แฟนเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลัน เขาเข้ารับการรักษามาตลอด เจ็บทั้งร่างกายและเสียกำลังใจ อยากให้แฟนมีกำลังใจมากขึ้นกว่านี้ และอยากขอบคุณผู้ที่บริจาคไขกระดูกให้ด้วย

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

แฟนเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลัน เขาเข้ารับการรักษามาตลอด เจ็บทั้งร่างกายและเสียกำลังใจ อยากให้แฟนมีกำลังใจมากขึ้นกว่านี้ และอยากขอบคุณผู้ที่บริจาคไขกระดูกให้ด้วย

15 พ.ค. 2026

แฟนเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลัน

เขาเข้ารับการรักษามาตลอด เจ็บทั้งร่างกายและเสียกำลังใจ

อยากให้แฟนมีกำลังใจมากขึ้นกว่านี้

และอยากขอบคุณผู้ที่บริจาคไขกระดูกให้ด้วย

        ‘คุณเมล่อน (นามสมมุติ)’ สายแรกในรายการ 'พุธทอล์คพุธโทร' เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (13 พฤษภาคม 2569) ได้เข้ามาขอกำลังใจจาก ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ และ ‘ชาวพุธโทรเรี่ยน’ เนื่องจากแฟนเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งเขารักษามาหลายครั้งแล้ว ทำให้เจ็บปวดทั้งร่างกายและยังรู้สึกหมดกำลังใจในการรักษาต่อ 

        ‘คุณเมล่อน (นามสมมุติ)’ อายุ 31 ปี ได้เล่าว่า “แฟนป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันและดื้อยา ตรวจเจอตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ได้รับการรักษาคีโมมาเรื่อย ๆ โดยแนวทางของคุณหมอคือปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งเป็นแนวทางที่ปลอดภัยที่สุด และมีโอกาสหายมากถึง 60:40 ซึ่ง 60% คือโอกาสที่จะหาย ในตอนนี้เข้ารับการปลูกถ่ายมาทั้งหมด 4 รอบแล้ว แต่การเข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูกที่กำลังจะถึงมีแนวโน้มที่ไม่ดี เพราะผลเชื้อมะเร็งเหมือนจะกลับมาใหม่อีกครั้ง และถ้าผลเชื้อกลับมาก็ต้องเลื่อนการปลูกถ่ายไขกระดูกออกไป นั่นทำให้แฟนเริ่มท้อ และไม่อยากจะไปต่อแล้ว” ดังนั้นที่คุณเมล่อนโทรมาในวันนี้ก็เพราะอยากขอกำลังใจไปให้แฟน

        เริ่มด้วยคำพูดให้กำลังใจของ ‘ดีเจต้นหอม’ ว่า “ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีการอะไรก็ขอให้ตอบสนองและเป็นไปได้ด้วยดี ถ้าจิตใจแข็งแรงมันก็จะพาให้ร่างกายเราแข็งแรงไปด้วย เป็นกำลังใจให้สุดตัว”

        ต่อด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ ให้กำลังใจว่า “โรคนี้อยู่ได้ด้วยกำลังใจของผู้ป่วยและทุกคนรอบตัว ปาฏิหารย์จะเกิดขึ้นได้เสมอถ้าหากจิตใจของเรายังสู้ ในตอนนี้แฟนยังได้รับการรักษาที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ยิ่งถ้าคนรอบตัวให้กำลังใจ มีเมล่อนให้กำลังใจ รวมถึงพวเราดีเจ 3 คน และชาวพุธโทรเรี่ยนทุกคน สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นแรงใจให้เสมอ จากการที่ฟังคนรอบข้างเล่ามามันก็เจ็บปวดทรมาน แต่จิตเป็นกาย นายเป็นบ่าว ถ้าจิตใจเราไม่แพ้หรือยอมแพ้ไปก่อน ก็จะมีวันที่เราหายดี สู้ ๆ ส่งกำลังใจให้นะคะ ขอให้การรักษาเป็นไปอย่างดีที่สุดค่ะ”

        นอกจากนี้ ‘ดีเจต้นหอม’ ก็ได้อ่านคอมเมนต์ในช่องไลฟ์สดเพิ่มเติมว่า “มีคอมเมนต์จากพุธโทรเรี่ยนบอกว่า 'เราเป็นคุณหมอที่เห็นมาทุกรูปแบบ ถึงมันจะยากแต่ใช่ว่าจะไม่มีทางออก เป็นกำลังใจให้คนป่วยและคนที่อยู่ข้าง ๆ ผู้ป่วยนะ' ตอนนี้ชาวพุธโทรเรี่ยนส่งกำลังใจกันมามากมายเลย หอมเชื่อว่ากำลังใจจากคนแปลกหน้า ณ เวลานี้มีค่ามากเลย”

        ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจเผือก’ ให้กำลังใจว่า “พยายามสู้และมีกำลังใจเอาไว้ ถึงแม้ว่าฟังดูแล้วมันอาจจจะดูจับต้องไม่ได้ แต่กับโรคนี้มันมีผลมาก ๆ ถ้าหากเราคิดดี ทำดี มันก็จะส่งผลต่อสมองของเรา และการที่เราเจอเรื่องยากลำบากแบบนี้มันก็จะทำให้เราเห็นค่าของปัจจุบัน ถ้าคุณเมล่อนและแฟนผ่านเหตุการณ์นี้ไปด้วยกันได้มันก็เป็นการพิสูจน์ เรื่องนี้อาจถูกส่งมาเพื่อทดสอบทั้ง 2 คน

        เปอร์เซ็นต์ที่คุณหมอบอกมันอาจจะมีอยู่น้อย แต่ถ้ามันยังมีอยู่ ก็แปลว่ายังมีโอกาส และขอให้ 60% มันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเรายังสู้และคิดว่าจะชนะ มันจะต้องมีวันที่เพิ่มขึ้น และต้องมีวันนั้น เป็นกำลังใจให้มาก ๆ เลยครับ

        แล้วก็ขอบคุณคุณเมล่อนมาก ๆ ที่เลือกรายการของเราในการสร้างกำลังใจในครั้งนี้”

        ในวันพรุ่งนี้ (14 พฤษภาคม 2569) แฟนของคุณเมล่อนจะต้องเข้ารับการเจาะไขกระดูกสันหลังเพื่อตรวจเชื้อมะเร็งอีกครั้ง คุณเมล่อนจึงอยากโทรเข้ามาเพื่อขอกำลังใจให้แฟน เพราะส่วนตัวนั้นก็เป็นชาวพุธโทรเรี่ยนอยู่แล้ว และอยากจะขอบคุณผู้บริจาคที่ได้บริจาคไขกระดูก เนื่องจากแฟนเป็นลูกคนเดียว จึงไม่มีญาติพี่น้องที่จะสามารถบริจาคไขกระดูกที่เข้ากันได้ คุณเมล่อนกล่าว่า "ขอบคุณผู้บริจาคจริง ๆ ค่ะ ที่เลือกที่จะบริจาคไขกระดูกให้กับใครสักคนหนึ่ง มันเป็นการต่อชีวิตให้กับคนคนหนึ่ง ขอบคุณจริง ๆ"

        นอกจากนี้ คุณเมล่อนยังได้แชร์ความรู้เกี่ยวกับการบริจาคไขกระดูกเพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ที่สนใจอีกด้วย คุณเมล่อนกล่าวว่า  "ขั้นตอนการบริจาคจะต้องเจาะช่วงหลอดเลือดดำใต้คอ โดยทุกคนสามารถบริจาคได้ แล้วข้อมูลนั้นจะถูกเก็บไว้ในสภากาชาด ถ้าเจอว่าผู้บริจาคและผู้รับบริจาคเข้ากันได้ ก็จะได้รับการติดต่อไป และเข้าสู่กระบวนการทางการแพทย์ต่อไป 

        สุดท้ายนี้ ทางรายการพุธทอล์คพุธโทร ขอเป็นกำลังใจให้กับแฟนคุณเมล่อนและคุณเมล่อน ให้ต่อสู้กับเรื่องราวที่กำลังเผชิญอยู่ ขอให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีนะคะ 

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เพื่อนสนิทเรา ดูดีขึ้น หุ่นดีขึ้น เลยทักไปถาม ปรากฏเพื่อนบอกเดี๋ยวเล่าให้ฟัง ไว้นัด Zoom กัน หลังจากนั้นก็เริ่มขายของ ขายผลิตภัณฑ์ ชวนเข้าเครือข่าย บทสนทนาที่เคยคุยกันเริ่มหายไป กลายเป็น "ว่างวันไหน? ว่างเมื่อไหร่? พร้อมรึยัง?" เข้ามาแทน จะทำไงดีคะ?

