“หลวงตาไหนโยม? วัดนี้ไม่มีหลวงตานะ..” กุฏิชวนหลอน ร่างหลวงตาหายวับไปกับตา !

ENTERTAINMENT NEWS

“หลวงตาไหนโยม? วัดนี้ไม่มีหลวงตานะ..” กุฏิชวนหลอน ร่างหลวงตาหายวับไปกับตา !

13 ธ.ค. 2022

สายแรกของรายการ ‘อังคารคลุมโปง’ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (6 ธันวาคม 2565) เป็นสายจาก ‘คุณต้น’ ที่ได้แชร์ประสบการณ์หลอนของรุ่นพี่ที่รู้จัก มีชื่อเรื่องว่า ‘กุฏิหลอน’ เรื่องราวจะหลอนชวนขนหัวลุกขนาดไหน เชิญสัมผัสได้ข้างล่างนี้เลย..

คุณต้นบอกว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 8-9 ปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องของรุ่นพี่เอ (นามสมมติ) เกิดขึ้นที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.เพชรบุรี ซึ่งพี่เอนั้นเรียนทางด้านจิตรกรรม พอเรียนจบ ก็รับงานวาดรูปตามผนังในโบสถ์วัดต่าง ๆ อยู่มาวันหนึ่งก็มีคนติดต่อให้ไปวาดรูปผนังโบสถ์ที่วัดแห่งนี้ให้ เมื่อตกลงกันเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงวันที่พี่เอ จะต้องเดินทางไปวาดรูปที่วัด

เมื่อมาถึง พี่เอก็ได้ติดต่อกับหลวงพี่รูปหนึ่ง จากนั้นก็เข้าไปดูสถานที่ รวมถึงรับบรีฟเพื่อให้เข้าใจตรงกันจนเสร็จเรียบร้อย หลวงพี่ก็พาพี่เอไปห้องพัก (คุณต้นเล่าเพิ่มเติมว่า ถ้าพี่เอรับงานวาดรูปที่วัดไหน พี่เอก็จะนอนอยู่ที่วัดเลย) เมื่อไปถึงห้องพัก ซึ่งเป็นกุฏิที่ว่างอยู่ ไม่มีใครใช้ พี่เอที่รับงานและมักจะนอนที่วัดบ่อย ๆ ก็ไม่ได้คิดอะไร บวกกับไม่ใช่คนขี้กลัว จึงจะนอนที่วัดและนำของที่เตรียมมาไปวางไว้ในกุฏิอย่างเช่นที่เคยทำ

วันแรกของการทำงานเริ่มขึ้นและดำเนินไปอย่างปกติ ช่วงเที่ยงหลังเวลาเพลของพระ ขณะที่พี่เอกำลังวาดรูปอยู่นั้น ก็มีหลวงตารูปหนึ่งเดินมาเรียก “โยม ๆ มากินข้าวก่อนมั้ย?” เมื่อเห็นว่าหลวงตาเอ่ยปาก พี่เอจึงละจากงานที่ทำอยู่ไปกินข้าวตามที่หลวงตาบอก หลังจากเสร็จเรียบร้อย ก็กลับมาทำงานต่อจนถึงเย็นแล้วก็กลับห้องเพื่อพักผ่อน

คุณต้นอธิบายลักษณะของกุฏิหรือห้องพักเพิ่มเติมว่า ข้างในก็เป็นกุฏิธรรมดาทั่วไป แต่ตรงกลางห้อง จะมีม่านกั้นอยู่ ทำให้ห้องนั้นแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ทางพี่เอเองก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าคงเป็นถ้วยจานชาม หรือเป็นของที่ไม่ค่อยได้ใช้ คล้ายกับเป็นห้องเก็บของก็เป็นได้ เมื่อไม่ได้คิดอะไร และไม่มีอะไรน่าสงสัยจึงไม่ได้ลองเปิดดู พี่เอก็นอนหลับพักผ่อน ผ่านคืนนั้นไป...

