ส่งงานผ่าน Email ไปแล้ว แต่เขาไม่อ่าน แล้วยังมาบอกอีกว่าให้หนูเดินไปบอกเขาว่าส่งเมลให้แล้วนะ มันใช่หรอคะ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ส่งงานผ่าน Email ไปแล้ว แต่เขาไม่อ่าน แล้วยังมาบอกอีกว่าให้หนูเดินไปบอกเขาว่าส่งเมลให้แล้วนะ มันใช่หรอคะ?

02 เม.ย. 2026

ส่งงานผ่าน Email ไปแล้ว แต่เขาไม่อ่าน

แล้วยังมาบอกอีกว่าให้หนูเดินไปบอกเขาว่าส่งเมลให้แล้วนะ

มันใช่หรอคะ?

         ‘คุณลูน่า’ (นามสมมติ) อายุ 26 ปี เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (1 เมษายน 2569) ได้โทรเข้ามาเล่าเรื่องราวที่สร้างความสงสัยจนชวนขมวดคิ้ว กับ 'ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจอั๋น' เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องร่วมงานกับพนักงานแผนกอื่น แต่เขาไม่ยอมอ่าน Email งานที่เธอส่งไปจนทำให้เกิดปัญหาตามมา

         ‘คุณลูน่า’ เล่าว่า ในออฟฟิศที่เธอกำลังทำงานอยู่ ได้มีรุ่นพี่อีกแผนกไม่ชอบอ่านอีเมลงานที่เธอส่งไปให้ ซึ่งงานนั้นเป็นงานที่รุ่นพี่ในแผนกนั้นจะต้องเป็นปราการด่านสุดท้ายในการ Approve งานก่อนส่งงานจริง

         ซึ่งรุ่นพี่ในแผนกนั้นก็ได้บอกแผนกของคุณลูน่าว่า “ทำไมเมลมาแล้วไม่เดินมาบอกด้วยว่าส่งเมลมา” ซึ่งนั่นก็สร้างความสงสัยชวนขมวดคิ้วให้กับคุณลูน่าเป็นอย่างมาก ว่ามันใช่หน้าที่หรือสิ่งที่เธอต้องรับผิดชอบหรือเปล่า 

         โดยคุณลูน่าได้เล่าว่า เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นประมาณ 4-5 ครั้งต่อเดือน เมื่อเกิดเหตุการณ์เดิม ๆ ซ้ำ ๆ ตัวเธอก็เริ่มทนไม่ไหว และได้ไปบอกกับหัวหน้าของแผนกนั้น แต่หัวหน้าแผนกนั้นกลับมีท่าทีที่เข้าข้างฝ่ายตัวเอง พร้อมบอกว่า เป็นความผิดของฝ่ายคุณลูน่า ที่ส่งงานมาทางเมลแต่ไม่เดินมาบอก จนบางทีก็มีผลกระทบต่องาน ทำให้ส่งงานล่าช้าไปบ้าง

         หลังจากที่ฟังเรื่องราวทั้งหมดจบ เหล่าดีเจจึงได้เห็นตรงกันว่า สำหรับเรื่องนี้ ในฝ่ายนั้นก็ผิดที่ไม่ได้เช็กเมล ทั้งที่มันคืองานส่วนของเขาที่ต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าเดือนหนึ่งเกิดเหตุการณ์แบบนี้นาน ๆ ที 4-5 ครั้ง หากไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรง คิดว่าสามารถส่งไลน์ไปบอกหลังส่ง Email ให้เขาได้ อย่าไปหาเรื่องเขา ให้เอาเวลาปวดหัวไปปวดหัวเรื่องอื่นจะดีกว่า พร้อมบอกว่า คนส่วนใหญ่เวลาส่ง Email ก็มักจะทักมาบอกว่าส่งแล้ว หรือจะซื้อสติ๊กเกอร์ไลน์มาใช้ก็จะสะดวกยิ่งขึ้น กรณีที่เราแจ้งเขาแล้ว แล้วเขายังไม่เห็น เขาจะผิดเต็ม ๆ ทำงานของเราให้ดี ให้ไม่มีใครมาตำหนิเราได้ก็เพียงพอ

เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

สาวเครียด! พ่อกับป้าทะเลาะกัน จนป้าออกจากบ้าน ไปอยู่บ้านพี่สาว แต่ก็อยู่ไม่ได้ ย้ายไปอยู่ห้องเช่าคนเดียว ก็เป็นซึมเศร้า ย้ายไปอยู่โฮมแคร์ ก็อยู่ไม่ได้เพราะทะเลาะกับคนในนั้น! ตอนนี้สุขภาพจิตแย่ เพราะทุกครั้งที่คุยกับป้า เขาจะด่าพ่อกับแม่ให้ฟังแทบจะตลอดเวลา

27 พ.ย. 2023

สาวเครียด! พ่อกับป้าทะเลาะกัน จนป้าออกจากบ้าน ไปอยู่บ้านพี่สาว แต่ก็อยู่ไม่ได้ ย้ายไปอยู่ห้องเช่าคนเดียว ก็เป็นซึมเศร้า ย้ายไปอยู่โฮมแคร์ ก็อยู่ไม่ได้เพราะทะเลาะกับคนในนั้น! ตอนนี้สุขภาพจิตแย่ เพราะทุกครั้งที่คุยกับป้า เขาจะด่าพ่อกับแม่ให้ฟังแทบจะตลอดเวลา

