ลูกชายกับหลานขอออกไปเล่นน้ำแถวๆบ้าน เราบอกเขาว่าเย็นๆแม่พาไปนะ ผ่านไปแปปเดียวมีคนตะโกน “เด็กจมน้ำๆ” ไปถึงเห็นหลานดิ้นอยู่ กระโดดลงไปช่วย สุดท้ายช่วยลูกไว้ไม่ทัน ผ่านมาหลายเดือน เราดิ่งมาก ทุกครั้งที่เรามีความสุข หัวเราะ

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ลูกชายกับหลานขอออกไปเล่นน้ำแถวๆบ้าน เราบอกเขาว่าเย็นๆแม่พาไปนะ ผ่านไปแปปเดียวมีคนตะโกน “เด็กจมน้ำๆ” ไปถึงเห็นหลานดิ้นอยู่ กระโดดลงไปช่วย สุดท้ายช่วยลูกไว้ไม่ทัน ผ่านมาหลายเดือน เราดิ่งมาก ทุกครั้งที่เรามีความสุข หัวเราะ

02 พ.ค. 2025

ลูกชายกับหลานขอออกไปเล่นน้ำแถวๆบ้าน เราบอกเขาว่าเย็นๆแม่พาไปนะ ผ่านไปแปปเดียวมีคนตะโกน

“เด็กจมน้ำๆ” ไปถึงเห็นหลานดิ้นอยู่ กระโดดลงไปช่วย สุดท้ายช่วยลูกไว้ไม่ทัน ผ่านมาหลายเดือน

เราดิ่งมาก ทุกครั้งที่เรามีความสุข หัวเราะ เราก็จะบอกตัวเองว่า ลูกเพิ่งตาย ทำไมถึงกล้าหัวเราะ?

             “คุณแอน (นามสมมติ)” อายุ 34 ปี สายที่หนึ่งในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [30 เม.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย” เกี่ยวกับปัญหาการสูญเสียคนในครอบครัว

             โดย “คุณแอน (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีแพลนจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัด เรามีลูกอยู่ 3 คน คนกลางเป็นผู้ชาย ส่วน 2 คนที่เหลือเป็นผู้หญิง ก็กลับต่างจังหวัดกันแค่ 2 คน คือคนกลางกับคนเล็ก และมีน้ากับหลานชายอีกคนหนึ่ง กลับเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ไปถึงต่างจังหวัดประมาณวันที่ 28 ธันวาคม ตอนเช้า ลูกคนกลางกับหลานก็เตรียมเบ็ดไปด้วยเพื่อจะไปตกปลากัน เราก็บอกว่า “อย่าเพิ่งไปตกปลานะ น้ำมันลึก เดี๋ยวแม่จะพาไปตอนเย็น” แต่พวกเขาก็พากันไป เราก็ไม่ว่าอะไรเพราะว่าไปแค่ใกล้ ๆ ทีนี้ยายก็ไปตามกลับมารอบนึงแล้ว แล้วทีนี้พวกเขาก็จะไปเล่นกันฝั่งบ้านญาติ ซึ่งยายจะพาไป เราเลยบอกว่า “งั้นแม่ขอนอนก่อนแป๊บนึงนะ” ลูกก็ไปกัน เราก็นอนอยู่บนบ้านกับน้า นอนไม่ถึง 20 นาทีก็ได้ยินเสียงมีคนตะโกนบอกว่า “เด็กจมน้ำ! เด็กจมน้ำ!” เราได้ยินแค่นั้นก็รีบลงบ้านมา แล้วในใจเราก็คิดว่า “อย่าเป็นลูกกับหลานเรานะ”

             พอเราไปถึง เราก็เห็นหลานลอยอยู่ แต่ตอนนั้นเราไม่เห็นลูกเรา เราเห็นแต่หลาน ในใจเราก็คิดว่าลูกเราอาจจะไม่ได้อยู่ในน้ำก็ได้ ทีนี้เราก็กระโดดลงไป เราเห็นหลานยังดิ้นอยู่เลย เราก็เลยบอกให้น้ารีบไปคว้าเขามา แล้วเราก็ถามคนที่เห็นเหตุการณ์ว่า “น้องอีกคนไปไหน?” เขาก็บอกว่าอยู่ด้วยกันตรงนั้น เราก็เลยบอกให้น้าลงไปหน่อย พอดึงน้องขึ้นมา แม่ก็ผายปอด แล้วก็จะมีเศษอาหาร เพราะเขาเพิ่งกินข้าวไป ก็เลยควักเศษอาหาร แล้วปั๊มหัวใจ และตรงท้องเขาก็ป่องเพราะน้ำเข้าไป เลยพยายามปั๊มไล่น้ำออกให้หมด แต่น้องไม่รู้สึกตัวเลย น้องไม่มีชีพจร เราก็พยายามจนรถพยาบาลมา เขาก็มาช่วย แล้วเขาก็ฉีดยาเหมือนยากระตุ้นหัวใจ แล้วก็ไปรอที่โรงพยาบาล หมอเขาก็บอกว่า ถ้าหากว่าน้องไม่ได้กินข้าวไปหรือมีเศษอาหารอุดตัน น้องอาจจะรอด เพราะน้องยังจมได้ไม่นาน

             ทีนี้เราก็ดำเนินทุกอย่าง ทำพิธีตัดสายสัมพันธ์ ทำบุญจนเสร็จ ก็ขึ้นมาชลบุรีเพื่อขายของต่อ แล้วหลังจากนั้นสองอาทิตย์แรก เราร้องไห้ตลอด เพราะเราคิดถึงเขา พอหลังจากนั้นเราก็เริ่มพูดคุยกับคนมากขึ้น เริ่มหัวเราะได้ แต่มันก็จะมีเสียงที่ไม่รู้ว่าเราคิดไปเองหรือเปล่าว่า “หัวเราะทำไมอ่ะ ลูกตายนะ หัวเราะได้ยังไง” เป็นเสียงแบบนี้มาตลอด เราก็คิดว่าเราคิดไปเองหรือเปล่า เพราะคิดถึงลูกมากเกินไป แต่ไม่เคยฝันถึงเขาเลย พอกลับบ้านมาอาบน้ำ มันก็จะมีภาพขึ้นมาเรื่อย ๆ ว่า “ทำไมเราถึงช่วยเขาไม่ได้ เราต้องทำให้ดีกว่านี้ เขาอาจจะรอดก็ได้” มันก็จะมีเสียงแบบนี้อยู่ตลอด เราก็เลยคิดว่า เราเป็นอะไร? เราคิดไปเอง? หรือเราคิดมากหรือเปล่า? แต่มันจะมีภาพมาตลอดเวลาเราหลับตา เราจะเห็นรูปเราขึ้นจากน้ำ แล้วเราก็ปั๊มหัวใจ เป็นแบบนี้มาตลอดจนถึงทุกวันนี้

             ยังไม่เคยไปพบจิตแพทย์โดยตรง แต่ตอนงานวันเผาลูก จะมีหมอทางโรงพยาบาลเขามาช่วยดูแล สอบถาม เขาได้บอกว่า ถ้านอนไม่หลับ มีภาพหลอน หรือเห็นภาพซ้ำ ๆ สามารถให้ไปรับยาที่โรงพยาบาลได้ เลยอยากปรึกษาพี่ ๆ ว่า อยากจะปรับ Mind set ตัวเอง ขออนุญาตให้ตัวเองมีความสุขบ้าง และขอกำลังใจจากพี่ ๆ ทุกคนด้วย ทุกวันนี้ยังโทษตัวเองอยู่ว่า ถ้าวันนั้นเราช่วยได้กว่านี้ มันอาจจะไม่เป็นแบบนี้’

             เริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘บางเรื่องเราไม่สามารถควบคุมได้จริง ๆ จังหวะเวลาของชีวิตด้วย ณ ตอนนั้นคุณแอนไม่ได้อยู่ตรงนั้น มันไม่ได้เกิดจากการที่คุณแอนละเลย ไม่ได้สนใจ หรือทอดทิ้งเขา ซึ่งคุณแอนจะไปตั้งคำถามแบบนี้กับตัวเอง มันก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่จะบั่นทอนตัวเองว่าตัวเองทำผิด ตัวเองไปช่วยไม่ได้

             อยากให้มองว่าถ้าก่อนหน้านั้นคุณแอนดูแลเขาอย่างเต็มที่ เท่าที่แม่คนนึงดูแลลูกได้ ให้ความรัก ใส่ใจ ดูแลเขา มันก็คือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะให้ได้ในตอนที่เราทำได้ แต่อะไรที่มันเหนือการควบคุมของเรา เราก็ไม่สามารถไปแก้ไขมันได้จริง ๆ เมื่อชีวิตหนึ่งมันจบสิ้นไป แต่มันยังมีชีวิตที่เหลือที่ยังต้องอยู่ต่อ เพื่อตัวเอง และลูกคุณแอนอีกสองคนที่ยังเหลือ และเพื่อสามีของคุณแอนที่ยังอยู่ข้าง ๆ เพราะถ้าเรายังคงเศร้า ยังคงไม่สามารถอนุญาตให้ตัวเองหัวเราะหรือมีความสุขได้ตามที่ชีวิตมันควรจะมี มันจะทุกข์ทั้งตัวคุณแอนและคนรอบข้าง ถ้าลูกคุณแอนเขามองลงมาจากข้างบน แล้วเขาเห็นแม่ เขาคงอยากให้แม่เขามีความสุข’

             ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘อย่างแรกเลยคงแนะนำให้คุณแอนต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่เขาช่วยได้จริง ๆ คุณหมอ นักจิตวิทยา นักจิตบำบัด เพราะฉะนั้นมีคุณหมอที่เรารู้สึกว่าคุยกับคนนี้แล้วเราดีขึ้น วันไหนที่เราไม่ไหว ก็รีบนัด รีบไปหา นอกนั้นแล้วคงมีแต่กำลังใจ แล้วก็คำปลอบใจให้กับคุณแอน สุดท้ายคนเราก็ต้องจากกัน จะช้าจะเร็ว จากเป็นจากตาย วันนึงเราก็ต้องบอกลากัน มันอาจจะทำให้เราเสียใจมากที่การจากลาครั้งนี้มันค่อนข้างกระทันหัน แต่ว่าใด ๆ ก็ตาม มันเกิดขึ้นไปแล้ว คนที่ยังอยู่ ยากเสมอ ถ้าเรารักใครมากสักคนนึง เราจะไม่อยากเป็นคนที่อยู่ทีหลัง มันจะเป็นการอยู่ที่ทรมานมาก ๆ เพราะฉะนั้นก็คงต้องฝากคนที่อยู่ทุกคนช่วยดูแลกัน มันทำอะไรไม่ได้ นอกจากเราต้องใช้ชีวิตต่อไป โดยที่มีอีกสองคน เขารอคุณแม่อยู่ อยากให้คุณแม่เข้มแข็งให้ไวที่สุด ผมเชื่อว่าคนรอบตัวก็ต่างให้กำลังใจ และหวังเหลือเกินว่าสักวันนึงมันจะดีขึ้น แล้วมันก็จะเหลือเป็นแค่ความทรงจำบาง ๆ ที่อาจจะแวบเข้ามาบ้าง แต่เราจะรับมือกับมันได้ในสักวันนึง’

             สุดท้าย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าอยู่ใกล้ ๆ พี่จะเข้าไปกอดก่อน พี่รู้ว่าเราจิตใจกระสับกระส่ายแค่ไหน และหนักสุดคือการสูญเสียคนที่เรารัก โดยเฉพาะคนที่เป็นลูกด้วย ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้แน่นอน แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว คุณแอนร้องไห้ได้ ก็ร้องเถอะ ไม่เป็นไร แต่อย่าถึงขั้นไม่อนุญาตให้ตัวเองสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ การร้องไห้เป็นเรื่องปกติ ร้องไห้ไปร้องเลย ก็คนที่เรารักคนนึงจากไปอย่างกระทันหัน เป็นใครก็เสียใจ เพียงแต่แค่ว่ากลัวเหลือเกินว่า เวลาที่แอนจะสามารถประคองชีวิตแล้วเดินหน้าต่อไปได้ แอนกลับรู้สึกว่าฉันกำลังผิดอยู่ พี่อ้อยว่าเสียงดัง ๆ ที่มันก้องขึ้นมา คือเสียงจากความรู้สึกเราเอง ไม่มีใครผิดในเรื่องนี้ แต่ในโลกนี้คำว่า “อุบัติเหตุ” มันเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ชีวิตมันเดินหน้าไปตามสิ่งที่ควรเป็น และเมื่อไหร่ก็ตามที่มันเกิดขึ้นแล้ว เวลารักษาได้ทุกแผล แค่ต้องรอให้ไหว

             วันนี้อยากร้องไห้ก็ออกมาเลย แต่ก็เหมือน ๆ กับที่ทุกคนพูดเหมือนกัน แอนยังเป็นหัวใจของคนในครอบครัว ซึ่งคนในครอบครัวมีทั้งสามีของคุณแอน ซึ่งเขาก็สูญเสียลูกเหมือนกันในฐานะของความเป็นพ่อ ไหนจะเด็ก ๆ อีกสองคน ซึ่งเขาก็ยังอยากได้แอนเป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเช่นเดียวกัน มากที่สุดเราต้องกอดกันแน่น ๆ ในครอบครัว วันนี้แอนยังเสียใจ วันนึงที่แอนดีขึ้น แอนเองจะเข้าใจว่า ที่สุดแล้วไม่มีคำพูดไหนประคองหัวใจแอนได้เท่ากับแอนปล่อยให้เวลามันค่อย ๆ เยียวยา และทำให้หัวใจของแม่คนนึงกลับมาเข้มแข็ง เพื่อครอบครัวต่อไป’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก ... สาวออฟฟิศหนักใจ ไปทำงาน แต่โดนจับผิดจาก ‘ภรรยาหัวหน้า’ เพราะภรรยาไปเห็นแชท ของหัวหน้าอีกคน ถ่ายรูปเราส่งไปแซวกับสามีตัวเอง หลังจากนั้นก็หึง หวง ไม่ให้คุยไลน์ส่วนตัว จับผิดผ่านกล้องวงจรปิด

19 ก.ย. 2023

คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก ... สาวออฟฟิศหนักใจ ไปทำงาน แต่โดนจับผิดจาก ‘ภรรยาหัวหน้า’ เพราะภรรยาไปเห็นแชท ของหัวหน้าอีกคน ถ่ายรูปเราส่งไปแซวกับสามีตัวเอง หลังจากนั้นก็หึง หวง ไม่ให้คุยไลน์ส่วนตัว จับผิดผ่านกล้องวงจรปิด

คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก ... สาวออฟฟิศหนักใจ ไปทำงานแต่โดนจับผิดจาก ‘ภรรยาหัวหน้า’ เพราะภรรยาไปเห็นแชทของหัวหน้าอีกคน ถ่ายรูปเราส่งไปแซวกับสามีตัวเองหลังจากนั้นก็หึง หวง ไม่ให้คุยไลน์ส่วนตัว จับผิดผ่านกล้องวงจรปิดทำงานด้วยลำบากมากตอนนี้ แต่ไม่อยากลาออก เพราะเงินเดือนดี “คุณเอ็ม (นามสมมติ)” อายุ 25 ปี สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [13 ก.ย. 66] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย เกี่ยวกับปัญหาโดนแฟนเจ้านายหึง โดย “คุณเอ็ม (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ต้องเกริ่นก่อนว่า หนูมาทำงานที่นี่ เพราะรู้จักกับเจ้านาย แต่หนูมีเจ้านาย 2 คน เป็นผู้ชายทั้งคู่ หนูขอแทนเจ้านายทั้ง 2 คนว่า คุณ A และคุณ B ส่วนตัวหนูรู้จักกับคุณ A มาก่อนเพราะเราเคยติดต่อเรื่องงานกัน บังเอิญช่วงก่อนหน้านี้ประมาณ 1 ปีหนูลาออกจากที่ทำงานเก่า แล้วคุณ A ก็ติดต่อมาพอดี และรู้ว่าหนูว่างงาน แกก็เลยชวนมาทำงานด้วย เพราะแกเปิดบริษัทใหม่ ทีนี้หนูก็ได้มารู้จักกับคุณ B ซึ่งเป็นหุ้นส่วนบริษัทอีกคนนึง ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้น หนูเพิ่งมาทราบก่อนที่จะขยายออฟฟิศใหม่ประมาณ 1 อาทิตย์ คุณ B เรียกหนูไปคุย เพราะภรรยาของเขาไม่โอเคกับหนู เหมือนเขาคิดว่าหนูกับคุณ B เป็นกิ๊กกัน เรื่องมันเริ่มต้นจากรูปถ่าย 1 รูปที่คุณ B แอบถ่ายหนู เหมือนเขาส่งไปให้เพื่อนดู ส่งไปแซวกันเล่นๆ ประมาณว่า วันนี้น้องแต่งตัวน่ารักนะ แล้วเพื่อนเขาก็ตอบกลับมาว่า น่ารักก็จีบสิ... ด้วยความที่เพื่อนตอบกลับมาแบบนั้น คุณ B ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไป เหมือนภรรยาเขามาเห็นแชทนั้นที่เขาคุยกับเพื่อน แล้วจุดเริ่มต้นที่เขาไม่โอเค คือที่คุณ B มาถ่ายรูปหนู ภรรยาเขาก็ถามว่าถ่ายรูปน้องเขาทำไม? แล้วกลายเป็นพาลว่าหนูกับคุณ B เป็นกิ๊กกัน ภรรยาเขาเฝ้าดูการกระทำของหนูตลอดเลยว่า หนูคุยกับสามีเขามั้ย? ซึ่งภรรยาเขาไม่ได้เข้ามาทำงานที่ออฟฟิศนี้ด้วย แต่เขาจะดูโทรศัพท์สามี และดูผ่านกล้องวงจรปิดผ่านโทรศัพท์คุณ B ตลอด บางทีหนูต้องออกไปทำงานข้างนอก โดยที่เขาก็ไม่รู้ว่าหนูออกไปไหน เจ้านายเขารู้อยู่แล้วว่าหนูไปทำอะไร แต่เขาก็มองว่าทำไมเราต้องออกไปก่อนเวลา ทำไมเราต้องอย่างงั้นอย่างงี้ ก็จะมีฟีดแบคกับการกระทำของหนูตลอด ซึ่งส่วนตัวหนูมีแต่เรื่องงาน ไม่ได้คิดอะไรกับเจ้านาย 100% เลย และหนูก็มีแฟนอยู่แล้วด้วย หลังจากที่ย้ายเข้าออฟฟิศใหม่ หนูเจอภรรยาคุณ B ครั้งแรก หนูก็ยกมือไหว้ปกติ แต่เขาไม่รับไหว้หนูแล้วมองด้วยหางตาแบบมองจิกเลย หนูก็ไม่ได้อะไร ทำงานของตัวเองปกติ แต่คุณ B ก็พยายามกันภรรยาเขาไม่ให้เข้ามายุ่งในออฟฟิศอยู่แล้ว และบ้านของคุณ B กับออฟฟิศอยู่ในระแวกเดียวกัน เรื่องที่หนูรับรู้มา หนูรู้มาจากคุณ A เพราะคุณ B เขาไปปรึกษาคุณ A แล้วคุณ A ก็มาเล่าให้หนูฟังว่าเรื่องมันเป็นแบบนี้ หนูต้องทำตัวยังไงบ้าง หนูไม่รู้สิ่งที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่มันส่งผลกระทบ คือ มากระทบที่หนู ตัวหนูกลายเป็น แพะที่มารับเรื่องนี้ หนูทำงานเป็น Backoffice ซัพพอร์ตหลังบ้านทุกอย่าง ต้องติดต่องานโดยตรงกับเจ้านายทุกคนอยู่แล้ว ซึ่งในบริษัทก็มีแค่หนูคนเดียวที่ต้องทำงานตรงนั้น บางทีหนูก็ต้องติดต่องานกับคุณ B ซึ่งมันเป็นปัญหามาก หนูไม่สามารถโทรหาเขาได้ ไลน์ส่วนตัวก็ไม่ได้ บางทีเราโทรไป แกก็ไม่สามารถรับสายเราได้ มีเรื่องงาน เรื่องด่วน บางทีหนูก็คุยกับคุณ A ไม่ได้ ต้องคุยตรงกับคุณ B อย่างเดียว ซึ่งมันเป็นเรื่องของเขาโดยตรง มันทำให้ช่วงนั้นมันโหลด แบบโหลดมาก บางทีหนูเหนื่อยกับการทำงานอยู่แล้ว ยังต้องมาเจอเรื่องพวกนี้อีก หนูไม่ได้เป็นแบบที่เขาคิดเลย แต่ทำไมมาทำให้หนูรู้สึกแบบนั้นด้วย แต่หนูชอบทำงานที่นี่ รู้สึกเจ้านายเขาแฟร์ดี และเหมือนเขาทำงานกันจริงๆ ตอนนี้เหมือนคุณ B เขาจัดการแบบเด็ดขาดไม่ได้ เหมือนเขาก็มีปัญหาหลังบ้านอยู่ หนูอยากรู้ว่าถ้าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับพวกพี่ จะมีวิธีจัดการกันยังไงเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูอายุ 18 แล้ว เริ่มอยากมีพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง แต่คุณแม่ก็ยังเข้าห้องมาตลอด แบบไม่เคาะประตู บางทีเข้ามาย้ายของ จัดของจนหนูหาของอะไรไม่เจอเลย เคยล็อคกุญแจแล้ว แต่คุณแม่ก็มีกุญแจสำรอง จะเจรจา

07 ต.ค. 2024

หนูอายุ 18 แล้ว เริ่มอยากมีพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง แต่คุณแม่ก็ยังเข้าห้องมาตลอด แบบไม่เคาะประตู บางทีเข้ามาย้ายของ จัดของจนหนูหาของอะไรไม่เจอเลย เคยล็อคกุญแจแล้ว แต่คุณแม่ก็มีกุญแจสำรอง จะเจรจา

