เคยทำงานในตำแหน่งนี้มา 3-4 ที่ แต่ที่นี่เป็นที่แรกที่หัวหน้าบังคับให้ไปลดน้ำหนัก ทั้งที่งานก็ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้รูปร่างหน้าตาเลยด้วยซ้ำ แถมยังต้องเขียนรายงานเรื่องการลดน้ำหนักทุกวันอีก รู้สึกอึดอัดมาก ควรทำอย่างไรดีคะ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เคยทำงานในตำแหน่งนี้มา 3-4 ที่ แต่ที่นี่เป็นที่แรกที่หัวหน้าบังคับให้ไปลดน้ำหนัก ทั้งที่งานก็ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้รูปร่างหน้าตาเลยด้วยซ้ำ แถมยังต้องเขียนรายงานเรื่องการลดน้ำหนักทุกวันอีก รู้สึกอึดอัดมาก ควรทำอย่างไรดีคะ?

08 ก.พ. 2026

เคยทำงานในตำแหน่งนี้มา 3-4 ที่ แต่ที่นี่เป็นที่แรกที่หัวหน้าบังคับให้ไปลดน้ำหนัก

ทั้งที่งานก็ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้รูปร่างหน้าตาเลยด้วยซ้ำ

แถมยังต้องเขียนรายงานเรื่องการลดน้ำหนักทุกวันอีก 

รู้สึกอึดอัดมาก ควรทำอย่างไรดีคะ?

        ‘คุณพิ้งค์ (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (4 มกราคม 2569) ได้เข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจกอล์ฟ เทยเที่ยวไทย - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่หัวหน้าบังคับให้ลดน้ำหนัก

        ‘คุณพิ้งค์ (นามสมมุติ)’ อายุ 24 ปี ได้เล่าว่าเธอทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งได้ 6-7 เดือนแล้ว โดยช่วงแรก เธอถูกสั่งให้ลดน้ำหนัก แม้ขอบเขตการทำงานของเธอไม่ได้จำเป็นที่จะต้องใช้รูปร่างในการทำงาน เธอสูง 160 เซนติเมตร เมื่อก่อนมีน้ำหนักอยู่ที่ 72 กิโลกรัม แต่โดนสั่งให้ลดลงมาเหลือ 63 กิโลกรัม ภายใน 4 เดือน หัวหน้าขู่ว่า หากลดไม่ได้ จะมีผลต่อการประเมินการทำงาน

        ถึงแม้รูปแบบงานของเธอต้องอาศัยความคล่องตัวบ้าง เพราะจะต้องเดินค่อนข้างบ่อย  แต่จากประสบการณ์ทำงานและฝึกงานในสายงานนี้มา 3-4 แห่ง เธอก็เพิ่งเจอที่นี่เป็นที่แรกที่สั่งให้ลดน้ำหนัก

        โดยหัวหน้าในเธอส่งแพลนในการลดน้ำหนักให้ และยังต้องการรายงานประจำวันเกี่ยวกับการลดน้ำหนักของเธอด้วย เช่น วันนี้เข้าฟิตเนสไหม กินอะไร งดน้ำตาลหรือเปล่า กินกาแฟอะไร ซึ่งคุณพิงค์ไม่โอเคมาก ๆ เรื่องค่าใช้จ่ายในส่วนของการลดน้ำหนัก หัวหน้าก็ไม่ได้ให้การสนับสนุน และตอนนี้เธอลดน้ำหนักได้จนเหลือ 67 กิโลกรัมแล้ว 

        พี่ที่บริษัทบางคนก็เคยโดนสั่งให้ไปลดน้ำหนักเหมือนกัน แต่เมื่อน้ำหนักของเขาลดลงไป  หัวหน้าก็เลิกยุ่ง ในส่วนของเหตุผล หัวหน้าได้บอกว่า ถ้าคุณพิ้งค์ลดน้ำหนักตามแพลนที่ตั้งไว้ได้ จะสามารถทำงานอื่น ๆ ในสายงานนี้ได้ดียิ่งขึ้น

        อย่างไรก็ตาม เธออึดอัดมากกับเรื่องนี้มาก เธอรู้สึกว่าโดนบังคับ และยุ่งยากเกินไป เคยคุยกับหัวหน้าโดยตรงแล้วว่าขอไม่ทำ หัวหน้ากลับตอบว่า ถ้าทำไม่ได้ เขาก็คงไม่ไล่เธอออก แต่จะหาวิธีบังคับให้เธอไปลดน้ำหนักอยู่ดี  คุณพิ้งค์จึงอยากถามพี่ ๆ ดีเจว่า ถ้าเป็นพวกพี่ จะรู้สึกอย่างไร และจะทำอย่างไร 

        ดีเจทั้งสามคนได้ให้คำปรึกษาตรงกันว่า ไม่ต้องไปยึดติดกับคำสั่งที่มากเกินไป ทำเท่าที่เราไหว และมีความสุขที่จะทำก็พอ ให้โฟกัสที่เรื่องงานเป็นหลัก รวมทั้งให้มองหาข้อดีเฉพาะส่วนที่เกิดประโยชน์กับสุขภาพของเราเอง แต่อย่าปล่อยให้การบังคับนี้มาทรมานตัวเองจนเกินขอบเขต เพราะสุดท้ายแล้วความสบายใจ และร่างกายของเราสำคัญที่สุด แต่โดยรวมดีเจทั้งสามก็มองว่ามันอาจจะคือความหวังดีที่มากเกินไป

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin
 

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เธอจะมีใจรึเปล่า... 8 ปีที่แล้ว ผมสนิทกับเพื่อนคนนึงมากๆ มาวันนี้ผมเปิดตัวว่าเป็น LGBTQ+ หน้าเค้าแวบมาในหัวผมตลอด จะกลับไปบอกความรู้สึกเพื่อนดีไหมว่า "เราชอบเขา"

03 พ.ย. 2023

เธอจะมีใจรึเปล่า... 8 ปีที่แล้ว ผมสนิทกับเพื่อนคนนึงมากๆ มาวันนี้ผมเปิดตัวว่าเป็น LGBTQ+ หน้าเค้าแวบมาในหัวผมตลอด จะกลับไปบอกความรู้สึกเพื่อนดีไหมว่า "เราชอบเขา"

