คบกับแฟนมา 6-7 ปี แต่งานใหม่ของผมทำให้เวลาว่างเราไม่ตรงกัน แฟนต้องการมีเวลาร่วมกันเพิ่ม ผมไม่อยากเปลี่ยนงาน เพราะเงินเดือนที่นี่ดีกว่า อยากให้แฟนเข้าใจว่าความก้าวหน้าในอาชีพ ก็มีผลต่ออนาคตที่จะมีร่วมกัน ควรทำอย่างไรดี ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

คบกับแฟนมา 6-7 ปี แต่งานใหม่ของผมทำให้เวลาว่างเราไม่ตรงกัน แฟนต้องการมีเวลาร่วมกันเพิ่ม ผมไม่อยากเปลี่ยนงาน เพราะเงินเดือนที่นี่ดีกว่า อยากให้แฟนเข้าใจว่าความก้าวหน้าในอาชีพ ก็มีผลต่ออนาคตที่จะมีร่วมกัน ควรทำอย่างไรดี ?

23 ม.ค. 2026

คบกับแฟนมา 6-7 ปี แต่งานใหม่ของผมทำให้เวลาว่างเราไม่ตรงกัน

แฟนต้องการมีเวลาร่วมกันเพิ่ม

ผมไม่อยากเปลี่ยนงาน เพราะเงินเดือนที่นี่ดีกว่า

อยากให้แฟนเข้าใจว่าความก้าวหน้าในอาชีพ ก็มีผลต่ออนาคตที่จะมีร่วมกัน ควรทำอย่างไรดี ?

         ‘คุณวิทย์ (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (21 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก-ดีเจ-ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องปัญหาเวลาไม่ตรงกับแฟน ทำให้แฟนน้อยใจ แต่ก็ไม่อยากจะเปลี่ยนงาน 

         ‘คุณวิทย์ (นามสมมุติ)’ อายุ 35 ปี ปัจจุบันมีแฟนอายุ 31 ปี คบกันมา 6-7 ปี ยังไม่แต่งงาน แต่อาศัยอยู่ด้วยกัน เจอหน้ากันทุกวัน มาถึงช่วงเดือนตุลาคมปี 68 ที่ผ่านมา คุณวิทย์ได้เปลี่ยนงานใหม่ ก่อนหน้านี้ทำงานเวลาออฟฟิศทั่วไป ที่ลาออกเพราะมีปัญหาเรื่องค่าตอบแทนไม่เพียงพอ ในส่วนของงานใหม่นี้ ก็ได้ปรึกษากับแฟนแล้วว่าที่นี่เงินดีกว่า แต่ต้องเข้างานเป็นกะ คุณวิทย์คุยกับแฟนไว้ว่า อยากทำที่นี่ไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี เพราะก่อนหน้าได้มีการเปลี่ยนงานบ่อยมาก จึงกลัวจะกระทบต่อประวัติการทำงาน แต่เมื่อต้องย้ายเวลาเข้า - ออกงาน จึงทำให้เกิดปัญหาไม่เข้าใจกันกับแฟน

         ช่วงหลังปีใหม่ แฟนเริ่มน้อยใจหนักขึ้น มีการโทรมาเหวี่ยงใส่คุณวิทย์ว่า เธอไม่โอเค กับการที่ตื่นมาไม่ได้เจอหน้ากับบ่อย ๆ เหมือนเคย ซึ่งเธอบอกว่าเข้าใจในเรื่องการทำงานของคุณวิทย์ แต่ใจเธอยอมรับไม่ได้ ซึ่งตอนนั้นเองคุณวิทย์ ก็ยังคงทำงานอยู่ จึงทำได้แค่ฟัง แต่เมื่อกลับถึงบ้าน แฟนกลับเงียบใส่ ทำให้ไม่ได้พูดคุยเคลียร์ใจกัน

         ปกติแล้ว คุณวิทย์เป็นคนใช้เงินค่อนข้างเก่งมาก จึงโอนเงินให้แฟนเป็นคนจัดสรรเงินให้ แต่วันถัดมา แฟนกลับโอนเงินคืนคุณวิทย์ และพูดว่าจะไม่ทำให้อีกแล้ว จากนั้นคุณวิทย์ก็โทรตาม แต่ก็ไม่รับสาย จึงเปลี่ยนไปส่งข้อความ แต่ก็ได้คำตอบมาตามเดิมว่า เธอไม่ชอบที่เวลาทำงานของคุณวิทย์เปลี่ยนไป จนไม่มีเวลาร่วมกัน สิ่งที่เธอต้องการคืออยากให้วันเสาร์-อาทิตย์เราได้เจอกันเหมือนเดิม กลับมาก็เจอหน้ากันไม่นาน แล้วหลังจากนั้นอีกคนก็ออกไปทำงาน และเป็นแบบนี้อยู่บ่อย ๆ อาจมีบางวันหยุดของคุณวิทย์บ้าง ที่ตอนเที่ยงคุณวิทย์จะขับรถไปที่ทำงานแฟนเพื่อทานมื้อเที่ยงด้วยกัน หรือตอนเย็นไปรับจากที่ทำงาน และทานอาหารเย็นด้วยกัน

         ล่าสุดได้มีการพูดคุยกันเพิ่มเติมแล้ว แต่กลัวว่าแฟนจะกลับไปน้อยใจอีก เพราะเมื่อก่อนคุณวิทย์เคยสัญญาว่าจะทำงานเก็บเงินไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกัน แต่ทำไม่ได้สักที และทุกเสาร์-อาทิตย์เราไปเที่ยวด้วยกันตลอดแต่ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว จึงอยากปรึกษาขอคำแนะนำว่าจะทำอย่างไรให้แฟนเข้าใจ เรื่องที่ไม่อยากเปลี่ยนงาน อยากทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุดเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพและมีอนาคตที่ดีร่วมกัน

         เริ่มที่ ‘ดีเจต้นหอม’ แนะนำให้บอกแฟนไปว่า “เดี๋ยวจะหางานใหม่ ที่เวลาตรงกันให้ และมีเงินดีด้วย วันนี้เราต้องพึ่งงานตรงนี้ก่อน ไม่มีใครอยากเลิกงานตี 2 ทุกวันหรอก แต่เอาเป็นว่า ถ้ามันมีงานที่ดี และเงินดีกว่า เราก็จะเปลี่ยนให้ ขอให้อดทนไปด้วยกัน ให้เธอสบายใจได้ว่าเราก็พยายามที่จะหาทางออก หรือถามตรง ๆ เลยว่า อยากให้คุณวิทย์ทำอะไร แต่ไม่ต้องห่วงนะ เราไม่ได้จะทำที่นี่ไปตลอดอยู่แล้ว แค่ต้องอดทนหน่อย”

         ต่อด้วย ‘ดีเจเผือก’ พูดว่า “แล้วในวัย 31 นี้ เขาก็น่าจะพอเข้าใจโลก แต่เมื่อคุณทั้งคู่ยังไม่ได้แต่งงาน อยู่ด้วยกันมานาน แต่ยังไม่ขยับขยายและไม่มั่นคงเท่าไหร่ กรณีแบบนี้ทำให้หลาย ๆ คู่เกิดคำถามต่อกันว่า ใช่ ไม่ใช่ ไปต่อหรือไม่ไปต่อ อะไรนิด ๆ หน่อย ๆ มันพาลให้เป็นปัญหาได้มาก แนะนำให้คุณวิทย์สร้างความมั่นใจให้เขาว่าในวันนี้อาจจะมีบ้างที่ยังแบ่งเวลาให้มากไม่ได้ แต่อยากให้มั่นใจว่าในอนาคตที่เขาต้องรอคอย มันจะมาถึงเมื่อไหร่ อยากให้ลองคุยให้ชัดเจน ไม่ใช่แค่รอให้พร้อม แต่ไม่รู้ว่าพร้อมคือเมื่อไหร่ ลองยื่นอนาคตที่ชัดเจนให้เขาดู ถ้าเขากลับเริ่มไม่มั่นใจ ก็ลองโทรมาปรึกษากันใหม่”

         สุดท้ายตามด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ เสริมว่า “พี่เข้าใจแฟนคุณวิทย์ คนเราคงมีอารมณ์น้อยใจ โกรธกัน  เป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็เข้าใจในมุมคุณวิทย์ที่อยากจะมีอนาคตมีเงินที่มากขึ้น และยังพยายามที่จะชดเชยเวลาด้วยการไปกินข้าวกลางวัน ไปรับแฟนจากที่ทำงานด้วย พี่อยากให้คุณวิทย์คุยกับแฟนในมุมเหตุผลว่าทั้งหมดนี้เราทำไปทำไม บางครั้งเมื่อเงื่อนไขของชีวิตคู่ มันถูกเปลี่ยนเพื่อเป้าหมายของสองคน มันอาจจะต้องอดทนและยอม เพื่อให้มันไปถึงเป้าหมายได้”

  มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูมีแฟนแต่เหมือนมีพ่ออีกคน เค้าอายุ 50 เรา 31 อยากไปไหนเค้าไปรับไปส่งทุกที่ ไม่ให้ไปเจอคนอื่น ให้อยู่บ้านเทรดหุ้นอย่างเดียว เค้าให้เงินหนูทุกเดือน หนูไม่ได้เจอใคร อยากไปประกวดนางงาม เขาก็ห้ามกลัวว่าหนูจะไปเจอผู้ชายคนอื่น

