สามีแอบไปมีอะไรกับ LGBTQ เขาบอกว่าเขาเป็นคนรับให้อีกฝ่ายเป็นคนรุก เรารู้สึกเจ็บปวดมาก แต่เขากลับบอกว่า เพราะเรางี่เง่า เขาเลยต้องทำแบบนี้

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

สามีแอบไปมีอะไรกับ LGBTQ เขาบอกว่าเขาเป็นคนรับให้อีกฝ่ายเป็นคนรุก เรารู้สึกเจ็บปวดมาก แต่เขากลับบอกว่า เพราะเรางี่เง่า เขาเลยต้องทำแบบนี้

30 เม.ย. 2026

สามีแอบไปมีอะไรกับ LGBTQ

เขาบอกว่าเขาเป็นคนรับให้อีกฝ่ายเป็นคนรุก

เรารู้สึกเจ็บปวดมาก  แต่เขากลับบอกว่า

เพราะเรางี่เง่า เขาเลยต้องทำแบบนี้

       ‘คุณส้มโอ (นามสมมติ)’ อายุ 24 ปี สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (29 เมษายน 2569) ได้ส่งเรื่องเข้ามาปรึกษา 'ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเกรท วรินทร และคุณหมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)' เกี่ยวกับเรื่องที่สามีแอบไปมีอะไรกับ LGBTQ

       โดย ‘คุณส้มโอ (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “เรากับแฟนคบกันมาได้ประมาณ 3 - 4 ปี มีลูกด้วยกัน 1 คน เราทั้งสองเจอกันในแอปหาคู่ คุยกันได้ 3 วันก็ตกลงเป็นแฟนกัน คบกันประมาณปีกว่า ก็ย้ายเข้าไปอยู่บ้านของแฟน โดยที่แม่ของเขาเป็นคนชวนเราไปอยู่ด้วย

       แฟนเราเป็นคนที่มีนิสัยเจ้าชู้ แต่เราก็ปล่อยผ่าน ด้วยความเป็นวัยรุ่น เราจึงรู้สึกทนไหว ในตอนที่เราอายุ 22 - 23 ปี เราท้องโดยที่ไม่พร้อม เราเองก็ถามเขาว่าเลี้ยงไหวไหม ถ้าเลี้ยงไม่ไหวเราจะไปยุติการตั้งครรภ์ แต่เขาบอกเราว่าเขาเลี้ยงไหว เราทั้งสองจึงได้จดทะเบียนสมรสกัน

       เมื่อเราท้องได้ประมาณ 7 เดือน ในระหว่างนั้นเราไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์กันได้ เราเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าเขาคงมีการไปคุยกับคนอื่นบ้าง เราก็ไปเจอแชตที่เขาคุยกับคนอื่นในแอปหาคู่ ซึ่งเป็นแชตกับสาวประเภทสองทั้งหมด ไม่มีผู้หญิง เขาคุยกันเรื่องนัดกันไปเจอ ทำให้เราตกใจมาก เพราะเขาบอกว่าเขาขอเป็นคนรับได้ไหม ให้สาวประเภทสองเป็นฝ่ายรุก ตอนนั้นสภาพจิตใจเราแย่มาก แต่เราท้องอยู่ และยังต้องพึ่งพาเขาอยู่ เราเลยเลือกที่จะให้อภัย และทนอยู่กับเขาอยู่ต่อไป

       แฟนของเราก็ทราบว่าเรารู้เรื่องทุกอย่าง เขาเองก็ขอโทษ และบอกว่าจะไม่ทำอีก เขาให้เหตุผลเราว่าที่ทำแบบนั้น เพราะเราท้อง เราไม่สามารถสนองความต้องการของเขาได้ หลังจากที่เราคลอด เขาก็ทำเหมือนเดิมมาเรื่อย ๆ ซึ่งเราก็จับได้มาตลอด เราจับได้ว่าเขานัดกับสาวประเภทสองอีกครั้ง เขาก็บอกเราว่าแค่แก้เหงาเฉย ๆ เราเองก็ปล่อยผ่าน

       ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แฟนของเราหวงโทรศัพท์มาก เก็บไว้ติดตัวตลอดเวลา คอยเปลี่ยนรหัสตลอด วันหนึ่งเราบังเอิญไปเห็นรหัสโทรศัพท์ของเขาพอดี จึงถือโอกาสไปเช็กรูป เช็กไลน์ และได้ไปเจอกับแชตที่เขานัดกับสาวไซด์ไลน์ และไปค้นที่คลังรูปภาพของเขา เราก็ได้เจอคลิปที่เขาถ่าย ในตอนที่มีเพศสัมพันธ์กับสาวประเภทสองอีกด้วย

       ในฐานะผู้หญิงเรารู้สึกเจ็บปวดมาก เราเองก็เคยถามว่าเขาทำแบบนี้ไปทำไม ไม่สงสารเรากับลูกบ้างเลยหรอ เขาก็บอกว่าเพราะเรางี่เง่า เขาเลยต้องเป็นแบบนี้ เราเองก็ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาตรงนี้ยังไง มันเกิดเหตุการณ์ซ้ำ ๆ แบบนี้อยู่ตลอด ตอนนี้เราไม่ได้ทำงาน ไม่ได้มีเงิน ต้องพึ่งพาเขา พอมันเกิดปัญหานี้ เรากลายเป็นคนที่ต้องไปพบจิตแพทย์ แล้วเขาก็พูดกับเราว่า ‘ก็เพราะเป็นบ้าไง ก็เลยต้องไปหากินข้างนอก’

       เราเป็นแม่บ้าน ไม่ได้ทำงาน ต้องพึ่งพาเงินของเขา แต่เขาให้เงินเราใช้ส่วนตัวเดือนละ 1,000 บาท ส่วนค่าเลี้ยงดูลูกเขาเป็นคนดูแล เขาก็ดูเหมือนจะรักลูก แต่ด้วยความที่เขาต้องทำงาน มีเวลาไม่ค่อยตายตัว เขาก็บ่นว่าเหนื่อย เราเลยไม่ค่อยพาลูกไปยุ่งกับเขา ถ้าเลิกกันพ่อแม่ของเขาคงไม่ยอม เพราะเขาเองก็เลี้ยงหลานมาเหมือนกัน เขารับทราบว่าเรามีทะเลาะกันบ่อย แต่ไม่เคยรับรู้เรื่องพวกนี้ เราเคยพูดเรื่องหย่ากับเขาไปหลายรอบแล้ว แต่เขาก็ไม่ยอมหย่า ในความสัมพันธ์แบบนี้จะอยู่หรือจะไปดีคะ”

       เริ่มต้นที่ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำแนะนำว่า “เราไม่ต้องมองเรื่องรสนิยมทางเพศ ว่าเขาจะเป็นฝ่ายรับหรืออะไร เพราะมันไม่ใช่ตัวกำหนดว่าเขาเป็นเพศอะไร เรื่องนี้มันไม่ติด แต่มันติดเรื่องของการนอกใจ สุดท้ายไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ตาม มันคือการนอกใจ