“คุณเอ็ม (นามสมมุติ)” อายุ 28 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (1 พ.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก -ดีเจเติ้ล - ดีเจพี่อ้อยเกี่ยวกับปัญหาเคยมีเพื่อนสนิทชาย แต่พอโตมาเราก็เปิดตัวเป็น LGBTQ+ ตอนนี้ลังเลใจว่าจะบอกเขาดีมั้ยว่าเมื่อก่อนเราเคยรู้สึกดีกับเขา โดย “คุณเอ็ม (นามสมมุติ)” ได้เริ่มเล่าว่า ‘จริง ๆแล้วขอเท้าความไปตอนสมัยมัธยม ตอนนั้นมีเพื่อนคนนึง ที่อยู่คนละกลุ่ม แต่เราก็สนิทกันพอสมควร ไปเรียนพิเศษด้วยกัน หรือไปไหนมาไหนด้วยกัน ในช่วงเวลานั้นมันก็เกิดบางโมเมนต์ที่ทำให้รู้สึกว่า เค้าแหย่เรา เล่นกับเรา แต่ในตอนนั้นด้วยบริบทของสังคมด้วย เราเลยไม่ยอมรับกับตัวเองว่าเป็น LGBTQ+ หลังจากจบมัธยมไปเราก็แยกย้ายกัน จะมีช่วงปีหนึ่งที่เรายังพอได้ติดต่อกันบ้าง พอเวลาผ่านไปประมาณปี3 - ปี4 เราก็ขาดการติดต่อกันไป ทีนี้พอหลังจากเรียนจบได้สักระยะนึง เราเองก็เริ่มยอมรับตัวเองแล้วว่าเราเป็น LGBTQ+ แล้วมันก็เกิดความรู้สึกค่อนข้างที่จะคิดถึงเพื่อนคนนี้ จริง ๆที่ผ่านมาเราไม่ได้เจอกันประมาณ 8 ปีและไม่ค่อยได้ติดต่อกันเลย เพิ่งมีช่วงหลัง ๆเห็นเค้าอัปเดตโซเชียล ก็เลยมีทักไปคุยเล่นบ้าง ทีนี้พอเรามาตกตะกอนความคิดตัวเองดูแล้ว มันรู้สึกว่าตอนนั้นที่เรารู้สึกสนิทกับเค้า รู้สึกดีกับเค้า หรือจริง ๆแล้วมันเป็นเพราะว่าเราชอบเค้าในวันนั้น แต่ก็ไม่ได้บอกอะไรเค้าไป เราเลือกที่จะเก็บเรื่องนี้เอาไว้ ซึ่งสถานะเขาที่เรารู้ตลอดช่วงที่รู้จักกันมาค่อนข้างมั่นใจว่าเค้าไม่ใช่ LGBTQ+ แต่ในตอนนี้เราก็ไม่รู้ว่าเป็นยังไง แต่ตอนนี้เรื่องที่เก็บเอาไว้มันทำให้รู้สึกคาใจ ติดอยู่ในใจอยู่ตลอด เลยคิดอยู่หลายครั้งว่าหรือเราจะบอกเค้าไปดีว่า ณ วันนั้นเรารู้สึกดีกับเค้า ในตอนนี้เราก็ไม่ได้มีใครที่จะศึกษาด้วย ถ้าเค้ารู้สึกโอเคกับเรา เราก็โอเคเหมือนกันที่จะลองคุย แต่ถ้าเกิดไม่โอเค เราเองก็ไม่ได้อะไร มันเหมือนเป็นความรู้สึกดีมาโดยตลอด ทีนี้เมื่อสักกลางเดือนตุลาที่ได้คุยเล่นกัน เราก็มีแพลนว่าจะนัดไปทานข้าวด้วยกันสักมื้อนึง จริง ๆก็ได้พูดคุยกับเพื่อนมาบ้างแล้วว่าควรพูดหรือไม่พูดดี ซึ่งเราเองก็มีคำตอบในใจคิดไว้ว่าจะไม่พูด เพราะเหมือนตามตรรกะแล้วมันดูเหมือนไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดไป วันนี้เลยอยากปรึกษาว่า อยากรู้ว่าในวันที่เรากลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งนึง มันคาใจอยู่ มันจะมีวิธีไหนไหมที่ทำให้เราไม่คาใจ และกลับมาตั้งคำถามว่าเราจะไปบอกเค้าดีไหม มันก็มีความแอบหวังนิดนึง แต่เราก็ไม่รู้ว่าจริง ๆตอนนี้เค้ารู้สึกหรือเป็นยังไงบ้าง’ “ดีเจเติ้ล” เริ่มให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้ามันรู้สึกคาใจขนาดนั้นพี่ว่าเอ็มพูดก็ได้นะ แต่เอ็มต้องพูดโดยที่เอ็มไม่คาดหวังว่าเค้าจะมารู้สึกดีกับเอ็ม และต้องยอมรับให้ได้ว่าถ้าพูดแล้ว แล้วเค้ามีปฏิกิริยาที่เปลี่ยนไปเลย หรือมึนใส่ หรืออะไรไม่รู้ ที่ไม่ใช่ทางที่ดี เอ็มต้องยอมรับอันนี้ให้ได้ว่าเอ็มจะไม่เสียใจ ถ้าพูดออกไปเพราะว่าความรู้สึกของเอ็มที่ความทรงจำอันนั้นมันนานมาก พี่ก็เคยเป็นเหมือนเอ็ม เหมือนมีเพื่อนมัธยมบางคนที่เรารู้สึกว่า เค้าคิดอะไรกับเราหรือเปล่า หรืออะไรอย่างเนี่ย แต่พอมันโตมาจนถึงตอนนี้ถึงรู้ว่า มันเป็นแบบนี้ นิสัยผู้ชาย หมายถึงว่า ณ ตอนนั้นเค้าอาจจะมาอยู่ใกล้ชิดกับเรา เพราะสังคมชาย ความวัยรุ่น ความฮอร์โมน ที่พอโตมาแล้วจะรู้ว่ามันไม่ได้คิดอะไรหรอก แค่ตอนนั้น พอโตขึ้นมันก็ไปมีเมียมีลูกอะไรของมัน ไม่ได้เหมือนเราที่พอค้นพบทางแล้วเราก็เดินตรงสายนี้อย่างแน่วแน่มมั่นคงเลย พี่ก็เลยแค่ความทรงจำของเอ็มตอนนั้นมันนานจนว่าเราไม่สามารถไปมั่นใจได้ว่าในตอนนั้นที่เค้ารู้สึก ซึ่งเรายังรู้สึกมาถึงทุกวันนี้ แล้วถ้าตอนนั้นเค้ารู้สึก เค้าจะยังรู้สึกมาจนถึงทุกวันนี้หรือเปล่า หรือจริง ๆตอนนั้นเค้าไม่ได้รู้สึกแต่เราเข้าใจไปเองว่าเค้ารู้สึก มันเป็นไปได้หลายทางมาก แต่ถ้าคุณเอ็มรู้สึกมันคาใจจริง ๆ สมมุติถ้าเป็นพี่นะพี่ก็คงไม่ใช่กินข้าวกันก็มาบอกแบบ ‘เออเรามีไรจะบอกอะ เราชอบเธอนะแต่ตอนนั้นเรารับตัวเองไม่ได้’ พี่ว่าอย่างนี้อีกฝ่านนึงถ้าตามละครก็อาจจะ ‘เอ็มเราก็ชอบเธอเหมือนกัน’ หรือ ‘เดี๋ยวมานะไปห้องน้ำก่อนนะ’ สถานการณ์มันจะเปลี่ยนไปเลย เพราะฉะนั้นพี่จะทำให้มันผ่อนคลาย ดูจังหวะดีดี ไม่เอาเรื่องนี้เป็นวัตถุประสงค์หลักในการเจอเค้า พี่จะแบบคุยไปเรื่อย คุยเรื่องขำ ๆตลก ๆ นั่นนู้นนี่แล้วมันจะมีจังหวะเหมือนคุณเอ็มต้องดูจังหวะดีดี ‘แบบตอนนั้นกูชอบมึง คือตลกตัวเองมากขำมาก’ ให้มันดูว่าเราไม่ได้คาดหวังจากประโยชน์ที่พูดออกไป แต่ว่าแค่ทำให้เค้ารู้ว่าเรื่องในอดีต