ลูกชายกับหลานขอออกไปเล่นน้ำแถวๆบ้าน เราบอกเขาว่าเย็นๆแม่พาไปนะ ผ่านไปแปปเดียวมีคนตะโกน “เด็กจมน้ำๆ” ไปถึงเห็นหลานดิ้นอยู่ กระโดดลงไปช่วย สุดท้ายช่วยลูกไว้ไม่ทัน ผ่านมาหลายเดือน เราดิ่งมาก ทุกครั้งที่เรามีความสุข หัวเราะ

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ลูกชายกับหลานขอออกไปเล่นน้ำแถวๆบ้าน เราบอกเขาว่าเย็นๆแม่พาไปนะ ผ่านไปแปปเดียวมีคนตะโกน “เด็กจมน้ำๆ” ไปถึงเห็นหลานดิ้นอยู่ กระโดดลงไปช่วย สุดท้ายช่วยลูกไว้ไม่ทัน ผ่านมาหลายเดือน เราดิ่งมาก ทุกครั้งที่เรามีความสุข หัวเราะ

02 พ.ค. 2025

ลูกชายกับหลานขอออกไปเล่นน้ำแถวๆบ้าน เราบอกเขาว่าเย็นๆแม่พาไปนะ ผ่านไปแปปเดียวมีคนตะโกน

“เด็กจมน้ำๆ” ไปถึงเห็นหลานดิ้นอยู่ กระโดดลงไปช่วย สุดท้ายช่วยลูกไว้ไม่ทัน ผ่านมาหลายเดือน

เราดิ่งมาก ทุกครั้งที่เรามีความสุข หัวเราะ เราก็จะบอกตัวเองว่า ลูกเพิ่งตาย ทำไมถึงกล้าหัวเราะ?

             “คุณแอน (นามสมมติ)” อายุ 34 ปี สายที่หนึ่งในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [30 เม.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย” เกี่ยวกับปัญหาการสูญเสียคนในครอบครัว

             โดย “คุณแอน (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีแพลนจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัด เรามีลูกอยู่ 3 คน คนกลางเป็นผู้ชาย ส่วน 2 คนที่เหลือเป็นผู้หญิง ก็กลับต่างจังหวัดกันแค่ 2 คน คือคนกลางกับคนเล็ก และมีน้ากับหลานชายอีกคนหนึ่ง กลับเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ไปถึงต่างจังหวัดประมาณวันที่ 28 ธันวาคม ตอนเช้า ลูกคนกลางกับหลานก็เตรียมเบ็ดไปด้วยเพื่อจะไปตกปลากัน เราก็บอกว่า “อย่าเพิ่งไปตกปลานะ น้ำมันลึก เดี๋ยวแม่จะพาไปตอนเย็น” แต่พวกเขาก็พากันไป เราก็ไม่ว่าอะไรเพราะว่าไปแค่ใกล้ ๆ ทีนี้ยายก็ไปตามกลับมารอบนึงแล้ว แล้วทีนี้พวกเขาก็จะไปเล่นกันฝั่งบ้านญาติ ซึ่งยายจะพาไป เราเลยบอกว่า “งั้นแม่ขอนอนก่อนแป๊บนึงนะ” ลูกก็ไปกัน เราก็นอนอยู่บนบ้านกับน้า นอนไม่ถึง 20 นาทีก็ได้ยินเสียงมีคนตะโกนบอกว่า “เด็กจมน้ำ! เด็กจมน้ำ!” เราได้ยินแค่นั้นก็รีบลงบ้านมา แล้วในใจเราก็คิดว่า “อย่าเป็นลูกกับหลานเรานะ”

             พอเราไปถึง เราก็เห็นหลานลอยอยู่ แต่ตอนนั้นเราไม่เห็นลูกเรา เราเห็นแต่หลาน ในใจเราก็คิดว่าลูกเราอาจจะไม่ได้อยู่ในน้ำก็ได้ ทีนี้เราก็กระโดดลงไป เราเห็นหลานยังดิ้นอยู่เลย เราก็เลยบอกให้น้ารีบไปคว้าเขามา แล้วเราก็ถามคนที่เห็นเหตุการณ์ว่า “น้องอีกคนไปไหน?” เขาก็บอกว่าอยู่ด้วยกันตรงนั้น เราก็เลยบอกให้น้าลงไปหน่อย พอดึงน้องขึ้นมา แม่ก็ผายปอด แล้วก็จะมีเศษอาหาร เพราะเขาเพิ่งกินข้าวไป ก็เลยควักเศษอาหาร แล้วปั๊มหัวใจ และตรงท้องเขาก็ป่องเพราะน้ำเข้าไป เลยพยายามปั๊มไล่น้ำออกให้หมด แต่น้องไม่รู้สึกตัวเลย น้องไม่มีชีพจร เราก็พยายามจนรถพยาบาลมา เขาก็มาช่วย แล้วเขาก็ฉีดยาเหมือนยากระตุ้นหัวใจ แล้วก็ไปรอที่โรงพยาบาล หมอเขาก็บอกว่า ถ้าหากว่าน้องไม่ได้กินข้าวไปหรือมีเศษอาหารอุดตัน น้องอาจจะรอด เพราะน้องยังจมได้ไม่นาน

             ทีนี้เราก็ดำเนินทุกอย่าง ทำพิธีตัดสายสัมพันธ์ ทำบุญจนเสร็จ ก็ขึ้นมาชลบุรีเพื่อขายของต่อ แล้วหลังจากนั้นสองอาทิตย์แรก เราร้องไห้ตลอด เพราะเราคิดถึงเขา พอหลังจากนั้นเราก็เริ่มพูดคุยกับคนมากขึ้น เริ่มหัวเราะได้ แต่มันก็จะมีเสียงที่ไม่รู้ว่าเราคิดไปเองหรือเปล่าว่า “หัวเราะทำไมอ่ะ ลูกตายนะ หัวเราะได้ยังไง” เป็นเสียงแบบนี้มาตลอด เราก็คิดว่าเราคิดไปเองหรือเปล่า เพราะคิดถึงลูกมากเกินไป แต่ไม่เคยฝันถึงเขาเลย พอกลับบ้านมาอาบน้ำ มันก็จะมีภาพขึ้นมาเรื่อย ๆ ว่า “ทำไมเราถึงช่วยเขาไม่ได้ เราต้องทำให้ดีกว่านี้ เขาอาจจะรอดก็ได้” มันก็จะมีเสียงแบบนี้อยู่ตลอด เราก็เลยคิดว่า เราเป็นอะไร? เราคิดไปเอง? หรือเราคิดมากหรือเปล่า? แต่มันจะมีภาพมาตลอดเวลาเราหลับตา เราจะเห็นรูปเราขึ้นจากน้ำ แล้วเราก็ปั๊มหัวใจ เป็นแบบนี้มาตลอดจนถึงทุกวันนี้

             ยังไม่เคยไปพบจิตแพทย์โดยตรง แต่ตอนงานวันเผาลูก จะมีหมอทางโรงพยาบาลเขามาช่วยดูแล สอบถาม เขาได้บอกว่า ถ้านอนไม่หลับ มีภาพหลอน หรือเห็นภาพซ้ำ ๆ สามารถให้ไปรับยาที่โรงพยาบาลได้ เลยอยากปรึกษาพี่ ๆ ว่า อยากจะปรับ Mind set ตัวเอง ขออนุญาตให้ตัวเองมีความสุขบ้าง และขอกำลังใจจากพี่ ๆ ทุกคนด้วย ทุกวันนี้ยังโทษตัวเองอยู่ว่า ถ้าวันนั้นเราช่วยได้กว่านี้ มันอาจจะไม่เป็นแบบนี้’

             เริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘บางเรื่องเราไม่สามารถควบคุมได้จริง ๆ จังหวะเวลาของชีวิตด้วย ณ ตอนนั้นคุณแอนไม่ได้อยู่ตรงนั้น มันไม่ได้เกิดจากการที่คุณแอนละเลย ไม่ได้สนใจ หรือทอดทิ้งเขา ซึ่งคุณแอนจะไปตั้งคำถามแบบนี้กับตัวเอง มันก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่จะบั่นทอนตัวเองว่าตัวเองทำผิด ตัวเองไปช่วยไม่ได้

             อยากให้มองว่าถ้าก่อนหน้านั้นคุณแอนดูแลเขาอย่างเต็มที่ เท่าที่แม่คนนึงดูแลลูกได้ ให้ความรัก ใส่ใจ ดูแลเขา มันก็คือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะให้ได้ในตอนที่เราทำได้ แต่อะไรที่มันเหนือการควบคุมของเรา เราก็ไม่สามารถไปแก้ไขมันได้จริง ๆ เมื่อชีวิตหนึ่งมันจบสิ้นไป แต่มันยังมีชีวิตที่เหลือที่ยังต้องอยู่ต่อ เพื่อตัวเอง และลูกคุณแอนอีกสองคนที่ยังเหลือ และเพื่อสามีของคุณแอนที่ยังอยู่ข้าง ๆ เพราะถ้าเรายังคงเศร้า ยังคงไม่สามารถอนุญาตให้ตัวเองหัวเราะหรือมีความสุขได้ตามที่ชีวิตมันควรจะมี มันจะทุกข์ทั้งตัวคุณแอนและคนรอบข้าง ถ้าลูกคุณแอนเขามองลงมาจากข้างบน แล้วเขาเห็นแม่ เขาคงอยากให้แม่เขามีความสุข’

             ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘อย่างแรกเลยคงแนะนำให้คุณแอนต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่เขาช่วยได้จริง ๆ คุณหมอ นักจิตวิทยา นักจิตบำบัด เพราะฉะนั้นมีคุณหมอที่เรารู้สึกว่าคุยกับคนนี้แล้วเราดีขึ้น วันไหนที่เราไม่ไหว ก็รีบนัด รีบไปหา นอกนั้นแล้วคงมีแต่กำลังใจ แล้วก็คำปลอบใจให้กับคุณแอน สุดท้ายคนเราก็ต้องจากกัน จะช้าจะเร็ว จากเป็นจากตาย วันนึงเราก็ต้องบอกลากัน มันอาจจะทำให้เราเสียใจมากที่การจากลาครั้งนี้มันค่อนข้างกระทันหัน แต่ว่าใด ๆ ก็ตาม มันเกิดขึ้นไปแล้ว คนที่ยังอยู่ ยากเสมอ ถ้าเรารักใครมากสักคนนึง เราจะไม่อยากเป็นคนที่อยู่ทีหลัง มันจะเป็นการอยู่ที่ทรมานมาก ๆ เพราะฉะนั้นก็คงต้องฝากคนที่อยู่ทุกคนช่วยดูแลกัน มันทำอะไรไม่ได้ นอกจากเราต้องใช้ชีวิตต่อไป โดยที่มีอีกสองคน เขารอคุณแม่อยู่ อยากให้คุณแม่เข้มแข็งให้ไวที่สุด ผมเชื่อว่าคนรอบตัวก็ต่างให้กำลังใจ และหวังเหลือเกินว่าสักวันนึงมันจะดีขึ้น แล้วมันก็จะเหลือเป็นแค่ความทรงจำบาง ๆ ที่อาจจะแวบเข้ามาบ้าง แต่เราจะรับมือกับมันได้ในสักวันนึง’

             สุดท้าย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าอยู่ใกล้ ๆ พี่จะเข้าไปกอดก่อน พี่รู้ว่าเราจิตใจกระสับกระส่ายแค่ไหน และหนักสุดคือการสูญเสียคนที่เรารัก โดยเฉพาะคนที่เป็นลูกด้วย ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้แน่นอน แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว คุณแอนร้องไห้ได้ ก็ร้องเถอะ ไม่เป็นไร แต่อย่าถึงขั้นไม่อนุญาตให้ตัวเองสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ การร้องไห้เป็นเรื่องปกติ ร้องไห้ไปร้องเลย ก็คนที่เรารักคนนึงจากไปอย่างกระทันหัน เป็นใครก็เสียใจ เพียงแต่แค่ว่ากลัวเหลือเกินว่า เวลาที่แอนจะสามารถประคองชีวิตแล้วเดินหน้าต่อไปได้ แอนกลับรู้สึกว่าฉันกำลังผิดอยู่ พี่อ้อยว่าเสียงดัง ๆ ที่มันก้องขึ้นมา คือเสียงจากความรู้สึกเราเอง ไม่มีใครผิดในเรื่องนี้ แต่ในโลกนี้คำว่า “อุบัติเหตุ” มันเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ชีวิตมันเดินหน้าไปตามสิ่งที่ควรเป็น และเมื่อไหร่ก็ตามที่มันเกิดขึ้นแล้ว เวลารักษาได้ทุกแผล แค่ต้องรอให้ไหว

             วันนี้อยากร้องไห้ก็ออกมาเลย แต่ก็เหมือน ๆ กับที่ทุกคนพูดเหมือนกัน แอนยังเป็นหัวใจของคนในครอบครัว ซึ่งคนในครอบครัวมีทั้งสามีของคุณแอน ซึ่งเขาก็สูญเสียลูกเหมือนกันในฐานะของความเป็นพ่อ ไหนจะเด็ก ๆ อีกสองคน ซึ่งเขาก็ยังอยากได้แอนเป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเช่นเดียวกัน มากที่สุดเราต้องกอดกันแน่น ๆ ในครอบครัว วันนี้แอนยังเสียใจ วันนึงที่แอนดีขึ้น แอนเองจะเข้าใจว่า ที่สุดแล้วไม่มีคำพูดไหนประคองหัวใจแอนได้เท่ากับแอนปล่อยให้เวลามันค่อย ๆ เยียวยา และทำให้หัวใจของแม่คนนึงกลับมาเข้มแข็ง เพื่อครอบครัวต่อไป’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หรือต้องแยกย้ายกันไปเติบโต? ถ้าเราต้องห่างกับเเฟน ช่วงเเรกห่างกันไม่ไกลมาก จากนั้นเราต้องอยู่คนละจังหวัด เราจะประคองความสัมพันธ์นี้ยังไงให้ไปรอดดีคะ