22 ส.ค. 2024

หนูมีแฟนแต่เหมือนมีพ่ออีกคน เค้าอายุ 50 เรา 31 อยากไปไหนเค้าไปรับไปส่งทุกที่ ไม่ให้ไปเจอคนอื่น ให้อยู่บ้านเทรดหุ้นอย่างเดียว เค้าให้เงินหนูทุกเดือน หนูไม่ได้เจอใคร อยากไปประกวดนางงาม เขาก็ห้ามกลัวว่าหนูจะไปเจอผู้ชายคนอื่น

หนูมีแฟนแต่เหมือนมีพ่ออีกคน เค้าอายุ 50 เรา 31 อยากไปไหนเค้าไปรับไปส่งทุกที่ไม่ให้ไปเจอคนอื่น ให้อยู่บ้านเทรดหุ้นอย่างเดียว เค้าให้เงินหนูทุกเดือน หนูไม่ได้เจอใครอยากไปประกวดนางงาม เขาก็ห้ามกลัวว่าหนูจะไปเจอผู้ชายคนอื่น ตอนนี้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็น นกน้อยในกรงทอง “คุณหวาน (นามสมมติ)” อายุ 31 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ [21 ส.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจอั๋น – ดีเจเติ้ล’ เกี่ยวกับปัญหาแฟนทำตัวเหมือนพ่อ โดย “คุณหวาน (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูมีแฟนที่เหมือนพ่อ แฟนหนูอายุ 50 คบกันมา 5 ปี เค้าจะทำเหมือนเราเป็นง่อย เช่น เวลาจะออกไปไหนต้องไปกับเค้าตลอด จากที่หนูขับรถไปนู่นนี่ได้ในตอนที่ยังไม่ได้อยู่ด้วยกัน พออยู่ด้วยกันเค้าก็ห้าม แล้วบอกว่าเป็นห่วง กลัวอุบัติเหตุ ตั้งแต่มาอยู่ด้วยกัน หนูก็ไม่เคยทำให้ไม่ไว้ใจ หนูอยากไปทำงานเค้าก็ไม่ให้หนูทำงาน หนูกับเค้าเจอกันตอนช่วงโควิด และงานหนูคืองานสายบริการ แล้วมันไม่มีลูกค้าเลย ทางที่ทำงานก็เลยแจ้งมาว่าขอไม่คอนเฟิร์มว่าถ้ากลับไปทำงานจะได้เงินเท่าเดิมมั้ย? แฟนหนูเลยเสนอว่าไม่ต้องทำงานหรอก ไปอยู่กับเค้า เค้าจะสอนเทรดหุ้น พอหนูไปอยู่กับเค้าจากคนที่เคยมีรูทีนทำงาน ตื่นเช้ามาทำงาน ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าอยู่แต่หน้าจอ เทรดหุ้น กินข้าว ใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้าน หนูอยากทำอะไรเค้าก็ห้าม ตอนนี้ก็คืออยู่ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ หนูจะขอกลับไปทำงาน เค้าก็บอกว่าหนูทำงานกับใครไม่ได้ เพราะหนูก็มีส่วนที่ทำให้เค้าเป็นแบบนี้ คือตอนแรก ๆ หนูไม่เถียงเค้าเลย เวลาเค้าพูดมาหนูก็ฟัง เวลาไม่โอเคหนูก็เฉย ๆ ไป เพราะรู้ว่าถ้าหนูบอกเค้าไปหรือพูดอะไรไป เค้าก็จะหาว่าหนูเถียง หนูไม่ฟัง ในตอนช่วงโควิดหนูอยากลงประกวดนางงาม เค้าก็บอกว่าเดี๋ยวต้องไปเจอคนนู้นคนนี้ เช่น ช่างแต่งหน้าที่อาจจะพาเราไปเจอผู้ชายใหม่ เพราะเค้ากลัวหนูจะทิ้งเค้า หนูเลยอยากถามว่าหนูควรจะเป็นแบบนี้ต่อไป หรือควรจะพูดให้เค้าเปลี่ยนความคิดมากกว่านี้?’ งานนี้ “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คุยตรง ๆ เลย วันนี้หนูอึดอัดเรื่องไหนหนูเรียกเค้ามาคุยแล้วบอกเค้าไปเลย เช่น ชีวิตที่ตอนนี้หนูไม่ได้แแสดงความคิดเห็นเลย เรามาอยู่ด้วยกันไม่ได้แปลว่าหนูจะทิ้งชีวิตหนูทั้งหมดไว้ที่นี่ หนูรักคนนี้หนูก็ไม่ได้ไปไหน เพียงแต่ว่าหนูก็ต้องมีชีวิตของหนูที่มันทำให้หนูมีความสุขบ้าง ตอนนี้หนูอึดอัดเรื่องนี้ หนูไม่ได้ทำความฝันของหนูเลย และพี่ไม่ต้องกังวลว่าหนูจะมีคนใหม่ การที่หนูมีคนใหม่แปลว่าหนูไม่ซื่อสัตย์ พี่ไม่ต้องเสียดายหนูเลย แต่ ณ วันนี้หนูไม่ได้อยากเลิกกับพี่เพราะถ้าหนูอยากเลิกกับพี่หนูไปนานแล้ว แล้วหนูอสากจะบอกพี่ว่าไม่ต้องคาดหวังให้ใครมาอยู่กับเราตลอดชีวิต ณ วันนี้เรามีความสุข แต่ถ้าพี่ทำให้หนูอึดอัด หนูอาจจะอยากออกจากตรงนี้ก็ได้ พูดตรง ๆ เลย ว่า ที่หนูเรียกพี่มาคุยวันนี้เพื่อที่จะบอกว่าหนูต้องการใช้ชีวิตในแบบของหนู อะไรที่หนูอยากทำหนูจะบอกพี่หนูจะให้เกียรติพี่ แต่หนูไม่อยากให้พี่มาห้ามหนูอีกแล้วเพราะหนูไม่อยากทะเลาะ ไม่ใช่ว่าหนูทำเพื่อพี่อยู่แล้วตัวหนูก็มาอึดอัด’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าหวานต้องทำตัวให้แข็งแรง พี่รู้สึกว่าหวานอ่อนแอเหมือนอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเค้า อีกอย่างที่มีปัญหาคือหวานไม่มีพื้นที่ของตัวเอง และหวานต้องไปพูดกับแฟนว่า 1. พี่ต้องไว้ใจว่าหนูจะไม่นอกใจ เรื่องหึงหวงหยุดคิดได้แล้วค่ะห้าปีแล้ว 2. ไว้ใจว่าหนูสามารถดูแลตัวเองได้เพราะฉะนั้นต้องมีพื้นที่ให้หนูทำอะไรที่หนูอยากทำ แต่ถ้าทั้งหมดทั้งมวลเค้ายังไม่ยอมหวานก็ต้องนึกถึงตัวเอง’ สุดท้าย “ดีเจอั๋น” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘หวานปล่อยให้ภาวะนี้เกิดขึ้นเอง เรายอมตัวเล็กเอง ไม่ได้แปลว่าให้กร่างนะ เราแค่เป็นตัวเองยืนแบบอกผายไหล่พึ่ง แล้วก็รักตัวเองมีศักดิ์ศรีในแบบของตัวเองแค่นั้นเอง และมีอะไรก็พูดกันดี ๆ มีอะไรต้องคุยกัน และไม่ได้อยู่ด้วยความกลัว ลองคุยกับเค้าเลยแล้วดูอาการของเค้า และอย่าเอาความเสียดายมาเป็นตัวตั้ง เพราะเรามีความรู้เรามีงานเราหางานได้ และเรายังสามารถดูแลตัวเองได้ เพราะถ้าเราปล่อยเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เราอาจจะโดนเค้าถีบออกจากบ้านเองก็ได้ แล้วถ้าคิดว่าต้องแต่งงาน คุยเคลียร์ให้จบ แล้วลองดูว่ามันคุยกันมีแพลนนั้นมั้ย เพราะถ้าเราคิดว่าจะฝากผีฝากไข้ไว้กับคนนี้มันก็ต้องได้อะไรบ้าง แต่ก่อนที่เราจะหวังให้เค้าฟังเรา เราก็ต้องทำตัวให้น่าฟัง ถ้าอยากให้เค้ารักก็ต้องทำตัวน่ารักถ้าอยากได้รับเกียรติก็ต้องทำตัวให้มีเกียรติ อยากให้เค้าเห็นค่าเราก็ต้องทำตัวมีค่าและเห็นค่าตัวเองก่อน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

รู้สึกเหมือนพ่อแม่รักพี่ชายมากกว่า ต่อให้ทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยได้รับการยอมรับ หนูควรทำยังไงดีคะ?

10 ก.ค. 2026

รู้สึกเหมือนพ่อแม่รักพี่ชายมากกว่า ต่อให้ทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยได้รับการยอมรับ หนูควรทำยังไงดีคะ?

