อ้าว แฟนใหม่เธอหน้าคุ้นๆ!! หนูรู้จักกับผู้ชายคนนึง สนิทกันมานาน จนเพื่อนๆในที่ทำงานก็ยังแซวว่า คู่นี้น่าจะได้เป็นแฟนกัน เราก็กะจะบอกชอบเขาก่อนลาออกจากงาน ปรากฏว่า ยังไม่ทันลาออก เขาไปเปิดตัวกับน้องผู้หญิงร้านข้างๆ

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

อ้าว แฟนใหม่เธอหน้าคุ้นๆ!! หนูรู้จักกับผู้ชายคนนึง สนิทกันมานาน จนเพื่อนๆในที่ทำงานก็ยังแซวว่า คู่นี้น่าจะได้เป็นแฟนกัน เราก็กะจะบอกชอบเขาก่อนลาออกจากงาน ปรากฏว่า ยังไม่ทันลาออก เขาไปเปิดตัวกับน้องผู้หญิงร้านข้างๆ

30 มิ.ย. 2025

อ้าว แฟนใหม่เธอหน้าคุ้นๆ!! หนูรู้จักกับผู้ชายคนนึง สนิทกันมานาน  จนเพื่อนๆในที่ทำงานก็ยังแซวว่า

คู่นี้น่าจะได้เป็นแฟนกัน เราก็กะจะบอกชอบเขาก่อนลาออกจากงาน ปรากฏว่า ยังไม่ทันลาออก

เขาไปเปิดตัวกับน้องผู้หญิงร้านข้างๆ หนูเฮิร์ทมากตอนนี้ ต้องทนเห็นเขาไปกินข้าวกันทุกวัน

มีความสุขกันต่อหน้าหนู ล่าสุดหนูบอกกับผู้ชายคนนี้ไปว่า “หลังจากนี้ชีวิตนี้ไม่ต้องมาเจอกันอีก”

เขาก็เหมือนจะรับรู้แล้ว หนูจะวางตัวยังไงต่อไปดีหลังจากนี้... 

                “คุณแพร (นามสมมติ)” อายุ 29 ปี เป็นสายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [25 มิ.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาแอบชอบรุ่นพี่ในที่ทำงาน โดนเล่นกับใจสุดท้ายเปิดตัวกับคนอื่น

                โดย “คุณแพร (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาหนูได้งานใหม่ เป็นงานในห้างสรรพสินค้า หนูเพิ่งขึ้นมาอยู่กรุงเทพได้ไม่นาน เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย แล้วได้มาเจอกับพี่คนนึง เขาสุภาพมาก ตรงสเปคเรา คำพูดคำจาจะเรียกเราว่าหนู ตอนแรกไม่ได้คิดอะไรแต่อยู่ไปนาน ๆ ก็เริ่มสนิทกัน ดูแลกันมากขึ้น ถึงขั้นที่สามารถคุยกันเรื่องเซ็กซ์ หรือเรื่องแฟนเก่าได้ คุยกันได้ยิ่งกว่าเพื่อนผู้หญิงอีก มีการเล่นถึงเนื้อถึงตัวกัน เช่น วิ่งไปกอด เกาะแขนในบริบทที่อ้อน ๆ ได้ บางครั้งเหมือนจะปัดป้องแต่ก็ยังเล่นด้วยได้ วันนึงหนูก็ลองแกล้งเขาโดยการบอกว่า ‘สงกรานต์นี้เดี๋ยวไปเล่นน้ำกับผู้ชายดีกว่า นัดผู้ชายเอาไว้’ เขาก็นิ่งไปเลย หนูเลยคิดว่าเขาก็คงชอบเราเหมือนกันมั้ง พี่ผู้จัดการเขาก็ดูออก ทุกคนคิดแบบนี้กันหมดเลยว่าหนูกับพี่เขาต้องชอบกันแน่ ๆ ต้องเป็นแฟนกันแน่ เราก็เล่นกันปกติ หลังจากนั้นหนูก็เฉลยว่าที่พูดไปหนูแกล้งเล่น พี่เขาก็ดูดีใจ แล้ววันนั้นเราเจอลูกค้าแล้วรู้สึกนอย พี่เขาก็ชวนไปกินข้าวเลย เหมือนปลอบใจ

                จนกระทั่งอาทิตย์ที่ผ่านมา เขาก็บอกกับหนูว่าเขาชอบน้องร้านข้าง ๆ นะ ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาเคยบอกว่าเขาชอบสาวหมวย ตัวเล็ก ซึ่งก็ตรงกับหนูเหมือนกัน สรุปแล้วเมื่อสองวันก่อนเขาชวนน้องร้านข้าง ๆ เข้ามาในร้านของเราและขอคอนแทคกันต่อหน้า ต่อตาหนูเลย หนูยืนอึ้งว่าที่ผ่านมาหนูคิดไปเองหรอ ? ทั้ง ๆ ที่หนูเคยเกริ่นไปแล้วว่าชอบเขานะ หนูก็พยายามทำใจ เขาอาจจะเทสระบบเรา จากที่เล่นกันถึงเนื้อถึงตัว พูดคุยเรื่องเซ็กซ์กัน ก็ไม่ทำอีกเลยเพราะหนูมองว่าเขากำลังจะสานสัมพันธ์กับคนอื่นแล้ว แต่ในใจก็เจ็บ

                วันนี้หนูบอกกับพี่หัวหน้างานว่าปวดท้อง จะขอลาไปหาหมอ กลับมาเขาก็ดูเป็นห่วงเรา หนูนั่งพักอยู่ในห้องก็ไม่คิดว่าจะได้เห็นภาพที่เขาชวนกันไปกินข้าวอีก จริง ๆ หนูยอมตั้งแต่เขาขอไลน์แล้ว แต่พี่เขาก็ยังพยายามทำตัวเหมือนเดิม แตะเนื้อต้องตัวพูดคุยเหมือนเดิม แต่เราคือทำไม่ได้แล้ว เราไม่โอเค ตอนเย็นหนูก็ถามว่า ‘วันนี้พี่กลับยังไง’ เขาก็ชี้ไปที่ร้านข้าง ๆ แต่หนูเห็นว่าไฟปิดแล้วเลยงง สรุปคือเขาเดินกลับไปรับน้องร้านข้าง ๆ มาต่อหน้าต่อตาหนูอีกแล้ว หนูก็พยายามเก็บอารมณ์ไม่ให้เสียใจ หนูก็พลั้งปากพูดไปว่า ‘พี่ หลังจากนี้เราไม่ต้องมาเจอกันอีกนะ เราตัดขาดกันไปเลย แพรไม่อยากเจอพี่’ พี่เขาก็ตอบกลับแบบติดตลก แซว ๆ อีก หนูเลยอยากขอคำปรึกษาว่าหนูต้องทำงานที่นี่อีก 5 วันต้องเห็นเขาไปไหนมาไหนด้วยกัน จะต้องจัดการความรู้สึกยังไง กับวันที่ 29 นี้จะมีงานเลี้ยงส่งหนู หนูควรบอกเขาอีกรอบมั๊ยว่าชอบ”

                ซึ่ง “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘นี่คือบทเรียนของการทำที่อะไรตามใจและตามอารมณ์ พูดออกไปด้วยอารมณ์โดยไม่มีการวางแผนคิดหน้าคิดหลังให้ดี “เราไม่ต้องมาเจอกันอีก” เป็นประโยคที่แรงมากทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เป็นอะไรกันเลย เขาคงคิดว่าแพรเป็นอะไร อันนี้เป็นสิ่งที่พลาดมาก ๆ แค่คุยกับเขาน้อยลงพี่ว่าก็ชัดเจนอยู่แล้วว่ารู้สึกยังไง แพรก็ใช้ชีวิตตามปกติได้เลย เพราะเดี๋ยวก็แยกกันใช้ชีวิตอยู่แล้ว ส่วนวันงานเลี้ยงส่งก็วางตัวดี ๆ เพราะอย่างน้อยเขาก็แสดงให้เราเห็นผ่านการกระทำของเขาแล้วว่าไม่ได้คิดอะไร ขั้นสุดท้ายของการเป็นเพื่อนสนิทแล้วมีคนนึงอยากข้ามขั้นไป เขาก็คงพยายามบอกว่าเราเป็นเพื่อนกันเถอะ ในเมื่อทั้งคู่ชัดเจนกันอยู่แล้ว ก็เป็นเพื่อนกันให้ได้อย่างที่พูดไว้ เด็ดขาดเลยก็ดี ถ้าเขาชวนคุย อยากคุยกับตอบไม่อยากคุยก็ไม่ต้องคุย ขอให้โชคดีกับวันเลี้ยงส่ง และอย่าถือสากับคำพูดของคนเมา’

                ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ทำตัวปกติได้เลยถ้าลาไม่ได้ แต่ถ้าลาได้ก็แนะนำให้ลาแล้วเก็บของไปตั้งตัวที่บริษัทใหม่เลย กับเขาก็ไม่ต้องไปยุ่งอีกแล้ว วันเลี้ยงส่งถ้าเขาไม่ไปก็ไม่ต้องเสียใจด้วย เพราะเราลั่นไปแล้วว่าอย่าเจอกันอีก ต้องทำตามที่พูดไว้ให้ได้ 5 วันที่เหลืออยู่ไปทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าไปที่ใหม่ก็อย่าทำแบบนี้อีก ให้มันจบแค่ตรงนี้’

                สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ตอนอยู่ด้วยกันก่อนหน้านี้ก็สนุกสนาน แพรเป็นคนสนุก เขาอยู่ด้วยแล้วสบายใจแต่เขาให้สถานะเราได้แค่ “เพื่อน” และเขาวางสถานะนี้มีนานแล้ว เท่าที่พี่ฟังผู้ชายไม่ได้มีใจเลย  แพรคิดไปเองแล้วก็สร้างโมเมนต์เองโดยการทำให้เค้าหึง เขาเงียบก็บอกว่าเขาหึง แถมมีเพื่อนยุยงอีก เรื่องราวเลยไปไกลจนเขาสนิทใจกับแพรและพร้อมที่จะเปิดใจเล่าว่าชอบน้องร้านข้าง ๆ เพราะเขามองว่าแพรคือเพื่อนที่สนิทที่สุด หารู้ไม่ว่าแพรหึง งอน ไปแล้ว แถมแพรก็ทำอะไรที่เป็นผีบ้าออกไป โดยการพูดใส่อารมณ์อีก แพรสำคัญตัวผิดสถานะ อย่าทำอะไรแบบนี้อีก สำหรับพี่ถ้าเขามางานเลี้ยงส่งก็ทำตัวปกติเลยแบบเพื่อนกัน พี่มีให้ 3 ทางเลือก 1.งอนให้ถึงที่สุด ไม่คุยด้วยเลย 2.ทำตัวเหมือนเดิม เหมือนวันนั้นโดนของมาแล้วไม่ได้พูดอะไร 3.บอกตรง ๆ ว่าที่พูดว่าไม่ต้องมาเจอกันแล้ว ยอมรับว่าหึง หนูชอบพี่  แต่จำไว้ว่าการสารภาพว่าชอบเขาอย่าคาดหวังว่าชอบเขากลับ พูดติดตลกไปได้เลย ให้เรื่องนี้เป็นบทเรียน ของบางอย่างต้องรอเมคชัวร์ก่อนจะได้ไม่เจ็บหัวใจ’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูโดนพี่ที่อยู่ชมรมเต้นลวนลาม แต่แฟนเขาทักมาข่มขู่ว่า “ถ้ายังทำอะไรแบบนี้อยู่ เดี๋ยวเจอกูนะ เจอกูแน่” หลังจากนั้น เวลาเลิกเรียนก็มีคนขับรถตาม คนเดินตามบ้าง จนหนูประสาทหลอน หนูไม่ไหว หนูแพนิค หนูหวาดระแวง หนูควรทำยังไงดีคะ?

08 พ.ย. 2024

หนูโดนพี่ที่อยู่ชมรมเต้นลวนลาม แต่แฟนเขาทักมาข่มขู่ว่า “ถ้ายังทำอะไรแบบนี้อยู่ เดี๋ยวเจอกูนะ เจอกูแน่” หลังจากนั้น เวลาเลิกเรียนก็มีคนขับรถตาม คนเดินตามบ้าง จนหนูประสาทหลอน หนูไม่ไหว หนูแพนิค หนูหวาดระแวง หนูควรทำยังไงดีคะ?