เช้าวันต่อมา พี่เอยังคงทำงานปกติ จนกระทั่งคืนนี้ ขณะที่พี่เอกำลังนอนอยู่ ก็ได้ยินเสียงสวดมนต์แว่วดังขึ้นมา จากนั้นก็เริ่มดังก้องกังวานไปทั่วห้อง พี่เอพยายามไม่คิดอะไร และเข้าใจว่าเราอยู่ในวัด ก็คงจะพระสวดมนต์ หรือใครสักคนเปิดเสียงสวดมนต์ดังขึ้นมาเป็นธรรมดา ผ่านไปสักพัก ขณะกำลังจะเคลิ้มหลับ ก็มีกลิ่นธูปลอยมาแตะที่จมูก พี่เอที่มองโลกในแง่ดีแบบสุด ๆ ก็คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ จากนั้นก็ผล็อยหลับไป

เช้าวันที่ 3 นับได้ว่าเป็นครึ่งทางของการทำงานแล้ว (ตกลงกันว่างานจะแล้วเสร็จภายใน 5-6 วัน) ช่วงเย็นหลังเลิกงาน ประมาณ 6 โมง พี่เอจึงลองเดินสำรวจรอบ ๆ วัดว่ามีอะไรบ้าง หลังจากสำรวจจนพอใจก็จะเดินกลับไปยังห้องพัก เมื่อใกล้ถึงห้องพักก็ได้ยินเสียงคนเรียก หันไปตามเสียงก็เห็นเป็นหลวงตาแก่ ๆ รูปหนึ่ง เดินเข้ามาคุยด้วย เป็นคำถามทั่วไปที่ดูเหมือนเป็นการทำความรู้จักกัน เช่น “โยมมาทำอะไร?” ระหว่างที่คุยกับหลวงตา พี่เอก็รู้สึกได้กลิ่นธูปลอยมาจากตัวหลวงตารูปนี้อยู่ตลอดเวลา จังหวะที่คุยกับหลวงตาอยู่นั้น หลวงพี่ที่จัดหาห้องพักให้ก็เปิดกุฏิของท่านออกมา แล้วก็ถามว่า “อ้าวโยม ทำอะไร ยังไม่เข้ากุฏิไปพักอีกหรอ?” พี่เอจึงตอบหลวงพี่ไปว่า “อ๋อ คุยกับหลวงตาอยู่ครับ เดี๋ยวแปปนึง” จังหวะที่หันไปตอบหลวงพี่ แล้วหันกลับมา หลวงตารูปนั้นก็หายไป ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว! พี่เอคิดในใจว่าทำไมท่านเดินไปเร็วจัง จึงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ และพยายามทำตัวตามปกติ แต่สายตาของหลวงพี่ได้มองไปข้างหลังของพี่เอ จากนั้นจึงบอกว่า “รีบเข้านอนได้แล้ว” และกลับเข้ากุฏิของตัวเองไป

กลางดึกคืนนั้น พี่เอรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมา แต่ห้องน้ำนั้นอยู่ไกลต้องเดินออกไปนอกห้องพัก จึงพยายามข่มตาให้หลับ สักพักก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินไปเดินมาอยู่รอบ ๆ มุ้งที่พี่เอนอนอยู่ พอมองออกไปก็เห็นเป็นเงาคนเดินอยู่จริง ๆ จึงเปิดมุ้งออกมาดู ก็เห็นเป็นร่างนึง ยืนอยู่ตรงมุมประตู เป็นชุดจีวรสีเหลืองห่มอยู่ พี่เอจึงพยายามจะเดินไปใกล้ ๆ แล้วร่างนั้นก็หายวับไปกับตา! พี่เอตกใจจึงรีบวิ่งเข้ามาในมุ้ง จากที่ตอนแรกไม่กลัว ตอนนี้พี่เอรู้สึกกลัวมาก ๆ อาการอยากเข้าห้องน้ำก็หายไปหมด และเกิดคำถามว่า “ใครอ่ะ มันคืออะไร?” พี่เอพยายามสงบสติอารมณ์และกลั้นใจนอนต่อไป ไม่นานก็มีเสียงสวดมนต์ดังขึ้นมาจากฝั่งที่เป็นผ้าม่านกั้นอยู่ คราวนี้เป็นกลิ่นสาปเหมือนหนูตายลอยมา พี่เอลืมตาและตามหากลิ่น จากนั้นก็ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรสักอย่างร่วงตกลงสู่พื้น! ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าคนเดินรอบ ๆ มุ้งของพี่เออีกครั้ง พี่เอจึงเริ่มสวดมนต์เพื่อให้หลุดพ้นจากเหตุการณ์นี้ หลังจากนั้นฝีเท้าก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหัวนอนที่พี่เอนอน แล้วกลิ่นก็หายไป พี่เอที่ไม่รู้จะทำยังไง สวดมนต์เสร็จก็หลับไป ราวกับว่าภาพมันตัดไปเอง