รู้สึกเหมือนพ่อแม่รักพี่ชายมากกว่าต่อให้ทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยได้รับการยอมรับหนูควรทำยังไงดีคะ? ‘คุณกระติก’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (8 กรกฏาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม – ดีเจเติ้ล – ดีเจเฟี๊ยต’ เกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนรู้สึกว่าพ่อแม่รักและให้ความสำคัญกับพี่ชายมากกว่า จนกลายเป็นปมในใจที่ยังก้าวข้ามไม่ได้ ‘คุณกระติก’ (นามสมมติ) อายุ 28 ปี ได้โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ภายในครอบครัว โดยเฉพาะความรู้สึกที่ติดค้างอยู่ในใจมาตั้งแต่วัยเด็ก ว่าพ่อและแม่ดูเหมือนจะแสดงความยินดีหรือภาคภูมิใจในสิ่งที่พี่ชายทำมากกว่าสิ่งที่เธอทำ จนทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยได้รับการยอมรับหรือได้รับความรักในแบบเดียวกัน แม้จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อดูแลและเอาใจใส่คนในครอบครัวก็ตาม คุณกระติกเล่าว่า ตนเองเป็นคนช่างสังเกตความรู้สึกของคนในบ้าน หากได้ยินว่าพ่อหรือแม่อยากรับประทานอะไร หรืออยากได้สิ่งของชิ้นไหน เธอก็มักจะตั้งใจหาซื้อมาให้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีราคาถูกหรือแพง เพราะอยากทำให้ทั้งสองคนมีความสุข เธอยกตัวอย่างเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อทราบว่าคนในบ้านอยากรับประทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อ จึงรีบไปซื้อมาให้ด้วยความตั้งใจ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำพูดว่า “ซื้อมาทำไมอ่ะ เปลืองตังค์ เอาวางไว้เหอะ” ก่อนที่อาหารจะถูกวางทิ้งไว้จนเสีย โดยไม่มีใครแสดงอาการดีใจหรือรู้สึกประทับใจที่เธอตั้งใจซื้อมาให้ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาที่พี่ชายสั่งของมาให้พ่อแม่ บรรยากาศกลับแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เพราะคุณพ่อคุณแม่มักจะแสดงความตื่นเต้น พร้อมพูดกับทุกคนในบ้านว่า “อุ๊ย ทุกคนมาดูนี่สิ อันนี้นี่พี่สั่งของมาให้นะ” ทำให้คุณกระติกรู้สึกว่า สิ่งที่เธอทำกลับไม่เคยได้รับการตอบรับในลักษณะเดียวกัน อีกเหตุการณ์หนึ่งที่กระทบความรู้สึกของเธออย่างมาก คือช่วงที่พี่ชายซื้อทองเป็นของขวัญวันเกิดให้แฟน และพี่ชายได้นำเรื่องดังกล่าวไปโพสต์ลง Social Media เมื่อคุณแม่เห็นจึงพูดขึ้นมาว่า “อยากได้จัง หูเนี่ยมันใส่ตุ้มหูธรรมดาไม่ได้ มันเน่า” จากนั้นคุณแม่จึงไปบอกกับพี่ชายว่าอยากได้ต่างหูทอง แต่พี่ชายตอบกลับว่าไม่จำเป็นต้องซื้อ เพราะเปลืองเงินและสามารถใส่แบบอื่นได้ ทำให้คุณแม่มีอาการน้อยใจอย่างเห็นได้ชัดจนเหมือนจะร้องไห้ เมื่อเห็นเช่นนั้น คุณกระติกก็รู้สึกสงสารคุณแม่ จึงอาสาซื้อให้แทน พร้อมบอกว่า “ไปเหอะแม่ ไปซื้อกัน หนูซื้อให้ ไม่เป็นไร” แม้ในใจจะไม่แน่ใจว่าที่คุณแม่ปฏิเสธในตอนแรก เป็นเพราะกังวลเรื่องฐานะทางการเงินของเธอที่ไม่ได้ดีเท่าพี่ชายหรือไม่ แต่เธอยืนยันว่าตนเองพร้อมจ่ายและอยากซื้อให้ด้วยความเต็มใจ จึงพาคุณแม่ไปเลือกซื้อทองจนสำเร็จ อย่างไรก็ตาม หลังซื้อทองกลับมา คุณแม่กลับเก็บไว้เป็นเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์โดยไม่ยอมนำมาใส่ ทำให้คุณกระติกต้องคอยถามอยู่ทุกวันว่า “แม่ใส่ยัง แม่ใส่ดูสิ สวยไหม” เพราะอยากเห็นคุณแม่มีความสุขกับของขวัญที่ตั้งใจมอบให้ หลังจากซื้อทองให้คุณแม่ คุณกระติกก็แอบรู้สึกว่าคุณพ่ออาจจะน้อยใจ จึงตั้งใจซื้อทองให้คุณพ่อเป็นของขวัญวันเกิดด้วยเช่นกัน แต่เมื่อมอบให้ คุณพ่อกลับมีปฏิกิริยาที่ทำให้เธอเสียความรู้สึก โดยพูดเพียงว่า “อะไรเนี่ย ซื้อมาทำไม เปลืองตังค์” ก่อนจะเดินไปทำอย่างอื่น ทำให้เธอต้องเป็นฝ่ายเรียกคุณพ่อกลับมาสวมทองและขอถ่ายรูปร่วมกัน เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำในวันเกิด เวลาผ่านไปประมาณ 1 ปี คุณแม่ได้มาบอกความจริงกับเธอว่า คุณพ่อได้นำทองเส้นดังกล่าวไปจำนำ เพื่อนำเงินมาใช้ คุณกระติกรู้สึกตกใจและไม่เข้าใจว่าทำไมคุณพ่อถึงเลือกทำเช่นนั้น หากกำลังประสบปัญหาทางการเงินก็สามารถบอกกับเธอตรง ๆ ได้ โดยคุณพ่อให้เหตุผลว่าไม่อยากรบกวนลูก และยืนยันว่าจะนำทองกลับมาไถ่คืน ทำให้เธอเลือกปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป กระทั่งเวลาผ่านไปอีกประมาณ 1–2 ปี คุณแม่เพิ่งบอกกับเธอว่า คุณพ่อมีความตั้งใจจะไม่จ่ายดอกเบี้ยและปล่อยให้ทองหลุดจำนำไป เพราะไม่คิดจะรับคืนแล้ว เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณกระติกรู้สึกเสียใจมาก เพราะทองเส้นนั้นเป็นของขวัญวันเกิดที่เธอตั้งใจมอบให้คุณพ่อด้วยความรัก เช้าวันรุ่งขึ้น เธอจึงเข้าไปคุยกับคุณพ่อ พร้อมบอกว่า หากคุณพ่อไม่ต้องการแล้วก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวเธอจะเป็นคนไปไถ่ทองคืนเอง และจะเก็บไว้กับตัว หากวันไหนคุณพ่ออยากได้ก็สามารถมาขอคืนได้ แต่คุณพ่อตอบกลับด้วยน้ำเสียงประชดว่า “ไม่เคยบอกเลยว่าไม่อยากได้ เดี๋ยวไปไถ่คืนมาให้” ทำให้ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน คุณพ่อได้นำทองกลับมาให้จริง แต่ก็พูดกับเธอว่า “เอาไปให้หมดเลยนะ ที่ให้อะไรมาก็เอาไปให้หมดเลย” คำพูดดังกล่าวยิ่งทำให้คุณกระติกรู้สึกสับสนและเสียใจ เพราะเธอไม่เคยต้องการเอาของขวัญคืน เพียงแค่รู้สึกเสียดายสิ่งที่ตั้งใจมอบให้ด้วยความรัก และไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องราวจึงลงเอยในลักษณะนี้ คุณกระติกเล่าต่อว่า พี่ชายของเธอเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตค่อนข้างมาก ส่วนตัวเธอยืนยันว่าบรรยากาศภายในครอบครัวโดยรวมยังเป็นครอบครัวที่พูดคุยกัน ตลก เฮฮา และเธอก็รู้สึกสนิทกับคุณพ่อคุณแม่มากกว่าพี่ชายของตัวเองเสียอีก อย่างไรก็ตาม ทั้งเธอและพี่ชายไม่ได้เติบโตมากับคุณพ่อคุณแม่เป็นหลัก ตั้งแต่เด็กทั้งคู่พักอาศัยอยู่กับคุณลุง โดยคุณพ่อและคุณแม่จะโทรศัพท์มาหาหรือแวะมาเยี่ยมเป็นครั้งคราว ก่อนจะได้กลับมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจริง ๆ เมื่ออายุประมาณ 20 ปีขึ้นไป ในช่วงที่อาศัยอยู่กับคุณลุง คุณกระติกเล่าว่า คุณลุงค่อนข้างตามใจพี่ชาย และพี่ชายก็เป็นที่รักของคนในครอบครัว แต่ภายหลังเมื่อคุณลุงทราบว่าเธอป่วยเป็นโรคซึมเศร้า รวมถึงได้รับฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวผ่านการระบายของเธอ คุณลุงก็เริ่มให้ความสำคัญและดูแลเธอมากขึ้น ขณะที่คนในครอบครัวบางคนกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงท่าทีเมื่อทราบเรื่องดังกล่าว และยังมองว่าอาการซึมเศร้าของเธออาจเป็นเพียงการคิดไปเอง ทั้งที่ในช่วงเวลานั้น เธอต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าด้วยตัวเอง คุณกระติกเล่าว่า ปัจจุบันอาการซึมเศร้ายังไม่หายขาด แต่สามารถควบคุมอาการได้ดีกว่าในอดีต อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ยังไม่หายขาด เป็นเพราะเธอขาดยาในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และหลังจากนั้นก็ไม่ได้กลับไปติดตามอาการกับจิตแพทย์อีกเลย เธอเล่าว่า ในช่วงที่เข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย เคยปรึกษาจิตแพทย์เกี่ยวกับหลายเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน เพื่อน หรือปัญหาในชีวิตด้านอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันเธอสามารถก้าวข้ามปัญหาเหล่านั้นได้แล้ว เหลือเพียงเรื่องความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่ยังคงเป็นปมในใจ และเป็นเรื่องเดียวที่เธอรู้สึกว่ายังไม่สามารถก้าวข้ามได้ คุณกระติกเล่าต่อว่า ช่วงที่เข้ามหาวิทยาลัย เธอต้องย้ายออกไปพักหอ ทำให้ความสัมพันธ์กับพี่ชายเริ่มห่างเหิน ประกอบกับในช่วงเวลาเดียวกัน พี่ชายกำลังประสบปัญหาส่วนตัวเรื่องหนึ่ง ซึ่งเธอไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคนทั้งครอบครัว ทุกคนต่างช่วยกันจัดการเรื่องดังกล่าว จนกระทบต่อการเรียนของเธอในช่วงนั้น หลายครั้งคนในครอบครัวจะโทรศัพท์มาขอให้เธอช่วยจัดการปัญหาของพี่ชาย หากเธอไม่สะดวกหรือไม่สามารถช่วยได้ ก็จะถูกตำหนิ แต่เมื่อถึงเวลาที่เธอมีปัญหาของตัวเอง เช่น เรื่องการลงทะเบียนเรียน กลับไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือ ทุกคนปล่อยให้เธอจัดการด้วยตัวเอง แม้จะรู้สึกน้อยใจ แต่เธอยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกไม่อยากช่วยเหลือพี่ชาย เพียงแต่รู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายที่ต้องคอยซัพพอร์ตพี่ชายอยู่เสมอ ขณะที่เมื่อเธอมีปัญหา กลับไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยในแบบเดียวกัน อีกทั้งบางครั้งที่พี่ชายแสดงอาการหงุดหงิดคนในครอบครัวก็มักจะหันมาตำหนิเธอแทน นอกจากนี้ คุณกระติกเล่าเสริมว่า ครอบครัวของเธอเป็นครอบครัวคนจีน และที่ผ่านมาเธอไม่เคยถามคุณพ่อคุณแม่ตรง ๆ ว่าเหตุใดจึงไม่แสดงความยินดีหรือความภูมิใจในตัวเธอเหมือนที่แสดงออกกับพี่ชาย มีเพียงบางครั้งที่ความรู้สึกน้อยใจเอ่อล้น จนเธอเผลอพูดออกไปว่า “ทำไมทีกับพี่ดูดีใจจัง” แต่คุณพ่อคุณแม่ก็มักจะตอบเลี่ยง ๆ หรือทำให้เธอรู้สึกว่า สิ่งที่เธอคิดเป็นเพียงการคิดมากไปเอง เธออธิบายเพิ่มเติมว่า แม้จะไม่ได้โอนเงินให้คุณพ่อคุณแม่ทุกเดือน แต่หากทั้งสองคนขอความช่วยเหลือเรื่องเงิน เธอก็จะช่วยเหลือตามกำลัง และในช่วงที่มีงานประจำก็จะโอนเงินให้คุณพ่อคุณแม่เป็นประจำ เมื่อย้อนกลับไปในวัยเด็ก คุณกระติกยอมรับว่า ความรู้สึกถูกเปรียบเทียบเกิดขึ้นมาโดยตลอด เธอรู้สึกว่าพ่อแม่มักแสดงความยินดีกับพี่ชายมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการซื้อของหรือการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่าไม่เคยโทษพี่ชาย และไม่อยากให้พี่ชายรู้สึกผิด เพราะมองว่าเรื่องทั้งหมดไม่ได้เกิดจากตัวพี่ชาย เธอยกตัวอย่างเหตุการณ์ในช่วงที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ ในเวลานั้นพี่ชายอยากได้นาฬิกาแบรนด์ดังราคาประมาณ 1 - 2 หมื่นบาท เพียงแค่เอ่ยปากบอก คุณพ่อคุณแม่ก็พาไปซื้อทันที พร้อมพาเธอไปด้วยในลักษณะเหมือนพาไปเดินเล่น ด้วยความเป็นเด็ก เธอจึงบอกว่าอยากได้ของบ้าง โดยไม่ได้ขอของราคาเท่าพี่ชาย แต่ขอเพียงของราคาหลักพันเท่านั้น ทว่าคุณพ่อคุณแม่กลับถามว่า “จะเอาไปทำไม ใช้ไปทำไม” สุดท้ายเธอไม่ได้รับของชิ้นนั้น และคุณพ่อคุณแม่กลับเสนอว่า “งั้นเอาของปลอมแทนได้ไหม” ขณะที่พี่ชายได้รับของแท้ตามที่ต้องการ เหตุการณ์เหล่านี้สะสมมาตั้งแต่วัยเด็ก จนทำให้คุณกระติกรู้สึกว่าพ่อแม่ดูรักพี่ชายมากกว่า และแม้เวลาจะผ่านมาจนเธออายุ 28 ปี ความรู้สึกดังกล่าวก็ยังคงติดค้างอยู่ในใจ เธอจึงอยากปรึกษาพี่ ๆ ดีเจว่า จะจัดการกับความรู้สึกนี้อย่างไร เพื่อให้สามารถก้าวข้ามปมในใจที่ติดตัวมาตั้งแต่วัยเด็กได้ ทางด้าน ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “ถ้าพี่เป็นกระติก พี่คงต้องทำใจ ว่าต่อให้เราทำดีมากเท่าไหร่ เขาอาจเห็น แต่ก็ไม่ได้ชื่นชมหรือแสดงออกในสิ่งที่เราทำ เพียงเพราะเหตุผลเดียวคือเราเป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นความเชื่อที่ฝังรากมานาน และเราเปลี่ยนไม่ได้จริง ๆ ถ้าเป็นพี่ พี่จะเลือกมองในมุมดีว่า ยิ่งเขาโฟกัสและทุ่มเทให้พี่ชายมากเท่าไหร่ พี่ชายก็ยิ่งถูกคาดหวังมากเท่านั้น ขณะที่กระติกอาจมีอิสระในการใช้ชีวิตมากกว่า เราก็ดูแลพ่อแม่ในฐานะลูกคนหนึ่ง ไม่ใช่ลูกอกตัญญู แต่จะไม่ทำอะไรเพราะคาดหวังให้เขาบอกว่าเราดีหรือชื่นชมเรา เพราะสุดท้ายมันจะทำร้ายตัวเราเอง ตอนนี้กระติกอายุ 28 ปีแล้ว พี่ว่ามันพิสูจน์ได้แล้วว่า สิ่งที่เรารอคอยอาจไม่เกิดขึ้น หรืออาจเกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปนานกว่านี้ แต่จากที่ฟัง พี่รู้สึกว่ากระติกทำทุกอย่างเพราะอยากให้พ่อแม่มีความสุข เพียงแต่ลึก ๆ ก็หวังว่าพ่อแม่จะเห็นฉันแล้ว พี่อยากให้กระติกใช้ชีวิตของตัวเอง ดูแลพ่อแม่ตามที่ลูกคนหนึ่งควรทำ แต่ไม่ต้องทำเพื่อให้เขามาบอกว่าเราดีพอ เพราะจริง ๆ แล้ว เรารู้ตัวอยู่แล้วว่าเราเป็นลูกที่ดี และไม่ได้แตกต่างจากพี่ชายเลย” ในฝั่งของ ‘ดีเจเฟี๊ยต’ ได้ให้คำแนะนำว่า “พี่จะคอนเฟิร์มเหมือนพี่เติ้ลเลยว่า กระติกเป็นลูกที่น่ารักมาก น่ารักมาก ๆ ไม่ว่าใครก็ตามที่มีลูกเป็นแบบกระติก ถือว่าโชคดีมาก ปมในวัยเด็ก หลายคนอาจคิดว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป แต่จริง ๆ แล้ว ปมในวัยเด็กไม่ได้จบแค่ตรงนั้น บางคนลากยาวไปจนแก่เลยก็มี พี่เคยรู้จักคุณป้าคนหนึ่ง อายุประมาณ 70 - 80 ปี วันดีคืนดีก็ยังพูดถึงปมในวัยเด็กที่เกิดขึ้นตอนอายุ 5 - 6 ขวบ ว่าพ่อแม่ทำไม่ดีกับเขา แปลว่าเรื่องปมในวัยเด็กไม่ใช่เรื่องที่จะข้ามผ่านได้ง่าย เราต้องยอมรับก่อนว่า เราเกิดมาในครอบครัวที่ไม่ได้ Support เรื่องอารมณ์ความรู้สึก ตอนนี้เราโตขึ้นแล้ว เราผ่านหลายเรื่องมาได้ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องเพื่อน เหลือเพียงเรื่องครอบครัวที่ยังก้าวข้ามไม่ได้ ถ้ามันยังวนอยู่แบบนี้ จนทำให้เราดิ่งลงเรื่อย ๆ พี่อยากแนะนำให้กลับไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญ เพราะเขาจะมีวิธีช่วยให้เราปรับวิธีคิด เราเปลี่ยนครอบครัวไม่ได้ บังคับให้เขาเข้าใจหรือรักเราในแบบที่เราต้องการก็ไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือยอมรับว่าเขาเป็นแบบนี้ และมอบความรักในแบบที่เราอยากมอบให้กับเขา ส่วนเรื่องความรักที่เราคาดหวังจากเขา เราไปบังคับไม่ได้ พี่เชื่อว่าพ่อแม่รักกระติกแน่นอน เพียงแต่เขารักไม่เหมือนกัน เราอาจอยากได้ความรักแบบเดียวกับที่พี่ชายได้รับ แต่สุดท้ายความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกทั้งสองคน อาจเป็นความรักคนละแบบก็ได้” ในฝั่งของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้มุมมองว่า “พ่อแม่กับเรา เป็นคนละ Levek กัน กระติกเธอเป็นลูกที่ดี แล้วก็ดีมาก เธอดีขนาดนักกีฬาเหรียญทอง แต่พ่อแม่ของเธอได้เหรียญทองแดง เขาไม่สามารถไต่ระดับความรู้สึกเข้าไปแตะหรือเข้าใกล้เหรียญทองได้ ฉะนั้นมันจึงเกิดความไม่เข้าใจกัน กระติกเป็นลูกที่ดีมาก แทบไม่มีอะไรบกพร่องเลย ขณะที่พ่อแม่ยังขาดการเข้าใจหรือการ Take care ความรู้สึกของลูกให้เท่า ๆ กัน ฉะนั้นเขาจึงได้แค่เหรียญทองแดง แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ยังผ่านมาตรฐานนะ อย่างน้อยก็ยังมีเหรียญ เพราะจากที่พี่ฟัง ครอบครัวนี้ไม่ได้แย่ เขายังรักลูก และไม่ได้วุ่นวายหรือบังคับลูกจนลูกอึดอัดหรือ Toxic เพียงแต่เขาไปไม่ถึงเหรียญทอง เพราะฉะนั้น อยากให้กระติกเข้าใจว่า ต่อให้เราทำอะไรดีแค่ไหน เขาก็อาจจะยังลืม Take care ความรู้สึกของเราอีก เพราะเขาไปไม่ถึงจุดนั้น เขาไม่มีวันได้เหรียญเงินด้วยซ้ำ อย่างเรื่องที่เอาทองไปขายแล้วเอามาคืน พี่ก็ยังมองว่าได้แค่เหรียญทองแดงจริง ๆ ถ้าอยากได้เหรียญเงิน อย่างน้อยก็ควรพูดว่า ‘พ่อขอโทษนะลูก’ ฉะนั้น เราจะไม่ไปคาดหวังในตัวพ่อแม่ อยากทำอะไรก็ทำ เพราะเมื่อเราไม่คาดหวัง เราก็จะไม่เจ็บ ใช้ชีวิตให้สนุก”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

