หนูมาทำงานที่ใหม่ได้ปีกว่าๆ ปัญหาที่เจอทุกวัน คือตอนนี้หนูมีหัวหน้า 2 คน แต่หัวหน้า 2 คนนี้เขาไม่ถูกกัน ความคิดไปกันคนละทางเลย แต่เขาสองคนทำงานเก่งทั้งคู่ คนนึงไม่พอใจอะไร ก็จะฝากหนูไปบอกอีกคนนึง อีกคนนึงไม่ยอมมาคุยด้วยอีก ให้หนูเป็นคนกลางทุกเรื่อง

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูมาทำงานที่ใหม่ได้ปีกว่าๆ ปัญหาที่เจอทุกวัน คือตอนนี้หนูมีหัวหน้า 2 คน แต่หัวหน้า 2 คนนี้เขาไม่ถูกกัน ความคิดไปกันคนละทางเลย แต่เขาสองคนทำงานเก่งทั้งคู่ คนนึงไม่พอใจอะไร ก็จะฝากหนูไปบอกอีกคนนึง อีกคนนึงไม่ยอมมาคุยด้วยอีก ให้หนูเป็นคนกลางทุกเรื่อง

30 พ.ค. 2025

หนูมาทำงานที่ใหม่ได้ปีกว่าๆ ปัญหาที่เจอทุกวัน คือตอนนี้หนูมีหัวหน้า 2 คน แต่หัวหน้า 2 คนนี้เขาไม่ถูกกัน

ความคิดไปกันคนละทางเลย แต่เขาสองคนทำงานเก่งทั้งคู่ คนนึงไม่พอใจอะไร ก็จะฝากหนูไปบอกอีกคนนึง

อีกคนนึงไม่ยอมมาคุยด้วยอีก ให้หนูเป็นคนกลางทุกเรื่อง ตอนนี้ Performance การทำงานของหนูไม่คืบหน้าเลย

เพราะหลายๆเรื่องโดนขัดโดยการตัดสินใจของหัวหน้าทั้ง 2 เจอแบบนี้ทุกวันบั่นทอนสุดๆ ถ้าเป็นทุกคนจะทำยังไงคะ?

                “คุณเมย์ (นามสมมติ)” อายุ 30 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [28 พ.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาหัวหน้าสองคนมีความเห็นไม่ตรงกัน ไม่คุยกันเลย เราที่เป็นคนกลางก็หนักใจ

                โดย “คุณเมย์ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูมีหัวหน้าสองคน ซึ่งมี direction ไม่ตรงกัน แต่ที่ต้องมีหัวหน้าสองคนเพราะเริ่มแรกที่เข้ามาทำงานที่นี่ หนูอยู่ภายใต้หัวหน้า A มาตลอด 1 ปี แต่เมื่อบริษัทมีการปรับผังองค์กร ก็เลยได้มาอยู่ภายใต้หัวหน้า B ซึ่งก็จะอยู่ภายใต้หัวหน้า A อีกทีนึง ประเด็นคือเขาไม่คุยกัน จะให้เมย์คุยแทนตลอด เดิมทีหัวหน้าสองคนนี้สนิทกันมาก แต่เคยมีปัญหาเรื่องการทำงานทำให้เกิดจุดแตกหักกันตั้งแต่นั้นมา ปกติหัวหน้า A จะคุยกับหัวหน้าคนอื่น ๆ เยอะมาก แต่กับหัวหน้า B คนนี้ คุยกันนับครั้งได้ ซึ่งก็อาจจะไม่ถึง 20 ครั้ง/ปี

                เวลาเขามีความเห็นไม่ตรงกัน การตัดสินใจอาจจะมาจากตรรกะของเขาจริง ๆ บ้างหรือบางครั้งก็มีความอคติที่อยากจะค้านในเรื่องนี้ด้วย แต่เขาจะกันไม่ค้านต่อหน้า ถ้าเมย์รู้สึกว่าอยากจะให้เขาไปคุยกันจังเลย เขาก็จะตอบกลับว่า "พี่ไม่คุย เธอไปคุย" งานมันก็เลยจะหนักมากขึ้น ปกติถ้าคนอื่นทำงานเสร็จภายใน 1-2 ชั่วโมง ของหนูจะเป็น 3-4 วันเพื่อให้มันจบ เพราะจะต้องแก้งานไปเรื่อย ๆ จากตอนแรกแก้ผ่าน A พอไป B ก็โดนตีกลับมา พอตีกลับมา A ก็บอกว่าไม่เอา ให้ทำใหม่ มันก็เลยหนักขึ้นมาก ๆ แต่หนูก็ทำงานนี่มา 1 ปีแล้ว

                ตอนนี้เรื่องราวไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่หัวหน้า A และหัวหน้า B แต่ถึงขั้น C Level แล้วด้วย ซึ่งตัวงานของหนูจะต้องผ่านหัวหน้า B-A-C ตามลำดับ หนูเคยคุยกับ B และ C เรื่องPerform ตก แต่เขาจะมองภาพรวมขององค์กรเป็นหลัก ถ้าเขาเห็นว่าหนูทำไม่ได้เท่าคนอื่น เขาจะไม่ถามถึงเหตุผลแต่เขาจะมองว่าทำไมหนูถึงทำไม่ได้ ซึ่งหนูเคยพยายามบอกไปแล้วว่างานหนูโหลดมากถ้าเทียบกับคนอื่น และงานของหนูก็พิเศษกว่าคนอื่นไปอีกขั้นหนึ่ง ทำให้ปัญหาที่ต้องแก้ก็มีมากกว่าคนอื่น หนูเคยเสนอ solution ไปแล้ว เพราะหนูจะได้ทำงานสะดวกขึ้น แต่ก็ต้องผ่านการ approve กับหัวหน้า B และ A ก็ทำให้หนูไม่ผ่านสักทีเพราะเขารู้สึกว่าเรายังทำได้ หนูก็เลยรู้สึกว่าทำไมอยู่ยากจัง หนูเครียดมากเลยเพราะหนูโดนความคาดหวังที่สูงกว่าคนอื่น เขามองว่าหนูมีความสามารถ ซึ่งจากตำแหน่งเดิมหนูก็ทำได้ดีเลย ไม่ได้แย่ แต่ตรงนี้ถ้าหนูมีพื้นที่ให้ทำงานเหมือนคนอื่นก็พอจะทำได้ พอเขามองว่าทำไม Performance หนูไม่ออกสักที หนูก็เครียด ก็เลยอยากถามว่าพี่ ๆ ว่า ถ้าเป็นพี่ ๆ จะลาออกเลยไหมทั้งที่ยังไม่มีงานรองรับ’