หนูอายุ 18 แล้ว เริ่มอยากมีพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง แต่คุณแม่ก็ยังเข้าห้องมาตลอดแบบไม่เคาะประตู บางทีเข้ามาย้ายของ จัดของจนหนูหาของอะไรไม่เจอเลย เคยล็อคกุญแจแล้วแต่คุณแม่ก็มีกุญแจสำรอง จะเจรจา พูดกับแม่ยังไงให้เขาเข้าใจหนูสักทีคะ? หนูให้เข้ามาได้แต่อย่ามาย้ายของ “คุณแจกัน (นามสมมติ)” อายุ 18 ปี สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [2 ต.ค.67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย‘ เกี่ยวกับปัญหาทำยังไงให้คุณเเม่เลิกเข้าห้องส่วนตัวเรา เพราะรู้สึกเริ่มโตเเล้ว โดย “คุณเเจกัน (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ครอบครัวหนูแยกทางกัน มีพี่น้อง 3 คน หนูเป็นคนกลาง พ่อแม่แยกทางกัน พี่สาวไปอยู่กับแฟน น้องชายไปอยู่กับพ่อ ส่วนหนูอยู่กับเเม่ ตอนนี้คุณเเม่อายุ 42 ปี เมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา หนูขอแม่เเยกห้องนอนส่วนตัว คุณเเม่ก็โอเค ให้แยกนอนได้ บางทีคุยกันก็เหมือนเขาไม่พอใจ ผ่านไปอาทิตย์นึงคุณเเม่ก็เริ่มเข้าห้องเราโดยที่ไม่เคาะหรือบอกเราก่อน บางทีหนูไปโรงเรียนกลับมาของที่วางอยู่บนโต๊ะเหมือนเดิมก็หายหรือหาไม่เจอ เช่น หนูเรียนมีการบ้าน เขาจะชอบจัดเเล้วเขาจะเก็บรวมไปเลย บางทีหนูล็อคห้อง หรือติดป้ายไว้เเล้ว เคยคุยกับเเม่เเล้วด้วย เเม่ก็โอเคจะไม่เข้า เเต่พอผ่านไปแค่ 2 - 3 วันเขาก็ยังเข้าห้องเหมือนเดิม หนูไม่ได้ว่าที่เขาเข้าห้อง เเต่หนูอยากให้เขาบอกก่อนว่า จะเข้าไปเก็บของนะหรือจะเข้าไปห้องให้ บางทีหนูนอนอยู่ เขาก็จะเข้ามาโดยที่ไม่บอกเรา เข้ามาเฉย ๆ ดูเเล้วก็ออกไป บางทีหนูอาบน้ำเเต่งตัวอยู่ เขาก็เข้ามาเลย ทำให้หนูรู้สึกเหมือนเขาเข้ามาในพื้นที่ของหนู ทำให้หนูเกิดอาการเหมือนหงุดหงิดตัวเอง ไม่ได้หงุดหงิดแม่ หนูก็เก็บไว้ว่าอย่าไปหงุดหงิดเขา เหมือนเราเคยนอนด้วยในห้องเดียวกัน พอหนูแยกออกมาเขาอาจจะเเบบอยากรู้รึเปล่าว่าเราแยกออกมาเเล้ว ยังเป็นเหมือนเดิมรึเปล่า? หนูเป็นคนทำความสะอาดทั้งบ้านเอง เหมือนเรื่องของเราก็จะไม่ให้แม่ยุ่ง ซักผ้าหรืออะไรก็ทำเองหมดเลย เพราะไม่อยากให้แม่ทำ หนูไม่รู้ว่าต้องจัดการยังไง ก็เลยอยากถามพี่ ๆ ดีเจทั้งสามคนว่า หนูควรต้องทำยังไงดี? โดยเริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘หัวอกคนเป็นพ่อเป็นเเม่รู้เเหละว่าวันนึงลูกจะโต จะไปมีชีวิตของตัวเอง เราจะไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าห้องโดยพลการอีกต่อไป นี่คือที่พ่อแม่รุ่นใหม่พยายามบอกตัวในทุก ๆ วัน เเต่มันโครตยากเลย ด้วยวัยของคุณเเม่ที่เท่า ๆ พี่พี่ว่าคุยได้ มันเปลี่ยนได้ เพราะฉะนั้นต้องมีวิธีการคุยจะไม้อ่อนไม้เเข็งอันนี้เเล้วเเต่เเจกัน ถ้าเคยคุยแบบไม้อ่อนเเล้วยังเหมือนเดิม ก็ตเองขยับเป็นไม้เเข็งขึ้น เเต่ก็ไม่รู้ความคิดเขาถ้าโดนอย่างงี้พอเขาโดนเเบบนี้จะยังไง เเต่พี่ว่าถ้าเห็นลูกเริ่มจริงจังขึ้นไม่ว่าจะคำพูดหรือการกระทำที่โตขึ้น เป็นพี่พี่ยอมเปลี่ยนนะ อย่างน้อยยังได้ก้าวเข้าไปในห้องเขาอ่ะ ถ้าไม่ได้จริง ๆ ให้คุณเเม่ฟังคลิปนี้’ ต่อมา “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษา ‘เข้าใจหมดว่าเราอยากมีโลกส่วนตัว เเต่ก็ต้องเข้าใจความเป็นเเม่เลี้ยงเดี่ยวเเล้วหนูเป็นลูกที่ใกล้เขามากที่สุด เขาก็จะเเอบคิดเข้าใจไปเองว่า ยังไงลูกต้องอยู่ในอ้อมกอดของชั้นตลอดไป ชั้นจะปกป้องเขาให้เขาไม่เจอสิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ นา ๆ เเละม่ความไม่ค่อยไว้ใจลูกสาวหน่อย ๆ การที่เขาได้เข้าไปในห้องของลูกสาว เหมือนเขาได้เข้าไปอยู่โลกของลูกสาวด้วย เขาเลยอยากสร้างความมั่นใจว่ายังอยู่ในสายตาชั้น ไม่มีอะไรหรอก อยากให้ทำความเข้าใจด้วย เเม่ไม่ได้เข้ามาอยู่ในห้องตลอดชีวิตเราหรอก วันนึงก็ต้องจากกัน ก่อนจะถึงวันนั้นปรับวิธีคิดเราจะได้ไม่หงุดหงิดมากเกินไป ยังไงก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเรา มันก็เป็นบทเรียนให้หนูเหมือนกัน ที่หนูต้องรักเเละปกป้องตัวเองด้วย ค่อย ๆ สร้างความมั่นใจไปเรื่อย ๆ ถ้าเเม่มั่นใจในตัวเรามากขึ้น สิ่งเหล่านี้มันจะค่อย ๆ หายไป เพราะฉะนั้นมันไม่ได้แปลว่าพูดกับเเม่ 1 ครั้งเเล้วเเม่อยู่ในโอวาทของลูกสาวตลอดไป เเต่เมื่อไหร่ที่มันมาจากความรัก ปัญหาความรักแก้ง่ายกว่าปัญหาความไม่รัก ให้สื่อสารที่เป็นทางบวกเเละลองเข้าใจความเป็นห่วงของคุณเเม่ดูบ้าง’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘มันต้องหาตรงกลางที่ทั้งคู่แฮปปี้ พี่ว่ามันสามารถคุยได้นะถ้ามันส่งผลกระทบการเรียนเราอ่ะหรือเรามีนัดกันกับเขามั้ย ทุกวันอาทิตย์หรือทุกวันใด ๆ หนูอยู่ในห้องด้วยเเล้วเเม่ก็จัดจะได้รู้ว่าย้ายของเเล้วก็บอกหนูจะได้รู้ อย่าทำโดยที่หนูไม่อยู่อ่ะเพราะบางทีมันจะวุ่นวายต่อการหาของ ส่วนไอการเข้ามาโดยที่ไม่มีสัญญาณก่อนอ่ะ หรือมันโมบายอะไรหน้าห้องมั้ย อะไรก็ได้ให้ถ้าร่างเข้าผ่านเเล้วมันจะเกิดเสียงอะ เพื่อให้เขาเองก็ต้องมีสติด้วยนะว่าต้องเคาะก่อนต้องบอกก่อนเข้าอ่ะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมอยากจะขอเลื่อนงานแต่งแฟนไปอีกสัก 1-2 ปี เพราะหน้าที่การงาน การเงิน เก็บออมสินสอดอยู่ ผมจะพูดหรือมีวิธีการสื่อสารยังไงให้แฟนเข้าใจดีครับ?

24 ม.ค. 2025

ผมอยากจะขอเลื่อนงานแต่งแฟนไปอีกสัก 1-2 ปี เพราะหน้าที่การงาน การเงิน เก็บออมสินสอดอยู่ ผมจะพูดหรือมีวิธีการสื่อสารยังไงให้แฟนเข้าใจดีครับ?