       ในเมื่อเขามีข้อเสียที่ทำให้ความสัมพันธ์นี้ไปต่อไม่ได้ นั่นก็แปลว่า แปลว่าความสัมพันธ์มันไปต่อไม่ได้แล้ว แต่ปัญหาคือใครจะเป็นคนเลี้ยงดูลูก ถ้าเราโอเคที่จะให้ทางฝ่ายชายเป็นผู้เลี้ยงดู อยากให้เรียกเขามาคุยว่าวันนี้เราไม่โอเคเรื่องการนอกใจ ถ้าสมมติจะอยู่กับเรา ก็ให้เขาเลิกการนอกใจ ถ้าสมมติจะเลิกกันอยากให้คุยกันดี ๆ เพื่อที่เราจะได้มีโอกาสไปเยี่ยมลูก

       บอกเขาไปตรง ๆ ว่าชีวิตเธอควรใช้ในแบบที่เธอต้องการ โดยที่ไม่กระทบกับเรา เรายังคงอยู่ในสถานะพ่อและแม่ เพียงแต่ว่าไม่ได้อยู่ในสถานะสามีภรรยา เพราะเรารับไม่ได้ เรื่องการนอกใจ ถ้าไม่มีเรา คุณก็สามารถใช้ชีวิตอิสระได้เต็มที่ ส่วนเราก็ยังทำหน้าที่แม่อยู่ แต่สุดท้ายแล้ว อยากให้เอาสภาพร่างกาย และจิตใจของเราเป็นหลัก”

       ด้านของ ‘ดีเจเกรท’ ได้ให้คำแนะนำว่า  “ปลายทางอยากให้เป็นแบบที่พี่หอมบอก นั่นคือการหย่า แต่คุณส้มโอต้องใช้ความกล้าหาญมาก ๆ ในการที่จะไปถึงปลายทางนั้น อยากให้กู้สภาพจิตใจของตัวเองให้ได้ก่อน ลองถามกับตัวเอง สมมติถ้าเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาของเรา แล้วมีอะไรที่ทำให้เรารู้สึกว่า เรายังรักเขาอยู่หรือเปล่า

       จากสถานการณ์นี้มัน Toxic กับหัวใจ เรื่องรสนิยมทางเพศ มันเป็นคนละเรื่องกัน แต่การที่เขานอกใจ มันเป็นเรื่องที่เจ็บในความรู้สึกเรา แล้วเราจะอยู่มันแบบนี้ต่อไปได้จริง ๆ หรอ ปัญหาหลักตอนนี้ที่ออกมาไม่ได้ก็คือเรื่องเงิน แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องเงิน เราอยากจะออกมาไหม ลองตั้งคำถามกับตัวเองดูสักครั้ง”  

       ด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำแนะนำว่า “ขอตอบในกรณีที่สามีไม่ยอมหย่า ถ้าคุณส้มโอแข็งแรงทางการเงิน มีหน้าที่การงานที่มั่นคง ก็อยากให้ฟ้องหย่า แต่ในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้ในตอนนี้ เพราะการหย่ามันต้องใช้เงิน

       ถ้าหย่ากันจริง ๆ เราอาจจะชนะ แต่ปัญหาหลังจากนั้น คือลูกจะไปอยู่ในการดูแลของใคร เพราะฝั่งของพ่อนั้นมีความพร้อมกว่า พี่ไม่อยากใช้คำว่าหย่า ขอใช้คำว่าแยก อยากให้คุยกับเขาดี ๆ ตามที่พี่ต้นหอมแนะนำ ในเมื่อเราอยู่กันแบบนี้แล้วไม่มีความสุข เราก็ขอแยกออกไปอยู่บ้านพ่อแม่ และทำหน้าที่แม่โดยไม่ต้องหย่า ให้เราได้เป็นแม่ของลูกเท่านั้น ในเมื่อมันเกิดเรื่องนี้ขึ้นแล้ว เราก็ขอตัดสินใจว่าจะขอแยกทาง ถ้าคุณไม่โอเคที่จะหย่า ก็ขอแยกออกมา และขอสิทธิ์ในการดูแลลูกตามเดิม เป็นทางที่ดีที่สุดที่คิดได้แล้ว”

       ปิดท้ายด้วย ‘คุณหมอท้อป’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “คนที่จะรู้ว่าควรจะอยู่หรือควรจะไป มีแค่คนสองคน นั่นก็คือเราและคู่ของเรา ในตอนนี้เราอาจจะยังนึกไม่ออก ว่าควรไปทางไหนดี จะอยู่หรือจะไป อาจจะไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจะอยู่ยังไงให้ดี หรือจะไปยังไงให้ดี ถ้าเราจะอยู่แบบทรมาน หรือไปแบบทรมานมันก็ไม่ดีทั้งคู่

       สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรก คือการจัดการความคิดและอารมณ์ เพราะมันจะงงกับความรู้สึก เราอาจจะรู้สึกว่ามันมีแต่เรื่องแย่ หลาย ๆ ครั้งที่เรื่องแย่ มันชัดกว่าเรื่องที่ดี ทำให้เรานึกไม่ออก แต่ลึก ๆ แล้วเราอาจจะรู้สึกว่ามันมีข้อดีบางอย่างที่ทำให้เราอยู่ด้วยกัน

       สิ่งแรกเราอาจจะทบทวนก่อนว่าที่เรารู้สึกไม่โอเค มันเป็นเพราะการนอกใจ หรือเรื่องของรสนิยม แต่ไม่ว่ารสนิยมเขาจะเป็นยังไง เขาอาจจะไปชอบอะไรก็ตาม นอกใจก็คือนอกใจอยู่ดี ถ้าเรารู้สึกว่าไม่โอเคกับการนอกใจ มันอาจเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้เราต้องพิจารณาของการเป็นคู่ครอง แต่มันไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมดของการเป็นพ่อแม่

       ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะอยู่หรือจะไป ให้ตั้งสติ แล้วลองคิดว่าปัญหาที่เราเจอ มีอะไรบ้าง ถ้าเป็นเรื่องของความเสียใจ มันคือเรื่องปกติ ก่อนตัดสินใจอะไร ให้เยียวยาจิตใจตัวเองก่อน ดูแลตัวเองก่อน ตัดเรื่องรสนิยมทางเพศไปก่อน เอาแค่เรื่องของการนอกใจเป็นประเด็นสำคัญ

       ในเรื่องของการเลี้ยงลูก ต่อให้ไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้น การวางแผนเรื่องเงินของคุณส้มโอกับแฟน อาจจะยังไม่เรียบร้อย ลองเปลี่ยนจากคำว่าเลี้ยงไหวหรือเปล่า เป็นคำว่าเลี้ยงให้ดีพออย่างที่เราคาดหวังได้หรือเปล่า แล้วบันทึกค่าใช้จ่าย ทบทวนการใช้ชีวิตดูอีกครั้ง

       ถ้าเราคิดจะเลิกกับเขา ให้ลองซ้อมเลิกอยู่ในใจ ถ้าวันนี้ไม่มีเขาเราจะใช้ชีวิตยังไง ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยน ถ้าถึงจุดหนึ่ง แล้วเรื่องมันคลี่คลาย ถ้าอยากจะอยู่ต่อก็อยู่ แต่ถ้าเราจะแยกออกมา เราก็จะรู้ว่าจะเกิดอะไร แล้วเราจะมั่นใจกับเรื่องนี้มากขึ้น”

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ไม่โอเคมาก ๆ ! มีคนถ่ายรูปในฟิตเนสแล้วติดหน้าเราไปด้วย ซึ่งสภาพหน้าเราไม่พร้อม!

