ทั้งแฟนและครอบครัวของเราต่างไม่พอใจกัน เราที่เป็นคนกลางลำบากใจมาก ไม่รู้จะว่าไปต่อหรือพอกับรักครั้งนี้

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ทั้งแฟนและครอบครัวของเราต่างไม่พอใจกัน เราที่เป็นคนกลางลำบากใจมาก ไม่รู้จะว่าไปต่อหรือพอกับรักครั้งนี้

21 พ.ค. 2026

ทั้งแฟนและครอบครัวของเราต่างไม่พอใจกัน

เราที่เป็นคนกลางลำบากใจมาก

ไม่รู้จะว่าไปต่อหรือพอกับรักครั้งนี้

        ‘คุณฟร๊องส์’ (นามสมมติ) สายแรกในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (20 พฤษภาคม 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เรื่องที่แฟนไม่ชอบที่ครอบครัวของเธอ ทำให้เธอที่เป็นคนกลางรู้สึกลำบากใจ

        ‘คุณฟร๊องส์’ (นามสมมติ) อายุ 22 ปี ได้เล่าว่าความสัมพันธ์กับแฟนตอนนี้กำลังจะเข้าปีที่ 4 แล้ว แฟนเป็นผู้หญิงเหมือนกัน อายุ 25 ปี แต่ก่อนหน้านั้นช่วงระยะเวลาปีที่ 2 แฟนได้เข้ามาร่วมงานกับที่บ้านของเธอในระยะหนึ่ง โดยที่บ้านก็รู้สึกเข้ากันไม่ได้กับแฟนของคุณฟร๊องส์ เช่น ไม่ชอบนิสัยส่วนตัวของแฟน แฟนไม่รู้จักกาละเทศะ มีพฤติกรรมขณะทำงานที่ทำให้ที่บ้านไม่ค่อยชอบ แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางความสัมพันธ์ของทั้งคู่ เพียงแต่ขอไม่เข้าไปยุ่งด้วย พอแฟนรู้เรื่องนี้ก็เกิดความไม่พอใจ

        เมื่อไหร่ก็ตามที่ทะเลาะกันก็จะนำเรื่องนี้มาพูดตลอด ซึ่งเธอเองก็ไม่เข้าใจว่าจะนำเรื่องของที่บ้านมาพูดทำไม ตัวคุณฟร๊องส์เองได้พูดตรง ๆ กับแฟนไปแล้วว่าการที่นำเรื่องที่บ้านมาพูดมันก็ไม่โอเค แฟนก็รับฟังแต่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร หลังจากนั้นแฟนก็นำเรื่องที่บ้านมาพูดเรื่อย ๆ และเริ่มทะเลาะกันบ่อยขึ้น มีการพูดคำหยาบ และเริ่มใช้ความรุนแรง ถึงแม้ว่าจะเกิดเพียงแค่ครั้งเดียวแต่คุณฟร๊องส์ก็รู้สึกว่าการใช้ความรุนแรงมันไม่ควรเกิดขึ้นแม้แต่ครั้งเดียวในความสัมพันธ์

        แม้แฟนรับรู้ว่าครอบครัวของคุณฟร๊องส์ไม่ชอบตรงไหน แต่แฟนก็มักจะพูดถึงครอบครัวของคุณฟร๊องส์ในทางไม่ดีอยู่บ่อยครั้ง ยกตัวอย่างเหตุการณ์เช่น แฟนจะมาหาคุณฟร๊องส์ที่บ้านตามอำเภอใจไม่ได้ เพราะเป็นบ้านของญาติที่มีปัญหากัน แฟนคุณฟร๊องส์จึงเกิดอาการน้อยใจที่ไม่ได้ทำตามใจตนเอง และพาลพูดถึงครอบครัวในทางไม่ดี 

        คุณฟร๊องส์เองก็พยายามมองอย่างเป็นกลาง และเห็นด้วยกับที่ครอบครัวพูดถึงนิสัยของแฟน เรื่องที่แฟนนิสัยไม่น่ารัก ซึ่งแฟนก็มองว่าทำไมต้องถือสาเขาด้วย ทำให้คุณฟร๊องส์พยายามอยู่ตรงกลางให้ได้มากที่สุด แต่ถ้ามีวันไหนแฟนว่าแรงเกินกว่าเหตุ คุณฟร๊องส์ก็จะห้ามปราม และบอกว่าเรื่องมันผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป แต่แฟนก็หาว่าเธอเข้าข้างครอบครัว และยังพูดอีกว่าถ้าเขาเข้ากับที่บ้านไม่ได้แล้วเราจะอยู่ด้วยกันอย่างไร นับวันปัญหาก็ดูเหมือนจะไม่จบสิ้น คุณฟร๊องส์เสริมว่าเธอทะเลาะกับแฟนเรื่องนี้เป็นประจำ อย่างน้อย 2 - 3 ครั้งต่อสัปดาห์ แฟนเคยหลุดปากพูดด้วยว่า 'อยากหาคนใหม่' 

        อีกเหตุการณ์คือคุณฟร๊องส์และแฟนทะเลาะกันเรื่องสิ่งของ คุณฟร๊องส์จึงพยายามตีตัวออกหากเพื่อเรียกสติแฟน เมื่อแฟนเห็นว่าไม่ตอบแชตและหายไป แฟนจึงทำการติดต่อไปยังที่บ้านของคุณฟร๊องส์เพื่อที่จะทวงสิ่งของ ทำให้อาของคุณฟร๊องส์งง อาไปเกี่ยวอะไรด้วย 

        และถ้าให้คุณฟร๊องเลือกระหว่างแฟนและครอบครัว เธอเองก็เลือกไม่ได้ เพราะเธอเองก็รักทั้งแฟนและครอบครัว คุณฟร๊องส์จึงพยายามปลอบแฟนว่า อะไรที่เกี่ยวกับที่บ้านจะไม่พูดถึงให้ อย่างน้อยก็ให้นึกถึงแต่เรื่องดี ๆ ที่เคยทำด้วยกันแทน เธอเลยอยากได้คำแนะนำว่า ถ้ามันยังเป็นแบบนี้ต่อไปอีกเรื่อย ๆ และยังทะเลาะกันอีก ควรทำอย่างไรต่อดี

        เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ได้กล่าวว่า “ตามพื้นฐานของความสัมพันธ์ ถ้าความสัมพันธ์ไหนไม่ได้ทำให้เราดีขึ้น หรือถ้าหากไม่ดีขึ้นก็ควรจะเท่าเดิม ถ้าการที่อยู่ในความสัมพันธ์แล้วไม่มีความสุขจะอยู่ด้วยกันต่อทำไม ให้ลองนำข้อดีมาแบ่งและหักล้างกับข้อเสียว่าถ้าในอนาคตจะเป็นคู่คิด คู่ชีวิตกันจะเป็นยังไงบ้าง ให้เอามาพิจารณาคำตอบให้ตัวเองดู”

        ต่อด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ ที่สนับสนุนคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ว่า “ถ้าเขารู้ว่าที่บ้านของคุณฟร๊องส์ไม่ชอบอะไร แล้วเขาอยากให้ชีวิตรักดีขึ้น เขาก็ควรจะปรับตัว แต่นี่เขายืนยันจะเป็นเหมือนเดิม ดังนั้นคุณฟร๊องส์ต้องตัดสินแล้วว่าอยู่แบบไหนถึงจะมีความสุขมากกว่ากัน ถ้าหากเขาซัพพอร์ตเราดี แต่มีปัญหา toxic เรื่องครอบครัวของเราแล้วไม่เปลี่ยนเราก็ต้องเลือกแล้วว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้”

        ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวว่า “เคยได้ยินคนเขาพูดว่า 'ก่อนหน้านี้ที่เราใช้ชีวิตผ่านปัญหา 99% แต่พอเราได้เจอเธอทำให้เรามีปัญหา 100%' เธอมาเติมเต็มปัญหาเลยละค่ะ ดังนั้นแฟนคือปัญหา เขาหยาบคาย ทำร้ายร่างกาย ไม่คิดจะปรับตัว อยากเลิก อยากมีคนอื่น พยายามอยู่เหนือเรา ข่มเรา แล้วเราจะเก็บเอาไว้ทำไม ตัดเขาออกแล้วอยู่คนเดียวดีกว่า ไม่ต้องมีภาระทางใจ ตอนนี้คุณฟร๊องส์อยู่เพราะอะไร แล้วเป็นแบบนี้ต่อจะไหวมั้ย จะทะเลาะกับคนรักอาทิตย์ละ 2 ครั้งเลยหรอ แต่ถ้าไม่เลิกก็ต้องทน เพราะเขาตั้งใจไม่ปรับ ยอมรับและอดทนให้ได้ เวลาเขาด่าที่บ้านเราก็นั่งลอย ๆ ไม่ต้องรับทราบอะไร แต่ถ้าได้สติ คนดี ๆ มีเยอะ”

        หลังจากให้คำปรึกษาเสร็จเรียบร้อย ‘ดีเจเผือก’ ได้เสริมว่า "อีกอย่างที่รับไม่ได้ในความสัมพันธ์คือขู่จะเลิกไปมีคนอื่น แม้จะทะเลาะกันแค่ไหนก็ไม่ควรพูดแบบนี้" จากนั้นคุณฟร๊องก็พูดขึ้นมาว่า "หนูเห็นเขาพูดหลายรอบแล้ว หนูก็เลยไปมีชู้ซะเลย" นั่นทำให้ดีเจทั้งสามถึงกับไปไม่เป็น คดีพลิก เตรียมเบิกตัวพยานอีกปากเพื่อที่จะได้พิจารณาได้อย่างถูกต้อง 

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ถ้าเป็นคุณ... อยากฟังความจริงแบบนี้ไหม? หนุ่มตกงานโทรเล่าในรายการ มีเพื่อนผู้หญิงชวนมาสมัครงานที่บริษัท แต่พอไปสัมภาษณ์งานนี้... เจอ หัวหน้างาน (ผู้ชาย) เป็นคนที่เคยมีอะไรกัน พอทำงานก็มีอะไรกันอีก จนรู้ความจริงทีหลังว่าหัวหน้าคนนี้...

07 ก.ค. 2023

ถ้าเป็นคุณ... อยากฟังความจริงแบบนี้ไหม? หนุ่มตกงานโทรเล่าในรายการ มีเพื่อนผู้หญิงชวนมาสมัครงานที่บริษัท แต่พอไปสัมภาษณ์งานนี้... เจอ หัวหน้างาน (ผู้ชาย) เป็นคนที่เคยมีอะไรกัน พอทำงานก็มีอะไรกันอีก จนรู้ความจริงทีหลังว่าหัวหน้าคนนี้...