“คุณเม (นามสมมติ)” อายุ 16 สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (6 พ.ย. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหา การถูกลวนลามจากคนรู้จักในชมรม แล้วส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดย “คุณเม (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า เดิมทีหนูเป็นคนชอบเต้นได้เข้ามาเรียน แล้วมันจะมีชมรมนึงที่รวมทุกสายชั้นทุกเพศทุกวัยชอบเต้นก็สามารถมาเข้าได้ หนูก็เลยเข้าไปอยู่ได้สักพักนึง แล้วทีนี้มันมีพี่คนนึงเขาบอกว่าเหมือนอยากจะเต้นวงผู้ชายบ้าง เขาก็เลยโพสต์หาในเพจของโรงเรียนว่าแบบมีใครสนใจไหม แล้วมีพี่ผู้ชายคนนึงทักมาแล้วเขาก็มาขอเข้า เขาดูเป็นคนที่แบบว่าหน้าตาคือโอเคเลยดูเป็นคนดีหล่อด้วยในระดับนึง ทุกคนก็เลยจะว่าชอบก็ชอบ แต่ว่าเขาคนนั้นก็มีแฟนแล้วด้วย แล้วทีนี้ก็คือมันมีวันนึงที่เราซ้อมกันอยู่ แล้วก็คือโรงเรียนหนูมันจะมีลิฟต์ พอซ้อมเสร็จหนูก็รอซ้อมทีมหญิงต่อ ซ้อมทีมหญิงเสร็จทุกคนก็จะแยกย้ายกลับบ้าน แต่ทางกลับก็คือมันต้องไปลงลิฟต์กันหนูเดินรั้งท้ายสุดเลย แล้วก็มีพี่ผู้ชายเขารั้งท้ายกับหนูก็คืออยู่หลังหนู เขาก็เหมือนเอามือมาจับก้นหนู แต่ว่าหนูหันไปแล้วก็แบบว่าเอ้ยอะไรอะพี่ แล้วเขาก็เฉย ๆ หนูก็เลยคิดว่าเขาน่าจะมือโดนหรือเปล่าอะไรแบบนี้ ก็เลยลงไปข้างล่าง ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับพี่เขาก็เลยถามหนูว่า ตอนนั้นก็มีหนูกับพี่เขาสองคนก็เลยถามว่าไปซื้อส้มตำเป็นเพื่อนพี่ได้ไหม หนูก็ไม่ได้คิดไรมาก หน้าตาเขาก็ดูเป็นคนดีหนูก็เลยบอกว่าโอเคค่ะได้เดี๋ยวหนูไปเป็นเพื่อน อันนี้ก็คือนั่งรถมอเตอร์ไซค์ไป สั่งส้มตำปกติแล้วสักพักนึงเขาก็บอกว่าเดี๋ยวพาพี่ไปเอาของแป๊บนึงนะ หนูก็เลยตามเขาไปแต่ว่ามันเป็นเหมือนร้านที่ปิดอยู่ แล้วก็มันมีช่องเล็ก ๆ ให้เข้าไปหนูก็เดินตามเขาไป แล้วสักพักเขาก็เหมือนหันมาแล้วก็แบบจับหน้าอกหนูเลย แบบจับหน้าอกหนูแล้วก็บีบหน้าอกหนูเลย แล้วหนูก็เลยถามว่าพี่ทำอะไร เขาก็เลยบอกว่าพี่ชอบเรา พี่อยากได้เรามากเลย หนูก็บอกว่าหนูไม่โอเค คือพี่มีแฟนแล้ว หนูก็บอกตรง ๆ ว่าตอนนั้นหนูก็กลัวด้วย แล้วทีนี้ก็เลยพยายามเดินออกมาจากตรงนั้น แล้วพี่เขาก็เลยแบบเอามือหนู กระชากมือหนูแล้วก็ไปจับตรงเป้าของพี่เขา แล้วก็เลยถามว่า พี่พอจะได้ไหมขนาดพี่แบบโอเคไหม หนูก็เลยแบบเออพี่หนูไม่โอเคค่ะพี่ จนหนูพยายามเดินหนีหรือพยายามกลับมาเอารถที่โรงเรียน เพราะว่าหนูมีรถของหนูอยู่หนูก็พยายามกลับมาเอารถที่โรงเรียนหนูก็เดินมาเลย พี่เขาก็ขับรถตามมาแล้วก็แบบโอเคเดี๋ยวพี่ไปส่ง หนูก็ให้เขาไปส่ง ครั้งนี้เขาไปส่งที่โรงเรียนจริงๆ พี่เขาก็บอกว่าเรื่องนี้เก็บไว้เป็นความลับระหว่างเรานะ แต่หนูเป็นคนที่คิดมากด้วย หนูก็เลยไปปรึกษาพี่คนนึงที่เขาแบบเต้นเก่งมาก เขามีคนรู้จักเยอะ พี่เขาก็เอาไปโพสต์ในสตอรี่ ว่าถ้ายังอยากมีที่ยืนในสังคมเต้นอยู่ไหมแล้วเขาก็มาเห็น เขาก็ทักเข้าไปใน DM ไอจีของพี่เขาแล้วก็แบบเออเหมือนขอโทษ พี่เขาก็เลยให้ทักมาขอโทษหนูพอขอโทษหนูเสร็จ เรื่องก็จบเลยวันสองวัน หลังจากนั้นก็มีผู้หญิงคนนึงเขาทักมาพี่หนูในวงที่เป็นหัวหน้าวงที่เป็นผู้หญิง เขาก็ทักมาแล้วก็เชิงประมาณด่าลง ๆ ในกลุ่มว่าแบบไปทำอะไรกับผัวคนอื่นไว้ก็แบบรับหน่อยนะ แบบมารับความจริงหน่อย เขาก็ทักไปหาพี่หัวหน้าวงว่าแบบอยากจะให้หนูมาขอโทษ แต่พอหนูทักไปเขาก็แบบเหมือนด่าหนูอย่างเดียวจนไม่ฟัง หนูก็เลยบอกว่าถ้าไม่ฟังกันก็ไม่ต้องทักมา จะฟังเมื่อไหร่ค่อยทักมาจนพี่หัวหน้าวงเขาตั้งกลุ่มให้เลยแล้วเคลียร์กันในกลุ่ม หนูก็บอกว่าหนูโอเคหนูก็พยายามขอโทษที่หนูเอาไปบอกคนอื่นคือเขาโกรธที่หนูเอาไปบอกคนอื่น เขาด่าประมาณว่าทำอะไรไว้กับผัวคนอื่นหัดมารับเรื่องรับความจริงหน่อยนะ แล้วก่อนหน้านี้หนูเพิ่งมารู้เรื่องจากรุ่นพี่ที่เป็นหัวหน้าวงว่าเขาโทรมาบอกว่า เขาอยู่กับแฟนเขาเขาอยู่กับผัวเขาใช่ไหมค่ะ เขาก็เหมือนโทรมาแล้วผัวเขาก็แย้งว่าแบบไม่น้องมันมาอ่อยก่อน เหมือนพี่หัวหน้าวงเขาก็ได้ยินแต่พี่หัวหน้าวงเขาก็เข้าข้างหนูเขาก็แบบว่า ถ้าแฟนมันไม่คิดอะไรจริง ๆ มันไม่ไปทำกับน้องแบบนั้นหรอก หลังจากนั้นพี่ผู้หญิงเขาก็เหมือนทักมาขู่หนูว่า ถ้ายังอะไรแบบนี้อยู่ เดี๋ยวเจอกูนะ เจอกูแน่อะไรแบบนี้ ช่วงหลังจากนั้นมันก้มีคนขับรถตามมั่ง คนเดินตามบ้าง จนหนูประสาทหลอนจนหนูไม่ไหวหนูแพนิคเพราะว่าเดิมทีหนูก็เป็นซึมเศร้ากับแพนิคอยู่แล้วด้วย หนูก็เลยแบบไปกันใหญ่เลยหวาดระแวง หนูเลยอยากถามพี่ ๆ ว่า หนูควรทำยังไงคะ? เพราะว่าหนูไปพบจิตแพทย์แล้วหนูก็แบบไม่ดีขึ้นเลยแถมยังได้ยามาเพิ่มด้วย! เริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘แนะนำให้พ่อแม่พาไปลงบันทึกประจำวัน แล้วก็อาจจะแบบขอเบอร์ที่ติดต่อคุณตำรวจว่า ถ้าสมมุติเรากำลังขับรถหลังจากเลิกเรียน แล้วถ้าเกิดเราเจออะไรแบบนี้ให้เราโทรหาเขาได้ไหม เพื่ออย่างน้อยมันจะได้อุ่นใจว่าก่อนที่มันจะทำอะไรเรา เรายังมีเวลาโทรหาคุณตำรวจหรือโทรหาใครสักคนนึงที่เป็นผู้ใหญ่ ที่พอรับรู้ว่าอีนี่มันมาแล้วนะอะไรอย่างงี้ แล้วก็ถ้าเกิดเขามีการข่มขู่อะไรอีก ต้องเก็บหลักฐานไว้ถ้าคราวหน้ามันมีอีก มีคนคำแนะนำว่ากลับดึกๆ พกอุปกรณ์ป้องกันตัวเอาไว้ด้วยจะได้อุ่นใจ แล้วพี่ก็จะบอกให้หนูสบายใจอย่างนึงว่า ด้วยความที่เขาอยู่โรงเรียนเดียวกับเราการที่เขาจะทำอะไรบุ่มบ่ามมันก็จะมีผลกับเขาตอนเรียนเหมือนกัน ส่วนใหญ่ที่มันตีกันมันจะต่างโรงเรียนที่มันจะเอาเรื่องกันส่วนใหญ่จะต่างโรงเรียน แล้วถ้าโรงเรียนเดียวกัน ถ้ามันจะทำมันทำไปแล้ว ครั้งหน้าว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็คือว่าต้องเด็ดขาดในการไม่เข้าไปกับเขา เคสนี้ยังมองว่าโชคดีที่ผู้ชายยังไม่กล้าที่จะข่มขืน หรือซื้ออุปกรณืเพื่อป้องกันตัวเยอะแยะ ติดตัวไว้ พวงกุญแจสำหรับส่งสัญญาณเสียงขอความช่วยเหลือก็สามารถช่วยได้ให้คนร้ายมันรู้สึกตกใจ หรือ อะไรอื่นๆเมลองไปศึกษาดู ต่อมา “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ลองดูถ้าไม่อยากได้คนปรึกษาที่ไม่ใช่จิตแพทย์ก็ มีแบบที่เขาจะเป็นคนที่เคยถูกล่วงละเมิดคือจริง ๆ เราหาคนที่มีประสบการณ์คล้ายๆกัน มันอาจจะแชร์ความรู้สึกกันได้มากกว่าหมอที่เราไปคุยแล้วมันไม่ชอบ คือจริงๆแล้วจิตแพทย์มันก็เปลี่ยนคนได้แต่ว่าด้วยความที่อยู่ต่างจังหวัด การจะเข้าถึงจิตแพทย์ที่อาจจะดีๆ กรุงเทพมันก็ไม่ได้ง่ายบางคนก็ถูกจริตเรา บางคนให้คำแนะนำไม่ถูกก็ยิ่งหนัก ก็ถ้าอยู่ต่างจังหวัดแล้วจิตแพทย์มันหาไม่ได้ก็ลองทางเพจ มันมีคนที่เคยเป็นเหยื่อมาก่อนแล้วเขาก็ผ่านพ้นมาได้ มันมีวิธีที่จะจัดการกับความคิดตัวเองอยู่บ้าง ถ้าเรามีโอกาสได้คุยกับคนเหล่านั้นอาจจะดีขึ้น ลองหาพวกช่องทางเสิร์ช Google ดูก็ได้ เพจผู้หญิงที่ชื่อข้างกาย สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า เลี่ยงไปไหนที่เปลี่ยว ๆ คนเดียวสุ่มเสี่ยงทางไหนที่ไม่ใช่ทางปกติที่คนชุมชน หนูเลี่ยงดีกว่าช่วงนี้ แล้วก็ลองคุยกับนักจิตบำบัดพี่เห็นมีสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ลองดูได้เผื่อเราลองหานักจิตบำบัดหรืออะไรที่เรารู้สึกว่า ถ้าคนแนะนำแล้วเราโอเค เราแบบอยากฟังอย่างที่เหมือนว่ามันดูถูกจริตกับเราที่เราสามารถทำได้ แต่มีอันนึงที่ฟังแล้วแบบเหมือนอยากจะให้ข้อคิดน้องเมย์นะ คือบางทีเราแบบเห็นคนคนนึงหน้าตาไว้ใจได้อะไรแบบนี้ บางทีเราแบบไปกับเขาสองต่อสองอาจจะต้องระวังตัวมากกว่านี้ เพราะว่าคือเอาจริงๆถ้าวันนั้นรู้สึกว่าเขาเป็นคนมาจับก้นเราแล้ว ก็ไม่ควรไปกับเขาแล้วแม้ว่าเราจะแบบใช่ไม่ใช่ แต่พี่รู้สึกว่าสัญชาตญาณมันไม่ควรไปกับเขาแล้วกับการที่เห็นว่าบ้านหลังนั้นต้องเดินเข้าไปในช่องลึก ๆ พี่ว่าเราต้องรู้สึกตัวแล้วว่าห้ามเขาไป หนูอาจจะต้องมีกลไกลป้องกันตัวเองมากกว่านี้ที่มันจะต้องรู้สึกว่ามันอันตรายนะมันดูสุ่มเสี่ยง คือสำหรับพี่รู้สึกว่าเขาบอกว่าเขาจะไปส่งเป็นพี่พี่ไม่ไปกับเขาแล้วนะ ตอนท้ายคือหลังจากเกิดเรื่องทั้งหมดแล้วเขาบอกว่าเดี๋ยวเขาจะไปส่งเป็นพี่พี่ไม่ไปกับเขาแล้ว แต่เมย์ยังตัดสินใจไปกับเขาอันนี้พี่ว่ามันเหมือนเอาตัวเองกลับไปอยู่กับเขาอีก มันก็เลยรู้สึกว่ามันเสี่ยงเกินไป ถ้าอนาคตสถานการณ์มันแบบนี้อีกเมย์ต้องคิดให้รอบคอบกว่านี้ ขอให้มันผ่านไปวันนี้หนูไม่เป็นไรก็ดีแล้วก็ระวังตัวไม่ให้มันสุ่มเสี่ยงแบบนั้นอีกเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin#พุธทอล์คพุธโทร #พุธทอล์คพุธโทรRECAP #ดีเจเผือก #ดีเจเติ้ล #ดีเจเผือก #EFM94