08 มี.ค. 2024

เพื่อนสนิทเรา ดูดีขึ้น หุ่นดีขึ้น เลยทักไปถาม ปรากฏเพื่อนบอกเดี๋ยวเล่าให้ฟัง ไว้นัด Zoom กัน หลังจากนั้นก็เริ่มขายของ ขายผลิตภัณฑ์ ชวนเข้าเครือข่าย บทสนทนาที่เคยคุยกันเริ่มหายไป กลายเป็น "ว่างวันไหน? ว่างเมื่อไหร่? พร้อมรึยัง?" เข้ามาแทน จะทำไงดีคะ?

“คุณไอ (นามสมมติ)” อายุ 19 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [6 มี.ค. 67] ได้โทรมาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาที่ทักไปหาเพื่อนสนิทปรึกษาเรื่องลดน้ำหนัก แต่ดันเจอเพื่อนขายคอร์ส โดย “คุณไอ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูมีเพื่อนสนิทคนนึง สนิทกันมา 4 - 5 ปีแล้ว หนูคุยกับเพื่อนทุกเรื่อง เวลาคุยกันบางทีก็พิมพ์แชท หรือ voice คุยกัน ส่วนน้อยมากที่จะโทรคุยกัน ซึ่งเพื่อนหนูเป็นคนที่ค่อนข้างอ้วน แต่วันนึงเขาเริ่มลงสตอรี่ IG ว่าออกกำลังกาย ตัวหนูเองไม่ได้อ้วนแต่แค่ไม่ค่อยเฟิร์ม หนูก็เลย reply สตอรี่ไปว่า ทำไมอยู่ดี ๆ ออกกำลังกาย เพื่อนหนูก็ตอบกลับมาว่า มีเวลาว่างไหม? เดี๋ยวโทรหา หนูก็คิดแค่ว่าเขาคงอยากบอกเรื่องราวในชีวิตเขาว่า ทำไมถึงอยากทำ พอหนูได้คุยกับเพื่อน เขาก็เริ่มพูดว่า อยากให้หนูเข้า Zoom ไปคุยกับอินฟลูคนนึง เขาจะมาช่วยดูแลการออกกำลังกาย การคุมอาหาร หนูก็เลยเข้าไป แต่มันเหมือนการขายตรงมากกว่า หลังจากที่หนูเข้าไปใน Zoom หนูก็มาถามเพื่อนว่า สรุปแกต้องการอะไร? แล้วพี่คนที่เป็นอินฟลูเขาต้องการอะไร? เพื่อนก็พูดกลับมาประมาณว่า ถามทำไม แล้วแกว่างไหม เดี๋ยวโทรไปนะ หนูก็เลยบอกกับเพื่อนไปว่า ตอนนี้ไม่ว่างเลย แต่จริง ๆ ตอนนั้นหนูว่าง หนูอยากให้เขาพิมพ์มา หนูไม่อยากโทรคุยเพราะหนูกลัวเสียความรู้สึก เขาก็พยายามคะยั้นคะยอว่า โทรแป๊บเดียว เดี๋ยวเล่าให้ฟัง หนูก็เลยโกหกไปว่า ไม่สะดวก ตอนนี้กูอยู่งานศพ แล้วเพื่อนก็อัดเสียงส่งมา 10 กว่าอัน หนูกดฟังที่เขาส่งมาประมาณว่า มึงกลัวพี่เขาหลอกหรอ พี่เขาไม่หลอกหรอก เขารวยกว่ามึงตั้งเยอะนะ กูอยากให้มึงลองเปิดใจนะ อยากให้ลองเข้า Zoom อีกวันนึงที่พี่เขานัด หนูก็เลยบอกไปว่า หนูไม่โอเคมาก ทำไมต้องให้หนูมาเข้าอะไรแบบนี้ หนูแค่อยากรู้เฉย ๆ ว่าแบ่งเวลาออกกำลังกายยังไง? ไม่ได้อยากรู้เรื่องธุรกิจหรือเรื่องอาหารเสริม แล้วเพื่อนก็เหมือนหงุดหงิดและบอกมาประมาณว่า งั้นถ้ามึงไม่คุยก็ไม่ต้องคุยกันเลยแล้วกัน แต่อย่างที่บอกว่า พวกหนูสนิทกันมากและไม่อยากเสียเพื่อนคนนี้ไป หนูเลยตัดสินใจเข้าก็ได้ พอเข้าไปเขาก็พูดแต่เรื่องธุรกิจไม่เกี่ยวกับการออกกำลังกายเลย หนูก็เลยทักไปบอกเพื่อนอีกว่า กูไม่โอเคนะ ไม่เอาได้ไหม เพื่อนก็บอกว่า เออ ก็แล้วแต่แล้วกัน แต่หลังจากนั้นมันหนักกว่าอีก หนูก็ reply สตอรี่เพื่อนคนนี้ไปอีกแต่เป็นเรื่องอื่น ๆ เพื่อนก็ยังโยงไปเรื่องนั้นอีก ประมาณว่า มึงว่างแล้วหรอ ลองไปฟังพี่เขาอีกรอบไหมละ? ปัญหาก็คือหนูอึดอัด หนูรู้สึกว่ามันไม่เป็นส่วนตัวมาก ตรงที่เขาทักมาประมาณ 3 นาทีแล้วหนูไม่ตอบ เขาก็จะโทรมาเลย หนูก็บอกเพื่อนไปตรง ๆ เลยว่า เราไม่อยากคุยเรื่องนี้ แต่พอทุกครั้งหนูมีเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตที่อยากระบายเขาก็จะบอกว่า ถ้าโอเคแล้วก็ลองเปิดใจเรื่องนั้นดูก็ได้นะ หนูก็ลองถามเพื่อนคนอื่น ๆ เขาก็บอกว่า มึงก็บล็อกไปเลย ไม่ต้องแคร์หรอก แต่ด้วยที่หนูสนิทกับมันมานาน คุยกันมาทุกเรื่อง ไม่เคยคาดหวังประโยชน์อะไรจากกันเลยทั้งคู่ จนมาถึงเรื่องนี้จากเรื่องการออกกำลังกาย เพื่อนก็ลากไปถึงเรื่องการทำธุรกิจเรื่องอาหารเสริม หนูอยากปรึกษาพี่ ๆ ว่า จะแก้ไขตรงนี้ยังไง ไม่ให้เราเสียเพื่อน แล้วก็ไม่ทำให้เรารู้สึกแย่ไปด้วย’ โดยเริ่มให้คำปรึกษาจาก “ดีเจต้นหอม” ว่า ‘ไม่เอา ไม่กิน ฉันจะเป็นหมูที่แข็งแรง ถ้าอยากรู้อะไรเพิ่มก็เสิร์ชในอินเทอร์เน็ต TikTok มีหมดเลย เรื่องของทริคในการลดน้ำหนักพี่ก็ได้จากตรงนั้นเยอะมาก อาหารเสริมเป็นตัวช่วย ไม่ใช่หลัก คือ อาหารเสริมช่วยให้เราไม่กินจุกจิก แต่พี่รู้สึกว่าอายุ 19 ก็ยังไม่ควรจะต้องใช้อาหารเสริมอะไรพวกนั้นอยู่แล้วนะ เพราะว่ายังเป็นวัยที่หนูมีเอนเนอร์จี้ มีพลังงาน แล้วหนูก็ใช้ร่างกายได้เยอะมาก พี่คิดว่าอาหารเสริมประเภทนั้นไม่เหมาะ แต่พี่ว่าถ้าเราเป็นเพื่อนสนิทก็น่าจะพูดกันตรง ๆ ก็ได้นะ ประมาณว่า