สาวเครียด! พ่อกับป้าทะเลาะกัน จนป้าออกจากบ้านไปอยู่บ้านพี่สาว แต่ก็อยู่ไม่ได้ ย้ายไปอยู่ห้องเช่าคนเดียว ก็เป็นซึมเศร้าย้ายไปอยู่โฮมแคร์ ก็อยู่ไม่ได้เพราะทะเลาะกับคนในนั้น!ตอนนี้สุขภาพจิตแย่ เพราะทุกครั้งที่คุยกับป้า เขาจะด่าพ่อกับแม่ให้ฟังแทบจะตลอดเวลาเขาเหลือเราแค่คนเดียว ถ้าไม่อยากคุยกับป้าจะดูแย่รึป่าว... “คุณหนู (นามสมมติ)” อายุ 26 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (22 พ.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม กับปัญหาครอบครัวที่พ่อกับป้าระหองระแหงกัน จนทำให้รู้สึกลำบากใจ โดย “คุณหนู (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ตอนแรกบ้านหนูอยู่กัน 5 คน คือ หนู , พ่อ , แม่ , คุณป้า (พี่สาวพ่อ) และน้องชาย ทีนี้เหมือนความสัมพันธ์ของป้ากับพ่อแม่ไม่ค่อยดีมานานแล้ว มีเหตุการณ์ที่พ่อว่าป้าแรง ๆ ทำให้วันนั้นป้าขอออกจากบ้านไป ซึ่งหนูเป็นคนกลาง ประกอบกับหนูก็สนิทกับป้าที่สุดในบ้าน ป้าเขาก็เลยจะคอยมาเล่าเวลาพ่อกับแม่ทำอะไรไม่โอเค หรือบางทีพ่อกับแม่ทำอะไรที่ไม่โอเคกับเขา เขาก็จะเอามาเล่าให้หนูฟัง หลังจากที่เขาออกจากบ้านหนูไป ป้าเขาก็ย้ายออกไปอยู่กับพี่สาวแท้ ๆ ด้วยกันอีกคนนึง แต่เหมือนอยู่ไม่ได้ เขาอยากกลับมาอยู่ที่บ้านมากกว่า เขารอพ่อมาง้อแต่พ่อหนูเขาก็ไม่ไปง้อ เพราะพ่อบอกว่า “ป้าเขาออกไปเอง ไม่ได้ไล่” ต่อจากนั้นป้าเขาก็ย้ายไปอยู่ห้องเช่าคนเดียว เป็นเหมือนหอพัก ก็ตามสไตล์คนแก่เขาไม่เคยอยู่คนเดียวมาก่อนตลอด 60 ปี พอไปอยู่ก็เหมือนเป็นโรคซึมเศร้า ก็เลยไปอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชมาเดือนนึง ทีนี้พอออกมา เขาก็พูดว่า “ถ้าเขาอยู่ไม่ได้อีก จะยอมไปอยู่โฮมแคร์ (บ้านพักคนชรา) แล้ว” เพราะว่าตอนแรกหนูอยากให้เขาไปอยู่โฮมแคร์มากกว่า อย่างน้อยมันก็มีคนดูแล แล้วสุดท้ายพอออกมาประมาณ 1 เดือนก็อยู่ข้างนอกไม่ได้ เลยยอมไปอยู่โฮมแคร์ ช่วงระยะเวลาก่อนหน้านี้ ตอนที่เขาพึ่งออกไปจากบ้าน และก็ก่อนที่จะไปเข้าโรงพยาบาลจิตเวช ป้าเขาจะโทรหาหนู มาว่า มาด่าพ่อกับแม่ให้หนูฟังทุกวัน แทบจะตลอดเวลาเลย ทำให้หนูรู้สึกเครียดและไม่อยากจะรับสายเขา แต่พอเขาย้ายเข้าไปอยู่โฮมแคร์ เหมือนเขาก็บอกว่ามันก็โอเคนะ แต่พออยู่มาได้ซักพักนึงป้าเขาก็บ่นว่าอยากออกแล้ว เพราะเหมือนเค้ามีปัญหากับคนในนั้น ตอนนี้เขาบอกว่าอยากจะออกมาอยู่หอข้างนอกเหมือนเดิม แม่ก็เคยถามว่าอยากจะให้เขากลับมาอยู่มั้ย? ซึ่งก่อนหน้านี้หนูก็ไม่ค่อยรู้ตัวเองเท่าไหร่ มันจะมีช่วงที่หนูไม่ค่อยอยากอยู่บ้าน แล้วพอมาช่วงหลัง ๆ หนูมานั่งทบทวนดู คือทุกครั้งที่ป้าเขาเจอหน้าหนูจะต้องว่าพ่อกับแม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ด่าให้หนูฟัง มันทำให้หนูรู้สึกไม่อยากคุยกับเขา แต่หนูก็รู้ว่าเขามีแค่เรา มันเลยเหมือน “คุยก็เครียด ไม่คุยก็เครียด” หนูอยากจะถามว่า “หนูควรที่จะเปลี่ยนความคิดตัวเองมั้ย คือเขาก็แก่แล้ว และหนูก็พยายามคิดว่าเขามีเราแค่คนเดียว” แต่ที่หนูไปหาจิตแพทย์ เขาก็บอกว่าให้เราเอาตัวเองเป็นหลักถ้าเรารู้สึกไม่ดี หนูเลยคิดว่า หรือว่าเขาควรจะอยู่ในโฮมแคร์ต่อมั้ย คือหนูอยากรู้ความคิดเห็นพี่ ๆเฉยๆ ว่าคิดยังไงกัน... ซึ่ง “คุณหนู (นามสมมติ)” ได้เล่าเพิ่มเติมว่า ‘นิสัยอื่น ๆ ของคุณป้าก็นิสัยดี แต่แค่รู้ว่าเขาเป็นช่วงวัยทองเฉย ๆ ส่วนเรื่องที่มีปัญหากับที่โฮมแคร์ เหมือนว่ามีคนในนั้นเป็นผู้ป่วยติดเตียงชอบเปลี่ยนผ้าอ้อมตอนที่คนอื่นเขากำลังกินข้าวกัน แล้วเหมือนกับว่าป้าหนูเขาก็ไม่พอใจเพราะมันเหม็น เจ้าหน้าที่ก็เคยพูดกับคนที่ติดเตียงคนนี้ไปแล้วว่า “ไว้ค่อยเปลี่ยนได้มั้ย” คนนั้นเขาก็ไม่ยอม ซึ่งคนที่ติดเตียงเขาอยู่มาก่อนเลยมีพรรคพวกในนั้นเยอะ ป้าหนูเขาเลยเหมือนทะเลาะและโดนรุม คือเขาบอกว่าเขาจะไม่ไปอยู่โฮมแคร์ที่ไหน ๆ อีกแล้ว เขาบอกว่าที่ไหน ๆ ก็เหมือนกัน แต่ว่าหนูมองว่า ถ้าเป็นราคาที่มันสูงกว่านี้ขึ้นมา มันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรอย่างงี้ แต่ว่าด้วยสถานะทางการเงินไม่ได้เอื้ออำนวยเราขนาดนั้น คือ คุณป้าจะมีพี่สาวของคุณป้าที่ให้เงินแต่ละเดือนทุกเดือนอยู่ ตอนแรกป้าหนูเขาจะใช้เงินที่เก็บไว้ แต่ว่าช่วงที่เขาไปอยู่กับพี่สาว แล้วพี่สาวเขาไม่โอเค ให้ออกอะไรแบบนี้ เขาก็โทรมาคุยกับพ่อหนูว่าเดี๋ยวจะให้เดือนละเท่านี้ ๆ นะ “พาป้ากลับไปได้มั้ย” เพราะพี่สาวป้าเขาก็พึ่งหายจากมะเร็ง ลูกเขาก็ไม่อยากให้เขาเครียดด้วย พ่อหนูเขาก็ไม่ค่อยอยากให้ป้ากลับมาอยู่บ้านเหมือนกัน เพราะเหมือนพ่อมองว่าป้าทำให้น้องชายหนูทำอะไรเองไม่เป็น แต่จริง ๆ หนูมองว่าปัญหามันก็เกิดจากทุกคนในบ้าน ซึ่งหนูไปอยู่หอตั้งแต่อายุ 13 ก็เลยไม่ได้สนิทใกล้ชิดกับคนในบ้านขนาดนั้น แล้วเหมือนแม่กับป้าก็สปอยน้องขั้นสุด จากที่หนูคิด ป้าหนูก็ช่วยน้องเกินไปจริง ๆ น้องหนูอายุ 21 ป้ายังช่วยจัดกระเป๋าไปมหาลัยให้อยู่เลย หรือแม้แต่ตอนนี้น้องหนูยังนั่งรถเมล์เองไม่เป็นเลย แต่ทุกวันนี้ที่ป้าไม่อยู่ น้องเขาก็ทำด้วยตัวเองเพราะหนูไม่ช่วย ก็เห็นว่าน้องก็ทำได้ “กำลังคิดว่าหนูมองเขาในแง่ร้ายเกินไปมั้ย ทำกับเขาแย่รึเปล่า ที่ไม่อยากรับสายเขา ไม่อยากคุยกับเขา ทั้ง ๆ ที่เขาก็เหลือเราแค่คนเดียว” ด้าน “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เรื่องที่ว่าหนูมองโลกในแง่ร้ายจนรู้สึกกับเขาแบบนั้น เท่าที่พี่ฟังมา ถ้าพฤติการณ์รอบข้างเป็นแบบนี้ ถ้าเขาไปอยู่ที่ไหนแล้วคนก็จะไม่อยากอยู่กับเขา แสดงว่าเขาก็คงจริง ๆ แหละที่ทำให้หนูรู้สึกแบบนี้ จนหนูต้องไปคุยกับคุณหมอ พี่ว่ามันมีมูลแหละ หนูคงไม่ได้อยากรู้สึกไปเอง เพราะตอนนี้เหตุการณ์มันก็ชัดเจนว่าไปอยู่กับใครก็มักจะมีปัญหา พี่คิดว่าน่าจะให้เขาไปอยู่บ้านพักคนชราเพราะกลัวว่าถ้าไปอยู่คนเดียวจะซึมเศร้าอีก แล้วมันอาจจะนานไปจนสายเกินแก้พี่ว่ามันมีผลกระทบเยอะกว่าการไปอยู่บ้านพักคนชรา คือตอนนี้มันอยู่ที่ว่าเขาปรับตัวกับคนอื่นไม่ได้ แต่ถ้าเงื่อนไขในชีวิตเขา เขาไม่มีที่ไปแล้ว หนูก็ต้องคุยกับเขาให้ได้ว่าเขาจะต้องปรับตัวอยู่ให้ได้ เพราะบ้านพักก็มีเพื่อน มีอาหารต่าง ๆ ให้ ซึ่งมันก็ดีกว่าการไปอยู่หอพักคนเดียว เราอาจจะต้องคุยกับเขาให้เขาเห็นว่าเราหวังดีกับเขา บอกเขาตรง ๆ’ ต่อมาเป็น “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ป้า ป้าต้องฟังนะป้าต้องทบทวนก่อนว่าทำไมมันเกิดอะไรขึ้นในชีวิตป้าจนป่านนี้ ทำไมป้าถึงอยู่กับใครไม่ได้ ป้าต้องมีเวลาทบทวนตัวเองหรือคุยกับตัวเอง ไม่งั้นป้าจะย้ายที่จนไม่มีที่สิ้นสุด ป้าจะย้ายไปเรื่อย วันนี้ปัญหา