จำฝังใจ!! แม่เปลี่ยนไป เพราะปลดเบาผิดที่…

ENTERTAINMENT NEWS

จำฝังใจ!! แม่เปลี่ยนไป เพราะปลดเบาผิดที่…

20 ต.ค. 2022

เรื่องราวชวนขนหัวลุกนี้ มาจากคุณฟีน สายแรกที่โทรเข้ามาแชร์ประสบการณ์ของคุณแม่ให้ดีเจแนน และดีเจเคเบิลได้คลุมโปงไปด้วยกัน ในรายการ “อังคารคลุมโปง” เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา (18 ตุลาคม 2565)

คุณฟีนเล่าว่า ครอบครัวของคุณฟีนมีกิจการคณะลิเก ในช่วงๆ หนึ่งของทุกปี จะต้องเดินทางไปแสดงลิเกที่วัดชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.สมุทรปราการ และในปีที่ทำให้ต้องพบกับประสบการณ์หลอนนั้น คือปี พ.ศ. 2545 ทางวัดได้จัดพื้นที่ให้คณะลิเกตั้งซุ้มคณะใกล้ๆ กับพื้นที่ก่อสร้าง

ด้วยพื้นที่ที่จำกัดทำให้คณะลิเก จัดตั้งได้เพียงแค่ด้านหน้าเวทีการแสดงเท่านั้น ส่วนด้านหลังที่เป็นพื้นที่พักผ่อนหรือแต่งตัวแต่งหน้าของทีมงานและนักแสดง ต้องย้ายไปจัดอยู่ในพื้นที่ก่อสร้างข้างๆ ที่เป็นลักษณะลานกว้างและหลังคายังสร้างไม่เสร็จดี ถัดจากลานกว้าง ก็มีห้องๆ หนึ่งที่ยังเป็นโครงประตู หน้าต่างที่กำลังก่อสร้างอยู่

และเนื่องจากทางวัดไม่เคยจัดให้โรงลิเกอยู่ในพื้นที่นี้มาก่อน ทำให้ระยะทางระหว่างโรงลิเกและห้องน้ำอยู่ห่างกันมาก ทีมงานและนักแสดงหลายคนจึงตัดสินใจปลดเบาที่ห้องห้องนั้นแทน...

จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่ยังมีการแสดงลิเกอยู่นั้น คุณแม่ของคุณฟีนก็ได้ไปปลดเบาที่ห้องนั้นเช่นเคย หลังจากนั้นแกก็เริ่มมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงราวกับว่ามีคนเอาไม้หน้าสามมาตีที่หัวอย่างไรอย่างนั้น!

เมื่อการแสดงจบลง คนในครอบครัวก็สังเกตว่าอาการปวดหัวนั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั้งทำให้ตาของคุณแม่เหล่ และเมื่อคุณแม่ไปหาหมอ ก็ได้รับมาเพียงยาพาราเซตามอล

คุณฟีนเล่าต่ออีกว่า บ้านของเธอเป็นบ้าน 2 ชั้น ชั้นบนมี 4 ห้อง แบ่งเป็นฝั่งซ้ายขวาอย่างละ 2 ห้อง ซึ่งทางด้านขวาเป็นห้องพระ ในระหว่างที่คุณพ่อกำลังประคองคุณแม่เดินขึ้นมายังชั้น 2 จู่ๆ คุณแม่ก็ก้มหัวตัวเองลงกับพื้น จากนั้นก็ไถหัวแล้วเบนหน้าหนีจากห้องพระเพื่อขึ้นบันไดจนถึงห้องแล้วก็ปิดประตูทันที!

