้งสองฝ่าย อาจจะยังไม่ต้องสำเร็จโดยการสอดใส่ในครั้งแรกก็ได้ ใช้วิธีอื่นไปก่อน เน้นการเล้าโลมเป็นพิเศษ และสิ่งสำคัญคือการรู้จักจุดที่ทำให้เกิดความสุขทางเพศ (จุดฟิน) ซึ่งสำหรับผู้หญิง ควรสำรวจร่างกายตนเองว่าจุดใดบ้างที่สามารถช่วยให้ไปถึงจุดสุดยอดได้ ถ้าเกิดพยายามแล้วไม่ได้จริง ๆ ท้ายที่สุด อย่ากังวลว่า ถ้าเราไม่มีเซ็กซ์กันเลย เราจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ ชีวิตคู่อยู่ที่ความพอใจ ถ้าคุณสองคนพอใจกับสิ่งนี้มันสามารถไปต่อได้"

       ตามด้วย 'ดีเจเติ้ล' ให้คำปรึกษาว่า "พี่เองก็เคยเป็น ที่มีความกังวล ไม่มั่นใจ มันสามารถเป็นได้ พี่ว่าทุกคนเคยเป็น และเห็นด้วยกับดีเจต้นหอมที่แนะนำว่า ควรเริ่มต้นด้วยการเล้าโลมและผ่อนคลายก่อนเป็นอันดับแรก โดยย้ำว่าเจลหล่อลื่นมีความสำคัญ และพี่ขอแชร์จากเรื่องส่วนตัว พี่ก็เคยที่ไม่โอเคเลยกับการเป็นรับเพราะมันเจ็บมาก แต่พอเรารู้ และมีประสบการณ์แล้ว มันจะทำได้ จะกลายเป็นความรู้สึกที่ดีได้’

       'ดีเจต้นหอม' เสริมอีกว่า "ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตามมาหลังจากที่สามารถสอดใส่ได้สำเร็จแล้ว คือการฟินไม่เป็น ซึ่งผู้หญิงถึง 33% ที่ฟินไม่เป็น ก็ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่กับสามีได้อย่างมีความสุข"

       และต่อด้วย 'ดีเจเกลือ' พูดว่า "ในมุมมองของผม เมื่อเราจะทำกิจกรรมทางเพศแล้วเกิดความตื่นเต้น ความหวาดกลัว หรือความตกใจ จะส่งผลให้เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ จนไม่สามารถสอดใส่เข้าไปได้ สิ่งที่ผมอยากช่วยคุณของขวัญคือการปรับเปลี่ยนความคิด (Mindset) เพราะยิ่งเราวิตกกังวลก็จะยิ่งเพิ่มความกลัว จึงอยากให้เปลี่ยนมุมมองว่า หากวันนี้เราพยายามแล้วไม่สำเร็จอีก ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยเริ่มใหม่ เปรียบเสมือนกับการเล่นกีฬา ที่เมื่อวันนี้เราเล่นแพ้ ก็ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เราเล่นใหม่ อะไรที่ไม่เวิร์คก็ให้ปล่อยผ่านไป แล้วค่อยเริ่มต้นใหม่ในครั้งต่อไป  ทุกอย่างมันพังได้ ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกครั้ง แต่ถ้าพยายามแล้วยังไม่เวิร์คแนะนำให้ไปพบนักจิตวิทยาแล้วบำบัด จะช่วยได้เยอะเลยในการปรับทัศนคติของเรา"

       ปิดท้ายด้วย 'คุณหมอท้อป' พูดว่า "จริง ๆ แล้ว คนที่มีปัญหาเหมือนคุณของขวัญก็เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นคู่สมรส หรือเป็นแฟนกัน มันไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ปัญหาเหล่านี้ก็คงเกิดเพราะมีความกังวลที่ค่อนข้างเยอะ อย่าเอาหนังผู้ใหญ่มาเป็นบรรทัดฐาน การที่คุณของขวัญได้ไปตรวจภายในกับคุณหมอเพื่อตรวจเช็กว่าเป็นปกติมั้ยนั้นถือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง 

       เรื่องที่สองคือการกังวลจนหดเกร็ง ซึ่งวิธีการแก้ก็ขึ้นอยู่กับบุคคล และเรื่องของขนาดเพศชายบางทีถ้าเป็นขนาดใหญ่มากก็อาจจะเข้ายาก ฉนั้นถ้ามีปัญหาแบบนี้ไม่ต้องอาย ให้ปรึกษาคุณหมอได้เลย คุณหมอก็จะได้แนะนำว่า ต้องทำยังไง ตามที่ดีเจเกลือแนะนำเรื่องการปรับมายเซตนี่ถูกต้อง เพราะเซ็กซ์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์เท่านั้น และไม่ใช่ทั้งหมดของความสัมพันธ์ คุณไม่ควรต้องรู้สึกผิดใด ๆ ทั้งสิ้น ควรมีการเล้าโลม (Foreplay) อย่างเพียงพอโดยไม่ต้องเร่งรีบในการสอดใส่ เพราะความสุขทางเพศสามารถเกิดขึ้นได้หลากหลาย อย่าฝืนและอย่ากดดันตนเอง เพราะถ้าหากเรากดดันจนรู้สึกว่าการมีเพศสัมพันธ์คือ 'บทลงโทษ' นั่นจะนำไปสู่ปัญหาที่แท้จริงในภายหลังได้"

เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เราอยากจะขอโทษเพื่อนคนนึง พอโตมาแล้วก็นึกถึงเพื่อนคนนี้ ว่าตอนเด็ก เคยทำไม่ดีใส่ เค้าย้ายโรงเรียนมา นั่งกินข้าวกับกลุ่มเรา กลุ่มเราก็ลุกหนีเลย หรือ บางครั้งก็พูดไม่ดีใส่ ตอนนี้เราทักไปหาเขา ขอโทษเรื่องในอดีต เขาอ่านแต่ไม่ตอบเราเลย

