ทำยังไงดีคะ รักบ้านหลังนี้มาก ไม่อยากย้ายออก แต่ดันมี ‘เจ้าจิ้งจก’ ตัวปัญหาที่ทำให้คุณแฟนอยู่ไม่ได้ !

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ทำยังไงดีคะ รักบ้านหลังนี้มาก ไม่อยากย้ายออก แต่ดันมี ‘เจ้าจิ้งจก’ ตัวปัญหาที่ทำให้คุณแฟนอยู่ไม่ได้ !

15 พ.ค. 2026

ทำยังไงดีคะ รักบ้านหลังนี้มาก ไม่อยากย้ายออก

แต่ดันมี ‘เจ้าจิ้งจก’ ตัวปัญหาที่ทำให้คุณแฟนอยู่ไม่ได้ !

        ‘คุณพีช (นามสมมุติ)’ สายที่ 4  ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (13 พฤษภาคม 2569) ได้เข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นเผือก — ดีเจเติ้ล — ดีเจต้นหอม’ ด้วยคำถามที่ว่า ควรทำอย่างไรกับปัญหาเรื่อง ‘จิ้งจกในบ้าน’ ที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ดันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับแฟน

        ‘คุณพีช (นามสมมุติ)’ อายุ 32 ปี เล่าว่า คบกับแฟนมาหลายปี จนปีที่แล้วเริ่มคิดที่จะลงหลักปักฐาน แฟนตัดสินใจจะซื้อบ้านอยู่ร่วมกัน ทั้งคู่ใช้เวลาในการหาบ้านจนได้เจอบ้านที่ถูกใจ ซึ่งเป็นบ้านเปล่า คุณพีชจึงได้ทำการตกแต่ง เลือกของที่ชอบเองทุกอย่าง จนกลายเป็นบ้านที่รักมาก แต่หลังจากอยู่ไปได้เพียง 2-3 เดือน เรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่เคยนึกถึงอย่าง ‘จิ้งจก’ กลับกลายเป็นปัญหาใหญ่ เพราะแฟนกลัวจิ้งจกเข้าขั้นแพนิค จิ้งจก 1 ตัวในห้องครัวก็เป็นปัญหา เพียงได้ยินเสียงก็หลอนแล้ว

        แฟนคุณพีชกลัวจิ้งจกถึงขั้นที่ก่อนลงจากรถต้องเช็กกำแพงว่ามีหรือไม่ ต้องเดินกระทืบเท้าดัง ๆ ก่อนเข้าบ้านก็ต้องตีประตูแรง ๆ เพื่อที่จะให้เจ้าจิ้งจกตกใจหนีไป ส่วนตัวคุณพีชไม่ได้ชอบจิ้งจก แต่พอแฟนกลัวก็ต้องกลายเป็นยอดมนุษย์หญิงคอยปกป้อง 

        คุณพีชเล่าว่าเคยมีอยู่คืนหนึ่งวันที่เหนื่อยมาก ต้องการพักผ่อน แต่แฟนโทรมาบอกว่ามีจิ้งจกในห้องครัว ตอนนี้กำลังจะขับรถไปรับเธอมาจับให้ ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่เธอไปนอนบ้านในเมือง อยู่ไกลกับบ้านแฟนถึง 30 กิโลเมตร เธอพยายามเสนอทุกวิถีทางที่จะทำให้แฟนไม่ต้องมารับ โดยเสนอว่าให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านช่วยจับให้ แต่แฟนก็ปฏิเสธ แม้จะบอกว่าเธอจะคุยให้เองแฟนจะได้ไม่ต้องอาย แต่แฟนก็ไม่โอเค ต้องให้เธอมาจับเท่านั้น เธอจึงโมโหและบอกแฟนว่า “ไม่ต้องมารับ เดี๋ยวไปเอง” จากนั้นเธอก็ขับรถไปด้วยความเร็ว แล้วรีบไปจับจิ้งจกให้แฟน เมื่อไปถึงก็พบว่าเจ้าจิ้งจกที่แฟนเจอตัวเล็กกว่านิ้วก้อยอีก

        นอกจากนี้ คุณพีชยังเล่าอีกว่า มีอยู่วันหนึ่ง แฟนโทรมาเหมือนต้องการปรึกษาเรื่องสำคัญ ‘เป็นเรื่องบ้าน’ คุณพีชก็ถามทันทีว่าเป็นเพราะเรื่องจิ้งจกใช่หรือไม่ แต่แฟนบอกว่านั่นเป็นแค่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนเป็นเรื่อง Location บ้านไกล ได้เจอเพื่อนน้อยลง แต่คุณพีชมองว่าไม่น่าจะใช่เรื่องนี้ เพราะตั้งแต่ย้ายบ้านมา เพื่อนของแฟนก็แวะเวียนมาหลายกลุ่มแล้ว แฟนจึงเสนอว่าจะย้ายไปอยู่คอนโดพี่สาวและให้พี่สาวมาอยู่ที่บ้านแทน เพราะก่อนหน้านี้เคยอยู่คอนโดมาก่อนจึงมั่นใจว่าไม่มีจิ้งจก เพราะเป็นคอนโดสูงจิ้งจกปีนไม่ถึง

        แฟนทำงานแบบ Work from home ต้องอยู่บ้านเป็นหลัก ส่วนคุณพีชจะทำงานที่ออฟฟิศ ต้องทำงานนอกสถานที่อยู่บ่อย ๆ จึงไม่อยากเห็นแก่ตัวเอาแต่ความรู้สึกตัวเองเพียงอย่างเดียว คุณพีชจึงอยากถามดีเจว่าควรจัดการกับปัญหานี้อย่างไร บ้านหลังนี้แฟนเป็นคนออกค่าใช้จ่าย แต่แฟนก็ให้คุณพีชทำหน้าที่ตกแต่งบ้านได้อย่างเสรี จนบ้านหลังนี้กลายเป็นบ้านที่คุณพีชรัก และคุณพีชเองก็ไม่อยากที่จะจากบ้านหลังนี้ไป

        หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด เหล่าดีเจก็ได้ให้คำแนะนำโดยมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า สิ่งสำคัญคือให้ลองคุยกันจริงจังว่าปัญหาคือเรื่องอะไร เป็นเพราะ Location หรือหรือ จิ้งจก จะได้แก้ปัญหาได้ถูกจุด

        ด้าน ’ดีเจเติ้ล’ แนะนำว่า "ลองขอเวลาจากแฟนสัก 3 เดือน ทำทุกวิถีทางให้จิ้งจกหายไป นอกจากนี้ถ้าแฟนยอม ก็ลองพาเขาไปพบจิตแพทย์เผื่อจะมีทางออกที่ดีในด้านจิตใจ หรือลองพยายามหาเหยื่อวางไว้ที่มุมใดมุมหนึ่งของบ้าน ให้เป็นกันรู้ว่าอาหารอยู่ตรงนี้ ให้จิ้งจกมาอยู่ที่นี่ที่เดียว"

        ฝั่ง ‘ดีเจเผือก’ ให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า "ให้ลองจ้างบริษัทจัดการ หรือลองใช้เหยื่อดักจิ้งจกไปวาง ลองทุกวิธีที่พอจะทำให้ได้มากที่สุด น่าจะทำให้ปัญหาทุเลาลงจนอยู่ได้ และหวังว่าเมื่อเวลาผ่านไปเขาจะปรับตัวได้ดีขึ้น แม้สักนิดก็ยังดี"

        และคุณพีชมีคำถามพิเศษกับ ‘ดีเจต้นหอม’ ว่าควรวางตัวอย่างไร พูดกับเขาอย่างไร และเป็นหลักให้เขาอย่างไรดี

        ด้าน ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวว่า “พยายามกำจัดแมลง เพราะหากไม่มีอาหารมันก็ไม่อยู่ แต่ก็ต้องบอกผู้ชายของเราด้วยเช่นกันว่า จิ้งจกมีทุกที่เราจะช่วยจับได้ก็เฉพาะที่บ้านเท่านั้น"

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูมีนิสัย พูดเก่งเฉพาะกับคนสนิท พอมาฝึกงาน คุยเล่นกับพี่ๆไม่เป็น ก้มหน้าทำงานอย่างเดียว พอจบฝึกงาน ได้รับการประเมินจากพี่ๆว่า ทำงานโอเค แต่ไม่ค่อยพูดกับใครในที่ทำงาน กลัวว่าเวลาไปทำงานจริงๆ จะปรับตัวไม่ถูก อยากชวนคุยกับคนอื่นเก่งๆ ทำยังไงดีคะ?

31 พ.ค. 2024

หนูมีนิสัย พูดเก่งเฉพาะกับคนสนิท พอมาฝึกงาน คุยเล่นกับพี่ๆไม่เป็น ก้มหน้าทำงานอย่างเดียว พอจบฝึกงาน ได้รับการประเมินจากพี่ๆว่า ทำงานโอเค แต่ไม่ค่อยพูดกับใครในที่ทำงาน กลัวว่าเวลาไปทำงานจริงๆ จะปรับตัวไม่ถูก อยากชวนคุยกับคนอื่นเก่งๆ ทำยังไงดีคะ?