23 เม.ย. 2026

ไม่โอเคมาก ๆ ! มีคนถ่ายรูปในฟิตเนสแล้วติดหน้าเราไปด้วย ซึ่งสภาพหน้าเราไม่พร้อม!

ไม่โอเคมาก ๆ !มีคนถ่ายรูปในฟิตเนสแล้วติดหน้าเราไปด้วยซึ่งสภาพหน้าเราไม่พร้อม! ‘คุณแอร์’ (นามสมมติ) อายุ 40 ปี เป็นสายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (22 เมษายน 2569) ได้โทรเข้ามาสอบถามปัญหาที่เจอในชีวิตประจำวัน กับ 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับปัญหาที่เธอนั้นเห็นว่ามีคนถ่ายคลิปวิดีโอติดเธอในเวลาออกกำลังกายที่ฟิตเนส โดยที่เธอนั้นไม่ยินยอม ‘คุณแอร์’ ได้เล่าว่า ช่วงที่ผ่านมานี้เธอมักจะเห็นคนที่มาออกกำลังกายที่ฟิตเนสหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตั้งกล้องถ่ายตัวเอง แต่ดันถ่ายติดเธอด้วย เธอนั้นรู้สึกว่ามันเป็นปัญหา เพราะช่วงนี้เธอมักจะโดนถ่ายติดในคลิปคนอื่นอยู่บ่อย ๆ โดยที่ไม่เคยเข้ามาถามถึงความยินยอมก่อน สิ่งนั้นทำให้เธอรู้สึกไม่พอใจมาก เพราะเธอรู้สึกว่าสภาพหน้าและร่างกายตอนกำลังออกกำลังกายเป็นภาพที่ไม่ค่อยพร้อมในการจะถูกนำไปเผยแพร่ลงโซเชียลสู่สาธารณะ ซึ่งคุณแอร์เคยแจ้งเรื่องนี้กับทางเทรนเนอร์ไปแล้ว แต่ก็ไม่อาจทราบได้ว่าทางฟิตเนสได้จัดการปัญหานี้หรือไม่ พร้อมเล่าว่า ก่อนหน้านี้เมื่อหลายปีก่อนก็เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ คือมีคนมาแอบถ่ายคุณแอร์ ซึ่งถ่ายแบบลืมปิดแฟลช จึงทำให้โดนจับได้ เธอจึงได้โทรเรียกตำรวจ เมื่อตำรวจมาถึง ตำรวจก็ได้ถามว่าถ่ายรูปไปทำไม แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมตอบ เหตุการณ์นั้นจึงทำให้คุณแอร์ไม่โอเคกับเรื่องนี้สุด ๆ พร้อมมีคำถามทิ้งท้ายให้กับเหล่าดีเจว่า “หากเป็นพวกพี่ที่เจอสถานการณ์แบบนี้จะทำยังไง?” หลังจากที่ฟังเรื่องราวทั้งหมดจบ เหล่าดีเจก็ได้เริ่มให้คำปรึกษา และตอบคำถามปัญหาที่ได้รับข้อมูลมา โดนเริ่มที่ 'ดีเจต้นหอม' ได้บอกว่า “ในมุมที่หอมเป็นคนที่ปกติไปเข้าฟิสเนตแล้วจะชอบถ่ายวิดีโอ หอมจะถ่ายให้เห็นแค่ตัวเอง ถ้าหอมรู้เรื่องนี้ หลังจากนี้หอมจะระวังให้มากขึ้น และเวลาหอมถ่ายติดคนอื่น หอมจะไม่เอาลงโซเชียล หรือถ้าถ่ายติดมาแล้วจะลง ก็จะเซ็นเซอร์หน้าไว้ ถ้าสมมติว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่หลายคนเห็นด้วยว่าไม่โอเค อาจจะต้องมีการรณรงค์กันเพิ่ม ให้คนรู้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นหอมก็อยากให้รายการพุธทอล์คพุธโทรเป็นหนึ่งกระบอกเสียง” ถัดมาที่ 'ดีเจเติ้ล' ได้บอกว่า “ฟิตเนสที่เติ้ลเล่นก็ไม่ได้มีกฎชัดเจนว่าห้ามถ่าย แต่ที่ห้ามถ่ายจริง ๆ คือบริเวณห้องน้ำ ถ้าคุณแอร์ไม่อยากไปพูดกับคนที่ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายด้วยตัวเอง ก็ให้แจ้งทางเจ้าหน้าที่ดีกว่า ให้เขาเป็นคนกลางไปพูดแทนเรา เพราะสมัยนี้คนก็ถ่ายคลิปทำคอนเทนต์กันเยอะ แต่ก็เข้าใจคุณแอร์ในส่วนนี้เช่นกัน” สุดท้าย 'ดีเจเผือก' ได้บอกว่า “จริง ๆ ทุกวันนี้สาว ๆ ที่ไปฟิตเนสก็มักจะถ่ายคลิปลงกันเป็นส่วนใหญ่ แล้วการไม่ถ่ายติดคนอื่นลงโซเชียลมันก็ถือเป็นมารยาทพื้นฐานอยู่แล้ว ถ้าเขาตั้งใจถ่ายโดยมีเจตนาไม่ดี เราก็สามารถเข้าไปคุยกับเขาตรง ๆ ได้ แต่ถ้าดูแล้วเขาไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร ตอนเขาถ่ายเราก็พยายามหลบเอง แล้วก็ลองบอกเจ้าหน้าที่ในฟิตเนสดูว่าให้ลองไปคุยกับเขาแทนให้”เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

สามีนอกใจไปมีมือที่สาม เขาไล่หนูกับลูกออกจากบ้าน และเขาก็อยู่ด้วยกันกับชู้อย่างมีความสุข ทิ้งหนูให้เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ความโกรธแค้นนี้ทำให้หนูเกลียดขี้หน้าเขา จนไม่สามารถเผชิญหน้าเพื่อไปหย่ากับเขาได้

30 ม.ค. 2026

สามีนอกใจไปมีมือที่สาม เขาไล่หนูกับลูกออกจากบ้าน และเขาก็อยู่ด้วยกันกับชู้อย่างมีความสุข ทิ้งหนูให้เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ความโกรธแค้นนี้ทำให้หนูเกลียดขี้หน้าเขา จนไม่สามารถเผชิญหน้าเพื่อไปหย่ากับเขาได้