ถ้าเป็นคุณ... อยากฟังความจริงแบบนี้ไหม? หนุ่มตกงานโทรเล่าในรายการมีเพื่อนผู้หญิงชวนมาสมัครงานที่บริษัท แต่พอไปสัมภาษณ์งานนี้...เจอ หัวหน้างาน (ผู้ชาย) เป็นคนที่เคยมีอะไรกัน พอทำงานก็มีอะไรกันอีกจนรู้ความจริงทีหลังว่าหัวหน้าคนนี้ เป็นแฟนกับเพื่อนที่ชวนเรามาสมัครงานสุดท้ายเมา เลยบอกความจริงกับเพื่อนว่า “แฟนเธอเคยมีอะไรกับเรามาแล้ว” “คุณคอย (นามสมมติ)” อายุ 34 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [5 ก.ค. 66] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์แบบ FWB กับหัวหน้า โดย “คุณคอย (นามสมมติ)” เริ่มเล่าว่า ‘ผมเป็น Bisexual ย้อนไปเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ผมได้เจอผู้ชายต่างชาติคนหนึ่งจากการไปเที่ยว เราได้มีอะไรกันและขอช่องทางการติดต่อกันไว้ เราทั้งคู่เป็น FWB กันได้ประมาณ 2-3 เดือน หลังจากนั้นก็แยกย้าย หายจากกันไป ต่างคนต่างไม่ได้จริงจัง และเขาก็ต้องกลับประเทศไปเพราะวีซ่าหมด พอช่วงโควิด เพื่อนผมที่เป็นผู้หญิงก็โพสต์หาพนักงานฝ่าย IT ผมก็เลยส่ง Resume ไป ทางบริษัทสนใจเลยนัดผมสัมภาษณ์ผ่าน Zoom แล้วจู่ๆ ผู้ชายคนที่ผมเคย FWB ด้วยก็ถูกเชิญเข้ามาในห้อง Zoom ขณะที่ผมสัมภาษณ์ เพราะเขาเป็นคนที่ผมต้องทำงานด้วย ผมตกใจมาก เพราะผมไม่รู้มาก่อนว่าเขาทำงานที่บริษัทนี้ หลังสัมภาษณ์เสร็จ ผมก็คิดว่ายังไงก็คงไม่ได้งานนี้ เพราะดูจากสีหน้าของคนที่สัมภาษณ์และจากการตอบคำถามของผม ผมเลยปล่อยไป แล้วก็นัดกับผู้ชายคนนี้ไปมีอะไรกันอีกรอบ หลังจากนั้นผ่านมา 1 เดือน เพื่อนของผมที่เป็นผู้หญิงบอกว่าผมได้งานนี้ แล้วยังบอกอีกว่ าเขาเป็นแฟนกับผู้ชายคนนั้นที่มาสัมภาษณ์งานผม ซึ่งเพื่อนผมไม่รู้ว่าผมเคยเป็น FWB กับแฟนเขา แล้วผมก็เพิ่งรู้ว่าเขาเป็นแฟนกัน แต่ผู้ชายคนนั้นน่าจะรู้ว่าผมเป็นเพื่อนกับแฟนของเขา พอผมรู้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นแฟนกับเพื่อนผม ผมก็ไม่ยุ่งไม่ติดต่ออะไรกับเขาอีกเลย ช่วงที่ทำงาน 3 เดือนแรกผมมีหวั่นไหวบ้าง ฝั่งผู้ชายก็มีมาพูดคุย แซวๆบ้าง ผมพยายามเลี่ยงที่จะเจอเขา เลือกเข้าบริษัทวันที่เขาไม่เข้า เพราะบริษัททำงานแบบ Hybrid ผมเก็บเรื่องนี้ไว้ จนตอนนี้ทำงานที่นี่ได้เกือบ 2 ปี ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมกับเพื่อนผู้หญิงก็นัดไปกินเหล้ากันปกติ ก็นั่งคุยเรื่องงาน เรื่องชีวิตกัน ด้วยความที่ผมเมา ผมเลยหลุดสารภาพเรื่องที่ผมเคยเป็น FWB กับแฟนเพื่อนไป เพื่อนของผมก็นิ่งไปสักพัก แล้วทุบโต๊ะ ชี้หน้าผมแล้วพูดว่า “มึงกับกูอย่าเจอหน้ากันอีก!” แล้วก็เดินออกไป เขาบล็อกช่องทางการติดต่อผมทุกช่องทาง ผมพยายามติดต่อเขาทางช่องแชทของ Microsoft team เขาก็ไม่ยอมคุยด้วย ทางเดียวที่จะสามารถติดต่อได้คือต้องผ่านผู้ชายคนนั้นที่เป็นแฟนเขา แต่ผมก็ไม่อยากติดต่อกับเขา ผมเลยรอเคลียร์กันวันที่เข้าบริษัทแล้วเจอเพื่อนคนนี้ หลังจากเกิดเรื่อง ผมรู้สึกผิด ค่อนข้างอึดอัด และอยากขอโทษ เพราะผมคิดว่าเพื่อนผมคนนี้ก็มีส่วนที่ทำให้ผมได้งานนี้ด้วย ถ้าย้อนเวลากลับไปได้แล้วรู้ว่าผู้ชายคนนี้มีแฟนแล้ว ผมคงไม่ยุ่งด้วย ตอนนั้นผมแค่สนุกๆ เลยไม่ได้ถามอะไร แต่ตอนนี้ผมรู้สึกแย่มากๆ จึงอยากปรึกษาพี่ๆดีเจว่า ผมจะทำยังไงให้มิตรภาพของผมกับเพื่อนกลับมา และทำยังไงให้ทำงานที่นี่ได้ปกติเหมือนเดิม? ซึ่ง “ดีเจเผือก” ให้คำแนะนำว่า ‘ในเมื่อเพื่อนของคุณคอยปฏิเสธคุณคอยทุกช่องทาง สิ่งที่ทำได้คือพยายามสื่อสารในสิ่งที่อยากจะบอกต่อไป แต่ต้องยอมรับว่าผลมันคงจะไม่เป็นตามที่เราอยากให้เป็น