14 ก.พ. 2025

หรือต้องแยกย้ายกันไปเติบโต? ถ้าเราต้องห่างกับเเฟน ช่วงเเรกห่างกันไม่ไกลมาก จากนั้นเราต้องอยู่คนละจังหวัด เราจะประคองความสัมพันธ์นี้ยังไงให้ไปรอดดีคะ

“คุณน้ำ(นามสมมติ)” อายุ 23 ปี สายสุดท้ายของ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [12 ก.พ. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจพี่อ้อย’ เกี่ยวกับปัญหาความรักทางไกล โดย “คุณน้ำ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ตอนที่หนูอยู่มหาลัย หนูมีเเฟนคนหนึ่ง เราคบกันมาตั้งเเต่ ม.6 ในตอนนั้นยังเป็นช่วงที่เป็นรักทางไกลอยู่ เเต่หลังจากที่เขาเรียนจบ ม.ปลาย เขาก็เลือกที่จะย้ายตามมาหาเรา เขาก็อยู่ปี 1 ส่วนหนูอยู่ปี 2 เราเลยได้ใช้ชีวิตในมหาลัยด้วยกัน 4 ปี หลังจากเราเรียนจบในช่วงปีเเรก ด้วยความที่บ้านของหนูก็อยู่ใกล้กับมหาลัย เราเลยยังอยู่ใกล้กัน เเต่พอ 1 ปีผ่านไปความสัมพันธ์ของหนูเหมือนจะกลายเป็นความสัมพันธ์เเบบรักทางไกลเเล้ว เพราะเราได้มาลองคุยเรื่องอนาคตกันว่า เธออยากทำงานที่ไหน พอเราคุยกันเเบบจริงจังเลยรู้ว่าในอนาคต 5 – 6 ปีนี้เราจะไม่ได้อยู่ใกล้กันเลยเเน่ๆ เพราะด้วยหน้าที่การงานทำให้หนูกับเขาต้องอยู่ไกลกัน คนละจังหวัดเลย ต้องบอกก่อนว่าเเฟนหนูพึ่งจบฝึกงานได้ไม่นาน เเต่หนูมีที่ทำงานที่สมัครไปเเล้ว เหลือเเค่รอบรรจุ เเต่ของเเฟนตอนนี้เขาก็เลือกเเล้วว่าเขาจะทำงานตรงนี้ เเล้วบริษัทของเเฟนกับหนู เวลาเเละเรื่องของวันหยุดก็ไม่ตรงกัน ในช่วง 2 - 3ปีเเรกเราก็อยู่ไม่ไกลกันมาก แต่ก็ใช้เวลาในการเดินทางมาหากันประมาณ 5 ชั่วโมง เเต่หลังจากนั้นเราก็จะห่างกันไปอีก เพราะหนูแพลนไว้เเล้วว่าหลังจากหนูทำงานที่่เเรกได้สักพัก หนูก็จะย้ายกลับมาเพราะจะกลับมาดูแลที่บ้าน แต่สายงานที่เเฟนหนูต้องทำ เขาก็จำเป็นต้องอยู่ในกรุงเทพ เเละถ้าเป็นเเบบนั้น เราก็ต้องอยู่ห่างกันไปอีก โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 - 9ชั่วโมงเลย เเต่เเฟนหนูก็มีคิดไว้ว่าถ้าเขาเริ่มตั้งตัวได้เมื่อไหร่ เขาก็จะสร้างธุรกิจ เเล้วก็ไปอยู่ด้วยกัน ซึ่งตอนนี้หนูกับเขาก็คบกันมาประมาณ 5 ปีเเล้ว หนูอยากถามพี่ๆดีเจว่า หนูควรจะทำยังไงให้ความรักครั้งนี้ไปด้วยกันรอด เพราะหนูรักเขามากๆเลยค่ะ’ โดย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าถามว่าจะทำยังไงให้รอด ถ้าเรารักกันมากพอ มันก็มีเปอร์เซ็นต์รอดอยู่เเล้ว เเต่สิ่งที่พี่คิดว่าอาจจะทำให้ไปไม่รอดคือ เรายังเด็กกันอยู่ เเล้วยิ่งต้องห่างกันในเรื่องของสถานที่เเบบนี้ อาจจะมีใครสักคนนึงที่เกิดการไขว้เขวได้ จนทำให้ความสัมพันธ์นี้เเย่ลง ยิ่งถ้าใครสักคนนึงไปเจอกับคนที่อยู่ใกล้กว่าที่สามารถดูเเลกันได้ ก็อาจจะทำให้เริ่มลังเลใจได้ เเต่สิ่งที่สำคัญสำหรับความสัมพันธ์พี่คิดว่าเรื่องจังหวะ เวลา ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เเต่ถ้าน้ำรักคนนี้มากๆจริงก็จงเชื่อมั่นไว้ว่าเราต้องทำความสัมพันธ์นี้ให้ไปรอดให้ได้ เเต่ไม่ใช่ว่าน้ำต้องทำทุกอย่างคนเดียว เเฟนน้ำก็ต้องพยายามประคองความสัมพันธ์นี้ไปด้วยกัน ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ในฐานะที่พี่ก็มีรักทางไกลมาเยอะมาก เเล้วพี่ก็ไม่รอดจากรักทางไกล เเต่พี่อยากจะตอบคำถามของน้ำว่า พี่ว่าน้ำไปกันรอดในความสัมพันธ์นี้ได้ ถ้าทั้งตัวของน้ำเเละเเฟน มีเป้าหมายเดียวกัน ว่าจะทำความสัมพันธ์ให้รอดไปด้วยกัน เเค่ทั้งคู่ต้องจริงใจต่อกัน ซื่อสัตย์ต่อกันเเละรักกันจริงๆ เเละพี่ก็เชื่อว่าถ้าทั้ง 2 คน มั่นใจต่อกัน พี่ว่ายังไงก็ไปกันรอด’ ต่อมา “ดีเจพี่อ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่เป็นคนที่เชื่อว่ารักทางไกลมันไม่รอดนะตั้งเเต่เเรกเลยด้วยซ้ำ พี่เลยพูดตั้งเเต่วันเเรกว่า เเค่ไหนเเค่นั้นนะ เเต่เราใช้ชีวิตไปทีละวัน สู้ทีละวัน พอรู้สึกตัวอีกทีพี่ก็ผ่านมาด้วยกัน 24 ปีเเล้ว เเต่ตอนนี้พี่ว่าน้ำเเค่กังวลเรื่องของอนาคต จนไม่มีความสุขในปัจจุบันเเล้ว พี่เข้าใจว่ารักทางไกลมันเป็นโจทย์ที่ยาก เเต่ถ้าเราผ่านตรงนี้ไปได้เราก็จะได้รู้ว่าเรารักกันมากเเค่ไหน ก็เหมือนกับที่พี่ๆดีเจบอกกันก็คือ พยายามฝ่ายเดียวมันไม่ได้ เราต้องพยายามไปด้วยกัน เพราะขนาดเเค่ว่าคนนอนเตียงเดียวกัน อยู่ใกล้กันก็ยังนอกใจได้เลย วันนี้พูดตรงๆถ้ารู้ว่าเรารักกันจริงๆก็จับมือเเล้วเดินไปพร้อมๆกัน สื่อสารกัน พยายามไปด้วยกันให้เต็มที่ ถ้าข้างหน้าไม่ได้รักกันเท่ากับวันนี้ก็ให้คิดเเค่ว่าเราทำเต็มที่เเล้ว’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมอยากจะขอเลื่อนงานแต่งแฟนไปอีกสัก 1-2 ปี เพราะหน้าที่การงาน การเงิน เก็บออมสินสอดอยู่ ผมจะพูดหรือมีวิธีการสื่อสารยังไงให้แฟนเข้าใจดีครับ?