                ซึ่ง “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สำหรับพี่ก่อนจะตัดสินใจออกจากงาน พี่จะต้องให้คนในบริษัทได้รับรู้ก่อนโดยเฉพาะหัวหน้า C ถึงแม้เขาจะมองภาพรวม แต่พี่ก็จะบอกเหตุผลไปว่าทำไม Performance เราถึงร่วงลง แล้วก็จะเล่าปัญหาเรื่องคนสองคนที่ความคิดเห็นไม่ตรงกันให้เขาฟัง เพราะพี่ต้องการความช่วยเหลือในเรื่องนี้จริง ๆ แต่ถ้าหากถูกเมินเฉย ปัญหายังคงไม่ถูกแก้ไข ทำงานต่อไปพี่ว่าหนูคงจะได้ชาเลนจ์ตัวเองทุกวันเลย และมัน Uncomfort เกินไป พี่ก็ห่วงว่า ถ้าเมย์เจอเรื่องแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ประสิทธิภาพในการทำงานของเมย์ก็จะพินาศเหมือนกัน สุดท้ายพี่ก็จะประเมินตัวเองว่าพี่มั่นใจขนาดไหนที่จะออกไปหางานทำข้างนอก ถ้ามั่นใจว่าเก่งจริงพี่ว่าก็ออกมาเลย’

                ต่อมา “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘บริษัทส่วนใหญ่ก็จะมี HR เอาไว้จัดการปัญหาเหล่านี้ ตอนนี้ HR จะต้องลงมาแก้ไขปัญหานี้แล้วเพราะเขาต้องบริหารทรัพยากรบุคคล แต่ถ้าเมย์บอกว่า HR ที่นี่ไม่แข็งแรงก็ออกมาเถอะ เพราะการที่บริษัทนึงมีบุคคลที่ไม่ดี เรายังมีสิทธิ์ที่จะเติบโตไปแทนได้ แต่ถ้าบริษัทมีโครงสร้างโดยรวมที่ไม่ดี ก็ไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไมเรามีสิทธิ์ที่จะเลือกงานใหม่ที่ดีกับเราเหมือนกัน ตอนนี้เหมือนอยู่ในโหมดเอาตัวรอดแล้ว เพราะสิ่งที่เมย์แบกไว้มันกำลังกลับมาทำให้เมย์เดือดร้อนเอง พี่มองว่าถ้าจะมีคนไหนมาช่วยเราได้ต้องเป็น HR แต่ถ้า HR ยังช่วยไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าบริษัทนี้จะดูแลคนที่ทำงานให้เขาได้อย่างไร เขาต้องได้รู้ว่า ปัญหาของคนระดับสูงทำให้คนที่อยู่ในส่วนปฎิบัติการทำงานไม่ได้ เขาต้องจัดการบางอย่าง ปล่อยไว้แบบนี้บริษัทก็ตายอยู่ดี สุดท้ายแล้วเมย์ต้องคำนึงถึงตัวเองเป็นหลักเพราะบริษัทถ้าไม่มีเราเขาก็หาคนอื่นมาแทนได้ แต่อนาคตของเรา เราควรเป็นคนที่ต้องดีไซน์ออกมาเอง อยู่ที่ไหนแล้วแย่ลงก็อย่าไปอยู่ อยู่ที่ไหนและเจริญเติบโตก็ไปอยู่ได้’

                สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่แนะนำวิธี Survival ให้เข้าทาง A แล้วค่อยจัดการ B เพราะ A ใหญ่กว่าเราก็เป็นลูกสมุน A ไปเลย ใช้คำสั่งของ A มาสั่ง B อีกทีนึง ถ้าเกิดปัญหาก็บอกว่า A Approve แล้วให้ไปคุยกับ A เอง’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เพื่อนในกลุ่มเป็น VJ ในแอปกันหมด เพื่อนบอกไม่ต้องทำไรมาก ไลฟ์วันละ 2 ชั่วโมง เดือนนึงได้หลักหมื่น โชคดีก็จะมีลูกค้าขอแอดไลน์นอกรอบ อยากได้อะไรขอให้บอก ซื้อให้หมด ไม่ต้องการอะไรเลย หนูอยากทำแต่แฟนขอไว้ว่าอย่าทำได้ไหม?

15 มี.ค. 2024

เพื่อนในกลุ่มเป็น VJ ในแอปกันหมด เพื่อนบอกไม่ต้องทำไรมาก ไลฟ์วันละ 2 ชั่วโมง เดือนนึงได้หลักหมื่น โชคดีก็จะมีลูกค้าขอแอดไลน์นอกรอบ อยากได้อะไรขอให้บอก ซื้อให้หมด ไม่ต้องการอะไรเลย หนูอยากทำแต่แฟนขอไว้ว่าอย่าทำได้ไหม?