ชวนทำอะไร ไปฟังพี่เขา ไม่ฟังๆ เสียเวลา คือ ถ้าเขาบอกว่า เขาเห็นผลก็เขาเห็นผลกับสิ่งนี้ไง เราต้องไม่อยากรู้เรื่องของเขาเลย ไม่ได้อยากรู้การลดน้ำหนักของมึงเลย เราก็ต้องเริ่มจากที่ตัวเราก่อนในการบอกว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราไม่ได้สนใจ แล้วเรารู้สึกว่าการที่เราไปทำมันเสียเวลา เพราะกูไม่ได้สนใจมึง ถ้าเพื่อนสนิทพูดตรงๆ เลยแต่ว่าเราอย่าเปิดช่องให้เขาแค่นั้นเลย แล้วก็พูดตัดบทไปว่า มึงเสียเวลา ถ้ายังตื้อกูอยู่’ ต่อไป ดีเจเผือก ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ตอนนี้หนูอายุ 19 สนิทกันมา 3-4 ปี มันก็คือ 1 ใน 5 ประมาณนั้นของชีวิตหนู แต่ถ้าหนูใช้ชีวิตต่อไปอีก 5-10 ปี เขาก็จะไม่ใช่ 1 ใน 5 ในชีวิตหนูละ เขาอาจจะเป็น 1 ใน 7 หรือ 1 ใน 8 เพราะฉะนั้นก็อย่าไปยึดติดกับใครคนนึงที่เรารู้สึกว่าคนนี้คือเพื่อนสนิท แล้วเราจะไม่มีวันเลิกคบกับเขาได้ ไม่ว่าเขาจะทำอะไรไม่ดีก็ตาม อันนี้มันก็ไม่ใช่ โตไปหนูก็อาจจะต้องเลิกคบกับเพื่อนสนิทบ้างถ้ามันเป็นคนไม่ดี หนูจะได้เจอกับเหตุการณ์วัดใจแบบนี้แหละ บางครั้งหนูอาจจะไม่ต้องโทรถามพี่เลยก็ได้ หนูอาจจะได้เจอเหตุการณ์ที่ต้องเลิกคบกับเพื่อนสนิทโดยที่ไม่ต้องปรึกษาใครเลย คนที่เราเคยสนิทมันก็คือคนที่เราเคยสนิทหรือคนที่เราสนิทอยู่ก็คือคนที่เราสนิทอยู่ แต่มันก็ไม่ได้บอกว่าเราจะต้องสนิทกับเขาไปจนวันตาย ถ้าถามว่าเพื่อนเขาเลวร้ายไหมก็คงไม่เขาก็แค่คงทำมาหากิน แต่เขาแค่ไม่มีศิลปะในการขาย ทุกอย่างมันมีทั้งคนขายที่ดีและคนที่ขายไม่เป็น คนที่เอาแต่ขายจนเสียเพื่อนรอบตัวมันก็ไม่ใช่ คนที่เขาขายอย่างมีจรรยาบรรณมันก็มี แค่เพื่อนเราเพิ่งเข้ามาในวงการนี้แล้วขายไม่เป็นแต่อยากมียอด เพราะฉะนั้นก็ถ้าเรื่องนี้ไอเข้าใจได้ก็ไม่ต้องเลิกคบกับเขา แล้วดูว่าเขาจะขายอีกยาวไหม? ไม่รู้ว่าโปรดักส์ออกกำลังกายจะอยู่ได้นานหรือเปล่า อาจจะเป็นช่วงแรก ๆ ที่เขากำลังทำยอดอยู่แหละ ก็อย่างที่บอก คุยกันไปตรง ๆ เป็นเพื่อนสนิทก็น่าจะคุยกันได้ ก็คุยกันไปเลยว่า มึงไม่ต้องมาวุ่นวายกับกูแล้วแหละ กูไม่มีวันซื้อแน่ ๆ ทุกวันนี้เงินจะกินข้าวยังไม่มีเลย คือถ้าเขาเป็นคนขายที่เก่งจริง ๆ เขาต้องรู้ว่ารายนี้ตื้อให้ตายก็ไม่ซื้อ เสียเวลาไปหาคนอื่นดีกว่า ถ้าอยากออกกำลังกายจริง ๆ เสิร์ชเอาใน Google , TikTok เยอะแยะ ถ้าเพื่อนคนนี้ตัดเรื่องขายออกไปแล้ว เขาจะกลับมาเป็นคนเดิมก็ลองดู แล้วก็แสดงออกให้ชัดเจนว่าเราจะไม่ร่วมธุรกิจกัน แล้วหลังจากนั้นดูว่าเขายังจะเป็นเพื่อนสนิทกับเราอยู่หรือเปล่า? ยังเม้าท์เรื่องอื่น ๆ กันอยู่หรือเปล่า? ซึ่งถ้าเขาเปลี่ยนไปเพียงแค่เราไม่ซื้อของของเขา ไอควรคิดดี ๆ ว่าคนนี้ควรจะเป็นเพื่อนสนิทเราจริงหรือเปล่า เขาเหมาะกับจะเป็นเพื่อนรักเราจริงไหม ถ้าขายของให้ฉันไม่ได้แล้วเลิกคบเราไป เขาควรจะเป็นเพื่อนแท้เราหรือเปล่า ไอลองไปคิดดูนะ’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ก่อนอื่นหนูต้องปิดประตูตายก่อน เรื่องออกกำลังกายหรือเรื่องหุ่น อย่าไปเปิดประตูให้เขาเข้าหาเราได้จากเรื่องนี้ เพื่อให้เขาชัดเจนไปเลยว่าเราไม่ได้สนใจเรื่องนี้จริง ๆ ต้องทำให้เขารับรู้ก่อน ตอนนี้ไปอยู่กับคนที่สนิทคนอื่น ๆ ก่อน พี่รู้สึกว่าน้องไอกำลังคาดหวังให้เขามาสนิทเหมือนเดิม แต่ตอนนี้มันไม่ได้แล้วไง เพราะว่าสิ่งที่เขาโฟกัสมันไม่ใช่ไอแล้ว เขาโฟกัสกับสิ่งที่เขากำลังทำตอนนี้ คือการทำกิจการให้มันดีขึ้น เขาอาจจะไปร่วมมือกับโค้ชคนนั้นหรืออะไรก็ตาม แต่ตอนนี้เขาไม่ได้โฟกัสหนู หนูอย่าไปสำคัญตัวผิด เพราะถ้าหนูสำคัญตัวผิด หนูจะผิดหวัง เราต้องเลิกคาดหวังกับเขาก่อนให้เขาไปอยู่ในที่ที่เขาอยากทำ ไม่ต้องไปขัดเขา แล้วถ้าเขาทำสำเร็จก็ยินดีกับเขาไป แต่ถ้าเขาทำไม่สำเร็จ แล้ววันไหนเขากลับมาหาเรา เราก็ยังเป็นเพื่อนเขาอยู่ได้เหมือนเดิม ซึ่งถ้าถึงวันนั้นไออาจจะไม่อยากเป็นเพื่อนเขาแล้วก็ได้ หรือถ้าเขากลับมาแล้ว ถ้ามันเป็นเพื่อนกันจริง ๆ มันต่อกันติดเราก็ยังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมได้ แต่ตอนนี้หยุดคาดหวังก่อนเพราะตอนนี้เขาไม่เหมือนเดิมแล้ว’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ถึงคราวต้องเลือก! ระหว่างแฟนกับสัตว์เลี้ยง ..จะเลือกอะไรดีคะ? l พุธทอล์คพุธโทร 17 ธันวาคม 68