คุณฟีนเสริมว่า ภายในห้องพระนั้น มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของต้นตระกูลอยู่มากมาย หนึ่งในนั้นคือพ่อแก่ที่ตกทอดมาตั้งแต่รุ่นปู่ของทวด ซึ่งไม่มีใครกล้าบูรณะให้เพราะหลายคนสัมผัสได้ถึงความดุของท่าน

เมื่ออาการของคุณแม่เริ่มหนักขึ้น บรรดาญาติๆ ต่างก็แวะเวียนมาเยี่ยมเยียน ไม่ต่างจากคุณลุง ผู้ซึ่งทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งแถบบางรัก คุณลุงเองก็อยากให้คุณแม่ไปรักษาที่โรงพยาบาลนี้ และตั้งใจจะไปขอให้คุณหมอที่สนิทกันช่วยรักษาให้

เมื่อไปถึงโรงพยาบาล คุณหมอก็ยินดีรับคุณแม่เข้ารับการรักษา ซึ่งตอนนั้นคุณฟีนเองก็สัมผัสได้ว่าตอนนี้เหมือนคุณแม่ของเธอเหมือนมีสองคนอยู่ในร่างเดียว บางครั้งก็เป็นคุณแม่ที่คุณฟีนรู้จัก แต่ในบางครั้งก็จะแสดงท่าทีแปลกไป

ทางด้านลูกพี่ลูกน้องของคุณฟีน ก็รู้สึกแปลกใจเรื่องนี้เช่นกัน ขณะที่คุณแม่กำลังพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ญาติของคุณฟีน จึงลองสวดคาถาชินบัญชร พอสวดเสร็จก็สอดคาถาไว้ใต้หมอนของคุณแม่ จากนั้น คุณแม่ก็ตื่นขึ้น!

แต่กลับกลายเป็นว่า คุณแม่ไม่ยอมนอนหนุนหมอนที่มีคาถาซ่อนอยู่ พร้อมกันนั้นแกกลับสลับเอาเท้าไปพาดกับหมอนแทน ก่อนจะพูดว่า “ไม่นอน ไม่อยากนอน ไม่เอา” ซ้ำวนไปมาหลายรอบ แล้วยังบอกอีกว่า “เอาบทสวดมนต์ออกไป” เหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนเข้าใจแล้วว่า คุณแม่ต้องโดนของหรืออะไรบางอย่างแน่ๆ... แต่ก็จะรักษาด้านวิทยาศาสตร์ควบคู่กับความเชื่อไปด้วย

ผ่านไปได้ 3-4 วัน คุณอาที่รับหน้าที่เฝ้าคุณแม่ก็ได้โทรมาบอกว่า คุณแม่เริ่มอาการไม่ดี ให้รีบมาที่โรงพยาบาลด่วน ถ้าคืนนี้ไม่ไหว ก็อาจจะต้องปล่อยให้คุณแม่ไป เมื่อไปถึงโรงพยาบาล บรรดาญาติก็เห็นว่าคุณแม่ไม่ได้นอนซมเพราะป่วย แต่ลุกขึ้นมาพูดด้วยเสียงเล็กเสียงน้อยว่า “ขอตังค์หน่อยสิ ขอตังค์หน่อยได้ไหม” ญาติก็ถามกลับว่า “จะเอาตังค์ไปทำอะไร?” แม่ก็ตอบว่า “อยากได้เงิน ต้องใช้เงิน

หลังจากนั้นคุณหมอก็พาเข้าห้องไป เมื่อรักษาเสร็จก็พาออกมา และดูเหมือนว่า อาการของคุณแม่จะดีขึ้น แต่ก็ถูกมัดมือมัดเท้าเพราะมีสายท่อที่ใช้ในการรักษาระโยงระยางเต็มไปหมด

ทางครอบครัวยังคงรักษาคุณแม่ต่อในโรงพยาบาล ส่วนในแง่ของความเชื่อ ก็มีคนแนะนำมาว่าให้ไปหาพระวัดป่ารูปหนึ่งในจ.ราชบุรี เผื่อท่านจะช่วยได้ จากนั้นคุณย่าก็ไปหาพระรูปนั้น เพื่อนำวันเดือนปีเกิดของคุณแม่ไปให้ พอยื่นให้ท่าน ท่านก็พูดว่า “เขาโกรธนะ ไปเยี่ยวรดหัวเขาแบบนั้น คนมอญน่ะเขาโกรธนะ เขาจะเอาไปเลยนะ