สามีนอกใจไปมีมือที่สามเขาไล่หนูกับลูกออกจากบ้านและเขาก็อยู่ด้วยกันกับชู้อย่างมีความสุขทิ้งหนูให้เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวความโกรธแค้นนี้ทำให้หนูเกลียดขี้หน้าเขาจนไม่สามารถเผชิญหน้าเพื่อไปหย่ากับเขาได้ ‘คุณเอ็มมี่’ (นามสมมติ) อายุ 44 ปี เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (28 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาแชร์เรื่องราวกับ ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล – ดีเจเกลือ’ และ ‘หมอท้อป - นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เกี่ยวกับเรื่องที่สามีนอกใจไปมีมือที่สาม และได้ไล่เธอออกจากบ้านมาเช่าห้องอยู่กับลูก ทิ้งให้เธอเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว แล้วเลือกอยู่อย่างสุขสบายในบ้านหลังเดิมกับมือที่สาม ‘คุณเอ็มมี่’ ได้เล่าว่า เธอกับสามีเริ่มคบกันตั้งแต่ปี 2559 จนปี 2565 สามีก็ได้นอกใจและไปมีมือที่สาม แต่เขาก็ไม่ตัดสินใจเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คุณเอ็มมี่จึงเลือกที่จะยังอยู่ในความสัมพันธ์นั้น เพราะไม่อยากให้ลูกทั้งสองมีปมเกี่ยวกับครอบครัว เมื่อต้องทนกับความสัมพันธ์ที่เจ็บปวด คุณเอ็มมี่จึงได้โทรไปหามือที่สามเพื่อที่จะเคลียร์เรื่องทั้งหมด แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรออกไป เมื่อสาวคนนั้นกดรับสายโทรศัพท์ คุณเอ็มมี่ก็ได้กดวางสายทันที หลังจากนั้นสามีก็ได้โทรมาต่อว่าและไล่คุณเอ็มมี่ออกจากบ้าน ตัวของคุณเอ็มมี่จึงได้ย้ายออกมาเช่าห้องอยู่กับลูกอีก 2 คน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นในปี 2567 ที่ผ่านมา คุณเอ็มมี่กลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างเต็มตัว เนื่องจากสามีของเธอนั้นไม่ได้ช่วยในการเลี้ยงดูลูก ทั้งค่าเรียน ค่าของใช้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของลูก คุณเอ็มมี่ล้วนเป็นคนทำงานหามาจ่ายเองทั้งสิ้น ส่วนสามีจะมีแวะมาหาลูกบ้าง ชั่วโมงหนึ่ง หรือครึ่งชั่วโมง แต่ไม่ได้ทำหน้าที่พ่ออย่างที่ควร เวลามาหาลูกยังชอบให้ลูกคุยโทรศัพท์กับมือที่สามอีกด้วย อีกทั้งคุณเอ็มมี่ยังได้บอกเกี่ยวกับความรู้สึกเพิ่มเติมว่า เธอนั้นต้องการหย่ากับสามี ซึ่งฝ่ายสามีก็คิดเช่นกันเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างต้องการหย่า และจบความสัมพันธ์ที่คาราคาซังนี้ แต่คุณเอ็มมี่ก็ได้บอกว่า อีกใจหนึ่งเธอก็โกรธแค้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น เธอมีความคิดที่ไม่อยากหย่า เพื่อที่จะให้มือที่สามยังคงตำแหน่งมือที่สามต่อไป และที่เธอคิดทำแบบนี้ก็เพื่อจะแก้แค้นในสิ่งที่เธอเจอมา ทั้งที่เธอก็รู้ว่าการอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้มันจะ Toxic กับชีวิตก็ตาม สุดท้ายคุณเอ็มมี่ได้ขอคำปรึกษากับเหล่าดีเจและคุณหมอท้อปว่า ตัวของเธอนั้นไม่สามารถกลับไปเผชิญหน้าเพื่อจะทำการหย่าร้างกับสามีได้ และที่โทรมาในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร ในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการทราบว่า ตัวเธอนั้นควรทำอย่างไรต่อไปเพื่อที่จะให้ตัวเองกล้าไปเผชิญหน้ากับสามีที่ตนเกลียดเข้าไส้ เพื่อดำเนินการทำการหย่าร้างตามกฎหมายให้ความสัมพันธ์นี้จบลง อีกทั้งยังเธอควรจะทำอย่างไร กับการที่ยังมีความรู้สึกที่อยากจะแก้แค้นมือที่สามอยู่ หลังจากฟังเรื่องราวของคุณเอ็มมี่จบ เหล่าดีเจและคุณหมอท้อปก็ได้เริ่มให้คำปรึกษาคุณเอ็มมี่ด้วยความเห็นใจ โดยเริ่มจาก ‘ดีเจเกลือ’ ที่ได้กล่าวว่า “คิดว่าหน้าที่การเลี้ยงดูลูกเป็นเรื่องของทั้งพ่อและแม่ ไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่งที่ต้องแบกรับภาระไว้ฝ่ายเดียว คุณเอ็มมี่สามารถฟ้องหย่า และฟ้องค่าเสียเวลาได้ ส่วนเรื่องลูกก็ไม่ต้องกลัวว่าลูกสามารถอยู่กับเราได้มั้ย เพราะศาลน่าจะเห็นเหตุผลชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนในเรื่องของการหย่า ถ้าคิดว่าการต้องไปเผชิญหน้ากับเขานั้นมันไม่ไหวจริง ๆ ก็ขอให้คิดถึงลูกเป็นหลัก นึกถึงหน้าลูกไว้เยอะ ๆ ว่าการไปเจอหน้ากันครั้งนี้เพื่อให้ลูกไม่ต้องเจอกับความ Toxic ต่อไป” นอกจากนี้ ‘ดีเจเกลือ’ ยังยกเคสกรณีของตนที่เคยผ่านประสบการณ์การหย่าร้างมาแล้วว่า “อย่างคู่ผมก็มีปัญหานี้เหมือนกัน ยอมรับว่าเราอยู่ร่วมกันไม่ได้ แล้วเราก็ทะเลาะกัน แต่สิ่งเดียวที่ทำให้เราใจเย็นได้ก็คือลูกนี่แหละ และเราทั้งคู่จะไม่ให้ลูกเห็นเวลาทะเลาะกันเลย ช่วงไหนที่เรารู้สึกว่าเราเจอกันไม่ได้เราก็จะห่าง ๆ กัน แล้วจะหาเหตุผลไปบอกกับลูกว่า ‘โอเคบางครั้งความรักมันแปรเปลี่ยนได้ พ่อแม่ยังเป็นเพื่อนกันได้ อาจจะไม่ใช่แฟนกันแล้ว แต่ก็ยังเป็นพ่อแม่ของลูกเสมอ’ ใด ๆ คือให้คิดถึงลูกไว้ ผมว่ามันจะเป็นพลังให้เราสามารถเผชิญหน้ากับสามีได้ คิดว่าทำเพื่อลูกครับ” ต่อมา ‘ดีเจต้นหอม’ ได้กล่าวว่า “เก็บหลักฐานว่าเขามีชู้ เก็บหลักฐานว่าเขาอยู่ด้วยกัน ใช้ชีวิตด้วยกัน เอาให้เห็นเลยว่าเขานอกใจเราจริง ๆ ในขณะที่เรายังถือทะเบียนสมรสอยู่ แล้วเราก็ไปทำเรื่องฟ้องสามี เรียกค่าเลี้ยงดู ฟ้องชู้เพราะทำผิดกฎหมาย ใช้วิธีการฟ้องหย่ากันเพื่อเอาเงินมาเลี้ยงดูลูก และทุก ๆ การเจอกันก็อยากให้คิดไว้ว่า ทำเพื่อลูก และแม่จะจบสิ่งนี้เพื่อลูก” มาที่ด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้กล่าวต่อว่า “คือจริง ๆ เห็นด้วยกับพี่เกลือ กับพี่หอม ว่าอยากให้ฟ้องหย่า เพราะว่าสิ่งที่เขาทำกับคุณเอ็มมี่คือเขาไม่มีความรับผิดชอบ เขาควรต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เขาสร้างมากับเรา นั่นก็คือลูก เขาไม่ควรปัดปัญหาแบบนี้ แต่ในกรณีที่คุณเอ็มมี่ไม่อยากวุ่นวาย อันนี้พี่เสิร์จใน Google นะ เหมือนมันจะมีวิธีการที่สามารถหย่ากันได้โดยเราไม่ต้องไปเจอเขา โดยการจดทะเบียนหย่าต่างสำนักทะเบียน เพียงแต่คุณเอ็มมี่ต้องตกลงกับเขาว่าเราจะหย่ากันแต่โดยดี และก็เรื่องทรัพย์สิน เรื่องต่าง ๆ พี่ว่าสามารถลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้นะ แต่ถ้าสุดท้ายในกระบวนการมันยังต้องไปเจอกันอีก ก็นึกในแบบที่พี่เกลือบอกแหละว่าเราไปเจอเขาเพื่อหลังจากนี้ไม่ต้องเจออีก และเพื่อให้ทำลูกสบายใจด้วย มันจะได้จบปัญหานี้สักที พี่เข้าใจความรู้สึกของคุณเอ็มมี่ว่าเกลียดมากจนไม่อยากเจอหน้า แต่คุณเอ็มมี่จะหนีไปทั้งชีวิตไม่ได้ พี่ว่าลองกลั้นใจไปเผชิญหน้ากับเขาเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อจบเรื่องและปัญหาทั้งหมด พี่ว่าผลลัพธ์มันก็อาจจะคุ้มค่าพอที่เราจะต้องไปเจอหน้าคน ๆ นี้อีก” สุดท้ายคือการให้คำปรึกษาจาก ‘คุณหมอท้อป’ ว่า “อย่างแรกคือเราก็ไม่รู้ว่า การที่เราปล่อยเขาเป็นมือที่อยู่สามอยู่แบบนี้ เขาจะรู้สึกทรมานใจหรือป่าว เพราะตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ก็ไม่เห็นจะดูทรมานเลย เราอาจจะไม่ได้สิ่งที่เราคิดว่าได้ก็ได้ แต่ว่าอย่างแรกเลย การที่เรารู้สึกแย่มันคือความรู้สึกของคนปกติ อยากให้ยอมรับก่อนว่า เราโกรธก็คือโกรธ ความรู้สึกมันเยอะแยะไปหมด ซึ่งเท่าที่ฟังจากคุณเอ็มมี่มา จะไม่โกรธก็แปลก เพราะงั้นเราเป็นคนปกติ เราโกรธได้ แต่ปัญหาหลังจากที่เราโกรธ เรารู้ว่าอารมณ์เราเป็นยังไง แล้วเราจะทำยังไงต่อ เพราะถ้าเกิดเราไม่ตั้งสติขึ้นมาเราจะเกิดความงงว่าแล้วฉันควรจะไปทางไหนต่อดี” ซึ่งคุณหมอท้อป ก็ได้กล่าวให้ฟังเพิ่มเติมว่าในกรณีนี้ในพาร์ทของสามีภรรยากับพาร์ทของลูกนั้นต่างกัน โดยกล่าวว่า “ถ้าเกิดพูดถึงเรื่องสามีภรรยา ให้เราทบทวนความคิดตัวเองก่อน ว่าเราอยากจะหย่าจริงมั้ย เพราะพอเมื่อกี้เริ่มคุย ๆ กันไปสักพักเริ่มมีคำพูดแล้วว่า อาจจะไม่ได้อยากหย่า แต่คำถามคือถ้าไม่หย่าแล้วจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ กรณีที่ต้องอยู่ไปแบบนี้ มันโอเคต่อตัวเรา และลูกจริง ๆ หรอ ซึ่งถ้าเขาไม่ได้รู้สึกว่าเขาผิด เขาก็จะอยู่แบบมีความสุขเหมือนเดิม หรือเขาอาจจะรู้ว่าผิด แต่เขาไม่ได้แคร์ก็ได้ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคืออย่าไปคิดแทนเขา และการที่ปล่อยเขาเป็นมือที่สามต่อไป เขาอาจจะไม่สะทกสะท้านอะไรก็ได้เลยก็ได้ ถ้าสะทกสะท้านเขาคงไม่เลือกทางนี้แต่แรกอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดว่าเราอยากจะตัดปัญหานี้ให้จบ เราก็ต้องดูว่ามันมีวิธีไหนบ้าง หลาย ๆ คนก็เลือกให้กฎหมายช่วย หรืออาจจะให้บุคคลอื่นมาช่วยไกล่เกลี่ย ว่าจะแบ่งหน้าที่ของสามีภรรยากันยังไง” และคุณหมอท้อปก็ได้พูดต่อในพาร์ทของลูกว่า “ในส่วนของลูกจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย หมอรู้ว่าเราพยายามจะเป็นแม่ที่ดี การที่เราอยากเป็นแม่ที่ดีคือการเอาลูกมาใส่ใจ แต่ตอนนี้จะแอบสับสนมั้ยว่า การเป็นแม่ที่ดี กับการที่เอาลูกมาเป็นตัวประกัน หรือเอาลูกมามีส่วนร่วมในสนามรบด้วย มันค่อนข้างลำบาก ตัวประกันในที่นี้เราอาจจะไม่ได้ตั้งใจจะให้เขามาเป็น แต่หมายถึง คือการดึงลูกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยซึ่งอาจจะอันตราย เพราะว่าไม่แน่ใจว่าอันไหนจะแย่กว่ากัน ระหว่างลูกต้องนั่งฟังว่าเมื่อไหร่แม่จะหย่ากับพ่อ กับลูกต้องเห็นแม่มานั่งทรมาน โกรธแค้นใจจนเขาโต มันก็อาจจะเป็นปมปัญหานึงในชีวิตของลูกได้ หมอว่าสามีรักเราป่าว เราไม่รู้ แต่ลูกรักเราแน่นอน เราทำให้คนที่เขารักเราและเรารักเขาดีกว่ามั้ย ถ้าเราข้ามผ่านเรื่องเลวร้ายแบบนี้ไปได้ สักวันที่ลูกโตขึ้น ลูกจะเห็นแม่เป็นตัวอย่างที่ดี ที่ถึงแม้ว่าแม่จะเจอเรื่องที่แย่มาขนาดนี้ แต่แม่ยังดูแลเขา ยังเข้มแข็ง และยังคงเป็นแม่ที่ดีได้ต่อไป เมื่อถึงวันนั้นเขาก็จะเห็นเอง ว่าใครคือคนที่รักและทุ่มเทให้กับเขามาโดยตลอด”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมอยากจะขอเลื่อนงานแต่งแฟนไปอีกสัก 1-2 ปี เพราะหน้าที่การงาน การเงิน เก็บออมสินสอดอยู่ ผมจะพูดหรือมีวิธีการสื่อสารยังไงให้แฟนเข้าใจดีครับ?