19 ธ.ค. 2025

ถึงคราวต้องเลือก! ระหว่างแฟนกับสัตว์เลี้ยง ..จะเลือกอะไรดีคะ? l พุธทอล์คพุธโทร 17 ธันวาคม 68

“คุณใบชา (นามสมมติ)” อายุ 30 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (17 ธันวาคม 2568) ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับเรื่องที่เป็นคนชอบเลี้ยงสัตว์มาก แต่แฟนไม่อยากให้เลี้ยง เลยต้องเลือกระหว่างแฟนกับเลี้ยงสัตว์ โดย “คุณใบชา (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ปัญหาคือหนูจะเลือกเลี้ยงสัตว์หรือเลือกแฟนดี ตอนนี้คบกับแฟนมา 10 ปีแล้ว มีเลี้ยงสัตว์ด้วยกัน เป็นหนูแกสบี้ 2 ตัว แต่ตอนนี้เหลืออยู่ 1 ตัว เพราะพึ่งเสียไปเมื่อต้นปี หลังจากที่เสียตัวแรกไปแฟนก็บอกมาตลอดว่า เขาไม่อยากเลี้ยงแล้ว เขาทำใจยาก แต่ตอนนั้นที่คุยกัน หนูก็คิดว่ามันพึ่งผ่านเหตุการณ์มา เลยไม่คิดอะไร จนอาทิตย์ที่ผ่านมา น้องอีกตัวเริ่มป่วย เพราะอายุที่เยอะแล้ว คุณหมอเริ่มบอกให้ทำใจได้แล้ว ซึ่งหนูทำใจได้นะ แต่แฟนทำใจไม่ได้ เขาเลยมาคุยว่า ถ้าตัวนี้ไปแล้วเขาจะไม่เลี้ยงแล้วนะ เขาทำใจไม่ได้ เขาไม่รู้จะรับมือกับมันยังไง แต่หนูคิดว่าเรื่องการสูญเสีย มันเป็นเรื่องปกติที่ต้องเจอ ช่วงที่ผ่านมาหนูก็รู้สึกว่าเขาเปลี่ยนไป ตอนแรกนึกว่าเขาเครียดเรื่องงาน แต่เขามาพูดกับหนูว่า เขาเปลี่ยนไปเพราะว่าหนูตัวแรกมันหายไปนะ ถ้าเกิดตัวนี้มันหายไปอีกก็ไม่รู้จะทำยังไง คือหนูเป็นคนชอบสัตว์เลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่นี่เป็น 2 ตัวแรกของเขา พอคุยกันไปมา เขาบอกให้เลือกว่าจะเลี้ยงสัตว์หรือเลิกกับเขา ถ้ามีเขาต้องไม่มีสัตว์เลี้ยง หนูก็เลือกยังไม่ได้ต้องขอคิดดูก่อน แต่เขากับหนูก็ซื้อบ้านอยู่ด้วยกัน เป็นครอบครัวที่อยู่ด้วยกันจนชินไปแล้ว เข้าใจเขานะที่ไม่อยากมี คือหนูจะเป็นคนเลี้ยงเป็นหลัก เขาเห็นหน้าทุกวันก็จะมีเดินมาเล่นมาดู แต่ก็รู้ว่าตอนที่เสียสัตว์เลี้ยงไป เขาเหมือนใจไม่ค่อยไหวจริง ๆ และเขายังบอกอีกว่า ในชีวิตเขาตอนนี้ ถ้าเขาต้องรับมือกับการสูญเสียขอให้มีแค่ พ่อ แม่ พี่ชาย เรา และหนูตัวสุดท้ายนี้ก็พอ ถ้ามีเข้ามาอีกก็ไม่รู้ว่าจะรับมือมันยังไง ปัญหาของใบชาวันนี้ที่อยากจะปรึกษาดีเจทั้ง 3 คนคือ “หนูเลือกไม่ถูก ระหว่างสัตว์เลี้ยงกับแฟน” หนูควรจะทำยังไงดีคะ เริ่มด้วย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คำขาดของเขาบางทีมันฟังดูอาจจะเอาแต่ใจ แต่อยากมองว่าผลมันเป็นยังไง เขาจะรับได้มั้ย สมองคนเราในการตีความหรือรับมือในสิ่งต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราเห็นกับตามาแล้วว่าแฟนเรา Effect มันเป็นยังไงกับการสูญเสียคนในครอบครัว แล้วเขาพูดมาชัดเจนมาก ว่าชีวิตเขาจะทำใจสำหรับคนที่มีอยู่ตรงนี้เท่านั้น เขารักเรามากเลยนะ’ ต่อด้วย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ตอนนี้เรามีแฟนแล้วก็หนูแกสบี้อยู่ ถ้าวันใดวันหนึ่งน้องต้องจากไป ตอนนั้นเรายังมีแฟนอยู่ ทีนี้ถ้าเราจะมีสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ แล้วจะต้องเสียแฟนคนนี้ไป เป็นพี่จะเอาคนที่มีอยู่ตรงนี้มากกว่า เพราะเขารักเรามาก’ ต่อด้วย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เขาเลือกพูดอะไรที่ฟังดูกระทบจิตใจเรา เพราะเขาไปถึงที่สุดของปลายทางแห่งความรู้สึกแล้ว มันไปแตะเส้นตรงนั้น เขาขอความเห็นใจกับเราไปแล้ว แต่เรากลับไม่ได้ตอบรับเขา มันเลยไปถึงจุดที่เขาจะต้องพูดอะไรบางอย่าง ว่าเรื่องนี้มันสำคัญกับเขา แกสบี้ไปที่ไหนก็เล่นได้ แต่ผู้ชายคนนี้มีคนเดียวบนโลก แล้วเตรียมคำพูดปลอบเขาในวันที่หนูอีกตัวไปได้เลย อะไรที่คือคำพูดที่ดี ในวันที่เขาจะต้องสูญเสียอีกตัวหนึ่งไป บอกเขาเลยว่า การอยู่บางทีมันทรมานมากกว่าปล่อยให้น้องไปสบาย’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผิดขนาดนั้นเลยหรอ... สาวโทรปรึกษา 3 ดีเจ คบกันมา 7 ปี แต่สามีฟ้องหย่า เพราะหนูแค่ถามเขาว่า “มึงจะกลับไม่กลับ!” ต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน เขาให้เหตุผลว่า เราใช้คำพูดไม่สุภาพ รุนแรง แต่เขาก็เคยต่อยเบ้าตาเราแตก จนต้องเข้าโรงพยาบาล...

12 มิ.ย. 2023

ผิดขนาดนั้นเลยหรอ... สาวโทรปรึกษา 3 ดีเจ คบกันมา 7 ปี แต่สามีฟ้องหย่า เพราะหนูแค่ถามเขาว่า “มึงจะกลับไม่กลับ!” ต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน เขาให้เหตุผลว่า เราใช้คำพูดไม่สุภาพ รุนแรง แต่เขาก็เคยต่อยเบ้าตาเราแตก จนต้องเข้าโรงพยาบาล...