กำลังจะแต่งงานกับแฟนปีหน้า มาจับโป๊ะได้ว่าแฟนมีความสัมพันธ์กับเพื่อนสนิทของเรา เพื่อนบอก ความรู้สึกเริ่มแล้ว หยุดไม่ได้ แต่แฟนมาง้อ บอกจะเลิกยุ่งกับเพื่อนให้แล้วแต่งงานเลย พีคสุด 1 เดือน เขาบอกรักกันไปแล้ว 500+ ข้อความ เท่ากับที่คบหนูมา 3 ปี

22 พ.ย. 2024

กำลังจะแต่งงานกับแฟนปีหน้า มาจับโป๊ะได้ว่าแฟนมีความสัมพันธ์กับเพื่อนสนิทของเรา เพื่อนบอก ความรู้สึกเริ่มแล้ว หยุดไม่ได้ แต่แฟนมาง้อ บอกจะเลิกยุ่งกับเพื่อนให้แล้วแต่งงานเลย พีคสุด 1 เดือน เขาบอกรักกันไปแล้ว 500+ ข้อความ เท่ากับที่คบหนูมา 3 ปี

กำลังจะแต่งงานกับแฟนปีหน้า มาจับโป๊ะได้ว่าแฟนมีความสัมพันธ์กับเพื่อนสนิทของเราเพื่อนบอก ความรู้สึกเริ่มแล้ว หยุดไม่ได้ แต่แฟนมาง้อ บอกจะเลิกยุ่งกับเพื่อนให้แล้วแต่งงานเลยพีคสุด 1 เดือน เขาบอกรักกันไปแล้ว 500+ ข้อความ เท่ากับที่คบหนูมา 3 ปี ควรให้โอกาส หรือ พอแค่นี้?“คุณเชอรี่ (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [20 พ.ย. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาการโดนนอกใจโดย “คุณเชอรี่ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘โดนแทงข้างหลังจากคนที่เรารักทั้งสองคน หนูมีแฟนที่คบกันมา 3 ปี และมีเพื่อนสนิทที่ทำงานคบมา 3 ปีเหมือนกัน' คือ หนูเข้ามาทำงานที่บริษัทเดียวกับแฟน หนูเข้ามาทำทีหลังเขาเลยทำให้เราได้เจอกัน เขาก็มาจีบหนูก่อน ส่วนเพื่อนคนนี้อยู่กับหนูมาตั้งแต่วันแรกเลย ตั้งแต่แฟนมาจีบเขารู้หมดทุกอย่างสนิทกันมาก ไปหากันถึงบ้าน กับพ่อแม่ของเพื่อนหนูก็สนิท ซึ่งตอนนี้หนูลาออกมาประมาณปีครึ่งแล้ว แต่หนูกับแฟนก็ยังอยู่บ้านเดียวกัน เมื่อก่อนเราจะไปไหนก็ไปกันสามคนตลอด ไปกินข้าวด้วยกันสามคน คือสนิทกันมาก แล้วพอหนูลาออกมาเหมือนเพื่อนเขาก็ได้ย้ายตำแหน่ง ได้ย้ายไปทำงานแบบ Under แฟนหนู เขาก็มีออกไปทำงานตรวจดูพื้นที่กัน หนูก็ไม่ได้ติดใจอะไรเพราะสนิทกันจริง ๆ เขาก็ทำงานกันไป พอช่วงหลังๆ หนูเริ่มรู้สึกแปลก ๆ หนูกับแฟนก็เหมือนทะเลาะกันบ่อย มีปัญหากันแต่เราก็ยังอยู่ด้วยกันทุกวันปกติไม่ได้เลิกกันจนมีช่วงนึงประมาณเดือนที่แล้ว เป็นเดือนเกิดของแฟนหนู ซึ่งที่หนูเริ่มเอะ คือ เขาได้เสื้อมาตัวนึง ด้วยความที่หนูกับแฟนเราเลี้ยงหมาด้วยกัน แล้วเสื้อที่แฟนได้เป็นเสื้อที่สกรีนรูปหมา หนูก็เลยถามเขาว่า “ได้ของขวัญวันเกิดเหรอ” แฟนก็บอกว่า “อ่อใช่ คนที่ทำงานเขารวมเงินกันซื้อให้” หลังจากนั้นหนูก็ทักไปหาพี่ที่ทำงาน เพราะหนูก็สนิทกับทุกคนที่บริษัทยังคุยกันอยู่ปกติ หนูก็ทักไปถามพี่ที่ทำงานว่า “เออทำเสื้อที่ร้านไหน หนูอยากได้บ้าง” พี่เขาก็ถาม “เสื้ออะไร เขาไม่รู้” หนูก็เลยเริ่มเอ๊ะเลยไปดูรูปหมาที่มันอยู่บนเสื้อ บอกก่อนว่าหนูจะมี Instagram หมา บางรูปเราก็ไม่ได้ลงใน Instagram หมาเลย แล้วก็ไม่ได้ลงสตอรี่ มันเป็นรูปที่เราไม่ได้ถ่าย หนูก็เลยเริ่มเอ๊ะยังไง? แต่ด้วยเซนส์หนูก็เลยถามไปว่า “ใช่เพื่อนคนนี้ไหม นอกใจหรือเปล่า” แฟนหนูก็บอกกลับมาว่า “จะบ้าเหรอ ไม่มีทาง” แล้วหนูกับแฟนเป็นคนไม่เช็คโทรศัพท์กันเลย พอวันนั้นเราทะเลาะกัน คืนนั้นหนูก็เลยแอบไปเช็คโทรศัพท์ก็เลยเปิดเจอแชทๆนึง แล้วก็เห็นทุกอย่าง เขาแอบคุยกัน บอกรักกันทุกวัน ยิ่งมีคำนึงที่หนูรู้สึกเจ็บมาก คือ เดือนที่แล้วก็เป็นเดือนเกิดหนูเหมือนกัน ก่อนหน้าที่เป็นวันเกิดหนู หนูทะเลาะกับแฟน แล้วหนูก็ไปอยู่กับเพื่อนแล้ว พอถึงวันเกิดหนู แฟนก็มาหาหนูมาอยู่ด้วยกันในงานวันเกิดหนู คืนนั้นเหมือนเพื่อนคนนี้ก็พูดว่า รู้สึกไม่ดีเลย ไม่ชินเลยที่อยากโทรไปฝันดี อยากโทรไป good night แต่ทำไม่ได้เพราะแฟนอยู่กับหนู แล้วแฟนก็ง้อให้หนูกลับไป หนูก็อ่านแชทเขาก็พูดแบบว่า “อยากโทรหาก็โทรไม่ได้” วันอื่นก็มีเหมือนกันพอรู้เรื่องนี้หนูก็ทะเลาะกับแฟน แฟนก็ขอโอกาส คือ ที่ผ่านมาที่เราทะเลาะกันหนูก็ไม่ใส่ใจแฟนจริง ๆ บางเรื่อง เขาบอกว่าเขาอยากได้คนซัพพอร์ตเขา เวลาเราทะเลาะกันเขาจะชอบเอาเรื่องหนูไปปรึกษาเพื่อนคนนี้ แล้วเรื่องงานเขาก็คุยปรึกษากัน แล้วเพื่อนคนนี้ก็คอยซัพพอร์ตเขา คอยให้กำลังใจทั้งเรื่องหนู ทั้งเรื่องทำงาน เขาก็เลยบอกว่าเขาเผลอไป หนูก็ไปเคลียร์กับเพื่อนหนูเหมือนกันว่าทำแบบนี้ได้ยังไง? เพื่อนก็ยอมรับว่าหักหลังจริง ๆ พยายามหยุดแล้ว แต่ก็หยุดไม่ได้ เพื่อนก็บอกว่า “ไม่รู้จะเชื่อหรือเปล่า