24 ม.ค. 2025

ผมอยากจะขอเลื่อนงานแต่งแฟนไปอีกสัก 1-2 ปี เพราะหน้าที่การงาน การเงิน เก็บออมสินสอดอยู่ ผมจะพูดหรือมีวิธีการสื่อสารยังไงให้แฟนเข้าใจดีครับ?

“คุณสอง (นามสมมติ)” อายุ 27 ปี สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [22 ม.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับปัญหาอยากขอเลื่อนแฟนแต่งงาน เพราะมีปัญหาเรื่องเงินและหน้าที่การงาน โดย “คุณสอง (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘อยากจะขอเลื่อนแฟนแต่งงาน เพราะมีเรื่องของการเงินและหน้าที่การงานเข้ามา เรา 2 คนเคยคุยกันไปแล้ว แต่พอคุยกันบ่อย ๆ มันเหมือนกับว่าเขาอยากจะรีบแต่งงาน เราทะเลาะกันเรื่องนี้บ่อยมาก เราก็เข้าใจในมุมเขา แต่ก็ไม่รู้จะพูดยังไง ต่อให้เขาเข้าใจเราและยอมรับจริง ๆ เรา 2 คนคบกันมาปีนี้กำลังจะเข้าปีที่ 10 แล้ว แพลนแต่งงานของเราคือช่วงปลายปี 69 สิ่งที่ผมกลัวคือผมกลัวเก็บเงินไม่ทัน เราไม่อยากจัดงานแบบลวก ๆ อยากทำให้มันออกมาดีเพราะมันคือครั้งเดียวในชีวิต จริง ๆ สเกลมันก็ไม่ใหญ่มากประมาณ 100 – 200 คน แต่มันก็มีเรื่อง ไหนจะค่าสินสอด ค่าสถานที่ ไหนจะถ้าแต่งงานไปแล้วต้องย้ายมาอยู่ด้วยกัน ซึ่งมันอาจจะต้องย้ายไปอยู่ไกลกว่าที่ทำงาน หรืออาจจะทำให้เราทำงานเสริมไม่ได้ ผมค่อนข้างที่จะกังวลเรื่องเงินมาก ๆ ผมเป็นคนที่ต้องทำงานและเรียนไปด้วยตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะครอบครัวก็ไม่ได้มีฐานะเท่าไหร่ ไหนจะมีน้อง มีแม่ที่ต้องดูแลด้วย มันเลยทำให้ระหว่างทางผมมีเฉลี่ยเงินออกไปบ้าง ทำให้การเก็บเงินมันยังมีไม่มากพอ จริง ๆ แฟนผมก็รู้สถานะทางการเงินทั้งหมด เพราะเราคุยกันเรื่องสเกลงานแต่งทุกอย่างเบื้องต้นแล้ว เราคุยกันว่าช่วยกันออก ผมโอเค ไม่ได้ติดปัญหาอะไร สเกลก็ยังอยู่ในสโคปที่เข้าใจตรงกันทั้ง 2 ฝ่าย แต่ผมแค่รู้สึกว่าถ้ามันมีเวลามากกว่านี้ มันอาจจะทำให้มันดีได้มากกว่า ไหนจะค่าสินสอด แต่จริง ๆ พ่อแม่เขาก็ไม่ได้เรียกค่าสินสอดอะไร พ่อแม่เขาดีกับผม น่ารักกับผมมาก ผมเองที่รู้สึกว่าเราเป็นผู้ชาย เราควรให้เกียรติเขา ซึ่งสำหรับผมมันรู้สึกว่ามีเยอะได้มากกว่านี้ เราไม่อยากเป็นใครที่ดูแลคนอื่นไม่ได้ ทุกวันนี้ที่เราคุยกันก็ยังมีทะเลาะกันอยู่บ้างเป็นระยะ ๆ คือเขาก็เหมือนจะเข้าใจ แต่บางทีก็จะพูดประมาณว่า ทำไม จะต้องเลื่อนอะไรอีก คบกันมานานแล้ว ซึ่งผมก็เข้าใจนะคบกันมา 10 ปีมันก็อาจจะถึงเวลาแล้วแหละ ผมเลยอยากจะปรึกษาพี่ๆดีเจว่า มีวิธีพูดยังไงให้เขาอ่อนลงหรือทางไหนที่มันจะเป็นทางที่ดีที่สุด’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘จริง ๆ อยาก reset สิ่งที่สองกังวลใหม่หมดเลย คือ ณ ตอนนี้เท่าที่เคยผ่านมาแล้ว เรารู้สึกว่ายิ่งเป็นครอบครัวรักกันทั่วไป ไม่จำเป็นต้องเอาเงินไปลงกับงานแต่งมากมายอะไรเลย จริง ๆ แล้วหัวใจของการแต่งงานคือ จัดเพื่อให้กับคุณพ่อคุณแม่ให้กับพ่อแม่ของบ่าวสาวได้มีความสุขกับวันนั้น เป็นวันที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะเหนื่อยมากแล้วก็ เราจัดเพื่อให้เกียรติคุณพ่อคุณแม่กับผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งเท่าที่ฟังสองมาพ่อแม่ฝั่งเขาก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรเลย สิ่งที่สองกังวลตอนเนี้ยเหมือนกับว่าครอบครัวเอย ทั้งบ่าวสาวเอย ตอนนี้มีสองกังวลอยู่คนเดียว พี่เลยไม่แน่ใจว่าเรากลัวมากกว่าที่มันจะเป็นหรือเปล่า ทุกวันนี้งานแต่งงานรูปแบบการจัดมันเปลี่ยนไปเยอะมาก คนรุ่นใหม่ที่กำลังมีแพลนที่จะแต่งงานเนี่ย มัน Compact ขึ้นเยอะมาก มันเล็กลง จำนวนแขกน้อยลง ใช้สถานที่ที่ฟุ่มเฟือยน้อยลง ทุกคนมีความคิดไปในทางเดียวกันทั้งบ่าวทั้งสาวแล้ว ส่วนมากเราประหยัดการจัดงานแต่งงานที่มันจะต้องใหญ่โตแล้วก็สุดท้ายเสียเงินไปโดยใช่เหตุเราเอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า หรือแม้กระทั่งสินสอดที่จะมาวางไว้ที่ข้างหน้างานทุกวันนี้มันก็เป็นแค่ พร็อพ นึงด้วยซ้ำ สุดท้ายแล้วเงินตรงนั้นเขาก็ให้มาเป็นขวัญถุงตั้งตัวของบ่าวสาว ประเภทที่ว่าลูกสาวฉันต้องได้เงินเท่านี้เธอถึงจะเอาลูกสาวฉันไปยุคนี้ไม่ค่อยได้เห็นแล้ว เพราะฉะนั้นคำว่าไม่พร้อมของสองเท่าที่ฟังดูมันเลยเป็นความไม่พร้อมทางจิใจหรือเปล่า พี่ไม่ได้รู้สึกว่าสองจะต้องการเงินมากมายสำหรับการจัดงาน ซึ่งปลายปี 69 ก็จะมีเวลาอีก 2 ปีเต็ม ๆ การที่ 2 ปีเต็ม ๆ เราวางสเกลงานแต่งไว้ ขนาดกะทัดรัด