13 ก.ย. 2024

เราอยากจะขอโทษเพื่อนคนนึง พอโตมาแล้วก็นึกถึงเพื่อนคนนี้ ว่าตอนเด็ก เคยทำไม่ดีใส่ เค้าย้ายโรงเรียนมา นั่งกินข้าวกับกลุ่มเรา กลุ่มเราก็ลุกหนีเลย หรือ บางครั้งก็พูดไม่ดีใส่ ตอนนี้เราทักไปหาเขา ขอโทษเรื่องในอดีต เขาอ่านแต่ไม่ตอบเราเลย

“คุณเหมย (นามสมมติ)” อายุ 27 ปี สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [11 ก.ย.67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาเคยบูลลี่เพื่อนตอนเด็ก เพิ่งจะมาคิดได้เลยอยากขอโทษเเต่เขาไม่ตอบเราเลย โดย “คุณเหมย (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เพิ่งนึกได้ว่าเราเคยทำไม่ดีกับเพื่อนคนนึง เเล้วก็รู้สึกว่าอยากขอโทษ ประเด็นคือขอโทษไปแล้วเเต่เขาอ่านแล้วไม่ตอบ รู้สึกว่าเหมือนมันเป็นเรื่องงี่เง่าของเด็กอายุ 13 ที่แบบว่าเราไม่ชอบเพื่อนคนนี้ เเล้วในกลุ่มเราก็ไม่ชอบเพราะเขาเป็นเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามา ก็เป็นเพื่อนกับเขาซักระยะนึง แต่เหมือนแบบอาจจะเคมีไม่เข้ากันทำให้ไม่ชอบเพื่อนคนนี้ แล้วก็ไม่ทานข้าวด้วย สมมติเวลาที่คุยกัน เหมือนเขาจะเป็นคนที่ชอบพูดแบบไม่เข้าหูเพื่อน เราก็จะรู้สึกรำคาญ เวลาที่กินข้าวกลางวันกันเขาก็มานั่งด้วย กลุ่มเราก็จะลุกเลย พอไม่ได้คุยกับเขาเเล้วก็ไม่ได้สนใจ เขาก็คงไปหาเพื่อนคนอื่น ๆ มันก็เป็นเรื่องของเขา เเต่พอผ่านไประยะนึงคือเขาก็ย้ายโรงเรียน ตอนนั้นไม่รู้ว่าเพราะอะไร รู้เเค่ว่าเขาเข้ากับเพื่อนกลุ่มเราไม่ได้ เเล้วก็เข้ากับเพื่อนอีกกลุ่มในห้องไม่ได้เหมือนกัน จริง ๆ เรื่องนี้มันตั้งเเต่ ม.2 ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยทำแบบนั้นตอนเด็ก เเต่พอโตขึ้นมาเพิ่งนึกได้ว่า หึ้ย! เราเคยทำแบบนั้น เลยตกใจกับตัวเอง เเล้วก็หาเฟซบุ๊กของเขา ขอเฟซจากเพื่อนเเล้วก็ทักไป ตอนแรกก็ทักไปเหมือนกับว่า “เป็นไงบ้าง” เขาก็พิมพ์ตอบมาทำนองว่า “เออ สบายดี” แล้วก็บอกว่า “คุยกับเพื่อนคนเก่าคนนี้นะ อยากจะเจอ” ก็คุยกับเขาซักพักนึง ตอนนั้นไม่ว่างเลยบอกเขาว่า “เดี๋ยวพรุ่งนี้โทรหานะ ตอนนี้ยังไม่ว่าง” พออีกวันนึงโทรหาเขาเขาไม่รับ เเล้วก็ผ่านไปอีก 3-7 วันนี้ก็ส่งข้อความไปหาเขา เพราะรู้สึกว่าเราอยากพูดเเล้ว เลยพิมพ์ไปบอกว่า “เออ เรื่องตอนเด็ก ๆ อ่ะที่เราเคยทำตัวงี่เง่าอะไรอย่างเงี้ยอ่ะ ที่ทำไม่ดีกับเธอ เราขอโทษนะ” เขาก็ไม่อ่านประมาณ 2 วัน พอวันที่ 3 ก็อ่านเเต่ไม่ได้ตอบกลับอะไร หลังจากนั้นก็คุยกับเเฟนว่า เธอเราเคยมีเเบบนี้นะ ทักไปเขาไม่ตอบ เเฟนก็เลยบอกว่า เนี่ย อาจจะเป็นเพราะคนบางคนเขาอาจจะลืมเรื่องนี้ไปแล้วด้วยซ้ำว่าเขาเคยโดนเเกล้ง เเต่พอเรายิ่งไปพูด มันยิ่งทำให้เขานึกขึ้นได้เขาก็ยิ่งรู้สึกแย่รึเปล่า มันก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกแย่เข้าไปอีก ก็เลยอยากถามพี่ ๆ ดีเจทั้งสามคนว่า หนูไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี? เพราะกลัวไปซ้ำแผลเขา เเล้วตอนนี้ก็รู้สึกแย่มากๆด้วย ซึ่งดีเจทั้งสามคน (ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม) ก็ได้ให้คำปรึกษาไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘การขอโทษเป็นสิทธิของเราเเต่การให้อภัยมันเป็นสิทธิของเขา การที่เรารู้สึกว่าเราทำผิดต่อใครเเล้วขอโทษไป มันก็พอแล้ว ไม่รู้เลยว่าเขาจะคิดอะไรยังไง เพราะมันเป็นเรื่องของเขา จริง ๆ เขาก็ไม่ได้สนใจเเล้วรึเปล่า หรือเขาไม่ว่างจะตอบ มันมีเหตุผลพันล้านแปดเลยอ่ะ หรือมันก็ไม่ได้เป็นเพื่อนกันนานเเล้ว เขาก็ไม่ได้อยากเจอเรา มันมีหลายเหตุผลมากที่ลอยอยู่ในอากาศเเล้วเธอไม่ได้รู้คำตอบเพราะเขาไม่ได้ให้มา ฉะนั้นวันนี้ก็ไม่ต้องฟันธงโดยการไปหยิบคำตอบที่ทำร้ายใจที่สุดมาไว้ในชีวิตเธออ่ะ เพราะความต้องการของเหมยคืออยากให้เขารู้ว่าเราขอโทษมันก็จบสิ้นเเล้วนะจากข้อความนั้น ถ้ายิ่งคิดมากมันจะยิ่งทำร้ายเหมยอีก เเล้วถ้าเขาไม่ให้อภัยก็ต้องเคารพการตัดสินใจของเขา เเต่อย่าไปโฟกัสอย่างงั้นอย่างเดียวเพราะมันมีหลายเหตุผลมากที่คน ๆ นึงจะไม่ตอบเเชทเรา‘เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูจะเลือกทางไหนดี? ครอบครัวอยากให้เรียนภาษาญี่ปุ่น มีงานรองรับให้ แต่ใจหนูอยากเรียนนิเทศศาสตร์ เพราะหนูเคยแคสซีรีส์ และมีผู้ติดตามใน TIKTOK เยอะด้วย ตอนนี้กำลังจะต้องเลือกคณะแล้วยังลังเลอยู่ค่ะ...