มันตลกนะ แล้วหลังจากนั้นมันจะเกิดอะไรขึ้น มันก็จะมีมาเองขึ้นอยู่ที่ปฏิกิริยาของเค้า’ ต่อมาที่ “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘ตอนแรกคือประเมินความเสี่ยงก่อน สถานการณ์ที่ดีที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้ กับสถานการณ์ที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้ ถ้าเราบอก ดีที่สุดก็คือทุกอย่างเหมือนเดิม ความสัมพันธ์เหมือนเดิม ผมไม่มองว่าดีที่สุดคือการได้คบกันด้วยนะ ดีที่สุดคือบอกออกไปแล้วไม่มีอะไรเสียหาย เรายังคงความสัมพันธ์แบบนี้ต่อไปได้จะมากขึ้นหรืออะไรแล้วแต่ แย่ที่สุดคือความสัมพันธ์นี้เปลี่ยน ที่เรามีกันอยู่ 8 ปีครั้งเนี่ยหาย อันนี้คือสิ่งที่เอ็มต้องประเมิน บอกแล้วเหมือนเดิม หรือบอกแล้วทุกอย่างเปลี่ยนไปอะนี้ประเมินก่อนอย่างแรก แต่เห็นด้วยกับเติ้ลด้วยว่า วิธีการบอกมีผลสำคัญมากต่อผลลัพธ์ เราสามารถประโยคเดียวกัน แต่ด้วยวิธีการพูดด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกัน ผลลัพธ์อาจจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเลย แบบที่เติ้ลพยายามแสดงให้ดูคือถูกต้องมาก ๆถ้าเราไปมองต้าเค้า หรืออะไรก็แล้วแต่มันจะให้ผลแบบนึง ถ้าเราพูดในเชิงตลกติดตลกก็อาจจะให้ผลอีกแบบนึง แต่ว่าเท่าที่ฟังดูเอ็มดูไม่ได้เป็นคนมีมุกเฮฮา ดูนิ่ง ๆเพราะฉะนั้นถ้าเราจะเช็คลมฟ้าอากาศว่าบอกเราได้ไหม สถานการณ์เป็นยังไง ก็ทำทุกอย่างให้มันปกติแล้วพี่ว่า Point แรกที่เราอาจจะอยากลองเช็คดูก่อนก็คือการบอกเค้าอย่างเป็นทางการว่าเราเป็น LGBTQ+ อันนี้คือขั้นแรกแล้วเราจะดูท่าทางว่าเค้าว่ารู้แล้ว แล้วยังไงต่อ เราควรจะไปสเต็ปสองไหมว่า เมื่อเราเป็นแล้ว‘แล้วรู้มั๊ย อีกอย่างนึงนะสมัยมัธยมกูคิดย้อนไปกูชอบมึงแน่เลยวะ’ อะนี่จะตามมาถ้าจากคำชี้แจงแรก แล้วเค้าแบบ ‘รู้แล่ว รู้ตั้งแต่ตอนนู้นแล้วทุกอย่างจะคลี่คลาย’ หรือถ้าเค้าแบบ ‘เอ่าหรอ หรืออะไรเราค่อยเตรียมแผนกันอีกที มันอาจจะเริ่มต้นจากการ ‘ทุกวันนี้เป็นยังไง มีลูกมีเต้าหรือยัง’ เช็คก่อนตามมารยาทเค้าก็อาจจะถามกลับ เราก็มีสิทธิ์ที่จะบอกของเรา ‘โอ้ย ของเราไม่มีหรอก’ มันอาจจะเป็นช่องให้เราได้บอกก่อนอย่างแรก ถ้า Point เคลียร์ได้ค่อยคิดสเต็ปสอง ทีนี้ถ้าไม่บอกเลยได้มั๊ย พี่ว่ามันก็ได้นะ หมายถึงว่าคนเรามันจะมีร้อยแปดพันเรื่อง สิ่งที่ไม่เคยบอกแล้วมันก็คงไม่มีวันบอกออกไปเยอะแยะมากมาย แล้วมันก็จะเป็นความทรงจำอีกแบบนึงที่จะอยู่กับเราไป บางคนก็เลือกที่จะให้มันเป็นตอนจบที่ไม่มีตอนจบแบบนี้แหละ เพราะว่าอย่างที่บอก worst cases หรือ best case scenario ที่มันจะเกิดขึ้นเราไม่รู้หนิ บางคนเค้าก็ไม่อยากเสี่ยง เค้าก็ปล่อยให้มันเป็นหนังอินดี้ที่ไม่มีตอนจบไปเรื่อย ปลายเปิดดีกว่า เค้าสุขใจกว่าในแบบนั้น มันก็ได้’ ปิดจบกันที่ “ดีเจพี่อ้อย” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่อ้อยว่าก่อนจะคุยกับเค้า เอ็มคุยกับตัวเองก่อน เอ็มคิดถึงเค้าเมื่อตอน 8ปีก่อนนะ เอ็มคิดถึงภาพที่ตอนนั้นเราอยู่ใกล้ ๆกันใช้เวลาด้วยกัน แต่วันนี้เราห่างหายกันไปตั้งกี่ปีแล้ว เพราะฉะนั้นเรายังติดภาพเค้าในอดีตอยู่เลย แต่ภาพในปัจจุบันเหมือนเราไม่เคยรู้จักกันเลย เอ็มไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้สถานะภาพเขาเป็นยังไง มีแฟนหรือเปล่านะ เอ๊ะ ตอนนั้นก็เป็นชายแท้ ตอนนี้หรือตอนนั้นเค้ายังไม่เปิดตัวเรายังไม่รู้อะไรเลย เพราะฉะนั้นพี่ยังไม่ค่อยได้ไปที่การคาดหวังว่าการไปเจอกันครั้งนี้จะบอกหรือไม่บอก เพราะการเจอกันครั้งนี้ มันอาจจะเป็นแค่การตัดริบบิ้นว่าความสัมพันธ์ที่หายไปตั้งนาน กลับมาเจออีกครั้งนึงภาพเก่า ๆกลับมาทั้งคู่ พี่ว่ามันไปที่ละขั้นก่อนนะน้อง ฝันให้ใกล้แล้วไปให้ได้ก่อน เพราะรับรู้มันไม่ได้แปลว่ารับรักนะ แล้วถ้าเกิดบังเอิญเค้าแค่อยากมากินข้าวกับเพื่อน แบบคิดถึงจังเลยวะ แล้วอยู่ ๆเข้าสู่โหมดแห่งการสารภาพรัก พี่รู้สึกว่ามันมีความตกใจ อย่าลืมนะว่าความรู้สึกของเรานั้นไม่เท่ากันอยู่ และอันนึงนะเอ็มถ้าเกิดคนสองคนดันมีความรู้สึกเดียวกันจริง ๆเค้าจะไม่ทุลนทุลายอยากบอกเราบ้างหรอ ทำไม่ถึงเรารู้ว่าสึกว่าเป็นเราฝ่ายเดียวต้องมีหน้าที่บอกรัก หรือไม่บอกรัก ถ้าบังเอิญความสัมพันธ์ที่มันเกิดขึ้นนะตอนนี้ แล้วเป็นความสัมพันธ์ที่เราถูกใจกันทั้งคู่ คนรักมาก ๆอยากบอกทั้งนั้นแหละ เราชอบเรายังอยากบอกเลย เพียงแค่พี่รู้สึกว่า ณ วันเวลานี้เรารู้จักกันน้อยจังเลย’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมสงสัยครับ เวลาผมเติมน้ำมันรถ 2000 บาท พนักงานจะเสนอบริการเช็ดกระจกให้ พอวันนี้ผมเติม 500 บาทพนักงานไม่ค่อยสนใจ และ ไม่ถามเช็ดกระจกให้ด้วย ผมเลยอยากรู้ว่า...