“คุณสอง (นามสมมติ)” อายุ 27 ปี สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [22 ม.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับปัญหาอยากขอเลื่อนแฟนแต่งงาน เพราะมีปัญหาเรื่องเงินและหน้าที่การงาน โดย “คุณสอง (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘อยากจะขอเลื่อนแฟนแต่งงาน เพราะมีเรื่องของการเงินและหน้าที่การงานเข้ามา เรา 2 คนเคยคุยกันไปแล้ว แต่พอคุยกันบ่อย ๆ มันเหมือนกับว่าเขาอยากจะรีบแต่งงาน เราทะเลาะกันเรื่องนี้บ่อยมาก เราก็เข้าใจในมุมเขา แต่ก็ไม่รู้จะพูดยังไง ต่อให้เขาเข้าใจเราและยอมรับจริง ๆ เรา 2 คนคบกันมาปีนี้กำลังจะเข้าปีที่ 10 แล้ว แพลนแต่งงานของเราคือช่วงปลายปี 69 สิ่งที่ผมกลัวคือผมกลัวเก็บเงินไม่ทัน เราไม่อยากจัดงานแบบลวก ๆ อยากทำให้มันออกมาดีเพราะมันคือครั้งเดียวในชีวิต จริง ๆ สเกลมันก็ไม่ใหญ่มากประมาณ 100 – 200 คน แต่มันก็มีเรื่อง ไหนจะค่าสินสอด ค่าสถานที่ ไหนจะถ้าแต่งงานไปแล้วต้องย้ายมาอยู่ด้วยกัน ซึ่งมันอาจจะต้องย้ายไปอยู่ไกลกว่าที่ทำงาน หรืออาจจะทำให้เราทำงานเสริมไม่ได้ ผมค่อนข้างที่จะกังวลเรื่องเงินมาก ๆ ผมเป็นคนที่ต้องทำงานและเรียนไปด้วยตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะครอบครัวก็ไม่ได้มีฐานะเท่าไหร่ ไหนจะมีน้อง มีแม่ที่ต้องดูแลด้วย มันเลยทำให้ระหว่างทางผมมีเฉลี่ยเงินออกไปบ้าง ทำให้การเก็บเงินมันยังมีไม่มากพอ จริง ๆ แฟนผมก็รู้สถานะทางการเงินทั้งหมด เพราะเราคุยกันเรื่องสเกลงานแต่งทุกอย่างเบื้องต้นแล้ว เราคุยกันว่าช่วยกันออก ผมโอเค ไม่ได้ติดปัญหาอะไร สเกลก็ยังอยู่ในสโคปที่เข้าใจตรงกันทั้ง 2 ฝ่าย แต่ผมแค่รู้สึกว่าถ้ามันมีเวลามากกว่านี้ มันอาจจะทำให้มันดีได้มากกว่า ไหนจะค่าสินสอด แต่จริง ๆ พ่อแม่เขาก็ไม่ได้เรียกค่าสินสอดอะไร พ่อแม่เขาดีกับผม น่ารักกับผมมาก ผมเองที่รู้สึกว่าเราเป็นผู้ชาย เราควรให้เกียรติเขา ซึ่งสำหรับผมมันรู้สึกว่ามีเยอะได้มากกว่านี้ เราไม่อยากเป็นใครที่ดูแลคนอื่นไม่ได้ ทุกวันนี้ที่เราคุยกันก็ยังมีทะเลาะกันอยู่บ้างเป็นระยะ ๆ คือเขาก็เหมือนจะเข้าใจ แต่บางทีก็จะพูดประมาณว่า ทำไม จะต้องเลื่อนอะไรอีก คบกันมานานแล้ว ซึ่งผมก็เข้าใจนะคบกันมา 10 ปีมันก็อาจจะถึงเวลาแล้วแหละ ผมเลยอยากจะปรึกษาพี่ๆดีเจว่า มีวิธีพูดยังไงให้เขาอ่อนลงหรือทางไหนที่มันจะเป็นทางที่ดีที่สุด’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘จริง ๆ อยาก reset สิ่งที่สองกังวลใหม่หมดเลย คือ ณ ตอนนี้เท่าที่เคยผ่านมาแล้ว เรารู้สึกว่ายิ่งเป็นครอบครัวรักกันทั่วไป ไม่จำเป็นต้องเอาเงินไปลงกับงานแต่งมากมายอะไรเลย จริง ๆ แล้วหัวใจของการแต่งงานคือ จัดเพื่อให้กับคุณพ่อคุณแม่ให้กับพ่อแม่ของบ่าวสาวได้มีความสุขกับวันนั้น เป็นวันที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะเหนื่อยมากแล้วก็ เราจัดเพื่อให้เกียรติคุณพ่อคุณแม่กับผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งเท่าที่ฟังสองมาพ่อแม่ฝั่งเขาก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรเลย สิ่งที่สองกังวลตอนเนี้ยเหมือนกับว่าครอบครัวเอย ทั้งบ่าวสาวเอย ตอนนี้มีสองกังวลอยู่คนเดียว พี่เลยไม่แน่ใจว่าเรากลัวมากกว่าที่มันจะเป็นหรือเปล่า ทุกวันนี้งานแต่งงานรูปแบบการจัดมันเปลี่ยนไปเยอะมาก คนรุ่นใหม่ที่กำลังมีแพลนที่จะแต่งงานเนี่ย มัน Compact ขึ้นเยอะมาก มันเล็กลง จำนวนแขกน้อยลง ใช้สถานที่ที่ฟุ่มเฟือยน้อยลง ทุกคนมีความคิดไปในทางเดียวกันทั้งบ่าวทั้งสาวแล้ว ส่วนมากเราประหยัดการจัดงานแต่งงานที่มันจะต้องใหญ่โตแล้วก็สุดท้ายเสียเงินไปโดยใช่เหตุเราเอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า หรือแม้กระทั่งสินสอดที่จะมาวางไว้ที่ข้างหน้างานทุกวันนี้มันก็เป็นแค่ พร็อพ นึงด้วยซ้ำ สุดท้ายแล้วเงินตรงนั้นเขาก็ให้มาเป็นขวัญถุงตั้งตัวของบ่าวสาว ประเภทที่ว่าลูกสาวฉันต้องได้เงินเท่านี้เธอถึงจะเอาลูกสาวฉันไปยุคนี้ไม่ค่อยได้เห็นแล้ว เพราะฉะนั้นคำว่าไม่พร้อมของสองเท่าที่ฟังดูมันเลยเป็นความไม่พร้อมทางจิใจหรือเปล่า พี่ไม่ได้รู้สึกว่าสองจะต้องการเงินมากมายสำหรับการจัดงาน ซึ่งปลายปี 69 ก็จะมีเวลาอีก 2 ปีเต็ม ๆ การที่ 2 ปีเต็ม ๆ เราวางสเกลงานแต่งไว้ ขนาดกะทัดรัด แขกอาจจะหลัก 10 ที่มีแต่ญาติสนิทก็พอ เพื่อนเดี๋ยวไปปาร์ตี้กันทีหลัง