ผิดขนาดนั้นเลยหรอ... สาวโทรปรึกษา 3 ดีเจ คบกันมา 7 ปี แต่สามีฟ้องหย่า เพราะหนูแค่ถามเขาว่า “มึงจะกลับไม่กลับ!” ต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน เขาให้เหตุผลว่า เราใช้คำพูดไม่สุภาพ รุนแรง แต่เขาก็เคยต่อยเบ้าตาเราแตก จนต้องเข้าโรงพยาบาล หนูไม่อยากหย่าเพราะยังรู้สึกผูกพันและรักมาก ทำยังไงดีคะ? “คุณมิว (นามสมมติ)” อายุ 26 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [7 มิ.ย. 66] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจปุ๊กกี้ ปวีณ์นุช เกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์กับสามี โดย “คุณมิว (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูกับสามีอยู่ด้วยกันมาเข้าปีที่ 7 เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนของปีที่ผ่านมา หนูกับแฟนตกงานกันทั้งคู่ ทีนี้มันมีผู้หญิงคนหนึ่งและสามีของเขาที่รู้จักกับครอบครัวหนูมาประมาณ 10 ปี เขามาชวนหนูไปทำงานที่ร้านอาหารของเขา หนูก็เลยพาแฟนเข้าไปทำด้วยในตำแหน่งพนักงานทั่วไป ซึ่งแฟนหนูก็เพิ่งรู้จักกับพี่คนนี้จากการที่หนูพาแฟนเข้าไปทำงานด้วย ทำงานตอนแรกๆก็ดี แต่ทำไปได้ประมาณอาทิตย์หนึ่ง หนูก็มีปากเสียงกับแฟน ทะเลาะกันขึ้นมา จากความรู้สึกหนูเรื่องที่ทะเลาะกันมันเป็นเรื่องเล็กๆนิดเดียวเอง มันควรที่จะคุยกันได้ แต่แฟนหนูกลับโมโหใหญ่โตมาก ไม่ยอมคุย วันนั้นที่ทะเลากัน ด้วยความที่ทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 2 ทุ่ม พอเลิกงานหนูก็เหนื่อย ล้า แล้วก็เป็นประจำเดือนด้วยเลยมีหลายอารมณ์ พอเลิกงานก็ชวนสามีกลับบ้านแต่เขามัวแต่คุยกับเพื่อนที่ทำงาน หนูก็เลยโมโหแล้วก็มีการตะคอก ขึ้นเสียงใส่เขาไป ต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน อาจจะหยาบนิดหนึ่ง คือหนูพูดว่า “มึงจะกลับหรือไม่กลับ” ก็เลยทำให้เขาโมโหและทะเลาะกัน ปกติหนูไม่ค่อยพูดคำหยาบ หรือขึ้นเสียงเลยถ้าไม่รู้สึกว่าอารมณ์มันสุดจริงๆ แต่วันนั้นทั้งเหนื่อย หลายเรื่อง อารมณ์เลยขึ้นไป เหมือนอารมณ์ชั่ววูบ ในระหว่าง 7 ปีก็เคยทะเลาะหนักกว่านี้ แต่มันไม่ถึงกับแยกกันแบบนี้ พอหนูตะคอกใส่เขา เขาก็เดินกลับบ้านไปเก็บกระเป๋าเสื้อผ้า แล้วก็ออกมาไปอยู่กับพี่เจ้าของร้านเลย หนูก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร พี่เจ้าของร้านเขาอาจจะเอ็นดูแฟนหนูหรือเปล่าหนูก็ไม่แน่ใจ เหมือนพี่เจ้าของร้านเป็นที่พักพิงให้กับแฟนหนู หลังจากที่ทะเลาะกัน หนูกับสามีอยู่คนละที่แต่ก็มาเจอกันที่ทำงาน สามีหนูเขาก็ไม่สนใจ ไม่พูดคุย เห็นหนูเป็นฝุ่น เป็นอากาศ ส่วนตัวพี่เจ้าของร้านก็ยังพูดดีในตอนแรกว่าให้ค่อยๆพูด ค่อยๆเคลียร์กัน แต่หนูก็ไม่รู้ว่าพี่เขาไปคุยอะไรกับแฟนหนู จน 2 - 3 วันถัดมาพี่เขาก็เริ่มเปลี่ยนท่าที เริ่มบอกให้หนูกับสามีหย่ากัน ให้เลิกกันไปเลย อย่ามายุ่งกัน คำพูดเขาแบบ “ก็มันไม่เอาแล้ว จะมาอะไรกับมัน!” หนูรู้สึกได้เลยว่าการพูดของพี่เขาไม่ใช่ไกล่เกลี่ยหรือคนกลาง แต่อยากให้หนูไปเลิกกับสามี แต่หนูก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทำไมพี่เขาถึงเป็นแบบนี้ หนูก็ไม่อยากเลิก หนูกับสามีอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา 7 ปี พี่คนนั้นก็คอยพูดเรื่อยๆ ทุกวันๆที่ไปทำงานแล้วก็มีบอกว่า ถ้ายังไม่หยุดเร้าหรือกับสามีของหนู เขาจะไล่หนูออกจากงาน พนักงานทุกคนจะได้วันหยุดหนึ่งวัน ซึ่งวันนั้นเป็นวันหยุดพักผ่อนของหนู แต่พี่ผู้หญิงเจ้าของร้านเขาโทรมาว่า “สรุปจะเอายังไง จะเลิก จะหย่าให้ไหม” หนูก็ตอบไปว่า “ยังไงหนูก็ไม่หย่า” สำหรับความรู้สึกหนู หนูอยากให้สามีมากลับมาคุยกันดีๆ เพราะตั้งแต่ที่ทะเลาะกันเขาไม่เคยมาคุยกันสักคำ เขาหายไปเลย เจอกันแค่ที่ทำงาน นอกนั้นก็ติดต่อไม่ได้เลย อยู่ที่ทำงานก็ไม่ยอมคุยกับหนู แล้วพี่เขาก็พูดอีกว่า “ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวจะดูแลสามีหนูอย่างดี” พี่เขาพูดถึงขนาดว่าจะเอาชื่อของสามีหนูเข้าทะเบียนบ้านของเขา เขาสงสารสามีเราเพราะเป็นคนต่างจังหวัดแล้วมาอยู่บ้านเดียวกับหนู เห็นว่าตอนนี้สามีหนูตัวคนเดียว สงสารเลยอยากดูแล สามีของพี่เขาก็รู้เรื่องทั้งหมด แต่ทุกคนก็ถามหนูว่า สามีเขาว่ายังไงบ้าง เหมือนสามีพี่เขาก็เชื่อ พี่เขาพูดอะไรก็เชื่อหมด หนูก็ไม่รู้ วันนั้นที่พี่เขาโทรมา เขาก็ยังบอกอีกว่า ถ้าไม่อย่าพี่จะหาทนายมาให้สามีหนูฟ้องหย่า หนูอยู่แบบนี้ไม่ได้ มันเสียสุขภาพจิตหนู หนูต้องกินยานอนหลับ ก็เลยตัดสินใจออกจากงาน เพื่อที่จะเว้นระยะห่างกับสามี เผื่อวันไหนที่เขาเย็นลง หรือโอเคขึ้นเขาจะกลับมาคุยกับเรา หลังจากหนูออกจากงานมาจนประมาณเดือนมีนาคม หนูได้รับหมายศาลการฟ้องหย่า โดยให้สาเหตุคร่าวๆคือ หนูด่าทอด้วยคำพูดที่ไม่สุภาพ รุนแรงในที่สาธารณะ ทำให้อับอาย หนูก็ได้ไปยื่นเรื่อง ไปไกล่เกลี่ยอะไรเรียบร้อยค่ะ หนูก็ไม่ได้ติดต่อกับเขาอีกเลย จนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีเพื่อนของหนูไปเห็นเฟซบุ๊กของผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ไม่ใช่พี่เจ้าของร้าน เขาเป็นลูกของแม่ค้าที่อยู่ในระแวกเดียวกัน ลงภาพซ้อนมอเตอร์ไซค์ให้เห็นต้นคอ ด้านหลังว่าเป็นสามีหนู แล้วบอกว่า “เป็นคนพิเศษ” ทีนี้หนูก็เลยโทรไปเคลียร์กับทางผู้หญิงคนนี้ (อายุประมาณ 17-18ปี) เขาก็บอกกับหนูว่า กำลังคุยๆดูๆกับอยู่ แต่ผู้ใหญ่ยังไม่อนุญาตให้คบกัน เพราะทางผู้ชายบอกว่ากำลังจะหย่ากับเมีย หนูก็คิดในใจว่า อ้าว ถ้าผู้ใหญ่รู้แบบนี้ ทำไมเขาไม่ห้ามหรอ ผู้ชายก็ยังมีเมียมี ทะเบียนสมรส หนูก็เลยโทรไปหาแม่ของน้องผู้หญิงด้วย แม่ของน้องเขาก็รับรู้ว่าผู้ชายที่น้องคุยมีเมียอยู่แต่ก็บอกหนูว่า ก็กำลังจะหย่ากันไม่ใช่หรอ เขาฟ้องเธออยู่ ระหว่างที่หนูกำลังคุยกับแม่เขา หนูได้ยินเสียงคนๆหนึ่งเข้ามาในโทรศัพท์ มันมีคำที่หนูไม่คิดว่าเกิดมาหนูจะได้ยินอะไรแบบนี้ มันทำให้หนูเจ็บใจมากที่สุด เขาพูดมาว่า “มึงจะโทรมาทำไม ทำไมไม่ไปคุยกับผัวมึง มึงเอาผัวมึงไม่อยู่เอง จะมาอะไรกับฝ่ายนี้!” แต่สามีหนูไม่ยอมคุยกับหนูเลย มีแต่ฝากพี่เจ้าของร้านมาคุย หนูอยากจะสู้ให้ถึงที่สุด ส่วนหนึ่งหนูก็อยากได้สามีกลับมา แล้วก็อยากให้มีความยุติธรรมว่าทำไมหนูต้องมาเจออะไรแบบนี้ ถ้าเขาชนะในคดีนี้ หนูจะกลายเป็นคนที่ไม่ได้ผิดขนาดที่จะต้องเป็นคดีหรือขึ้นศาลเพราะเรื่องแค่นี้ ดีเจทั้ง 3 คน ให้คำปรึกษากับ “คุณมิว (นามสมมติ)” ว่า ‘เรื่องฟ้องก็คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลตัดสินว่าผลมันจะเป็นยังไง แต่มันไม่สมเหตุผลกับการฟ้องหย่านี้เลย คนที่ควรจะฟ้องควรเป็นคุณมิวด้วยซ้ำ ในความเป็นจริง เวลาสามีภรรยามีปากเสียงแล้วใช้คำที่ไม่สุภาพเวลาทะเลาะกัน ไม่เห็นมีคู่ไหนที่ต้องขึ้นศาลขนาดนี้เลย “คุณมิว (นามสมมติ)” บอกต่อว่า หนูไม่เคยใช้คำที่ไม่สุภาพกับเขาเลยนะคะ หยาบสุดของหนูคือมึงกับกู มีแต่เขาที่ใช้คำไม่สุภาพกับหนูตลอด 3 ดีเจ จึงบอกว่า ถ้าเป็นอย่างที่คุณมิวบอก แบบนั้นมันก็เห็นชัดอยู่แล้ว เขาใช้สิ่งนี้เป็นข้ออ้างในการที่จะเลิกกับคุณมิวหรือเปล่า “คุณมิว (นามสมมติ)” ตอบกลับว่า คนรอบข้างส่วนมากบอกว่า เขาหาจังหวะมานาน แล้วมาเจอเรื่องนี้พอดี เขาเลยใช้จังหวะนี้ที่จะเลิกกับหนู ตอนไปไกล่เกลี่ยหนูก็ถามเขาว่า ฉันทำอะไรให้เธอหนักหนาขนาดนั้นเลยหรอ เขาตอบกลับมาว่า ความรู้สึกมันต่างกัน เรื่องเล็กสำหรับหนูอาจจะใหญ่สำหรับเขาก็ได้ 3 ดีเจ ถาม “คุณมิว (นามสมมติ)” ถึงเหตุผลว่าทำไมถึงไม่หย่า แล้วผู้ชายคนนี้มีข้อดีอะไร? “คุณมิว (นามสมมติ)” ตอบว่า หนูยังมีหวังอยู่ว่าสักวันเราจะกลับมาเป็นครอบครัวได้ แล้วก็เพราะความผูกพันที่อยู่ด้วยกันมาตลอด 7 ปี ข้อดีนอกจากผูกพันก็คงมีแต่ไม่ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่ามันมีช่วงที่เคยทะเลาะกันแล้วเขาชกเบ้าตาหนูแตก เย็บไปหลายเข็ม ต้องนอนโรงพยาบาลอะไรแบบนี้ แต่หนูไม่ได้บอกคนรอบข้างว่าเขาเป็นคนทำ หนูบอกว่าหนูล้มเอง เพราะว่าหนูรักเขา แล้วหนูก็คอยสนับสนุนเขาในหลายๆเรื่องเลยไม่อยากหย่ากับเขา หนูอยากถามพี่ๆดีเจว่าหนูจะ move on ต่อยังไงดีคะ? “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า คนแบบนี้ควรเอามาเป็นสามีหรอ จากที่ฟังแรกๆก็สงสัยว่าทำไมต้องหย่ากันด้วยเหตุผลแค่นั้น แต่พอคุณมิวเล่าต่อ เขาทั้งทำร้ายร่างกาย ใช้คำหยาบคาย ไม่ให้เกียรติ ตอนทะเลาะกัน แค่นี้ก็ไม่โอเคแล้ว แล้วก็ไม่มีความเป็นลูกผู้ชายเลย พี่ไม่เห็นค่าอะไรที่ควรจะเอาเขากลับมาเลย หย่าไปเลย 7 ปีมันจะมีค่าเฉพาะคนที่ดีกับเรา แต่สำหรับคนนี้ 7 ปีคือเสียเวลาชีวิต คุณมิวควรเอาความรักนี้ไปให้กับคนที่สมควรจะได้รับและดีกับคุณมิวจริงๆ นี่คือเรื่องดีที่เกิดขึ้นในชีวิตคุณมิวแล้ว ปล่อยเขาไปเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น “ดีเจปุ๊กกี้” แนะนำให้คุณมิวมีคนใหม่ และเจอคนที่ดีกว่า ถ้าเราทำดีให้เขาไปทุกอย่างแล้วเราไม่ได้รับกลับมาจากคนๆนั้น แสดงว่าเขาไม่อยู่ในชีวิตเรา ไปหาคนที่ดีกว่า เปิดใจ อย่าไปยึดติดกับคนเก่า คุณมิวอายุยังน้อยมีโอกาสที่จะได้เจอคนดีๆอีก แล้วก็เลิกถามตัวเองได้แล้วว่าตัวเองผิดอะไร เพราะเรื่องนี้คุณมิวไม่ได้ผิดเลย คำพูดแค่นั้นไม่สามารถฆ่าจิตใจคนได้ ส่วน “ดีเจเผือก” แนะนำให้คุณมิวไปปรึกษาจิตแพทย์เกี่ยวกับความเศร้าที่กำลังพบอยู่ แล้วก็ไม่ต้องไปเสียเวลาคิดหาเหตุผลว่าเราทำอะไรผิด เอาเวลาไปทำให้ตัวเองดีขึ้น มีความสุขขึ้นดีกว่า ถ้ามองย้อนกลับไป 7 ปีแล้วคุณมิวเห็นว่าตัวเองเปลี่ยนไปขนาดไหน เขาทำให้คุณมิวกลายเป็นคนไม่รักตัวเอง คุณมิวควรเซ็นใบหย่าแบบไม่ต้องคิดเลย ไม่ต้องกลัวเสียศักดิ์ศรีอะไรทั้งนั้น ควรรักตัวเองก่อน สุดท้ายดีเจทั้ง 3 ขอส่งกำลังใจให้คุณมิวมีสติ และผ่านพ้นเรื่องนี้ไปให้ได้ รักตัวเองให้เยอะๆเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