“คุณเตย (นามสมมติ)” อายุ 25 ปี สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [13 มีนาคม 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาอยากทำ VJ ในแอปพลิเคชันแต่แฟนหวงไม่อยากให้เราทำ โดย “คุณเตย (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูมีเพื่อนในกลุ่มที่ทำวีเจด้วยกันหลายคน บางคนเขาทำ 2-3 แอป แต่แอปที่เพื่อนทำก็มีหลายเรท เริ่มตั้งแต่การชวนคุย ไปจนถึงเรื่อง 18+ เพื่อนส่วนใหญ่ก็ทำเรทชวนคุย แต่งหน้า แต่งตัวสวย ๆ ชวนคนในแอปคุย พูดอ้อน ให้คนในแอปเปย์ของขวัญ พอหนูอยู่ในกลุ่มเพื่อนแบบนี้ เพื่อนก็จะคุยกันประมาณว่า ได้เงินเยอะ บางคนที่โชคดีก็มีคนเปย์นอกแอป คือ ถ้ามี User ที่อยากได้ไลน์หรืออยากได้อินสตาแกรมส่วนตัวของเรา เราสามารถตั้งเรทราคาเองได้ ก็จะมีการทักมาเปย์หลังไมค์ เพราะถ้าเปย์ในแอปก็จะมีการหักส่วนต่าง บางคนได้เดือนละหลาย ๆ หมื่น พอหนูได้ยินบ่อย ๆ ก็เกิดกิเลส อยากได้เงินบ้าง... ต่อมาหนูได้ไปปรึกษาแฟน ซึ่งแฟนอายุน้อยกว่าหนู 2 ปี และกำลังเรียนอยู่ แฟนก็ไม่ได้ห้ามแต่ขอว่าไม่ทำได้ไหม? แฟนให้เหตุผลว่า ถ้าหนูทำเขาจะรู้สึกแย่ที่ไม่มีปัญญาเลี้ยง จนต้องให้คนอื่นมาเปย์แฟนตัวเอง หนูก็บอกว่ากับเขาว่า ไม่ใช่ให้คนอื่นมาเลี้ยง หนูก็ทำงานเลี้ยงตัวเองได้ แต่หนูแค่อยากมีรายได้เสริม อยากเอาเงินส่วนนี้ไปเสริมความงาม เข้าคลินิกทำหน้า เพราะเห็นว่าได้รายได้ดี ทำแค่วันละ 2 ชั่วโมงอยู่ที่บ้านก็ได้ แฟนก็บอกว่า ได้เงินก็จริง แต่แฟนคงเสียความรู้สึก และถ้าได้เงินง่าย ได้เยอะ มันจะทำให้เราติดสบายหรือเปล่า แต่ถ้าอยากทำจริง ๆ ก็ทำได้ แต่ไม่อยากให้ทำดีกว่า แฟนก็ถามหนูว่า เขาจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวเกินไปหรือเปล่า? ซึ่งหนูก็ได้ไปเสิร์ชและอ่านในพันทิป มีหลายคู่ที่มีปัญหากันเพราะแฟนไปทำวีเจ อีกใจหนึ่งหนูก็อยากได้เงิน แต่อีกใจหนึ่งหนูก็แคร์ความรู้สึกแฟน ก็เลยมีคำถามอยากถามพวกพี่ ๆ ดีเจ 3 คำถาม คำถามละคนเพราะอยากเห็นมุมมองของพี่ ๆ ดีเจแต่ละคน ซึ่ง “ดีเจเผือก” ได้คำถามที่ 1 คือ ถ้าแฟนพี่มาขอทำวีเจ จะให้ทำไหมและเหตุผลคืออะไร? โดยให้คำปรึกษาว่า ‘ต้องดูก่อนว่าในโลกสมมตินั้น ข้อจำกัดในการใช้ชีวิตของพี่เดือดร้อนขนาดไหน ถ้าไม่ได้เดือดร้อนพี่ก็ไม่อยากให้ทำ แอปวีเจก็เป็นการไลฟ์สดอีกแบบหนึ่ง หรือไลฟ์สดทำอาหารในอีกแพลตฟอร์มก็มี อย่างแอปที่พี่สตรีมเกมก็มีคนมาไลฟ์แบบพูดคุย ไลฟ์ประดิษฐ์ของ พี่คงอยากให้แฟนพี่ไปทำในแพลตฟอร์มที่พี่สบายใจและแฟนก็ยังหารายได้เสริมได้ด้วย พี่มองว่าถ้ามีทางเลือกอื่นที่สามารถสร้างรายได้เสริม พี่ก็อยากให้ทำทางเลือกอื่นที่สร้างรายได้มากกว่า พี่ก็จะช่วยหาด้วย’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้คำถามที่ 2 คือ ยังไงกับคนที่ทำงานแบบนี้ แล้วคิดว่าคนทำงานแบบนี้ติดสบายไหม? โดยให้คำปรึกษาว่า ‘พี่รู้สึกว่างานนี้ไม่ได้สบายและยากมาก คือ 1. ต้องมีรูปร่างหน้าตาที่ดี ที่จะดึงให้คนมาดูได้ 2. ต้องมีลูกล่อลูกชนที่จะดึงคนให้กดหัวใจ และส่งของขวัญเปย์ตลอดทั้งชั่วโมง สำหรับพี่ มันไม่ใช่งานสบายที่ใคร ๆ ก็ทำได้ แล้วพี่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าคนที่ทำงานนี้ติดสบาย ต้องอาศัยความตั้งใจ ลงแรงกาย ใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ พี่อยากจะบอกเตยอีกว่า อย่าพึ่งคิดว่าการทำวีเจมันทำง่าย ๆ แล้วจะได้เงิน ถ้าเรายังไม่ได้ทำ มันอาจจะมีรายละเอียดอีกหลายอย่าง ที่พอเราทำแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ เตยต้องถามตัวเองให้ดี ๆ ก่อน’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้คำถามที่ 3 คือ ถ้าแฟนพี่มาพูดแบบนี้พี่ยังจะทำงานวีเจอยู่ไหม? โดยให้คำปรึกษาว่า ‘พี่จะดูว่าพี่ต้องทำอะไรบ้าง ถ้าให้พี่ไปเต้น พี่ก็ไม่ทำเพราะไม่ใช่ทาง พี่เป็นสายขายความสามารถ พี่ว่าเตยควรหาตรงกลางระหว่างแฟน เช่น ทำคอนเทนต์แต่งหน้า คอนเทนต์นั่งคุยไปเรื่อย ๆ หรือ NPC แต่ถ้าเตยเลือกแฟนคนนี้ เตยต้องเลือกคอนเทนต์ที่ไม่ทำร้ายจิตใจแฟน แต่ถ้าเตยเลือกทางวีเจ พูดอ้อน ขายเซ็กซี่ เตยก็ต้องไม่มีแฟน หรือต้องมีแฟนที่ยอมรับได้ ทุกวันนี้มีวิธีหาเงินทางออนไลน์หลายวิธีมาก ขายของออนไลน์ การทำ Affiliate เตยต้องไปหาความสามารถของตัวเองให้เจอก่อน มันจะดีกว่าการแก้ผ้าแล้วได้เงิน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูอายุ 19 แต่น้องชายหนูที่บ้านตามใจทุกเรื่อง แฟนก็มีได้ แต่หนูที่บ้านห้ามไม่ให้มี รู้สึกว่าไม่มีความเท่าเทียมเลย ความเท่าเทียมควรเริ่มต้นจากที่บ้านรึเปล่า? พอหนูถามไปผู้ใหญ่ที่บ้านก็ว่า Toxic ที่หนูคิดมันผิดมากเลยหรอคะ