09 พ.ค. 2025

หนูจะเลือกทางไหนดี? ครอบครัวอยากให้เรียนภาษาญี่ปุ่น มีงานรองรับให้ แต่ใจหนูอยากเรียนนิเทศศาสตร์ เพราะหนูเคยแคสซีรีส์ และมีผู้ติดตามใน TIKTOK เยอะด้วย ตอนนี้กำลังจะต้องเลือกคณะแล้วยังลังเลอยู่ค่ะ...

“คุณหนูจี๊ด (นามสมมติ)”อายุ 18 ปี สายที่สามในรายการพุธทอล์ค พุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [7 พฤษภาคม 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา“ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม”เกี่ยวกับปัญหาการเรียนต่อว่าจะเลือกสายไหนดี? ระหว่าง เรียนญี่ปุ่น หรือ นิเทศศาสตร์ โดย “คุณหนูจี๊ด (นามสมมติ)”ได้เล่าว่า คุณแม่ของหนูจี๊ดเสียงเมื่อ 3 เดือนก่อน แล้วไม่ได้อยู่กับพ่อ แต่อาศัยอยู่กับน้าสาวเป็นหลัก ช่วงนี้กำลังจะเข้าสู่ช่วงของการเปิดเทอมเรียนแล้ว อยากจะปรึกษาว่าควรจะเลือกเรียนอะไรดี? เรียนตามความฝัน หรือ ตามที่ครอบครัวอยากให้เรียน ซึ่งทุกคนในครอบครัวอยากจะให้หนูเรียนภาษาญี่ปุ่น เพราะน้าทำงานบริษัทญี่ปุ่น จะช่วยปูทางเข้าทำงานให้ได้ แต่ใจลึกๆอยากจะเรียนนิเทศศาสตร์ เพราะเคยไปแคสซีรีส์มาแล้ว และ คนติดตามใน TIKTOK ก็ค่อนข้างเยอะ คิดว่าถ้าเรียนนิเทศศาสตร์แล้วอาจจะมีความสุขมากกว่า อยากจะถามพี่ๆว่า ควรจะเลือกทางไหนดี?’ “ดีเจเผือก” ได้ให้ความคิดเห็นว่า ‘ถ้าเทียบกัน อยากให้ดูความจำเป็น ของชีวิตเราเป็นหลัก ว่าเรามีเวลาทำตามความฝันนานแค่ไหน พิสูจน์ตัวเองนานแค่ไหน เรามีเวลาในการต่อสู้ในเส้นทางนี้แค่ไหน ต้องยอมรับว่านิเทศศาสตร์ คู่แข่งเยอะ การที่จะมาอยู่เบื้องหน้า คู่แข่งเยอะมากๆ แต่ถ้ามองว่าจะทำเบื้องหลัง พูดตรงๆว่าจะใช้ชีวิตที่เหนื่อยพอสมควร เช่น กองถ่าย เหมือนทุกวันนี้คนเบื้องหลังอยู่ด้วยแพชชั่น อยู่ด้วยใจรัก ถ้าเทียบกันงานที่บริษัทญี่ปุ่น หรือ บริษัทภาษาอื่นๆมา ถ้าเราเรียนภาษาเหล่านี้ มันมีโอกาสสูงมากที่เราจะได้ทำงานต่อได้ในเวลาอย่างรวดเร็ว หรือมองง่ายๆว่า มีตำแหน่งงานรองรับมากกว่า คิดซะว่า จบมา มีงานบริษัทญี่ปุ่นรออยู่เลย เผลอๆฝั่งนิเทศ เพื่อนที่จบนิเทศมาอาจจะอิจฉาเราด้วยซ้ำ เพราะงานเราที่ทำออฟฟิศต่างชาติมันค่อนข้างสบาย แต่ถ้าเทียบกับฝั่งนิเทศกว่าเราจะไปเป็นเบื้องหน้าได้มันยากกว่า อยากให้หนูจี๊ดกลับไปนั่งเลือกฝั่ง ความจำเป็นในชีวิตเราว่าจะเลือกฝั่งไหนดีนะ? จะเลือกนิเทศแล้วเรียนเสริมญี่ปุ่นก็ได้แล้วแต่เรา แต่ต้องขยันหน่อยนะ ถ้าเราเลือกแบบนี้’ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำแนะนำว่า ‘ถ้าอยากทำเบื้องหน้า อยากให้ไปเรียนญี่ปุ่นเลย เพราะถ้าจะทำเบื้องหน้า ถ้าเรามีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่น สวย เก่ง แล้วได้ภาษาญี่ปุ่นได้ไฟแล่บอีก ยิ่งมีหนทางให้กับตัวเองอีก ไปแคสโฆษณาได้อีก เพราะตอนนี้เท่าที่ดูโปรไฟล์หนู หนูจี๊ดมีแววมาก แต่ถ้าหากอยากเป็นเบื้องหลัง การไปเรียนนิเทศก็จำเป็น แต่เท่าที่ดูโปรไฟล์หนูจี๊ด หนูมาทางสายเบื้องหน้ามากกว่า พูดจากประสบการณ์ก็คือสายนิเทศคนที่เรียนนิเทศแล้วจะจบมาเป็นเบื้องหน้าเลย มันมีน้อย แนะนำว่าอย่าทิ้งภาษาญี่ปุ่น การที่เราเรียนจนพูดได้ฟังได้ มันทำให้เรามีภาษีสูงขึ้น ดูอย่างอย่างดีเจดาว ดีเจดาวสามารถเป็นเบื้องหน้าได้ และ เป็นพิธีกรภาษาญี่ปุ่นได้ ยังไงภาษาญี่ปุ่นก็ได้ใช้อยู่แล้ว ต้องกลับไปถามตัวเองเยอะๆแล้วว่าอยากเป็นเบื้องหน้า หรือ เบื้องหลัง’ “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำแนะนำว่า ‘ตัวพี่เองจบเศรษฐศาสตร์มาแล้วก็มาเป็นดารา เพราะพี่ฝันจะเป็นดารา แนะนำว่าจากคาแรคเตอร์เรา หน้าตา บุคลิกเรา มีสไตล์อยู่แล้ว เอาเวลาไปเรียนภาษาญี่ปุ่น แล้วทำ Content เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นควบคู่ไปด้วย ดีเจต้นหอมชื่นชมว่าดูจากคลิปที่โพสแล้วว หนูจี๊ดเต้นสวยมาก เต้นเก่งมาก ทำคาแรคเตอร์ให้เป็นผู้หญิงที่เก่งภาษาญี่ปุ่น และ เต้นด้วยได้ หนูมีของอยู่แล้ว อินเนอร์ของหนูคือดีมาก ดังแล้วอย่าลืมพี่นะ และที่สำคัญหนูสามารถทำชีวิตตัวเองให้มีความสุขได้ โดยที่ไม่ต้องเรียนนิเทศก็ได้’ “ดีเจเผือก” กล่าวเสริมตอนท้ายว่า ‘ถ้าสมมุติเดินทางในสายบันเทิงแล้วไม่โด่งดัง ก็ทำงานสายญี่ปุ่นให้รวยไปเลย ตั้งใจทำงาน ดูแลตัวเองให้ได้ มองง่ายๆเป็นเลขาเจ้านายญี่ปุ่น เงินยังดีมากๆ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