ตอนนี้อายุ 17 แต่ลังเลกับชีวิต... จะเลือก 'ลาออก' จากโรงเรียน แล้วไปหางานทำ หรือ 'เรียนต่อ' จนจบดี ตัดสินใจไม่ได้ รู้สึกเหมือนเปลืองเงินพ่อแม่ไปวันๆ

01 ธ.ค. 2023

ตอนนี้อายุ 17 แต่ลังเลกับชีวิต... จะเลือก 'ลาออก' จากโรงเรียน แล้วไปหางานทำ หรือ 'เรียนต่อ' จนจบดี ตัดสินใจไม่ได้ รู้สึกเหมือนเปลืองเงินพ่อแม่ไปวันๆ

“คุณชาเย็น (นามสมมติ)” อายุ 17 ปี สายที่สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (29 พ.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม กับปัญหาที่ว่าจะเรียนต่อหรือลาออกมาทำงานดีเพราะว่าสงสารพ่อแม่ที่ทำงานลำบากมาส่งตัวเองเรียน โดย “คุณชาเย็น (นามสมมติ)” ได้เริ่มปรึกษาว่า ‘หนูเลือกที่จะเรียนต่อ หรือว่าเลือกที่จะออกจากโรงเรียนดี หนูสงสารพ่อแม่ที่ต้องทำงานส่งหนูเรียนเพราะว่าหนูเป็นคนที่ไม่เข้าเรียน ชอบโดดเรียน เพราะในห้องหนูไม่มีเพื่อนเลย ก็จะโดดเรียนไปนั่งที่โรงอาหารกับเพื่อนห้องอื่น เพื่อนในห้องเดียวกันก็ไม่มีใครพูดกับหนู เพราะเขาเห็นหนูเป็นคนไม่ดีกันไปหมดแล้ว หนูเคยขึ้นไปเรียนครั้งนึง เรียนไปหนูก็ไม่มีความสุข หนูสงสารพ่อแม่ที่ต้องทำงานหาส่งหนูเรียน หนูเห็นท่านทำงานลำบากแล้วสงสาร หนูเลยคิดว่า ออกทำงานดีไหมเพื่อหาเงินให้พ่อแม่บ้าง อยากหาเงินมีอะไรเป็นของตัวเองบ้าง ตอนนี้หนูอยู่ ม.4 หนูคิดว่าจะไปทำเป็นเด็กเสิร์ฟแล้วก็ไปเรียน กศน. เอาวุฒิม.6 ไปต่อมหาวิทยาลัยหนูคิดไว้ว่าอย่างนี้ หนูอยากปรึกษาว่าหนูควรลาออกมาทำงานหรือว่าควรจะเรียนต่อดี’ โดยเริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่เป็นคนที่อยู่ในกลุ่มเก ไม่เรียนหนังสือ ไม่ตั้งใจ เพื่อนพี่ก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน พี่มีทั้งกลุ่มที่เป็นเด็กเรียน และไม่เรียน แต่พี่ชอบเอาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มเด็กเกเร เพราะพี่มีปัญหาทางบ้าน บ้านพี่ไม่ค่อยอบอุ่นพี่ก็เลยไปทำอะไรแบบนั้น แต่คนที่เป็นรุ่นราวคราวเดียวหรือกลุ่มเกเรของพี่ ไม่ตายก็ติดคุก ไม่ติดคุกก็ติดยาแล้วก็เป็นบ้า ทั้งหมด 30 กว่าคน มีพี่รอดคนเดียว พี่เลยไม่แน่ใจว่าชาเย็นจะเป็น 1 ในคนที่รอดไหม ที่พี่รอดเพราะพี่หันกลับมาเรียนในวันหนึ่ง พี่เลือกที่จะไม่ติดยาแล้วก็ตายไปกับเพื่อน พี่เลือกวกกลับมา แล้วพี่รู้สึกเสียดายเวลาที่ ณ เวลานั้น กูไปทำอะไรอยู่วะ พี่ก็คิดแบบนี้ พี่อยากได้เงิน แต่การอยากได้เงินของพี่ พี่มีเป้าหมายในชีวิต ก็คือหาเงินเรียนในสิ่งที่ต้องการ พี่ฟังชาเย็น พี่ไม่เห็นเป้าหมายที่มันแข็งแรง เป็นเป้าหมายระยะสั้นๆ จะไปทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟแบบนี้ พี่ว่าความทะเยอทะยานมันน้อยไปหน่อย ถ้าเป็นเด็กเสิร์ฟแล้วต้องไปเรียนต่อ สุดท้ายมันก็ต้องไปเรียนต่อ แล้วปัญหาที่เพื่อนไม่คุยกับเรา มันไม่แปลกหรอกเพราะเราไปอยู่กลุ่มที่มันคนละเคมีกับเขา ถ้าวันนี้เราอยากกลับไปอยู่ ในสังคมที่เพื่อนเขาคุยกับเรา เราก็ลองคุยกับเขาก่อน เราไปตั้งใจเรียนไปอยู่ในกลุ่มของเขา มันมีวิธีในการเขาหาเพื่อนได้เยอะแยะ พี่ว่าโลกข้างนอกอันตรายเกินไป แต่มันก็อยู่ที่ใจชาเย็นนะ ถ้าอยากออกมาหาเงินจริง ๆ อันนี้ต้องคุยกับพ่อแม่ เราก็ลองปรึกษาเขาว่าให้หนูออกมาทำงานดีไหม หนูอยากหาเงิน แต่เป้าหมายต้องแข็งแรงกว่านี้หน่อยว่าทำงานอะไร ต้องการเงินเท่าไหร่ พี่ว่าการเรียนหนังสือมันก็ให้อะไรมากกว่าที่เราคิด วุฒิการศึกษามันสามรถทำให้ง่ายกับการเปลี่ยนอาชีพ สมมติว่าอยากไปทำธุรการ ไปเรียนคุณครู แบบนี้เขาดูวุฒิการศึกษา ยกเว้นชาเย็นจะบอกว่าหนูอยากจะไปเป็นเน็ตไอดอล หนูสามารถทำเงินได้ 100 ล้าน ไม่ต้องใช้วุฒิการศึกษา แต่ต้องถามตัวเองว่าแล้วเราชอบทางนี้ไหม หรือเรามีความสามารถทางนี้ไหม ถ้าวันนี้เรายังไม่รู้ตัวเองว่าต้องการอะไรหรือชอบอะไร พี่ว่าการเรียนไปก่อนเป็นสิ่งที่ดี พี่แนะนำแบบนี้ แต่ถ้าอยากจะออกจริงๆ ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่า เราต้องการเงินนี้ไปทำอะไร เพื่ออะไรแล้วเลือกอาชีพที่เหมาะกับเรา’ ต่อมาที่ “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘เราอยู่กับเพื่อนแบบไหนก็มีความเป็นไปได้ว่าเราจะกลายเป็นคนแบบนั้นเยอะมาก เลือกอยู่กับคนที่จะพาเราไปสู่สิ่งที่ดี พาเราเจริญขึ้น อันนี้คำแนะนำแรก คำแนะนำที่สอง ถ้าสงสารคุณพ่อคุณแม่จริงๆ สิ่งที่ง่ายที่สุดก็คือทำให้เงินที่เขาจ่าย กลับมามีค่ากลับมาคุ้มค่า ไม่ยากเลยแค่เดินขึ้นไปเรียน ขึ้นไปแล้วเขาไม่คุยด้วยไม่แปลกครับเพราะว่า ชาเย็นบอกเคยขึ้นไปครั้งเดียวแล้วใครจะคุยกับหนูล่ะลูก เพราะเขาเรียนกันมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว หนูเพิ่งเคยขึ้นไปครั้งเดียว ถ้าสมมติหนูเป็นคนที่นั่งเรียนอยู่ แล้วก็มีใครไม่รู้ที่โดดเรียนตลอดเลย แล้ววันหนึ่งมาเพิ่งขึ้นมา หนูจะไปสนิทกับเขาหรอ หนูจะอยากคุยกับเขาหรอ ต่อให้เขาไม่ได้มองว่าหนูเป็นคนดีหรือไม่ดีก็เถอะ เขาก็ไม่ได้สนิทพอที่จะเดินเข้ามาคุย ถ้าเขารู้ว่าใครดีใครไม่ดีแล้วไม่อยากจะมาอยู่กับคนไม่ดี ก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่ถ้าชาเย็นจะบอก ชาเย็นไม่ใช่เป็นคนไม่ดี ชาเย็นแค่ขึ้นไปเรียนอยู่กับเพื่อนมันก็จะค่อยๆ รู้จักกันไปเอง ทีนี้ทำไมถึงอยากให้กับไปเรียน การเรียนให้มันจบอย่างน้อยคือการศึกษาขั้นต่ำ วุฒิการศึกษาที่ชาเย็นจะได้มันทำให้ชาเย็นจะเอาไปยื่นทำงานในอนาคตได้มากกว่าเยอะเลย แล้วโรงเรียนที่มีกฎระเบียบครอบไว้ชาเย็นยังไม่อยู่ แล้วถ้าไปเรียน กศน. ที่ไม่มีอะไรมาครอบไว้ ชาเย็นจะบังคับตัวเองได้หรอ แล้วจะจบไหม กศน. แล้วคิดว่าตัวเองจะสอบผ่านไหม จะเรียนตามเขาได้ไหมในเมื่อกฎของโรงเรียนหนูยังทำไม่ได้เลย พี่บอกสั้นๆ ว่า เรียนให้จบม.6 นี่เป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดที่คนเราจะรับผิดชอบตัวเองได้’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘อยากให้เรียน เพราะว่าฟังจนถึงตอนนี้ พี่อาจจะรีบตัดสินเร็วเกินไปแต่พี่คิดว่าชาเย็นไม่น่ารอดในการออกไปทำงานและหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเองแล้วจะกลับไปเรียน กศน. ไปต่อมหาวิทยาลัย พี่คิดแบบี้เลยนะ อย่างที่พี่เผือกถาม หนูเรียนตอนนี้ตามหลักสูตรปกติหนูยังทำไม่ได้ ที่มีเงินจากพ่อแม่ที่ส่งให้หนูไปเรียน แล้วการที่ต้องไปเรียนและทำงานไปด้วยพี่ว่ามันยากมากเลยนะ อันนั้นพี่จะเห็นในกรณีของคนที่เขาไม่มีโอกาส ไม่มีเงิน เขามีเป้าหมายว่า เขาทำงานเพื่อหาเงินเพื่อนส่งตัวเองเรียน กศน. อันนั้นพี่เข้าใจได้ และพี่เชื่อว่าแบบนั้นเขาจะประสบความสำเร็จ เขามีเป้าหมายในชีวิต แต่ตอนนี้ชาเย็นเหมือนเอาอันนี้มาแก้ปัญหาที่มันเป็นการแก้ปัญหาผิดวิธีมากเลย พวกพี่พยายามจะถามว่า การที่กลัวว่าพ่อแม่จะเสียใจที่ทำงานส่งหนูเรียน หนูก็แค่ไปตั้งใจเรียนให้มันจบ หนูบอกปัญหาเรื่องเพื่อน พี่บอกว่าปัญหาเรื่องเพื่อนแค่นี้หนูยังสู้มันไม่ได้ หนูยังกลัว โลกข้างนอกพี่ว่ามันเลวร้ายกว่านี้อีก หนูจะทำอย่างไรถ้าหนูไปเสิร์ฟแล้วโดนเจ้าของร้านโกง หนูจะทำอย่างไรถ้าโดนลูกค้าด่า เพื่อนร่วมงานไม่คบ หรืออะไรก็ตามมันเกิดขึ้นได้ทั้งหมด โลกข้างนอกพี่ว่ามันโหดกว่าในโรงเรียน เยอะ เพื่อนไม่คุยกับหนูเพราะคิดว่าหนูเกเร ปัญหาแบบนั้นสำหรับพี่ มันสามารถแก้ปัญหาได้ แต่หนูเลือกที่จะเอาตัวเองออกจากโรงเรียน กระโจนเข้าสู่สิ่งที่มันมันเยอะกว่านี้ถ้ามันจะเกิดปัญหาขึ้น แล้วสำหรับพี่ การเรียนมันทำให้พี่มีชีวิตที่ดีขึ้นได้ มันไม่ใช่แค่วิชาความรู้ที่เราจะได้จากโรงเรียน แต่มันยังหมายถึงการที่เราจะรู้จักการปรับตัวให้เข้ากับเพื่อน รู้จักการเข้าสังคม รู้จักการทำงานร่วมกับคนอื่น ซึ่งตอนนี้พี่คิดว่ามันเร็วมากเลยที่ชาเย็นจะตัดสินใจหันหลังให้มันเลย เพียงเพราะว่าเพื่อนไม่คุยกับเรา ชาเย็นแก้ปัญหาที่ผิดอยู่ตอนนี้ เพราะคุณพ่อคุณแม่ลำบากในการหาเงินมาให้หนู หนูก็ต้องเห็นคุณค่าของมัน โดยการไปเรียนหนังสือและตั้งใจเรียน ช่วงม.ปลาย มันจะเป็นช่วงที่ทำให้หนูได้รู้ว่าหนูอยากเรียนเพื่อไปเป็นอะไร จะทำให้หนูได้รู้ว่าหนูชอบอะไร โลกภายนอกมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ที่หนูพูดพี่ว่าหนูยังไม่เจออะไรมาเลย สำหรับพี่ยังไงการเรียนก็สำคัญและมันก็ทำให้พี่เป็นผู้เป็นคนก็เพราะการเรียนนี่แหละ ทั้งเพื่อน คุณครู กิจกรรม ถ้าหนูเลือกออกมาแล้ว มันกลับไปหาแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว คิดดีๆ นะ พี่อยากให้กลับไปเรียนหนังสือ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ที่ออฟฟิศหนูสังเกตเห็นพี่ผู้ชายคนนึง เนียนมานั่งคุยกับพี่ผู้หญิง จังหวะพี่ผู้หญิงลุกเขารีบไปนั่งเก้าอี้แทนที่แล้วชวนคุย ค่อยๆเลื่อนมือถือสอดไปใต้กระโปรง ทำแบบนี้ทุกครั้งที่พี่ผู้หญิงใส่กระโปรงมา ภายนอกพี่เขาดูดี เฟรนด์ลี่ มีลูกสาวตัวเล็กมาที่ทำงานบ่อยๆ

