NEWS | EFM ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

ENTERTAINMENT NEWS

ปรากฏการณ์ ‘กุ๊กกู๋’ ของเจ๊เกล กับคำถามเรื่องคุณค่าของศิลปะ เมื่อความสนุก ความสามารถ พื้นที่แห่งการเรียนรู้ และมาตรฐานของวงการเพลงมาพบกัน

27 ต.ค. 2026

ปรากฏการณ์ ‘กุ๊กกู๋’ ของเจ๊เกล กับคำถามเรื่องคุณค่าของศิลปะ เมื่อความสนุก ความสามารถ พื้นที่แห่งการเรียนรู้ และมาตรฐานของวงการเพลงมาพบกัน

กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์ สำหรับ กุ๊กกู๋ เดบิวต์ซิงเกิลของ เจ๊เกล หรือ น้องแอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์ ที่ได้รับความสนใจจากแฟน ๆ อย่างรวดเร็วทั้งในฐานะเพลงไทยที่ครองแชมป์ iTunes Thailand และยอดการรับชมบน YouTube ที่ทะลุไปกว่า 1.6 ล้าน โดยมี HYE หรือ ฮาย–ธันวา เกตุสุวรรณ มารับหน้าที่โปรดิวเซอร์ ช่วยดูแลการร้องและจังหวะในห้องอัดสำหรับหลายคน เสน่ห์ของเพลงนี้อาจไม่ได้อยู่ที่การร้องได้ตรงโน้ตหรือเทคนิคทางดนตรีที่ซับซ้อน แต่อยู่ที่การได้เห็นเด็กวัย 4 ขวบสนุกกับการร้องเพลง เล่นดนตรี และลองทำอะไรใหม่ ๆ โดยมีทีมงานคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง จนกลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผลงานชิ้นนี้ก็ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ตามมา เมื่อชาวเน็ตบางส่วนตั้งคำถามถึงทักษะการร้องเพลงของน้องเกล รวมถึงการใช้ Auto-Tune หรือเทคโนโลยีปรับแต่งเสียงในกระบวนการผลิต โดยมองว่า “การเป็นศิลปินควรต้องมีทักษะและผ่านการฝึกฝน ไม่ใช่อาศัยการปรับแต่งเสียงจนผลงานออกมาดีได้”แน่นอนว่าความเห็นลักษณะนี้ทำให้แฟน ๆ จำนวนหนึ่งออกมาปกป้องน้องเกล โดยมองว่าเด็กวัยนี้ไม่จำเป็นต้องถูกคาดหวังด้วยมาตรฐานเดียวกับนักร้องอาชีพ และผู้ฟังจำนวนมากก็ไม่ได้เปิดเพลงนี้เพื่อจับผิดเรื่องเสียงร้อง แต่ฟังเพราะรู้สึกเอ็นดูและสนุกไปกับสิ่งที่น้องเกลทำเมื่อมองให้ไกลกว่าการโต้เถียงว่าใครถูกหรือผิด เรื่องนี้อาจชวนให้เรากลับมาถามตัวเองว่า เวลาฟังเพลงสักเพลง เรากำลังมองหาคุณค่าแบบไหนจากมันกันแน่?เพราะเพลงที่ดีสำหรับเรา อาจไม่ได้ดีด้วยเหตุผลเดียวกัน บางคนฟังเพลงเพราะชอบเสียงร้อง บางคนสนใจการเรียบเรียงดนตรี บางคนให้ความสำคัญกับเนื้อเพลง ขณะที่บางคนอาจชอบเพลงเพลงหนึ่งเพียงเพราะมันมีความทรงจำบางอย่าง เหตุผลของการฟังเพลงจึงไม่จำเป็นต้องมีคำตอบเดียว และการที่ใครสักคนชอบเพลงที่เราไม่ชอบ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาฟังเพลงไม่เป็น เช่นเดียวกับการที่เราไม่รู้สึกสนุกกับเพลงหนึ่ง ก็ไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นคนที่ไม่เข้าใจศิลปะในกรณีของ กุ๊กกู๋ หากผู้ฟังคนหนึ่งชื่นชอบเพราะความน่ารักของน้องเกล ขณะที่อีกคนอยากวิจารณ์เรื่องเสียงร้องและการผลิตเพลง ทั้งสองมุมมองก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ ตราบใดที่การแสดงความคิดเห็นยังตั้งอยู่บนเหตุผลและไม่กลายเป็นการโจมตีตัวบุคคลแล้วการใช้ Auto-Tune ทำให้เพลงมีคุณค่าน้อยลงจริงเหรอ? คำถามนี้อาจต้องแยกออกจากเรื่องที่ว่าเราชอบหรือไม่ชอบเพลง กุ๊กกู๋ เพราะเทคโนโลยีปรับแต่งเสียงเป็นส่วนหนึ่งของการทำเพลงในปัจจุบัน และถูกนำมาใช้ด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การปรับระดับเสียงร้องไปจนถึงการสร้างเอกลักษณ์ทางดนตรีการใช้เทคโนโลยีไม่ได้แปลว่าผลงานจะไม่มีคุณค่าโดยอัตโนมัติ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกเพลงที่ผ่านการปรับแต่งจะเป็นเพลงที่ดีเสมอไป สิ่งที่น่าคิดต่อคือคนทำเพลงเลือกใช้เครื่องมือเหล่านี้ยังไง และสามารถสร้างผลงานที่ตอบโจทย์ความตั้งใจของตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน ขณะเดียวกันการฝึกฝนและทักษะของนักร้องก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องการเติบโตในสายอาชีพดนตรีการเปิดรับวิธีสร้างสรรค์เพลงที่หลากหลายจึงไม่จำเป็นต้องแลกกับการลดมาตรฐานของวงการ เพราะสิ่งที่เราควรระวังอาจไม่ใช่การมีมาตรฐาน แต่เป็นการนำมาตรฐานเดียวไปตัดสินผลงานทุกประเภท โดยไม่สนใจว่าผลงานนั้นเกิดขึ้นจากใคร มีเป้าหมายอะไร และต้องการสื่อสารกับผู้ฟังกลุ่มไหนอีกเรื่องที่น่าคิดคือ เมื่อผลงานของเด็กคนหนึ่งถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ เราควรมองและวิจารณ์ผลงานนั้นอย่างไร โดยไม่ลืมว่าเจ้าของผลงานยังอยู่ในวัยที่กำลังเรียนรู้และเติบโต ไม่ได้หมายความว่าเด็กไม่ควรถูกวิจารณ์ หรือทุกคนต้องชื่นชมเพียงเพราะศิลปินยังอายุน้อย แต่เราอาจเลือกได้ว่าจะพูดถึงสิ่งที่ไม่ชอบอย่างไร ให้ความเห็นของเราช่วยเปิดบทสนทนา มากกว่าทำให้คนที่เกี่ยวข้องกลายเป็นเป้าของการโจมตีในทางกลับกัน การปกป้องศิลปินที่ชื่นชอบก็ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการตอบโต้ทุกคำวิจารณ์ เพราะคนทำงานศิลปะย่อมมีโอกาสได้รับทั้งคำชมและคำติ สิ่งสำคัญอาจอยู่ที่การแยกให้ออกระหว่างคำวิจารณ์ที่มีเหตุผลกับถ้อยคำที่มุ่งทำร้ายกันท้ายที่สุด กุ๊กกู๋ อาจเป็นได้ทั้งเพลงสนุก ๆ ที่ทำให้หลายคนยิ้ม และจุดเริ่มต้นของบทสนทนาเรื่องมาตรฐานในวงการเพลง โดยไม่จำเป็นต้องหาข้อสรุปว่าทุกคนต้องชอบเพลงนี้ หรือคนที่ไม่ชอบกำลังคิดผิด เพราะการเคารพงานศิลปะไม่ได้หมายถึงการต้องชื่นชมทุกผลงาน แต่คือการยอมรับว่าผู้คนมีรสนิยมและมุมมองที่แตกต่างกัน และเราสามารถวิจารณ์สิ่งที่ไม่เห็นด้วยได้ โดยยังให้เกียรติคนที่อยู่เบื้องหลังผลงานนั้นไปพร้อมกัน บางทีคำถามที่น่าสนใจกว่า ‘เพลงนี้เพราะจริงหรือเปล่า?’ อาจเป็น ‘เราเปิดพื้นที่ให้คนสร้างงานที่แตกต่างจากความชอบของเราได้มากแค่ไหน และเราจะวิจารณ์ผลงานของคนอื่นอย่างไร โดยไม่ละเลยความเคารพต่อผู้สร้างสรรค์’ภาพ : chomismaterialgirl / nottvisrut