เราไม่รู้ว่าคนคนนึงจะสามมารถเข้าใจ ให้อภัย และ Move on ในแต่ละเรื่องได้มากน้อยแค่ไหน แล้วเราก็ไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เราขอโทษจะทำให้ทุกอย่างกลับมาไหม ในเรื่องงานถึงเขาจะเป็น HR แต่คงไม่มีใครไล่คนออกด้วยเหตุผลส่วนตัว ถ้าคุณคอยยังสามารถทำงานและสื่อสารกับคนอื่นๆในองค์กรได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนเรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อน บางครั้งเราก็ไม่ได้อยากที่จะแตกหักกับใคร แต่บางสถานการณ์ก็ทำให้ความสัมพันธ์กับคนบางคนห่างเหินกันไป คุณคอยต้องยอมรับว่าครั้งนี้เราทำพลาดไป และเรียนรู้ไว้ว่าการที่เราเมาบางทีมันก็ทำลายความสัมพันธ์ได้ คงต้องใช้เวลา ทำฝั่งเราให้ดีที่สุด และหวังว่าวันนึงเพื่อนคุณคอยจะได้รับรู้ถึงสิ่งที่คุณคอยพยายามที่จะบอกแล้วเปิดใจให้คุณคอยอีกครั้ง ถ้าไม่ คุฌคอยก็ต้องก้มหน้าและยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น’ “ดีเจเติ้ล” เสริมว่า ‘คุณคอยต้องให้เวลาเพื่อนได้จัดการความรู้สึกของเขาก่อน การที่เพื่อนคุณคอยเพิ่งรู้ว่าแฟนเขาเป็น Bisexual แค่นี้ก็หนักมากแล้ว แล้วยังมารู้อีกว่าแฟนเคยมีอะไรกับเพื่อนสนิทอีก เพื่อนคงรู้สึกแย่มากๆ ณ เวลานั้นเราไม่รู้เลยว่าเขาเข้าใจอะไร และรับสารอะไรไปบ้าง เพื่อนคุณคอยคงต้องการเวลาในการจัดการความรู้สึกตัวเอง และความสัมพันธ์กับแฟนเขา ในความเห็นของพี่ มี 3 ข้อที่เป็นไปได้คือ 1.เขาคบกับแฟนต่อแล้วไม่คุยกับคุณคอยอีกเลย 2. เขาเลิกกับแฟนแต่ไม่คุยกับคุณคอยอีก เพราะเขาคิดว่าคอยคือสาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ และ ข้อสุดท้าย เขาเลิกกับแฟนแล้วกลับมาคุยกับคุณคอย ตอนนี้พี่ไม่อยากให้คุณคอยทำอะไรเลย รอให้เพื่อนเย็นลง แล้วกลับมาฟังคุณคอยด้วยสติและเหตุผล ตอนนี้อย่าเพิ่งไปเซ้าซี้เขา ถ้าเป็นเพื่อนแท้กันจริงๆ วันนึงเขาจะกลับมา ส่วนเรื่องงานไม่ต้องถึงขั้นลาออกเพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ใช่เรื่องงาน ส่วน “ดีเจต้นหอม” ให้คำแนะนำอีกว่า ‘สุดท้ายความจริงยังไงก็คือความจริง นี่คือการนอกใจของผู้ชายคนนั้น เพราะผู้ชายรู้อยู่แล้วว่าคุณคอยเป็นเพื่อนกับแฟนเขา ไม่รู้ว่าสิ่งที่เพื่อนของคุณคอยเข้าใจคือ คุณคอยมีอะไรกันตอนที่เริ่มทำงานที่นี่ หรือก่อนหน้านั้น ความรู้สึกของเพื่อนคุณคอยในตอนนี้คือ ความอาย ตกใจ และสับสน ระยะเวลามันเร็วเกินไป ถ้าคุณคอยอยากคุยกับเขาคงต้องรอแค่เขาติดต่อกลับมา ทำให้เขารู้ว่าคุณคอยยังรอและพร้อมที่จะเป็นเพื่อนเขา ถ้าเขาไม่กลับมาจริงๆก็ต้องทำใจ ก็แค่คนๆนึงเดินออกไปจากชีวิต เรื่องนี้ไม่มีอะไรที่คุณคอยทำผิดเลยเพราะคุณคอยไม่รู้ แม้กระทั่งการบอกเพื่อนเพราะหวังดีแต่อาจจะผิดจังหวะไป ส่วนเรื่องงานถ้าคุณคอยมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ก็ทำต่อไปเพราะมันไม่ได้เกี่ยวกัน ตอนนี้ทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้ว ต่อจากนี้ก็ต้อง Move on สุดท้ายนี้พี่ๆดีเจบอกคุณคอยว่าอย่าคิดมากจนเกินไป เราไม่ได้ทำอะไรผิดแต่สถานการณ์มันทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเองเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูนั่งคุยกับเพื่อนที่ทำงานข้างๆ แต่จะมีพี่ที่ทำงาน ชื่อสมมุติ "รำพึง กับ รำพัน" เขาจะตอบ จะคุยใน Topic ที่หนูกำลังคุยกับเพื่อนมาตลอด อยู่ๆก็พูดแทรกมาเลย บางทีหนูกระซิบจนเพื่อนข้างๆยังไม่ได้ยิน แต่เค้าตอบเสียงดัง แล้วคุยกันอยู่สองคน