ปกติแล้วทุกเช้า พี่เอจะตื่นออกไปช่วยหลวงพี่ตอนบินฑบาตร แต่เช้านี้ยังไม่เห็นพี่เอตื่น หลวงพี่จึงมาเคาะเรียกที่กุฏิห้องพัก พี่เอได้เล่าเรื่องที่เจอให้หลวงพี่ฟัง หลวงพี่ก็ไม่ได้พูดอะไร เมื่อถึงวันสุดท้ายของการทำงาน พี่เอเก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อย ก็บอกหลวงพี่ว่าเห็นหลวงตารูปหนึ่ง อยากจะไปกราบลาท่าน หลวงพี่ก็ถามว่า “หลวงตาไหน?” พี่เอก็อธิบายลักษณะของหลวงตา เมื่อหลวงพี่ได้ยินก็เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะบอกว่า “ถ้าอย่างนั้น โยมตามมานี่” หลวงพี่พาพี่เอกลับมายังกุฏิห้องที่พี่เอพัก แล้วก็เปิดม่านที่กั้นอยู่ สิ่งที่เห็นคือร่างของพระรูปหนึ่งนอนอยู่ในโลงแก้ว!

พี่เอเห็นดังนั้นจึงตกใจ ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เพราะจำได้แม่นว่าลักษณะเหมือนกันกับหลวงตาที่เดินเข้ามาคุยและที่เจอในคืนนั้นเลย มองข้าง ๆ ก็จะมีรูปตั้งอยู่ นั่นยิ่งตอกย้ำกับพี่เอเลยว่าใช่ ใช่แน่ ๆ เมื่อตั้งสติได้ พี่เอก็กราบลาหลวงพี่และหลวงตา จากนั้นก็กลับบ้านไป...

 

ชมไลฟ์สดย้อนหลัง

related ENTERTAINMENT NEWS

โศกนาฏกรรมสุดเศร้า คละเคล้าความสยอง ‘หมอบี’ พบหุ่นจำลองปริศนา กับพฤติกรรมประหลาดของอาม่าเจ้าของบ้าน!

10 พ.ย. 2022

โศกนาฏกรรมสุดเศร้า คละเคล้าความสยอง ‘หมอบี’ พบหุ่นจำลองปริศนา กับพฤติกรรมประหลาดของอาม่าเจ้าของบ้าน!