30 ก.ย. 2025

ผมสงสัยครับ เวลาผมเติมน้ำมันรถ 2000 บาท พนักงานจะเสนอบริการเช็ดกระจกให้ พอวันนี้ผมเติม 500 บาทพนักงานไม่ค่อยสนใจ และ ไม่ถามเช็ดกระจกให้ด้วย ผมเลยอยากรู้ว่า...

ผมสงสัยครับ เวลาผมเติมน้ำมันรถ 2000 บาท พนักงานจะเสนอบริการเช็ดกระจกให้พอวันนี้ผมเติม 500 บาทพนักงานไม่ค่อยสนใจ และ ไม่ถามเช็ดกระจกให้ด้วย ผมเลยอยากรู้ว่า...ปกติเวลาเติมน้ำมันรถ พนักงานจะเช็ดกระจกให้เราตอนไหนขึ้นอยู่กับ ราคาน้ำมันที่เติมหรือ นิสัยส่วนบุคคลของพนักงานแต่ละคน ?? “คุณบี (นามสมมติ)” อายุ 29 ปี เป็นสายสุดท้ายในรายการพุธทอล์ค พุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [24 ก.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา“ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาเรื่องขอเช็ดกระจกจากเด็กปั๊ม แต่กลับโดนมองแรงใส่เพราะเติมน้ำมันแค่ 500 บาท “คุณบี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘วันนี้ผมไปเติมน้ำมันแล้วไปขอให้เขาเช็ดกระจกให้แต่โดนมองแรงใส่ ต้นเรื่องคือผมเคยเติมน้ำมันประมาณ 2,000-3,000 บาท เขาก็จะมาถามว่า ‘พี่เช็ดกระจกไหม?’ แต่พอวันนี้ผมไปเติมมาแค่ 400-500 บาท แล้วผมอยากเช็ดกระจก ผมก็ไม่กล้า เกรงใจเขา และน้ำที่ฉีดที่ปัดน้ำฝนเราก็หมด ก็เลยถามไปว่า ‘พี่เช็ดกระจกให้หน่อยได้ไหมครับ?’ เขาก็มองแรงใส่ ผมก็เลยคิดว่า หรือเพราะเราเติมน้อยไปเลยไม่มีบริการนี้ จะเดินไปขอเช็ดเองก็ไม่กล้า ผมเลยสงสัยว่าปกติแล้วเราขอให้เขาเช็ดกระจกให้ได้ไหม?’ ทางด้าน “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ผมว่าเรื่องเช็ดกระจก มันน่าจะเจอที่คน คือเติมแค่ 500 เนี่ย ต่อให้เราเรียกเช็ดก็จกเขาก็ต้องทำเพราะเขาจะลุ้นว่าจะได้ทิปรึเปล่า ไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องเติมมากเติมน้อยไม่น่าเกี่ยวกับบริการเสริมเพราะมันเป็นช่องทางที่น้อง ๆ พนักงานจะได้เงินเพิ่ม คิดว่าอย่างนั้น’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘ถ้าเราให้เขาเช็ดเขาก็ต้องเช็ด ทำฟรีก็ต้องเช็ด แต่หอมเป็นคนให้ทิปอยู่แล้ว เขาทำเพื่อทิปนะการเช็ดกระจก ยอดเติมน้ำมันไม่เกี่ยวกับเขาเพราะเขาไม่ใช่เจ้าของปั๊ม เขาอาจจะมองว่าเติมน้ำมันเยอะอาจจะให้ทิป มันก็แล้วแต่คน ถ้าเราต้องการให้เช็ด เขาก็ต้องจัดการให้มันเป็นหน้าที่ของเขา’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า ‘ไม่น่าเกี่ยวกับเงินที่เราเติม ถ้าคุณบีอยากได้ก็แจ้งเขาได้เลย แล้วก็อาจจะทิปเขาหน่อยเป็นน้ำใจ’เรื่องราวทั้งหมดนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App AtimeFung Fin