รักแรกของหนูคบกันมา 14 ปี ดีทุกอย่างแต่จับได้ว่าเขานอกใจ เลยกลัวความรักที่ต้องหวาดระแวงเรื่องนอกใจ จนมาเจอคนใหม่ คนนี้ไม่นอกใจเลย คบมา 8 ปี มีปัญหาแต่เรื่องเงิน แฟนใหม่เหมือน มิจฉาชีพในคราบของแฟน เริ่มจาก ขโมยเงินสดในกระเป๋า แอบเข้ามือถือเข้าแอปธนาคาร

11 ก.ค. 2025

รักแรกของหนูคบกันมา 14 ปี ดีทุกอย่างแต่จับได้ว่าเขานอกใจ เลยกลัวความรักที่ต้องหวาดระแวงเรื่องนอกใจ จนมาเจอคนใหม่ คนนี้ไม่นอกใจเลย คบมา 8 ปี มีปัญหาแต่เรื่องเงิน แฟนใหม่เหมือน มิจฉาชีพในคราบของแฟน เริ่มจาก ขโมยเงินสดในกระเป๋า แอบเข้ามือถือเข้าแอปธนาคาร

รักแรกของหนูคบกันมา 14 ปี ดีทุกอย่างแต่จับได้ว่าเขานอกใจ เลยกลัวความรักที่ต้องหวาดระแวงเรื่องนอกใจจนมาเจอคนใหม่ คนนี้ไม่นอกใจเลย คบมา 8 ปี มีปัญหาแต่เรื่องเงิน แฟนใหม่เหมือน มิจฉาชีพในคราบของแฟนเริ่มจาก ขโมยเงินสดในกระเป๋า แอบเข้ามือถือเข้าแอปธนาคาร โอนเงินไปบัญชีเขาจนหมดบัญชีและที่ทำให้ตัดสินใจเลิก คือเรานั่งแต่งตัวอยู่ แฟนเดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วบอกว่า ขอนะ จากนั้นเขาก็ปลดสร้อยทองและจี้ 50 สตางค์ที่เราใส่ ไปจำนำ ทั้งๆที่สร้อยทองเส้นนี้เราเก็บไว้เป็นของมีค่าชิ้นสุดท้ายเผื่อเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น ตอนนี้จะมีรักใหม่ ก็กลัวความรักเลย “คุณซี (นามสมมติ)” อายุ 33 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [9 ก.ค 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเสนาหอย” เกี่ยวกับปัญหาเจอมิจฉาชีพในคราบคนรัก จนไม่กล้ามีความรักอีก โดย “คุณซี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ที่ผ่านมาหนูมีความรักมาทั้งหมด 2 ครั้ง ครั้งแรกยาวนานถึง 14 ปี เริ่มตั้งแต่ช่วงม.ปลาย แต่สุดท้ายก็ดันจับได้ว่าผู้ชายคบซ้อนจึงเลิกไป ผ่านไป 4 เดือนหนูก็มีรักครั้งที่ 2 หนูได้เจอกับผู้ชายคนนึงเป็นเพื่อนของเพื่อนหนู เรามีการคุยกันแล้วถูกชะตาเลยตัดสินใจคบกัน รักครั้งนี้ก็ยาวนานถึง 8 ปีเลยค่ะ ไม่มีปัญหาเรื่องนอกใจเลย ช่วงปีที่ 1-6 เราทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างจังหวัด บ้านไม่ไกลกันมาก ต่างคนต่างอยู่ แต่เมื่อเข้าสู่ปีที่ 7 เราต่างก็อยากเติบโตในหน้าที่การงาน อยากสร้างครอบครัวด้วยกัน จึงย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพ จะได้ใช้ชีวิตด้วยกัน 24 ชั่วโมงเลย แรก ๆ เราทั้งคู่มีงาน ค่าใช้จ่ายทุกอย่างจึงหารกันไม่ได้มีปัญหา จนกระทั่งฝ่ายชายตกงาน และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อภาระทางด้านการเงินทุกอย่างตกมาอยู่ที่ตัวหนู