ประสบการณ์ชวนตระหนกตกใจและขนหัวลุกนี้ เป็นของ ‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ ที่ได้เข้ามาร่วมแชร์ประสบการณ์หลอนในรายการ ‘อังคารคลุมโปง’ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (8 พฤศจิกายน 2565) เรื่องที่นำมาเล่าจะน่าตกใจและเสียวสันหลังขนาดไหน เราสรุปไว้ให้คุณอ่านข้างล่างนี้แล้ว กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘สายใยของครอบครัว’‘หมอบี’ เล่าว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นมาไม่นาน และเหตุเกิดที่ต่างประเทศ โดยมีผู้ว่าจ้างคนหนึ่งสงสัยว่า ‘พี่ชาย’ ถูกของเข้า และอยากให้มาช่วยดูพฤติกรรมแปลก ๆ ของ ‘อาม่า’ ด้วยต้องบอกก่อนว่าครอบครัวนี้ค่อนข้างมีอิทธิพลและร่ำรวย ชาวบ้านแถวนั้นต่างก็รู้จักกันดี เมื่อไปถึง ผู้ว่าจ้างก็บอกว่าพี่ชายของเขามีอาการผิดปกติ และยังไม่มีใครเห็นพี่ชายมานานเป็นเดือนแล้วด้วย ทางผู้ว่าจ้างเองก็ยืนยันและมั่นใจว่า พี่ชายของเขาถูกทำของใส่โดยพี่สะใภ้แน่นอน นอกจากนี้ ‘อาม่า’ หรือแม่ของผู้ว่าจ้าง ที่เรียกได้ว่ามีอำนาจสูงสุดของบ้าน ก็ยังคอยซื้อวัตถุดิบต่าง ๆ ไปทำอาหารที่บ้านของพี่ชายอยู่ทุกวัน แม้จะไม่มีใครเคยเห็น แม้แต่เงาของพี่ชายและครอบครัวเลยก็ตาม..ถึงอย่างนั้น ‘อาม่า’ ก็ยืนกรานว่าครอบครัวของเธอไม่มีอะไรผิดปกติ อยู่กันอย่างมีความสุข ลูกสะใภ้ก็ทำตัวดีไม่มีปัญหาอะไร และไม่ยอมให้หมอบีเจอเดินทางไปบ้านของพี่ชาย หมอบีจึงจำใจยอมแพ้และกำลังจะออกจากบ้านหลังนั้น แต่น้องหมาสูงอายุที่นอนติดเตียง เพียงแค่หายใจก็ยังยากลำบาก ซึ่งโดยปกติแล้วจะนอนอยู่เฉยๆ ไม่มีปฏิกิริยากับใคร อยู่ ๆ ก็ตะเกียกตะกายตัวเข้ามาขวางหมอบีไว้ไม่ให้ออกจากบ้าน คนในบ้านเองก็แปลกใจว่าทำไมน้องถึงทำแบบนี้ แต่หมอบีเองก็ไม่ได้สนใจ จึงเดินเลี่ยงไปอีกทาง แต่น้องก็ยังคลานมาขวางหมอบีอีกอยู่ดี หมอบีจึงทำได้เพียงลูบหัวและส่งความรู้สึกบอกน้องไปว่า “ไม่เป็นไรนะ ถ้ามีอะไรจะช่วยเต็มที่” สุดท้ายก็เดินออกจากบ้านไปในคืนนั้น ทางผู้ว่าจ้างก็ได้โทรมาหาหมอบีและบอกว่า น้องหมาตัวนั้นได้ส่งเสียงหอนโหยหวนที่หน้าประตูห้องของพี่ชาย (เดิมเคยอยู่บ้านหลังนี้ แต่ปัจจุบันย้ายออกไปมีบ้านเป็นของตัวเอง) เรียกได้ว่าผิดปกติกว่าทุกครั้ง เพราะมันไม่เคยเห่าหรือหอนมานานมากแล้ว..วันรุ่งขึ้น หมอบีก็ไปที่บ้านหลังนั้นตั้งแต่เช้าตรู่ ทุกคนในบ้านก็พยายามช่วยพูดให้อาม่ายอมใจอ่อนพาไปหาพี่ชายที่บ้านอีกหลัง อาม่าจึงบอกให้พิสูจน์อะไรบางอย่าง ถ้าเชื่อว่าช่วยได้จะยอมพาไป หมอบีจึงทำบางสิ่งบางอย่างให้อาม่าเชื่อ (หมอบีขอละตรงนี้ไว้เป็นความลับ) เมื่ออาม่าเชื่อแล้ว จึงบอกว่าจะพาไป แต่มีเงื่อนไขว่าหมอบีจะต้องไปคนเดียวเท่านั้น!พอไปถึงบ้านของพี่ชาย หมอบีก็ได้ยินเพื่อนบ้านโวยวายเรื่องกลิ่นเหม็นที่มาจากบ้านหลังนี้ และเมื่อได้เดินเข้าไปในบ้าน หมอบีก็ได้กลิ่นเหม็นที่ว่านั้นเข้าอย่างจัง หมอบีคิดในใจว่าจะต้องมีศพที่เน่าจนหนอนขึ้นยั๊วะเยี๊ยะเต็มไปหมดแน่นอน แต่ภาพที่เห็นกลับเป็นอาหารเน่าบูดกองใหญ่วางซ้อนกันอยู่บนโต๊ะอาหาร สภาพเละเทะเกินจะบรรยาย แต่เมื่อหันกลับมามองที่อาม่า ท่านกลับมีสีหน้าเรียบเฉยจนผิดปกติ แถมอาม่ายังบอกอีกว่า ก็เนี่ยไง ยังอยู่กันดี เป็นปกติ อาม่าก็ยังมาทำอาหารให้ ‘พวกเขา’ กินทุกวันอยู่เลย นั่นทำให้หมอบีรู้สึกขนหัวลุกกับพฤติกรรมแบบนี้ และเกิดข้อสงสัยว่า “แล้วอาม่าทำอาหารให้ใครกิน?”