จำฝังใจ!! แม่เปลี่ยนไป เพราะปลดเบาผิดที่…

ENTERTAINMENT NEWS

จำฝังใจ!! แม่เปลี่ยนไป เพราะปลดเบาผิดที่…

20 ต.ค. 2022

เรื่องราวชวนขนหัวลุกนี้ มาจากคุณฟีน สายแรกที่โทรเข้ามาแชร์ประสบการณ์ของคุณแม่ให้ดีเจแนน และดีเจเคเบิลได้คลุมโปงไปด้วยกัน ในรายการ “อังคารคลุมโปง” เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา (18 ตุลาคม 2565)

คุณฟีนเล่าว่า ครอบครัวของคุณฟีนมีกิจการคณะลิเก ในช่วงๆ หนึ่งของทุกปี จะต้องเดินทางไปแสดงลิเกที่วัดชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.สมุทรปราการ และในปีที่ทำให้ต้องพบกับประสบการณ์หลอนนั้น คือปี พ.ศ. 2545 ทางวัดได้จัดพื้นที่ให้คณะลิเกตั้งซุ้มคณะใกล้ๆ กับพื้นที่ก่อสร้าง

ด้วยพื้นที่ที่จำกัดทำให้คณะลิเก จัดตั้งได้เพียงแค่ด้านหน้าเวทีการแสดงเท่านั้น ส่วนด้านหลังที่เป็นพื้นที่พักผ่อนหรือแต่งตัวแต่งหน้าของทีมงานและนักแสดง ต้องย้ายไปจัดอยู่ในพื้นที่ก่อสร้างข้างๆ ที่เป็นลักษณะลานกว้างและหลังคายังสร้างไม่เสร็จดี ถัดจากลานกว้าง ก็มีห้องๆ หนึ่งที่ยังเป็นโครงประตู หน้าต่างที่กำลังก่อสร้างอยู่

และเนื่องจากทางวัดไม่เคยจัดให้โรงลิเกอยู่ในพื้นที่นี้มาก่อน ทำให้ระยะทางระหว่างโรงลิเกและห้องน้ำอยู่ห่างกันมาก ทีมงานและนักแสดงหลายคนจึงตัดสินใจปลดเบาที่ห้องห้องนั้นแทน...

จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่ยังมีการแสดงลิเกอยู่นั้น คุณแม่ของคุณฟีนก็ได้ไปปลดเบาที่ห้องนั้นเช่นเคย หลังจากนั้นแกก็เริ่มมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงราวกับว่ามีคนเอาไม้หน้าสามมาตีที่หัวอย่างไรอย่างนั้น!

เมื่อการแสดงจบลง คนในครอบครัวก็สังเกตว่าอาการปวดหัวนั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั้งทำให้ตาของคุณแม่เหล่ และเมื่อคุณแม่ไปหาหมอ ก็ได้รับมาเพียงยาพาราเซตามอล

คุณฟีนเล่าต่ออีกว่า บ้านของเธอเป็นบ้าน 2 ชั้น ชั้นบนมี 4 ห้อง แบ่งเป็นฝั่งซ้ายขวาอย่างละ 2 ห้อง ซึ่งทางด้านขวาเป็นห้องพระ ในระหว่างที่คุณพ่อกำลังประคองคุณแม่เดินขึ้นมายังชั้น 2 จู่ๆ คุณแม่ก็ก้มหัวตัวเองลงกับพื้น จากนั้นก็ไถหัวแล้วเบนหน้าหนีจากห้องพระเพื่อขึ้นบันไดจนถึงห้องแล้วก็ปิดประตูทันที!

คุณฟีนเสริมว่า ภายในห้องพระนั้น มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของต้นตระกูลอยู่มากมาย หนึ่งในนั้นคือพ่อแก่ที่ตกทอดมาตั้งแต่รุ่นปู่ของทวด ซึ่งไม่มีใครกล้าบูรณะให้เพราะหลายคนสัมผัสได้ถึงความดุของท่าน

เมื่ออาการของคุณแม่เริ่มหนักขึ้น บรรดาญาติๆ ต่างก็แวะเวียนมาเยี่ยมเยียน ไม่ต่างจากคุณลุง ผู้ซึ่งทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งแถบบางรัก คุณลุงเองก็อยากให้คุณแม่ไปรักษาที่โรงพยาบาลนี้ และตั้งใจจะไปขอให้คุณหมอที่สนิทกันช่วยรักษาให้

เมื่อไปถึงโรงพยาบาล คุณหมอก็ยินดีรับคุณแม่เข้ารับการรักษา ซึ่งตอนนั้นคุณฟีนเองก็สัมผัสได้ว่าตอนนี้เหมือนคุณแม่ของเธอเหมือนมีสองคนอยู่ในร่างเดียว บางครั้งก็เป็นคุณแม่ที่คุณฟีนรู้จัก แต่ในบางครั้งก็จะแสดงท่าทีแปลกไป

ทางด้านลูกพี่ลูกน้องของคุณฟีน ก็รู้สึกแปลกใจเรื่องนี้เช่นกัน ขณะที่คุณแม่กำลังพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ญาติของคุณฟีน จึงลองสวดคาถาชินบัญชร พอสวดเสร็จก็สอดคาถาไว้ใต้หมอนของคุณแม่ จากนั้น คุณแม่ก็ตื่นขึ้น!

แต่กลับกลายเป็นว่า คุณแม่ไม่ยอมนอนหนุนหมอนที่มีคาถาซ่อนอยู่ พร้อมกันนั้นแกกลับสลับเอาเท้าไปพาดกับหมอนแทน ก่อนจะพูดว่า “ไม่นอน ไม่อยากนอน ไม่เอา” ซ้ำวนไปมาหลายรอบ แล้วยังบอกอีกว่า “เอาบทสวดมนต์ออกไป” เหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนเข้าใจแล้วว่า คุณแม่ต้องโดนของหรืออะไรบางอย่างแน่ๆ... แต่ก็จะรักษาด้านวิทยาศาสตร์ควบคู่กับความเชื่อไปด้วย

ผ่านไปได้ 3-4 วัน คุณอาที่รับหน้าที่เฝ้าคุณแม่ก็ได้โทรมาบอกว่า คุณแม่เริ่มอาการไม่ดี ให้รีบมาที่โรงพยาบาลด่วน ถ้าคืนนี้ไม่ไหว ก็อาจจะต้องปล่อยให้คุณแม่ไป เมื่อไปถึงโรงพยาบาล บรรดาญาติก็เห็นว่าคุณแม่ไม่ได้นอนซมเพราะป่วย แต่ลุกขึ้นมาพูดด้วยเสียงเล็กเสียงน้อยว่า “ขอตังค์หน่อยสิ ขอตังค์หน่อยได้ไหม” ญาติก็ถามกลับว่า “จะเอาตังค์ไปทำอะไร?” แม่ก็ตอบว่า “อยากได้เงิน ต้องใช้เงิน