มันสามารถจัดได้เลยโดยที่ไม่ต้องอาศัยความพร้อมมากมาย พี่เลยรู้สึกว่าคำว่าไม่พร้อมไม่พร้อมตรงไหนทางเป็นเรื่องของเงินมันจัดการได้มากมายแต่ถ้าเป็นเรื่องของจิตใจลองนอนคุยกับตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถ้าจะเอาวันที่พร้อมแต่ก็ไม่รู้ว่าวันที่พร้อมมันจะมีอยู่จริงไหม พร้อมไม่พร้อมหรือเราแค่กลัวการเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า มีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจอีกเยอะ 2 ปี คนเราเติบโตอีกตั้งเยอะมีเวลาครับ’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ที่สองบอกไม่พร้อมเท่าที่ฟังนะพี่เห็นไปใกล้เคียงกับพี่เผือกว่าเหมือนสองไม่พร้อมในสิ่งที่ฝั่งน้องผู้หญิงแฟนสองกับครอบครัวก็ไม่ได้ต้องการ กลายเป็นว่าเหมือนสองแค่ว่าจะไม่เห็นตัวเองเป็นไปตามแพลนที่มันวางไว้ แต่บางทีการไม่ได้ตามแพลนแต่มันได้อะไรมาซึ่งความสุขให้อีกแบบนึงพี่ว่ามันก็น่าลองเหมือนกันในมุมพี่นะ คือตอนนี้พี่พยายามแทนตัวเองเป็นแฟนสอง พี่ว่าคบกันมา 10 ปีแล้วถ้าเขาเคยบ่นแล้วว่าทำไมมันไม่ได้แต่งสักที พี่ว่าในมุมผู้หญิงที่เล่ามานะ มันอาจจะแค่ว่า มึงแต่งกับกูสักทีเถอะให้มันจบ ๆ ให้มันรู้ว่าเราคือสามีภรรยาถูกต้องมากฎหมายเฉย ๆ อาจจะไม่ได้ต้องการแขก 200 คนก็ได้ อาจจะแค่ครอบครัว 2 ครอบครัวกินข้าวด้วยกัน ไม่ต้องสินสอดมาวางประกาศบอกใครก็ได้ว่าเท่าไหร่ เขาแค่อยากให้มันมีงานแต่งงานเกิดขึ้น ลองคุยแล้วลดสเกลแบบแพลนที่เราว่าไว้แต่บนพื้นฐานที่ว่ามันแต่งงานได้แล้วมันก็ยังเป็นสามีภรรยากัน พี่ลองคุยกับเขาก่อนถ้าเขาแบบไม่ได้ฉันต้องมีงานใหญ่ ฉันต้องมีสินสอดอย่างงั้นพี่ว่ามันจะเป็นปัญหา แต่ว่าถ้าคุยกับเขาแล้วมันโอเคมันไม่มีปัญหาเลย บ้าน 2 บ้านกินข้าวกันมีอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ มอบให้กันแหวนเล็ก ๆ พี่ว่า 2 อาจจะไม่ต้องเครียดขนาดนี้ก็ได้’ สุดท้าย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คืองานแต่งงานเป็นแค่อีเว้นท์ ชีวิตหลังแต่งงานสำคัญกว่านั้นมากเลย และวันนี้น้องเจอครอบครัวซึ่งเป็นครอบครัวที่น่ารักมาก ๆ ครอบครัวที่เห็นน้องมาโดยตลอดว่า น้องมีความใส่ใจซื่อสัตย์ อันนั้นก็เป็นสินสอดที่ราคาสูงมากกับการที่ผู้หญิงคนนึงอยู่ในความสัมพันธ์แบบแฟนมาตั้งเป็น 10 ปี แล้วพอเขาจะขอแค่อีกนิดเดียวเพื่อจะบอกกับทุกคนว่า ตกลงที่เห็น ๆ กันอยู่เนี่ยไม่ใช่แฟนแล้ว สามีภรรยาแล้วนะ จริง ๆ เขาก็ต้องการแค่นั้นเอง เราจะต้องไปเปรียบเทียบอะไรกับบ้านเขาพี่กลัวเหลือเกินว่า เดี๋ยวรอผมสร้างบ้านก่อนน้องไม่แคร์เหรอว่า แล้วคนในบ้านล่ะถ้าเกิดวันนึงมีแต่บ้านแล้วคนในบ้านไม่อยู่ด้วยแล้ว หนูโอเคจริงไหม น้องอย่าลืมวันนี้ความเปลี่ยนแปลงสอนเราทุกวัน วันนี้ก้าวเท้าออกนอกบ้านเราไม่รู้เลยว่า จะได้กลับเข้าบ้านกันหรือเปล่ามันมีอะไรต่าง ๆ มากมายเยอะแยะ มันไม่มีทางหรอกที่มันจะไปตามแพลนของน้องโดยตลอด แล้วถ้าน้องจะเอาตามแพลนของตัวเองคนเดียว พี่กลับรู้สึกว่าไม่ได้ ในเมื่อจะมีใครสักคนเป็นคู่ชีวิตจะเอาแต่ใจตัวเองคนเดียวได้ยังไง เป็นพี่เป็นฝ่ายหญิงก็คงจะงง เชื่อไหมว่าคนอื่นคงถามว่าทำไมยังไม่แต่ง คือถ้าจะรอสร้างบ้านก่อนพี่ว่าบ้านไม่สำคัญเท่าคนในบ้าน พี่นับถือหัวใจน้องตั้งใจว่าน้องจะเป็นผู้ชายคนนึงที่ดูแลผู้หญิงคนนึงได้แต่นอกเหนือจากทุนทรัพย์แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณสมบัติของการเป็นคนรักกัน ใส่ใจความรู้สึกเขาและอยากให้มีวันของเราหรือแม้แต่การกังวลอนาคตจนไม่มีความสุขในปัจจุบัน ถ้าชีวิตพี่อ้อยจะสามารถเป็นวิธีคิดได้พี่อ้อยกับสามีอยู่กันเป็นรักทางไกลมาในวันแรกที่แต่งงานกัน สามีบอกว่าแต่งงานได้ 2 ปีต้องมาอยู่ด้วยกันแล้วนะ ปัจจุบันแต่งไป 17 ปีแล้วยังเป็นกรุงเทพ แม่สอดอยู่เลย แต่ในที่สุดแล้วใน 17 ปีนั้น เราจะค่อย ๆ ขยับมันเองได้และก็อยู่กันแบบนี้แบบที่เรายังดูแลกันได้อย่างสม่ำเสมอ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้ารักกันมากพอ ชีวิตหลังแต่งงานยังสำคัญมากกว่าการแต่งงานเยอะมาก’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เพื่อนโกรธสามี ลั่น "จะฟ้องหย่าชู้ให้ได้!" ผมก็เลยถามเพื่อนว่าแน่ใจนะ? เพื่อนบอก "แน่ใจ!!" เพื่อนในกลุ่มก็เลยช่วยกันหาหลักฐานครบ หาทนายให้พร้อม สุดท้ายเพื่อนไปคุยกับทนายว่า ไม่ได้อยากฟ้อง แต่โดนเพื่อนยุให้ทำ