แต่หลังจากนี้ก็จะเลิกยุ่งแล้ว” เขาก็ยังต้องทำงานเจอกันทุก ๆ วัน หนูก็ไม่รู้ว่าหนูควรจะทำตัวยังไง แฟนหนูก็บอกให้ Move on ได้ไหม? เขาเลิกยุ่งแล้วจริง ๆ เขาก็ไลน์ไปบอกผู้หญิงว่าจะเลิกยุ่งนะ เขารักหนู สงสารหนู ให้เราเลิกยุ่งกัน หนูก็ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังมันจะเป็นยังไง หนูก็ไม่รู้ว่าหนูควรจะทำยังไง แต่ตอนนี้หนูบอกว่า หนูขอเลิกนะ เพราะหนูทำใจไม่ได้จริง ๆ ตอนแรกหนูกับแฟนคุยกันว่าเราจะแต่งงานกันปีหน้านะ เรื่องก็รับรู้ทั้งถึงพ่อแม่เขาและพ่อแม่เรา เขาไปคุยไปขอเราถึงบ้านแล้ว ตอนนี้หนูก็ย้ายมาอยู่กับเพื่อนข้างนอก แต่หนูก็มีกลับไปบ้านบ้าง เพราะว่าเลี้ยงหมาก็กลับไปดูหมาบ้างแต่หนูก็รู้สึกว่าหนูก็ยังลืมไม่ได้ เขาก็พูดว่าให้ลืมได้ไหม?เราก็เคลียร์กันเรื่องที่เราชอบอะไร ไม่ชอบอะไรในตัวกันและกัน มันมีอะไรบ้างเราจะแก้ไขยังไง แต่หนูก็ไม่รู้ว่าหนูจะ Move on ไปได้ไหม หนูคงคิดว่าเรื่องนี้มันติดอยู่ในใจหนูมาก ๆ เพราะมันเป็นคนใกล้ตัวมาก ๆ ซึ่งหนูก็คิดว่าหนูอยากจะให้โอกาสแฟนแต่พอคิดไปคิดมาอีกทีนึง หนูก็รู้สึกว่าเราจะทำใจได้จริง ๆ หรอกับเหตุการณ์นี้ ตั้งแต่เรารู้เรื่องมา เราคิดอยู่ในหัวตลอดเวลาแบบเราลืมไม่ได้เลย แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าจะลืมได้เมื่อไหร่ เขาก็ขอโทษทุกวัน แล้วหนูก็ไม่อยากให้เขามาเห็นหนูเป็นแบบนี้ ตั้งแต่เกิดเรื่องมาก็ผ่านมาประมาณสองอาทิตย์เขาก็ยังทุ่มเทง้ออยู่ เขาบอกเขาเผลอไป เขาไม่เคยรักแต่หนูอ่านแชท ในแชทก็เขาบอกรักกัน หนูเสิร์ชคำว่ารักในแชทเขากับเพื่อนมันแบบ 500 + เลย แล้วกับหนูที่คบกันมา 3 ปีคำว่ารักก็ 500+ เหมือนกัน ซึ่งมันแบบ 3 ปี แต่เขากับเพื่อนแค่เดือนกว่า ๆ คือไปรักกันอะไรขนาดนั้น หนูก็เลยอยากปรึกษาพี่ๆดีเจว่า หนูควรจะลืมเรื่องนี้ไปเลย หรือว่าเราควรเลิกให้มันแบบเจ็บแต่จบทีเดียวเลย?’เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาเป็นคนแรกว่า ‘ถ้าจะไปต่อถามว่ามันจะลืมได้ไหม ไม่ได้หรอก มันก็จะเป็นตราบาป ความสัมพันธ์นี้จะมีตำหนิครั้งนี้อยู่เป็นตำหนิที่ใหญ่แล้วก็จะไม่มีวันลืม หลังจากนี้เกิดเขาห่างจากเราไปหรือมีอะไรที่ผิดปกติไปแม้แต่เล็กน้อยภาพเหล่านี้ก็จะย้อนคืนมา มันก็จะเป็นความหลอนที่มันเคยเจอมาแล้ว แล้วมันจะเกิดขึ้นอีกไหม ความหวาดระแวงจะยังมีอยู่ไปตลอด มันอยู่ที่ว่าเชอรี่สามารถใช้ชีวิตยู่กับความไม่ไว้ใจตรงนี้ได้หรือเปล่า? ถามว่ามันจะสร้างกลับมาได้ไหม มันคงได้ แต่มันต้องใช้เวลามากพอสมควร มันจะไว้ใจได้ในแบบที่ว่าเราจะไม่ได้ลืมครั้งนี้ แต่เราจะรู้สึกว่าเขาคงไม่ทำแล้วแหละ คงไม่ทำเข้าใจคำว่าคงไม่ไหมมันได้แค่นั้น ความรู้สึกที่มันยังเหลืออยู่ในเชอรี่มันคงได้แค่นั้นแหละว่าเขาคงจะไม่ทำแล้วแหละ พี่ว่ายากที่จะมีวันใดวันนึงที่เชอรี่จะพูดได้เต็มปากว่าเขาไม่ทำแล้วแหละ ถ้าพี่คิดออกเร็ว ๆ ตอนนี้ก็อาจจะต้องแต่งงานกันไปมีลูก ลูกโตจนมันพิสูจน์มากพอซึ่งมันคงต้องใช้เวลานานมาก ถามว่าเชอรี่อยู่ได้ไหมล่ะ กับความไม่ไว้ใจอันนี้แล้วรวมถึงเขาด้วยเต็มใจที่จะอยู่จริงหรือเปล่าณ วันนี้มันยังง้อกันอยู่แต่ว่า มันกลับมาอยู่ด้วยกันจริง ๆ ได้เก็นเชอรี่นอย ได้เห็นเชอรี่ไม่ไว้ใจเหมือนเดิมสุดท้ายแล้วมันไปกันรอดจริงหรือเปล่า แต่ทั้งหลายทั้งมวลวงเล็บไว้ว่า ถ้าคนสองคนมันผิดพลาดแล้วมันตั้งใจที่จะกลับมาอยู่ด้วยกันจริง ๆ มันทำได้ทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้หมดไปประเมินเอาเอง ส่วนถ้าเลิกเลยเป็นยังไงก็ไม่น่ามีอะไร เลิกเลยก็คือเลิกคือเชอรี่ไม่พร้อมที่จะอยู่บนความไม่ไว้ใจในความสัมพันธ์ทั้งสิ้น มันมีคนที่อยู่ได้และมันมีคนที่อยู่ไม่ได้เพราะว่าพอฉันมันเริ่มไม่ไว้ใจเธอแล้ว ทุกการกระทำทุกการเคลื่อนไหวของเธอ ฉันไม่ไว้ใจเลยแล้วไม่มีความสุข ถ้าเชอรี่เป็นแบบนี้การเลิกเลยก็จะเป็นสิ่งที่ตัดไฟแต่ต้นลมได้ดีกว่าไม่ยืดเยื้อไท่คาราคาซัง มันอยู่ที่ว่าน้ำหนักของปัญหาครั้งนี้การไปบอกรักคนอื่นห้าร้อยครั้งในหนึ่งเดือน เราต้องตั้งคำนี้ไว้เลยคน ๆ นี้เคยบอกรักคนอื่นในขนาดที่มีเราห้าร้อยครั้งต่อหนึ่งเดือนคำนี้มันหลอกหลอนเชอรี่แค่ไหน เชอรี่สามารถใช้ชีวิตอยู่บนประโยคนี้ได้จริง ๆ หรือเปล่า กลับไปตกลงตัวเองให้ดีมันไม่ง่ายนะการนอกใจไปในแบบดีกรีเบา ๆ มันก็มีแต่เราดันไปเห็นรายละเอียดในสิ่งที่เขาคุยกัน