หลังจากนั้นคุณหมอก็พาเข้าห้องไป เมื่อรักษาเสร็จก็พาออกมา และดูเหมือนว่า อาการของคุณแม่จะดีขึ้น แต่ก็ถูกมัดมือมัดเท้าเพราะมีสายท่อที่ใช้ในการรักษาระโยงระยางเต็มไปหมด

ทางครอบครัวยังคงรักษาคุณแม่ต่อในโรงพยาบาล ส่วนในแง่ของความเชื่อ ก็มีคนแนะนำมาว่าให้ไปหาพระวัดป่ารูปหนึ่งในจ.ราชบุรี เผื่อท่านจะช่วยได้ จากนั้นคุณย่าก็ไปหาพระรูปนั้น เพื่อนำวันเดือนปีเกิดของคุณแม่ไปให้ พอยื่นให้ท่าน ท่านก็พูดว่า “เขาโกรธนะ ไปเยี่ยวรดหัวเขาแบบนั้น คนมอญน่ะเขาโกรธนะ เขาจะเอาไปเลยนะ

นอกจากนี้ยังบอกอีกว่า “คนที่มาสิง เป็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ ผิวสองสี เป็นคนมอญ”และยังถามอีกว่า “มีลูก 2 คนใช่ไหม?” ย่าก็ตอบว่า “ใช่” พระท่านจึงแนะนำว่า “ให้คนโตบวช 15 วัน ส่วนคนเล็กให้เลิกกินเนื้อตลอดชีวิต และให้นำของไหว้ ไปที่ที่แม่เคยโดนของ แล้วก็ขอขมา บอกว่าเราไม่ได้ตั้งใจ” หลังจากนั้นไม่กี่วัน คุณย่าก็รีบไปทำพิธีตามที่พระท่านบอก คุณย่าเล่าให้ฟังว่า ที่ตรงนั้นทั้งมืด ทั้งน่ากลัว แต่ก็ทำการสวดมนต์และขอขมาจนเสร็จสิ้น

กลับมาที่ฝั่งของโรงพยาบาล ก็เหมือนมีอะไรมาดลใจคุณหมอให้เดินมาที่เตียงของคุณแม่ แล้วถามคุณอาว่า “ขอถามหน่อยสิ คนไข้ตาเหล่มาตั้งแต่กำเนิดเลยไหม?” อาก็ตอบกลับว่า “ไม่ใช่ค่ะ” เมื่อคุณหมอได้ยินดังนั้น ก็ให้นักศึกษาแพทย์มาช่วยกันตรวจอาการของคุณแม่ทันที เพราะมีเคสน้อยมากที่จะปวดหัวจนตาเหล่แบบนี้ เมื่อคุณหมอได้วินิจฉัยเสร็จแล้ว ผลตรวจออกมาว่า คุณแม่มีอาการไวรัสขึ้นสมอง เป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่คุณย่าได้ไปขอขมาพอดี คุณแม่ก็เริ่มมีอาการดีขึ้นแต่ก็ใช้เวลาเกือบ 1 เดือนเต็มเลยทีเดียว

เมื่อได้ออกจากโรงพยาบาล คุณแม่ก็กลายเป็นคนที่พูดช้าลง รวมทั้งการกระทำต่างๆ ก็ด้วย แล้วคุณแม่ก็เล่าให้ฟังว่า “ก่อนที่แม่จะไปโรงพยาบาล แม่ก็ยืนอยู่หน้าห้องพระ แล้วพูดว่าพ่อแก่ ขอให้ลูกหายกลับมา ลูกจะบวช 15 วัน” แล้วก็บอกว่าตอนที่อยู่โรงพยาบาลแม่ฝันว่า “มีคนมาจ้างลิเกให้ไปเล่นบนสวรรค์ แม่ก็ชักรอกขึ้นไป แล้วก็มีคนเอาตุ๊กตามาให้แม่ถือเต็มมือเลย แต่แม่ก็ทำหล่น คนข้างล่างที่เป็นเหมือนคนมอญก็พูดขึ้นมาว่าทำหล่นเหรอ แล้วก็โดนด่า” แล้วยังฝันอีกว่า “แม่กระโดดข้ามตึกไปมา แล้วก็ไม่ตาย มีคนมาช่วย แล้วก็เห็นคนที่ตายทุกคนมายืนล้อมเตียงเหมือนพยายามจะมาช่วยแม่

หลังจากนั้น คุณแม่และพี่ชายของคุณฟีนก็ไปบวช ส่วนคุณฟีนก็เลิกกินเนื้อตลอดชีวิต และคุณแม่ก็ได้ไปหาพระรูปนั้นที่คุณย่าเคยไปหา พระท่านก็แนะนำอีกว่า “ให้เลิกกินหอยที่มีคนเอาไปปล่อย พยายามทำบุญตักบาตรเรื่อยๆ นะ

แต่หลายคนก็สงสัยว่ามีทีมงานและนักแสดงหลายคนที่ไปปลดเบาในห้องนั้น ไม่เห็นมีใครมีอาการเหมือนคุณแม่เลย ท่านจึงบอกว่า “อาจเพราะดวงกำลังตก และเป็นคนจิตอ่อนทำให้โดนได้ง่าย

นับตั้งแต่วันนั้น คุณแม่ก็ยังคงพูดช้าจวบจนทุกวันนี้ แต่ก็ไม่มีอาการแปลกๆ เหมือนช่วงที่เข้าโรงพยาบาลอีกเลย...   

สามารถติดตามชมความหลอนย้อนหลังแบบเต็มๆได้ทาง

 

หากคุณชอบเรื่องหลอน และอยากแชร์ประสบการณ์ขนหัวลุก รับชมรายการสดได้ทุกวันอังคาร เวลา 20.00-22.00 น. ทางคลื่นวิทยุ EFM94 และ App : Atimefungfin

related ENTERTAINMENT NEWS

END GAME จบกันซะที! มหากาพย์ หวยอลเวง 30 ล้าน เพราะ ความจริงก็คือความจริง!!

07 มิ.ย. 2022

END GAME จบกันซะที! มหากาพย์ หวยอลเวง 30 ล้าน เพราะ ความจริงก็คือความจริง!!

วันนี้ (7 มิ.ย.65) ศาลจังหวัดกาญจนบุรี ได้นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีหวย 30 ล้าน ซึ่งเป็นคดีพิพาทระหว่าง “นายปรีชา ใคร่ครวญ” หรือครูปรีชา และ “ร.ต.ท.จรูญ วิมูล” หรือลุงจรูญ ซึ่งครูปรีชา เป็นโจทก์ยื่นฟ้องลุงจรูญ ในข้อหายักยอกทรัพย์ รับของโจร สลากรางวัลที่ 1 งวดประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 หมายเลข 533726 ที่ยืดเยื้อกันมานานเหลือเกิ้น! ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2560 ซึ่งเวลาก็ได้ผ่านมา 5 ปีแล้วศาลจึงได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตัดสินยกฟ้องตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ที่พิพากษาว่า สลากรางวัลที่ 1 ตามฟ้องไม่ใช่ทรัพย์สินของครูปรีชา (โจทก์) โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ซึ่งโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ส่วนทางด้าน “นายษิทรา เบี้ยบังเกิด” หรือ “ทนายตั้ม” เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ก็ได้ออกมาอัพเดทข้อความระบุว่า “ปิดมหากาพย์หวย 30 ล้าน!! ศาลฎีกายืนยกฟ้องครูปรีชา ลุงจรูญชนะ 3 ศาลรวด ขอบคุณเอฟซีทุกคนที่ติดตามและเป็นกำลังใจครอบครัวลุงจรูญมาตลอดนะครับ”ภาพ : ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ

บ้านพักร้างสร้างเรื่อง! 12 พยานหลอนเห็นตรงกัน ขนาดทำบุญใหญ่แล้วก็ยังดุดัน ไม่เกรงใจใคร! | อังคารคลุมโปง

27 ธ.ค. 2022

บ้านพักร้างสร้างเรื่อง! 12 พยานหลอนเห็นตรงกัน ขนาดทำบุญใหญ่แล้วก็ยังดุดัน ไม่เกรงใจใคร! | อังคารคลุมโปง

รายการ ‘อังคารคลุมโปง’ ที่ผ่านมา (20 ธันวาคม 2565) ได้เชิญ ‘คุณแจ็ค The Ghost Radio’ กลับมาเล่าเรื่องผีกันอีกครั้ง คราวนี้แพ็คความหลอนมาเต็มกระเป๋าต้อนรับปีใหม่ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ผีในวงเหล้า’ งานนี้ทำเอาดีเจแนน และดีเจซันเดย์ต้องอ้าปากค้าง ยกให้เป็นเรื่องหลอนระดับสิบกันเลยทีเดียว !คุณแจ็คเกริ่นเรื่องว่า ในทุก ๆ วงสนทนา และการดื่มกินสังสรรค์ ภายใต้ค่ำคืนแห่งความมืดมิด บรรยากาศหลอน ๆ ชวนให้ต้องเล่าเรื่องผี ดังนั้นเรื่องที่จะเล่านี้ ผีไม่ได้ปรากฏขึ้นมาในวงเหล้าให้เห็นจะ ๆ แต่เป็นเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นในวงสนทนาเรื่องนี้มาจาก ‘คุณเยี่ยม’ เพื่อนของ ‘คุณเซน’ แฟนรายการ The Ghost Radio เขาเล่าว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับกลุ่มคน 12 คน ที่อยู่ในสถานที่เดียวกัน ทั้งหมดเป็นพยานความหลอนในครั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อช่วงที่พึ่งเข้าไปทำงานใหม่กับบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่งในตำแหน่ง ‘โฟร์แมน’ หรือ ‘ผู้ควบคุมงานก่อสร้าง’ ครั้งนั้นได้รับมอบหมายให้ไปทำงานสร้างห้างสรรพสินค้าในจังหวัดปราจีนบุรี ทางคุณเยี่ยมและเพื่อนร่วมงาน ก็ต้องเดินทางไปประจำที่ไซต์งานแห่งนั้น โดยทางบริษัทได้จัดหาที่พักไว้ให้ และต้องอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 7 เดือนเต็มที่พักแห่งนี้มีลักษณะเป็นคูหาทั้งหมด 8 ห้องใหญ่ กำแพงไม่ติดกัน เหมือนเป็นแท่งสี่เหลี่ยมยาว ๆ ลึกเข้าไป ด้านหน้าของตึกติดตั้งระเบียงเหล็ก (คล้ายกับตะแกรงเหล็ก) และมีบันไดขึ้นทั้ง 2 ทาง เหมือนทางขึ้นเมรุอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งทางบริษัทจัดหาไว้ให้ 3 ห้อง นับเรียงจากฝั่งซ้าย (คุณแจ็คขอเรียกเป็นห้องซ้าย ห้องกลาง ห้องขวา) แต่ละห้องจะแบ่งเป็น 2 ห้องนอน (นอนด้วยกันห้องนอนละ 2 คน ก็จะพอดีจำนวน 12 คน) คุณแจ็คเล่าเสริมว่า อาชีพโฟร์แมนจะมีความรู้เรื่ององค์ประกอบการก่อสร้าง แต่เมื่อได้เห็นที่พักที่ถูกจัดให้พักนั้นก็เกิดความรู้สึกว่ามัน ‘แปลก’ ชอบกลในแต่ละห้อง ส่วนของชั้นล่างจะโล่ง มีบันไดขึ้นชั้นบน มีห้องนอน 2 ห้อง คือ ห้องนอนด้านหน้าที่ติดกับระเบียงเหล็ก และห้องนอนด้านหลัง ส่วนที่แปลกคือประตูทางเข้าของห้องนอนด้านหน้าต้องเข้าจากทางระเบียงเท่านั้น ไม่มีประตูให้เข้าจากข้างใน แม้จะเป็นสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยเพียงใด เหล่าโฟร์แมนทั้ง 12 คนก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะที่พักแห่งนี้ถูกจัดมาให้เรียบร้อยแล้ว ถ้าจะให้หาที่พักใหม่ ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเองวันหนึ่ง หลังจากเลิกงาน ก็มีปาร์ตี้สังสรรค์กินดื่มกันบ้างเป็นเรื่องปกติ 1 ใน 12 โฟร์แมน นามว่า ‘คุณต้อม’ บอกว่ารู้สึกเหนื่อย จึงขอเข้าไปนอนพักแทนที่จะสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงาน สมาชิกที่เหลือไม่ได้ผิดสังเกตอะไร จึงดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน จนถึงเวลาประมาณ 4 ทุ่ม คุณต้อมก็วิ่งหน้าตื่นออกมาจากห้อง แล้วบอกว่า “ผีอำว่ะ” เพื่อนร่วมงานที่เป็นชายปากกล้าก็ถามกลับไปว่า “คิดมากไปหรือเปล่า นอนมากไป ฝันมากไป ผีไม่มีหรอก และผีที่อำเนี่ย ผู้หญิงหรือผู้ชาย ถ้าเป็นผู้หญิง เดี๋ยวจัดการให้” สิ้นเสียงนั้น ทุกคนในที่นั้นก็เห็นผ้าขนหนูผืนบางที่ถูกแขวนอยู่ตรงผนังหลุดออกมา แล้วก็ถูกเหวี่ยงมาใส่หน้าของผู้ชายคนนั้น! ทุกคนทั้งอึ้งและงงกับเหตุการณ์นั้น จากนั้นพี่ซีเนียร์ในกลุ่มก็พยายามพูดเพื่อไม่ให้ทุกคนหวั่นกระเจิงไปกันใหญ่ว่า “ห้องนี้ไม่ได้ปิดประตูหน้าต่างให้มันดี ลมมันอาจจะพัดมาก็ได้” แต่ทุกคนก็อดคิดไม่ได้ช่วงกลางวันของวันต่อมา คุณเยี่ยมก็ออกเดินสำรวจพื้นที่รอบ ๆ สิ่งหนึ่งที่เห็นคือบริเวณหน้าประตูมีปี่เซียะตั้งอยู่ นั่นไม่ใช่จุดที่ผิดสังเกต