12 ม.ค. 2024

เพื่อนโกรธสามี ลั่น "จะฟ้องหย่าชู้ให้ได้!" ผมก็เลยถามเพื่อนว่าแน่ใจนะ? เพื่อนบอก "แน่ใจ!!" เพื่อนในกลุ่มก็เลยช่วยกันหาหลักฐานครบ หาทนายให้พร้อม สุดท้ายเพื่อนไปคุยกับทนายว่า ไม่ได้อยากฟ้อง แต่โดนเพื่อนยุให้ทำ

เพื่อนโกรธสามี ลั่น "จะฟ้องหย่าชู้ให้ได้!" ผมก็เลยถามเพื่อนว่าแน่ใจนะ? เพื่อนบอก "แน่ใจ!!"เพื่อนในกลุ่มก็เลยช่วยกันหาหลักฐานครบ หาทนายให้พร้อมสุดท้ายเพื่อนไปคุยกับทนายว่า ไม่ได้อยากฟ้อง แต่โดนเพื่อนยุให้ทำตอนนี้ผมเสียความรู้สึกมาก เหมือนโดนหักหลัง เป็นหมาทั้งกลุ่ม?? “คุณเอ็ม (นามสมมติ)” อายุ 35 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (10 ม.ค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย กับปัญหาที่รู้สึกโดนหักหลังจากเพื่อน หลังจากที่ช่วยเพื่อนหาหลักฐานฟ้องมือที่สามของแฟน แต่สุดท้ายเทและโยนบาปมาให้เพื่อนทั้งหมด! โดย “คุณเอ็ม (นามสมมติ)” เริ่มเล่าว่า ‘เรื่องนี้เป็นเรื่องของเพื่อน เราเป็นฝ่ายไปช่วยเขา เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนในกลุ่ม ก่อนหน้านี้เราไม่ค่อยสนิทกันเพราะว่าทำงานคนละสาย แต่เราเริ่มมาคุยกันตอนที่ได้ทำงานร่วมกัน ผมให้เขามาช่วยงาน เราก็เห็นสภาพครอบครัวเขา พ่อแม่ลูกรักกันดี จนวันนึงเรามีงานที่ต้องทำกับเขาอีก เขาจึงได้เล่าให้เราฟังว่าตอนนี้เขาเลิกกับแฟนเขาแล้ว เราก็อ้าว! เพราะล่าสุดเพิ่งเห็นแฟนเขามาส่ง เขาก็เล่าว่าแฟนเขาไปมีอีกคนนึง ซึ่งอีกคนโปรไฟล์ดีมาก ด้วยความที่เป็นเพื่อนเรา เราก็มีความรู้สึกว่าทำไมเพื่อนเราถึงถูกกระทำแบบนี้ ทีนี้เราก็เลยนัดเพื่อนทุกคนมานั่งคุยกันว่าเกิดอะไรขึ้น คุยกันเสร็จเขาก็บอกว่า ฝั่งแฟนเขาไปมีคนอื่น ขอเลิกกับเขา และหลอกเขาไปหย่า เรื่องเป็นประมาณนี้ หลังจากนั้นเพื่อนทุกคนก็ช่วยกันหาหลักฐาน เพราะเราคุยกันแล้วว่าจะฟ้องมือที่สาม เราบอกว่า “ตอนนี้เพื่อนเราไม่มีงานทำ ฉะนั้นถ้าฟ้องชนะอย่างน้อยเพื่อนก็ได้เงินก้อนนี้ไปตั้งตัวต่อ” เราคิดกันแค่นี้ เราก็ถามเขาว่า “ตกลงจะฟ้องใช่ไหม” เขาก็บอกมาว่า “ฟ้อง ยังไงก็ฟ้อง” แต่เราก็บอกเพื่อนไว้ก่อนว่า “ถ้าฟ้องเสร็จแล้ว จะกลับไปเป็นครอบครัวเดียวกับแฟนเขาอีก เราจะถือว่าเราไม่เป็นหมานะ เพราะเราถือว่ามันเป็นเรื่องของครอบครัว เราเข้าใจได้” ทุกอย่างก็ดำเนินต่อไป เพื่อนๆ ช่วยเขาทุกอย่าง ทั้งหางานใหม่ให้ จนได้งาน อยากได้ GPS เพื่อนก็หาให้ อยากสืบว่าแฟนไปที่ไหน เพื่อนก็ไปช่วยตาม แม้แต่เวลาตี 1-2 ก็ยังช่วยตามให้ จนได้ข้อมูลครบถ้วนและสามารถส่งฟ้องได้ ทุกคนจึงถามว่า “จะส่งฟ้องเมื่อไหร่” ทีนี้เพื่อนเราเริ่มอ้าง เดี๋ยวรอวันนั้น เดี๋ยวรอวันนี้ จนมีวันนึงเขาบอกว่าเขาตั้งท้องลูกคนที่ 2 เพื่อนทุกคนตกใจมาก แต่เราก็คุยกับเพื่อนไปว่า ตอนนั้นมันแค่ไม่กี่อาทิตย์ ถ้ายุติการตั้งครรภ์ได้ เราอยากให้ยุติ เพราะไม่งั้นปัญหาหลังจากนี้มันจะวุ่นวาย ปัญหาจะเยอะมาก ถ้าเธอคิดจะฟ้อง เขาก็เหมือนบ่ายเบี่ยงไป เราก็ไม่ได้ตามอะไรต่อ จนเขาบอกว่าเขาแท้งเพราะว่าแย่งโทรศัพท์กันแล้วเด็กหลุด แต่มันก็มีความตะหงิดใจบางอย่างคือ พี่สาวเอ็มก็มาถามว่า “เขาได้ขูดมดลูกไหม” เพราะปกติถ้าแท้งจะต้องขูดมดลูกอะไรแบบนี้ เพื่อนก็บอกมาว่า “หมอเขาแทงสวน” เราไม่เคยท้องเราก็ไม่รู้ว่ามันต้องอะไรยังไง แต่ก็เริ่มตะหงิดใจมาเรื่อย ๆ ในส่วนของเรื่องฟ้องก็ไม่คืบหน้าสักที จนเราเริ่มฟางเส้นสุดท้ายขาด เราทิ้งเรื่องฟ้องไว้ก่อน เรามีงานให้เขามาช่วย แต่ทีนี้เพื่อนบอกว่าเขาจะต้องเริ่มงานอีกที่นึง เราก็คุยกับเขาว่า “ตกลงแกเริ่มงานอีกที่นึงใช่ไหม” เขาก็บอกว่า “เดี๋ยวรอทางสำนักงานใหญ่แจ้งมา” เราก็ไม่ได้ตามอะไรต่อ แต่ก็คิดว่าถ้าเขารู้สึกว่าเราเป็นเพื่อนกัน เขาควรแจ้งเราก่อนว่ามาเริ่มทำงานที่นี่ไม่ได้ แต่นี่ต้องให้เรามารอ จนถึงวันงานเขาก็ยังไม่แจ้งเรา จนถึงเรื่องฟ้อง ฟางอีกเส้นที่ขาดก็คือ เพื่อนเอ็มเขามีแฟนเป็นทนาย ครั้งแรกที่คุยกับทนาย เขาบอกแล้วว่าเขาจะทำให้ฟรี แต่ทีนี้ทนายเขาบอกว่าเหมือนเพื่อนเอ็มไม่กระตือรือร้นที่จะทำ ทนายเขารู้สึกว่าแปลก ๆ เพื่อนทุกคนก็คุยกัน เหมือนแฟนของเพื่อนแต่ละคนเขาก็มองว่าเพื่อนเราไม่กระตือรือร้น ทำไมจะทำอะไรแต่ละอย่างถึงไม่ขวนขวายเอง ทำไมต้องให้เพื่อนรอบตัววุ่นวายไปหมด จนวันที่ทนายเขาถามรอบสุดท้าย ตอนเช้าคุยกับเพื่อนก็ถามอีกว่า “จะฟ้องจริงไหม” เขาก็ตอบว่า “จะฟ้องจริง 100% จะฟ้องจริงๆ” พอตกบ่าย ทนายมาคุยอีกรอบนึง เขาตอบมาว่า “50 50 ค่ะ” เพราะว่าตอนนี้ฝั่งผู้ชายเขาก็มาขอคืนดี แล้วก็บอกว่าเขาขอโอกาส อีก 50 ก็เหมือนเกรงใจเพื่อน ใช้คำว่าเกรงใจเพื่อน เหมือนประมาณว่าเพื่อนอยากให้ฟ้องแต่ตัวเองไม่อยาก ประมาณว่า “จริง ๆ หนูก็ไม่ได้อยากฟ้องนะคะ แต่เพื่อนยุให้ฟ้อง” ตอนนั้นเรายังไม่รู้เรื่อง เพื่อนก็ต่อสายมาคุยเลยว่าให้ใจเย็น ๆ แล้วก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟัง พอเพื่อนเล่าจบเราก็รู้สึกว่าทำไมเป็นแบบนี้ เพราะว่าก่อนหน้านั้นเราเป็นคนถามเขาเองว่าจะฟ้องใช่ไหม ตอนนั้นเพื่อนก็บอกว่าจะฟ้อง แต่เราก็บอกไปว่าให้กลับไปคืนดีคุยกับแฟนก่อนไหม