ภาพเหล่านี้มันจะอยู่ในใจเราตลอดไปถ้าเธอเคยบอกรักเราแม้กระทั่งวันที่เรารักกันใหม่ ๆ มันเคยถึงห้าร้อยไหม เพราะฉะนั้นตรงนี้มันจะหลอกหลอนเชอรี่ไปตลอดแหละบางคนอยู่ได้บางคนเลือกที่จะไม่อยู่ดีกว่า ซึ่งไม่ว่าทางไหนของให้เชอรี่คิดถึงตัวเชอรี่เองเป็นหลัก ณ วันนี้คือช่วงเวลาที่เราจะยึดถือตัวเราเองเป็นหลักมากที่สุดไม่ต้องไปคิดถึงเขาไม่ต้องไปคิดถึงพ่อแม่เอาที่เราสบายใจที่สุด’ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คือการไปมีคนอื่นเพราะว่าระหว่างคู่ของเรามันมีปัญหา ถ้าตัดสินจากทฤษฎีความรักแบบรักดี ๆ จริง ๆ มันก็ฟังไม่ขึ้นหรอก หมายถึงว่ายังไงก็ต้องมาเคลียร์กันก่อน ไม่ใช่เลือกวิธีการที่จะไปมีคนอื่นมันเป็นแค่ข้ออ้าง แต่ว่าอันนี้พยายามจะเข้าใจในแง่มนุษย์ว่า มันก็คงเกิดขึ้นได้บ้างนั่นแหละ แต่ว่าพอเชอรี่พูดว่า เขาบอกรักกัน 50 / 500 ครั้งต่อวัน พี่จะไปนึกถึงแบบพี่เผือกว่า สิ่งนี้มันดูมีน้ำหนักมากเลยนะว่าหรือจริง ๆ มึงไม่ได้แค่กำลังมีปัญหาหรือจริง ๆ มึงก็แค่อยากมีกับเขา คนที่มันมีปัญหาเพราะว่าแฟนมันไม่ดูแล พี่ว่ามันควรจะออกมาอีกทางนึง แต่มันดูแบบเป็นคนคลั่งรักกันอยู่ ซึ่งพี่ก็เลยไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เขาพูดกับเชอรี่ ความจริงมันเหลืออยู่กี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อนหนูก็อีกคน ไม่รู้เหลือกี่เปอร์เซ็นต์เพราะว่าก็ยังทำกันได้ ถามว่าแล้วยังไงดีจะเลิกหรือจะให้อภัยจริง ๆ ถ้าเลิกกับเขาความเจ็บปวดมันนานแหละ แต่สำหรับพี่มันจะมีเส้นชัยคือมันจะจบ หนูอาจจะต้องแบบเจ็บปวดเสียใจฟูมฟายซึ่งอาจจะยาวนานแต่มันจะจบ แต่ถ้าหนูไม่เลิกสิ่งที่มันติดอยู่ในใจหนูว่า คน ๆ นี้เคยไม่ซื่อสัตย์กับฉัน เคยนอกใจฉันและไปนอกใจกับเพื่อนสนิทของฉันมันจะอยู่นานและไม่รู้ว่ามันจะจบลงเมื่อไหร่สำหรับพี่ คือมันแล้วแต่บุญแต่กรรมถ้าสุดท้ายแม่งเป็นคนดีจริง ๆ จนกูสบายใจวันนั้นมันก็อาจจะจบหรือมันก็กลายเป็นว่าเชอรี่ก็คือนอยแดกไปเลยทุกครั้งที่รู้ว่าเดี๋ยวเขาต้องไปทำงานด้วยกัน ซึ่งพี่ไม่รู้ว่าในระยะยาวมันจะส่งผลดีกับชีวิตคู่ของหนู ถ้าเทียบกับว่ากูเลิกกับมันตั้งแต่วันนั้นก้จบสิ้นละเรื่องนี้ ก็ให้เขาได้ไปอยู่กับเขาสองคนให้เขารักกันมาก ๆ 500 ครั้งนั่นน่ะอันนี้สำหรับพี่’สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘จะบอกว่าคนที่ไม่ควรยุ่งที่สุดเขายังกล้ายุ่ง แล้วหนูจะเอาความไว้ใจที่ไหนเมื่อเขาก้าวออกไปนอกบ้าน วันนึงไปเที่ยวกลางคืนเหล้าเข้าปากหนูจะนอนไม่หลับ ถ้าหนูเลือกจะอยู่ต่อหนูจะกลายเป็นคนที่อยู่ในความสัมพันธ์ที่ Toxic เขาจะดีหรือไม่ดีไม่มีใครรู้ แต่ตัวหนูไม่มีทางแบกรับความไว้ใจหรือความหวาดระแวงแบบนี้ได้ไปตลอดชีวิตหรอก พี่กำลังจินตนาการให้หนูเห็นภาพนะว่าสมมุติหนูยืนอยู่บนทางสองทาง ทางนึงเป็นทางที่แบบมีขวากหนามแต่มันเป็นประตูที่เขียนว่า Exit หลังประตูเป็นถนนที่เรียบแต่ว่าก่อนที่จะเดินไปมันเป็นทางขวากหนามสั้นหรือยาวอยู่ที่ตัวเองซึ้งพี่เคยอกหักแล้วใช้เวลาซ่อมใจแค่สองวัน ฉะนั้นมันสั้นได้มันย่นระยะเวลาได้ กับอีกทางนึงเป็นทางที่มีแต่เศษแก้วที่ผู้ชายคนนั้นปามาผู้ชายคนนั้นบอกว่าเดินกลับมาเชอรี่แล้ววันนึงฉันจะกวาดถนนเส้นนี้ให้เธอเอง ฉันจะปลูกดอกไม้ให้เธอแต่เธอเดินเหยียบแก้วกลับมาก่อนนะ แล้วนั้นนั้นก็จะมีห้อง ๆ นึงเป็นใบทะเบียนสมรสเมื่อเชอรี่เข้าไปแล้วปุ๊ปจะถูกล็อคประตูทันที โดยที่แบกความสุ่มเสี่ยงไว้ว่ามึงจะกวาดแก้วให้กูได้จริงไหม ถ้าเกิดกวาดจริงทะเบียนสมรสนั้นนอนกอดแบบสวย ๆ ไปเลยแต่ถ้าเกิดทำไม่ได้หนูต้องเดินย้อนกลับมาเหยียบแก้วนั้นอีกครั้งนึงแล้วหนูก็จะต้องเดินผ่านขวากหนามนั้นอีกครั้งนึง เผื่อไปยังประตู Exit ถ้ามีทะเบียนสมรสปุ๊ปหนูต้องแกะกุญแจนั้นอีก อย่างที่พี่บอกว่าหนูยังรู้เลยว่า หนูโครตโชคดีเลยที่ไม่แต่งงานไปก่อนแล้วมารับรู้เรื่องนี้ฉะนั้นความโชคดีมันถูกกำในมือหนูแล้ว เลือกใช้มันว่าจะเดินทางไหนสองทางที่หนูต้องเลือกพี่ให้หนูเลือกเอง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมลองย้ายมาใช้ชีวิตร่วมกันกับแฟน แต่พออยู่กันไปเรื่อยๆ ก็เข้ากันไม่ได้ จนผมได้ไปคุยกับผู้หญิงคนอื่น พอแฟนจับได้เลยบอกเลิก แต่สิ่งที่ยังติดอยู่คือ คำพูดของแฟนที่บอกว่า ข้อดีข้อเดียวของเราคือ เราไม่เจ้าชู้ ตอนนี้ Move on จากคำพูดเขาไม่ได้เลย..