25 เม.ย. 2025

ที่ออฟฟิศหนูสังเกตเห็นพี่ผู้ชายคนนึง เนียนมานั่งคุยกับพี่ผู้หญิง จังหวะพี่ผู้หญิงลุกเขารีบไปนั่งเก้าอี้แทนที่แล้วชวนคุย ค่อยๆเลื่อนมือถือสอดไปใต้กระโปรง ทำแบบนี้ทุกครั้งที่พี่ผู้หญิงใส่กระโปรงมา ภายนอกพี่เขาดูดี เฟรนด์ลี่ มีลูกสาวตัวเล็กมาที่ทำงานบ่อยๆ

ที่ออฟฟิศหนูสังเกตเห็นพี่ผู้ชายคนนึง เนียนมานั่งคุยกับพี่ผู้หญิง จังหวะพี่ผู้หญิงลุกเขารีบไปนั่งเก้าอี้แทนที่แล้วชวนคุยค่อยๆเลื่อนมือถือสอดไปใต้กระโปรง ทำแบบนี้ทุกครั้งที่พี่ผู้หญิงใส่กระโปรงมาภายนอกพี่เขาดูดี เฟรนด์ลี่ มีลูกสาวตัวเล็กมาที่ทำงานบ่อยๆ หนูควรบอกใครก่อนดี “คุณน้ำ (นามสมมติ)” อายุ 22 ปี สายที่หนึ่งในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [23 เม.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน โดย “คุณน้ำ (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘มีพี่ในทีมคนหนึ่งเป็นผู้หญิง นามสมมุติว่า “พี่ฟ้า” เป็นคนสวย ตัวเล็ก น่ารัก และจะมีพี่อีกคนที่อยู่ต่างแผนก เป็นผู้ชาย นามสมมุติว่า “พี่เอ็ม” ดูเป็นคนเฟรนลี่ คุยกับทุกคนในบริษัทได้หมด เขามักจะเดินมาคุยเล่นกับพวกหนูในทีม โดยส่วนตัวหนูเป็นคนไม่ค่อยพูด อยู่เงียบ ๆ ทำงานของตัวเอง และเพิ่งเริ่มทำงานที่นี่ได้ไม่ถึงปี วันหนึ่งพี่ฟ้าใส่กระโปรง แล้วลุกขึ้นยืนเม้ามอยกับพี่อีกคนในทีม ขณะนั้นพวกเขากำลังดูหน้าจอคอมพิวเตอร์และคุยกันอยู่ ซักพักพี่เอ็มเดินมานั่งตรงเก้าอี้พี่ฟ้า แล้วก็สไลด์ตัวเข้าไปใกล้ ๆ พี่ฟ้า ซึ่งปกติเขาก็ทำแบบนี้เป็นประจำ ถ้าไม่สังเกตุก็จะดูเหมือนเป็นเรื่องปกติของเขา แต่วันนั้นสายตาหนูบังเอิญเหลือบไปเห็นพอดี เขาถือโทรศัพท์ด้วยมือขวา โดยคว่ำหน้าจอลง และกล้องโทรศัพท์ก็โผล่ออกมา ตอนแรกหนูก็คิดว่าเขาจับโทรศัพท์ปกติ ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก แต่เพราะหนูเป็นคนขี้ระแวง เวลามีคนเดินมาก็จะชอบสังเกต ทีนี้ เขาค่อย ๆ เลื่อนโทรศัพท์เข้าไปใกล้ ๆ ใต้กระโปรง และมีจังหวะหนึ่งที่เขาเหลือบตามองโทรศัพท์ตัวเอง จากนั้นก็เขยิบเข้าไปใกล้พี่ฟ้ามากขึ้น ตรงนั้นไม่ได้มีแค่พี่ฟ้าคนเดียว แต่มีคนอื่นยืนอยู่ด้วยหลายคน ไม่มีใครหันมาสังเกตข้างหลังตัวเองเลย ส่วนหนูนั่งอยู่ด้านหลังเขา ถึงจะหันหลังให้ แต่ก็หันไปมองเป็นระยะ ๆ ว่าเขาคุยอะไรกัน ตอนที่หนูเห็นครั้งแรก หนูก็ใจเต้น เพราะไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้ แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าใช่อย่างที่คิดหรือเปล่า หลังจากวันนั้นหนูก็เริ่มสังเกตเรื่อย ๆ ว่าเวลาที่เขาเดินมา เขายังทำพฤติกรรมแบบนี้อีกไหม หนูสังเกตว่าถ้าพี่ฟ้าใส่กางเกง เขาก็ไม่มีพฤติกรรมแบบนั้น แต่ถ้าใส่กระโปรง เขาก็ยังคงเดินมาแล้วสไลด์ตัวเข้าไปใกล้เหมือนเดิม มีวันหนึ่งที่พี่ฟ้ายืนแล้วเลื่อนตัวไปด้านข้าง เขาก็เลื่อนตัวตามไปด้วย ทำให้หนูเริ่มรู้สึกมั่นใจขึ้นมาอีกขั้น และทุกครั้งที่เขาทำ เขาจะตั้งโทรศัพท์ไว้ตรงหน้าขาเสมอ แม้หนูจะไม่เห็นหน้าจอว่าเปิดกล้องหรือเปล่า แต่ก็สังเกตพฤติกรรมไว้ ปกติหนูไม่ค่อยคุยกับพี่ ๆ เพราะเป็นเด็กสุดในทีม เลยไม่กล้าบอกใคร หนูสนิทกับหัวหน้าทีมที่สุด เวลามีอะไรก็จะปรึกษาเขา หัวหน้าทีมเป็นทอม และหนูก็ไม่แน่ใจว่าเขากับพี่ฟ้ากุ๊กกิ๊กกันรึเปล่า แต่เพราะเรื่องนี้มันละเอียดอ่อน หนูเลยรู้สึกกลัวและไม่กล้าเล่า อีกอย่างพี่เอ็มดูมีภาพลักษณ์เฟรนลี่ ไม่ดูเป็นคนมีพิษมีภัย ก่อนหน้านี้พี่เอ็มก็มีพฤติกรรมกับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ น่ารัก ๆ คล้าย ๆ กัน เช่น ขยี้ผมแบบเอ็นดู ตอนนั้นหนูก็คิดว่าเขาเอ็นดูจริง ๆ แต่หลังเหตุการณ์วันนั้น หนูก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ และสังเกตว่าเขาไม่ได้ทำแบบนั้นกับผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ได้มีลักษณะตรงสเปกเขา พี่เอ็มน่าจะอายุสามสิบกว่าปีแล้ว เขามีลูกสาว และเคยพาลูกมาที่ออฟฟิศ ให้พวกหนูช่วยกันเลี้ยง เด็กน่ารักดี แค่อายุประมาณอนุบาล หนูเลยยิ่งรู้สึกกลัวว่า ถ้าเราไปเล่า จะมีใครเชื่อหรือเปล่า เหตุการณ์ที่หนูเห็นแบบชัด ๆ มี 4 วัน แต่ละวันก็เกิดขึ้นมากกว่า 2 ครั้ง พี่เอ็มชอบเดินมาแถวนี้บ่อยมาก ส่วนพี่ฟ้าก็ชอบคุยเม้ามอยโดยไม่ทันระวังตัว ตอนแรกหนูก็ตั้งใจจะถ่ายเก็บไว้เป็นหลักฐาน แล้วให้หัวหน้าทีมช่วยดู ถ้าพี่เขารู้สึกเหมือนกัน หนูก็อยากให้เขาช่วยสังเกตเพิ่มเติมด้วย หนูเลยอยากปรึกษาพี่ๆ ดีเจว่า หนูควรเริ่มเล่าเรื่องนี้กับใครก่อนดี? และควรพูดยังไง? เริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าน้ำสนิทกับหัวหน้า ก็ต้องเข้าทางหัวหน้านะ ถ้าเรายังไม่แน่ใจ พี่ว่าเราก็ต้องหาคนที่เราไว้ใจว่าคุยกับเขาได้ เพื่อที่จะเป็นพยานร่วมกัน สมมติว่าเขาชื่อพี่ดิน พี่ก็จะบอกว่า “เออ พี่ดิน คือหนูบังเอิญไปเห็นสิ่งที่พี่เอ็มทำ แต่หนูไม่แน่ใจว่าหนูคิดมากไปเองรึเปล่า เลยอยากให้พี่ดินช่วยมาดูหน่อยว่าทำไมเวลาพี่เอ็มเขามาคุยกับพี่ฟ้า หนูเห็นว่าเขาเอามือถือไปไว้ใต้กระโปรงพี่ฟ้า แต่หนูก็ไม่แน่ใจ เลยอยากให้พี่ดินช่วยดูหน่อยว่าสิ่งที่หนูคิดมันจริงรึเปล่า” จริง ๆ คนเฟรนลี่ไม่ได้แปลว่าจะไม่ทำแบบนี้ เพราะบางทีคนเฟรนลี่ทำแบบนี้ คนเลยไม่รู้ไง ถ้าน้ำลองประมวลสถานการณ์ทั้งหมดดี ๆ แล้วน้ำรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นอย่างที่น้ำคิดจริง ๆ พี่ว่ามันควรต้องบอกนะ เพราะว่าเขาก็คือภัยของคนในออฟฟิศ’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘แอบถ่ายเขาสัก 2–3 คลิป ถ้าเขาทำบ่อย แล้วลองเอาไปให้หัวหน้าทีมดู แล้วเข้าหาแบบตลก ๆ หน่อย เผื่อเขาบอกว่าไม่ใช่ เราก็ยังสามารถพลิกแพลงได้ เพื่อปกป้องตัวเราเอง สิ่งที่เราทำอยู่คือการเป็นพลเมืองดี พอหัวหน้าทีมเห็นภาพในกล้องของหนูแล้ว เขาจะประเมินเอง ถ้ามันใช่ เขาอาจจะดำเนินเรื่องขอดูกล้องวงจรปิด แล้วเอามาใช้ประกอบกัน’สุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘จริง ๆ เห็นด้วยกับการที่จะไปบอกหัวหน้า ถ้าเราอยากจะทำอะไรสักอย่าง แต่การจะแอบถ่ายก็ไม่ง่าย อาจจะเริ่มต้นจับตาดูกันแค่ 2 คนก่อน แต่ถ้าน้ำเชื่อในสกิลนักสืบของน้ำ น้ำถ่ายได้ก็เอาเลย แต่ถ้าจะพิสูจน์เรื่องนี้ ต้องค่อย ๆ ให้มันชัดเจนจริง ๆ ความมั่นใจมันสำคัญมากกับเรื่องนี้ เพราะมันต้องมีคนเสียหายแน่ ๆ แต่ว่าจะเป็นฝั่งไหน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คบแฟนมา 4-5 ปี ไม่รู้เป็นอะไร ช่วงนี้เรารู้สึกเฉยๆกับความสัมพันธ์มาก เราทำงาน 6 วัน/สัปดาห์ วันว่างไปเที่ยวกับเขาก็รู้สึกเฉยๆ ไม่ได้สนุกเกิน100% เหมือนเมื่อก่อนแต่ก็ไม่อยากเลิก เขาเป็นคนดีมาก แค่รู้สึกดาวน์ๆทำไมตัวเองรู้สึกแบบนี้ คนที่คบแฟนนานๆ

07 มิ.ย. 2024

คบแฟนมา 4-5 ปี ไม่รู้เป็นอะไร ช่วงนี้เรารู้สึกเฉยๆกับความสัมพันธ์มาก เราทำงาน 6 วัน/สัปดาห์ วันว่างไปเที่ยวกับเขาก็รู้สึกเฉยๆ ไม่ได้สนุกเกิน100% เหมือนเมื่อก่อนแต่ก็ไม่อยากเลิก เขาเป็นคนดีมาก แค่รู้สึกดาวน์ๆทำไมตัวเองรู้สึกแบบนี้ คนที่คบแฟนนานๆ