‘ณเดชน์เจอได้ทุกที่’ เสน่ห์ซุปตาร์ที่ไม่ต้องใช้ชีวิตให้ยาก ผ่านมุมมอง พี่อ๋า ผู้จัดการส่วนตัวที่อยากให้เขาได้เป็นตัวเองเมื่อกลับบ้าน

22 ต.ค. 2026

‘ณเดชน์เจอได้ทุกที่’ เสน่ห์ซุปตาร์ที่ไม่ต้องใช้ชีวิตให้ยาก ผ่านมุมมอง พี่อ๋า ผู้จัดการส่วนตัวที่อยากให้เขาได้เป็นตัวเองเมื่อกลับบ้าน

หนึ่งในภาพจำที่ทำให้ ณเดชน์ คูกิมิยะ เป็นซูเปอร์สตาร์ที่เข้าถึงได้เสมอ คือการปรากฏตัวในสถานที่ต่าง ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรถไฟฟ้า ขับรถไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง หรือใช้ชีวิตประจำวันเหมือนคนทั่วไป จนเกิดเป็นแฮชแท็ก #ณเดชน์เจอได้ทุกที่ ที่แฟน ๆ พูดถึงกันอยู่เสมอเบื้องหลังความเรียบง่ายนี้มีแนวคิดจาก พี่อ๋า ผู้จัดการส่วนตัวของณเดชน์ ที่เลือกเปิดพื้นที่ให้นักแสดงหนุ่มได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ โดยไม่จำเป็นต้องแบกรับสถานะซูเปอร์สตาร์ไว้ตลอดเวลา ซึ่งพี่อ๋าได้แบ่งปันมุมมองดังกล่าวผ่านรายการ เจ๊ดันฉันเลิฟยู EP.3 ทางช่อง YouTube: DEK ENT ของ ดีเจไตเติ้ล-กิตติภัค ทองอ่วมโดยพี่อ๋าเล่าว่า ตั้งแต่เริ่มทำงานร่วมกัน ทั้งคู่พูดคุยกันตั้งแต่แรกว่าณเดชน์ควรได้ใช้ชีวิตตามปกติ อยากขับรถก็ขับ อยากนั่งรถไฟฟ้าก็นั่ง หรืออยากนั่งวินมอเตอร์ไซค์ก็สามารถทำได้ โดยไม่ได้มองว่าการเป็นบุคคลสาธารณะจะต้องมีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตทุกเรื่อง“เพราะเรามองว่าเขาทำงาน เป็นคนอื่นมาทั้งวันแล้ว พอกลับบ้านก็อยากให้เขาได้เป็นมนุษย์ เป็นตัวของตัวเอง ตราบใดที่ไม่ได้ผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรม”แนวคิดดังกล่าวทำให้ณเดชน์สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ ขณะเดียวกัน ผู้คนที่พบเจอก็ให้ความเป็นส่วนตัวและเว้นระยะห่างอย่างเหมาะสม โดยพี่อ๋ายกตัวอย่างว่า แม้ณเดชน์จะโบกมือทักทายก่อนขึ้นรถไฟฟ้า ผู้คนก็เพียงมองหรือสะกิดบอกกันเล็กน้อย ก่อนปล่อยให้เขาเดินทางต่อไปตามปกติแบบไม่รบกวนพื้นที่ความเป็นส่วนตัวของกันและกันสำหรับพี่อ๋าที่มองผ่านมุมของการเป็นผู้จัดการส่วนตัว สิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลนักแสดงไม่ใช่การทำให้ทุกอย่างในชีวิตเป็นเรื่องยากขึ้น แต่คือการรู้ว่าเรื่องใดควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องงานที่ต้องจริงจังและรับผิดชอบ ส่วนการใช้ชีวิตส่วนตัวนั้น ขอเพียงไม่ทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม หรือเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีต่อผู้อื่น ณเดชน์ก็มีสิทธิ์เลือกใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ ไม่ว่าจะอยากไปดูหนังหรือแต่งตัวแบบไหนก็ตาม“เรื่องที่เราซีเรียสคือเรื่องงาน แต่เรื่องการใช้ชีวิต ขอแค่อย่าไปทำอะไรที่เป็นตัวอย่างไม่ดี นอกนั้นอยากทำอะไรก็ทำ อยากใส่ชุดอะไรก็ใส่ เพราะมันคือตัวตนของเขา”โดยดีเจไตเติลยังเสริมอีกว่า วิธีคิดนี้กลับกลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ณเดชน์เป็นที่รัก ซึ่งพี่อ๋าก็ย้ำว่านี่ไม่ใช่ภาพที่สร้างขึ้นเพียงชั่วคราว แต่เป็นตัวตนของณเดชน์จริง ๆ และเขายังคงใช้ชีวิตเช่นนี้มาจนถึงปัจจุบันเรื่องราวนี้สะท้อนว่า เสน่ห์ของณเดชน์อาจไม่ได้อยู่ที่การเป็นซูเปอร์สตาร์ที่เข้าถึงง่าย แต่อยู่ที่การได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องแบกสถานะคนดังไว้ตลอดเวลา เพราะเมื่อเลิกงานแล้ว เขาก็เป็นเพียงคนหนึ่งที่อยากใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง และบางทีนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงมีโอกาสเจอณเดชน์ได้ทุกที่ขอบคุณสัมภาษณ์จาก : เจ๊ดันฉันเลิฟยู EP.3ภาพ : kugimiyas