11 เม.ย. 2025

หนูอายุ 19 แต่น้องชายหนูที่บ้านตามใจทุกเรื่อง แฟนก็มีได้ แต่หนูที่บ้านห้ามไม่ให้มี รู้สึกว่าไม่มีความเท่าเทียมเลย ความเท่าเทียมควรเริ่มต้นจากที่บ้านรึเปล่า? พอหนูถามไปผู้ใหญ่ที่บ้านก็ว่า Toxic ที่หนูคิดมันผิดมากเลยหรอคะ

“คุณเอ (นามสมมติ)” อายุ 18 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [9 เม.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในครอบครัว โดย “คุณเอ (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูไม่รู้ว่านิสัยเด็ก Gen Z เเบบหนูเรียกว่า Toxic รึป่าว หนูมีน้องชายเเท้ๆ อายุ 17 ปี อยู่ด้วยกัน แต่หนูก็มีความรู้สึกว่าคนทั้งบ้าน รัก เเละเอ็นดูน้องชายมากกว่าตัวหนู ตอนเเรกหนูไม่ได้สังเกต จนตอนที่เพื่อนหนูมาที่บ้านและถามว่า ทำไมรู้สึกว่าน้ามึงพูดกับน้องอย่างนึง พูดกับมึงอีกอย่าง ทั้งน้ำเสียงเเละคำพูด ท่าทาง ตอนเเรกหนูก็ไม่ได้คิดว่าจริงรึป่าว เเต่พอมานึกดูดีๆ บางอย่างก็จริงอย่างที่เพื่อนบอก จนหนูก็ลองสังเกตดู เเละเห็นว่าสิ่งที่น้องได้รับเเละหนูได้รับมันก็ต่างกัน เลยมีความรู้สึกน้อยใจ ไม่เท่าเทียมว่าทำไมน้องของหนูถึงมีสิทธิ์ทำอะไรได้มากกว่าหนู เช่น อิสระเรื่องความรัก เเละอีกหลายอย่าง ด้วยความที่บ้านของหนูเป็นเชื้อสายจีนเลยอาจจะเอ็นดูเด็กผู้ชายมากกว่า เวลาน้องหนูจะไปไหน ไปกับสาว ไปกับเเฟนเขาก็จะบอกที่บ้านตรงๆ เเต่พอเป็นหนู หนูไม่สามารถที่จะบอกเเบบนั้นได้เหมือนน้อง เพราะเวลาบอกไป เขาจะทำท่าทางไม่พอใจ และด้วยความที่น้องหนูเรียนโรงเรียนประจำห่างจากบ้าน ทำให้เวลาเสาร์ - อาทิตย์ น้องของหนูจะไปกรุงเทพ ไปเที่ยว เขาก็ไปได้ เเต่พอเป็นหนูที่ขอเขาไปอำเภอใกล้เคียง เขาก็จะถามมาเลยว่า กลับกี่โมง ไปกับใคร สมมติหนูบอกว่าจะกลับบ้านตอนเที่ยง สิบเอ็ดโมงครึ่ง เขาก็จะโทรมาตามหนูเเล้วว่า อยู่ไหนเเล้ว มันเลยทำให้หนูเกิดความอึดอัด เเล้วค้างคาใจ พอมีวันหนึ่งที่หนูมาหาเเม่ที่บ้าน เเล้วนั่งกินข้าวกัน 3 คน มีเเม่ น้องชาย แล้วก็หนู เเม่ก็เปิดประเด็นว่า ถ้าคราวหน้าน้องชายหนูจะพาเเฟนมานอนที่บ้านด้วยก็ได้ หนูเลยเเกล้งๆพูดไปว่า หนูทำบ้าง เเม่ของหนูก็พูดขึ้นมาเลยว่า ถ้าเป็นหนูต้องรอจนกว่าจะขึ้นมหาลัยก่อน หนูเลยไม่พอใจ เเล้วถามว่า เเล้วน้องหนูมีสิทธ์อะไรมากกว่าหนูถึงทำได้ อายุก็ไล่เลี่ยกัน เเม่ก็เลยบอกว่า ผู้ชาย กับ ผู้หญิง มันไม่เท่าเทียมกัน เกิดว่าหนูไปนอนบ้านเเฟนเเล้วพลาดท้อง ผู้หญิงอนาคตก็คือจบไปเลย เเต่ผู้ชายก็ยังไปเรียนต่อได้หรือว่าทำอะไรได้มากกว่าหนู อาจจะเพราะเเม่มีลูกตั้งเเต่ยังเด็กเลยทำให้เป็นห่วงหนู และสังคมรอบตัวหนู เพื่อนๆของหนูก็ท้อง มีลูกกันหมดแล้วด้วย หลังจากที่ทะเลาะกับเเม่เสร็จ น้องชายหนูก็เอาเรื่องนี้ไปฟ้องน้า เขาเลยอธิบายว่าทำไมเเม่ถึงพูดว่าไม่เท่าเทียม พยายามที่จะทำให้หนูเข้าใจ เเต่หนูก็คิดว่า ถึงหนูจะเป็นผู้หญิงเเต่หนูก็รับผิดชอบตัวเองได้ ไม่ต้องทำให้ใครเป็นห่วงเหมือนกับน้องชาย เเต่หนูยิ่งพูดก็เหมือนน้าจะยิ่งไม่เข้าใจ เขาบอกว่ายังไม่ถึงเวลา หนูก็เลยยิ่งสงสัยว่าทำไมน้องหนูเขาถึงทำได้ สุดท้ายหนูก็ได้ไปพูดกับเเม่ว่า ถ้าเเม่รู้สึกผู้หญิงกับผู้ชายไม่เท่าเทียมกัน เเม่ก็อย่าเเสดงออกเเบบนี้ได้ไหม ถ้าเเม่ไม่ให้หนูทำ ก็ต้องห้ามน้องทำเหมือนกัน พอหนูพูดไปเเบบนี้ เเม่เขาก็พูดสวนกลับมาว่า หนูเป็นลูก หนูมีสิทธิ์อะไรที่จะไปสั่งเขาเเบบนั้น ก็เลยทะเลาะกันใหญ่โต น้าเลยต้องเข้ามาคุยด้วย