แขกอาจจะหลัก 10 ที่มีแต่ญาติสนิทก็พอ เพื่อนเดี๋ยวไปปาร์ตี้กันทีหลัง มันสามารถจัดได้เลยโดยที่ไม่ต้องอาศัยความพร้อมมากมาย พี่เลยรู้สึกว่าคำว่าไม่พร้อมไม่พร้อมตรงไหนทางเป็นเรื่องของเงินมันจัดการได้มากมายแต่ถ้าเป็นเรื่องของจิตใจลองนอนคุยกับตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถ้าจะเอาวันที่พร้อมแต่ก็ไม่รู้ว่าวันที่พร้อมมันจะมีอยู่จริงไหม พร้อมไม่พร้อมหรือเราแค่กลัวการเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า มีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจอีกเยอะ 2 ปี คนเราเติบโตอีกตั้งเยอะมีเวลาครับ’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ที่สองบอกไม่พร้อมเท่าที่ฟังนะพี่เห็นไปใกล้เคียงกับพี่เผือกว่าเหมือนสองไม่พร้อมในสิ่งที่ฝั่งน้องผู้หญิงแฟนสองกับครอบครัวก็ไม่ได้ต้องการ กลายเป็นว่าเหมือนสองแค่ว่าจะไม่เห็นตัวเองเป็นไปตามแพลนที่มันวางไว้ แต่บางทีการไม่ได้ตามแพลนแต่มันได้อะไรมาซึ่งความสุขให้อีกแบบนึงพี่ว่ามันก็น่าลองเหมือนกันในมุมพี่นะ คือตอนนี้พี่พยายามแทนตัวเองเป็นแฟนสอง พี่ว่าคบกันมา 10 ปีแล้วถ้าเขาเคยบ่นแล้วว่าทำไมมันไม่ได้แต่งสักที พี่ว่าในมุมผู้หญิงที่เล่ามานะ มันอาจจะแค่ว่า มึงแต่งกับกูสักทีเถอะให้มันจบ ๆ ให้มันรู้ว่าเราคือสามีภรรยาถูกต้องมากฎหมายเฉย ๆ อาจจะไม่ได้ต้องการแขก 200 คนก็ได้ อาจจะแค่ครอบครัว 2 ครอบครัวกินข้าวด้วยกัน ไม่ต้องสินสอดมาวางประกาศบอกใครก็ได้ว่าเท่าไหร่ เขาแค่อยากให้มันมีงานแต่งงานเกิดขึ้น ลองคุยแล้วลดสเกลแบบแพลนที่เราว่าไว้แต่บนพื้นฐานที่ว่ามันแต่งงานได้แล้วมันก็ยังเป็นสามีภรรยากัน พี่ลองคุยกับเขาก่อนถ้าเขาแบบไม่ได้ฉันต้องมีงานใหญ่ ฉันต้องมีสินสอดอย่างงั้นพี่ว่ามันจะเป็นปัญหา แต่ว่าถ้าคุยกับเขาแล้วมันโอเคมันไม่มีปัญหาเลย บ้าน 2 บ้านกินข้าวกันมีอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ มอบให้กันแหวนเล็ก ๆ พี่ว่า 2 อาจจะไม่ต้องเครียดขนาดนี้ก็ได้’ สุดท้าย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คืองานแต่งงานเป็นแค่อีเว้นท์ ชีวิตหลังแต่งงานสำคัญกว่านั้นมากเลย และวันนี้น้องเจอครอบครัวซึ่งเป็นครอบครัวที่น่ารักมาก ๆ ครอบครัวที่เห็นน้องมาโดยตลอดว่า น้องมีความใส่ใจซื่อสัตย์ อันนั้นก็เป็นสินสอดที่ราคาสูงมากกับการที่ผู้หญิงคนนึงอยู่ในความสัมพันธ์แบบแฟนมาตั้งเป็น 10 ปี แล้วพอเขาจะขอแค่อีกนิดเดียวเพื่อจะบอกกับทุกคนว่า ตกลงที่เห็น ๆ กันอยู่เนี่ยไม่ใช่แฟนแล้ว สามีภรรยาแล้วนะ จริง ๆ เขาก็ต้องการแค่นั้นเอง เราจะต้องไปเปรียบเทียบอะไรกับบ้านเขาพี่กลัวเหลือเกินว่า เดี๋ยวรอผมสร้างบ้านก่อนน้องไม่แคร์เหรอว่า แล้วคนในบ้านล่ะถ้าเกิดวันนึงมีแต่บ้านแล้วคนในบ้านไม่อยู่ด้วยแล้ว หนูโอเคจริงไหม น้องอย่าลืมวันนี้ความเปลี่ยนแปลงสอนเราทุกวัน วันนี้ก้าวเท้าออกนอกบ้านเราไม่รู้เลยว่า จะได้กลับเข้าบ้านกันหรือเปล่ามันมีอะไรต่าง ๆ มากมายเยอะแยะ มันไม่มีทางหรอกที่มันจะไปตามแพลนของน้องโดยตลอด แล้วถ้าน้องจะเอาตามแพลนของตัวเองคนเดียว พี่กลับรู้สึกว่าไม่ได้ ในเมื่อจะมีใครสักคนเป็นคู่ชีวิตจะเอาแต่ใจตัวเองคนเดียวได้ยังไง เป็นพี่เป็นฝ่ายหญิงก็คงจะงง เชื่อไหมว่าคนอื่นคงถามว่าทำไมยังไม่แต่ง คือถ้าจะรอสร้างบ้านก่อนพี่ว่าบ้านไม่สำคัญเท่าคนในบ้าน พี่นับถือหัวใจน้องตั้งใจว่าน้องจะเป็นผู้ชายคนนึงที่ดูแลผู้หญิงคนนึงได้แต่นอกเหนือจากทุนทรัพย์แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณสมบัติของการเป็นคนรักกัน ใส่ใจความรู้สึกเขาและอยากให้มีวันของเราหรือแม้แต่การกังวลอนาคตจนไม่มีความสุขในปัจจุบัน ถ้าชีวิตพี่อ้อยจะสามารถเป็นวิธีคิดได้พี่อ้อยกับสามีอยู่กันเป็นรักทางไกลมาในวันแรกที่แต่งงานกัน สามีบอกว่าแต่งงานได้ 2 ปีต้องมาอยู่ด้วยกันแล้วนะ ปัจจุบันแต่งไป 17 ปีแล้วยังเป็นกรุงเทพ แม่สอดอยู่เลย แต่ในที่สุดแล้วใน 17 ปีนั้น เราจะค่อย ๆ ขยับมันเองได้และก็อยู่กันแบบนี้แบบที่เรายังดูแลกันได้อย่างสม่ำเสมอ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้ารักกันมากพอ ชีวิตหลังแต่งงานยังสำคัญมากกว่าการแต่งงานเยอะมาก’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมมี FWB 6 คนครับ รักความอิสระไม่ต้องผูกมัดกับใคร ครอบครัวผมที่อยู่ต่างประเทศ บอกว่าไทยผ่านสมรสเท่าเทียมแล้ว อยากให้ลูกมีคู่ชีวิตที่รักดูแลกันไปนานๆแต่เขาไม่รู้ว่าภาพที่ลงในโซเชียล เป็นคนละคนหมดเลย