ไม่ถามเรื่องสุขภาพสักคำ? สาวสุดงง... ทะเลาะกับแฟน หลังจากไปดื่มหนักด้วยกันมา กลับมาถึงห้อง นอนหลับกันปกติ ตื่นเช้ามารองเท้าแฟนหาย ไปเจออยู่หน้าห้องผู้ชายอีกคนใกล้ๆกัน สุดท้ายเปิดดูกล้องวงจรปิด เห็นตัวเองนอนละเมอเดินเข้าห้องผู้ชายคนนั้นไม่ถึงนาที

15 ส.ค. 2023

ไม่ถามเรื่องสุขภาพสักคำ? สาวสุดงง... ทะเลาะกับแฟน หลังจากไปดื่มหนักด้วยกันมา กลับมาถึงห้อง นอนหลับกันปกติ ตื่นเช้ามารองเท้าแฟนหาย ไปเจออยู่หน้าห้องผู้ชายอีกคนใกล้ๆกัน สุดท้ายเปิดดูกล้องวงจรปิด เห็นตัวเองนอนละเมอเดินเข้าห้องผู้ชายคนนั้นไม่ถึงนาที

ไม่ถามเรื่องสุขภาพสักคำ? สาวสุดงง... ทะเลาะกับแฟนหลังจากไปดื่มหนักด้วยกันมา กลับมาถึงห้อง นอนหลับกันปกติตื่นเช้ามารองเท้าแฟนหาย ไปเจออยู่หน้าห้องผู้ชายอีกคนใกล้ๆกันสุดท้ายเปิดดูกล้องวงจรปิด เห็นตัวเองนอนละเมอเดินเข้าห้องผู้ชายคนนั้นไม่ถึงนาทีแฟนไม่เชื่อ คิดว่าเราคบชู้อย่างเดียวเลย ทำไมไม่เป็นห่วงกันบ้างเลย... “คุณสุ (นามสมมุติ)” อายุ 29 ปี สายที่สามของรายการ “พุธทอล์ค พุธโทร” เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [9 ส.ค.66] ได้โทรเข้ามาปรึกษาปัญหา ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเผือก กับปัญหาที่เมาแล้วละเมอเข้าห้องผู้ชาย จนแฟนเข้าใจผิด คิดว่าเราไปมีอะไรกับคนนั้นหรือเปล่า? โดย “คุณสุ (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘ทะเลาะกับแฟนได้ 1 อาทิตย์แล้ว วันที่เกิดเหตุ หนูไปสังสรรค์กับเเฟน พอเสร็จก็กลับมาห้อง เกือบตี 2 กลับมาถึงก็ใช้ชีวิตกันแบบปกติ หนูไม่ได้เมาจนฟิวส์ขาด แต่พอเช้ามา แฟนหนูก็หารองเท้าของเขาไม่เจอปกติจะต้องวางไว้หน้าห้อง ซึ่งเราก็ยังคุยเล่นกันปกติ ยังแซวเขาว่าลืมไว้ที่ร้านหรือเปล่า? จนสักพักแฟนหนูเขาก็บอกว่าจะออกไปหารองเท้า ให้หนูอาบน้ำเเต่งตัว ถ้าเสร็จเเล้วไปเจอกันที่ร้านข้าว เดี๋ยวไปกินข้าวกัน แล้วก่อนที่หนูจะออกไป เป็นปกติที่หนูจะมองหาแมวเพื่อให้แมวมากินข้าว แต่สายตาดันบังเอิญไปเห็นรองเท้าแฟนวางอยู่ที่ห้องผู้ชายคนอื่น ก็เลยคิดทบทวนว่าเมื่อคืนเราก็ไม่ได้ทำอะไรนะ แล้วก็ไม่ได้เมาขนาดที่ว่าจำอะไรไม่ได้เลย เราก็ไม่ได้เป็นคนที่มีเรื่องชู้สาวอะไรเลยเหมือนกัน แต่หนูเพิ่งมาจำได้ว่าเมื่อคืนหนูฝัน โดยในฝัน หนูเดินออกไปบ้านใครก็ไม่รู้ มีเสียงผู้ชายมาเรียก แล้วในฝันเสียงผู้ชายที่เรียกคุ้นหูมาก หนูก็เดินออกไปแต่หนูไม่รู้ว่าเดินไปบ้านใคร ในฝันหนูเปิดประตูบ้านเขาเข้าไป แล้วเจอผู้ชายคนหนึ่งเเต่หนูไม่เห็นหน้า เห็นแต่รูปร่างเขาเป็นคนตัวเล็ก ดำ แล้วเขาก็ตะโกนใส่หูเหมือนประมาณตกใจว่าหนูไปบ้านเขาทำไม ซึ่งในฝันหนูตกใจมากแล้วหนูก็ออกจากบ้านเขามา หลังจากนั้นหนูก็จำอะไรไม่ได้เลยในฝัน แบบจำไม่ได้ว่าฝันว่าอะไรต่อ พอเช้าวันนั้นหนูเห็นแล้วว่ารองเท้าอยู่หน้าห้องผู้ชายคนนี้ หนูก็ยังไม่ปักใจเชื่อเพราะหนูไม่กล้าไปยืนดูรองเท้าว่ามันใช่ของเเฟนหนูจริงๆไหม หนูเลยทำได้เเค่เดินผ่านไป ซึ่งปกติเวลาอยู่ห้องหรือไปไหนใกล้ๆ หนูก็จะชอบใส่รองเท้าแฟนอยู่แล้ว ระหว่างที่ขับรถไปร้านข้าว หนูก็ทบทวนความฝันของตัวเองว่า เมื่อคืนฝันแบบนี้เเล้วมันจะเป็นจริงๆหรอ แล้วถ้าเกิดเดินไปจริงๆในฝันเจอผู้ชายคนหนึ่งตะโกนใส่ ถ้าหนูเดินเข้าห้องเขาจริงๆ ทำไมเช้ามาเขาถึงไม่มาถามว่าเดินเข้าห้องเขาทำไม เพราะเช้ามาก็ตื่นมาที่ห้องตัวเองเหมือนเดิม พอถึงร้านข้าวก็ถามแฟนว่าเมื่อคืนหนูได้เดินออกจากห้องไหม? แฟนก็บอกไม่รู้ เดินออกไปหรอ เพราะกลับมาถึงอาบน้ำเสร็จก็นอนหลับไปเลย แล้วหนูก็บอกแฟนว่า