“คุณยาหยี (นามสมมติ)” อายุ 22 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ [29 พ.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาคุยไม่เก่ง โดย “คุณยาหยี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ช่วงปลายปีที่แล้วหนูเรียนอยู่ปี 4 เทอม 2 ซึ่งใกล้จะจบแล้ว เลยได้มีโอกาสไปฝึกงานที่หนึ่ง ทีนี้ตอนที่ฝึกงานมันก็ปกติดี จะประชุมหรือนำเสนองานหนูก็ทำได้ดีมาตลอด แต่สิ่งที่มันเป็นปัญหาจนกลายเป็นข้อเสียของหนู คือหนูเป็นคนคุยไม่เก่งในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องงาน เช่น ตอนที่หนูต้องไปกินข้าวกลางวันกับพี่ ๆ ที่ทำงาน ซึ่งมันเป็นช่วงที่จะได้มีโอกาสพูดคุยกัน เราจะรู้ว่าพี่ ๆ เค้าจะโยน Topic มาให้หนู เช่น ยาหยีเคยดูหนังเรื่องนี้มั้ยซึ่งหนูก็ตอบไปตามปกติ แต่หนูไม่รู้ว่าจะต้องคิดคำพูดยังไง ทำยังไง ให้บทสนทนามันสามารถไปต่อได้ จริง ๆ ก็มีพี่ที่อายุใกล้ ๆ กัน แต่ส่วนใหญ่เค้าจะโตกว่าหนูค่อนข้างเยอะ พอตอนหลังหนูฝึกงานจบด้วยความที่ตอนทำงานหนูเงียบ ๆ พี่ ๆ เค้าจึงแจ้งมาว่าหนูเป็นคนที่เงียบเกินไป ขี้เกรงใจเกินไป คือหัวหน้าก็แนะนำมาด้วยความหวังดีว่า หลังจากที่เราจบฝึกงานนี้ไปเราต้องไปทำงานที่อื่น เราควรที่จะพูดดีกว่าไม่พูด หนูก็เลยอยากถามว่า หนูอยากเอาปัญหาตรงนี้มาแก้ไขในการทำงานในอนาคต ให้มันไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ซึ่ง “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่หัวหน้าเค้าคอมเม้นท์มาเค้าซีเรียสกับปัญหานี้มากน้อยแค่ไหน มันส่งผลร้ายแรงกับการประเมินของยาหยีมากน้อยแค่ไหน บางทียาหยีอาจจะทำงานเพอร์เฟคมากซะจนเค้าพยายามที่จะหาที่ติสักหน่อย ให้เด็กคนนี้ได้พัฒนาอะไรอีกสะหน่อย มันอาจจะแค่เลเวลนี้ก็ได้ หรือ เค้ามาในความรู้สึกที่ว่า เด็กคนนี้ไม่มีมนุษยสัมพันธ์เลย ต้องคุยมากกว่านี้ไม่งั้นเธอทำงานกับคนอื่นไม่ได้นะ ในประโยคคล้าย ๆ กันมันมีความหนักเบาที่ต่างกัน เพราะว่าถ้ายาหยีบอกว่าถ้าเป็นเพื่อนสนิทหนูจะเป็นผีบ้าเลย ซึ่งพี่เชื่อว่าผีบ้าเนี่ย ถ้าเจอคนไม่สนิทมันก็จะลดลงมาในเลเวลที่ไม่ถึงกับไร้มนุษยสัมพันธ์ มันก็อาจจะลงมาในเลเวลปกติ แต่อาจจะตอบน้อยหน่อย พี่เลยไม่รู้ว่ากายหยาบหรือกายละเอียดเราต่างกันมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าจะถามเรื่องของการเข้าสังคมให้เป็นคนช่างพูด ช่างคุย พี่ไม่รู้ว่าจะให้ยาหยีไปฝึกยังไง แต่ข้อดีคือยาหยีมีตัวตนสนุกสนาน เฮฮาเวลาอยู่กับเพื่อนสนิท เราลองจินตนาการว่าเราสนิทกับคนเหล่านั้นมากขึ้นแล้วได้มั้ย หรือสุดท้ายแล้วยาหยีอาจจะไม่ต้องกังวลอะไรเลยก็ได้ มันอาจจะเป็นรีแอคปกติกับคนที่เรายังไม่สนิท ถ้ายาหยีเริ่มทำงานที่ไหนไป ระยะเวลามันมากกว่าฝึกงานอยู่แล้ว พอเราค่อย ๆ สนิทขึ้น เราก็จะเริ่มพูดคุยมากขึ้น ร่างผีบ้าเราก็จะออกมามากขึ้น สุดท้ายมันก็อาจจะไม่เป็นปัญหา แต่พี่จะให้เป็นเทคนิคเบื้องต้น คือ ให้ฟังเรื่องของอีกฝ่ายเยอะ ๆ แล้วเอาเรื่องของเค้ามาคุยเป็นหลัก เราอย่าพึ่งตั้งใจที่จะพูดแต่เรื่องของเรามากจนเกินไป บางทีเรื่องที่เราคิดว่าน่าสนใจแล้วพูดออกไป เค้าอาจจะไม่ได้สนใจกับเรื่องที่เล่ามากเท่าไหร่นัก พี่เลยจะรู้สึกว่าเราต้องระวังการเล่าเรื่องของเรามากจนเกินไป เราอาจจะเน้นไปที่การต่อยอดเรื่องที่เค้าเล่า ทำให้อีกฝั่งรู้สึกสนุกที่คุยกับเรา’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่คิดเหมือนพี่เผือกว่า พี่ต้องรู้ข้อมูลจากยาหยีว่ามันเป็นปัญหาขนาดไหน เพราะว่าการที่ยาหยีเล่าว่าไปฝึกงานแล้วไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์เท่าไหร่ พี่ว่ามันปกติ เพราะสถานะเราคือเด็กฝึกงาน แต่ถ้าพื้นฐานยาหยีเป็นคนพูดคุยอยู่แล้ว พี่ว่าถ้าอยากจะเพิ่มทักษะนี้เพื่อคุยกับคนที่ไม่สนิทได้จริง ๆ มันจะมีคอร์สที่ฝึกการพูด ฝึกการเข้าสังคม ถ้าหนูมีเงิน มีเวลา แล้วอยากจะฝึกจริง ๆ แต่ถ้าอยากลองทำเองง่าย ๆ พี่ว่าเวลาออกจากบ้านไปเจอผู้คน เช่นแม่ค้า ลองคุยกับเค้าดูมั้ย เหมือนทำให้มันชินไปเอง’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่รู้สึกว่าอย่าไปสะกดจิตตัวเองว่า คุยไม่เก่งแล้วประหม่า ปล่อยให้มันไหลไปตามธรรมชาติ มันจะมีพวก How To ในเน็ตก็เสริชได้เลยที่สอนเกี่ยวกับเรื่องนี้ และพี่รู้สึกว่ายาหยีไม่ได้มีปัญหาขนาดนั้น หนูสามารถแก้ไขได้ ปกติหนูชอบดูข่าวดาราหรือข่าวใหม่ ๆ มั้ยเพราะมันมีหัวข้อเป็น 108 อย่าง หรือการถามคำถามตอบกลับเวลาที่คนอื่นถามมามันก็ดี ให้ยาหยีฝึกถามคำถามตอบกลับ เพราะคนที่เค้าตั้งคำถามมาแปลว่าเค้าอยากจะพูดคุยกับเราอยู่แล้ว’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เจอเพื่อนร่วมงาน TOXIC สังคมที่ทำงานไม่น่าอยู่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ตอนนี้หันมาศึกษาอ่านไพ่ เป็นแม่หมอ ไลฟ์ใน TIKTOK คนรีวิวกันว่าแม่น จนมีลูกค้าหลายคนจองคิว มีความคิดว่าจะออกจากงานประจำ มาเป็นหมอดูเต็มตัวเลยดีไหม? เพราะรายได้ที่ได้มามากกว่างานประจำที่ทำอีก

13 มิ.ย. 2025

เจอเพื่อนร่วมงาน TOXIC สังคมที่ทำงานไม่น่าอยู่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ตอนนี้หันมาศึกษาอ่านไพ่ เป็นแม่หมอ ไลฟ์ใน TIKTOK คนรีวิวกันว่าแม่น จนมีลูกค้าหลายคนจองคิว มีความคิดว่าจะออกจากงานประจำ มาเป็นหมอดูเต็มตัวเลยดีไหม? เพราะรายได้ที่ได้มามากกว่างานประจำที่ทำอีก