แต่เพื่อนก็บอกว่า “ฉันจะไม่เอาผู้ชายคนนี้เป็นพ่อของลูกเด็ดขาด” แต่พอมาวันนี้กลายเป็นว่า “ฉันจะกลับไป” เราก็รู้สึกว่าจริง ๆ ถ้าเกิดเขาแค่เดินมาขอโทษเรา แล้วบอกว่าเราขอโทษนะ เราทิ้งครอบครัวไม่ได้จริง ๆ เพื่อนทุกคนก็พร้อมให้อภัย แต่พอมันเกิดเรื่อง กลายเป็นว่า คำขอโทษจากปากเขากับเพื่อนไม่มีเลย แล้วเขาก็เหมือนโยนบาปทุกอย่างให้เพื่อนว่าเพื่อนเป็นคนยุยงให้ทำ ตอนนี้ก็เหมือนทุกอย่างบีบให้เพื่อนออกหมด แต่ว่าหลักฐานบางอย่างยังอยู่ในมือเรา เราแค่มองว่าถ้าเกิดวันนั้นเราปล่อยหลักฐานให้เขาไปหมดเลย แล้วถ้าหลักฐานนี้มันหลุด เท่ากับว่าเพื่อนทุกคนที่ทำมา ขาข้าง หนึ่งคงเข้าไปอยู่ในคุกแล้ว จริง ๆ เพื่อนทุกคนก็บอกว่าเราไม่ต้องคิดอะไรมากแค่เต็มที่กับเพื่อน แต่ความรู้สึกที่มันตกค้างอยู่ในใจเราทุกวันนี้ ที่ว่าทำไมเพื่อนแม้แต่คำขอโทษก็ไม่มีให้เรา ทั้งที่เราเต็มที่กับเขาแต่บาปทุกอย่างเหมือนโยนมาให้เราหมด มันเหมือนเราถูกหักหลังกับการที่เขาไปบอกทนายว่า “ก็เพื่อนอยากให้ฟ้องอะค่ะหนูก็เลยจะฟ้อง” มันก็เลยเกิดตะกอนที่มันลบไม่ได้ จึงอยากถามว่า “ผมจะจัดการกับความรู้สึกนอยที่มันยังตกค้างอยู่ยังไงดี วันนึงถ้าเกิดเขาเดินมาขอโทษเรา เราอาจจะรู้สึกดีขึ้นก็ได้ แต่ตอนนี้เรายังรู้สึกว่ายังไม่ได้รับคำขอโทษเพื่อปลอบประโลมความรู้สึกจากเขาเลย” โดย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ในที่สุดแล้วแต่ละคนไม่เหมือนกัน น้องลองดูสิเพื่อนแต่ละคนมีเฉดที่แตกต่างกัน และเอ็มเป็นคนพูดเองว่าต่อให้ฟ้องกันไปแล้วกลับไปเอ็มก็โอเค ขั้นตอนมันยังไม่ไปถึงตรงนั้นเลยแค่เริ่มต้น 2 – 3 ก้าวเขาก็กลับไปอยู่ด้วยกันแล้ว ถ้าเป็นเพื่อนกันก็ให้ได้ แต่อย่าไปรู้สึกว่าเพื่อนเขาต้องอินกับสิ่งที่เราทำให้เขา เพราะไม่อย่างงั้นคนที่คาดหวังและเจ็บมากจะเป็นเราเอง และร้อยทั้งล้าน พอเป็นเรื่องความรัก มีเรื่องของใจ ก็ความรักมันไม่ใช้เหตุผล เขาถึงต้องไปรักคนที่ไม่ควรรัก เราเป็นเพื่อนที่เชียร์อยู่รอบสนามแต่เราไม่ได้รักคน ๆ นั้นเหมือนที่เพื่อนเรารัก ถ้าจะเป็นหมาก็เป็นหมาที่รักเพื่อน ให้เพื่อนเห็นว่าฉันก็เป็นหมาที่รักเธอ แต่มันต้องมีบทเรียนเช่น ครั้งต่อไปถ้าเป็นเรื่องของความรักหรือเรื่องของการฟ้องร้อง เขาต้องเป็นฝ่ายทุรนทุรายที่จะฟ้องร้องเอง ตอนนี้พี่รู้สึกว่าเราเสียความรู้สึก ถ้าจะบอกว่าเขาทรยศก็อาจจะพูดไม่ได้เต็มปากเพราะอันนั้นก็เป็นเรื่องเขา พวกเราเองต่างหากที่กรูเข้าไปช่วยเขา เพราะในที่สุดการเป็นเพื่อน เราเป็นได้แค่กองเชียร์แต่เขาเป็นกองหน้า การที่จะเอาเรื่องตรงนั้นมานอยจนทำให้เราไม่มีเวลาดูแลตัวเองหรือไม่มีความสุข พี่ว่าไม่คุ้ม ให้มันเป็นบทเรียนว่าวันหลังถ้าเกิดจะเกิดอะไรขึ้น ให้เขาจัดการชีวิตตัวเอง’ ต่อมาเป็น “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘ในเรื่องของความสัมพันธ์ อันนึงที่ทำให้เราเจ็บได้เสมอคือคาดหวังในความสัมพันธ์ ลองสังเกตดูคนไหนที่เราแคร์เขามาก ถ้าเขาไม่ทำตามที่เราหวังไว้เราจะเจ็บปวด โดยเฉพาะกับเพื่อน สำหรับเอ็มพี่คิดว่าถ้าจะมูฟออนเรื่องนี้ไปให้ได้ ต้องคิดไปเลยว่าเพื่อนคนนี้เขาจะไม่มาขอโทษเอ็ม เขาจะเป็นแบบนี้และจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าวันไหนเขามาขอโทษ วันนั้นคือโบนัส แต่ถ้าตอนนี้สำหรับพี่นะเราต้องคิดไปเลยว่าเขาไม่มีวันจะมาขอโทษเรา ถ้าวันนี้เรายังโฟกัสเรื่องขอโทษว่าเมื่อไหร่ มันก็เหมือนเป็นเราที่เอาใจไปผูก ให้คิดไปว่าเราช่วยไปแล้ว เราทำดีที่สุดไปแล้ว ถึงขั้นเอาตัวเองไปเสี่ยงด้วยซ้ำ คือเราต้องการเห็นเขามีความสุขในครอบครัวใช่ไหม ถึงตอนนี้เขาจะไม่ไปฟ้อง แต่มันก็กลับไปที่จุดแรกของมันคือ เค้าได้กลับไปอยู่กับสามีและลูกของเขา สำหรับพี่พี่ว่าแค่นี้ก็พอแล้ว สุดท้ายเราก็ได้เรียนรู้คน ถ้าไม่ได้มีเหตุการณ์นี้เราก็อาจจะไม่รู้ ถ้าวันนึงเขายังอยากกลับมาเป็นเพื่อนเราเดี๋ยวเขาก็มาเอง’ สุดท้ายเป็น “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘คุณเอ็มบอกตั้งแต่ต้นเรื่องว่าได้คุยกันในกลุ่มว่าถึงยังไงเราก็ไม่หมา ผมจะบอกว่านี่แหละคือคำจำกัดความของคำว่าหมาที่แท้จริง คือจริง ๆ แล้วถ้าเกิดเราทำความเข้าใจเหมือนที่เราออกตัวไป เราจะต้องไม่รู้สึกเจ็บแค้นเคืองโกรธขนาดนี้ แสดงว่าเรายังไม่มีภูมิคุ้มกันความเป็นหมาเพียงพอ จะผ่านเรื่องนี้ไปได้ยังไงผมว่าให้ลองเข้าใจฝั่งเขาดู อย่างที่บอกเคสแบบนี้มันพร้อมที่จะกลับไปคืนดีกันไม่มีเหตุผลอยู่แล้ว แล้วเราก็ดันไปเป็นหัวหน้าทีมที่ลุยแทนเพื่อนทุกอย่าง ถ้าเราไม่ลืมความเสี่ยงนั้น วันนี้เราอาจจะลงจอดได้ง่าย พอถึงจุดนี้ผมว่าเราอาจจะต้องทำความเข้าใจเขาดู ว่าทำไมเขาถึงไม่ขอโทษ ทำไมเขาถึงเลือกวิธีที่จะแสดงออกแบบนี้ บางทีคำตอบมันอาจไม่เลวร้ายเหมือนที่คุณเอ็มคิดเอาไว้ บางทีเขาอาจจะยังไม่กล้าขอโทษในวันนี้ ใด ๆ ก็ตาม ถ้าเรายังไม่มีภูมิคุ้มกันความหมาในแบบนี้ ให้เลี่ยงที่จะเข้าไปช่วยใครหนัก ๆ เก็บไว้เป็นประสบการณ์และรอวันที่เขานิ่งขึ้น แล้วถ้ามันมีจังหวะ มีโอกาสผมว่าลึก ๆ แล้ว เขาก็คงอยากขอโทษ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-