ด้วยความที่หน้าที่การงานของหนูมั่นคงยังพอช่วยเหลือในส่วนนี้ได้ แต่หลัง ๆ หนูเริ่มสังเกตว่าเงินในกระเป๋าของหนูหายบ่อย ซึ่งก็คิดแค่ว่าอาจจะใช้จ่ายไปเองเพราะปกติไม่ค่อยนับเงินอยู่แล้ว จนได้มารู้ว่าแฟนหนูเป็นคนหยิบเงินในกระเป๋าไป แรก ๆ ก็ 2-3 พัน แต่มากสุดก็เกือบ 7 พัน หนูเลยจับเข่าคุยกันเพื่อถามถึงเหตุผล แฟนก็บอกกับหนูว่ามีหนี้สินก่อนที่เราจะคบกัน เขาพยายามหายืมทุกทางแล้วแต่ก็หายืมไม่ได้ เลยมาเลือกเราเป็นคนสุดท้าย เขาสัญญาว่าจะไม่ทำอีก ด้วยความรักก็เลยปล่อยไป เวลาผ่านไปสักใหญ่ ๆ เงินเดือนหนูออกก็เลยจะไปเปิดบัญชีดู พบว่าเงินมันหายไป จึงไล่ดูว่าเงินโอนออกไปที่ใคร กลายเป็นว่าโอนไปที่แฟนหนูเอง หนูก็ต่อว่าเขาไปเพราะเดือนนี้หนูค่อนข้างมีรายจ่ายที่รัดตัวไม่สามารถซัพพอร์ตเขาได้ เราก็พูดคุยกัน เขาบอกว่าตอนแรกเขาหาเงินมาคืนหนูได้แล้ว แต่เนื่องจากที่หนูไประบายกับเขา เขาจึงโกรธแล้วเอาเงินนั้นไปใช้ต่อ หนูก็บอกเขาไปว่าหนูไม่ไหวแล้ว เพราะเหมือนเป็นการซ้ำเติมหนูมากเกินไป หนูต้องการความไว้ใจ ครั้งแรกที่เขาเอาเงินไป หนูก็พยายามสร้างความไว้ใจขึ้นมาใหม่ แล้วมันก็พังลงไปอีกรอบ หนูก็เลยคุยกับเขาว่า “เราน่าจะอยู่ด้วยกันไม่ได้” หนูจะย้ายออกจากที่นี่ ซึ่งเขาก็ตอบกลับมาว่า “ไม่ดูการกระทำตัวเองบ้างเลยหรอ” หนูก็ย้อนคิดเลยว่าหนูทำอะไรลงไป หนูว่าหนูไม่ได้ทำอะไรผิด ค่าใช้จ่ายหนูออกคนเดียวทุกอย่าง งานบ้านอาจจะบกพร่องแต่ก็ทำดีที่สุดแล้ว เช้าวันต่อมาระหว่างที่หนูกำลังแต่งตัว เขาก็เดินมาประชิดตัวหนูแล้วบอกว่า “ขอเอาสร้อยทองหนูไปจำนำเพื่อแก้ปัญหาเรื่องเงินของเขาได้มั๊ย?” สร้อยของหนูประมาณ 50 สตางค์ หนูก็บอกว่าไม่ได้เพราะจำเป็นต้องใช้ แต่เขาก็ไม่ฟัง ถอดสร้อยหนูไป หนูร้องไห้พยายามขัดขืน แต่จู่ ๆ นึกถึงเรื่องความปลอดภัยก็เลยให้เขาถอดไป พอเขาลงไปข้างล่างหนูก็วิ่งลงไปเพื่อขอคืน แต่เขาก็ไม่ฟัง หนูกลับเข้ามาในห้อง เขาก็เดินกลับมาพร้อมกับคืนสร้อยแล้วบอกว่าขอเอาไปแค่จี้นะ เดี๋ยวส่วนต่างที่เหลือจากหนี้จะเอามาคืน หนูเลยยื่นคำขาดว่าเอาจี้ไปเลย หนูไม่เอาแล้ว และหลังจากนี้เราขาดกัน วันนี้หนูได้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่างแล้ว หนูจึงอยากจะถามพี่ ๆ ดีเจว่า หนูจะย้ายที่อยู่ไปอยู่อีกที่นึง ซึ่งต้องอยู่ตัวคนเดียวในกรุงเทพ อยากขอคำแนะนำหรือวิธีฮีลใจจากพี่ ๆ เพราะหนูก็แอบกลัวการอยู่คนเดียว กับตอนนี้หนูกลายเป็นคนกลัวความรักไปแล้ว แต่ก็ยังอยากจะมีอยู่ จะเลือกดูผู้ชายยังไงดี’ เริ่มจาก “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘การเลิกกับแฟนแล้วเฮิร์ตมันปกติมาก ๆ ถ้าไม่เจ็บสิแปลก