แต่สิ่งที่ชวนสงสัยคือทุกซอกทุกมุมของตึกไม่ว่าจะเป็นประตู หน้าต่าง มีปี่เซียะวางอยู่ทุกจุด! คุณเยี่ยมคิดว่าเจ้าของตึกอาจจะมีความเชื่อทางด้านนี้ และเขาเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปี่เซียะมีไว้ทำไม จึงไม่ได้สนใจแม้จะสงสัยอยู่ในใจก็ตามหลังจากนั้นหลังเลิกงาน ปาร์ตี้สังสรรค์ก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง เวลาประมาณเที่ยงคืนทุกคนก็เริ่มแยกย้ายไปนอน เริ่มจากห้องกลาง เป็นห้องของคุณเยี่ยมและคุณต้อม ระหว่างที่กำลังจะเคลิ้มหลับประมาณตีหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงคนเดินขึ้นมาจากบันได คล้ายกับเสียงรองเท้าคัทชูไม่ก็ส้นสูง คุณเยี่ยมนอนฟังอยู่ก็นึกสงสัยว่าใครกันที่จะใส่รองเท้าแบบนั้นเดินขึ้นบันได เพราะทั้งเขาและคุณต้อมต่างก็เป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่ จากเสียงรองเท้ากระทบกับปูนก็เปลี่ยนเป็นเสียงที่กระทบกับเหล็กดัง “ก๊องแก๊ง ก๊องแก๊ง” ไปตามจังหวะการเดินคุณเยี่ยมที่นอนอยู่มองเห็นเงาของผู้หญิงผ่านหน้าต่าง สักพักเงานี้ก็เอาอะไรบางอย่างทุบกำแพงดัง “ตึงๆๆๆๆ” ซึ่งคุณเยี่ยมที่นอนอยู่ก็คิดว่าคงโดนเข้าให้แล้ว จึงหันไปหาคุณต้อมที่นอนอยู่ข้าง ๆ ก็พบว่า คุณต้อมเองก็ไม่ได้หลับเช่นกัน! ทั้งคู่ตาเบิกโพลงและทำได้แค่มองหน้ากัน ไม่ทันได้หายตกใจ เงาร่างนั้นก็เดินไล่บนระเบียงไปห้องซ้ายไปห้องขวา เดินไปเดินมา (ระเบียงเชื่อมกันหมด) จนถึงตีสาม คุณเยี่ยมและคุณต้อมก็ยังนอนฟังเสียงนั้นอยู่และไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเจอกับอะไร!วันต่อมา ทั้งคู่ได้เล่าเรื่องที่เจอให้กับทุกคนฟัง ฝ่ายห้องขวาเป็นผู้หญิงก็บอกว่า “หนูคิดว่าหนูได้ยินแค่ 2 คน” ส่วนห้องทางซ้ายเป็นพี่ซีเนียร์คู่กับผู้ชายปากกล้าก็บอกว่า “ได้ยินเสียงเดินแบบนี้ทั้งคืน ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร” เมื่อทุกคนไม่รู้ว่ากำลังเจอกับอะไร แต่หลังจากนั้นเป็นเวลากว่า 1 อาทิตย์ เมื่อเข้าสู่เวลาตีหนึ่ง เสียงนั้นก็จะดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และไม่มีใครใจกล้าพอที่จะออกไปดูว่ามันคืออะไรกันแน่..เรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นจากห้องข้างหน้าไม่พอ ห้องข้างหลังเองก็เช่นกัน เขาเล่าว่า “ตอนที่นอนอยู่นั้น ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย แต่ผมโดนผีอำ” ไม่ได้โดนผีอำแค่คนเดียว แต่ทุกคนที่นอนอยู่ห้องข้างหลังก็โดนผีอำกันทุกคน! เมื่อเรื่องมันชักจะไปกันใหญ่ ทุกคนจึงตกลงกันว่าหลังจากนี้จะไม่ดื่มแอลกอฮอล์กันอีกและนอนให้เร็วขึ้น เผื่อว่าจะดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนเวลาให้นอนเร็วขึ้น คุณเยี่ยมกลับไม่สบายตัวอย่างที่คิด เขานอนกระสับกระส่าย จนถึงเวลา 4 ทุ่ม เสียงเคาะหน้าต่างก็ดังขึ้น! “พี่ๆ ช่วยหนูด้วย!” เป็นน้องผู้หญิง 2 คน ที่มาจากห้องขวาวิ่งมาขอความช่วยเหลือ เมื่อเปิดประตูออกไป น้องก็บอกว่า “หนูอ่ะ หลับไปแล้ว ส่วนเพื่อนอีกคนลุกไปเข้าห้องน้ำ ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนมาทำกับข้าวอยู่ข้างล่าง แล้วก็มีเสียงคนซักผ้า” เธอเล่าต่อว่าพอเข้าห้องน้ำเสร็จก็ปิดไฟเดินกลับมาที่ห้อง เพื่อนคนที่นอนอยู่ก็นอนบิดไปบิดมา สักพักก็เอามาคว้าอะไรบางอย่าง แล้วก็ตะโกนออกมา “ว๊ากกกกก!” หลุดออกมาจากอาการผีอำ! เธอเล่าเพิ่มเติมว่าเหมือนมีผู้หญิงคนนึงมานั่งทับที่หน้าอก แล้วก็จับตัวไว้ไม่ให้ขยับ พอเพื่อนที่ลุกไปเข้าห้องน้ำกลับมา ถึงได้หลุดออกจากตรงนั้น เมื่อเห็นท่าไม่ดี จึงวิ่งออกมาขอความช่วยเหลือหลังจากได้ยินเสียงผู้หญิงเรียก ทุกคนก็มารวมตัวกันที่ห้องกลาง และพร้อมใจบอกว่า “โดนผีอำเหมือนกัน” ซึ่งจะโดนแตกต่างกันไป ผู้หญิงบ้าง ผู้ชายบ้าง บางคนไม่เห็นตัวแต่ขยับตัวไม่ได้ คุณเยี่ยมซึ่งไม่เคยโดนผีอำก็โดนเช่นกัน เหตุการณ์คือ ขณะที่กำลังนอนอยู่ เห็นผู้หญิงเดินเข้ามาในห้อง แล้วก็เอามานั่งทับที่หน้าอก จากนั้นก็บีบคอ คุณเยี่ยมก็พยายามขัดขืนแต่ก็ทำไม่ได้ และหันไปหาเพื่อนที่นอนอยู่ข้าง ๆ พร้อมกับตะโกนเรียก แต่เรียกเท่าไหร่ ก็ไม่มีเสียงใดเล็ดลอด จึงนึกถึงพระ จากนั้นเสียงก็ออกมา เพื่อนที่นอนอยู่บอกว่าได้ยินเสียงแปลก