29 เม.ย. 2025

ผมลองย้ายมาใช้ชีวิตร่วมกันกับแฟน แต่พออยู่กันไปเรื่อยๆ ก็เข้ากันไม่ได้ จนผมได้ไปคุยกับผู้หญิงคนอื่น พอแฟนจับได้เลยบอกเลิก แต่สิ่งที่ยังติดอยู่คือ คำพูดของแฟนที่บอกว่า ข้อดีข้อเดียวของเราคือ เราไม่เจ้าชู้ ตอนนี้ Move on จากคำพูดเขาไม่ได้เลย..

“คุณเอ็กซ์(นามสมมติ)” อายุ 31 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา[23 เมษายน 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหา ยังรู้สึกผิดที่นอกใจแฟน เพราะข้อดีของเราข้อเดียวที่เขาบอกคือ เราไม่เจ้าชู้ โดย “คุณเอ็กซ์(นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ผมคบกับแฟนได้ประมาณ 6 เดือน เขาอายุประมาณ 24 ปี ในช่วง 4 เดือนแรกผมกับเขาแทบจะไม่มีปัญหาอะไร เจอกันตลอด มีไปรับไปส่งกันบ้าง จนวันหนึ่งผมรู้สึกว่าเราน่าจะย้ายมาอยู่ด้วยกัน เพราะผมอยากลองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน และผมเองก็ยังไม่เคยได้ย้ายมาอยู่กับแฟนสักครั้ง เลยลองปรึกษาแฟนดู ซึ่งแฟนก็ตกลง เราเลยได้เลือกคอนโดที่จะไปอยู่ด้วยกัน แต่หลังจากนั้น 2 เดือน เหมือนเราทั้งสองคนก็ได้เห็นข้อดีข้อเสียของกันและกัน ซึ่งก่อนที่ผมจะคบกับแฟน เขาเคยพูดประมาณว่า “เขาเป็นคนพูดตรง พูดแรงนะ เธอจะรับได้ไหม” ตอนนั้นผมก็ตอบโอเคไป พอผมได้มาอยู่กับเขา ผมเจอคำพูดที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ‘ผมไม่สมบูรณ์แบบขนาดนั้นเลยหรอ’ เช่น ผมกำลังจะย้ายงาน แล้วผมต้องการคำปรึกษา เลยไปถามเขาว่า ”เธอ เรากำลังจะย้ายงาน เรารู้สึกไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเลย รู้สึกว่าที่นี่ให้เงินเดือนประมาณหนึ่ง อีกที่ก็ให้ประมาณนี้ เราจะไปสัมภาษณ์ดีไหม“ ตอนนั้นผมก็ไม่รู้ว่าเขาอารมณ์เสียอยู่หรือเปล่า เขาก็พูดมาว่า “ทำไมเธอดูเป็นคนไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเลยเนาะ“ เขาก็พูดด้วยอารมณ์นิ่งๆ เงียบๆ ผมก็แบบงง กับคำพูดของเขา และก็รู้สึกแย่ประมาณหนึ่ง แล้วผมก็จะเจอกับเหตุการณ์ประมาณนี้เรื่อยๆ เหมือนอยู่ในกรอบ มีครั้งหนึ่งที่ผมตัดสินใจที่จะซื้อโต๊ะเพื่อจะใช้วางคอมพิวเตอร์ในการทำงาน เขาก็พูดประมาณว่า “เขาไม่ชอบโต๊ะนี้ เธอพอจะเปลี่ยนโต๊ะได้ไหม” ผมก็อธิบายเหตุผลของผม เขาก็มีเหตุผลของเขา เหมือนเราหาตรงกลางกันไม่ได้ เขาก็จะพูดต่อว่า “เอางี้ไหม เดี๋ยวเขาไปอยู่ห้องอื่น เธอก็อยู่ห้องของเธอไป” หลังจากนั้นผ่านไป 2 อาทิตย์ ผมก็ได้เจอกับผู้หญิงคนหนึ่ง ผมก็ไป repire story ผู้หญิงคนนั้น แล้วก็มีการพูดคุยกันบ้าง เหมือนได้ปรึกษาเรื่องทัศนคติ ตอนแรกผมก็ตั้งใจไว้ว่าจะเป็นแค่เพื่อนกัน แต่ความรู้สึกก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เราก็ยังไม่เคยเจอกันเลย จนมาวันหนึ่งแฟนผมก็จับได้ว่าผมนอกใจ เพราะผมเองก็ไม่ได้คิดที่จะลบแชทที่คุยกับผู้หญิงคนนั้น ซึ่งแฟนผมก็ได้ตัดสินใจที่จะบอกเลิกผม ผมก็ง้อเขาประมาณ 3 อาทิตย์ เขาก็บอกว่า เขาไม่สามารถที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม เพราะเขาไม่สามารถที่จะหาสาเหตุที่ผมนอกใจเขาได้และคำพูดที่เขาพูดมาแล้วผมรู้สึกแย่เลยคือ “เธอรู้ไหมว่า เธอไม่ได้อยู่ในสเปคเขาสักข้อเลย แต่มันมีสิ่งหนึ่งที่เขาสามารถเอาไปบอกคนอื่นๆ ได้ ก็คือ การที่เธอมีเขาแค่คนเดียว” มันทำให้ผมรู้สึกผิด และก็ไม่ move on กับคำพูดนี้สักที ผมยังรู้สึกผิดกับสิ่งที่ผมทำลงไป ผมก็รู้ว่าการนอกใจเป็นเรื่องที่ผิดมาก แล้วผมก็รู้สึกแย่ที่ผมไม่สามารถแก้ไขคำพูดของเขา หรือกลับไปเป็นคนใหม่ให้เขาเห็นได้แล้ว เพราะเราก็เลิกกันมาได้เกือบเดือนแล้ว แต่ผมก็ยอมรับกับผลรับที่ผมทำลงไป ตอนนี้ผมเลยอยากปรึกษาพี่ๆ ดีเจว่า ผมต้อง move on ยังไงกับความรู้สึกนี้ดี ที่ยังยึดติดกับเขาอยู่ครับ?’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ต้องใช้เวลา เพราะเพิ่งเดือนเดียวเอง ผมว่าคำหนึ่งที่ผมคิดว่ามันใช่ คือ ช่วงเวลาที่เรามีสิทธิ์ที่จะดูแล เราก็ควรที่จะใช้สิทธิ์ในการดูแลนั้นให้ดีที่สุดในฐานะคนคบกัน เมื่อไหร่ที่มันจบแล้วบางคนเขาไปเลย เขาไม่ได้ต้องการคำแก้ตัวอะไร ในคำพูดที่เขาพูด ผมคิดว่าเขามีอะไรที่ไม่ชอบในตัวคุณเอ็กซ์เยอะมาก พอได้อยู่ด้วยกัน ซึ่งเพิ่งอยู่ด้วยกันมาแค่ 2 เดือน นั้นแปลว่าในมุมของเขา เขาไม่ถูกใจในตัวคุณเอ็กซ์หลายอย่าง นั้นอาจทำให้เขาพูดจาไม่รักษาน้ำใจหรือเปล่า แต่อย่างน้อยคุณเอ็กซ์ก็เป็นแฟนที่ซื่อสัตย์ พอตรงนี้มันไม่เหลือแล้ว เขาก็ไม่รู้ว่าต้องทนกับผู้ชายคนนี้ทำไม ในเมื่ออย่างอื่นก็ไม่ได้ถูกใจ สมมติในเรื่องความมั่นใจ เขาอาจจะไม่ชอบผู้ชายแบบนี้ เขาอาจจะชอบผู้ชายที่เป็นผู้นำ แต่ถ้าถามว่ามันผิดไหม มันก็ไม่ผิด บางทีถ้าคุณเอ็กซ์เจอผู้หญิงที่ชอบเป็นผู้นำ มันก็อาจจะไปด้วยกันได้ แค่ชีวิตที่ลองใช้ร่วมกันมันไม่เข้ากัน และเรื่องเดียวที่เขาคิดว่ามันดี ดันมาเจอแบบนี้ เขาก็เลยไปเลย ส่วนจะ move on ยังไง มันต้องใช้เวลา มันแล้วแต่คน บางคนอาจไปหาอะไรใหม่ๆ หรืออาจหาคนใหม่ๆ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับเวลา เวลามันก็จะค่อยๆ เยี่ยวยาไปตามสเต็ปของมัน’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ที่ผ่านมามันก็เป็นแค่ช่วงหนึ่งของชีวิต มันไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต สิ่งที่คุณเอ็กซ์เจอก็ต้องรับบทเรียนไป ซึ่งมันมีราคาที่จะต้องจ่าย ของชิ้นนี้มันหลุดมือเราไปแล้ว มันไกลเกินกว่าที่มือเราจะเอื้อมถึงแล้ว ฉะนั้นอยากจะ move on ก็ต้องทิ้งอดีต ไม่ต้องไปคิดถึงว่าทำไมเราทำแบบนั้น ทำไมวันนั้นไม่ทำแบบนี้ ซึ่งมันผ่านไปแล้ว ให้มองหาทางเลือกใหม่ที่จะเข้ามาในชีวิตเรา และถ้ามันยังเจ็บปวดอยู่ มันเป็นเรื่องของเวลา และราคาที่ต้องชดใช้ มีหนึ่งคำคมสำหรับคนที่ต้องการ move on ถ้าเรามั่วแต่ร้องไห้ น้ำตาทุกหยด เราเป็นคนเช็ดมันเอง’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เอ็กซ์ต้องยอมรับก่อนว่าสิ่งที่ตัวเองทำตอนนี้มันผิด ซึ่งมันก็มีทั้งคนผิดที่ได้รับโอกาส กับคนผิดที่ไม่ได้รับโอกาสแก้ไข ซึ่งในกรณีของแฟนคนนี้ พี่ว่าเอ็กซ์จะไม่ได้รับโอกาสแก้ไข จากนั้นก็ต้องให้อภัยตัวเอง เพื่อที่เราจะไปต่อให้ได้ ไม่งั้นเราก็นอนจมอยู่กับความรู้สึกผิดอย่างนี้ไปจนวันตาย มันไม่มีประโยชน์ ให้อภัยตัวเองเสร็จแล้วไปต่อ ถ้ามีโอกาสได้สร้างความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนใหม่ก็ต้องไม่ทำแบบนี้อีก แค่นี้พอ เอาความผิดพลาดนี้เป็นบทเรียน มีชีวิตต่อไป และทำดีกับแฟนคนต่อๆ ไป มีปัญหาก็เคลียร์กันให้จบ ไม่ใช่มีปัญหาแล้วเอาใจไปคุยกับคนอื่น’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-