พี่แนะนำว่าให้เปลี่ยนจุดสนใจเป็นความตื่นเต้นที่จะได้แต่งห้องใหม่ เช่น จะเอาอันนี้ไว้ตรงไหนดี? จะเอาผ้าห่มลายอะไรดี? ห้องเราไม่ต้องแชร์กับใครแล้ว อะไรที่เรารู้สึกว่าตอนใช้ชีวิตกับเขาแล้วหงุดหงิด ให้เรามองในมุมที่ดีเลยว่าจะไม่มีสิ่งนี้อีกแล้ว ลองใช้เทียนหอม ใช้โคมไฟ สร้างบรรยากาศให้ในห้องมันน่าอยู่จนเราไม่รู้สึกเหงา ให้เราใช้ชีวิตอยู่ได้ และวิธีการดูผู้ชายยังไงพี่แนะนำว่าลองจดใส่กระดาษว่าผู้ชายแบบไหนที่เราจะไม่เอา แล้วถ้าเจอใครสักคนก็ให้ใช้เวลาค่อย ๆ ศึกษาเรียนรู้ แล้วดูว่ามีข้อไหนที่ไปแตะข้อเสียของเราบ้างมั๊ย ถ้ามีก็ตัดคนนี้ออกเลย ไม่ต้องกลัวเจ็บกับความรัก มันต้องสะสมชั่วโมงบิน ให้อยู่กับปัจจุบัน ถ้ามีความสุขก็คบต่อ ถ้าไม่ใช่ก็แค่เลิก อย่ายึดติดว่าต้องแต่งงานหรือต้องมีลูกตอนอายุเท่าไหร่ คนที่ชั่วโมงบินเยอะก็สามารถล้มเรื่องความรักได้ทั้งนั้น ความรักเป็นบทเรียนที่ไม่เคยตายตัว แต่จงสนุกกับมันแต่ถ้ากลัวมากก็ลองใช้ชีวิตกับตัวเองสักพักก่อน ถึงจะเหงาแต่ก็ไม่ทำให้เราทุกข์’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่อยากให้หนูลองออกกำลังกายดู ถ้าไม่วิ่งตามสวนสาธารณะก็ลองสมัครฟิตเนสเผื่อจะได้สังคมเพื่อน หนูจะเสียเหงื่อตลอดเวลา การไปโฟกัสตรงนั้นอาจจะทำให้ลืมแฟนเก่าไปได้ อยากให้ลอง อย่างน้อย ๆ หนูก็จะสุขภาพดี แถมได้ออกมาจากสถานที่ที่ทำให้เราฟุ้งซ่านด้วย และการดูคนมันไม่มีใครรู้หรอก คนไม่ใช่สินค้า ใจคนคือที่สุดของความยากแท้อย่างถึงเลย เราไม่รู้ว่าคนที่เราเห็นตอนนี้ผ่านไปอีก 10 ปีจะยังเป็นคนดีอยู่หรือเปล่า แต่สำหรับพี่รักใครก็แค่เผื่อใจ อย่าไปคิดว่าคนนี้จะต้องตลอดไป ลองโสดดูมั๊ย มันไม่ได้แย่นะ หนูใช้ชีวิตแบบมีความรักมาโดยตลอดจนไม่รู้ว่าตัวตนเวลาโสดของเราจริง ๆ เป็นแบบไหน ซึ่งพี่ว่ามันไม่ดีเพราะมันทำให้หนูอยู่กับตัวเองไม่ได้เลย หนูไม่รู้จักตัวเองเลย’ และสุดท้าย “ดีเจเสนาหอย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ผ่านประสบการณ์อกหักมามากมาย อาการอกหักใหม่ ๆ มันจะเหมือนการดูหนังฉายซ้ำ ภาพความทรงจำจะยังคงวนเวียนตั้งแต่เราเริ่มรักกัน ลองหาอะไรผ่อนคลายทำเช่น ฟังเพลง แต่ฟังเพลงช้าอาจจะยังไม่ได้ จะเศร้ากว่าเดิม หรือลองใช้ชีวิตกับตัวเองไปก่อน แล้วสักวันถ้ามันจะมีก็ต้องมี อย่าไปคิดว่าจะต้องเจอผู้ชายแบบไหน ลองหาแพชชั่น ทำตามแพชชั่น หันมาดูแลตัวเองให้ดูดี สร้างชีวิตที่ดี แล้วสิ่งดี ๆ จะตามเข้ามาเอง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมอยู่ในกลุ่มเพื่อนผู้ชายมาทั้งชีวิต ผมก็พยายามปฏิเสธใจของตัวเองอยู่เสมอ แต่ตอนนี้อยากเปิดตัวว่าผมไม่ได้ชอบผู้หญิงครับ แต่ผมกลัวสายตาที่ทุกคนมองมา