เจอเพื่อนร่วมงาน TOXIC สังคมที่ทำงานไม่น่าอยู่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ตอนนี้หันมาศึกษาอ่านไพ่เป็นแม่หมอ ไลฟ์ใน TIKTOK คนรีวิวกันว่าแม่น จนมีลูกค้าหลายคนจองคิว มีความคิดว่าจะออกจากงานประจำมาเป็นหมอดูเต็มตัวเลยดีไหม? เพราะรายได้ที่ได้มามากกว่างานประจำที่ทำอีก แต่อีกใจก็กลัวว่าจะไม่มั่นคงและไปได้ไม่ดี ทุกคนคิดว่ายังไงดีคะ?? “คุณจีจี้ (นามสมมติ)” อายุ 30 ปี สายที่สองในรายการ ‘พุธทอล์ค พุธโทร’ เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [11 มิ.ย. 68] โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาเจอเรื่อง Toxic ในที่ทำงาน จึงจะลาออกไปรับดูดวง โดย “คุณจีจี้ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูทำงานที่นี่มาสามปี ตอนแรกก็แฮปปี้ดี แต่พอเกิดการเปลี่ยนแปลงในที่ทำงาน ก็ทำให้ทำงานยากและลำบากขึ้นกว่าเดิม ตอนแรกทำงานก็ผ่านฉลุยแต่ หลัง ๆ เจอเพื่อนร่วมงานที่ไม่ดี ส่งงานก็ใช้เวลานานกว่าปกติกว่าจะผ่าน เพราะเขาไม่ได้มาซัพพอร์ตเราในส่วนนี้เลย เคยมีการคุยกับเพื่อนในแผนกบ้างแล้ว เขาก็เหนื่อยเหมือนกัน เพื่อนก็บอกว่าเขาเคยเอาเรื่องของหนูมาเล่าให้เพื่อนฟังด้วย จุดเริ่มต้นของการดูดวง หนูมีรุ่นพี่เป็นแม่หมอดูดวงคนนึง วันนั้นเขาชวนหนูไปซื้อไพ่สำรับใหม่แล้วเขาให้หนูเลือก หนูก็หลับตาเลือก ๆ ไป อันไหนเหมือนจะดึงเรา ก็เอาอันนั้นเลย หนูก็บอกรุ่นพี่ว่าหนูชอบอันนี้ แต่พอซื้อกลับมารุ่นพี่ก็โทรมาบอกว่าเขาอ่านไพ่สำรับนี้ไม่ออก หนูก็เลยตัดสินใจซื้อไพ่นี้มาเพื่อเรียนเองตามคู่มือที่มี เรียนไปได้สักพักหนูก็เริ่มขึ้นไลฟ์ใน TikTok แบบขำ ๆ จอย ๆ แต่คนดูก็บอกว่า ‘ทายแม่นนะ ลองทำจริงจังมั๊ย’ หนูก็เลยลองดูสักหน่อย แต่ก็ต้องหยุดไปเพราะปวดหัวกับที่ทำงานประจำ เมื่อเริ่มจับต้นชนปลายได้ หนูก็ลองคำนวณรายได้จากการดูดวงทั้งจากไลฟ์และทั้งส่วนตัวแล้ว ก็พบว่ามีจำนวนมากกว่างานที่ทำอยู่ด้วยซ้ำ แต่หนูยังไม่ได้ลงมือทำจริง หนูรับดูดวง 30 นาที 159 บาท 1 ชั่วโมง 259 บาท ถ้าในไลฟ์จะเป็นส่งของขวัญเพื่อดูดวง ซึ่งคนดูก็มีเข้ามาเรื่อย ๆ หนูยอมรับว่าตอนนี้หนูไม่สามารถทำงานควบกัน 2 อย่างได้ เพราะงานที่ทำส่งผลกับชีวิตหนู หนูไม่อยากเปิดไพ่ดูเพราะกลัวความ Toxic ออกมา แล้วก็ไม่อยากดูให้ตัวเองด้วยเพราะกลัวจะเข้าข้างตัวเองเกินไป ตอนนี้หนูแอบหางานใหม่อยู่ หนูก็เลยอยากถามว่าจะทำที่นี่ต่อไปดีมั๊ยหรือจะออกมาทำหมอดูแบบ Full Time ดี” ซึ่งดีเจทั้ง 3 คน (ดีเจเผือก-ดีเจต้นหอม-ดีเจเติ้ล) ได้ให้คำปรึกษาตรงกันว่า ‘อย่าเพิ่งลาออกจากงานเลย อยากให้จีจี้ทำงานควบไปทั้ง 2 อย่างก่อน ถ้ายังไม่มั่นใจจริง ๆ อย่าเพิ่งเลือกทางใดทางหนึ่ง ค่อยเลือกตอนถึงเวลาที่จำเป็น หรืออีกทางคือลองหางานประจำใหม่ แล้วให้การดูดวงเป็นรายได้เสริม เพราะจากที่เล่ามาตอนนี้ยังมีความเสี่ยงมากเกินไปที่จะเลือกดูดวงอย่างเดียว การมีรายได้หลายทางก็นับเป็นการกระจายความเสี่ยงอีกอย่างหนึ่ง ลองพยายามให้มีงานหลักประจำก่อน แล้วทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าวันนึงเราจะแจ้งเกิดจากการดูดวงแล้วค่อยหันมาทำอย่างจริงจัง’ ทั้งนี้ “ดีเจต้นหอม” ได้เสนอขั้นตอนการทำงานไว้ว่า ‘1. หางานประจำใหม่แล้วโฟกัสกับงานนี้ไปก่อน 2.ดูดวงเป็นรายได้เสริมในเวลาว่าง 3.หากแจ้งเกิดและมีชื่อเสียงจากการดูดวงให้เปลี่ยนมาโฟกัสเป็นการดูดวง 4.ลาออกจากงานประจำ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

สามีนอกใจไปมีมือที่สาม เขาไล่หนูกับลูกออกจากบ้าน และเขาก็อยู่ด้วยกันกับชู้อย่างมีความสุข ทิ้งหนูให้เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ความโกรธแค้นนี้ทำให้หนูเกลียดขี้หน้าเขา จนไม่สามารถเผชิญหน้าเพื่อไปหย่ากับเขาได้