คือ ป้าไม่สามารถอยู่กับใครได้ ป้ากำลังเล่นบทผู้ถูกกระทำ คนรอบข้างกระทำป้าทั้งหมด วันนี้ไหน ๆ ป้าอยู่บ้านพักคนชรา อยากให้ป้าทบทวนว่าเราสามารถปรับตัวอะไรได้บ้าง ป้าเป็นคนเก่ง ใช้ความเก่งของตัวเองในการปรับตัวให้อยู่กับคนอื่น มันไม่มีใครที่ทำอะไรถูกใจเราทั้งหมดหรอก แต่เราต้องอยู่บนโลกใบนี้ให้ได้ เราต้องอยู่บนที่นี้ให้ได้ ฉะนั้นเราลองปรับเปลี่ยนตัวเองดูมั้ย ลองปล่อยวางดูมั้ย เผื่อว่าอะไรดี ๆ มันจะดีขึ้น บอกป้าเขาอย่างงี้ บอกให้ป้าได้คิด เพราะจากเสียงหนูแล้ว หนูเป็นคนที่ยอมป้าทุกอย่าง แล้วหนูเป็นคนที่แบบเหมือนเป็นฟูกให้กับป้า “มีอะไร ก็มาล้มทางนี้” นี่คือฟูกชิ้นสุดท้ายแล้วป้า ก่อนที่ป้าจะเสียหนูไปอีกคน เพราะหนูบอกแล้วว่าหนูไม่ต้องการพลังงานลบ หนูจะรู้สึกดีใจ และภูมิใจมากที่ป้ายังอยู่ที่นี่อยู่ร่วมกับคนอื่นได้ และมันก็เป็นประโยชน์กับชีวิตป้า แล้วพอป้าจะขอพูดเรื่องนั้น ให้บอกป้า หยุดดดดด! ไม่ต้องพูด ให้ป้าคิดก่อนว่าสิ่งที่ป้าจะพูดออกมานั้นคนอื่นเสียหายหรือไม่ ถ้าเกิดว่าสิ่งที่ป้าพูด คนอื่นเสียหายป้าไม่ต้องพูดหรือลืมมันไป วันนี้ต้องการโทรแค่ “ป้ากินข้าวยัง สบายดีมั้ย” ต้องการแค่นี้ อยากได้แค่ความห่วงใยในมุมบวก เราควรมาแลกซึ่งกันและกัน และถ้าเกิดว่าป้าปรับตัวสามารถเข้ากับคนอื่นได้ วันนึงป้าอาจจะกลับมาอยู่ในบ้านเราก็ได้นะ แต่ถ้าเราไม่อยากให้เขากลับมาก็อย่าพูดประโยคนี้ออกไป’ และสุดท้ายเป็น “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เอาตัวเองให้รอดก่อน ยุคนี้เอาตัวเองให้ตลอดรอดฝั่งโดยไม่ต้องกังวลอะไรก็ยากแล้ว ในเวลาแบบนี้เราจะแบกเขาไปได้ถึงไหน ก็คือจะดูแลไปตลอดเลยมั้ย ถ้าคุณหนูมีกำลังและสามารถดูแลได้ ก็ทำได้ตามความต้องการ แต่เท่าที่ฟังมาก็ดูเหมือนจะไม่ได้ เราก็มีคุณพ่อคุณแม่ของเราที่เราจะต้องดูแล ช่วยเหลือเท่าที่เราจะช่วยเหลือได้ การที่ป้าไปอยู่โฮมแคร์แล้วเราก็ต้องช่วยเหลือ คือ เราก็ช่วยเหลือตรงนั้นได้ แต่หมายความว่าจะเอาเขามาอยู่ในชีวิตเราตลอดก็คงเป็นไปไม่ได้ แล้วเวลาจะช่วยเหลือใคร เราเองก็ต้องสบายใจด้วย ถ้าเราไม่สบายใจเราจะมีกำลังไปช่วยเหลือเขาได้ยังไง ถ้าการมีอยู่ของเขามันทำให้เราสภาพจิตใจไม่ดีเลย แล้วมันดีจริง ๆ เหรอกับการที่หยิบยื่นมือไปช่วยเขาแล้วเราก็เจ็บเอง พี่เชื่อว่าการจะช่วยเหลือใคร ตัวเราต้องสบายใจก่อน สบายใจปุ๊บ จิตมันก็ดี เราก็มีกำลังที่จะช่วยเหลือกัน แต่เท่าที่ฟังดูเรื่องที่เปลี่ยนผ้าอ้อมตอนกินข้าวมันก็พอมีเหตุมีผลอยู่ แต่ว่าพอพิจารณาจากทั้งชีวิตเขาแล้ว มันก็น่าแปลกที่เขาจะมีปัญหาตลอดทางจริง ๆ แล้วก็เชื่อว่าต่อให้ด่าไปก็ไม่น่าเปลี่ยน คิดว่าด่าไป เขาก็จะงอนแล้วก็จะหาย สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มา 60 ปีแล้ว มันกลายเป็นตัวเขาไปแล้ว มันคงยากที่เขาจะเปลี่ยนแล้ว เขาไม่ได้เกิดมาพร้อมทัศนคติที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับคนอื่น ๆ ด้วย ซึ่งถ้าเขาไม่เปลี่ยนและเราไม่ไหว ก็เอาเท่าที่เราไหว’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูรู้สึกกังวลว่า FWB อาจจะแอบถ่ายคลิป ระหว่างที่กำลังทำกิจกรรมร่วมกัน แบบนี้หนูควรจะลองถามเขาตรง ๆ ดีไหม แล้วถ้าเขาไม่ได้ทำจริง เขาจะรู้สึกไม่ดีหรือเปล่าคะ