พ่อโดนเพื่อนชวนทำธุรกิจขายตรง ลงทุนแรกๆหลักหมื่น พ่อสู้! แต่พ่อพูดไม่เก่ง ขายของไม่เก่งก็ยังทำต่อ ตอนนี้กู้เงินเพิ่มแสนห้ามาลงทุนอีก เพื่อนชวนแม่เข้าเครือข่ายอีกคน หนูไม่อยากให้ทำจะพูดกับพ่อแม่ยังไงดีคะ?

18 ธ.ค. 2023

พ่อโดนเพื่อนชวนทำธุรกิจขายตรง ลงทุนแรกๆหลักหมื่น พ่อสู้! แต่พ่อพูดไม่เก่ง ขายของไม่เก่งก็ยังทำต่อ ตอนนี้กู้เงินเพิ่มแสนห้ามาลงทุนอีก เพื่อนชวนแม่เข้าเครือข่ายอีกคน หนูไม่อยากให้ทำจะพูดกับพ่อแม่ยังไงดีคะ?

“คุณเอเอ (นามสมมติ)” อายุ 26 ปี สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (13 ธ.ค 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจต้นหอม– ดีเจเติ้ล - ดีเจอั๋น กับปัญหา คุณพ่อทำธุรกิจขายตรงแต่ไปไม่รอด ต้องเป็นหนี้หลายแสน จะพูดให้พ่อหยุดอย่างไรดี? โดย “คุณเอเอ (นามสมมติ)” ได้เริ่มปรึกษาว่า ‘เมื่อ 2 ปีที่แล้ว พ่อได้เกษียณออกจากบริษัท มาขับรถรับจ้าง และคุณพ่อที่เครียดเรื่องเงิน ก็มีเพื่อนที่ทำขายตรงมาชวนพ่อไปทำงานด้วย แต่ด้วยความที่คุณพ่อพูดไม่ค่อยเก่ง และทำงานบริษัทมาทั้งชีวิต ทำให้ไม่เก่งด้านการขายของ ก็ซื้อของมาตุนอย่างเดียว ขายไม่ค่อยออก แต่คุณพ่อก็พยายามเอาเงินมาซื้อตำแหน่งในบริษัท แล้วก็หาลูกทีมเข้า จากญาติๆ ของตัวเอง ทำให้ญาติๆ เอือมระอา ตัวหนูเองก็เบื่อ จนคุณพ่อขายของไม่ออก และอยู่ ๆ คุณพ่อก็ให้เอาเงินไปซื้อหุ้นในเว็บไซต์ของบริษัท คือ สมมุติว่า เอาเงินที่เราขายได้เข้าไป 4,000 จะถอนออกได้ประมาณ 1,000 หรือว่าไม่เกิน 800 ประมาณนี้ และก็ต้องทบยอดไปเรื่อย ๆ เพื่อที่เราจะได้ถอนเงินมากขึ้น จนวันหนึ่งมันถอนไม่ได้เลย คุณพ่อก็เลยเลิกไป และเราก็รู้สึกว่า ถึงมันจะเสียเงินไปเยอะมาก แต่ว่าก็ดีแล้วที่คุณพ่อเลิกได้... จนอาทิตย์ที่ผ่านมา เรารู้สึกได้ว่าเขากลับไปทำอีกแล้ว และเขามาบอกเราทีหลังว่า “กลับมาทำงานกับเพื่อนคนเดิมอีกครั้งนึงนะ” ซึ่งครั้งนี้มันไม่เหมือนสินค้าตัวก่อน เพราะสินค้าตัวนี้มันแพงกว่าเดิม สินค้าตัวแรกราคา 3,000 แต่สินค้าตัวที่สองนี้ ราคา 40,000 – 50,000 เราก็รีบบอกคุณพ่อไปว่า “อย่าซื้อมาสต๊อกนะ ดูก่อนนะ คุยๆ กันก่อน เพราะว่าเราสต๊อกไม่ได้หรอก มันแพง” คุณพ่อก็บอกว่า “โอเค ไม่สต๊อก” แต่พอเรากลับบ้านไปคุณพ่อก็โชว์ว่าเขาใส่เสื้อตัวนั้นแล้ว เพราะว่าเขาใช้บัตรเครดิตรูดไป 40,000 บาท คุณพ่อลองซื้อมาใช้เองก่อน แล้วคุณพ่อรู้สึกว่ามันดี มันทำให้เขาหายปวดหลัง มันดีมาก เขาโอเคมาก ก็เลยอยากทำต่อ เราก็ช็อกไปตอนที่คุณพ่อโชว์เสื้อให้ดู อุตส่าห์ดีใจที่เขาไม่สต๊อกของ แต่ว่าเสียไปแล้ว 40,000 บาท และคุณพ่อก็มาบอกอีกว่า “กู้เงินมาแล้ว 150,000” เราก็ถามไปว่า “กู้มาทำไม?” เขาก็มาบอกว่า “มันเป็นโครงสร้างบริษัท ถ้าเรามี 200,000 คะแนน ก็คือ 200,000 บาท จะได้ตำแหน่งเป็น Agent ซึ่งจะได้ 40% ของสินค้าที่ขายไป พ่ออยากเป็น Agent พ่อก็เลยไปกู้เงินมา 150,000 บวกกับที่เสียไป 40,000 มันก็เหลืออีก 10,000 ก็จะครบ 200,000 พ่อเลยวางแผนไว้ว่า ชุดที่จะซื้อใหม่ทั้งหมด 150,000 จะให้แม่ช่วยขายให้ มาเป็นลูกทีมพ่ออีกที” แต่ด้วยความที่หนูเห็นว่าสินค้าราคามันแพง แล้วเราจะไปขายใคร แต่คุณพ่อก็เชื่อมั่นว่า “เขาเอาสุขภาพที่ดีไปให้คนอื่น คนอื่นจะได้ไม่ต้องไปโรงพยาบาล” ครั้งที่แล้วที่เราสงสัยบริษัท เขาก็บอกว่า “เขาเชื่อมั่นในบริษัทนี้” อยากถามว่าจะทำยังไงให้คุณพ่อหลุดออกมา หรือให้เพื่อนของเขาเดินออกไปจากชีวิตพ่อ” เริ่มให้คำปรึกษาจาก “ดีเจเติ้ล” ว่า ‘พี่จะพูดกับเขาด้วยหลักตรรกะและเหตุผลก่อน ตอนนี้พี่จะพูดกับเขาว่า พ่อ พ่อก็รู้ว่าพ่อทำงานขายของแบบนี้ไม่ได้ เพราะความสามารถพ่อไม่ได้ถนัดในการขายของ แล้วพ่อก็เห็นว่าคราวที่แล้วสต๊อกของมันเต็มบ้าน มันคือสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าเงินมันจม แล้วถ้ายังไม่สามารถพัฒนาหรือปรับปรุงได้ ไม่ควรทำต่อที่จำนวนเงินมันเยอะขึ้น พี่จะพูดด้วยหลักการและเหตุผลแบบนี้ก่อนให้เขาเห็น ซึ่งต้องไปอธิบายยาว ๆ อีกว่า รายได้ที่มันเกิดจากเครือข่ายแบบนี้เท่าที่พี่เคยเห็นมา มันก็คือจากหัวลงล่าง มันก็กินกันต่อ ๆ มา ส่วนใหญ่มันก็ได้แค่หัว ล่าง ๆ ก็ไม่ค่อยได้หรอก ก็ต้องอธิบาย แต่ถ้าเหตุผลใด ๆ มันไม่สามารถเอาเขากลับมาได้แล้ว