คบแฟนมา 4-5 ปี ไม่รู้เป็นอะไร ช่วงนี้เรารู้สึกเฉยๆกับความสัมพันธ์มาก เราทำงาน 6 วัน/สัปดาห์วันว่างไปเที่ยวกับเขาก็รู้สึกเฉยๆ ไม่ได้สนุกเกิน100% เหมือนเมื่อก่อนแต่ก็ไม่อยากเลิก เขาเป็นคนดีมากแค่รู้สึกดาวน์ๆทำไมตัวเองรู้สึกแบบนี้ คนที่คบแฟนนานๆ จัดการความรู้สึกยังไงหรอคะ? “คุณแพท (นามสมมติ)” อายุ 22 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [5 มิ.ย. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาความรัก แฟนทำเหมือนเดิมทุกอย่างดูแลเทคแคร์ดี แต่เรากลับรู้สึกเนือยๆ เบื่อๆ หรือว่ามันถึงจุดอิ่มตัวของความรักครั้งนี้แล้ว โดย “คุณแพท (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘เป็นปัญหาเรื่องความรัก หนูมีแฟนที่คบกันมา 3 ปี จะ 4 ปี เขาอายุ 21 ปี หนูทำงาน ส่วนเขายังเรียนอยู่แต่ก็จะมีรับพาร์ทไทม์บ้าง เราไม่ได้อยู่กินด้วยกัน แต่อยู่จังหวัดเดียวกัน ซึ่งไม่ได้อยู่ไกลกันมาก แล้วก็ไม่ได้เจอกันทุกวันด้วย ส่วนใหญ่จะเจอกันแค่วันเสาร์ เดือนหนึ่งจะไปเที่ยวกัน 2 - 3 ครั้ง แล้วแต่โอกาสและเวลาว่างของทั้งคู่ แต่เราก็โทรคุยกันทุกวัน ซึ่งเราทั้งคู่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน เขาดีทุกอย่าง ไม่มีเรื่องนอกใจ เรื่องเที่ยวตอนกลางคืน คือไม่มีเรื่องอะไรที่ไม่ดีเลย แต่พอดีหนูเกิดความรู้สึกหนึ่งกับตัวเอง มันเป็นความรู้สึกแบบ เนือยๆ เบื่อๆ แบบว่าเหมือนอยากอยู่เงียบๆ เป็นบางที ซึ่งความรู้สึกแบบนี้มันเคยเกิดขึ้นครั้งแรกตอนที่คบกันได้ 1 ปี หรือ 2 ปี แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เป็นอีกเลย พึ่งกลับมาเป็นอีกครั้งเมื่อตอนต้นปี แล้วก็เป็นถี่ขึ้นด้วย เกือบจะทุกเดือนเลยก็ว่าได้ ส่วนแฟนก็เหมือนเดิมทุกอย่าง ดูแลหนูดีทุกอย่าง แต่ว่าหนูมีภาระงาน ต้องทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ หนูแทบจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลย แค่เดินทางไป - กลับ จากที่ทำงานก็เหนื่อยมากพอแล้ว เพราะที่ทำงานกับบ้านค่อนข้างอยู่ไกลกัน ซึ่งพอมีเวลาว่างก็จะทุ่มเวลาตรงนั้นให้กับเขาได้มากที่สุด อย่างเช่นวันนี้เลิกเร็วก็จะโทรหาเขา ชวนเขาเล่นเกม เหมือนว่าเป็นหน้าที่ไปแล้ว บางทีเขาถามหนูว่า “เราคอลกันมั้ย” แต่ตอนนั้นหนูใช้เวลานั่งพักของตัวเองอยู่ เลยรู้สึกไม่อยากคอลเลย แต่ก็ต้องหยุดสิ่งที่ทำอยู่เพื่อไปให้เวลาเขาก่อน แล้วก็มีเรื่องที่บ้านที่ต้องรับผิดชอบหลายเรื่อง ก็เลยไม่มั่นใจว่าตรงส่วนนี้ มันมาเกี่ยวด้วยรึเปล่า เพราะทุกครั้งที่มีอาการแบบนี้ หนูก็จะเนือยกับตัวเองแบบ “เฮ้ยเป็นอีกแล้วหรอ” อะไรอย่างเงี้ย และหนูก็กลัวว่า หนูจะพาให้เขาเครียดไปด้วย โดยตัวหนูเองก็ไม่ได้อยากจะเลิกกับเขาอยู่แล้ว เราทั้งคู่ก็มีคุยเรื่องนี้กันเพื่อหาทางแก้ แต่ก็ไม่รู้จะแก้ยังไง เพราะตัวหนูก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร และเขาก็ไม่รู้ว่าจะช่วยหนูได้ยังไง เคยลองห่างกันไป ไม่เชิงว่าเลิกกัน แค่แยกย้ายกันไปทำกิจวัตรของตัวเอง เขาโฟกัสเรื่องอ่านหนังสือ หนูก็โฟกัสเรื่องงาน พอทำแบบนี้มันก็เหมือนจะดีขึ้นมานิดนึง อย่างเมื่อก่อนที่เราใช้เวลาอยู่ด้วยกัน สมมุติมาตรวัดมันอยู่ที่ 150 แต่ว่าหลังๆ มามันเหลือ 100 มันไม่ได้ลดลงมาแต่มันเนิ่บๆ นิ่งๆ แล้วหนูก็ไม่เคยมีแฟนที่คบมานานขนาดนี้ด้วย ก็เลยไม่มั่นใจว่าตัวเอง เป็นอะไร เคยคิดจะไปหาจิตแพทย์ด้วย เผื่อมันเกี่ยวกับเรื่องลึกๆ ภายใต้จิตใจ พอหนูเป็นแบบนี้ หนูก็ลองไปหาข้อมูลในเน็ต ในเน็ตเขาบอกว่า เวลาคนคบกันมานานส่วนใหญ่เขาก็จะมาตายกันตรงนี้ หนูก็เลยหาต่อว่ามันเป็นอาการหมดรัก อิ่มตัว อะไรอย่างงี้รึป่าว ไปหาดูหลายที่มาก หนูก็พยายามคิดว่าตัวเองคงไม่ได้หมดรักแฟนหรอก ก็เลยอยากจะถามว่าพี่ๆ ว่าถ้าเกิดว่าความรู้สึกแบบนั้นมันกลับมาเล่นงานหนูอีก หนูจะทำยังไง หรือว่าทำเหมือนที่เคยทำมาตลอดทุกครั้งดี โดย “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ภาวะอย่างงี้ต้องคุยกัน คือ ตอนนี้มันเหมือนกับหน้าที่การงานของหนูมันเยอะมาก และด้วยวัยนี้มันจะมีปัญหาเรื่องการสร้างตัว เพราะเราอยากจะทำงานทุกอย่างที่เราทำได้ เป้าหมายของเรามันคือเงิน แล้วก็บางทีแฟนอาจจะเข้ามาในจังหวะที่ไม่พร้อม ไม่พร้อม หมายความว่า คือการที่มีแฟน นอกจากเราจะทำงานแล้ว เรายังต้องมีเวลาให้เขาด้วย เรามีเวลาส่วนตัวของเรา และเขาก็ต้องมีของเขา และเราต้องมีเวลาร่วมกันอีก ทีนี้ของหนูเนี่ย แม้กระทั่งเวลาของตัวเองหนูยังไม่มีเลย แล้วพอหนูจะต้องแชร์เวลาให้เขาอีก มันกลายเป็นเวลาก้อนเดียวกัน ที่เหมือนต้องเจียดแบ่งกัน มันเลยทำให้หนูรู้สึกอึดอัดว่าทำไมหนูเหนื่อยจังเลย ตอนนี้หนูแบกอะไรไว้เยอะเกินไป ฉะนั้นหอมรู้สึกว่าเราควรต้องคุยกันกับแฟนว่า “เฮ้ยตอนนี้งานมันยุ่งมากเลย แล้วเราแทบไม่มีเวลาส่วนตัวเลย ช่วงนี้อาจจะขอให้มันยืดหยุ่นหน่อยได้มั้ย อาจจะไม่ได้มีเวลาคอลบ่อยๆ เหมือนเมื่อก่อน หรืออาจจะไม่ได้ไปเดทกันทุกวันเสาร์ แต่อยากให้เข้าใจหน่อย ช่วงนี้มันเครียดจริงๆ” หอมคิดว่าการพูดคุยกับเขาน่าจะดีกว่าเพราะว่า เรารักกัน เท่าที่หอมเช็คแล้วเนี่ย แพทไม่ได้เบื่อแฟน ไม่ได้ถึงจุดอิ่มตัว แพทยังรู้สึก ภูมิใจในตัวแฟน ว่าแฟนเป็นคนดีอย่างนู้นอย่างนี้ แต่สิ่งที่แพทขาดมันเป็นเรื่องของเวลา ที่เวลาส่วนตัวกับเวลาของแฟนตอนนี้มันแย่งกันอยู่ แล้วแพทต้องการเวลาส่วนตัว ช่วงนี้มันอาจจะเป็นสถานการณ์ที่ยากนิดนึงสำหรับชีวิตคู่ แต่เรายังจะเดินไปด้วยกัน