เเต่หนูก็ยังมีคำถามในหัวว่า ทำไม! ทำไม! หนูเลยไม่ได้คุยกับเเม่ ส่วนน้องชายก็มาเยาะเย้ย ซ้ำเติม ทำให้หนูรู้สึกว่าตอนนั้นไม่เหลือใครเลย เพราะน้าหนูก็เหมือนจะไม่เข้าใจตัวหนูเลย เเล้วบอกว่าหนู Toxic บอกให้หนูลองย้อนมามองตัวเองบ้าง เเละใน 2 เดือนที่หนูทะเลาะกับที่บ้าน ที่มี ลุง ป้า น้า น้องชาย ในบ้านไม่มีใครคุยกับหนูเลย พอหนูกลับไปเล่าเรื่องนี้ให้เเม่ฟัง เเม่ก็ถามว่า ให้หนูมาอยู่กับเเม่ไหม เเต่ป้าก็เหมือนจะไม่อยากให้ไป เพราะเเม่หนูไม่สามารถซัพพอร์ตเรื่องค่าใช้จ่ายให้หนูได้ จนตอนนี้พอน้าได้มาคุยกับหนู เขาบอกว่า เขาไม่สามารถเอ็นดูหนูได้เหมือนเมื่อก่อน เพราะทิฐิที่หนูมีกับคนในบ้านมันมากเกินไป หนูเลยอยากปรึกษาพี่ๆ ดีเจว่า หนูผิดไหมที่หนูทิฐิกับคนในบ้านมากเกินไป เเละ ความเท่าเทียมมันควรเริ่มจากคนในบ้านรึป่าว?’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘มันยากมากที่จะทำให้คนที่มีอายุต่างกัน มองในมุมกันเเละกัน พวกพี่ที่นั่งกันตรงนี้ก็มีลูก เเละหลาน การพยายามปรับตัวเรื่องการสื่อสาร หรือมุมมอง คำเดียวที่พี่จะบอกเอได้ คือในวันที่เอมีลูก เอจะเข้าใจเพราะฉะนั้น ณ วันนี้เอรู้สึกไม่เเฟร์ เออาจจะต้องอดทนเพราะอีกนิดเดียวเอก็จะเข้ามหาลัย มีชีวิตเป็นของตัวเองเเล้ว เพราะเราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนความคิดของคนที่มีอายุห่างกันเยอะๆได้อยู่เเล้ว เพราะงั้นอีกนิดเดียว เอก็จะได้กำหนดชีวิตตัวเองเเล้ว ใช้ชีวิตให้มันดี’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าน้องเอเป็นตัวเเทนของเด็กหลายๆบ้านที่มีความคิดเเบบเดียวกัน เเละที่น้องเอถามว่า เพศสภาพ ควรเริ่มที่จะเท่าเทียมกันตั้งเเต่ในครอบครัวรึเปล่า อันนี้พี่เห็นด้วย เเต่ความเท่าเทียมในสังคมเป็นเรื่องที่ยากมากในบางประเทศ ผู้หญิงยังไม่มีสิทธิ์ได้รับการศึกษาเลย เพราะฉะนั้นพี่รู้สึกดีที่น้องเอ เข้าใจถึงข้อนี้ เเต่สำหรับเรื่องที่บ้านของน้องเอ พี่ว่าเขารักน้องเอเเหละ เเต่อาจจะสื่อสารไม่ดี เเละที่เขาเข้มงวดกับเอ เพราะเขามองเห็นว่าเอเป็นผู้หญิงเลยอาจจะดูเเลตัวเองได้ไม่ดีเท่ากับน้องชายตัวเอง เพราะผู้หญิงมีความเสี่ยงกว่า มีพันธะมากกว่า เพราะงั้นเออาจจะลองมองในมุมว่าเขาเข้มงวด เพราะเขาเป็นห่วงเรา ลองหาความสุขในบ้านหลังนี้จนกว่าเอจะย้ายออกจากบ้านไปใช้ชีวิตของตัวเอง น้อยใจเรื่องเพศสภาพได้ เเต่อย่าน้อยใจว่าเขาไม่รักเรา พิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเราดูเเลตัวเองได้’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เอมีทางเลือกอยู่อย่างเดียวคือ พิสูจน์ตัวเอง ทำในสิ่งที่ที่บ้านทำไม่ได้ เอาชนะในเรื่องความสำเร็จ ไม่ใช่เอาชนะในเรื่องคำพูด เมื่อเราทำงานได้ หาเงินได้ นั่นเเหละคือตอนที่เราจะมีอิสระจากครอบครัว อย่าเกลียดคนในบ้านเช่น ป้า น้า น้องชาย เพราะสุดท้ายทุกคนก็คือครอบครัวของเอ อาจจะไม่ต้องใช้เหตุผลคุยกัน เพราะทั้งเหตุผลของเอ เเละเหตุผลของครอบครัว ทั้งคู่เป็นเหตุผลที่ถูก ไม่ได้ผิด เเต่เเค่ต่างมุมมองกัน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ที่หนีบปูหนูผิดตรงไหน? พรุ่งนี้หนูจะไปกินเลี้ยงปีใหม่ ทุกครอบครัวจะเอาอาหารไปรวมกัน บ้านเจ้าภาพเลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์ กับ ปูขน หนูบอกพ่อแม่ว่าเตรียมที่หนีบปูไปด้วยไหม จะได้กินกันสะดวก พ่อแม่หัวเราะ บอกเอาไปไม่ได้ จะดูตั้งใจไปกินเกิน