น้องแอบิเกล เตรียมปล่อยเดบิวต์ซิงเกิล ‘กุ๊กกู๋’ เติมความน่ารักรับฮาโลวีน 23 ตุลาคมนี้

22 ต.ค. 2026

น้องแอบิเกล เตรียมปล่อยเดบิวต์ซิงเกิล ‘กุ๊กกู๋’ เติมความน่ารักรับฮาโลวีน 23 ตุลาคมนี้

เตรียมตัวรับความน่ารักแบบเกินต้านกันได้เลย! เพราะนอกจากจะเป็นขวัญใจพี่ ๆ แฟนคลับทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว ล่าสุด น้องแอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์ ลูกสาวคนเก่งของแม่ชมพู่–อารยา เอ ฮาร์เก็ต และพ่อน็อต–วิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์ ก็กำลังจะเพิ่มอีกหนึ่งบทบาทให้ตัวเอง ด้วยการเดบิวต์เป็นศิลปินตัวน้อย พร้อมซิงเกิลแรกในชีวิตที่มีชื่อว่า ‘กุ๊กกู๋’ ต่อยอดความสามารถด้านดนตรีต้อนรับเทศกาลฮาโลวีนนี้ความพิเศษของซิงเกิลนี้ไม่ได้มีแค่ความน่ารักของศิลปินตัวจิ๋วเท่านั้น แต่ยังได้สองคนดนตรีมาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน โดย HEY หรือ ฮาย–ธันวา เกตุสุวรรณ รับหน้าที่โปรดิวซ์และดูแลเมโลดี้ ขณะที่ ARAN หรือ นุ้ย–อรัณย์ หนองพล เป็นผู้เขียนเนื้อร้อง เรียกได้ว่าเป็นการจับมือกันสร้างสรรค์เพลงเดบิวต์ให้กับน้องเกล ซึ่งแฟน ๆ ต้องรอติดตามกันว่าเพลง ‘กุ๊กกู๋’ จะมาพร้อมท่วงทำนองและเนื้อร้องที่น่ารักชวนติดหูขนาดไหนโดยล่าสุดมีการเผยทีเซอร์โปสเตอร์ออกมาเรียกน้ำย่อยกันก่อน ชวนให้แฟน ๆ ตั้งตารอชมความน่ารักของศิลปินน้องใหม่ที่เตรียมมาแจกความสดใสผ่านบทเพลงแรก ‘กุ๊กกู๋’ ซึ่งมีกำหนดปล่อยให้ฟังพร้อมกันในวันที่ 23 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 น. ทางแพลตฟอร์มมิวสิกสตรีมมิง ก่อนจะตามไปชมความน่ารักแบบเต็ม ๆ ในวันที่ 24 ตุลาคม เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ทาง YouTube: She Serveแต่ก่อนจะได้ฟังเพลงเต็ม แฟนคลับก็ยังมีอะไรให้ตื่นเต้นกันอีก เพราะแม่ชมแอบกระซิบว่าจะมีการสปอยล์เมโลดี้ของเพลงให้ได้ฟังกันเป็นน้ำจิ้มในช่วงเย็นวันนี้ (22 ตุลาคม) เรียกได้ว่าเป็นการอุ่นเครื่องก่อนวันเดบิวต์อย่างเป็นทางการ ที่เชื่อว่าพี่ ๆ น้า ๆ ป้า ๆ อา ๆ พร้อมใจกันปักหมุดรออย่างแน่นอน ภาพ : chomismaterialgirl / nottvisrut