30 ม.ค. 2026

สามีนอกใจไปมีมือที่สาม เขาไล่หนูกับลูกออกจากบ้าน และเขาก็อยู่ด้วยกันกับชู้อย่างมีความสุข ทิ้งหนูให้เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ความโกรธแค้นนี้ทำให้หนูเกลียดขี้หน้าเขา จนไม่สามารถเผชิญหน้าเพื่อไปหย่ากับเขาได้

สามีนอกใจไปมีมือที่สามเขาไล่หนูกับลูกออกจากบ้านและเขาก็อยู่ด้วยกันกับชู้อย่างมีความสุขทิ้งหนูให้เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวความโกรธแค้นนี้ทำให้หนูเกลียดขี้หน้าเขาจนไม่สามารถเผชิญหน้าเพื่อไปหย่ากับเขาได้ ‘คุณเอ็มมี่’ (นามสมมติ) อายุ 44 ปี เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (28 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาแชร์เรื่องราวกับ ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล – ดีเจเกลือ’ และ ‘หมอท้อป - นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เกี่ยวกับเรื่องที่สามีนอกใจไปมีมือที่สาม และได้ไล่เธอออกจากบ้านมาเช่าห้องอยู่กับลูก ทิ้งให้เธอเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว แล้วเลือกอยู่อย่างสุขสบายในบ้านหลังเดิมกับมือที่สาม ‘คุณเอ็มมี่’ ได้เล่าว่า เธอกับสามีเริ่มคบกันตั้งแต่ปี 2559 จนปี 2565 สามีก็ได้นอกใจและไปมีมือที่สาม แต่เขาก็ไม่ตัดสินใจเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คุณเอ็มมี่จึงเลือกที่จะยังอยู่ในความสัมพันธ์นั้น เพราะไม่อยากให้ลูกทั้งสองมีปมเกี่ยวกับครอบครัว เมื่อต้องทนกับความสัมพันธ์ที่เจ็บปวด คุณเอ็มมี่จึงได้โทรไปหามือที่สามเพื่อที่จะเคลียร์เรื่องทั้งหมด แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรออกไป เมื่อสาวคนนั้นกดรับสายโทรศัพท์ คุณเอ็มมี่ก็ได้กดวางสายทันที หลังจากนั้นสามีก็ได้โทรมาต่อว่าและไล่คุณเอ็มมี่ออกจากบ้าน ตัวของคุณเอ็มมี่จึงได้ย้ายออกมาเช่าห้องอยู่กับลูกอีก 2 คน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นในปี 2567 ที่ผ่านมา คุณเอ็มมี่กลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างเต็มตัว เนื่องจากสามีของเธอนั้นไม่ได้ช่วยในการเลี้ยงดูลูก ทั้งค่าเรียน ค่าของใช้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของลูก คุณเอ็มมี่ล้วนเป็นคนทำงานหามาจ่ายเองทั้งสิ้น ส่วนสามีจะมีแวะมาหาลูกบ้าง ชั่วโมงหนึ่ง หรือครึ่งชั่วโมง แต่ไม่ได้ทำหน้าที่พ่ออย่างที่ควร เวลามาหาลูกยังชอบให้ลูกคุยโทรศัพท์กับมือที่สามอีกด้วย อีกทั้งคุณเอ็มมี่ยังได้บอกเกี่ยวกับความรู้สึกเพิ่มเติมว่า เธอนั้นต้องการหย่ากับสามี ซึ่งฝ่ายสามีก็คิดเช่นกันเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างต้องการหย่า และจบความสัมพันธ์ที่คาราคาซังนี้ แต่คุณเอ็มมี่ก็ได้บอกว่า อีกใจหนึ่งเธอก็โกรธแค้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น เธอมีความคิดที่ไม่อยากหย่า เพื่อที่จะให้มือที่สามยังคงตำแหน่งมือที่สามต่อไป และที่เธอคิดทำแบบนี้ก็เพื่อจะแก้แค้นในสิ่งที่เธอเจอมา ทั้งที่เธอก็รู้ว่าการอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้มันจะ Toxic กับชีวิตก็ตาม สุดท้ายคุณเอ็มมี่ได้ขอคำปรึกษากับเหล่าดีเจและคุณหมอท้อปว่า ตัวของเธอนั้นไม่สามารถกลับไปเผชิญหน้าเพื่อจะทำการหย่าร้างกับสามีได้ และที่โทรมาในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร ในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการทราบว่า