17 ม.ค. 2025

ที่หนีบปูหนูผิดตรงไหน? พรุ่งนี้หนูจะไปกินเลี้ยงปีใหม่ ทุกครอบครัวจะเอาอาหารไปรวมกัน บ้านเจ้าภาพเลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์ กับ ปูขน หนูบอกพ่อแม่ว่าเตรียมที่หนีบปูไปด้วยไหม จะได้กินกันสะดวก พ่อแม่หัวเราะ บอกเอาไปไม่ได้ จะดูตั้งใจไปกินเกิน

ที่หนีบปูหนูผิดตรงไหน? พรุ่งนี้หนูจะไปกินเลี้ยงปีใหม่ ทุกครอบครัวจะเอาอาหารไปรวมกันบ้านเจ้าภาพเลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์ กับ ปูขน หนูบอกพ่อแม่ว่าเตรียมที่หนีบปูไปด้วยไหม จะได้กินกันสะดวกพ่อแม่หัวเราะ บอกเอาไปไม่ได้ จะดูตั้งใจไปกินเกิน หนูแค่หวังดีอยากให้ทุกคนกินกันสะดวกขึ้น “คุณเอฟ (นามสมมติ)” อายุ 24 ปี สายที่ห้าในรายการ ‘พุธทอล์ค พุธโทร’ เมื่อคือวันพุธที่ [15 ม.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาปาร์ตี้บ้านเพื่อน โดย “คุณเอฟ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เพื่อนสนิทของพ่อ เขาจัดงานปีใหม่วันที่ 18 มกราคมนี้แล้วเขาเชิญครอบครัวเราไป ในงานจะมีประมาณ 10 คน หนูก็เลยถามพ่อว่าในงานเป็นแบบไหนยังไง เราจะได้เตรียมพร้อม เตรียมตัว เพื่อให้ดูเข้ากับงาน พ่อก็เลยบอกว่าทุกคนจะเอาอาหารไปแชร์กัน ฟีลแบบหนังฝรั่งที่มีเพื่อนบ้านมาปาร์ตี้กัน เราก็เลยคุยกันว่า เราจะเอาอาหารอิตาลีไปไหม? พวกสปาเก็ตตี้ พิซซ่า สั่งจากร้านอาหารแล้วเอาไป เราก็เลยตกลงกันว่าจะเอาอันนั้นไป คราวนี้พ่อก็มาบอกว่าเจ้าบ้าน เขาเลี้ยงล็อบสเตอร์กับปูขนนะ หนูก็เลยบอกว่าจะเอาที่หนีบปูไปนะ พอบอกเสร็จพ่อกับแม่ก็ขำหนักมากเลย กับสิ่งที่เราพูดว่าจะเอาที่หนีบปูไป แล้วเราก็เลยงงว่าเขาขำอะไรกันเหรอ พ่อก็เลยบอกว่า “อย่าเอาไปเลย มันดูแบบไม่มีมารยาท เหมือนเราตั้งใจจะไปกินปูอย่างเดียว” ซึ่งตัวเราไม่ได้ชอบกินปูขนาดนั้นด้วยซ้ำ ก็เลยเล่าเจตนาให้พ่อฟังตอนนั้นว่า ‘งานเขาจัดที่บ้าน บ้านคนเราจะมีที่หนีบปูสักกี่อันเชียว มันก็น่าจะมีสักอันสองอัน แต่คนไปประมาณ 10 กว่าคนเลย ถ้าทุกคนกินปู คนก็ต้องรอนานไหม เพราะมีที่หนีบปู 1-2 อัน เจตนาเราคือหวังดี ที่หนูเอาไปไม่ได้จะเอาไปวางให้เขาเห็นเลย แต่สิ่งที่เราคิดคือแค่พกไป ดูสถานการณ์ก่อนว่ามันพอใช้ไหม ละการที่เราเอาไปเพิ่มอีกหนึ่งอัน มันจะกลายเป็น 3 อัน มันอาจจะทำให้การหมุนเวียนที่หนีบปูดีขึ้น ทุกคนจะได้กินไวขึ้น’ ละเขาก็ไม่เก็ทกับสิ่งที่เราอธิบาย เขาก็ขำหนักอีกหลังจากที่เราอธิบายเจตนาของเราไป แล้วเขาก็บอกว่า “ถึงขออธิบายไปก็ไม่เข้าใจหรอก ลองไปเล่าให้คนอื่นฟัง ให้คนอื่นอธิบายเอาละกัน อาจจะเข้าใจมากกว่า” หนูเลยอยากถามพี่ ๆ ดีเจทั้งสามคนว่าหนูผิดไหมที่หนูเอาที่หนีบปูไป’ ทางด้านดีเจทั้ง 3 ท่าน “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” ให้ความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่า ‘ไม่ผิดเลย แล้วก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ด้วย แต่เข้าใจในมุมของพ่อแม่ เนื่องจากว่ามันเป็นอาหารที่เขาเตรียมมาเอง แสดงว่าบ้านเอฟเตรียมตัวขนาดนั้น เพื่อที่จะเตรียมตัวมากินปู การที่เราไปแล้วเอาที่หนีบไปด้วย ต่อให้มีพิซซ่าอะไรอยู่ในมือ มันก็เข้าใจในมุมผู้ปกครองที่คิดว่าตั้งใจเกินไป เพราะว่าผู้ใหญ่อาจจะไม่ได้มองว่าที่หนีบปูมันจำเป็นขนาดนั้น คนกินปูก็ใช้มือแกะกันส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นมันเป็นความหวังดีที่ไม่จำเป็นต้องทำ ถ้าบ้านหนูจัดเป็นโฮสต์ว่าไปอย่าง แต่นี่เราไปในฐานะแขก’ ดีเจทั้งสามท่านยังเสริมอีกว่า ‘ถ้าอยากทดลองแนะนำให้เอาไป ใส่กระเป๋าไป แล้วดูว่ามันจะต้องใช้ไหม?’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย... สาวออฟฟิศอึดอัดใจ เพื่อนร่วมงานนับสิบ ทำตัวแปลกๆ ชอบ ‘จับจิ้น’ ให้คนนี้คู่กับคนนู้น คนนู้นคู่กับคนนี้ โดยไม่สนเลยว่า ‘ทั้งคู่ก็ต่างคนต่างมีครอบครัวแล้ว’ ชงไปมา สุดท้ายลงเอยด้วยการนอกใจ แอบคบกัน