ผู้ผลิต ‘นาคี 3’ ชี้แจงอีกมุม ยืนยันการเลื่อนฉายเพื่อแก้ไขฉากที่มีปัญหา คำนึงถึงนักแสดง ไม่ใช่การยอมรับว่ากระทำผิด

22 ต.ค. 2026

ผู้ผลิต ‘นาคี 3’ ชี้แจงอีกมุม ยืนยันการเลื่อนฉายเพื่อแก้ไขฉากที่มีปัญหา คำนึงถึงนักแสดง ไม่ใช่การยอมรับว่ากระทำผิด

หลังจาก แต้ว–ณฐพร เตมีรักษ์ และบริษัทต้นสังกัด ส่งหนังสือคัดค้านการใช้ภาพบางฉากในภาพยนตร์ นาคี 3 ครุฑานาคี เนื่องจากพบว่ามีการใช้เทคนิคตัดต่อจนภาพปรากฏคล้ายการเปิดเผยหน้าอกของนักแสดง โดยไม่ได้รับความยินยอม ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 บริษัท โมโน สตรีมมิ่ง จำกัด ผู้ผลิตภาพยนตร์ ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวในอีกมุมหนึ่งโดยบริษัทระบุว่า ก่อนเริ่มถ่ายทำได้มีการชี้แจงบทบาท ลักษณะฉาก รวมถึงแนวทางการถ่ายทำและการใช้เทคนิคพิเศษที่เกี่ยวข้องกับนักแสดงและผู้เกี่ยวข้องแล้ว พร้อมยืนยันว่ากระบวนการผลิตเป็นไปตามข้อตกลงและความยินยอมที่ได้รับก่อนการถ่ายทำ จึงไม่เห็นด้วยกับข้อกล่าวหาว่าบริษัทดำเนินการโดยมิชอบอย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับหนังสือคัดค้าน บริษัทตัดสินใจให้ทีมผู้สร้างเร่งตัดภาพและฉากที่เป็นประเด็นออกจากภาพยนตร์ รวมถึงระงับการใช้ภาพดังกล่าวในตัวอย่างภาพยนตร์และสื่อประชาสัมพันธ์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท โดยผู้ผลิตย้ำว่า “การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการแสดงความรับผิดชอบและคำนึงถึงนักแสดง ไม่ได้หมายความว่าบริษัทยอมรับว่ากระทำผิดตามข้อคัดค้านแต่อย่างใด”การปรับแก้ฉากดังกล่าวยังส่งผลให้ภาพยนตร์ต้องเลื่อนกำหนดเข้าฉายจากวันที่ 22 ตุลาคม เป็นวันที่ 23 ตุลาคม 2569 เพื่อให้ทีมงานมีเวลาดำเนินการแก้ไขก่อนนำภาพยนตร์ออกฉายทั้งนี้ บริษัทระบุว่าพร้อมพูดคุยกับนักแสดงและผู้แทนด้วยความสุจริตและให้เกียรติ พร้อมขอความร่วมมือไม่เผยแพร่ภาพที่เป็นประเด็นซ้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับนักแสดงและผู้เกี่ยวข้องภาพ : MONO Original

แต้ว ณฐพร ส่งหนังสือถึงผู้ผลิต ‘นาคี 3’ หลังพบฉากตัดต่อภาพคล้ายเปิดเผยหน้าอกโดยไม่ได้ยินยอม ด้านผู้ผลิตเลื่อนฉายเป็น 23 ต.ค. นี้

22 ต.ค. 2026

แต้ว ณฐพร ส่งหนังสือถึงผู้ผลิต ‘นาคี 3’ หลังพบฉากตัดต่อภาพคล้ายเปิดเผยหน้าอกโดยไม่ได้ยินยอม ด้านผู้ผลิตเลื่อนฉายเป็น 23 ต.ค. นี้

กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในวงการบันเทิงทันที เมื่อ แต้ว–ณฐพร เตมีรักษ์ พร้อมบริษัทต้นสังกัด ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงผู้ผลิตภาพยนตร์เรื่อง นาคี 3 ครุฑานาคี เพื่อขอให้แก้ไขฉากบางส่วน หลังพบว่ามีการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัดต่อภาพจนปรากฏลักษณะคล้ายการเปิดเผยหน้าอกของนักแสดง ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจริงระหว่างการถ่ายทำ และเป็นภาพที่เจ้าตัวไม่ได้ให้ความยินยอมตามรายละเอียดในหนังสือดังกล่าว การตัดต่อภาพในลักษณะนี้อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และศักดิ์ศรีของนักแสดง รวมถึงก่อให้เกิดความอับอายและการถูกดูหมิ่น โดยแต้วได้ขอให้ผู้ผลิตระงับและยุติการใช้ภาพดังกล่าว พร้อมดำเนินการตัดฉากที่มีปัญหาออกจากภาพยนตร์ทันที ทั้งยังสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการตามกฎหมาย หากมีการเพิกเฉยหรือฝ่าฝืนข้อเรียกร้องขณะเดียวกัน บริษัท โมโน สตรีมมิ่ง จำกัด ในฐานะผู้ว่าจ้างและผู้ผลิตภาพยนตร์ ได้ส่งหนังสือแจ้งสื่อมวลชนถึงการเปลี่ยนแปลงกำหนดการเข้าฉายของ นาคี 3 ครุฑานาคี จากเดิมวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2569 เป็นวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2569 เพื่อดำเนินการตัดฉากบางส่วนที่มีแต้ว ณฐพร ร่วมแสดงออกจากภาพยนตร์ทางบริษัทระบุถึงการให้ความสำคัญกับมาตรฐานในการนำเสนอเนื้อหา พร้อมกล่าวขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงกำหนดการฉายในครั้งนี้กรณีดังกล่าวจึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ชวนให้จับตาถึงขอบเขตการใช้เทคโนโลยีในการสร้างสรรค์ภาพยนตร์ โดยเฉพาะเมื่อการดัดแปลงภาพของนักแสดงเกี่ยวข้องกับร่างกาย ภาพลักษณ์ และความยินยอม ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามได้ในกระบวนการผลิตสื่อบันเทิงภาพ : MONO Original

MGI ประกาศ 6 ประเทศไม่เข้าร่วม Miss Universe ครั้งที่ 75 ยืนยันไม่สละสิทธิ์แฟรนไชส์ พร้อมยืนหยัดเคียงข้างตัวแทนทุกคน

21 ต.ค. 2026

MGI ประกาศ 6 ประเทศไม่เข้าร่วม Miss Universe ครั้งที่ 75 ยืนยันไม่สละสิทธิ์แฟรนไชส์ พร้อมยืนหยัดเคียงข้างตัวแทนทุกคน

Miss Grand International (MGI) ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2026 เพื่อประกาศว่าตัวแทนจาก 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และลาว จะไม่เดินทางเข้าร่วมการประกวด Miss Universe ครั้งที่ 75 ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน หลังมีการหารือร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง องค์กรระดับประเทศ และตัวแทนทั้ง 6 ประเทศโดย MGI ยืนยันว่า การไม่เข้าร่วมประกวดครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการถอนตัวจากความสัมพันธ์ตามสัญญาโดยสมัครใจ การสละสิทธิ์แฟรนไชส์ หรือการยอมรับจุดยืนที่มีการกล่าวอ้างในแถลงการณ์สาธารณะเกี่ยวกับทั้ง 6 ประเทศ พร้อมย้ำว่าจะยังคงรักษาและใช้สิทธิตามสัญญาภายใต้ข้อตกลงที่เกี่ยวข้องขณะเดียวกัน ตัวแทนทั้ง 6 ประเทศจะยังคงดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ภายในประเทศต่อไป รวมถึงใช้บทบาทของตนในการสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมคุณค่าที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมแถลงการณ์ยังเน้นย้ำถึงการส่งเสริมพลังของผู้หญิง โดยระบุว่า การสนับสนุนผู้หญิงไม่ใช่เพียงการใช้คำว่า Empowerment เป็นคำขวัญ แต่คือการยืนหยัดเคียงข้างพวกเธอเมื่อศักดิ์ศรีถูกท้าทาย รวมถึงการปกป้องความปลอดภัย ความเท่าเทียม และไม่ปล่อยให้ผู้หญิงต้องกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางธุรกิจขององค์กรMGI ยังระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ควรลดทอนความสำเร็จ คุณค่า หรือศักดิ์ศรีของตัวแทนทั้ง 6 ประเทศ พร้อมยืนยันจุดยืนว่า พวกเธอไม่ได้สละศักดิ์ศรีหรือสถานะการเป็นตัวแทนประเทศ และ MGI ก็ไม่ได้สละสิทธิตามสัญญาเช่นกันท้ายที่สุด MGI กล่าวขอบคุณแฟนนางงามและผู้สนับสนุนจากทั้ง 6 ประเทศที่ให้ความเข้าใจและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่าจะยังคงปกป้องศักดิ์ศรี สิทธิ และผลประโยชน์ของตัวแทนทุกคน ตลอดจนรักษาสิทธิตามสัญญาภายใต้ข้อตกลงและกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไปภาพ : Miss Universe Thailand