ๆ จึงปลุกคุณเยี่ยมให้ตื่นด้วยความที่ทั้งหมดเป็นพนักงานใหม่ การจะย้ายออกแล้วต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเองนั้นก็ดูจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ทุกคนจึงจำใจอยู่ที่นี่ต่อ ในทุก ๆ คืน ตี 1 – 3 ก็จะต้องเจอกับเหตุการณ์หลอนซ้ำ ๆ วนมาไม่จบสิ้น จะมีเพียงวันเสาร์อาทิตย์ที่แต่ละคนได้กลับบ้าน นั่นจึงเป็นเวลาหาเครื่องรางของขลังมาป้องกันตัวเอง ซึ่งมันก็ไม่ได้ช่วยอะไร…เหตุการณ์ดำเนินมาจนถึงช่วงประมาณเดือนที่ 4 – 5 บริษัทได้เรียกพนักงาน 6 คน เปลี่ยนไปทำงานที่อื่น ทำให้เหลือเพียง 6 คน ที่โชคร้ายยังต้องเผชิญเรื่องหลอนไม่จบไม่สิ้น ทุกคนตกลงกันว่าจะนอนด้วยกัน ห้องละ 3 คน เพื่อความสบายใจ พี่ซีเนียร์พูดขึ้นมาว่า “ที่เราเจอกันอยู่เนี่ย มันไม่ใช่ผีแค่ตัวเดียว น่าจะมีเป็นสิบ” น้อง ๆ ในกลุ่มจึงถามขึ้นว่า “พี่รู้ได้ยังไง?” พี่ซีเนียร์ตอบว่า “กูไปรู้อะไรบางอย่างมา มึงรู้มั้ยว่าค่าเช่าของที่นี่เดือนละเท่าไหร่? 3 คูหา มันเดือนละ 5,000” ซึ่งก็ได้วิเคราะห์ว่า อาจเป็นเพราะตึกนี้มันร้างมาก่อน แล้วพอมีบริษัทมาเช่าให้พนักงานอยู่ เขาก็เลยพยายามมาเคลียร์โดยการเอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ มาวางไว้ และยังสังเกตอีกว่า ตลอดเวลา 4 – 5 เดือนที่ผ่านมานี้ ไม่มีใครสักคนที่เดินเข้ามาถามว่าอีก 5 คูหาที่เหลือยังว่างให้เช่ามั้ย ทั้ง ๆ ที่ตรงนี้เป็นทำเลดี ติดถนนใหญ่ ทุกคนจึงคุยกันอีกรอบว่าจะแก้ปัญหานี้กันอย่างไรดี ได้ข้อสรุปว่าจะทำบุญครั้งใหญ่ จึงไปซื้ออาหารและจัดเตรียมสิ่งของสำหรับการทำบุญ…เมื่อวันทำบุญมาถึง ช่วงเวลากลางวันแสก ๆ หลังจากปักธูปไหว้เสร็จ พี่ซีเนียร์ก็ดันคิดอะไรแปลก ๆ ไปหยิบจานและตะเกียบมาเคาะแล้วพูดว่า “อ้าว มากินข้าวกินเร็ว” หลังจากเคาะ ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนกำลังวิ่งลงมาเป็นสิบ ๆ คน ผ้าม่านที่อยู่ตรงนั้นก็ไหวไปมา ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น!หลังจากทำบุญให้ ก็ยังเจออยู่เหมือนเดิมไม่เบาลงเลย แม้ทุกคนจะรู้อยู่แก่ใจว่าที่แห่งนี้มีอะไรบางอย่างมาอยู่ร่วมด้วย แต่ก็ทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ จึงต้องอยู่และทำงานกันต่อไป จนกระทั่งถึงเดือนที่ 7 พนักงานกลุ่มนี้ต้องย้ายออก ก็ได้มีพนักงานใหม่เข้ามาอยู่แทน ทั้ง 2 กลุ่มได้คุยกัน หนึ่งในกลุ่มที่มาใหม่บอกว่า “ผมเอาลูกมาอยู่ด้วย วันหนึ่งผมเห็นลูกผมยื่นขนมให้ใครก็ไม่รู้” ในวันย้ายออกมีการจ้างรถชาวบ้านมาช่วยขนย้าย คุณลุงที่เป็นคนขับรถก็ชวนคุยระหว่างทาง “นึกว่าใครมาอยู่ ที่แท้ก็นายช่างนี่เอง แล้วมาอยู่ได้ยังไง ที่นี่ผีดุ นายช่างไม่รู้เหรอ” จากนั้นทุกคนก็รุมถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…คุณลุงเล่าว่าย้อนกลับไปว่า สมัยก่อนที่ตรงนั้นยังเป็นป่าช้า จากนั้นก็มีการล้างป่าช้า ซึ่งก็ไม่รู้ว่าล้างหมดหรือไม่ ส่วนใกล้ ๆ กับบริเวณนั้นเป็นลานโล่ง แล้วก็มีการสร้างโรงพยาบาล คนที่เป็นเจ้าของที่เห็นว่ามันน่าจะพัฒนาที่ดินได้ จึงอยากสร้างอาคารพาณิชย์ แม้จะมีเสียงรอบข้างห้ามปราม แต่เขาก็ดึงดันที่จะสร้าง รวมทั้งไม่ได้สนใจโครงสร้างและการออกแบบเลย ตึกที่ได้จึงมีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมยาววางเรียงกันเหมือนกับโลงศพ! พอมีคนมาเช่า ผลประกอบการก็ไม่ดี ทำมาค้าขายไม่ขึ้น จึงให้ซินแสเข้ามาช่วยดู เขาจึงแนะนำว่าให้ปรับหน้าตาของอาคารให้ดูดีขึ้น ให้มันมีอะไรอยู่ข้างหน้าหน่อย จึงเป็นที่มาของการสร้างระเบียงนั่นเอง นั่นยิ่งทำให้เหมือนทางขึ้นเมรุเข้าไปอีก เรียกได้ว่ายิ่งแก้ยิ่งเละและเมื่อขุดประวัติลึกเท่าไหร่ ความน่ากลัวของคูหาเหล่านี้ก็ยิ่งทวีคูณ ห้องกลางนั้นมีเคยมีผู้หญิงผูกคอตาย ห้องขวาเคยมีสามีภรรยาทะเลาะกัน ฝ่ายชายลงมือฆ่า ส่วนห้องซ้ายเป็นสามีภรรยาเช่นกัน ฝ่ายชายฆ่าฝ่ายหญิง แล้วกินยาฆ่าตัวตายตาม ยังไม่นับรวมเคสอื่น ๆ อีก รวมแล้วมีการเสียชีวิตเกิดขึ้นกว่า 5 ราย ส่วนคูหาอื่นที่ไม่มีคนเข้าไปอยู่ก็ไม่รู้ว่ามีเคสอะไรเกิดขึ้นบ้าง…และนี่คือเหตุการณ์หลอนทั้งหมด ที่โฟร์แมนทั้ง 12 คนเป็นพยานรู้เห็นความหลอนในครั้งนี้ติดตามความหลอนย้อนหลังได้