คือเราต้องวิเคราะห์ตัวเองให้ได้ก่อน ไม่งั้นอีกฝ่ายหนึ่งก็จะเหนื่อยกับเราเหมือนกัน ค่อยๆ ปรับมันจะเป็นอย่างงี้แหล่ะ ช่วงเวลาสร้างตัว’ ต่อด้วย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เอาจากประสบการณ์ที่เคยเจอมาแล้วกัน อยากให้ลองตรวจสอบ “PMS อาการผิดปกติก่อนมีประจำเดือน” บางทีผู้หญิงบางคนไม่รู้ตัวว่ามันเกิดจาก ฮอร์โมน ที่สวิงเร็วมาก คือบางครั้งถ้าเรานอยด์อะไรแบบไม่มีเห็นผล แล้วเป็นทุกเดือน เป็นสักพักหนึ่งในช่วงประจำเดือนมา มันแทบจะใช่เลยนะ เท่าที่พี่เคยสัมผัสมา เพราะฉะนั้นเริ่มจากลงวันที่ประจำเดือนมาก็ได้ ลองบันทึกดูมันอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่ง สมมุติฮอร์โมนมันเปลี่ยนแบบรวดเร็วมาก บวกกับปัญหาเรื่องงาน ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ฮอร์โมนเราเปลี่ยนก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง แล้วอีก 1 สาเหตุสำคัญคือ การที่เราคบกันมา 3 - 4 ปี พี่ว่ามันเข้าสู่ช่วงนิ่งของความสัมพันธ์พอดีเลย พอสัก 3 ปี อะไรที่มันเคยหวือหวา หรือมันเคย 150 อย่างที่แพทว่า แล้วมันลดลงมาเหลือ 100 พี่ว่ามันก็ปกติ อาจจะมีอะไรหลายๆ อย่างที่ประกอบกันพอดี แล้วทำให้ทุกอย่างมันผสมรวมกันเป็นอารมณ์เดียวที่แพทสัมผัสได้ เพราะฉะนั้นลอง Checklist ดูทีละอย่าง แล้วก็ถึงแม้ว่าจะคบกันมา 3 - 4 ปี ความหวือหวามันจะลดลง หรือเราจะเริ่มรู้สึกมีความเบื่อ ปรากฎขึ้นมา ซึ่งมันยังปกติ ถ้าสุดท้ายแล้วคำถามที่เราลองถามตัวเองว่า ถ้าเบื่อแล้ววันหนึ่งไม่มีเขาอยู่ในชีวิต เราอยู่ได้มั้ย ลองดูเลยว่าถ้าเราไม่ได้คบกับคนนี้อีกต่อไป ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปยังไงบ้าง ถ้าคำตอบคือ “อยู่ไม่ได้” นั่นแปลว่า ความเบื่อที่มันลดลง และความหวือหวาที่มันหายไป พี่ว่ามันคือเรื่องปกติของความสัมพันธ์ ทุกๆ คู่มันจะต้องผ่านจุดนี้ จุดที่เราไม่ได้หวานฉ่ำ ไม่ได้หลงไหลกันเท่ากับตอนที่เราจีบกันปี 2 ปีแรก หรือใดๆ ก็ตาม จะผ่านได้ ไม่ได้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างที่เขาว่าถ้าคบกันก็จะกลายเป็นเพื่อนกัน แพทคงเคยได้ยินประโยคนี้ แต่พี่ว่า ไม่ใช่ จริงๆ คบกันไปจะกลายเป็นคู่ชีวิตกัน แล้วยิ่งอยู่เป็นคู่ชีวิตแล้ว มันไม่ต้องการความหวือหวาและมานั่งตื่นเต้นอะไรกันแล้ว มันอยู่เพื่อสร้างครอบครัว อยู่กันเพื่ออนาคตมากกว่า มันคือความรักนั่นแหล่ะ แต่แค่เปลี่ยนรูปแบบ เปลี่ยนเป้าหมาย เปลี่ยนความรู้สึกไปบ้างตามธรรมชาติของมนุษย์’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ทุกอย่างที่พี่จดไว้บนกระดาษ ก็คือพี่หอมและพี่เผือกพูดไปหมดแล้ว เห็นตรงกันหมดเลย พี่ไม่ได้รู้สึกว่าคุณแพทไม่ได้ ไม่รักเขา เพียงแต่ว่า ณ ตอนนี้มันมีเรื่องงานที่พี่คิดว่าน่าจะเป็นปัญหาหลักๆ อันนี้จากที่ฟัง แล้วพี่คิดว่า ที่คุณแพทบอกว่าเหมือนเคยอยากจะไปปรึกษาจิตแพทย์ พี่ว่าลองดูก็ได้นะ เพราะพี่ไม่รู้ว่า ไอความเนือยๆ เบื่อๆ ของคุณแพท บางทีมันส่งผลจริงๆ โดยที่คุณแพทไม่ได้รู้ตัว บางคนพอเวลาเครียดกับงาน เหมือนมันอยู่ในจิตตลอดเวลา ไม่สามารถทำงานหรือเคลียร์งานได้ พะว้าพะวง หรืออะไรก็ตาม แล้วพี่ว่าอายุแบบคุณแพทเรื่องงานมันสำคัญจริงๆ ซึ่งบางครั้ง เวลาที่เราต้องโฟกัส กับงานมากๆ การมีแฟน บางทีมันอาจจะกลายเป็นภาระก็ได้ คือถ้าไม่เจ๋งจริงเอาไม่อยู่เหมือนกันนะ หมายถึงว่าต้องเป็นคนที่มีทักษะประมาณหนึ่งเลย ที่สมมุติเวลามันมีงานที่ต้องรับผิดชอบมากๆ โดยที่เราก็ยังไม่ขาดตกบกพร่องเรื่องแฟน มันหาไม่ได้ในทุกคน เราจะเห็นว่าบางคน งานสำเร็จมาก แต่ความรักคือพังพินาศ เพราะว่าเขาไม่สามารถจัดการมันได้จริงๆ พี่ก็รู้สึกว่า ถ้าคุณแพทมีโอกาสก็ลองคุยกับคุณหมอจิตแพทย์ดู บางทีมันอาจจะปลดล็อคก็ได้ หรือจะเป็น PMS อย่างที่พี่เผือกบอกก็เป็นไปได้หมด แต่ถ้าตอนนี้พี่รู้สึกว่า สิ่งหนึ่งที่มันน่าจะเป็นปัญหาเลยคือ ความโหลด ของคุณแพทที่ทำงานหนัก แต่ว่าสุดท้ายทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ไปอยู่ที่พี่เผือกพูดว่า ถ้าแพทจะทำงานจนรู้สึกว่า เฮ้ยเราอยู่กับงานแล้วเราอยู่คนเดียวได้ สุดท้ายถ้าวันนั้นแพทรู้สึกว่า เฮ้ยเราทุ่มเทกับงานแล้วได้อยู่กับตัวเองแล้วมันสบาย โดยที่แพทกลับบ้านแล้วไม่มีใครมาถามว่า วันนี้เป็นยังไงบ้าง เหนื่อยมั้ย ถ้าแพทโอเค มันก็อาจจะเหมาะกับชีวิตของแพทก็ได้ แต่ถ้าแพทรู้ตัวว่า หนูก็ยังเป็นคนที่เวลากลับบ้านมาเหนื่อยๆ แล้วอยากให้มีคนถามไถ่ว่า วันนี้เป็นไงบ้าง เหนื่อยมั้ย ให้มีคนได้พูดได้ปรึกษา แพทก็ต้องช่างน้ำหนักตัวเองดู มันต้องมีคำตอบให้ตัวเองว่า สุดท้ายการอยู่คนเดียวหรือว่ามีเขาอยู่ อะไรมันดีกับชีวิตเรามากกว่ากัน แล้วเรื่องสุดท้ายเช่นกัน พี่ว่าการที่หนูไม่เคยมีแฟนระยะยาวมันเลยยิ่งทำให้หนูงงว่า เฮ้ยก่อนหน้ามันหวือหวาตลอด เพราะหนูเวลาแค่นั้นไง สำหรับพี่ทุกวันนี้นั่งเล่นมือถือหรืออ่านหนังสือแล้วมีแฟนนั่งอยู่ข้างๆ ก็พอ มันก็ไม่ได้มีความหวือหวาใดๆ แล้ว แต่มันก็อาจจะต้องหากิจกรรมทำร่วมกัน ไปเดทกันเพื่อเติมความหวานกันหน่อย ไม่ใช่อยู่กันเฉยๆ ไม่หาอะไรทำด้วยกัน ถ้าในความโรแมนติกมันก็จะหมดกันไปได้ในสักวัน แต่ว่าความหวือหวามันไม่เท่าอยู่แล้วน้องแพท มันไม่มีทางเท่า ใครทำเท่าได้นี่คือ กราบเลยอ่ะ มันลดลงอยู่แล้วตามปกติ เพียงแต่ว่ามันลดลงในปริมาณที่เรารู้สึกว่า เออพอดีอ่ะ มันอยู่ด้วยกันแล้วเราสบายใจที่มีคนอยู่ข้างๆ มากกว่า’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-