04 ต.ค. 2024

ผมมี FWB 6 คนครับ รักความอิสระไม่ต้องผูกมัดกับใคร ครอบครัวผมที่อยู่ต่างประเทศ บอกว่าไทยผ่านสมรสเท่าเทียมแล้ว อยากให้ลูกมีคู่ชีวิตที่รักดูแลกันไปนานๆแต่เขาไม่รู้ว่าภาพที่ลงในโซเชียล เป็นคนละคนหมดเลย

ผมมี FWB 6 คนครับ รักความอิสระไม่ต้องผูกมัดกับใคร ครอบครัวผมที่อยู่ต่างประเทศบอกว่าไทยผ่านสมรสเท่าเทียมแล้ว อยากให้ลูกมีคู่ชีวิตที่รักดูแลกันไปนานๆแต่เขาไม่รู้ว่าภาพที่ลงในโซเชียลเป็นคนละคนหมดเลย ผมควรจะเชื่อตัวเอง หรือ ตกลงกับคนใดคนนึงไปเลยดีครับ? “คุณบี (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [2 ต.ค.67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับปัญหาเเม่อยากให้เเต่งงาน เพราะสมรสเท่าเทียมผ่านแล้ว เเต่เรายังไม่พร้อมเพราะมีความสัมพันธ์เเบบ FWB อยู่ 6 คน โดย “คุณบี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ผมใช้ชีวิตเเบบโสดเเต่ไม่โสด ผมมี FWB เป็นผู้ชาย ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 6 คน เเต่ทั้ง 6 คนเป็น Long term หมดเลย เป็น 1-5 ปี ไม่มีระยะสั้นแบบคืนเดียว วันไนท์ จะหลากหลายเดือน หลายปีไปเลย เเล้วตอนนี้มันมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมเพิ่งจะผ่าน ทีนี้ผมก็เลยโดนกดดันมาจากที่บ้านนิดนึงว่า “แต่งงานได้เเล้วมั้ย?” ซึ่งปัญหานี้คงเป็นปัญหาที่ทุกคนอาจจะมองไม่เป็นเรื่องใหญ่ ผมอยู่เมืองไทยคนเดียว ครอบครัวอยู่ต่างประเทศหมดเลย ตั้งเเต่เด็ก ๆ เเล้ว คือทางครอบครัวผมเขาค่อนข้างเป็นห่วงในการใช้ชีวิตคนเดียว คุณเเม่เเละก็ครอบครัวผมเขาเข้าใจว่าผมมีแฟนคนเดียวมาตลอดเลย เพราะว่าเวลาผมถ่ายรูปลงโซเชียลเนี่ย ผมก็ถ่ายติดแขน ติดมือ ไม่ได้แบบให้เห็นหน้าหรือเห็นตัว ทีเนี่ยคุณเเม่เขาเข้าใจว่าเราคบมานานเเล้ว เเบบมีเป็นตัวเป็นตนแล้ว เราก็ไม่ได้ปฎิเสธเขาเเต่ก็ไม่ได้บอกเขาตรง ๆ ว่าเรามีหลายคนหรือมีคนเดียว ทีนี้เเม่เขาก็โทรมาในวันที่แบบกฎหมายผ่านจริง ๆ เมื่ออาทิตย์ที่เเล้ว เขาก็คุยจริงจังเลยว่า “เเต่งงานได้มั้ย? เเต่งงานให้เเม่ได้มั้ย?” เพราะว่าตลอดชีวิตผมเนี่ยเเม่เขาตามใจผมมากมาตลอด อยากได้ไรได้ อยากทำอะไรทำ อยากเรียนที่ไหนอยากทำอะไรได้ตลอด ไม่เคยขัดใจเลย เเล้วก็ไม่เคยขออะไรจากผมเลย เพราะเขารู้สึกว่าเขาเป็นเเม่เขาต้องให้ ไม่ใช่หน้าที่เขาที่ต้องขอจากเรา ทีนี้เเม่ผมเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายมาเข้าปีที่ 6 แล้วครับ เเล้วเราไม่รู้ว่าเขาจะอยู่กับเราอีกได้นานแค่ไหน เขาก็เข้า รพ. อาการหนักตลอด 6 เดือนครั้ง ปีละครั้ง ก็จะมีหนัก ๆ เข้า รพ.ตลอด เเล้วครั้งที่เขาตรวจเจอมะเร็งระยะสุดท้ายเนี่ย จังหวะนั้นที่เขาต้องเข้าผ่านตัด โอกาสรอดที่หมอบอกเราคือไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำว่าเเม่จะรอดออกมา ทีนี้จังหวะที่เเม่จับมือเราก่อนเข้าห้องผ่านตัดอะ สิ่งที่เเม่เขาพูดกับเราคือ “เขาเป็นห่วงเรา ไม่อยากให้เราอยู่คนเดียว” เพราะว่าผมไม่มีพ่อตั้งเเต่เด็กเลย พ่อเขาเสียตั้งเเต่ตอนยังเด็ก มีเเม่คนเดียวมาตลอด เเม่เขากลัวเราอยู่คนเดียวไม่คนช่วยคิด ช่วยตัดสินใจในชีวิต เเล้วเรารู้สึกว่าตอนนั้นมันเป็นความกังวลของเขาเฉย ๆ เเต่ตอนนี้มันเป็นสิ่งที่เขารู้สึกว่าเขาต้องการจริง ๆ ว่าอยากให้เราเป็นฝั่งเป็นฝาจริง ๆ ในเมื่อกฎหมายบ้านเรามันทำได้ ผมก็มี FWB 1 ใน 6 คนนี้ที่คบกันมาตอนนี้ปีที่ 5 แล้วครับ อยู่กันมาปีที่ 5 เป็นคนที่อยู่กันนานที่สุด เเล้วก็รู้สึกว่ารู้ใจกันทุกอย่าง คุยกันทุกเรื่อง เเต่เเค่เราไม่ได้แบบว่าผูกมัดกันเฉย ๆ เขาก็พูดมาเมื่อหลายเดือนที่เเล้วอะ ตอนเราดูข่าวว่าสภาเขาโหวตเรื่องสมรสเท่าเทียมกัน เขาก็หันมาพูดกับเราจริงจังเลยเเบบจริงจังมากเลยว่าแบบ “เออเนี่ย จริง ๆ เเล้วอ่ะเขาคิดกับเราไปถึงขั้นนั้นเลยนะ ที่วันนึงจะเเต่งงานอยู่ด้วยกันไรเงี้ย เเต่เเบบเขาอ่ะ เห็นว่าเราอ่ะยังไม่พร้อมที่จะเป็นแบบนั้นได้จริง ๆ เขาก็เลยรู้สึกว่า เขาไม่กล้าขอให้เราอะแบบผูกมัดกับเขา เขากลัวว่าเขาจะเสียเราไปด้วย” ปัญหามันอยู่ที่ความรู้สึกของเรา ด้วยความที่เเม่เราตามใจเรามาก เราใช้ชีวิตเเบบโดนตามใจตลอดทีเนี้ยะ เราถูกสอนมาให้ซื่อสัตย์กับตัวเองมาก ๆ ทั้งชีวิตนี้ไม่เคยโกหกแม่เลย เราต้องการอะไรไม่ต้องการอะไรในชีวิตเราเรารู้ตลอด เราทำตามที่เราต้องการมาตลอด ทีเนี้ยเรารู้สึกว่าตอนนี้มันเป็นทางที่เราต้องเลือกระหว่างทำในสิ่งที่แม่ขอ ซึ่งแม่ไม่เคยขอเลย กับสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำจริง ๆ ก็คืออยากอยู่เป็นชีวิตโสดอย่างงี้ต่อไป มันเป็นทางที่ผมรู้สึกว่า ไม่ว่าเลือกทางไหนอ่ะผมก็ต้องเสียใจแน่ ๆ แต่ผมจำเป็นต้องเลือกซักทางนึง ซึ่งผมตัดสินใจไม่ได้จริง ๆ ใจผมมันไปทางไม่แต่งอยู่เเล้วแหละ เเต่ก็อยากทำให้เเม่สบายใจ เลยอยากถามพี่ ๆ ว่า ในความคิดเห็นของพี่ ๆ ควรเลือกทางไหนดีครับ?’ โดยเริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ในกรณีนี้เราสามารถคุยกับเเม่ตรง ๆ ว่าการที่บีไม่ได้เเต่งงาน ไม่ได้หมายถึงว่าบีจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้อย่างดี เข้าใจว่าเเม่เป็นห่วง ในอดีตบีอยู่คนเดียวได้เเล้วอยู่ได้อย่างดีด้วย มันก็น่าจะวัดได้ประมาณนึงเเล้วว่าบีเป็นคนดูเเลชีวิตตัวเองที่แบบได้ดี ถ้าจะคิดเเค่ว่าการเเต่งงานมันจะทำให้ชีวิตดีขึ้น ทุกวันนี้มันไม่ใช่ทุกคู่รักคู่สมรสจะจบกันด้วยดี บางทีการเเต่งงานมันยิ่งนำพาปัญหามาเกิดขึ้นเลย แต่ตอนนี้มันมีเงื่อนไขที่คุณเเม่ป่วย การที่บอกว่าเเม่ตามใจมาตลอดเเล้วกับเรื่องนี้ที่เขาอยากเห็นมันสักครั้งก่อนเขาไป ถ้าเป็นพี่ที่รักเเม่มาก เเล้วเป็นข้อเดียวที่เขาอยากเห็นนะ พี่ก็ทำได้นะ พี่รู้สึกถ้าเเต่งเพื่อให้เเม่สบายใจก่อนเขาเสีย ในมุมถ้าพี่รักเเม่คนนี้นะ พี่ทำได้ แต่ก็เเต่งกับคนที่เรารักนะ เเล้วเรื่องหลังจากนั้นค่อยว่ากัน’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ไม่แปลกที่เขาจะคิดว่าการเเต่งงานหมายถึงชีวิตมั่นคง ถึงบีไม่เเต่งงานก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีใคร การไม่เเต่งงานไม่ได้บ่งบอกว่าไม่มีคู่ชีวิต การไม่มีคู่ชีวิตไม่บอกว่าบั้นปลายชีวิตจะไม่มีใครดูเเล ไม่อยากให้ตัดสินใจเพียงเพื่อระยะสั้น การแก้ปัญหาระยะสั้นกับคุณเเม่พี่ว่ามีวิธีอื่น ถ้ามองระยะยาวพี่ว่าเสี่ยง ต้องคิดดี ๆ คิดยาว ๆ’ สุดท้าย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ไม่อยากให้มองว่างานเเต่งงานเป็นเเค่อีเว้นท์นึง การทำให้เเม่สบายใจไม่น่าจะใช้การโกหก โกหกเพื่อความสบายใจมารู้ทีหลังพังกว่าทั้งนั้นแหละ ก็สื่อสารกับเเม่ตรง ๆ ว่าตอนนี้ยังไม่สามารถหาใครซ้กคนมาเป็นคู่ชีวิตจริง ๆ เเต่ไม่ต้องห่วงเลือดของเเม่ที่อยู่ในตัวเราอ่ะ จะทำให้เราเป็นคนที่มีสติเเละดีที่สุดเเละไม่อยากเเต่งวันนี้เพื่อไปเลิกวันหน้า การแต่งงานไม่ใช่รับใบปลิว พี่ว่าคุณเเม่เองคงไม่มีความสุข ถ้ารู้ว่าสิ่งที่คุณเเม่อยากได้ เป็นการฝืนความรู้สึกของลูก เพราะการเเต่งงานคือความสุขของลูกเป็นที่ตั้ง ในอนาคตถ้าเจอใครที่จริงจัง เราก็คงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต เราอยากได้คนจริงใจก็อย่าเอาความหลายใจเข้าไปแลก เเต่ทั้งหมดบีเป็นคนตัดสินใจ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เพื่อนเก่าสมัยมัธยมในกลุ่ม มาบอกว่าจะเลิกคบกับอีกคน ผมก็เลยขอเป็นคนกลาง แล้วเพื่อนคนนั้นก็แฉอีกคนให้ผมฟังว่าเขาบูลลี่ผมมาตลอด หลักฐานครบ เค้ามีกลุ่มแยกที่ไม่มีเราอยู่คนเดียว คุยลับหลังมา 3 ปี ผมเสียใจมากๆ

04 ต.ค. 2024

เพื่อนเก่าสมัยมัธยมในกลุ่ม มาบอกว่าจะเลิกคบกับอีกคน ผมก็เลยขอเป็นคนกลาง แล้วเพื่อนคนนั้นก็แฉอีกคนให้ผมฟังว่าเขาบูลลี่ผมมาตลอด หลักฐานครบ เค้ามีกลุ่มแยกที่ไม่มีเราอยู่คนเดียว คุยลับหลังมา 3 ปี ผมเสียใจมากๆ