ตัวเธอนั้นควรทำอย่างไรต่อไปเพื่อที่จะให้ตัวเองกล้าไปเผชิญหน้ากับสามีที่ตนเกลียดเข้าไส้ เพื่อดำเนินการทำการหย่าร้างตามกฎหมายให้ความสัมพันธ์นี้จบลง อีกทั้งยังเธอควรจะทำอย่างไร กับการที่ยังมีความรู้สึกที่อยากจะแก้แค้นมือที่สามอยู่ หลังจากฟังเรื่องราวของคุณเอ็มมี่จบ เหล่าดีเจและคุณหมอท้อปก็ได้เริ่มให้คำปรึกษาคุณเอ็มมี่ด้วยความเห็นใจ โดยเริ่มจาก ‘ดีเจเกลือ’ ที่ได้กล่าวว่า “คิดว่าหน้าที่การเลี้ยงดูลูกเป็นเรื่องของทั้งพ่อและแม่ ไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่งที่ต้องแบกรับภาระไว้ฝ่ายเดียว คุณเอ็มมี่สามารถฟ้องหย่า และฟ้องค่าเสียเวลาได้ ส่วนเรื่องลูกก็ไม่ต้องกลัวว่าลูกสามารถอยู่กับเราได้มั้ย เพราะศาลน่าจะเห็นเหตุผลชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนในเรื่องของการหย่า ถ้าคิดว่าการต้องไปเผชิญหน้ากับเขานั้นมันไม่ไหวจริง ๆ ก็ขอให้คิดถึงลูกเป็นหลัก นึกถึงหน้าลูกไว้เยอะ ๆ ว่าการไปเจอหน้ากันครั้งนี้เพื่อให้ลูกไม่ต้องเจอกับความ Toxic ต่อไป” นอกจากนี้ ‘ดีเจเกลือ’ ยังยกเคสกรณีของตนที่เคยผ่านประสบการณ์การหย่าร้างมาแล้วว่า “อย่างคู่ผมก็มีปัญหานี้เหมือนกัน ยอมรับว่าเราอยู่ร่วมกันไม่ได้ แล้วเราก็ทะเลาะกัน แต่สิ่งเดียวที่ทำให้เราใจเย็นได้ก็คือลูกนี่แหละ และเราทั้งคู่จะไม่ให้ลูกเห็นเวลาทะเลาะกันเลย ช่วงไหนที่เรารู้สึกว่าเราเจอกันไม่ได้เราก็จะห่าง ๆ กัน แล้วจะหาเหตุผลไปบอกกับลูกว่า ‘โอเคบางครั้งความรักมันแปรเปลี่ยนได้ พ่อแม่ยังเป็นเพื่อนกันได้ อาจจะไม่ใช่แฟนกันแล้ว แต่ก็ยังเป็นพ่อแม่ของลูกเสมอ’ ใด ๆ คือให้คิดถึงลูกไว้ ผมว่ามันจะเป็นพลังให้เราสามารถเผชิญหน้ากับสามีได้ คิดว่าทำเพื่อลูกครับ” ต่อมา ‘ดีเจต้นหอม’ ได้กล่าวว่า “เก็บหลักฐานว่าเขามีชู้ เก็บหลักฐานว่าเขาอยู่ด้วยกัน ใช้ชีวิตด้วยกัน เอาให้เห็นเลยว่าเขานอกใจเราจริง ๆ ในขณะที่เรายังถือทะเบียนสมรสอยู่ แล้วเราก็ไปทำเรื่องฟ้องสามี เรียกค่าเลี้ยงดู ฟ้องชู้เพราะทำผิดกฎหมาย ใช้วิธีการฟ้องหย่ากันเพื่อเอาเงินมาเลี้ยงดูลูก และทุก ๆ การเจอกันก็อยากให้คิดไว้ว่า ทำเพื่อลูก และแม่จะจบสิ่งนี้เพื่อลูก” มาที่ด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้กล่าวต่อว่า “คือจริง ๆ เห็นด้วยกับพี่เกลือ กับพี่หอม ว่าอยากให้ฟ้องหย่า เพราะว่าสิ่งที่เขาทำกับคุณเอ็มมี่คือเขาไม่มีความรับผิดชอบ เขาควรต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เขาสร้างมากับเรา นั่นก็คือลูก เขาไม่ควรปัดปัญหาแบบนี้ แต่ในกรณีที่คุณเอ็มมี่ไม่อยากวุ่นวาย อันนี้พี่เสิร์จใน Google นะ เหมือนมันจะมีวิธีการที่สามารถหย่ากันได้โดยเราไม่ต้องไปเจอเขา โดยการจดทะเบียนหย่าต่างสำนักทะเบียน เพียงแต่คุณเอ็มมี่ต้องตกลงกับเขาว่าเราจะหย่ากันแต่โดยดี และก็เรื่องทรัพย์สิน เรื่องต่าง ๆ พี่ว่าสามารถลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้นะ แต่ถ้าสุดท้ายในกระบวนการมันยังต้องไปเจอกันอีก ก็นึกในแบบที่พี่เกลือบอกแหละว่าเราไปเจอเขาเพื่อหลังจากนี้ไม่ต้องเจออีก และเพื่อให้ทำลูกสบายใจด้วย มันจะได้จบปัญหานี้สักที พี่เข้าใจความรู้สึกของคุณเอ็มมี่ว่าเกลียดมากจนไม่อยากเจอหน้า แต่คุณเอ็มมี่จะหนีไปทั้งชีวิตไม่ได้ พี่ว่าลองกลั้นใจไปเผชิญหน้ากับเขาเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อจบเรื่องและปัญหาทั้งหมด พี่ว่าผลลัพธ์มันก็อาจจะคุ้มค่าพอที่เราจะต้องไปเจอหน้าคน