เมื่อเดินไปห้องนั่งเล่นของบ้าน ทีวีถูกเปิดทิ้งไว้ อากาศในห้องเย็นเฉียบ และหมอบีก็รู้สึกประหลาดใจอีกครั้ง ภาพตรงหน้าคือก้อนอะไรบางอย่างที่ถูกมัดกันจนมีรูปร่างคล้ายกับคนในสภาพนั่งอยู่บนโซฟา และมีอะไรบางอย่างที่หมอบีก็ยังไม่ทราบ ถูกนำมาแปะจนกลายเป็นใบหน้า วาดปากฉีกยิ้มชวนเสียวสันหลัง หมอบีเล่าว่าหุ่นนี้ประกอบไปด้วย ‘พี่ชาย’ และลูกของพี่ชายอีก 2 คน อาม่าบอกเพิ่มเติมว่า “ก็เนี่ยไง ลูกชั้นก็อยู่ตรงนี้”สักพักนึง อาม่าก็พาเดินเข้าไปที่ครัว ซึ่งหมอบีเองก็สัมผัสได้ว่าครัวนี้ถูกใช้ทำอาหารเป็นประจำ มีการเก็บล้างอย่างดี หมอบีคิดในใจ 2 อย่าง อย่างแรก อาม่าอาจมีอาการป่วยทางจิต และสอง ลูกสะใภ้หายไปไหน? เมื่อเดินดูข้างในบ้านเสร็จแล้ว หมอบีจึงเดินออกมาสำรวจนอกบ้าน รวมทั้งได้ข้อมูลสำคัญจากเพื่อนบ้านแถวนั้นว่า ในทุกวัน ๆ ลูกสะใภ้จะพาอาม่ามาที่บ้านในช่วงเย็นหลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายพิสูจน์หลักฐานก็ได้เข้ามาตรวจสอบบ้านหลังนี้ หมอบีก็ถูกเรียกตัวให้ไปที่บ้านหลังเกิดเหตุนั้นอีกครั้ง จึงได้ทราบว่า หุ่นที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นที่มีอะไรบางอย่างแปะไว้เป็นใบหน้า มันคือหน้าจริง! หมอบีอธิบายต่อว่ามันคือชิ้นเนื้อเละ ๆ ที่ถูกนำมาตัดแต่ง และติดเข้าไปที่หุ่น เมื่อเข้าไปในครัว และเปิดข้างล่างซิงก์ล้างจานออก ก็พบกับหุ่นของผู้หญิงนั่งคดคู้อยู่ใต้ซิงก์ อีกมือถือมีดอยู่ในท่าเตรียมจะจ้วงอะไรบางอย่าง และเช่นกัน ใบหน้านั้นคือเศษชิ้นเนื้อที่ถูกตัดแต่งจนเป็นใบหน้าที่มีรอยยิ้มอย่างสยดสยอง!กลายเป็นว่าทุกคนที่ตามหา เสียชีวิตไปหมดแล้ว เมื่อสืบให้ลึกขึ้นก็พบว่าศพทั้งหมดนั้น ถูกนำไปทำพิธีและฌาปนกิจเรียบร้อยทุกอย่างแล้ว แต่ไม่มีใครรู้ ส่วนทางด้านอาม่าก็มีอาการเบลอ คุยด้วยไม่ได้ หมอบีไม่สามารถสอบถามอะไรอาม่าเพิ่มเติมได้เลย หลังจากนั้นได้มีการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า หุ่นเหล่านั้นมีอาหารปนเปื้อนอยู่ อาจจะเป็นอาม่าที่ป้อนอาหารเข้าไปก็เป็นได้ ซึ่งอาหารเหล่านั้นเมื่อตรวจสอบดูอีกทีก็พบว่ามีเศษชิ้นเนื้อของลูกสะใภ้ปะปนอยู่ด้วย หมอบีเล่าต่อว่าเนื้อพวกนี้ เขาจะแยกเก็บไว้เป็นบางส่วนเพื่อทำฮวงซุ้ย และอาจจะถูกขโมยออกมาก็เป็นได้นอกจากนี้ตำรวจยังได้สืบหาเบาะแสเพิ่มเติมพบว่า ลูกสะใภ้มักจะถูกผู้เป็นสามีทำร้ายร่างกายอยู่บ่อย ๆ แต่ก็ไม่เคยปริปากบอกใคร และพยายามดูแลครอบครัวให้ดีที่สุดอยู่เสมอ ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ เธอก็มักจะพาอาม่าไปซื้อวัตถุดิบเพื่อมาทำอาหารทุกวัน นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมหุ่นของลูกสะใภ้จึงถือมีดและอยู่ในท่าพร้อมที่จะทำร้ายคนอื่นอยู่นั่นเองหมอบีเล่าต่อว่า ศพทั้ง 4 ชีวิตนั้น เสียชีวิตไปเป็นระยะเกือบ 1 เดือน ตรงตามกับที่ผู้ว่าจ้างบอกว่าไม่มีใครพบเห็นพี่ชายมาเป็นเวลากว่า 1 เดือนหลังจากนี้หมอบีก็ยังต้องกลับไปสืบเรื่องนี้ต่ออีกครั้ง เพราะตอนนี้ทางตำรวจเองก็สันนิษฐานว่าคนทำอาจไม่ใช่ลูกสะใภ้ ถ้าอย่างนั้นแล้ว ใครคือคนร้ายตัวจริง? หรือมีอะไรอยู่เบื้องลึกเบื้องหลังโศกนาฏกรรมในครั้งนี้กันแน่...ชมไลฟ์สดย้อนหลัง