24 ม.ค. 2025

ผมอยากจะขอเลื่อนงานแต่งแฟนไปอีกสัก 1-2 ปี เพราะหน้าที่การงาน การเงิน เก็บออมสินสอดอยู่ ผมจะพูดหรือมีวิธีการสื่อสารยังไงให้แฟนเข้าใจดีครับ?

“คุณสอง (นามสมมติ)” อายุ 27 ปี สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [22 ม.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับปัญหาอยากขอเลื่อนแฟนแต่งงาน เพราะมีปัญหาเรื่องเงินและหน้าที่การงาน โดย “คุณสอง (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘อยากจะขอเลื่อนแฟนแต่งงาน เพราะมีเรื่องของการเงินและหน้าที่การงานเข้ามา เรา 2 คนเคยคุยกันไปแล้ว แต่พอคุยกันบ่อย ๆ มันเหมือนกับว่าเขาอยากจะรีบแต่งงาน เราทะเลาะกันเรื่องนี้บ่อยมาก เราก็เข้าใจในมุมเขา แต่ก็ไม่รู้จะพูดยังไง ต่อให้เขาเข้าใจเราและยอมรับจริง ๆ เรา 2 คนคบกันมาปีนี้กำลังจะเข้าปีที่ 10 แล้ว แพลนแต่งงานของเราคือช่วงปลายปี 69 สิ่งที่ผมกลัวคือผมกลัวเก็บเงินไม่ทัน เราไม่อยากจัดงานแบบลวก ๆ อยากทำให้มันออกมาดีเพราะมันคือครั้งเดียวในชีวิต จริง ๆ สเกลมันก็ไม่ใหญ่มากประมาณ 100 – 200 คน แต่มันก็มีเรื่อง ไหนจะค่าสินสอด ค่าสถานที่ ไหนจะถ้าแต่งงานไปแล้วต้องย้ายมาอยู่ด้วยกัน ซึ่งมันอาจจะต้องย้ายไปอยู่ไกลกว่าที่ทำงาน หรืออาจจะทำให้เราทำงานเสริมไม่ได้ ผมค่อนข้างที่จะกังวลเรื่องเงินมาก ๆ ผมเป็นคนที่ต้องทำงานและเรียนไปด้วยตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะครอบครัวก็ไม่ได้มีฐานะเท่าไหร่ ไหนจะมีน้อง มีแม่ที่ต้องดูแลด้วย มันเลยทำให้ระหว่างทางผมมีเฉลี่ยเงินออกไปบ้าง ทำให้การเก็บเงินมันยังมีไม่มากพอ จริง ๆ แฟนผมก็รู้สถานะทางการเงินทั้งหมด เพราะเราคุยกันเรื่องสเกลงานแต่งทุกอย่างเบื้องต้นแล้ว เราคุยกันว่าช่วยกันออก ผมโอเค ไม่ได้ติดปัญหาอะไร สเกลก็ยังอยู่ในสโคปที่เข้าใจตรงกันทั้ง 2 ฝ่าย แต่ผมแค่รู้สึกว่าถ้ามันมีเวลามากกว่านี้ มันอาจจะทำให้มันดีได้มากกว่า ไหนจะค่าสินสอด แต่จริง ๆ พ่อแม่เขาก็ไม่ได้เรียกค่าสินสอดอะไร พ่อแม่เขาดีกับผม น่ารักกับผมมาก ผมเองที่รู้สึกว่าเราเป็นผู้ชาย เราควรให้เกียรติเขา ซึ่งสำหรับผมมันรู้สึกว่ามีเยอะได้มากกว่านี้ เราไม่อยากเป็นใครที่ดูแลคนอื่นไม่ได้ ทุกวันนี้ที่เราคุยกันก็ยังมีทะเลาะกันอยู่บ้างเป็นระยะ ๆ คือเขาก็เหมือนจะเข้าใจ แต่บางทีก็จะพูดประมาณว่า ทำไม จะต้องเลื่อนอะไรอีก คบกันมานานแล้ว ซึ่งผมก็เข้าใจนะคบกันมา 10 ปีมันก็อาจจะถึงเวลาแล้วแหละ ผมเลยอยากจะปรึกษาพี่ๆดีเจว่า มีวิธีพูดยังไงให้เขาอ่อนลงหรือทางไหนที่มันจะเป็นทางที่ดีที่สุด’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘จริง ๆ อยาก reset สิ่งที่สองกังวลใหม่หมดเลย คือ ณ ตอนนี้เท่าที่เคยผ่านมาแล้ว เรารู้สึกว่ายิ่งเป็นครอบครัวรักกันทั่วไป ไม่จำเป็นต้องเอาเงินไปลงกับงานแต่งมากมายอะไรเลย จริง ๆ แล้วหัวใจของการแต่งงานคือ จัดเพื่อให้กับคุณพ่อคุณแม่ให้กับพ่อแม่ของบ่าวสาวได้มีความสุขกับวันนั้น เป็นวันที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะเหนื่อยมากแล้วก็ เราจัดเพื่อให้เกียรติคุณพ่อคุณแม่กับผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งเท่าที่ฟังสองมาพ่อแม่ฝั่งเขาก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรเลย สิ่งที่สองกังวลตอนเนี้ยเหมือนกับว่าครอบครัวเอย ทั้งบ่าวสาวเอย ตอนนี้มีสองกังวลอยู่คนเดียว พี่เลยไม่แน่ใจว่าเรากลัวมากกว่าที่มันจะเป็นหรือเปล่า ทุกวันนี้งานแต่งงานรูปแบบการจัดมันเปลี่ยนไปเยอะมาก คนรุ่นใหม่ที่กำลังมีแพลนที่จะแต่งงานเนี่ย มัน Compact ขึ้นเยอะมาก มันเล็กลง จำนวนแขกน้อยลง ใช้สถานที่ที่ฟุ่มเฟือยน้อยลง ทุกคนมีความคิดไปในทางเดียวกันทั้งบ่าวทั้งสาวแล้ว ส่วนมากเราประหยัดการจัดงานแต่งงานที่มันจะต้องใหญ่โตแล้วก็สุดท้ายเสียเงินไปโดยใช่เหตุเราเอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า หรือแม้กระทั่งสินสอดที่จะมาวางไว้ที่ข้างหน้างานทุกวันนี้มันก็เป็นแค่ พร็อพ นึงด้วยซ้ำ สุดท้ายแล้วเงินตรงนั้นเขาก็ให้มาเป็นขวัญถุงตั้งตัวของบ่าวสาว ประเภทที่ว่าลูกสาวฉันต้องได้เงินเท่านี้เธอถึงจะเอาลูกสาวฉันไปยุคนี้ไม่ค่อยได้เห็นแล้ว เพราะฉะนั้นคำว่าไม่พร้อมของสองเท่าที่ฟังดูมันเลยเป็นความไม่พร้อมทางจิใจหรือเปล่า พี่ไม่ได้รู้สึกว่าสองจะต้องการเงินมากมายสำหรับการจัดงาน ซึ่งปลายปี 69 ก็จะมีเวลาอีก 2 ปีเต็ม ๆ การที่ 2 ปีเต็ม ๆ เราวางสเกลงานแต่งไว้ ขนาดกะทัดรัด แขกอาจจะหลัก 10 ที่มีแต่ญาติสนิทก็พอ เพื่อนเดี๋ยวไปปาร์ตี้กันทีหลัง มันสามารถจัดได้เลยโดยที่ไม่ต้องอาศัยความพร้อมมากมาย พี่เลยรู้สึกว่าคำว่าไม่พร้อมไม่พร้อมตรงไหนทางเป็นเรื่องของเงินมันจัดการได้มากมายแต่ถ้าเป็นเรื่องของจิตใจลองนอนคุยกับตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถ้าจะเอาวันที่พร้อมแต่ก็ไม่รู้ว่าวันที่พร้อมมันจะมีอยู่จริงไหม พร้อมไม่พร้อมหรือเราแค่กลัวการเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า มีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจอีกเยอะ 2 ปี คนเราเติบโตอีกตั้งเยอะมีเวลาครับ’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ที่สองบอกไม่พร้อมเท่าที่ฟังนะพี่เห็นไปใกล้เคียงกับพี่เผือกว่าเหมือนสองไม่พร้อมในสิ่งที่ฝั่งน้องผู้หญิงแฟนสองกับครอบครัวก็ไม่ได้ต้องการ กลายเป็นว่าเหมือนสองแค่ว่าจะไม่เห็นตัวเองเป็นไปตามแพลนที่มันวางไว้ แต่บางทีการไม่ได้ตามแพลนแต่มันได้อะไรมาซึ่งความสุขให้อีกแบบนึงพี่ว่ามันก็น่าลองเหมือนกันในมุมพี่นะ คือตอนนี้พี่พยายามแทนตัวเองเป็นแฟนสอง พี่ว่าคบกันมา 10 ปีแล้วถ้าเขาเคยบ่นแล้วว่าทำไมมันไม่ได้แต่งสักที พี่ว่าในมุมผู้หญิงที่เล่ามานะ มันอาจจะแค่ว่า มึงแต่งกับกูสักทีเถอะให้มันจบ ๆ ให้มันรู้ว่าเราคือสามีภรรยาถูกต้องมากฎหมายเฉย ๆ อาจจะไม่ได้ต้องการแขก 200 คนก็ได้ อาจจะแค่ครอบครัว 2 ครอบครัวกินข้าวด้วยกัน ไม่ต้องสินสอดมาวางประกาศบอกใครก็ได้ว่าเท่าไหร่ เขาแค่อยากให้มันมีงานแต่งงานเกิดขึ้น ลองคุยแล้วลดสเกลแบบแพลนที่เราว่าไว้แต่บนพื้นฐานที่ว่ามันแต่งงานได้แล้วมันก็ยังเป็นสามีภรรยากัน พี่ลองคุยกับเขาก่อนถ้าเขาแบบไม่ได้ฉันต้องมีงานใหญ่ ฉันต้องมีสินสอดอย่างงั้นพี่ว่ามันจะเป็นปัญหา แต่ว่าถ้าคุยกับเขาแล้วมันโอเคมันไม่มีปัญหาเลย บ้าน 2 บ้านกินข้าวกันมีอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ มอบให้กันแหวนเล็ก ๆ พี่ว่า 2 อาจจะไม่ต้องเครียดขนาดนี้ก็ได้’ สุดท้าย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คืองานแต่งงานเป็นแค่อีเว้นท์ ชีวิตหลังแต่งงานสำคัญกว่านั้นมากเลย และวันนี้น้องเจอครอบครัวซึ่งเป็นครอบครัวที่น่ารักมาก ๆ ครอบครัวที่เห็นน้องมาโดยตลอดว่า น้องมีความใส่ใจซื่อสัตย์ อันนั้นก็เป็นสินสอดที่ราคาสูงมากกับการที่ผู้หญิงคนนึงอยู่ในความสัมพันธ์แบบแฟนมาตั้งเป็น 10 ปี แล้วพอเขาจะขอแค่อีกนิดเดียวเพื่อจะบอกกับทุกคนว่า ตกลงที่เห็น ๆ กันอยู่เนี่ยไม่ใช่แฟนแล้ว สามีภรรยาแล้วนะ จริง ๆ เขาก็ต้องการแค่นั้นเอง เราจะต้องไปเปรียบเทียบอะไรกับบ้านเขาพี่กลัวเหลือเกินว่า เดี๋ยวรอผมสร้างบ้านก่อนน้องไม่แคร์เหรอว่า แล้วคนในบ้านล่ะถ้าเกิดวันนึงมีแต่บ้านแล้วคนในบ้านไม่อยู่ด้วยแล้ว หนูโอเคจริงไหม น้องอย่าลืมวันนี้ความเปลี่ยนแปลงสอนเราทุกวัน วันนี้ก้าวเท้าออกนอกบ้านเราไม่รู้เลยว่า จะได้กลับเข้าบ้านกันหรือเปล่ามันมีอะไรต่าง ๆ มากมายเยอะแยะ มันไม่มีทางหรอกที่มันจะไปตามแพลนของน้องโดยตลอด แล้วถ้าน้องจะเอาตามแพลนของตัวเองคนเดียว พี่กลับรู้สึกว่าไม่ได้ ในเมื่อจะมีใครสักคนเป็นคู่ชีวิตจะเอาแต่ใจตัวเองคนเดียวได้ยังไง เป็นพี่เป็นฝ่ายหญิงก็คงจะงง เชื่อไหมว่าคนอื่นคงถามว่าทำไมยังไม่แต่ง คือถ้าจะรอสร้างบ้านก่อนพี่ว่าบ้านไม่สำคัญเท่าคนในบ้าน พี่นับถือหัวใจน้องตั้งใจว่าน้องจะเป็นผู้ชายคนนึงที่ดูแลผู้หญิงคนนึงได้แต่นอกเหนือจากทุนทรัพย์แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณสมบัติของการเป็นคนรักกัน ใส่ใจความรู้สึกเขาและอยากให้มีวันของเราหรือแม้แต่การกังวลอนาคตจนไม่มีความสุขในปัจจุบัน ถ้าชีวิตพี่อ้อยจะสามารถเป็นวิธีคิดได้พี่อ้อยกับสามีอยู่กันเป็นรักทางไกลมาในวันแรกที่แต่งงานกัน สามีบอกว่าแต่งงานได้ 2 ปีต้องมาอยู่ด้วยกันแล้วนะ ปัจจุบันแต่งไป 17 ปีแล้วยังเป็นกรุงเทพ แม่สอดอยู่เลย แต่ในที่สุดแล้วใน 17 ปีนั้น เราจะค่อย ๆ ขยับมันเองได้และก็อยู่กันแบบนี้แบบที่เรายังดูแลกันได้อย่างสม่ำเสมอ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้ารักกันมากพอ ชีวิตหลังแต่งงานยังสำคัญมากกว่าการแต่งงานเยอะมาก’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