ต่อไปที่พี่จะทำคือ ไปด่าเพื่อนพ่อ ในฐานะลูกอะ ว่าไม่ให้ อย่ามาชวนพ่อหนูไปขายอีก แล้วก็จะบอกพ่อด้วยว่า ตอนนี้มันเกิดหนี้แล้ว แล้วมันเป็นหนี้ที่จะไม่ได้กลับคืนมาและจะเสียขึ้นไปอีก แล้วถ้าสุดท้ายพ่อยังไม่ยอมฟังอีก พี่ก็จะบอกพ่อว่า หนูเตือนแล้ว หนูหวังดีแล้ว แต่วว่าพ่อโตแล้ว สิทธิ์ของพ่อ เงินกู้ ถ้าพ่อกู้มาแล้วพ่อมีปัญญาใช้ ก็เชิญเลือกทางเดินนี้ แต่ว่าจะบอกก่อนว่า ถ้าหนูได้เตือนอะไรหมดแล้วสุดท้าย งานนี้เจ๊งอีก มีหนี้อีก แล้วถ้าจะต้องใช้ หนูอาจจะต้องช่วย เท่าที่หนูช่วยได้ แต่ถ้าหนูช่วยไม่ไหว พ่อก็จะต้องรับผิดชอบหนี้ที่มันเกิดขึ้นเอง’ ต่อมา “ดีเจอั๋น” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่คิดว่า อย่างแรกพ่อก็มีเจตนาดี ในการที่จะพยายามอยู่ได้ด้วยตัวเองให้ดีขึ้น อีกอันคือ พี่คิดว่าพอเขาไปอยู่ตรงนี้แล้ว โดยธรรมชาติของธุรกิจเหล่านี้ มันอาจจะต้องแบ่งอย่างนี้ก่อน คือ มันอาจจะเป็นเรื่องจริงส่วนหนึ่ง กับอีกอันมันอาจจะถูกหล่อหลอมจากการไปอบรม มันจะมีวิธีการมัน เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดไปแล้วเขาจะมี กลไกลในการป้องกันตนเอง ซึ่งมันเกิดขึ้นจากการอบรมหมดแล้ว ว่าคนที่ไม่เข้าใจจะบอกว่าอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อเราไปพูดกลไกลนี้จะทำงานทันทีว่า เราคือคนที่ไม่เข้าใจ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเวลาเราอธิบาย ยากมากที่เขาจะฟัง แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่อธิบาย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราอธิบายมันจะมีสิ่งนี้เกิดขึ้น ถ้าหนูคิดว่าหนูอยากอธิบายก็พูดได้ แต่ถ้าขี้เกียจก็ไม่ต้อง ในตอนนี้พี่คิดว่าเราก็ปรามเขา สิ่งที่ทำได้ ณ ตอนนี้ คือ เราต้องจำกัดความเสียหายที่พึงจะเกิดขึ้น เช่น 150,000 ณ ตอนนี้ อย่างน้อยที่สุดหนูรู้ว่าหนูยังเอาอยู่ พ่อทำก็ได้แต่ไม่เกินแค่นี้เท่านั้น ถ้ามันเกินกว่านี้พ่อต้องยอมรับความจริงแล้วนะ ถ้าพ่อยังอยากทำต่อ พ่อต้องลงแรงและลงความสามารถ แต่ไม่ใช่ลงเงินเพิ่มอีกต่อไป แล้วถ้าหากลงแรงและลงความสามารถที่พ่อคิดว่ามี ก็ปล่อยให้เขามีความสุขไป แต่อย่างน้อยจากนี้จะไม่ลงเงินเพิ่ม จำกัดความเสียหายไว้แค่นี้ เป็นต้น แล้วก็พี่คิดว่า ไม่ต้องไปด่าเพื่อนเขา เราตีกรอบในขอบของเรา เราจัดการในขอบเขตของเราให้ได้ ถ้าไปแบบนั้นจะกลายเป็นว่าสุดท้ายพ่อต้องเลือกเพื่อน หรือเลือกเรา แล้วมันจะอึดอัด อีกหน่อยเราพูดอะไรเขาก็จะไม่ฟัง เพราะฉะนั้นอย่าทำให้เขารู้สึกว่าเราเป็นศัตรูหรือเราไม่ได้อยู่ข้างเขา พี่ไม่อยากสรุปตัดสินนะ แต่เท่าที่เราฟังตอนนี้ พี่จะบอกว่าบริษัท MLM ใดก็ตามสนับสนุนให้คุณกู้เงินมาเริ่มต้นธุรกิจ พี่คิดว่าไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่จะให้ข้อมูล พี่จะได้เข้าไปอยู่พัวพันกับ ทั้งขายตรงและระบบตัวแทน เรื่องการขายตรงส่วนใหญ่หัวได้ ถ้าเกิดเราจะเข้าไปเล่นในตลาดขายตรง แน่นอนว่าเขาต้อง Motivation อยู่แล้วในเรื่องของการทำงาน เพราะว่าคนที่เข้ามาฟังนั่นคือเซลล์ เขาให้คนพวกนี้เป็นแขนขา แต่ทีนี้คุณพ่อความสามารถในการเป็นเซลล์ต่ำ ฉะนั้นวิธีการแบบนี้ เราไปถามคุณพ่อว่า วางแผนในโปรเจกต์นี้อย่างไร ขายใคร การตลาดไปทางไหน ให้เขาตอบคำถามเราให้ได้ เขาต้องหาคน คนคือใคร ถามเลย ให้มันเป็นรูปธรรม ตอบคำถามเราในแง่ธุรกิจให้ได้ทั้งหมด เพราะว่าตอนนี้มันมีการลงทุนเกิดขึ้นแล้ว และสินค้าที่พ่อขายเป็นสินค้าที่มีราคาสูงมาก ซึ่งตลาดปัจจุบันของแพงขายแทบไม่ได้ ฉะนั้นไปถามพ่อ Target พ่อคือใคร ตลาดกลุ่มนี้คือใคร แล้วพ่อจะขายอย่างไร เหมือนเราไปนั่งคุยกับเขา ถ้าพ่อยังตอบคำถามนี้ไม่ได้ แปลว่าพ่อกำลังแบกภาระความเสี่ยงอยู่ งั้นพ่อจำกัดความเสี่ยงอยู่ใน 150,000 นี่แหละ ถ้ามันไม่เกิดกำไรขึ้นนั่นแปลว่าพ่อต้องหยุดและจบ เคลียร์หนี้สินตรงนี้ ตอนนี้พ่อกำลังจะเข้าสู่ภาวะสุ่มเสี่ยงถ้าพ่อหาคำตอบเหล่านี้ไม่ได้ และด้วยความสามารถคุณพ่อที่บอกว่า คุยฏไม่เก่ง ขายก็ไม่ได้ แปลว่าพ่อต้องพึ่งคนอื่นตลอดเลย พ่อไม่สามารถขายของด้วยตัวเองได้ด้วย สุ่มเสี่ยง อาชีพนี้ไม่ได้เหมาะกับคุณพ่อ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
♪efm
-

-