19 มี.ค. 2026

หนูรู้สึกกังวลว่า FWB อาจจะแอบถ่ายคลิป ระหว่างที่กำลังทำกิจกรรมร่วมกัน แบบนี้หนูควรจะลองถามเขาตรง ๆ ดีไหม แล้วถ้าเขาไม่ได้ทำจริง เขาจะรู้สึกไม่ดีหรือเปล่าคะ

หนูรู้สึกกังวลว่า FWB อาจจะแอบถ่ายคลิประหว่างที่กำลังทำกิจกรรมร่วมกันแบบนี้หนูควรจะลองถามเขาตรง ๆ ดีไหมแล้วถ้าเขาไม่ได้ทำจริง เขาจะรู้สึกไม่ดีหรือเปล่าคะ ‘คุณเค้ก’ (นามสมมติ) อายุ 29 ปี เป็นสายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (18 มีนาคม 2569) ได้โทรเข้ามาเล่าเรื่องราวที่ทำให้เธอนั้นเกิดความรู้สึกกังวลมาเป็นเดือนกับ 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องที่เธอนั้นเป็นกังวลว่า FWB ของเธอจะแอบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิประหว่างทำกิจกรรมร่วมกัน ‘คุณเค้ก’ เล่าว่า เธอนั้นเป็นเพื่อนกับคนนี้มาเป็นเวลานานถึง 6-7 ปี แต่มาเริ่มเป็นคู่นอน FWB ประมาณ 3-4 ปีให้หลัง โดยคุณเค้กเล่าว่า ครั้งแรกที่รู้สึกว่าเหมือนกำลังโดนแอบถ่าย คือขณะที่กำลังก้มหน้าทำกิจกรรมให้อีกฝ่าย เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นว่าในมือของอีกฝ่ายกำลังถือโทรศัพท์อยู่ข้างหนึ่ง แต่อีกฝ่ายก็รีบนำมืออีกข้างมากดหัวลงให้ทำต่อกิจกรรมต่อ ซึ่งองศาของการถือโทรศัพท์ก็เดาได้ยากว่าจะเป็นการถ่ายคลิปหรือเพียงแค่เล่นโทรศัพท์ตามปกติ ด้วยความที่ไม่อยากคิดมากหรือกังวล คุณเค้กจึงได้มองข้ามเรื่องนี้และทำกิจกรรมต่อไป เวลาผ่านไปหลายเดือน ก็ได้มีการนัดเกิดขึ้น ซึ่งตอนนั้นเป็นจังหวะที่กำลังหันหลังทำกิจกรรมกันอยู่ แล้วช่วงเปลี่ยนท่าหันกลับมา ก็เห็นโทรศัพท์ของอีกฝ่ายที่ตอนแรกอยู่ที่โต๊ะหัวเตียง แต่ในตอนนี้ดันย้ายมาอยู่ที่ข้างตัวของอีกฝ่ายบนเตียงแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เหตุการณ์การนัดกันในครั้งแรกย้อนกลับเข้ามาในหัวของคุณเค้กอีกรอบ และทำให้เกิดความกังวลว่าอีกฝ่ายได้แอบถ่ายคลิปไปจริง ๆ หรือเปล่า เมื่อเวลาผ่านไป ก็ได้มีการนัดครั้งเกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้คุณเค้กตั้งใจว่าจะมาจับให้ได้แบบคาหนังคาเขา หากจับได้ว่าอีกฝ่ายแอบถ่ายคลิปจริงก็จะพูดตรง ๆ แต่วันนั้นทุกอย่างดันผิดคาด