12 พ.ย. 2024

หนูนั่งคุยกับเพื่อนที่ทำงานข้างๆ แต่จะมีพี่ที่ทำงาน ชื่อสมมุติ "รำพึง กับ รำพัน" เขาจะตอบ จะคุยใน Topic ที่หนูกำลังคุยกับเพื่อนมาตลอด อยู่ๆก็พูดแทรกมาเลย บางทีหนูกระซิบจนเพื่อนข้างๆยังไม่ได้ยิน แต่เค้าตอบเสียงดัง แล้วคุยกันอยู่สองคน

“คุณหนึ่ง (นามสมมุติ)” อายุ 28 สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (6 พ.ย. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหา การแอบฟังและขโมย topic เราไปพูดกับเพื่อนของเขา โดย “คุณหนึ่ง (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า คุณพี่ที่ทำงานเขาชอบขโมย topic เราไปพูดกันเอง คือเหมือนห้องทำงานเรามันไม่ได้ใหญ่มากแต่ว่ามันก็มีแบ่งเวิ้ง มีเวิ้งเราแล้วก็เวิ้งเขา คือมันอยู่ในห้องเดียวกันเวลาเราพูดมันก็คงได้ยินแหละแต่เขาชอบขโมย topic เราไปพูด เช่น ช่วงนี้หนูอินกับเรื่องที่ฟังอยู่ในพอดแคสต์ เขาก็เลยเอาประเด็นนั้นไปคุยกัน แซะกัน ว่าแบบอืม ๆ เออ ๆ น่ากลัวอะไรอย่างงี้ คือเรากำลังเล่าเรื่องที่เราฟังอยู่อะไรประมาณนี้ หนูสังเกตมาหลายรอบแล้วเป็นปีแล้วพี่แต่ว่าเขาจะพูดกันเองสองคน (ให้นามสมมุติว่า พี่รำพึงและพี่รำพัน) หรือว่าบางทีเขาจะชอบอยู่เงียบ ๆ แต่ว่าเขาจะคอยแทรกซึมบทสนทนาเพื่อที่จะรอฟังเราความสามารถพิเศษของเขาคือ สามารถต่อบทสนทนาเราได้เลยทั้ง ๆ ที่เพื่อนเรามันตามไม่ทัน สมมุติว่าหนูคุยกันเรื่องกินข้าวอยู่ เขาก็จะบอกว่า เออเดี๋ยววันนี้กินก๋วยเตี๋ยวดีกว่าอะไรประมาณนี้ ทำเป็นคุยกันเอง ทั้ง ๆ ที่หนูคุยกับเพื่อนในเรื่องนี้อยู่แต่เพื่อนหนูหัวมันไม่ไวตอบไม่ทัน แต่พี่เขากลับพูดตอบดังขึ้นมาจากอีกฝั่งนึง ซึ่งหนูไม่ได้คุยกับเขา คือหนูก็ไม่ได้สนิทกับเขาขนาดนั้นแต่ด้วยความที่ห้องเดียวกัน หนูว่าหนูก็พูดในระดับเสียงที่โอเคแล้วแต่คือเขาก็ยังได้ยิน หรือบางทีเพื่อนหนูเดินมาจากอีกห้องนึงเดินมาคุยด้วยแต่ด้วยความที่ว่ามันเป็นคนพูดเสียงเบามาก หนูก็จะเริ่มรู้สึกว่าห้องมันจะเงียบลงเพื่อที่เขาจะฟังว่าเพื่อนหนูมาคุยเรื่องอะไร แล้วส่วนใหญ่หนูจะคุยกับพี่ในเวิ้งหนู คือ topic มันเป็นเรื่องทั่วไป เขาก็จะพูดเรื่องที่พวกหนูคุยกันอยู่ในกลุ่มเขาถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ได้น่าสนใจขนาดนั้น แต่ถ้าเรื่องนั้นเขารู้หรือมีเหตุการณ์ร่วมเขาจะโพล่งขึ้นมาทันทีแล้วเขาก็ร่วมวงเข้ามาคุยกับเราเลย ซึ่งหนูเคยทดลองเหมือนกันแบบเราลองคุยกันตอนที่เขาคุยเรื่องอื่นอยู่ หนูก็คุยเรื่องของหนูแต่ว่าเขาจะค่อยๆเงียบลง แล้วพอเขาเงียบหนูก็หยุด พอเขาพูดหนูก็พูดเขาก็ค่อย ๆเงียบลงอีก เพื่อที่จะฟังเราแล้วก็ถามว่า “แล้วยังไงต่อเหรอ” อะไรแบบนี้ทุกเรื่องที่หนูเล่าแต่เรื่องของเขาหนูไม่เคยฟังเลย หนูอยากถามว่า บางทีหนูอยากจะคุยแค่เวิ้งเรา จะทำยังไงให้เขาไม่โฟกัสเรื่องของเรา? กับ ข้อสองใครเคยเจอเรื่องราวแบบนี้กันบ้างไหม! เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ลองใช้โทรศัพท์แก้วดู คนข้างนอกจะได้ไม่ได้ยิน หนูกับเพื่อนก็คุยกันผ่านตรงนี้ หรือไม่ลองเปลี่ยนเป็นคนชอบแอบฟังคนอื่น แล้วลองดูปฏิกิริยาเขา เพราะว่าพวกนี้แก้วหูมันประหลาดกระดูก ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘อย่างแรกเปลี่ยนเพื่อนการที่หนึ่งพูดมาเพื่อนไม่เคยโต้ตอบอะไรทันเลย หรือไม่ก็พิมคุยกันในไลน์ แต่พี่ว่าลองชวนเขาคุยขำ ๆ สักวันนึง topic เบา ๆ ลองชวนมานั่งคุยกัน สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เช็คให้ดีวันนึงถ้าเพื่อนโทรเขามาพุธทอล์คพุธโทรว่าแบบมีเพื่อนคนนึงชวนคุยตอนทำงานตลอดหนูไม่อยากคุยกับมันเลย เพราะเคยมีคนโทรเขามาในรายการแล้วมองอีกมุมนึงนะ ประเมินตัวเองก่อนตอนนี้อย่างน้อยรำพึงรำพันก็เป็นพวกเราดูหลาย ๆ มุม วันนี้พี่แก้ให้ไม่ได้ เพราะว่ามันงกเกินไปเรื่อง topic หรือลองตั้งใจทำงาน แล้วไม่คุยดูเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin#พุธทอล์คพุธโทร #พุธทอล์คพุธโทรRECAP #ดีเจเผือก #ดีเจเติ้ล #ดีเจเผือก #EFM94

หนูอยู่ในสถานะเมียน้อย คบกับพี่ผู้ชายคนนี้ลับๆ มา 10 กว่าปี เขาไม่เคยเปิดเรื่องเรากับใคร เพราะเราทั้งคู่ ต่างก็มีลูก มีครอบครัวกันแล้ว จนตอนนี้หนูเจอผู้ชายอีกคน เขารับรู้เรื่องทุกอย่าง เข้ากับครอบครัวเราได้ดี และ พร้อมเปิดตัวเรากับทุกคน

09 ก.ย. 2025

หนูอยู่ในสถานะเมียน้อย คบกับพี่ผู้ชายคนนี้ลับๆ มา 10 กว่าปี เขาไม่เคยเปิดเรื่องเรากับใคร เพราะเราทั้งคู่ ต่างก็มีลูก มีครอบครัวกันแล้ว จนตอนนี้หนูเจอผู้ชายอีกคน เขารับรู้เรื่องทุกอย่าง เข้ากับครอบครัวเราได้ดี และ พร้อมเปิดตัวเรากับทุกคน