นอกจากนี้ยังบอกอีกว่า “คนที่มาสิง เป็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ ผิวสองสี เป็นคนมอญ”และยังถามอีกว่า “มีลูก 2 คนใช่ไหม?” ย่าก็ตอบว่า “ใช่” พระท่านจึงแนะนำว่า “ให้คนโตบวช 15 วัน ส่วนคนเล็กให้เลิกกินเนื้อตลอดชีวิต และให้นำของไหว้ ไปที่ที่แม่เคยโดนของ แล้วก็ขอขมา บอกว่าเราไม่ได้ตั้งใจ” หลังจากนั้นไม่กี่วัน คุณย่าก็รีบไปทำพิธีตามที่พระท่านบอก คุณย่าเล่าให้ฟังว่า ที่ตรงนั้นทั้งมืด ทั้งน่ากลัว แต่ก็ทำการสวดมนต์และขอขมาจนเสร็จสิ้น

กลับมาที่ฝั่งของโรงพยาบาล ก็เหมือนมีอะไรมาดลใจคุณหมอให้เดินมาที่เตียงของคุณแม่ แล้วถามคุณอาว่า “ขอถามหน่อยสิ คนไข้ตาเหล่มาตั้งแต่กำเนิดเลยไหม?” อาก็ตอบกลับว่า “ไม่ใช่ค่ะ” เมื่อคุณหมอได้ยินดังนั้น ก็ให้นักศึกษาแพทย์มาช่วยกันตรวจอาการของคุณแม่ทันที เพราะมีเคสน้อยมากที่จะปวดหัวจนตาเหล่แบบนี้ เมื่อคุณหมอได้วินิจฉัยเสร็จแล้ว ผลตรวจออกมาว่า คุณแม่มีอาการไวรัสขึ้นสมอง เป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่คุณย่าได้ไปขอขมาพอดี คุณแม่ก็เริ่มมีอาการดีขึ้นแต่ก็ใช้เวลาเกือบ 1 เดือนเต็มเลยทีเดียว

เมื่อได้ออกจากโรงพยาบาล คุณแม่ก็กลายเป็นคนที่พูดช้าลง รวมทั้งการกระทำต่างๆ ก็ด้วย แล้วคุณแม่ก็เล่าให้ฟังว่า “ก่อนที่แม่จะไปโรงพยาบาล แม่ก็ยืนอยู่หน้าห้องพระ แล้วพูดว่าพ่อแก่ ขอให้ลูกหายกลับมา ลูกจะบวช 15 วัน” แล้วก็บอกว่าตอนที่อยู่โรงพยาบาลแม่ฝันว่า “มีคนมาจ้างลิเกให้ไปเล่นบนสวรรค์ แม่ก็ชักรอกขึ้นไป แล้วก็มีคนเอาตุ๊กตามาให้แม่ถือเต็มมือเลย แต่แม่ก็ทำหล่น คนข้างล่างที่เป็นเหมือนคนมอญก็พูดขึ้นมาว่าทำหล่นเหรอ แล้วก็โดนด่า” แล้วยังฝันอีกว่า “แม่กระโดดข้ามตึกไปมา แล้วก็ไม่ตาย มีคนมาช่วย แล้วก็เห็นคนที่ตายทุกคนมายืนล้อมเตียงเหมือนพยายามจะมาช่วยแม่

หลังจากนั้น คุณแม่และพี่ชายของคุณฟีนก็ไปบวช ส่วนคุณฟีนก็เลิกกินเนื้อตลอดชีวิต และคุณแม่ก็ได้ไปหาพระรูปนั้นที่คุณย่าเคยไปหา พระท่านก็แนะนำอีกว่า “ให้เลิกกินหอยที่มีคนเอาไปปล่อย พยายามทำบุญตักบาตรเรื่อยๆ นะ

แต่หลายคนก็สงสัยว่ามีทีมงานและนักแสดงหลายคนที่ไปปลดเบาในห้องนั้น ไม่เห็นมีใครมีอาการเหมือนคุณแม่เลย ท่านจึงบอกว่า “อาจเพราะดวงกำลังตก และเป็นคนจิตอ่อนทำให้โดนได้ง่าย

นับตั้งแต่วันนั้น คุณแม่ก็ยังคงพูดช้าจวบจนทุกวันนี้ แต่ก็ไม่มีอาการแปลกๆ เหมือนช่วงที่เข้าโรงพยาบาลอีกเลย...   