ตอนจะออกมาหนูเห็นเหมือนรองเท้าแฟนอยู่ห้องผู้ชายคนนี้ หนูก็เล่าความฝันของหนูให้เขาฟัง แล้วแฟนหนูก็บอกว่าเมื่อคืนห้องนี้เขาเปิดไฟอยู่นะ สักพักแฟนหนูสีหน้าเปลี่ยนทันทีเพราะความคิดเขาคือคิดว่าหนูไปมีชู้กับห้องข้างๆ หนูก็พยายามอธิบาย เเฟนหนูเขาเริ่มอารมณ์ร้อน แล้วข้อเสียเขาเป็นคนที่งี่เง่าเป็นคนเจ้าอารมณ์ หนูก็บอกว่ามันไม่ใช่แบบนั้นนะ หนูไม่ได้ตั้งใจหนูไม่รู้จริงๆ เพราะเราก็ไม่เคยนอนละเมอเเล้วออกไปไหนมีแค่ละเมอเเล้วพูด ซึ่งหนูก็ได้ไปขอดูกล้องวงจรปิดที่หน้าห้อง ภาพที่เห็นจากกล้องคือหนูเดินไปจริงๆค่ะ ตอนตี 3:24 แล้วหนูก็เดินกลับมาตอน ตี 3:24 เหมือนกัน หนูเปิดเข้าไปแล้วหนูก็เปิดออกมา แต่แฟนหนูเขาปักใจคิดว่าหนูไปมีอะไรจริงๆ เพราะเขาไม่ฟังอะไรเลย ทีนี้ผู้ชายคนนั้นเขาเป็นหลานชายของพี่ที่ทำงานกับหนู สนิทกัน พอทะเลาะกับแฟน หนูก็เลยเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง เขาก็ตกใจ พี่เขาก็เลยโทรไปถามหลานเขาว่าเมื่อคืนนี้เห็นหนูเดินเข้าห้องไหม เขาก็บอกว่า ไม่รู้เลยครับ ผมไม่รู้เลยด้วยซ้ำ ไม่ได้ยินเลย ภาพจากกล้องวงจรปิดคือหนูกับมาจากร้านที่ไปสังสรรค์แต่ผู้ชายคนนี้เขาไม่ได้อยู่ในห้อง เขานั่งเล่นอยู่โต๊ะม้าหินหน้าห้อง ณ ตอนนี้หนูกับแฟนทะเลาะกันแรงมาก หนูไปปรึกษาพี่ๆเพื่อนๆที่หนูสามารถคุยกับเขาได้เขาก็บอกว่าหนูไม่ปกติที่ละเมอแล้วเดิน จนหนูปรึกษาหมอ หมอบอกว่าจริงๆเคสแบบนี้จะไม่ค่อยเกิดกับคนอายุแบบเรานะ จะเกิดแต่กับเด็ก ส่วนน้อยมากที่จะเกิดกับคนรุ่นนี้ สิ่งที่หนูอยากจะปรึกษาพี่ๆดีเจ คือ ‘เขาก็ยื่นข้อเสนอมาว่ามีสองทางให้เลือก คือ หนูเก็บของออกไปกับจะให้เขาออกไป’ เรื่องนี้ 3 ดีเจ ก็ได้ให้คำปรึกษาตรงกันว่า “อย่างแรกเลยต้องเป็นห่วงในเรื่องสุขภาพ เพราะในกล้องก็ชัดเจนแล้วว่าเราเข้าไปแล้วออกมาเลย แล้วแฟนก็ควรที่จะพาคุณสุไปปรึกษาหมอดีกว่าทำไมถึงละเมอขนาดนี้ ไม่เห็นมุมที่จะต้องมาทะเลาะกันเรื่องหึงหวง ส่วนเรื่องที่ต้องย้ายออก คุณสุก็ให้เขาออกไปเอง เพราะมันดูงี่เง่ามากที่คุณสุแค่ละเมอเเล้วเดินไปห้องคนอื่น ทั้งๆที่กล้องวงจรปิดก็เห็นชัดเจน คุณสุทำได้เเค่รอเวลาได้อย่างเดียวให้เขาอภัย เพราะเขาไม่ได้มีการรับฟัง แต่ถ้าเราออกไปก็รอดูว่าเขาจะตามไหม ถ้าเกิดเขาตามก็ยื่นข้อเสนอเลยว่าต่อไปนี้ต้องฟังเหตุผล แต่ถ้าเขาไม่ตามก็คือเขาไม่ได้รัก เขาอาจจะอยากเลิก เพราะมันงี่เง่าเกินไปกับเรื่องนี้ แล้วเกิดการละเมอแบบนี้ มันจะต้องถามว่าเธอเป็นอะไรหรือเปล่า เพราะมันคือมาจากความรัก เขาจะต้องกลัวว่าคนในห้องนั้นก็ทำไรคุณสุหรือเปล่า หรือถ้าคุณสุเดินไปตกบรรไดล่ะ ส่วนเรื่องผู้ชาย ถ้าอยากให้มีความหวัง คุณสุต้องออกไป อย่างน้อยถ้าเขารักเรา เขาจะรู้สึกว่าคุณสุออกไปเพราะเขานะเพราะเขางี่เง่า ใดๆก็ตาม ตอนนี้คุณสุควรที่จะไปรักษาเรื่องละเมอก่อนดีกว่า มันอันตรายกับชีวิตคุณสุมากกว่านะ เพราะถ้าเกิดยังเดินละเมอแบบนี้อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้นะ…’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูมั่นใจในตัวเองว่าหนูสวย จนหนูสามารถใช้ความสวยของตัวเองหาประโยชน์จากผู้ชายคนอื่นได้ ตอนนี้หนูมีคนคุย 4 คนพร้อมกัน แต่ละคนก็รู้ว่าหนูคุยกับคนอื่นอยู่ หนูชัดเจนตั้งแต่แรก บอกทุกคนก่อนคุย แต่ทุกคนก็จะซื้อของแบรนด์เนมแพงๆ

09 ก.ย. 2024

หนูมั่นใจในตัวเองว่าหนูสวย จนหนูสามารถใช้ความสวยของตัวเองหาประโยชน์จากผู้ชายคนอื่นได้ ตอนนี้หนูมีคนคุย 4 คนพร้อมกัน แต่ละคนก็รู้ว่าหนูคุยกับคนอื่นอยู่ หนูชัดเจนตั้งแต่แรก บอกทุกคนก่อนคุย แต่ทุกคนก็จะซื้อของแบรนด์เนมแพงๆ