หนูอยู่ในสถานะเมียน้อย คบกับพี่ผู้ชายคนนี้ลับๆ มา 10 กว่าปี เขาไม่เคยเปิดเรื่องเรากับใครเพราะเราทั้งคู่ ต่างก็มีลูก มีครอบครัวกันแล้ว จนตอนนี้หนูเจอผู้ชายอีกคน เขารับรู้เรื่องทุกอย่างเข้ากับครอบครัวเราได้ดี และ พร้อมเปิดตัวเรากับทุกคน เขาให้เวลาเราไปเคลียร์กับพี่คนนี้แต่ตอนนี้ใจสับสน เพราะพี่เขาบอกว่าจะปรับปรุงตัวทุกอย่าง และให้นึกถึงความสัมพันธ์10 กว่าปีที่ผ่านอะไรด้วยกันมา หนูสับสน ไม่รู้จะเลือกทางไหนดี?? “คุณกิ๊ก (นามสมมติ)” อายุ 38 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [3 ก.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจต้นหอม – ดีเจเติ้ล – ดีเจเกลือ” เกี่ยวกับปัญหามีความสัมพันธ์ที่หลบ ๆ ซ่อน ๆ มานานนับสิบปี แล้วดันมาเจอคนใหม่ที่ดีกว่า โดย “คุณกิ๊ก (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ก่อนหน้านี้หนูมีครอบครัวมาแล้ว มีลูก 1 คน แต่ระหว่างนั้นหนูก็คบกับพี่คนปัจจุบันอยู่ จริง ๆ ระหว่างทางหนูก็คบ ๆ เลิก ๆ กับเขามาบ่อยแล้ว จนในที่สุดหนูก็เลือกที่จะเลิกกับสามีแล้วมาคบกับพี่คนปัจจุบันแทน โดยที่พี่คนนี้เขาก็มีครอบครัวอยู่แล้วเช่นกัน เมื่อภรรยาเขารู้ ก็เริ่มระแคะระคายและไล่พี่เขาออกจากบ้านไปอยู่หอพักด้านนอก และหนูก็คบกับเขามาได้นาน 13 ปี แบบไม่มีฝ่ายใดเปิดเผยตัวตน จนกระทั่งปัจจุบันมีผู้ชายคนใหม่เข้ามาทำให้หนูรู้สึกหวั่นไหว ถึงแม้จะเข้ามาในระยะเวลาอันสั้นแค่ 2 เดือน แต่เขาเข้ามาเติมเต็มความรักในส่วนที่หายไป ทำให้หนูอยากออกมาจากคนเดิม แต่คนแรกก็ไม่ยอมให้หนูไป ด้วยเหตุผลว่าเราร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปเพราะผู้ชายคนใหม่เลย ถ้าจะหมดรักอยากให้หมดรักจากตัวหนูเอง ซึ่งพอเขารับรู้ปัญหานี้ผู้ชายคนใหม่ก็เริ่มถอยห่างออกไป แต่ก็พอจะกั๊กกันอยู่บ้างเหมือนต่างคนต่างรอกันอยู่ แต่ผู้ชายคนแรกก็คือไม่ยอมเลย อะไรที่หนูเคยขอแล้วไม่ได้ ตอนนี้หนูได้ทุกอย่างเลย เขายอมปรับให้หนูทุกอย่าง ซึ่งหนูก็บอกเขาแล้วว่าหนูหมดรักเขาแล้ว อยากจะออกไปจริง ๆ แต่ก็ยังมีความผูกพันธ์กันมากทำให้ตัดกันไม่ขาดสักที เราไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน อาศัยการวิดีโอคอลกัน แล้วก็จะมีออกไปกินข้าวกันบ้างเล็กน้อย แต่ก็หลบ ๆ ซ่อน ๆ เหมือนเดิม หนึ่งในสาเหตุที่ตอนนี้ไม่เปิดตัวอาจเป็นเพราะพ่อแม่ของหนูไม่โอเคกับเขาแล้วเพราะก่อนหน้านี้หนูขอให้เปิดเขาไม่เปิด จนตอนนี้หนูไม่ต้องการเขาแล้ว คนใหม่เขาจริงใจ เขาเดินมาบอกกับพ่อหนูตรง ๆ ว่าคุยกับหนูอยู่ ก่อนหน้านี้หนูไม่เคยได้รับอะไรแบบนี้เลย ก็เลยรู้สึกว่าเขาค่อนข้างมั่นใจ ซึ่งความรู้สึกของหนูที่มีต่อทั้ง 2 คนคือหนูให้คนปัจจุบัน 80% และคนใหม่ 20% แต่มันดันเป็น 20% ที่หนูตามหาในความรัก หนูเลยอยากรู้ว่า หนูควรอยู่ตรงไหนของความสัมพันธ์นี้ดี?’ เริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘อยากได้แฟนเป็นคนดีให้เลือกคนใหม่ คนเก่าไม่ดีเพราะนอกใจภรรยามาคบกับเรา ถ้าคบกับคนเก่าแล้วจะมั่นใจได้ยังไงว่าเขาจะไม่ทำกับเราเหมือนที่เคยทำกับภรรยา ฉะนั้นเลือกคนใหม่เพราะคนใหม่ไม่รู้กำพืดเราว่าเราทำอะไรมา ให้ไปเริ่มต้นใหม่ เลือกแต่คนดี ๆ ตัวเราเองก็ต้องดีให้ได้ด้วย ถ้าตั้งใจจะให้ใจใครแล้วก็ต้องให้ทั้งใจและซื่อสัตย์ จะทำตัวเหมือนแต่ก่อนไม่ได้’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘อยู่ตรงไหนก็ได้ขอแค่มีความสุขแค่นั้นเลย ตอนนี้ที่คนใหม่เขากลัวเพราะเรายอมเป็นเมียน้อยเขามา 13 ปี พอเจอคนที่ดีและพร้อม เรากลับมูฟออนจากคนเก่าไม่ได้ 13 ปียังไม่พออีกหรอที่จะตามหาสิ่งที่ต้องการ ทำไมไม่มองว่าเราอยู่กับกรรมก้อนนี้มา 13 ปีแล้ว ในเมื่อมีผู้ชายคนใหม่ที่กล้าเข้ามาหาเราแล้วเราจะอาลัยอาวรณ์อะไรอีก เขาคือผู้ชายเห็นแก่ตัวคนนึงเลย เขากั๊กไว้ทั้งภรรยาเขาและเรา ขนาดเราเจอคนดี ๆ เข้ามาแล้วยังไม่ปล่อยเราไปเลย’ สุดท้าย “ดีเจเกลือ” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ปัจจุบันมีความสัมพันธ์แบบนี้เยอะ หลายครั้งที่ความสัมพันธ์มันพังลงเพราะมีคนใหม่เข้ามาเติมเต็มสิ่งที่เราขาดไป โดยเราก็หลงลืม 80% ที่เราเคยอยู่ด้วยกัน คุณกิ๊กจะสอนให้ลูกเลือกคนที่รักและเป็นคนดี จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกซึ่งถ้าเทียบแล้วก็คือคนใหม่ เรารู้อยู่แก่ใจว่าอันไหนคือสิ่งที่ดี สิ่งเดียวที่ทำให้เรายังตัดสินใจไม่ได้คือความเชื่อผิด ๆ ที่บอกว่าเราเลือกไม่ได้เพราะมีบางอย่างเหนี่ยวรั้งเราไว้ ความเชื่อเหล่านั้นทำให้เราไม่กล้าตัดสินใจที่จะเผชิญหน้ากับความเป็นจริง ฉะนั้นไม่มีใครรั้งเราได้ถ้าเราต้องการที่จะเลือกสิ่งดี ๆ ให้ตัวเอง จะตัดสินใจอะไรให้นึกถึงลูกเยอะ ๆ ต่อไปลูกจะมองแม่เป็นแบบอย่างเพราะเราเป็นหนึ่งใน Role Model ของลูกเช่นกัน คนใหม่เขาเป็นคนดีมากเลย เขาพยายามที่จะทำให้เราเห็นค่าในตัวเอง สุดท้ายแม้ความรักครั้งนี้จะไม่สมหวังเราก็ยังได้เห็นคุณค่าของตัวเองเพราะฉะนั้นเดินหน้าต่อไปและอย่าตกลงไปในหลุมเดิมอีก’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเพิ่งสูญเสียน้องแมว ที่เป็นที่รักของทุกคนในครอบครัวไป เลี้ยงน้องมา 17 ปี น้องจากไปด้วยโรคเบาหวาน และอายุที่มากแล้ว ตอนนี้หนูทั้งรู้สึกผิดกับตัวเอง โทษตัวเองอยู่ตลอด ไม่สามารถทำใจได้ หนูเก็บกระดูกน้องไว้กอดทุกคืน เก็บเสื้อผ้าน้องไว้ เพราะคิดถึง