11 ก.ย. 2023

ไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย... สาวออฟฟิศอึดอัดใจ เพื่อนร่วมงานนับสิบ ทำตัวแปลกๆ ชอบ ‘จับจิ้น’ ให้คนนี้คู่กับคนนู้น คนนู้นคู่กับคนนี้ โดยไม่สนเลยว่า ‘ทั้งคู่ก็ต่างคนต่างมีครอบครัวแล้ว’ ชงไปมา สุดท้ายลงเอยด้วยการนอกใจ แอบคบกัน

ไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย... สาวออฟฟิศอึดอัดใจ เพื่อนร่วมงานนับสิบทำตัวแปลกๆ ชอบ ‘จับจิ้น’ ให้คนนี้คู่กับคนนู้น คนนู้นคู่กับคนนี้โดยไม่สนเลยว่า ‘ทั้งคู่ก็ต่างคนต่างมีครอบครัวแล้ว’ ชงไปมาสุดท้ายลงเอยด้วยการนอกใจ แอบคบกัน พอเราเห็นแบบนี้แล้วอึดอัดรู้ว่าเป็นคนนอก แต่จะมองข้ามเรื่องนี้ยังไงดี? เพราะต้องทำงานร่วมกัน “คุณเตย (นามสมมุติ)” อายุ 30 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (6 ก.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก -ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอมกับปัญหาที่ทำงานชอบจับคู่จิ้นให้คนอื่น โดย “คุณเตย (นามสมมุติ)” เริ่มเล่าว่า ‘ตอนนี้เป็นพนักงานบริษัท แล้วต้องย้ายสาขาไปอยู่อีกที่สาขานึง พอเราย้ายเข้าไปก็เจอวัฒนธรรมการจับคู่จิ้น แซว ชง โดยที่คนแซวก็ไม่ได้สนว่าคนที่จับคู่ เค้าจะแต่งงานแล้ว มีครอบครัว หรือแบบว่ามีแฟนอยู่แล้ว อย่างล่าสุด มีน้องผู้ชายคนนึงเพิ่งเข้ามาใหม่ คนในบริษัทก็ถามน้องผู้ชายว่า ‘น้องผู้หญิงคนนี้น่ารักไหม? ถ้าน่ารักก็จีบสิ’ แต่คนในบริษัทก็รู้ว่าน้องทั้ง 2 คนต่างก็มีแฟนกันอยู่แล้ว และไม่ได้เป็นคนเดียวที่ชอบชง ชอบแซว แต่เป็นกันทั้งแผนก ส่วนน้องที่ถูกชงตอนแรก ๆ ก็ปฏิเสธ ‘พี่ก็อย่าแซวสิ’ สุดท้ายไม่รู้ว่าไปชงกันถูกมุมหรืออะไรยังไง จนน้องทั้งคู่ลงเอยด้วยการนอกใจแฟนของตัวเอง มามีความสัมพันธ์กันจริง แต่เราเองก็ไม่รู้ว่าคนที่ชงรู้สึกยังไงกัน รู้แต่ว่าตอนนี้สถานการณ์พวกเค้าก็เฮฮา ยังชง ยังแซวกันอยู่เรื่อย ๆ เราก็ไม่ได้ไปสุงสิงอะไรกับพวกเค้า แต่เวลาทำงานมันต้องอยู่ในห้องเดียวกัน ก็จะมีพวกคำทะลึ่ง คำส่อเสียดที่แบบว่า พูดกันไปไม่คิดถึงจิตใจแฟนของคนที่โดนแซว โดนจิ้นบ้างเลย คือในสถานการณ์นี้เรารู้ว่าเราเป็นคนนอก แต่เราก็มีความรู้สึกที่ควรจะให้เกียรติถึงแม้จะเป็นคนไม่รู้จักกันก็ตาม อยากจะได้คำแนะนำว่าเราจะมองข้ามเรื่องนี้ยังไง คือเราต้องทำงานในห้องเดียวกับพวกเค้า ทุกวันนี้พยายามแล้วที่จะช่างมัน คิดว่าเรามาทำงานหาเงิน แต่มันก็อึดอัดที่ต้องอยู่ท่ามกลางคนพวกนี้…. งานนี้ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘มันอยู่ที่ความอึดอัดนั้นมันทำให้เรายังมีแรงลุกไปทำงานหรือเปล่า? คือเรื่องพวกนี้มันส่งผลกระทบต่อจิตใจแต่ละคนไม่เท่ากันนะ บางทีคนนึงฟังอาจจะรู้สึกก็ช่างมันดิ ใครมันจะบิ้ว จะปีนต้นงิ้วก็ไปเถอะ เราก็ก้มหน้าก้มตาทำงาน หาหูฟังสักอัน ฟังเพลงไป บางคนอาจจะรู้สึกแค่นั้นก็พอแล้ว แต่กับเตยอาจจะรู้สึกว่า คำพูดคำจาที่บิ้วกันมา ไม่ได้แคร์ศีลธรรมเลย