มูฟออนยังไงไหว! เพราะหัวใจยังอยู่ธันเดอร์โดม “บีไอ” #BI_LOLTheHiddenStageinBKK ระเบิดเพอร์ฟอร์มสุดเป๊ะ สมเป็นสเตจเปิดเอเชียทัวร์

08 มี.ค. 2023

มูฟออนยังไงไหว! เพราะหัวใจยังอยู่ธันเดอร์โดม “บีไอ” #BI_LOLTheHiddenStageinBKK ระเบิดเพอร์ฟอร์มสุดเป๊ะ สมเป็นสเตจเปิดเอเชียทัวร์

ยังหาทางออกจากธันเดอร์โดมไม่เจอสักที!! ก็ “บีไอ” (B.I) หรือ “คิมฮันบิน” (KIM HAN BIN) เขาจัดหนักจัดเต็มประเดิมเอเชียทัวร์คิวแรก ณ ประเทศไทยไว้ชนิดที่ทำเอาใครๆ ก็ไม่สามารถมูฟออนได้ไวเลยจริงๆ กับโซโลคอนเสิร์ต “บีไอ 2023 เอเชีย ทัวร์ [แอล.โอ.แอล เดอะ ฮิดเดน สเตจ] อิน แบงคอก” (B.I 2023 ASIA TOUR [L.O.L THE HIDDEN STAGE] IN BANGKOK) #BI_LOLTheHiddenStageinBKK ซึ่งอัดแน่นไปด้วยโชว์คุณภาพและความสนุกยาวนานกว่า 2 ชั่วโมงครึ่งบรรยากาศในฮอลล์พร้อมมากกับการเริ่มต้น แสงไฟสีรุ้งจากบินบง (ชื่อเรียกแท่งไฟออฟฟิเชียลของ B.I) ส่องสว่างชัดเจนเต็มพื้นที่ คิมฮันบิน หรือ บีไอ ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางเสียงกรี๊ดต้อนรับของเหล่าไอดี เพลงไวรัลระดับโกลบอล BTBT รับหน้าที่เปิดเวทีในครั้งนี้ สเต็ปการเต้นอันเลื่องลือจนเป็นที่มาของฉายา ‘พ่อหนุ่มเอวหวาน’ สร้างเรื่องกันตั้งแต่เพอร์ฟอร์แมนซ์แรกไปเลย ก่อนจะไปต่อกันด้วยเมดเลย์ซึ่งเริ่มด้วย BE I ผลงานเพลงจากการแข่งขันในรายการ Show Me The Money ที่นำเสนอตัวตนของเขา ตามด้วยเพลง ONE AND ONLY (돗대) และ WATERFALL แค่เริ่มโชว์ไปได้ไม่ถึง 15 นาทีก็ทำเอามวลความสุขอัดแน่นไปทั้งฮอลล์“What’s up Bangkok?” คิมฮันบินพักทักทายทุกคน “ครั้งนี้เป็นโซโลทัวร์คอนเสิร์ตครั้งแรกของผมเลย ถ้าจะให้พูดจริงๆ แล้ว ไม่คิดเลยว่าจะมีคนมาเยอะขนาดนี้ครับ สงสัยผมก็จะป็อปปูลาร์ที่เมืองไทยเหมือนกันนะเนี่ย ขอบคุณทุกคนที่เสียสละมากันในวันนี้นะครับ” พร้อมกับอนุญาตให้แฟนๆ สามารถเก็บโมเมนต์ประทับใจจากคอนเสิร์ตนี้ผ่านโทรศัพท์กันได้อย่างเต็มที่จากนั้นทุกคนโยกย้ายไปตามจังหวะเพลง Alive และ Flame แสงสีแดงที่เปรียบเหมือนลาวาของภูเขาไฟกำลังไหลไปทั่วทุกโซน บีไอ ชวนให้ไอดียืนขึ้นและกระโดดไปกับเพลง Illusion (꿈결) ได้เวลาลดอุณหภูมิความร้อนด้วยความรักในเพลง Lover ดื่มด่ำความหวานด้วยเนื้อเพลงที่ทำเอาแอบเขินกับท่อน My lover lover lover, You shot me down bang bang! ไอดีไทยรับบทที่รักแล้วหนึ่งฮันบินขอเช็กความพร้อมของไอดี “ทุกคนสนุกกันไหมครับ ผมเองก็สนุกเหมือนกันครับ เดี๋ยวเราก็จะเริ่มลุกขึ้นยืนแล้วนะครับ ไม่ได้ให้กรี๊ดนะครับให้ลุกขึ้นครับ หลังจากนี้ประมาณ 10-15 นาที ทุกคนจะเสียใจถ้านั่งอยู่นะครับ เตรียมใจรีบลุกไว้ก่อนเลยนะครับ” โดยเพลงต่อไปเป็นเพลงน่ารักๆ และสดใส ซึ่งเจ้าตัวอยากให้ทุกคนมากระโดดและเต้นไปด้วยกัน ท่าเต้นและดนตรีของเพลง GRAY (비 온 뒤 흐 림) ทำเอาคนบนสเตจอย่างคิมฮันบินกลายเป็นน้องต๋าทรงเสน่ห์ที่น่าเอ็นดู ความน่ารักรวมทั้งสกิลการเต้นอันล้นเหลือส่งต่อมายังเพลง Remember me (역겹겠지만) ใช้ความน่ารักมาเยอะแล้ว ขอเป็นฮันบินคนเท่ในเพลง Got it like that กันบ้าง เพลงนี้ไอดีเองก็ไม่พลาดที่จะร้องท่อนคอรัสไปตามๆ กัน อีกหนึ่งผลงานเพลงที่ภาคภูมิใจ ถือเป็นซิงเกิลระดับโลกที่บีไอได้ร่วมงานคอลแลบกับ Destiny Rogers และ Tyla Yawehอินโทรเพลง Daydream (긴 꿈) ดังขึ้นพร้อมฮันบินในเสื้อผ้าชุดใหม่ (ตามที่เคยสปอยล์ไว้ว่าโชว์ครั้งนี้คุณพี่สไตลิสต์จัดเต็มแน่นอน) จากนั้นเข้าช่วงแฟนเซอร์วิส