เพราะของทุกอย่าง รวมทั้งโทรศัพท์ที่เคยสงสัยนั้นยังคงวางอยู่ที่เดิม จึงทำให้คุณเค้กเกิดความสับสน ไม่รู้ว่าตนนั้นคิดมากเกินไปหรือเปล่า ว่าคู่นอนนั้นตั้งใจจะถ่ายคลิประหว่างการมีกิจกรรมร่วมกันเก็บไว้ ด้วยความไม่แน่ใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้คุณเค้กไม่กล้าถามอีกฝ่ายไปตรง ๆ เพราะกลัวว่าถ้าหากอีกฝ่ายไม่ได้ทำจริง อาจจะทำให้อีกฝ่ายเสียความรู้สึกได้ จึงเกิดเป็นคำถามที่ต้องการปรึกษากับเหล่าดีเจว่า ควรถามไปตรง ๆ หรือไม่ต้องถามจะดีกว่า ซึ่งดีเจทั้งสามก็ได้คิดเห็นตรงกันว่า สามารถถามกับอีกฝ่ายไปตรง ๆ ได้เลย แม้เราจะไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาจะตอบนั้นเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม พร้อมให้คำปรึกษาเพิ่มเติม โดยเริ่มจาก 'ดีเจเติ้ล' ได้บอกว่า “ถ้าเป็นพี่ แล้วเรารู้จักกันมานานประมาณนึงแล้ว พี่จะเลือกพูดออกไปตรง ๆ เพื่อความสบายใจของตัวเอง และอาจจะขอโทษเขา ถ้าสิ่งที่คิดไว้มันไม่ใช่ความจริง ซึ่งถ้าเขายอมรับ ก็ต้องขอเขา ว่าช่วยลบออกได้มั้ย แต่ถ้าเขาไม่ยอมรับ พี่ก็จะพูดว่า ที่เราถามเพราะเราไม่อยากให้มีเรื่องนี้เกิดขึ้น ให้เขาเห็นว่าเรากังวลกับเรื่องนี้มาก และถ้าเขาโกหก แต่เขาเป็นคนดีพอ เขาจะลบมันเอง” ถัดมาที่ 'ดีเจต้นหอม' ได้บอกว่า “พี่เห็นด้วยกับพี่เติ้ลทุกอย่างเลย คิดเหมือนกันเลยว่า ถ้าเขาถ่ายไปแล้ว ก็ให้พูดออกไปก่อนเลย เผื่อว่าเขาจะคิดได้แล้วไปลบเอง ถ้าเห็นถึงความสัมพันธ์ที่ผ่านมา” สุดท้าย 'ดีเจเผือก' ได้บอกว่า “พี่ก็เชียร์ให้ถามไปเลยตรง ๆ เล่าให้เขาฟังแบบที่เล่าให้พวกพี่ฟัง เพราะถ้าไม่ถาม เราก็จะไม่ได้อะไรต่อเลยจากเหตุการณ์นี้ แม้จะไม่รู้ว่าเขาจะตอบด้วยความจริงหรือโกหก แต่เรามีสิทธิ์ที่จะบอกความรู้สึกเรา แล้วก็ได้แต่หวังว่าเขาจะมีจิตใจที่ดีพอ และถ้าเขาบริสุทธิ์ใจจริง เขาก็จะเปิดให้เราเช็กเลย ว่าเขาบริสุทธิ์ใจจริง ๆ ”เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเป็นคนค่อนข้าง Introvert เวลาคุยงานกัน ไม่กล้า Eye contact กับใคร แต่หนูจะมองต่ำ แล้วจะไปโฟกัสที่เป้าของเขาแทน จะเตือนตัวเองยังไงดี แล้วอยากรู้ว่าผู้ชายจะรู้ตัวไหม ว่าโดนมองเป้าอยู่?