โบกเท่าไหร่ ก็ไม่จอด!! หนูเลิกงานมา โบกรถเมล์กลับบ้าน ยืนตรงป้าย ยื่นแขนตรง แล้วหันหน้าไปทางรถวิ่ง รถเมล์ไม่จอดเลย จนมีคันนึงจอด ก็เลยเปิดใจถามกระเป๋า กระเป๋าบอก "ถ้ายื่นแขนแล้วต้องโบกขึ้นลงด้วย บางทีคนขับไม่รู้ว่ายื่นแขนมาโบกรถ"

14 มิ.ย. 2024

โบกเท่าไหร่ ก็ไม่จอด!! หนูเลิกงานมา โบกรถเมล์กลับบ้าน ยืนตรงป้าย ยื่นแขนตรง แล้วหันหน้าไปทางรถวิ่ง รถเมล์ไม่จอดเลย จนมีคันนึงจอด ก็เลยเปิดใจถามกระเป๋า กระเป๋าบอก "ถ้ายื่นแขนแล้วต้องโบกขึ้นลงด้วย บางทีคนขับไม่รู้ว่ายื่นแขนมาโบกรถ"

โบกเท่าไหร่ ก็ไม่จอด!! หนูเลิกงานมา โบกรถเมล์กลับบ้านยืนตรงป้าย ยื่นแขนตรง แล้วหันหน้าไปทางรถวิ่ง รถเมล์ไม่จอดเลยจนมีคันนึงจอด ก็เลยเปิดใจถามกระเป๋า กระเป๋าบอก "ถ้ายื่นแขนแล้วต้องโบกขึ้นลงด้วยบางทีคนขับไม่รู้ว่ายื่นแขนมาโบกรถ" ทุกคนโบกรถเมล์ท่าไหนกันคะ? “คุณรถเมล์ (นามสมมติ)” อายุ 20 ปีปลายๆ สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [12 มิ.ย. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาต้องโบกรถเมล์ท่าไหน คนขับถึงจะจอดรับ โดย “คุณรถเมล์ (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘เนื่องจาก BTS ส่วนต่อขยาย มีการปรับขึ้นราคาเหมาเป็น 15 บาท แล้วทีนี้หนูจะอยู่ในช่วงสถานีที่ต่อขยายเลยต้องจ่าย 15 บาท ซึ่งดูจากเงินของตัวเองแล้ว มันมีทางที่จะประหยัดได้ ก็เลยตัดสินใจไม่ขึ้น BTS เปลี่ยนมาลองขึ้นรถเมล์ดู ซึ่งปัญหาคือวันนั้นหนูเลิกงานประมาณ 4 โมงเย็น หนูก็โบกรถเมล์สายหนึ่ง คือ รถเมล์สายนี้บางทีเขาก็จอด แต่บางทีเขาก็ไม่จอด หนูก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วหนูเจอเหตุการณ์นี้ประจำ จนหลายครั้งเข้าหนูก็ทนไม่ไหว ก็ได้มีการโทรไปร้องเรียนบ้าง แล้วล่าสุดหนูก็โบกรถเมล์สายเดิมแต่เขาไม่จอดรับหนูอีกแล้ว ซึ่งคันถัดไปมาพอดี หนูก็โบก แต่คันนี้เขาจอดรับ พอขึ้นรถเมล์ไป หนูก็เลยแกล้งๆ ถามพี่กระเป๋ารถเมล์ว่า “พี่คะคือหนูสงสัยอ่ะ ก่อนหน้าคันพี่ หนูก็โบกแต่เขาไม่จอดเลย” พี่กระเป๋ารถเมล์ก็ตอบมาว่า “หรอเขาไม่จอดหรอ เขาไม่เห็นรึป่าว หนูโบกยังไง” หนูก็อธิบายท่าโบกให้พี่กระเป๋ารถเมล์ฟัง คือ หนูยกแขนขนานกับถนน ส่วนฝ่ามือก็คว่ำลง แล้วก็ยกตรงๆ ไม่ได้มีการขยับแขนโบกขึ้นลงหรืออะไร เพราะหนูคิดว่ามันน่าจะเป็นท่าปกติ เป็นสัญลักษณ์ที่ใครๆ ก็รู้ หนูคิดแบบนั้น แล้วหนูก็ยืนท่านั้นอยู่นานมากๆ เพราะคิดว่าเขาต้องเปลี่ยนเลนมาเพื่อจอดรับ พี่กระเป๋ารถเมล์ก็บอกว่า “ตอนที่พี่เห็นหนูเมื่อกี้ พี่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหนูจะโบกรถเมล์รึป่าว” พี่เขาก็แนะนำว่า รอบหน้าให้โบกขึ้นลง ก็เลยจะอยากจะปรึกษาพี่ๆ ว่าหนูควรทำยังไงดี’ โดย “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ของหนูมันเหมือนคนที่ยืน แล้วแค่ยื่นแขนขนานกับถนนตรงๆ โดยไม่ได้มีการเคลื่อนไหวอะไร คือการที่ยืนแบบนี้มันก็อาจจะดูแปลก แล้วคนขับอาจจะคิดว่าสรุป โบกมั้ย หนูโบกขึ้นลงเลยเคลื่อนไหวให้เขาเห็น ซึ่งรถเมล์เขาทำเวลารึป่าวอันนี้ไม่รู้นะ แต่เขาขับเร็วเป็นเรื่องปกติ สมมุติเขาขับเร็วแล้วมันไม่มีอะไรเคลื่อนไหว เขาอาจจะมองเป็นถังขยะ หรือคนถือป้ายโฆษณาข้างทาง อะไรแบบนี้รึป่าว แต่ถ้าโบกขึ้นลงแบบ “เห้ยยยยยย จอดดดด!” ถ้าแบบนี้อ่ะมันเห็น ลองเพิ่มการเคลื่อนไหวดู บางทีคนขับเขาไม่ได้ใส่ใจกับป้ายเท่าไหร่ไง เผลอๆ ไม่ทันเห็น ขับเลยไปแล้วก็ทำไรไม่ได้ เราต้องเรียกให้จิตเขาอยู่กับเราให้ได้’ ต่อด้วย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ใครมันจะมายืนท่านี้ขนานกับถนนอ่ะ ถ้าไม่ใช่โบกรถ พี่ว่ามันไม่เกี่ยวกับท่าโบกรถของหนูหรอก คือ คนขับรถอ่ะขี้เกียจเราต้องยอมรับว่ารถเมล์ในกรุงเทพมีหลายคันหลายสายมาก ที่บางทีเขาก็ไม่จอดเพราะเขาแค่ไม่อยากรับ อันนี้คือเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ เขาก็แค่ไม่เข้ามารับ มันขึ้นอยู่กับจรรยาบรรณของคนขับคันนั้น ซึ่งมันก็มีคันดีๆ ที่จอดรับผู้โดยสารทุกป้าย แต่มันก็มีคันที่ผ่านไปเลย มันก็มีเยอะเช่นกัน พี่โดนประจำตอนสมัยเรียน ถ้ามันไม่เหนือบ่ากว่าแรงก็ลองเคลื่อนไหวดู แต่พี่จะบอกว่า อย่าไปโทษตัวเอง มันเป็นที่คนขับ’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คือท่านี้มันคือท่าโบกรถ มันจะมีอย่างงี้นะ สมมติถ้ารถเมล์สายเดียวกัน แล้วมันขับตีคู่กันมา คันแรกมันจะไม่จอด มันจะให้คันหลังจอด ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับจรรยาบรรณของคนขับอย่างที่พี่เติ้ลบอก คราวหลังนะโบกขึ้นลงเลยแรงๆ เลย ฟีลแบบ “กูอยู่นี่!!!!” ซึ่งคนส่วนใหญ่เวลาโบกรถเมล์เขาก็จะยืนค่อมไปอีกเลนเลย แล้วโบกขึ้นลงแรงๆ หนูลองเคลื่อนไหวดู ซึ่งคนขับก็ร้อยพ่อพันแม่ บางคนก็รับ บางคนก็ไม่รับ ดีชั่วก็อยู่ในนั้นอ่ะ คือคนขับอาจจะคิดแบบนี้ก็ได้ถ้า โบกแรงๆ แสดงว่าอยากกลับบ้านมาก แต่ถ้าโบกแบบนิ่งๆ แสดว่าไม่ค่อยอยากกลับบ้านเท่าไหร่ รอคันถัดไปละกัน แต่ถ้าผู้โดยสารโบกส่วนใหญ่เขาก็จะจอดรับนะ เพราะมันเป็นหน้าที่เขา’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-