“UrboyTJ” โพสต์ประกาศ ขอพักรักษาตัว หลังเผชิญอาการ depression, ซึมเศร้า และ bipolar

24 มิ.ย. 2022

“UrboyTJ” โพสต์ประกาศ ขอพักรักษาตัว หลังเผชิญอาการ depression, ซึมเศร้า และ bipolar

ทำเอาแฟนๆและเพื่อนศิลปินอดเป็นห่วงไม่ได้เลย เมื่อนักร้องขวัญใจวัยรุ่นสุดฮอต “UrboyTJ” หรือ “เต๋า จิรายุทธ ผโลประการ” ได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว โดยระบุว่า “สวัสดีครับ ผมชื่อ เต๋า ทีเจ จิรายุทธ ผโลประการ ผมมีเรื่องจะมาบอกครับ เพราะผมคิดว่ามันถึงวิกฤตแล้ว ผมเป็น depression ซึมเศร้า, bipolar ผมรู้สึกหมดไฟในการใช้ชีวิตมาหลายเดือนมากแล้ว แต่ไม่มีใครฟังผมเลย ในสิ่งที่ผมพูด ในสิ่งที่ผมแสดงออกไป เมื่อคืนผมตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่โชคดีที่ทำไม่สำเร็จ และผมคิดว่าผมคงไม่สามารถทำงาน entertain คนดูได้ ถ้าชีวิตผมยังมืดดำอยู่แบบนี้” “ผมจึงขออนุญาตเข้ารับการรักษาตัวโดย 1.โรงพยาบาลตรวจร่างกายทั้งหมด 2. พบ psychotherapist และทำการเปลี่ยนยาเคมีในสมอง และหาทางแก้ปัญหา ผมไม่รู้ว่ามันจะใช้เวลานานแค่ไหน ผมอาจจะหายหรือไม่หายก็ได้ แต่ตอนนี้ผมขอหายไปก่อนเพื่อรักษาตัวครับ ขอโทษทุกคนครับ ถ้าผมยังรักตัวเองไม่ได้ ผมก็รักคนอื่นไม่ได้หรอกครับ” EFM 94 ขอส่งกำลังใจให้ “UrboyTJ” หายป่วยไวๆ นะครับ

Anhedonia ภาวะสิ้นยินดี สัญญาณของภาวะซึมเศร้า ไม่รู้สึกยินดี ยินร้าย กับกิจกรรมที่เคยสร้างสุข อีกต่อไป... "หมอแพท" แนะ! แบบทดสอบ ภาวะโรคซึมเศร้า PHQ-9 ตอบคำถาม 9 ข้อ ประเมินเบื้องต้น ก่อนไปพบแพทย์

19 ม.ค. 2023

Anhedonia ภาวะสิ้นยินดี สัญญาณของภาวะซึมเศร้า ไม่รู้สึกยินดี ยินร้าย กับกิจกรรมที่เคยสร้างสุข อีกต่อไป... "หมอแพท" แนะ! แบบทดสอบ ภาวะโรคซึมเศร้า PHQ-9 ตอบคำถาม 9 ข้อ ประเมินเบื้องต้น ก่อนไปพบแพทย์