14 พ.ย. 2025

หนูเป็นคนค่อนข้าง Introvert เวลาคุยงานกัน ไม่กล้า Eye contact กับใคร แต่หนูจะมองต่ำ แล้วจะไปโฟกัสที่เป้าของเขาแทน จะเตือนตัวเองยังไงดี แล้วอยากรู้ว่าผู้ชายจะรู้ตัวไหม ว่าโดนมองเป้าอยู่?

ไม่กล้าสบตาผู้ชาย แต่หนูเผลอไปโฟกัสเป้าเขาแทน...พี่คะ หนูเป็นคนค่อนข้าง Introvert แล้วเป็นผู้หญิงที่ได้ทำงานร่วมกับผู้ชายหลายคนเลยในที่ทำงานเวลาประชุม คุยงานกัน หนูไม่กล้า Eye contact กับใครแต่หนูจะมองต่ำ แล้วตาจะไปโฟกัสที่เป้าของเขาแทนแบบไม่รู้ตัวจะเตือนตัวเองยังไงดีคะไม่ให้มองเป้าเขาแล้วอยากรู้ว่าผู้ชายจะรู้ตัวไหม ว่าโดนมองเป้าอยู่?อยากเลิกนิสัยนี้ อยากกล้าสบตาคนอื่นตอนคุยกัน ทำยังไงดีคะ “คุณฟ่า” (นามสมมติ) อายุ 20 สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร ในคืนวันพุธที่ผ่านมา (12 พฤศจิกายน 2568) ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาที่แฟนทำงานมา 10 เดือนแล้ว แต่เขายังไม่ผ่านโปร โดย “คุณฟ่า” (นามสมมติ) ได้เล่าว่า ‘หนูมีแฟน เขาอายุ 24 ปี เขาได้เข้าทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งในตำแหน่งตัดต่อ ซึ่งระยะเวลา 3 เดือนเป็นระยะเวลาที่ทดลองงาน แต่ตอนนี้ ผ่านมา 10 เดือนแล้ว แฟนหนูยังไม่ผ่านโปรเลย ทางบริษัทแจ้งว่ายังไม่ได้รับงานจากภาครัฐ เลยยังไม่สามารถให้ผ่านได้ ซึ่งเขาไม่ได้ให้เหตุผลอะไรไปมากกว่านี้มันทำให้แฟนของหนู ทำงานโดยไม่ได้เงินเดือนที่มากขึ้น สวัสดิการสังคมที่ควรจะได้ในตอนที่ผ่านโปรก็ยังไม่ได้รับ บริษัทนี้ไม่มีตัวสัญญา เป็นการพูดด้วยปากเปล่า และในช่วงวันหยุด แฟนหนูก็ต้องเตรียมตัว คอยรอตัดงานให้เขา ถ้าเขาสั่ง ในช่วงตีสองตีสาม ก็ยังทักมาตามงานอยู่เลย หนูเลยอยากปรึกษาพวกพี่ว่า มันเป็นเรื่องปกติมั้ย หรือความคิดหนูแปลกเอง’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าเป็นบริษัทขนาดเล็ก ระบบหรือระเบียบ จะไม่ค่อยมี อันนี้พี่ไม่ได้เหมารวมทั้งหมดนะ ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่ปกติ และมันไม่ใช่เรื่องของผลการทำงานว่าดีหรือไม่ดี เพราะแฟนหนูทำงานมา 10 เดือนแล้ว คนทั้งบริษัทก็ยังไม่ได้เป็นพนักงานประจำ ถ้าเป็นที่แฟนน้องคนเดียวอันนี้ยังพอคิดไปทางอื่นได้พี่ว่าเขายังไม่มีกำลังพอที่จะจ้างประจำหรือพร้อมที่จะให้สวัสดิการ เขาคงรอโปรเจ็คใหญ่มา ทั้งหมดทั้งมวลก็ขึ้นอยู่กับแฟนของฟ่า ลองคิดถึงข้อดี-ข้อเสียดู แต่อย่าคิดว่ามันไม่ดี เพราะอย่างน้อยเราก็ได้พอร์ต จากการตัดคลิปต่าง ๆ ถ้าแฟนฟ่ามีทางเลือกอื่น ยื่นพอร์ตไปที่ต่าง ๆได้ ถ้ามีโอกาสคงจะได้ขยับขยายย้ายที่ได้’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘อีกหนึ่งกรณี เขาอาจจะโกง พูดไปเฉย ๆ แต่จริง ๆ ตั้งใจที่จะให้เงินเดือนเท่านี้อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับแฟนเรา ไปคุยเรื่องสัญญา ไปคุยเรื่องลิมิต ขีดเส้นให้มันชัดเจน แฟนเรารู้สึกว่าไปที่อื่นได้มั้ย การทำงานโดยไม่มีสัญญาต้องยอมรับความเสี่ยงนะ เพราะเลือกที่จะทำงานไม่มีสัญญาเอง’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถึงจะไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร แต่กฎหมายคุ้มครองตามกฎหมายทุกประการ ตอนนี้คือเหมือนเขาเอาเปรียบ หล่อเลี้ยงเราไว้เฉย ๆ บริษัทจะได้งานหรือไม่ได้งาน ก็ต้องจ่ายตามข้อตกลงอยู่ดี ถ้าแฟนคุณเก่งจริงๆ ยื่นพอร์ตไปเลย เพราะตอนนี้ตัดต่อเป็นที่ต้องการมาก’เรื่องราวทั้งหมดนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App AtimeFungFin

หนูเป็นเมียน้อยของเพื่อนสนิท ตอนนี้อยากถอยออกมา แต่เมียหลวงที่เป็นเพื่อนเรา กับ สามีของเพื่อน เขาโอเคที่เราสามคนจะอยู่ด้วยกัน กลับกลายเป็นหนูเอง ที่มีความรู้สึกว่าถ้าอยู่ในความสัมพันธ์นี้ต่อไป ก็จะมีแต่หนูที่จะเป็นฝ่ายเจ็บคนเดียว

17 ต.ค. 2025

หนูเป็นเมียน้อยของเพื่อนสนิท ตอนนี้อยากถอยออกมา แต่เมียหลวงที่เป็นเพื่อนเรา กับ สามีของเพื่อน เขาโอเคที่เราสามคนจะอยู่ด้วยกัน กลับกลายเป็นหนูเอง ที่มีความรู้สึกว่าถ้าอยู่ในความสัมพันธ์นี้ต่อไป ก็จะมีแต่หนูที่จะเป็นฝ่ายเจ็บคนเดียว