20 ต.ค. 2025

หนูเพิ่งสูญเสียน้องแมว ที่เป็นที่รักของทุกคนในครอบครัวไป เลี้ยงน้องมา 17 ปี น้องจากไปด้วยโรคเบาหวาน และอายุที่มากแล้ว ตอนนี้หนูทั้งรู้สึกผิดกับตัวเอง โทษตัวเองอยู่ตลอด ไม่สามารถทำใจได้ หนูเก็บกระดูกน้องไว้กอดทุกคืน เก็บเสื้อผ้าน้องไว้ เพราะคิดถึง

หนูเพิ่งสูญเสียน้องแมว ที่เป็นที่รักของทุกคนในครอบครัวไป เลี้ยงน้องมา 17 ปี น้องจากไปด้วยโรคเบาหวานและอายุที่มากแล้ว ตอนนี้หนูทั้งรู้สึกผิดกับตัวเอง โทษตัวเองอยู่ตลอด ไม่สามารถทำใจได้ หนูเก็บกระดูกน้องไว้กอดทุกคืนเก็บเสื้อผ้าน้องไว้ เพราะคิดถึง ตอนนี้ทุกคนในบ้าน หนู คุณแม่ และ น้องสาว เศร้ากันหมด เพราะน้องแมวตัวนี้เป็นเหมือนศูนย์รวมจิตใจของทุกคนในบ้านเลย... “คุณหลุยส์ (นามสมมติ)” อายุ 28 สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [15 ต.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจอ้อม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเกลือ” เกี่ยวกับปัญหาการจัดการความรู้สึกของการสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตไป โดย “คุณหลุยส์ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูเพิ่งเสียน้องแมวไปเมื่อ 3 วันที่แล้ว น้องแมวตัวนี้หนูรับเลี้ยงมาตั้งแต่ป.6 ซึ่งเขาจากไปด้วยอายุ 17 ปี เขาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของครอบครัว เป็นทั้งศูนย์กลาง จุดรวมใจ เป็นกำลังใจ ซึ่งเขาเองป่วยด้วยโรคเบาหวานอยู่แล้ว แม่ต้องคอยตื่นมาให้อาหารเป็นเวลา หนูกับน้องต้องคอยผลัดกันฉีดอินซูลินให้เขาเช้าเย็น หลายครั้งเขามีอาการป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล จนกระทั่งคืนที่เขาเข้าโรงพยาบาลครั้งสุดท้าย เป็นช่วงเวลาประมาณ ตี 2-3 อาการเขาเริ่มแย่มาก แล้วหนูดันไปว่าเขาว่า ‘ทำไมต้องเป็นแบบนี้ตลอดเลย ตอนกลางคืนเนี่ยมันลำบากนะ 1.ไม่มีรถ 2.ต้องเสียค่าเกินเวลา’ หนูเป็นคนที่ซีเรียสเรื่องเงิน เพราะไม่ได้มีรายได้มากนัก แต่ก็พยายามเต็มที่ในการรักษาเขา ซึ่งเราก็อยากเอาค่าเกินเวลาส่วนนี้ไปใช้ในส่วนอื่น ๆ มากกว่า ช่วงที่เขารักษาอยู่โรงพยาบาล หนูทำงานเข้า 10 โมง เลิก 1 ทุ่มกว่า ๆ ทำให้เวลาเข้าเยี่ยมมันมีไม่มาก แต่หนูก็พยายามรีบให้มากที่สุด เพื่อไปเยี่ยมเขากับแม่ ได้กอดเขา นั่งคุยกับเขา จริง ๆ มีหลายครั้งที่เขาเข้ารักษาที่โรงพยาบาลแบบนี้ แต่ก็จะรอดกลับมาได้ทุกครั้ง แต่ครั้งนี้อาการแย่ที่สุดด้วยอายุและโรคเบาหวานที่เป็นมา 5 - 6 ปี ครั้งนี้เขาลอยแล้ว เหมือนไม่รับรู้ ซึ่งหนูก็ไม่รู้ว่าเขารับรู้ไหมว่าหนูกับแม่ไปหานะ ไม่ได้ทิ้งเขาไว้ ในวันที่น้องเสีย หัวใจเขาหยุดเต้นครั้งหนึ่ง แต่หมอกู้กลับมาได้ ทุกครั้งที่เขาเหมือนจะไม่ไหวแล้วเขาจะสู้จนกลับมาได้ แต่ครั้งนี้อาการหนักมาก เลยคุยกับแม่ว่าจะเอายังไงกันดี ไม่ได้อยากยื้อให้เขาทรมานด้วย ได้ปรึกษาหมอ หมอก็บอกว่ามี 3 ทางคือ 1.ถ้าเอากลับมาได้แต่ก็ต้องรักษาไปตลอด 2.เป็นผักไปเลย 3.อาจจะดีขึ้นก็ได้ แต่สุดท้ายหมอก็บอกว่าโอกาสต่ำกว่า 50 เลยตัดสินใจว่าไม่อยากยื้อให้เขาทรมานต่อไป แล้วเขาก็จากไปแบบนิ่ง ๆ วันแรก ๆ ที่เราเสียเขาไป ทั้งบ้านทำใจไม่ได้ ร้องไห้ตลอด เพราะทุกส่วนของบ้านเขาจะอยู่ด้วยเสมอ อย่างตรงนี้คือที่ที่เขานอน กินข้าว หวีที่เขาชอบให้หวีขนให้ ไม่ว่าจะมองไปส่วนไหน เขาอยู่ตลอด หนูไม่สามารถทำใจได้ หนูเก็บกระดูกเขาไว้เอง กอดกระดูก กอดเสื้อเขาตลอดเวลา มันมีหลายความรู้สึกซ้อนกันอยู่ อย่างแรกคือหนูไม่รู้ว่าเขาจะรู้ไหมว่าหนูกับแม่ไปหา ไม่ได้ทิ้งให้เขาโดดเดี่ยว หรือเขาจะจำได้แค่ตอนที่หนูว่าเขา หรือจริง ๆ เราควรยื้อเขาไว้ แล้วก็รู้สึกผิดว่าเพราะหนูหรือเปล่าที่ทำให้เขาต้องจากไป ถ้าหนูตัดสินใจได้เร็วกว่านี้ เขาจะรอดใช่ไหม ความรู้สึกมันวนเวียนอยู่ซ้ำ ๆ ตลอด หนูไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี…?’ ซึ่ง “ดีเจเกลือ” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ผมเชื่อว่ามันเป็นความเสียใจอย่างมาก ถ้าเราผูกพันกับอะไรสักอย่าง แล้วต้องสูญเสียไป โดยสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจคือความรู้สึกผิดว่าถ้าวันนั้นเราดูแลเขาดีกว่านี้ ถ้าวันนั้นไม่ทำแบบนี้ สิ่งนี้คงไม่เกิดขึ้น สิ่งนี้มักจะเกิดขึ้นตลอดเวลาเราสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตของเรา แต่ก็อยากจะบอกว่าการที่เลี้ยงแมวตัวหนึ่งมา 17 ปี ไม่ใช่เวลาน้อย ๆ เลย เป็นอายุขัยของแมวที่มากแล้วด้วย คุณทำทุกอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้แล้ว อย่ารู้สึกผิดกับสิ่งที่ไม่มีทางรู้ว่ามันจะเกิดขึ้น น้องไปแล้วก็ขอให้คิดว่าเขาไปสบาย อย่าได้เอาสิ่งนี้มาติดค้างในใจ เพราะผมก็เชื่อว่าสัตว์เขาก็มีความรู้สึกแหละว่าเจ้านายรู้สึกอย่างไรกับเขา แล้วก็คิดว่าถ้าเขารู้ว่าคุณมานั่งเสียใจแบบนี้ เขาก็คงไม่อยากให้คุณเป็นแบบนี้ด้วยเหมือนกัน ฉะนั้นเป็นกำลังใจให้นะ และเชื่อว่ามันจะผ่านพ้นไปได้ ขอให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สำหรับพี่เติ้ล พี่ว่าน้องเขาเป็นแมวที่โชคดีมาก ๆ จากที่พี่ฟังว่าหนูและครอบครัวรักเขาขนาดไหน พี่ว่าเขาคือแมวที่มีบุญและโชคดีมาก ๆ เลยนะที่เขามีหนูเป็นครอบครัว อย่ามองแค่เหตุการณ์ในวันนั้น มันเป็นแค่จุดเล็ก ๆ ปกติมาก เราเป็นครอบครัว มันก็ต้องมีวันที่เรากระทบกระทั่ง หงุดหงิดกันบ้าง แต่เรารู้อยู่แล้วว่าเราและครอบครัวรักเขาขนาดไหน และก้อนพลังความรักนี้พี่ว่าเขาก็รับรู้อยู่แล้ว เขาไม่มีทางมาตัดสินใจหรอกว่าวันนั้นเราไปว่าเขา เราต้องพยายามบอกกับตัวเองให้ได้ว่าเราทำดีที่สุดแล้วจริง ๆ แต่เข้าใจว่าเรื่องเพิ่งเกิดขึ้น และไม่ง่ายเลยที่จะไม่คิดถึงเขา มันต้องใช้เวลาที่จะบอกกับตัวเองให้ได้ว่าวันนี้เขาไม่อยู่แล้ว สำหรับพี่ คนที่เพิ่งสูญเสียคุณพ่อไปเหมือนกัน พี่รู้สึกว่าเราต้องไม่ทำให้การสูญเสียของใครหรืออะไรบางอย่าง มาทำให้เราสูญเสียไปด้วย ถ้าเราจากกันด้วยความรัก การไม่อยู่ของเขา มันจะไม่อยู่แค่ร่าง แต่ความรักมันจะยังอยู่กับเรา และมันจะทำให้เราไปต่ออย่างมีความสุข’ และสุดท้าย “ดีเจอ้อม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ขอแสดงความเสียใจอีกครั้ง และเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นกระบวนการหนึ่งของการเผชิญกับการสูญเสียคนที่เรารัก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ กิจวัตรที่ทำมาหลายปี ภาพที่เห็น จริง ๆ ถ้าผ่านกระบวนการนี้ไป หนูและครอบครัวจะเชื่อมั่นได้อยู่แล้วว่าตลอดเวลาที่เราปฏิบัติต่อเขามันดีแค่ไหน เดี๋ยวเวลาจะช่วยให้หนูหายรู้สึกผิดได้ และเวลาก็จะช่วยให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ ส่วนเขาเองก็มีเวลาของเขาที่อยู่และจากไป พี่เป็นกำลังใจให้ เพราะทุกการสูญเสียมันยากสำหรับทุกคน’ “ดีเจเกลือ” ได้เสริมสุดท้ายว่า ‘ด้วยความห่วงใย ถ้าเกิดว่าเราไม่สามารถออกจากความทุกข์นี้ได้เลยในระยะเวลา 2 สัปดาห์ ขอแนะนำให้พบนักจิตวิทยา หรือทำแบบประเมินซึมเศร้าไว้ด้วยนะครับ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-