ศิลปินหนุ่มคนเก่งลงจากเวทีขอไปแจกโมเมนต์ใกล้ชิดไอดีพร้อมเพลง Tangerine และ Nerd ยกให้เป็นเจ้าพ่อแห่งความใส่ใจเบอร์ต้นไปเลย สเตจกลับมาไวบ์เท่อีกครั้งด้วยเพลง STAY ก่อนจะฝากเวทีให้กับสเปเชียลเกสต์คนที่ 1 อย่าง “ไทแทน” (TYTAN) -ไทแทน ทีปประสานช่วยดูแลผู้ชมระหว่างที่เจ้าของเวทีไปพักเบรกและเปลี่ยนคอสตูม โดย ไทแทน หยิบเอาเพลง All Night (feat. Loco) และ Love Yourself มาฝาก นอกเหนือจากที่เราได้เห็นไทแทนพารุ่นพี่ฮันบินไปเล่นกีฬาบาส แอร์ฮอกกี้ และทานอาหารไทย อย่าง ผัดไทย ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ ผัดซีอิ๊ว ผัดผักบุ้งด้วยกันในวันที่บีไอเดินทางมาถึงประเทศไทย ไทแทนยังเผยด้วยว่ามีสิ่งหนึ่งที่เขาเป็นเหมือนกับไอดีทุกคน นั่นก็คือตัวเขาเองก็เป็นแฟนเพลงของบีไอด้วยเหมือนกันจากนั้นเทพบุตรชุดขาวกลับมาหาไอดีด้วยสเตจ illa illa (해변) ลุคแฟชั่นสุดเซ็กซี่และสเต็ปการเต้นในเพลง Endless summer (영원한 여름) ทำให้ทุกคนไม่สามารถละสายตา ได้แต่คิดว่าคนอะไรทำไมครบเครื่องขนาดนี้ บีไอชวนกระโดดต่อด้วยเพลง Middle with you ซึ่งงานนี้ไอดีไทยก็เตรียมเซอร์ไพรส์ตอบแทนความน่ารักของเมนด้วยการแปรอักษรในเพลงนี้ โดยการเชื่อม B.I และ ID ไว้ด้วยกันผ่าน Light Box หลังจบเพลงศิลปินรับรู้ถึงความโรแมนติกของไอดีไทย จึงขอบคุณที่มอบความสวยงามให้กับโชว์นี้ด้วยการจัดหนักจัดเต็มทั้งร้องทั้งเต้น ทุกมูฟเมนต์การเคลื่อนไหวสะกดหัวใจไอดีไว้อยู่หมัดทั้งเพลง Keep me up, Numb, Nineteen (열아홉) และ COSMOS ที่ฮันบินและไอดีประสานเสียงร้องไปด้วยกันทั่วทั้งฮอลล์เดินทางมาสู่ช่วงท้ายของคอนเสิร์ต บีไอ กลับขึ้นเวทีอีกครั้งหลังจากเหล่าไอดีตะโกนลั่นขอ ENCORE พร้อมเพลง BTBT ซึ่งรอบนี้มีเซอร์ไพรส์ระดับตกใจหนักมากกับ “ยอร์ช” (Yorch) - ยงศิลป์ วงศ์พนิตนนท์ สเปเชียลเกสต์คนที่ 2 ขึ้นมาร่วมสเตจโชว์สกิลแร็ปและแดนซ์ในเพลงนี้ด้วย หลังเพอร์ฟอร์มจบเพลง บีไอก็ได้เปิดเผยว่าตัวเขาได้เห็นคลิปวิดีโอที่ ยอร์ช คัฟเวอร์เพลง BTBT ก็เลยชวนมาร่วมสเตจนี้ด้วยกันเลย และยังได้ไปทานอาหารไทยพร้อมกันทั้งตัวเขา ยอร์ช และ ไทแทนก่อนที่ บีไอ จะกลับมาสานต่อเวทีนี้ในเพลง Then (그땐 내가) พร้อมกับกล่าวปิดท้ายด้วยว่า ขอบคุณทีมงานและแฟนคลับทุกคนที่ทำให้เกิดคอนเสิร์ตนี้ขึ้นมา โดยอำลาแฟนๆ ไปด้วย Re-Birth (다음 생) เพลงที่เป็นเหมือนสัญญาระหว่างบีไอและไอดีว่าจะกลับมาพบกันอีก ถึงตอนนี้เจ้าตัวอยากบันทึกความทรงจำร่วมกับไอดีไทย จึงชวนกันถ่ายรูปพร้อมป้ายโปรเจ็กต์ที่แฟนๆ ตั้งใจเตรียมมา “한빈과 함께 보낸 시간은 아이디의 가장 소중한 시간이었다” แปลว่า “ทุกช่วงเวลาที่ได้ใช้กับฮันบิน คือช่วงเวลาที่ดีสุดของไอดี” จากนั้นบีไอกล่าวขอบคุณแล้วกลับเข้าหลังเวทีไปบีไอสร้างเรื่องไว้เยอะ ไทยไอดีเลยขอสร้างเรื่องบ้าง ไม่ยอมให้ศิลปินที่รักรีบจบโชว์ไปง่ายๆ ต่างช่วยกันส่งเสียงเชียร์เรียก บีไอ จนต้องกลับขึ้นเวทีมาหากันอีกครั้ง พร้อมหอบหิ้วความสนุก 4 เพลงรวดทั้ง Flame , Illusion (꿈결), ONE AND ONLY (돗대), BE I และแน่นอนว่าพูดคำไหนคำนั้น เพลงใหม่ที่ยังไม่เคยปล่อยออกมาถูกนำมาร้องให้ไอดีไทยฟังเป็นครั้งแรก พร้อมบุกประชิดตัวไอดีทั่วทั้งฮอลล์อีกครั้ง เซอร์วิสดีแบบนี้ไม่รักยังไงไหว ปิดท้ายแบบท้ายสุดของจริงด้วยเพลง COSMOS ซึ่งบีไออดใจไม่ไหว วิ่งลงจากสเตจไปหาไอดีรอบฮอลล์เป็นครั้งที่สาม แทนคำบอกลาที่วันนี้ได้สร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกันภาพ : 411entertainment