SWEET MULLET ประกาศ เต๋า-หมู ยุติบทบาทสมาชิกวง เตรียมขึ้นเวทีคอนเสิร์ตใหญ่ 27 มีนาคม 2570 เป็นครั้งสุดท้ายในฐานะสมาชิก 4 คน

19 ต.ค. 2026

SWEET MULLET ประกาศ เต๋า-หมู ยุติบทบาทสมาชิกวง เตรียมขึ้นเวทีคอนเสิร์ตใหญ่ 27 มีนาคม 2570 เป็นครั้งสุดท้ายในฐานะสมาชิก 4 คน

SWEET MULLET ประกาศข่าวสำคัญถึงแฟนเพลง หลัง เต๋า-ดุลยเกียรติ เลิศสุวรรณกุล และ หมู-วิทวัส ภักดิ์แจ่มใส ตัดสินใจยุติบทบาทการเป็นสมาชิกวง โดยทั้งคู่จะร่วมแสดงกับวงเป็นครั้งสุดท้ายในคอนเสิร์ตใหญ่วันที่ 27 มีนาคม 2570 ขณะที่ แป๊บ-ชณันวิชญ์ ตันติโกสิตรัตน์ และ ตี่-พิสุทธิ์ โล่ห์สีทอง จะเดินหน้าทำงานในนาม SWEET MULLET ต่อไปในประกาศดังกล่าว วงระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งระหว่างสมาชิก ทุกคนยังคงมีความรัก ความเคารพ และความปรารถนาดีต่อกันเช่นเดิม เพียงแต่เมื่อเวลาผ่านไป สมาชิกแต่ละคนต่างมีเส้นทางชีวิตและสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญแตกต่างกันออกไปก่อนจะก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ SWEET MULLET ตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด พร้อมใช้ช่วงเวลาที่เหลือสร้างความทรงจำที่มีความหมายร่วมกับแฟนเพลงให้เต็มที่ โดยคอนเสิร์ตใหญ่ในวันที่ 27 มีนาคม 2570 จะเป็นการแสดงครั้งสุดท้ายของวงในรูปแบบสมาชิก 4 คนหลังจากนั้น แป๊บและตี่จะเดินหน้าสานต่อ SWEET MULLET ในบทใหม่ของวง ส่วนทิศทางและรายละเอียดการดำเนินงานในอนาคตจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไปท้ายที่สุด SWEET MULLET ได้กล่าวขอบคุณแฟนเพลงทุกคนสำหรับการสนับสนุนที่มีให้กันมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นทุกกำลังใจ ทุกเสียงร้อง และทุกความทรงจำที่สร้างร่วมกัน พร้อมหวังว่าจะได้กลับมาพบกับแฟนเพลงอีกครั้งในช่วงเวลาที่เหลือ เพื่อร่วมร้องเพลงและสร้างช่วงเวลาที่ดีที่สุดไปด้วยกันเพราะตลอดเส้นทางของ SWEET MULLET สิ่งที่ทำให้บทเพลงมีความหมาย ไม่ได้มีเพียงเสียงดนตรี แต่ยังรวมถึงผู้คนและความทรงจำที่เติบโตมาพร้อมกันเสมอมาภาพ : SWEET MULLET

หมาก ปริญ ประเดิมสนามเทรลแรกในชีวิต พิชิตระยะ 20 กิโลเมตรที่ Pong Yaeng Trail 2026 ด้วยเวลา 4 ชั่วโมง 37 นาที