ๆ นี้อีก” สุดท้ายคือการให้คำปรึกษาจาก ‘คุณหมอท้อป’ ว่า “อย่างแรกคือเราก็ไม่รู้ว่า การที่เราปล่อยเขาเป็นมือที่อยู่สามอยู่แบบนี้ เขาจะรู้สึกทรมานใจหรือป่าว เพราะตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ก็ไม่เห็นจะดูทรมานเลย เราอาจจะไม่ได้สิ่งที่เราคิดว่าได้ก็ได้ แต่ว่าอย่างแรกเลย การที่เรารู้สึกแย่มันคือความรู้สึกของคนปกติ อยากให้ยอมรับก่อนว่า เราโกรธก็คือโกรธ ความรู้สึกมันเยอะแยะไปหมด ซึ่งเท่าที่ฟังจากคุณเอ็มมี่มา จะไม่โกรธก็แปลก เพราะงั้นเราเป็นคนปกติ เราโกรธได้ แต่ปัญหาหลังจากที่เราโกรธ เรารู้ว่าอารมณ์เราเป็นยังไง แล้วเราจะทำยังไงต่อ เพราะถ้าเกิดเราไม่ตั้งสติขึ้นมาเราจะเกิดความงงว่าแล้วฉันควรจะไปทางไหนต่อดี” ซึ่งคุณหมอท้อป ก็ได้กล่าวให้ฟังเพิ่มเติมว่าในกรณีนี้ในพาร์ทของสามีภรรยากับพาร์ทของลูกนั้นต่างกัน โดยกล่าวว่า “ถ้าเกิดพูดถึงเรื่องสามีภรรยา ให้เราทบทวนความคิดตัวเองก่อน ว่าเราอยากจะหย่าจริงมั้ย เพราะพอเมื่อกี้เริ่มคุย ๆ กันไปสักพักเริ่มมีคำพูดแล้วว่า อาจจะไม่ได้อยากหย่า แต่คำถามคือถ้าไม่หย่าแล้วจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ กรณีที่ต้องอยู่ไปแบบนี้ มันโอเคต่อตัวเรา และลูกจริง ๆ หรอ ซึ่งถ้าเขาไม่ได้รู้สึกว่าเขาผิด เขาก็จะอยู่แบบมีความสุขเหมือนเดิม หรือเขาอาจจะรู้ว่าผิด แต่เขาไม่ได้แคร์ก็ได้ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคืออย่าไปคิดแทนเขา และการที่ปล่อยเขาเป็นมือที่สามต่อไป เขาอาจจะไม่สะทกสะท้านอะไรก็ได้เลยก็ได้ ถ้าสะทกสะท้านเขาคงไม่เลือกทางนี้แต่แรกอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดว่าเราอยากจะตัดปัญหานี้ให้จบ เราก็ต้องดูว่ามันมีวิธีไหนบ้าง หลาย ๆ คนก็เลือกให้กฎหมายช่วย หรืออาจจะให้บุคคลอื่นมาช่วยไกล่เกลี่ย ว่าจะแบ่งหน้าที่ของสามีภรรยากันยังไง” และคุณหมอท้อปก็ได้พูดต่อในพาร์ทของลูกว่า “ในส่วนของลูกจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย หมอรู้ว่าเราพยายามจะเป็นแม่ที่ดี การที่เราอยากเป็นแม่ที่ดีคือการเอาลูกมาใส่ใจ แต่ตอนนี้จะแอบสับสนมั้ยว่า การเป็นแม่ที่ดี กับการที่เอาลูกมาเป็นตัวประกัน หรือเอาลูกมามีส่วนร่วมในสนามรบด้วย มันค่อนข้างลำบาก ตัวประกันในที่นี้เราอาจจะไม่ได้ตั้งใจจะให้เขามาเป็น แต่หมายถึง คือการดึงลูกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยซึ่งอาจจะอันตราย เพราะว่าไม่แน่ใจว่าอันไหนจะแย่กว่ากัน ระหว่างลูกต้องนั่งฟังว่าเมื่อไหร่แม่จะหย่ากับพ่อ กับลูกต้องเห็นแม่มานั่งทรมาน โกรธแค้นใจจนเขาโต มันก็อาจจะเป็นปมปัญหานึงในชีวิตของลูกได้ หมอว่าสามีรักเราป่าว เราไม่รู้ แต่ลูกรักเราแน่นอน เราทำให้คนที่เขารักเราและเรารักเขาดีกว่ามั้ย ถ้าเราข้ามผ่านเรื่องเลวร้ายแบบนี้ไปได้ สักวันที่ลูกโตขึ้น ลูกจะเห็นแม่เป็นตัวอย่างที่ดี ที่ถึงแม้ว่าแม่จะเจอเรื่องที่แย่มาขนาดนี้ แต่แม่ยังดูแลเขา ยังเข้มแข็ง และยังคงเป็นแม่ที่ดีได้ต่อไป เมื่อถึงวันนั้นเขาก็จะเห็นเอง ว่าใครคือคนที่รักและทุ่มเทให้กับเขามาโดยตลอด”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ครอบครัวแฟนทุกคนเรียนหมอ แต่แฟนหนูสอบติดเภสัช ครอบครัวกดดันให้สอบหมอใหม่ทุกปี แฟนหนูเครียดจนร้องไห้ พีคสุดวันรวมญาติ มีคนเล่าข่าว นศ.แพทย์เรียนไม่ไหวกระโดดตึกเสียชีวิต ปู่แฟนได้ยินแล้วพูดว่า "สมควรแล้ว เรียนแค่นี้ทำไมไม่ไหว" แฟนได้ยินแบบนี้ยิ่งกดดัน