หนูมั่นใจในตัวเองว่าหนูสวย จนหนูสามารถใช้ความสวยของตัวเองหาประโยชน์จากผู้ชายคนอื่นได้ตอนนี้หนูมีคนคุย 4 คนพร้อมกัน แต่ละคนก็รู้ว่าหนูคุยกับคนอื่นอยู่ หนูชัดเจนตั้งแต่แรก บอกทุกคนก่อนคุยแต่ทุกคนก็จะซื้อของแบรนด์เนมแพงๆ แล้วคาดหวังความรักจากหนู หนูรับมาตลอด มันผิดไหมคะ?“คุณแม็ก (นามสมมติ)” อายุ 26 ปี สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (4 ก.ย. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก- ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อม’ เกี่ยวกับปัญหาว่าเราสวยมาก เลยคุยกับผู้ชายหลายคน แต่ก็ไม่ได้จะจริงจังกับใคร แล้วเขาก็เปย์ให้ เราผิดมั้ยที่รับของเขา?โดย “คุณแม็ก (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘เรามองว่าเราสวย มีเสน่ห์ แล้วความสวยของเราสามารถหาประโยชน์ หรือทำอะไรให้กับเราได้ ผลที่เกิดขึ้นคือ มีผู้ชายมาติด เราพยายามบอกเขาตั้งแต่แรกว่าเรายังไม่ได้หาความสัมพันธ์ที่จริงจัง ไม่ได้อยากให้ใครมาคาดหวังในตัวเรามาก แต่ผู้ชายก็มักจะหาวิธีชนะใจเรา โดยการซื้อของให้ พาไปกินอาหารหรู แล้วเวลาผ่านไปผู้ชายจะคาดหวังกับของที่ซื้อให้เรามากขึ้น จนบางทีก็รู้สึกว่า “นี่เราผิดหรือป่าวที่รับของเขามา” แต่โดยส่วนตัวก็คิดว่า “เขาเต็มใจที่จะอยู่ในความสัมพันธ์แบบนั้นเอง”ซึ่งความสัมพันธ์คนคุยนี้ เราไม่ได้มีแค่คนเดียว ถ้าคนที่คุยมานานมากก็จะได้รับของมาจากเขาประมาณหนึ่ง บางทีเขาก็จะแสดงความเป็นเจ้าของกับเราว่า เราไปไหน ไปกับใคร เราก็จะบอกตลอดว่า “เราไปกับคนคุยคนอื่น” เขาก็จะมีท่าทีไม่พอใจ มันทำให้เรารู้สึกว่าเขาคาดหวังในความสัมพันธ์ของเรา เราบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าเรายังไม่ได้อยากจริงๆ แต่ถ้าคุยไปเรื่อยๆ เราก็ยอมเปิดใจคุยด้วยได้ ซึ่งเป็นแบบนี้กับหลายๆคนที่คุยกับเราตอนนี้เราคุยอยู่ 4 คน แต่ละคนก็จะรู้ว่าเราไม่ได้คุยกับเขาคนเดียว และแต่ละคนก็ซื้อของให้ หรือดูแลเรา จะมากน้อยแล้วแต่คน ถ้าเป็นปกติ เราเจอคนที่หึงหวงเรา หรือมีท่าทีไม่พอใจ เราก็จะเลิกคุยกับเขาไปเลย แต่พอมันเป็นหลายๆคนเข้า ก็ทำให้รู้สึกว่า “หรือจริงๆเราผิดเอง ในแง่ที่เราไปอยู่ในความสัมพันธ์พวกนี้ จนทำให้เขาคาดหวังกับเรามากขึ้น และสุดท้ายเราก็ไปทำให้เขาเสียใจอยู่ดี” และเราคิดว่าใน 4 คนนี้ ยังไม่มีคนที่ใช่เลย แม็กเลยอยากถามพี่ๆดีเจว่าในความคิดของคนอื่นมองว่ามันผิดไหม? กับการที่เราไปรับของคนอื่น แต่เราก็บอกตั้งแต่แรกแล้วว่าเราให้ความสัมพันธ์ได้แค่คนคุย’ซึ่งทางด้าน “ดีเจอ้อม” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าเราเห็นว่าปลายทางมันนำไปสู่สิ่งที่ไม่ชอบและผิด ต่อให้สิ่งนั้นบริสุทธิ์ ก็อาจจะต้องป้องกัน การออกตัวในบางครั้งมันเป็น Agenda ที่เราซ่อน เพื่อหลบเลี่ยงความผิดของเรา เพื่อปกป้องตัวเองว่า ”ฉันบอกเธอแล้วนะ“ แต่เรายังร่วมมือทำสิ่งนี้กับเขาอยู่ เราก็มีส่วน ถ้าเกิดว่าอีกฝ่ายเขาจะโกรธ เสียใจ และพยายามทำอะไรให้ได้มาเพราะไม่ได้ดั่งใจ โทษเขาอย่างเดียวไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าแม็กผิดไหม แม็กไม่ได้ผิดจากการออกตัว แต่ Agenda ที่ซ่อนอยู่ในใจ แม็กรู้อยู่กับตัว คำตอบมันอยู่ในใจแต่มันมีข้ออ้างให้เราว่าฉันบอกตั้งแต่แรกแล้ว เพราะฉะนั้นมาบอกว่าฉันผิดทั้งหมดก็ไม่ใช่ แต่แม็กก็รู้ว่าการทำแบบนี้ มันทำให้แม็กไม่สบายใจ เพราะถ้าแม็กสบายใจ และไม่รู้สึกว่าตัวเองผิดตั้งแต่แรก แม็กจะไม่โทรหาพวกพี่เลย สำหรับพี่ พี่มองว่า แม็กรู้ตัวแล้ว แต่พี่เป็นห่วงว่า ถ้าเกิด 1 ใน 4 คนนี้ เกิดคิดทำอะไรแม็กขึ้นมา การมั่นใจเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องระวัง เราคาดเดาอะไรใครไม่ได้เลย พี่ห่วงเรื่องความปลอดภัย เพราะการบงทุนทุกอย่างมันหวังผลเสมอ ขนาดไปวัดทำบุญบางคนยังหวังขอเลย แล้วอย่าคิดว่า เวลาเลิกกับใคร