จากกรณีน้องเพ้นท์ อายุ 19 ปี ที่ได้โทรเข้ามาปรึกษาดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม ในรายการพุธทอล์คพุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับปัญหาไม่มีแพชชั่นในการใช้ชีวิต รู้สึกว่า ชีวิตไร้จุดหมาย ไม่ได้อยากตาย แต่ก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อโดย “หมอแพท จากเพจหมอตุ๊ด” ได้แนะนำว่า ‘คำว่าไม่มีแพชชั่น คือคนมักจะใช้คำนี้กันเยอะ เราต้องแยกก่อน คำว่าแพชชั่นหมายถึง มีใจ ใฝ่จะทำ... เช่น เรามีแพชชั่นต่อการอ่านหนังสือ ถ้าเราเจอหนังสือที่ไม่สนุกก็เปลี่ยนไปอ่านหนังสือเล่มอื่น แต่สิ่งที่น้องเพ้นท์เล่าให้ฟัง ไม่ใช่น้องไม่มีแพชชั่น แต่น้องมีภาวะ Anhedonia (แอนฮีโดเนีย) หมายถึงภาวะที่เกี่ยวกับกิจกรมที่เคยสร้างความรู้สึกให้เขาไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับสิ่งนั้นอีกต่อไป เพราะฉะนั้นเขาจะรู้สึกไม่ได้อยากออกไปทำอะไร แต่ก็ไม่ได้อยากอยู่เฉยๆ เหมือนติดอยู่ตรงกลาง สุดท้ายเลือกที่จะนอนอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร อะไรจะเกิดขึ้นก็ช่างมันภาวะนี้เป็นสัญญาณและเป็นอาการเริ่มต้นของคนที่มีภาวะซึมเศร้า มันจะดูคล้ายกับภาวะที่ไม่มีแพชชั่น แต่จริงๆแล้วเราไม่ได้คาดหวังอะไรกับแพชชั่นนี้ อันนี้คือสิ่งเดิมๆที่เคยให้ความสุขกับเรามันไม่ก่อความสุขให้เราอีกแล้ว สุดท้ายก็มีความกระวนกระวายอยู่ข้างใน แต่ร่างกายไม่เคลื่อนไหวใดๆ ขอนอนอยู่เฉยๆ พอมันเจอแบบนี้ทุกวัน อะไรๆก็ไม่ได้สร้างความสุข ไม่รู้ว่าอยากทำอะไร แล้วก็คิดวนลูปว่าจะแบบนี้ไปทำไม บางคนถึงขั้นรู้สึกว่าหรือเราจะจบชีวิตไปเลยดีมั้ย? ถ้าคนที่มีความรู้สึกแบบนี้ แนะนำว่าควรไปพบหมอนะ...หลายๆคนที่มีภาวะแบบนี้ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองเข้าข่ายเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า ถ้าไม่กล้าไปพบจิตแพทย์ แนะนำให้เปิด Google เสิร์จคำว่า PHQ9 ภาษาไทย https://www.rama.mahidol.ac.th/th/depression_risk มันเป็นแบบทดสอบภาวะโรคซึมเศร้าด้วยตัวเอง ถ้าสมมุติรู้สึกว่าอารมณ์เราไม่ปกติเลย ไม่ได้เป็นคนเดิมแบบที่เรารู้สึกโอเค ไม่สามารถพาใจออกจากสิ่งที่เราไม่โอเคได้ นั่นคือสัญญาณที่บอกว่าจะเป็นภาวะซึมเศร้าแล้ว และสาเหตุที่คนเป็นกันภาวะนี้กันเยอะ คือสมัยก่อนกับสมัยปัจจุบันนี้จำนวนคนที่เป็นเท่ากันเลย แต่สมัยก่อนการเข้าถึงมันน้อยมาก ไม่เหมือนสมัยนี้ และสังคมปัจจุบันทำให้เราหาความสุขได้ยากขึ้น เหมือนผลักดันให้เราไปอยู่ในจุดที่ความเศร้าเข้ามาเยือนจริงๆสมาธิกับความสุขมันมีความเกี่ยวข้องกัน ถ้าแบ่งตามสมอง สื่อในปัจจุบันที่เรารับชม รับเสพกัน มันจะมี 2 ประเภท คือเป็นสื่อที่ใช้สมาธินิดเดียว กับสื่อที่ใช้สมาธิยาวๆ แต่ปัจจุบันนี้มันมีสื่อแบบ Ultra Short เช่นการดู TikTok , Short Video หรือ Reel บางทีสมาธิยังไม่ทันก่อเกิดเลย แต่ว่าเราก็เปลี่ยนไปดูอย่างอื่นแล้ว เพราะฉะนั้นสมองจะรู้สึกชิวมากเลย ไม่ต้องมีการสร้างสมาธิ ซึ่งเราใช้เวลา 2 ชั่วโมงดูหน้าจอโดยสมองไม่ได้สร้างสมาธิ และเราก็จะทำอะไรยากขึ้น ดังนั้นก็อาจจะเป็นเหตุผลของการเกิดภาวะซึมเศร้าได้ด้วย แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะเป็นแบบนี้ แต่มันก็มีความเสี่ยงส่วนมุมมองของคนรอบข้างที่ให้คำปรึกษา ลองคิดดูว่าที่เขามาปรึกษาเราเพราะเขาอยากให้เราแสดงความเห็นใจ ดังนั้นคำพูดอะไรก็ได้ที่ทำให้เราเห็นใจเขา แต่เราไม่สามารถเข้าใจความทุกข์ของอีกคนหนึ่งได้ เพราะความทุกข์เป็นสมบัติส่วนตัว แต่เราเห็นใจกันได้ เราจะพูดกับเขาด้วยคำพูดไหนก็ได้ และคุยกับเขาด้วยภาษาเพื่อน การแสดงความเห็นใจคือสิ่งที่ดีที่สุด คนที่เป็นโรคซึมเศ้ราเขาไม่จำเป็นให้เราต้องไปช่วยเขา ไปพยุงหรืออุ้มเขา ขอแค่เราอยู่ข้างๆเขาก็พอสุดท้ายอยากจะบอกคนที่มีอารมณ์แบบนี้ว่าอย่าเพิ่งคิดไปเอง อย่าเพิ่งฟุ้งซ่าน แต่อยากให้ลองทำแบบทดสอบด้วยตัวเองดูก่อน และถ้ารู้สึกไม่โอเคจริงๆ ไม่ว่าจะอยู่ในอารมณ์ไหนก็ตาม ลองปรึกษาเพื่อนใกล้ๆตัวดูก่อน ถ้าบางทีคุณได้รับความเห็นใจ คุณอาจจะรู้สึกดีโดยที่ยังไม่ต้องไปปรึกษาใครเลยก็ได้ และถ้าไม่ไหวจริงๆลองไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดู และสำหรับคนที่มีคนแบบนี้ใกล้ตัว ให้คุยกับเขาด้วยภาษาเพื่อน และแสดงความเห็นใจกับเขา...เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร ติดตามชมรายการพุธทอล์คพุธโทร แบบเต็ม ๆ ได้ที่https://youtu.be/Y5w2d7AqOLwและรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime FungFin