12 เม.ย. 2024

ครอบครัวแฟนทุกคนเรียนหมอ แต่แฟนหนูสอบติดเภสัช ครอบครัวกดดันให้สอบหมอใหม่ทุกปี แฟนหนูเครียดจนร้องไห้ พีคสุดวันรวมญาติ มีคนเล่าข่าว นศ.แพทย์เรียนไม่ไหวกระโดดตึกเสียชีวิต ปู่แฟนได้ยินแล้วพูดว่า "สมควรแล้ว เรียนแค่นี้ทำไมไม่ไหว" แฟนได้ยินแบบนี้ยิ่งกดดัน

“คุณฟิล์ม(นามสมมติ)” อายุ 20 ปี สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [10 เมษายน 67] ได้โทรมาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย นภาพร เกี่ยวกับครอบครัวแฟนกดดันให้แฟนเป็นหมอ... โดย “คุณฟิล์ม(นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เรื่องนี้เป็นเรื่องของแฟน พอดีที่บ้านแฟนกดดันให้เป็นหมอตลอดเวลา ต้องบอกก่อนว่าครอบครัวแฟนเป็นครอบครัวคนจีนและญาติพี่น้องก็เป็นหมอกันหมด ยกเว้นพ่อแฟน แฟนเล่าให้ฟังว่าตอนเด็ก ๆ พ่อแม่บอกตลอดว่า “เป็นหมอดีที่สุด” จนตอนนี้แฟนอายุได้ 20 ปี ปัจจุบันก็เรียนคณะเภสัช แต่หนูรู้สึกว่าพ่อกับแม่ก็ยังไม่พอใจ เขาให้แฟนสอบหมอทุกปี จนตอนนี้ผ่านมา 2 ปีแล้ว พ่อแม่ก็ยังให้สอบอยู่ มีอยู่ช่วงหนึ่งแฟนเปิดใจคุยกับพ่อแม่แบบจริงจังว่า “ไม่ไหวแล้ว” ร้องไห้ ไม่สมัครสอบหมอแล้ว แต่พ่อกับแม่ก็จะโทรตามให้คนใกล้ชิดมาช่วยดูแลให้หน่อย ล่าสุดแฟนได้ไปทานข้าวกับครอบครัว แล้วก็มีคนในรถพูดขึ้นมาว่า “เหมือนมีรุ่นพี่นักศึกษาแพทย์คนหนึ่ง กระโดดตึกตาย” คุณปู่ก็พูดว่า “ถ้าเรื่องแค่นี้เรียนไม่ได้ ก็สมควรแล้วล่ะ” มันเลยทำให้แฟนมีความรู้สึกกดดันในระดับนึง จึงอยากจะถามพี่ ๆ ดีเจว่า ถ้าพวกพี่ ๆ อยู่ในสถานการณ์เดียวกับแฟนหนู ควรทำยังไงดี? แล้วในฐานะที่เราเป็นแฟนเราควรที่จะให้กำลังใจแฟนยังไง? ให้เขาไม่เครียด ซึ่ง “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ก็เคยโดนเหมือนกัน แต่พี่ก็ไม่ยอมให้ใครมาบงการชีวิต พ่อกับแม่พี่พยายามโน้มน้าวใจให้เรียนนิติศาสตร์ แล้วอยากได้อะไรก็บอกมาเลย แต่ก็ไม่มีอะไรมาโน้มน้าวใจพี่ได้ จนสุดท้ายพ่อแม่ก็ปล่อย เท่าที่พี่ได้สัมภาษณ์เภสัชในรายการใต้โต๊ะทำงาน พี่รู้สึกว่าอาชีพเภสัชเป็นอาชีพที่ขาดแคลนมาก ๆ โดยเฉพาะเภสัชที่ไปประจำอยู่ร้านขายยาใหญ่ ๆ ถ้าเรียนจบมาก็จะได้เงินเดือนทันทีเลย ซึ่งมันก็เป็นอาชีพที่สร้างรายได้มากมาย และเอาตรง ๆ คือสบายกว่าหมอเยอะมาก แค่ต้องต่อสู้กับความเบื่อในการเฝ้าร้าน ซึ่งแต่ละอาชีพมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน พี่ก็จะพยายามบอกพ่อแม่ว่า “รอให้เรียนจบก่อน แล้วเดี๋ยวจะทำให้ดูว่าอาชีพเภสัชสามารถเลี้ยงครอบครัวเราได้ขนาดไหน” จะไปประจำร้านขายยาหรือเปิดเองก็ได้ พ่อก็ไม่ได้เป็นหมดเหมือนกัน อย่าเอาความผิดหวังของตัวเองมากดดันลูกซึ่งมันไม่เกี่ยวกัน พี่ว่าต้องอดทนและพิสูจน์ตัวเองตอนเรียนจบ ส่วนฟิล์มก็ให้กำลังใจแฟนเยอะ ๆ อย่าไปใส่ใจ ผู้ใหญ่ก็เป็นแบบนี้ บางทีเขาก็อยู่ในชุดความคิดเดิม’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าเปลี่ยนชุดความคิดของครอบครัวไม่ได้ พี่ว่าถ้าแฟนยังใช้เงินของพ่อแม่ส่งเสียตัวเองเรียน ยังต้องอยู่บ้านพ่อแม่อยู่ก็อดทนเรียนให้จบก่อน จนกว่าจะทำงานหาเงินเองได้ ถ้าเป็นพี่ ถ้าพ่อแม่ให้สอบก็จะไปสอบทุกปี แต่ก็ไม่ติดสักปี เข้าไปกามั่ว ๆ เพื่อให้จะได้ไม่ต้องพูดว่า ไม่ไปสอบ แล้วพ่อกับแม่จะให้ทำยังไงในเมื่อสอบไม่ติดจนเรียนจบเภสัช ก็ลองดูว่าพ่อกับแม่จะเป็นยัง สำหรับฟิล์มคือต้องให้กำลังใจอย่างเดียวเลย วันรวมญาติพอแฟนกลับมาฟิล์มต้องรู้เลย ฟิล์มต้องเป็นที่พื้นที่ปลอดภัยของแฟน และฟิล์มก็ต้องอดทน เข้าใจเขา ไม่ทางออกนอกจากจะอดทน’ สุดท้าย “ดีเจอ้อย” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เราจะไปเปลี่ยนความคิดของพ่อกับแม่ก็ยาก ถ้าเราจะทำตามความคิดของพ่อแม่ทุกอย่างก็ไม่ได้ และคิดดูว่าถ้าไปสอบหมอใหม่เรื่อย ๆ การสอบได้หรือไม่ได้ จากปี 2 เริ่มไปเป็นเฟรชชีเราก็กำลังไปนั่งทบสิทธิของคนอื่น มันไม่ใช่แค่การสอบติดหมอแล้วจบ ถ้าเรียนหมอเพียงแค่พยายามอยากเป็นหมอ พอเรียนจบก็เป็นหมอที่คุณภาพไม่ดีมา 1 คน กับการที่จะต้องเสียเภสัชฝีมือดีไป 1 คน มันไม่คุ้มค่าการลงทุน แต่ทั้งหมดที่พี่พูดมาก็ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องเอาไปอธิบายให้กับพ่อแม่ฟัง เพราะเขาก็แค่คิดว่าแล้วทำไมไม่เป็นหมอ อย่างวันร่วมญาติมีคำถามเยอะแยะมากมาย ซึ่งอธิบายยังไงเขาก็ไม่ฟัง เพียงแค่ถ้าเราไปรู้สึกกับประโยคแบบนั้นเราก็ยิ่งจะกดดันตัวเอง ถ้ามั่นใจว่าเภสัชปี 2 ที่กำลังปีนชั้นขึ้นไป เรียนจบเภสัช 6 ปี และมาเป็นบุคลากรที่มีคุณค่า กล้าที่จะเลือกในสิ่งที่ตัวเองชอบ กล้าที่จะเป็นสิ่งนั้นให้ดีที่สุดตามกำลังความสามารถของตัวเอง ฟิล์มเป็นกำลังใจให้แฟนได้ บอกกับแฟนเลย “มีคนอยากเป็นเภสัชเยอะแยะ เมื่อสอบได้ ต้องใช้สิทธินี้แทนคนอื่น ไม่ใช่สละสิทธิเมื่อตอนสอบหมอได้” ในวันหนึ่งเราต้องเดินหน้าตามความฝันของตัวเองให้ชัดเจน และคำถามของคนใด ๆ ไม่สามารถทำอะไรเราได้ ถ้าเราไม่ได้รู้กับคำถามเหล่านั้น’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-