บางทีมันไม่ได้ง่ายอย่างที่เราคิด ฉันจบเธอต้องจบ มันไม่ได้เสมอไป แล้วถ้าทั้ง 4 คน ไม่พร้อมจบพร้อมกัน แม็กจะปวดหัวคูณ 4 บางทีอาจจะถึงชีวิต’ต่อมา “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาต่อว่า ‘ผิดหรือป่าวที่ทำอยู่ มันอยู่ที่ว่าใช้ไม้บรรทัดใครวัด ถ้าเป็นไม้บรรทัดของคนอายุเท่าพี่ๆ ซึ่งเป็นไม้บรรทัดที่โบราณ แต่พยายามจะปรับเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ แต่ยังไม่ชิน เลยมองว่ามันไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่คุ้นเลย เอาเป็นว่ามันทำร้ายคนอื่นแล้วกัน แต่ถ้าเปลี่ยนไม้บรรทัดของคนยุคสมัยนี้ที่วัยพอๆกับแม็ก ก็อาจจะมองว่าเรื่องนี้มันแฟร์แล้ว เพราะฉันเคลียร์แล้ว ไม่ได้บังคับให้ซื้อให้ ใครอยากจะให้ก็ให้ เธอเต็มใจวื้อเอง เพราะฉนั้นผิดไม่ผิดอยู่ที่ไม้บรรทัดที่มองจริงๆมแต่ถ้า 1 ใน 4 คนนี้ไม่ได้สนใจไม้บรรทัดขึ้นมา อาจจะเกิดอันตรายกับแม็ก เพราะยุคนี้มันแรงกันเหลือเกิน และเราไม่รู้ว่าคนเราจะขาดสติเมื่อไหร่ ต่อให้เขาไม่รู้บ้าน แต่เราก็ไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกัน อะไรก็เกิดขึ้นได้ บางครั้งที่เห็นข่าว เรื่องเล็กน้อยกันมากๆก็ทำให้ฆ่ากันตายได้ ยิ่งเรื่องที่เกี่ยวกับความรัก มันยิ่งทวีความ หึง หวง โกรธ แค้น เยอะแยะไปหมดเพราะฉะนั้นคำว่า “แฟร์เกม” ตั้งแต่แรก เรามั่นใจหรือยัง ว่าเคลียร์ 100% คือคำว่า ”คนคุย“ ถ้าเป็นไม้บรรทัดในยุสมัยพี่ คนคุยคือการที่คุยกัน ศึกษากัน เพื่อที่จะเป็นแฟนในอนาคต หรือเพื่อตัดสินว่าเธอจะเป็นคนที่เป็นแฟนฉันไหมนะ ฉันขอคุยก่อน ถ้าใช่ค่อยคบหากัน ถ้าไม่ใช่ก็คือจบ พี่เลยไม่รู้ว่ายุคนี้มันมีคำบัญญัติสำหรับ เสตตัสที่แม็กมีไว้ให้ 4 คนนี้เป็นคำเฉพาะขึ้นมาหรือป่าว เพราะพี่รู้สึกว่า ถ้าคนคุยมีไว้เพื่อศึกษา และคัดออก-เข้า ใครเข้า ก็มาคบหากัน นี่คือคนคุย แต่จะว่าเป็น FWB ก็ไม่ใช่ เพราะอันนั้นมันมีแค่เรื่อง Sex จะมีสเตตัสตรงนี้หรือป่าวพี่ไม่รู้ แต่แม็กต้องเคลียร์ให้ชัดกว่านี้ ถ้า 1 ใน 4 ถ้าเขารู้สเตตัสดีพอก็คนไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ หรือถึงเขารู้สเตตัสดีพอ ในวันที่ความหึงหวงเกิดขึ้น เหตุผลก็ไม่สำคัญอีกต่อไป มันหน้ามืด มันเสียไปเท่าไหร่แล้ว เพราะฉนั้น เป็นห่วงความปลอดภัยตัวเองด้วยละกัน และถ้าเรายิ่งชัดเจน เราต้องตอกย้ำให้ชัดเจนว่าทุกคนไม่มีสิทธิ์ บอกให้รู้ว่า “พี่ยังไม่ใช่นะ ถึงจะพยายามก็ไม่ใช่ แต่ถ้าพี่จะยังอยู่ ก็แล้วแต่พี่” ทำให้เขาไม่มีความคาดหวัง ให้เขาไม่ต้องมีความผิดหวัง แล้วนำไปสู่ความแค้น ก็พอไปต่อกันได้’และสุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่ากติกาที่แม็กบอก มันเหมือนมีช่องโหว่อยู่ จริงๆมันก็แอบไม่แฟร์ เพราะแม็กใช้คำสุดท้ายว่า “หนูเปิดใจ ถ้าว่านึงหนูรู้สึกยังไง ก็อาจจะเกิดขึ้นได้” ซึ่งอันนี้มันทำให้มีความหวัง แต่ตัวแม็กเองคือ “ป่าว หนูไม่ได้อยากจะมีความสัมพันธ์กับใครทั้งนั้น” คือถ้าแม็กพูดกับเขาว่า “หนูชอบไปกินข้าวร้านอร่อยๆ หนูชอบไปที่สวยๆ หนูชอบให้คนซื้อของให้ แต่หนูจะไม่คบกับใครสักคนเป็นแฟนนะ” แบบนี้ถึงจะแฟร์ แล้วถ้าแบบนี้คนไหนยังอยู่กับเรา แล้ววันนึงแม็กเปิดใจ มันจะเหมือนเป็นการพิสูจน์ตัวเขามากเลย แต่ตอนนี้มันเหมือนแฟร์ แต่จริงๆมันไม่แฟร์เพราะมันมีรูโหว่ของมันอยู่ว่า เขามีความหวัง ซึ่งพี่ว่าแม็กก็รู้ว่าเขามีความหวังจากกติกาที่แม็กสร้างขึ้น ถ้าจะให้ตัดสินว่าผิดหรือไม่ผิด จริงๆแล้วกติกาเหมือนจะแฟร์ แต่ตัวแม็กเล็งเห็นผลว่าอะไรจะเกิดขึ้น แล้วแม็กก็โอเคที่จะเห็นมัน เพราะเราเห็นคนซื้อของแพงๆให้เรา คนพาเราไปนู่นไปนี่ เพราะเขามีความหวังว่า สักวันหนึ่ง แม็กจะถูกใจเขา แต่แม็กรู้ทั้งรู้ว่าป่าว เราไม่ได้อยากได้ใครสักคน เราแค่มีความสุขที่มีคนมาดูแล มีคนมาพาเราเที่ยวแบบนี้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-