19 ต.ค. 2026

หมาก ปริญ ประเดิมสนามเทรลแรกในชีวิต พิชิตระยะ 20 กิโลเมตรที่ Pong Yaeng Trail 2026 ด้วยเวลา 4 ชั่วโมง 37 นาที

จากบทบาทบัดดี้สายออกกำลังกายที่คอยซัพพอร์ตเพื่อนสนิทอย่าง ณเดชน์ คูกิมิยะ วันนี้ หมาก-ปริญ สุภารัตน์ ได้ลงสนามวิ่งเทรลเป็นครั้งแรกในชีวิต พร้อมแก๊งเพื่อนสายสุขภาพที่มาร่วมท้าทายขีดจำกัดของตัวเองในรายการ Pong Yaeng Trail 2026 ซึ่งจัดขึ้น ณ บ้านไร่ไอนรา คาเฟ่ พื้นที่โป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยหมากเลือกลงแข่งขันในระยะ 20 กิโลเมตร และสามารถเข้าเส้นชัยได้สำเร็จด้วยเวลา 4 ชั่วโมง 37 นาที พร้อมกับเพื่อน ๆ ที่ร่วมวิ่งไปด้วยกัน นับเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ใหม่ที่เขานั้นภูมิใจ พร้อมเผยความรู้สึกผ่านโซเชียลมีเดียว่า “20 กิโลเมตรที่โป่งแยง เป็นรายการวิ่งเทรลครั้งแรกของผม และจะมีครั้งต่อ ๆ ไปอีกครับ”การประเดิมสนามครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความหลงใหลในการออกกำลังกายของหมาก ที่ไม่เพียงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ แต่ยังพร้อมเปิดรับความท้าทายใหม่ ๆ อยู่เสมอ อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้แฟน ๆ หันมาใส่ใจสุขภาพและค้นหากิจกรรมที่เหมาะกับตัวเอง เพราะการดูแลตัวเองไม่ได้มีเพียงการออกกำลังกายรูปแบบเดิม ๆ แต่ยังรวมถึงการกล้าก้าวออกจากพื้นที่คุ้นเคย เพื่อค้นพบศักยภาพใหม่ของตัวเองด้วยภาพ : mark_prin

Always LALISA สารคดีของ LISA เปิดตัวด้วยคะแนน 100% บน Rotten Tomatoes ทั้งฝั่งผู้ชมและนักวิจารณ์

15 ต.ค. 2026

Always LALISA สารคดีของ LISA เปิดตัวด้วยคะแนน 100% บน Rotten Tomatoes ทั้งฝั่งผู้ชมและนักวิจารณ์

Always LALISA ภาพยนตร์สารคดีของ LISA หรือ ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล ได้รับกระแสตอบรับที่ดีหลังเปิดตัวบน Rotten Tomatoes โดยทำคะแนน Popcornmeter จากฝั่งผู้ชมได้ 100% จากผู้ให้คะแนนมากกว่า 50 ราย ขณะที่คะแนน Tomatometer จากฝั่งนักวิจารณ์ก็อยู่ที่ 100% จากบทวิจารณ์ 3 รายการแรกสารคดีเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ Sue Kim พาผู้ชมไปติดตามช่วงเวลาสำคัญในเส้นทางศิลปินเดี่ยวของ LISA ตั้งแต่การทำอัลบั้ม Alter Ego ผลงานเดี่ยวชุดแรก การรับบทแสดงในซีรีส์ The White Lotus ซีซัน 3 ไปจนถึงการเตรียมตัวขึ้นแสดงที่ Coachella 2025นอกจากเบื้องหลังการทำงานในแต่ละโปรเจกต์แล้ว สารคดีเรื่องนี้ยังเผยให้เห็นอีกด้านของ LISA ในช่วงที่เธอเริ่มตัดสินใจและกำหนดทิศทางการทำงานของตัวเองมากขึ้น ทั้งความกดดัน ความไม่มั่นใจ และการค้นหาตัวตนระหว่างก้าวเข้าสู่บทใหม่ของชีวิตศิลปินAlways LALISA จึงไม่ได้พาไปดูแค่ความสำเร็จของ LISA แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้เห็นความท้าทายที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตบนเส้นทางสายนี้ด้วยAlways LALISA เริ่มเข้าฉายแบบจำกัดโรงตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมาภาพ : lalalalisa_m

  • …
album
♪efm
-

-