มันทำให้เตยอึดอัดถึงขนาดที่ว่าไม่มีสมาธิทำงานเลยหรือเปล่า หรือกระทบอะไรขนาดไหน อันนี้เตยก็ต้องตอบตัวเองก่อน ถ้าถึงขั้นทำให้อึดอัดแล้วก็ไม่มีความสุขเลย กับการที่ต้องไปนั่งในแผนกนั้นก็หางานใหม่ สุดท้ายแล้วเราไม่ได้ศีลเสมอหรือมีภูมิต้านทานเรื่องตรงนี้ไม่พอ หรือถ้าเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับชีวิตเรา ก็รู้สึกว่าช่างเค้า ใครจะดีจะชั่วก็ดูไว้ แล้วเราก็อย่าไปเป็นแบบคนพวกนั้น หน้าที่ของการไปทำงาน พื้นฐานก็คือ การไปทำงาน หารายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง อันดับที่สองก็คือการเข้าสังคม ซึ่งถ้าสังคมนั้นมันไม่ใช่สังคมที่เราอยากจะไปเข้า เราก็จงหาแต่เงินแล้วก็กลับบ้าน’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘สำหรับพี่ หนึ่งอดทน สองหางานใหม่ อะไรง่ายกว่ากันก็เลือกอันนั้นเลย ถ้ารู้สึกหางานใหม่ยาก แล้วหางานใหม่มีโอกาสที่จะเจอคนไม่ชอบด้วยนะ พี่ยังรู้สึกว่าเคสนี้ยังเบานะ เคสอื่นๆ คือกระทบเข้ามาสู่ตัวเองเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ได้กระทบเตย เค้าแค่เป็นคนอีกประเภทที่เตยไม่ชอบ วิธีการยังพอใส่หูฟังได้ แล้วก็คนเราเจอคนร้อยพ่อพันแม่ตลอด ที่เข้ามาแล้วทำอะไรไม่ถูกใจเรา มันคือความแตกต่าง ซึ่งการที่เราไม่ชอบ เราสามารถละได้โดยการช่างมัน สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ชีวิตใครชีวิตมัน ส่วนคู่นั้นที่นอกใจแฟน เดี๋ยวชีวิตมันพังเอง ชีวิตรักที่มันไม่ซื่อสัตย์โอกาสที่จะได้รักที่ดีมันยากอยู่แล้ว มันคือชีวิตเขา แค่เขาไม่มายุ่งกับเราคือพอแล้ว ต่อให้ลาออกไป ก็ตอบไม่ได้ว่าเราจะเจอใครที่ไม่ชอบอีก ฉะนั้นสิ่งที่ฝึกเราได้ก็คือ พวกนี้ยังเบา ช่างมัน ปล่อยวาง อยู่ห่างๆ ไม่ชอบก็คือไม่คบ คุยได้แต่ไม่คบ ไม่ต้องถึงขั้นไม่คุย โกรธเขา เพราะจะทำให้เราเครียดแทน’ ปิดจบกันที่ “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่เพิ่งไปอ่านหลักที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขแบบง่าย ๆ เค้าบอกถ้าเจอเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจ หนึ่งเปลี่ยนเค้า เปลี่ยนสิ่งที่เราไม่ถูกใจ ซึ่งในกรณีนี้เตยเปลี่ยนเค้าได้ไหม? ก็ไม่ได้เพราะเราไม่สามารถไปบอกเค้าได้ว่า “พี่คะรณรงค์อย่าพูดเรื่องที่ทำให้ทุกคนผิดศีลธรรม น้องเค้ามีแฟนอยู่แล้วทำแบบนี้ไม่ดี” เราพูดไม่ได้ แต่กรณีนี้เราทำได้คือ ปรับตัวเอง เตยต้องช่างมัน แต่พี่เข้าใจนะแง่ศีลธรรม แต่ถ้ามันยังไม่ได้มาลุกลามพื้นที่สิทธิของเรา ลองพิจารณาพวกเค้าเป็นบัว 4 เหล่าไปเลย มันต้องมีคนที่ไม่รู้อยู่แล้ว ลองพิจารณาว่าคนเรามันก็แค่นี้ เราก็อย่าไปทำเหมือนเค้า เราดูเป็นเยี่ยงอย่าง ถ้าเป็นเราจะไม่ทำแบบนี้ แต่ถ้าสุดท้ายยังทนไม่ไหว มันก็ยังมีข้อสุดท้ายคือ เดินออกมา แค่นี้ชีวิตจะมีความสุขได้ง่ายขึ้นเมื่อเจอปัญหา….’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-