10 เม.ย. 2026

ผมอยู่ในกลุ่มเพื่อนผู้ชายมาทั้งชีวิต ผมก็พยายามปฏิเสธใจของตัวเองอยู่เสมอ แต่ตอนนี้อยากเปิดตัวว่าผมไม่ได้ชอบผู้หญิงครับ แต่ผมกลัวสายตาที่ทุกคนมองมา

ผมอยู่ในกลุ่มเพื่อนผู้ชายมาทั้งชีวิตผมก็พยายามปฏิเสธใจของตัวเองอยู่เสมอแต่ตอนนี้อยากเปิดตัวว่าผมไม่ได้ชอบผู้หญิงครับแต่ผมกลัวสายตาที่ทุกคนมองมา ‘คุณสุดหล่อ (นามสมมติ)’ อายุ 20 ปลาย สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (8 เมษายน 2569) ได้ส่งเรื่องเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่ไม่กล้าเปิดเผยตัวตนให้กับกลุ่มเพื่อนได้รับรู้ โดย ‘คุณสุดหล่อ (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “ทุกวันนี้เหมือนผมไม่ได้มีชีวิตเป็นของตัวเองเลย เพราะว่าผมไม่ได้ชอบผู้หญิง แต่ผมกลับอยู่ในสังคมของการทำงานที่มีแต่ผู้ชาย ทำให้ผมต้องเก็บเรื่องนี้เอาไว้กับตัวเอง และไม่กล้าที่จะบอกใคร ผมเองก็อยากที่จะไปบอกเพื่อนผู้หญิง ที่ผมสนิทกันมามากกว่า 10 ปีแล้ว แต่สุดท้ายผมก็ไม่มีโอกาสได้บอกเธอไปในสิ่งที่ผมเป็น ที่ผ่านมาสมัยเรียนผมก็มีคนคุยเป็นผู้หญิงมาโดยตลอด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้คบกัน เพราะเป็นผมเองที่ออกห่างจากอีกฝ่ายเอง ในบางครั้งผมก็รู้สึกดีกับผู้หญิงคนนั้น และมีความรู้สึกที่อยากจะลองคบกัน แต่ผมเองก็อยากให้เขารู้เงื่อนไขเหมือนกัน ว่าตัวผมนั้นมีความชอบแบบไหน ผมเพิ่งจะมาแน่ใจ และรู้ตัวเองในตอนที่มีอายุประมาณ 15 - 16 ปี ว่าผมชอบผู้ชาย ในตอนที่ผมยังเด็ก ส่วนตัวผมเป็นคนที่มีเพื่อนผู้หญิงเยอะ รวมทั้งยังมีพี่สาวอีกด้วย ทำให้ผมกลายเป็นคนที่สดใส ร่าเริง แต่เมื่อผมได้เป็นตัวเองแบบนี้แล้ว ผมกลับโดนเรียกว่า ‘ตุ๊ด’ ผมจึงเลือกที่จะออกห่างจากเพื่อนผู้หญิง และหยุดการเป็นตัวเองไปตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมก็พยายามปฏิเสธใจของตัวเองอยู่เสมอ เพราะผมก็ไม่ได้อยากเป็นตุ๊ด ผมเคยแอบชอบเพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเขาเป็นเพื่อนสนิท ด้วยความที่ไม่มีใครรู้มาก่อนว่าผมชอบผู้ชายในเวลาที่ผมโพสต์ข้อความถึงเรื่องความรัก เขาก็มักจะถามผมอยู่เสมอว่าหมายถึงผู้หญิงคนไหน เราทั้งสองเล่นถึงเนื้อถึงตัวกันตลอด แม้เขาจะไม่ได้คิดอะไร แต่มันมีหนึ่งคนที่คิด ซึ่งคนคนนั้นคือผม ในตอนที่ผมได้เข้ามาทำงานในสังคมใหม่ ผมได้แต่คิดว่าผมจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่สักที แต่มันกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะในสังคมที่ผมอยู่มีแต่ผู้ชาย ผมเองก็ไม่กล้าที่จะเปิดเผยว่าผมชอบผู้ชาย เพื่อน ๆ ที่ทำงานก็มักถามผมอยู่เสมอว่าเมื่อไหร่ผมจะมีแฟน ส่วนตัวผมเคยเล่นแอปหาคู่ และได้มีโอกาสได้คุยผู้ชาย มันเหมือนเป็นการลองใจตัวเอง ทุกอย่างมันก็เหมือนจะดีนะครับ แต่สุดท้ายแล้ว เราก็เข้ากันไม่ได้ เขาเป็นคนที่เปิดเผย 100 % แต่ผมกลับเป็นคนที่ปกปิด ผมทำเหมือนกับว่า เราไม่ได้เป็นอะไรกัน เพราะผมกลัวสายตาคนอื่นจะมองว่าเรานั้นไม่ดี ผมก็รู้สึกว่าชีวิตมันต้องปลดล็อคสักที จะได้ใช้ชีวิตเป็นของตัวเอง แต่ผมกลัว ผมไม่รู้ว่าสังคมที่ทำงาน และเพื่อนของผมที่คบกันมามากกว่า 10 ปี เขาจะคิดยังไงกับเรื่องนี้ ผมกลัวว่าเขาจะคิดว่าผมชอบเขาหรือเปล่า หรือพวกเขายังสบายใจ ที่จะคบกับผมอยู่ไหม ผมอยากเปิดเผยตัวตน ว่าผมนั้นมีความชอบอย่างไร แต่ผมไม่อยากให้ความสัมพันธ์ของผมกับเพื่อน หรือที่ทำงานมันต้องเปลี่ยนไป ผมรู้ว่าผมจะต้องเสียบางอย่างไป แต่ผมยังไม่พร้อม สำหรับเพื่อนผู้ชายของผม บางครั้ง เขามักจะแสดงทัศนะคติบางอย่างเกี่ยวกับ LGBTQ ที่ทำให้เราไม่สบายใจ ทำให้เราได้เห็นความคิดบางอย่างที่ทำให้เรากลัว ที่ผมอยากบอกเรื่องนี้ให้เพื่อนสนิทที่เป็นผู้หญิงของผมได้รับรู้ เพราะผมอยากมีใครสักคน ที่คอยซัพพอร์ต แม้ว่าเพื่อนผู้หญิงคนนี้จะเคยชอบเพื่อนผู้ชายคนเดียวกับผมก็ตาม ชีวิตของผมในตอนนี้ เหมือนไม่รู้จะไปทางไหนดี แล้วถ้าวันนี้ผมเปิดตัวไปว่าผมชอบผู้ชาย แล้วเรื่องสมัยเรียน ในตอนที่ผมเคยบอกว่าคบกับคนคนหนึ่ง หรือเพ้อเรื่องความรัก จะมีคนรู้ไหม ว่าผมหมายถึงเพื่อนผู้ชายคนนั้น ทุกคนจะคิดยังไงกับผม แล้วสายตาที่คนรอบข้างเขาจะมองผมอย่างไร ผมควรจะเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างไรดี กับการเป็นตัวเอง” เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “เราไม่จำเป็นที่จะต้องสื่อสารเรื่องนี้กับใคร เรายังสามารถใช้ชีวิตของตนเองได้โดยที่มีความสุข เราไม่จำเป็นที่จะต้องบอก หรือพูดเรื่องนี้กับใครเลย ถ้าใจเราไม่ได้รู้สึกอยากที่จะบอก แต่การที่เราอยากจะบอกใครสักคน เราคงต้องถามตัวเองว่าอยากจะบอกเพราะอะไร หรืออยากมีใครสักคนที่คอยรับฟัง ถ้าเรามั่นใจแล้วว่าเขาคนนั้น คือคนที่เราเชื่อใจได้ ก็พูดออกไป ถ้าหากพูดไปแล้วเขายอมรับในสิ่งที่เราเป็นได้ ก็พูดมันออกไป แต่ถ้าเราตัดสินใจพูดไปแล้ว ผลลัพธ์มันกลับออกมาไม่เป็นเหมือนกับในสิ่งที่เราคิด หรือเอาเรื่องของเราไปพูดให้คนอื่นฟัง ก็อยากให้เราทำใจยอมรับมัน สุดท้ายแล้วเรื่องนี้จะเป็นการคัดกรองเพื่อนให้ชีวิต มันคือสิ่งที่เขาเลือกและเราก็เลือกเหมือนกัน อย่าให้สภาพแวดล้อมบีบบังคับเรา ทำอะไรที่ตัวเองมีความสุข แล้วไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็ดีแล้ว” ทางด้านของ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “สำหรับเราคิดว่าถ้าเพื่อนสนิทกันจริง ๆ เราคงรู้อยู่แล้วว่าเราเป็นยังไง ที่ผ่านมาเราก็เห็นเพื่อนที่เพิ่งเปิดตัวตอนที่มีเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และเราก็ยังสามารถเป็นเพื่อนกันได้เหมือนเดิม กาลเวลา และชีวิตมันจะคัดกรองคนในชีวิตเรา อย่าไปกลัวที่เราจะเสียใครออกไปจากชีวิต แต่จงเข้าใจว่าชีวิตมันคัดคนที่ไม่ใช่ออกไปอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องเอาตัวตนของตัวเองมาเก็บซ่อนเอาไว้ เพื่อที่จะรักษาคนที่ไม่ใช่เพื่อนแท้ของเรา ถ้าคนคนนั้นเขาเป็นเพื่อนเราจริง ๆ เรื่องนี้จะไม่ใช่ปัญหาของเราแน่นอน สังคมผู้ชายมันไม่มีอะไรซับซ้อน ถ้ามันไม่ใช่มันก็แค่แยกย้ายกันไป เราก็จะได้ชีวิตที่เรานั้นไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ สักที และเราก็จะได้เจอเพื่อนที่เราไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนตัวตนของตัวเองตั้งแต่แรก อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง ยึดการเป็นตัวเองไว้ เรื่องนี้เราไม่ได้ผิดอะไรเลย และถ้าบอกไปแล้วเขาไม่โอเค ปัญหามันอยู่ที่ทัศนะคติของคนคนนั้น มันไม่ใช่ปัญหาของเรา ใช้ชีวิตของตัวเองอย่างมีความสุข ให้ความสำคัญกับใจตัวเองให้มากขึ้น” ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “อยากแนะนำวิธีการบอกเพื่อนให้กับคุณสุดหล่อ คือ การนัดเพื่อนออกมาดื่มด้วยกัน แล้วเริ่มบอกเขาว่าเรามีเรื่องอยากจะบอก พูดกับเขาไปตรง ๆ ว่าเราเพิ่งรู้ตัวว่าชอบผู้ชาย และวันนี้ที่นัดทุกคนมา เพราะทุกคนคือคนที่เราแคร์มากที่สุด และอยากจะถามทุกคนว่ารู้สึกยังไง อยากจะคบกับเราต่อไหม เป็นการวัดใจเพื่อนเราไปเลย ทุกวันนี้เราเล่นโซเชียล หรือทำอะไร เราจะเห็น LGBTQ อยู่ในทุกบทบาทอยู่แล้ว และสังคมของเรา ทุกวันนี้ ยอมรับพวกเขามากขึ้น เขาไม่ได้แตกต่างอะไรกับเราเลย และเราก็มีความเข้าใจเขามากขึ้น บางทีเรื่องที่เราเคยมองว่ามันใหญ่ สักวันมันอาจจะเล็กไปเลย ถ้าไม่อยากบอก ก็ใช้ชีวิตให้มีความสุขต่อไป แต่ถ้าอยากบอกก็ลองหาโอกาสบอกดู”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-