เพื่อนเก่าสมัยมัธยมในกลุ่ม มาบอกว่าจะเลิกคบกับอีกคน ผมก็เลยขอเป็นคนกลางแล้วเพื่อนคนนั้นก็แฉอีกคนให้ผมฟังว่าเขาบูลลี่ผมมาตลอด หลักฐานครบ เค้ามีกลุ่มแยกที่ไม่มีเราอยู่คนเดียวคุยลับหลังมา 3 ปี ผมเสียใจมากๆ เพิ่งรู้ว่าเพื่อนคนนั้นที่ขอยืมรถเรา แล้วพูดว่าโง่เนอะ ให้กูยืมด้วย “คุณเติร์ด (นามสมมติ)” อายุ 19 ปี สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [2 ต.ค.67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับปัญหาเพื่อนนินทาลับหลังเรา ทั้งที่ต่อหน้าเขาดีกับเรามาก โดย “คุณเติร์ด (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ตอนนี้ผมเรียนอยู่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เรื่องเกิดเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว คือหนึ่งในเพื่อนกลุ่มเก่าตอนมัธยมโทรมาปรึกษาผมเรื่องเพื่อนอีกคนในกลุ่ม แบบมาบอกว่าเขานิสัยไม่ดีอะไรบ้าง อยากจะเลิกคบกับเขาทำยังไงบ้าง? ผมก็เลยให้คำปรึกษาว่า จะเลิกคบหรือไม่เลิกคบกัน ผมก็ขอเป็นคนกลางเพราะว่าเพื่อนคนที่เขาเล่ามาเขาก็ดีกับผมมาตลอด แต่ประเด็นคือว่าเพื่อนพูดว่า “เติร์ดกูไม่อยากเล่าให้มึงฟังนะ แต่เรื่องที่โดนนินทา คนที่โดนเยอะสุดคือเติร์ดนะ” แต่ผมไม่รู้ตัว คิดว่าเขาดีกับผมในกลุ่ม เพราะระยะเวลาที่คบกันมา 3 ปีเขาดีกับผมมาตลอดเลย จนผมไว้ใจเพื่อนคนนี้ที่สุดในกลุ่ม จนพอมาล่าสุด ผมมารู้ว่าเพื่อนที่ผมไว้ใจที่สุดกลับกลายเป็นว่าลับหลังผม ผมโดนเละที่สุดเลยในกลุ่ม ผมโดนเยอะมากๆ แล้วเพื่อนก็แคปหลักฐานทุกอย่างมาให้ผมดูหมดเลย เพราะเพื่อนมีแชทกลุ่ม ไม่ว่าผมจะอัปเดตชีวิตในโซเชียล หรือลงอะไร ผมจะโดนแคปลงในแชทกลุ่มที่ไม่มีผม ซึ่งเพื่อนคนอื่นก็เออ ออไปด้วย พอเขาจะแตกกันก็มาเล่าให้ผมฟังว่าจะเลิกคบกับคนนั้นแล้วนะ เพราะเขานิสัยไม่ดี แต่ที่ผ่านมาเขามีการมายืมเงิน ยืมมอเตอร์ไซค์ของผม พอผมให้ยืมเขาก็เอาไปพูดลับหลังว่าผมโง่ให้ยืมด้วย เพื่อนคนนั้นยังไม่รู้ว่าผมรู้เรื่องทั้งหมดแล้วที่เขาเผาผม ตอนนี้เขาก็ยังทำเป็นดีกับผม ยังคุยกันปกติ ผมอยากถามพี่ๆว่า ควรคบเพื่อนคนนี้ต่อดีมั้ย? หรือควรตัดไปเลยเพราะผมก็รู้ความจริงหมดแล้วว่าที่ผ่านมามันก็ไม่ได้หวังดีกับเราจริงๆ’ ซึ่ง “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเป็นคนแรกว่า ‘แน่นอนอยู่แล้วว่าพี่จะไม่คบคนกลุ่มนี้ แต่ชีวิตคนก็เป็นแบบนี้แหละ มองในแง่ดีคือมันก็เป็นภูมิคุ้มกันเรา เพราะว่าเติร์ดอาจจะได้เจอคนแบบนี้อีกก็ได้ เหมือนประสบการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียน ขนาดคนที่เราสนิทกันขนาดนี้มันยังพูดลับหลังกันได้ ซึ่งมันมีแบบนี้จริงๆบนโลกนี้ เราก็แค่ได้รู้ว่าคนๆนี้เป็นแบบนี้ ได้เรียนรู้ที่จะไว้ใจคน คนที่เราช่วยเหลือเขามาตลอด แล้วสิ่งที่มันทำคืออะไร แต่พี่ว่ายังไงก็ต้องตัด’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาเป็นคนที่สองว่า ‘คนๆนี้ถ้ามันใช่แบบที่เติร์ดเล่ามาทั้งหมด คนแบบนี้มันเน่าตั้งแต่ข้างใน คนที่มันก่อร่างสร้างตัวมาเป็นคนที่มี attitude แบบนี้มันโตมายังไง พี่ว่ามันเลวทรามยิ่งกว่าเม้าท์ปากเสีย เพราะฉะนั้นคนแบบนี้เติร์ดไม่จำเป็นต้องแคร์อะไรมันด้วยซ้ำ ถ้าเป็นพี่ พี่จะส่งแชทที่เพื่อนแคปมาให้ดูส่งให้มันไปเลย แล้วไม่ต้องคุยอะไรเลยก็ได้ ส่งเสร็จบล็อกไปเลยจบๆ หรือถ้าจะใส่กันสักชุดก็ได้ แค้นอะไรก็บอกไป คุยจบก็แยกย้ายกันเลย เป็นพี่ก็ไม่เอาไว้เหมือนกัน’ และสุดท้าย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่อ้อยเคยอ่านเจอประโยคนึงว่า เราเลือกคนที่เราเจอไม่ได้ แต่เลือกว่าจะวางเขาไว้ตรงไหนในชีวิตได้ เราไม่รู้หรอกว่าคนที่เราจริงใจกับเขา เขาจะตลบหลังเราเมื่อไร แต่เมื่อเรารู้แล้ว เราเลือกวางเขาไว้ตรงไหนที่ไม่ต้องทำให้เราดีลกันอีกก็ได้ พี่ว่าบางทีมันไม่จำเป็น เดี๋ยวเติร์ดก็มีเพื่อนอีกหลายๆกลุ่ม อาจจะไปเจอแบบเดียวกันอีก หรือเป็นอีกแบบเลยก็ได้ ใดๆก็ตามเราอาจจะเสียใจ อาจจะเจ็บแค้น แต่ที่สุดแล้วการล้างแค้นที่สาสมที่สุดคือเขาคนนั้นต้องไม่มีผลอะไรต่อใจของเติร์ดอีกตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เติร์ดยังเจ็บปวดไปกับคนๆนั้น ถือว่าเติร์ดยังให้ความสำคัญกับคนๆนั้นอยู่นะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-