คุณครูสังเกตเห็นรูปวาดของเด็กหญิงเก็บตัว ‘ต้นไม้ = แม่ ส่วนผู้หญิง..คือใครไม่รู้!’ เมื่อตามไปถึงบ้านก็พบหญิงร่างใหญ่แปลกหน้า พอถามพ่อ ดันตอบว่าอยู่กันแค่ 2 คน!

01 ก.พ. 2023

คุณครูสังเกตเห็นรูปวาดของเด็กหญิงเก็บตัว ‘ต้นไม้ = แม่ ส่วนผู้หญิง..คือใครไม่รู้!’ เมื่อตามไปถึงบ้านก็พบหญิงร่างใหญ่แปลกหน้า พอถามพ่อ ดันตอบว่าอยู่กันแค่ 2 คน!

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (24 มกราคม 2566) ที่ผ่านมา ‘คุณตั้ม The Shock’ หรือ ‘คุณตั้ม รถขนไม้’ ได้เข้ามานั่งเล่าเรื่องหลอนกันแบบสด ๆ ถึงห้องจัดรายการ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณครูโรงเรียนประถมที่สังเกตเห็นอาการแปลก ๆ ของ ‘น้องเมย์’ เด็กหญิงที่มีนิสัยเก็บตัว แต่จะหลอนอย่างไรนั้น เราสรุปไว้ให้คุณแล้ว!เรื่องนี้มาจาก ‘คุณแอล’ เธอเล่าให้ฟังว่าเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมาได้กลับบ้านต่างจังหวัด และได้พูดคุยกับน้องชาย ซึ่งเป็นคุณครูสอนคณิตศาสตร์ประจำโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่ง (จะขอเรียกน้องชายคุณแอลว่า ‘คุณครู’) หนึ่งในเรื่องที่คุยกันนั้นเป็นเรื่องของนักเรียนคนหนึ่ง นามว่า ‘น้องเมย์’ เด็กสาวบุคลิกเงียบขรึม ที่ไม่ค่อยสนใจใคร และปลีกตัวไปนั่งอยู่ที่มุมห้องคนเดียว คุณครูจึงเข้าไปถามไถ่ แต่น้องเมย์ก็ไม่ตอบรับอะไร และพยายามหลบตา จนกระทั่งสังเกตเห็นรอยช้ำที่ต้นแขน ก็ถามน้องว่าไปโดนอะไรมา ด้วยความเป็นเด็ก น้องยังไม่รู้ว่ารอยช้ำคืออะไร แต่ก็บอกคุณครูว่า “เป็นผลจากการทำการบ้านแล้วถูกพ่อดุ” คุณครูได้ยินดังนั้นก็เป็นห่วง และคิดว่าปล่อยเอาไว้คงไม่ดีแน่ จึงพาน้องไปที่สถานีตำรวจ แต่ตำรวจกลับไม่สนใจ มองว่าเป็นเรื่องเล็ก และไม่รับเรื่อง ด้วยความเป็นครูจึงไม่ยอมแพ้ พาน้องเมย์เข้าพบครูใหญ่ แต่กลับได้คำตอบว่า “อย่าไปยุ่งเลย พ่อของน้องเป็นนักการเมือง เดี๋ยวโรงเรียนเราจะมีปัญหา” เมื่อได้ยินดังนั้นคุณครูก็ผิดหวัง และก็คิดว่าจะพยายามดูแลน้องเมย์เท่าที่ตัวเองจะทำได้..วันรุ่งขึ้น ครูใหญ่ก็แจ้งกับคุณครูว่าให้ย้ายขึ้นไปสอนชั้นป.2 แทน ทำให้ต้องจำใจย้ายขึ้นไปตามคำสั่ง แต่ก็ยังเป็นห่วงน้องเมย์อยู่ เมื่อไหร่ที่มีเวลาว่าง ก็จะแวะไปดูน้องเมย์เป็นครั้งคราว วันหนึ่ง คุณครูแวะมาดูน้องเมย์ ก็เห็นน้องกำลังก้มหน้าก้มตาวาดรูปอยู่คนเดียว ภาพวาดของน้องจะมีต้นไม้อยู่ตรงกลาง ข้าง ๆ มีผู้หญิง และเด็กผู้หญิง ส่วนด้านบนมีดวงอาทิตย์ คุณครูจึงพยายามที่จะพูดคุยด้วยการเอ่ยปากชม “น้องเมย์วาดรูปสวยมากเลย คุณครูขอเอากลับไปได้มั้ย?” น้องเมย์ก็พยักหน้าตอบรับ คุณครูจึงคิดว่านี่เป็นสัญญาณที่ดี เพราะน้องเริ่มตอบรับแล้ววันต่อมา คุณครูก็มาหาน้องเมย์อีกครั้ง น้องยังคงวาดรูปอยู่ที่มุมเดิม และเป็นรูปเหมือนเดิมทุกรูป คุณครูจึงคิดว่าจะเริ่มชวนคุยผ่านรูปภาพเหล่านี้ และเอ่ยปากขอรูปอีกครั้ง น้องเมย์ก็ตอบว่า “ได้” เมื่อน้องเริ่มตอบโต้ คุณครูจึงบอกน้องว่า “น้องเมย์ลองเขียนอธิบายภาพนี้หน่อยสิ ว่ามันมีอะไรบ้าง ใครเป็นใคร” น้องก็นั่งเขียนรายละเอียดตามที่คุณครูบอก ไม่นานน้องเมย์ก็เขียนเสร็จ รายละเอียดที่น้องเขียนคือ พระอาทิตย์ = พระอาทิตย์, เด็กผู้หญิง = เมย์, ใต้ต้นไม้ = แม่ และ ผู้หญิง = ใครไม่รู้ นั่นทำให้คุณครูคิดไปไกลว่าผู้หญิงคนนั้นอาจจะเป็นคนที่ทารุณกรรมน้อง!ด้วยความร้อนใจ เย็นวันนั้นคุณครูก็รีบไปที่บ้านน้องทันที เมื่อไปถึงบ้าน ก็เห็นว่าบ้านมีลักษณะคล้าย ๆ กับรูปที่น้องเมย์วาด หลังจากกวาดสายตาไปรอบ ๆ ก็มองขึ้นไปที่หน้าต่างชั้นสอง คุณครูก็เห็นผู้หญิงร่างใหญ่คนนึง มองมาที่คุณครู ทางด้านคุณพ่อก็ต้อนรับอย่างดี และกำลังจะพาไปห้องรับแขก น้องเมย์ก็วิ่งออกมา แล้วกระซิบบอกคุณครูว่า “เขาไม่พอใจ ในสิ่งที่คุณครูมาทำแบบนี้นะ” คุณครูก็ตอบกลับไปว่า “อ๋อ ผู้หญิงที่อยู่ข้างบนหรอ? ไม่เป็นไร เขาทำอะไรครูไม่ได้หรอก” สิ้นเสียงคุณครู น้องเมย์ก็ไม่ตอบกลับอะไร คุณครูจึงเข้าไปพูดคุยกับคุณพ่อ เมื่อคุยไปคุยมา คุณครูก็หยิบเอาภาพที่น้องเมย์วาดมาให้คุณพ่อดู น้ำเสียงและสีหน้าก็เปลี่ยนไป กลายเป็นโมโหบอกว่า “มันก็แค่รูปถ่าย! ทำไมอ่ะ มันมีปัญหาอะไร” เมื่อเห็นว่าคุณพ่อไม่พอใจ จึงเปลี่ยนเรื่องไปถามถึงผู้หญิงที่อยู่ข้างบนแทน คุณพ่อก็ยิ่งหัวเสียเพิ่มขึ้นไปอีก! แล้วบอกว่า “คุณพูดอะไร แม่น้องเมย์เขาตายตั้งแต่น้องอายุ 2 ขวบ ผมอยู่กันสองคนพ่อลูก ไม่เคยเอาใครเข้าบ้าน!” คุณครูก็ไปต่อไม่ได้ ท้ายที่สุด คุณพ่อก็เชิญคุณครูออกไป แม้ในใจจะสงสัยมากก็ตามทีเมื่อสลัดความสงสัยออกไปไม่ได้ จึงไปถามจากคนละแวกบ้าน ได้คำตอบมาว่า แม่ของน้องเมย์เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ หลังจากแม่เสีย พ่อของน้องเมย์ก็กลายเป็นคนเก็บตัว และเขาอยู่กันสองพ่อลูกจริง ๆ เมื่อคุณพ่อทราบเรื่องว่าคุณครูทำแบบนั้นก็ไม่พอใจ จึงย้ายน้องเมย์ออกจากโรงเรียน ส่วนที่บ้านก็ไม่รู้ว่าย้ายหรืออยู่ต่อ เพราะคุณครูก็ไม่ได้เจอน้องเมย์อีกเลย..แม้เรื่องที่เจอจะจบไปแล้ว แต่ความสงสัยของคุณครูยังไม่จบ เรื่องแรก ถ้าน้องเมย์อยู่กับคุณพ่อ ทำไมรูปที่วาดถึงไม่มีคุณพ่อเลย แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร..? แล้วที่น้องถูกกระทำ ถูกทำร้ายร่างกาย อาจจะเกิดจากผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่า?

album
efm
-

-