หนูเป็นเมียน้อยของเพื่อนสนิท ตอนนี้อยากถอยออกมา แต่เมียหลวงที่เป็นเพื่อนเรา กับ สามีของเพื่อนเขาโอเคที่เราสามคนจะอยู่ด้วยกัน กลับกลายเป็นหนูเอง ที่มีความรู้สึกว่าถ้าอยู่ในความสัมพันธ์นี้ต่อไปก็จะมีแต่หนูที่จะเป็นฝ่ายเจ็บคนเดียว ที่ผ่านมา หนูก็เคยมีแฟนมาตลอด แต่สามีเพื่อนสนิทบอกทำอะไรมากกว่านั้นไม่ได้เพราะหนูมีแฟน แต่ตอนนี้หนูโสด เขาเลยอยากจะคบเราอีกคนหนูรู้เลยว่าถ้าหนูตกลง เขาจะไม่เปิดตัวหนูกับที่บ้าน เขาจะไม่เปิดตัวกับใครเพราะเขาก็จดทะเบียนสมรสกับเพื่อนสนิทหนูไปแล้ว “คุณเอ (นามสมมติ) อายุ 29 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [8 ต.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย” เกี่ยวกับปัญหาอยากออกจากสถานะเมียน้อย แต่ภรรยาหลวงเขาโอเคที่เราจะอยู่กันสามคน โดย “คุณเอ (นามสมมติ) ได้เล่าว่า ‘มีเพื่อนอยู่กลุ่มนึง ในทีแรกก็เป็นกลุ่มเพื่อนปกติ จนกระทั่งหนูโสด เลิกกับแฟนไปได้ไม่นาน แล้วมีคนเข้ามาจีบที่ร้านเหล้า เพื่อนผู้ชายก็แสดงท่าทีชัดเจนให้หนูรู้ว่า ไม่โอเคนะ ทั้งๆที่ตัวเขาก็มีแฟน ซึ่งเป็นเพื่อนหนูเอง เขาก็ชัดเจนออกไปว่า หนูเป็นของเขานะ ตอนแรกหนูก็คิดว่า เขาเมาหรือเปล่า จนกระทั่งได้มาเปิดใจคุยกัน เลยได้รู้ว่าเขารู้สึกมาตั้งนานแล้ว แต่ตอนนั้นตัวเราเองก็มีแฟน ก็เลยไม่คิดจะข้ามเส้น พอมองย้อนกลับไป เขาก็ดีกับเราจริงๆ ตัวหนูเองก็หวั่นไหว จนมองข้ามไปว่าเพื่อนผู้ชายของเรามีแฟนแล้ว เรื่องมันก็เลยเถิดไปถึงว่า พวกเราแอบคบกัน หนูอยู่ในความสัมพันธ์นี้ แบบเจียมเนื้อเจียมตัว รู้ว่าหน้าที่ของตนเองคืออะไร ทำได้มากแค่ไหน แต่ยิ่งนานก็ยิ่งถลำลึก เขามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปกับแฟนเขา หนูที่มีความรู้สึกผิดอยู่ในใจ ก็จะทำตัวไม่เหมือนเดิม จนกระทั่งแฟนเขาจับได้ ตอนจับได้ ก็ไม่มีอะไรร้ายแรง เพื่อนผู้หญิงหนูก็ถามว่าทำไมทำแบบนี้ เกิดการพูดคุยเพื่อตกลงเรื่องความสัมพันธ์กัน หนูตัดสินใจถอยออกมา ขอแค่เขาทั้งคู่อย่าเลิกกัน เพราะว่าเขาคบกันมานาน ผ่านไปสักพัก ผู้ชายก็ติดต่อมา ว่าเขาไม่อยากทิ้งเรา ใจหนูก็ยังรักอยู่ เลยกลับไปอีกครั้ง หนู ผู้ชาย และแฟนเขา ก็คุยกันว่า ถ้ายังไปไม่ได้ก็อยู่ด้วยกันนี่แหละ เขาโอเค ผู้ชายก็ชัดเจนว่า เขาก็รักแฟนเขา แต่ก็รักหนูเหมือนกัน ‘เราอยู่ด้วยกันได้มั้ย’ เป็นความสัมพันธ์ที่ทั้งคู่ แต่งงาน จดทะเบียนสมรสแล้ว หนูกับรู้สึกว่า รับไม่ได้ ไม่อยากอยู่ตรงนี้ ความรู้สึกผิด มันกัดกินในใจ ไม่อยากให้เพื่อนเราเสียใจ หนูเลยอยากจะปรึกษาพี่ๆดีเจว่า หนูจะออกจากความสัมพันธ์นี้ยังไงดี? อยากได้คำแนะนำให้เดินออกไปได้สักที’ เริ่มที่ “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘การออกจากตรงนี้ ไม่มีอะไรยากเลย ถ้าหนูอยากออก ไม่มีใครกำหนดลมหายใจหนูได้ กับภรรยาของเขา ไม่มีทางเลิกกันหรอก เพราะผู้หญิงยอมให้หมดทุกอย่างเขาจะเลิกทำไม น้องจะหยุด หรือน้องจะทน เขาก็มีอีกคนอยู่ดี คุยกับตัวเองเยอะๆ ทางออกอยู่ที่เรา’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าเลิกไม่ได้ ก็อยู่กับความไม่สบายใจ ความนอย ความอยากที่จะมีเขาคนเดียว จนกว่ามันจะชิน หรือไม่ก็เจ็บจนไม่ไหวแล้ว เราจะเดินออกได้อัตโนมัติ เอบอกว่า เอรู้สึกผิด ลองเปลี่ยนจากความรู้สึกผิดจากเขา มารู้สึกผิดกับตัวเองมั้ย ว่าทำไม เราไม่ให้โอกาสตัวเองไปเจอสิ่งที่เรามองหา ทำไมเราต้องเลือกทางที่บัดซบให้ตัวเอง รักตัวเองให้มากๆ’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เมื่อใดก็ตามที่หนูอยากกลับเข้าไป ถ้าหนูรู้สึกผิดกับเพื่อนจริงๆ หนูก็ต้องมองตัวเองอย่างละอายใจ ว่าหนูทำให้เพื่อนที่เขารักหนู ยอมให้สามีเขามามีหนูอีกคนเสียใจ เขาต้องเจ็บขนาดไหน สุดท้ายแล้วมันทำลายคุณค่าของหนูเอง คุณค่าในการจะเลือกสามี ที่ไม่ใช่สามีของคนอื่น ตอนนี้หนูยังมีโอกาส ไม่มีใครให้หนูอยู่ตรงนั้นได้ นอกจากตัวหนูเอง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา20.00 – 23.00น. ทางรายการวิทยุEFM94และAppAtimeFung Fin

album
efm
-

-