EFM94 เปิดสตูดิโอต้อนรับ “โจอี้ ภูวศิษฐ์” มาโชว์พลังเสียงสด ๆ ในรายการพฤหัสจุ๊กกรู้ววว

06 ก.ย. 2022

EFM94 เปิดสตูดิโอต้อนรับ “โจอี้ ภูวศิษฐ์” มาโชว์พลังเสียงสด ๆ ในรายการพฤหัสจุ๊กกรู้ววว

สองดีเจอารมณ์ดี “ดีเจอ๋อง” และ “ดีเจแนน” เปิดสตูดิโอต้อนรับหนุ่มร็อกเสียงดี “โจอี้ ภูวศิษฐ์” มาแนะนำซิงเกิลใหม่ “นะหน้าทอง” เพลงรักซึ้ง ๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องราวความเชื่อและพิธีกรรมมหาเสน่ห์ที่จะทำให้คุณหลงจนถอนตัวไม่ขึ้นอย่างแน่นอนเมื่อมาถึงรายการพฤหัสจุ๊กกรู้วววทั้งที “โจอี้ ภูวศิษฐ์” ก็ขอเอาใจแฟน ๆ ด้วยการโชว์พลังเสียง ร้องเพลง “นะหน้าทอง” ในเวอร์ชันพิเศษ ทั้งเวอร์ชันสกาเร็กเก้และเพื่อชีวิตให้ฟังกันสด ๆ ที่นี่ที่เดียว!นอกจาก “โจอี้ ภูวศิษฐ์” จะมาแนะนำซิงเกิลใหม่แล้ว งานนี้ยังได้สร้างรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะให้ดีเจและแฟน ๆ กันทั้งรายการเลยทีเดียวภาพ : รายการพฤหัสจุ๊กกรู้ววว

album
efm
-

-