สามารถติดตามชมความหลอนย้อนหลังแบบเต็มๆได้ทาง

 

หากคุณชอบเรื่องหลอน และอยากแชร์ประสบการณ์ขนหัวลุก รับชมรายการสดได้ทุกวันอังคาร เวลา 20.00-22.00 น. ทางคลื่นวิทยุ EFM94 และ App : Atimefungfin

related ENTERTAINMENT NEWS

คบกับแฟนมา 5 ปี ไม่เคยมีอะไรกันเลย มากสุดแค่จูบปาก ปีนึงไม่ถึงสามครั้ง และหนูเป็นฝ่ายเริ่มเองทุกครั้ง พอเข้าปีที่ 3 เพิ่งรู้ว่าแฟนไม่มีความรู้สึกทางเพศเลย... หรือหนูต้องมองข้ามเรื่องนี้ แล้วโฟกัสความดีที่เขาทำมาตลอด

20 ก.พ. 2023

คบกับแฟนมา 5 ปี ไม่เคยมีอะไรกันเลย มากสุดแค่จูบปาก ปีนึงไม่ถึงสามครั้ง และหนูเป็นฝ่ายเริ่มเองทุกครั้ง พอเข้าปีที่ 3 เพิ่งรู้ว่าแฟนไม่มีความรู้สึกทางเพศเลย... หรือหนูต้องมองข้ามเรื่องนี้ แล้วโฟกัสความดีที่เขาทำมาตลอด

“คุณบี (นามสมมุติ)” อายุ 30 ปี สายที่สามในรายการพุธทอล์ค พุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (15/02/2023) ได้โทรเข้ามาปรึกษาดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม – ดีเจอั๋น ภูวนาท เกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์กับแฟนโดย “คุณบี (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘เราคบกับแฟนมาได้ประมาณ 5 ปีแล้ว เราก็ทำงานที่เดียวกัน และแฟนก็มีธุรกิจส่วนตัวด้วย ซึ่งในระหว่าง 5 ปีที่คบกันมาเขาดีทุกอย่าง ใส่ใจ ไม่นอกใจ ไม่มีปัญหาเรื่องผู้หญิง ขยันทำงาน แล้วพอคบกันนานๆ แฟนเขาก็พร้อมมีครอบครัวและมีแพลนจะแต่งงานกันปลายปีนี้ แต่มันมีปัญหามาตลอด เราก็ได้บอกเขามาตั้งแต่ 2 – 3 ปีแรกแล้วว่าเราไม่โอเคกับเรื่องนี้ คือเขาไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับเราตั้งแต่ที่คบกันมาเลย มากสุดคือครั้งเดียวที่เราให้เขาพยายาม แค่สัมผัสช่วงบนเท่านั้นเลย แล้วเขาก็หยุดชะงักไป ไม่ได้ทำต่อ แล้วตอนที่เขาทำก็ดูเหมือนฝืนๆทำ ไม่ได้เต็มใจอยากจะทำให้เรามีความสุขถ้าเป็นจูบที่ไม่ใช่จุ๊บกัน แค่ปี 2 – 3 ครั้ง ซึ่งเป็นเราที่เริ่มก่อนทุกครั้ง ในปีแรกๆเวลาไปเที่ยวด้วยกัน ทุกครั้งที่เราเริ่มเข้าไปใกล้ๆเขา เขาก็บอกว่าเขาให้เกียรติเรานะ อยากคบกันไปสักพักนึงก่อน เราก็เข้าใจ แต่พอเข้าปีที่ 2 เขาก็เริ่มไม่พูดอะไรแล้ว เริ่มนิ่ง เราก็นอนร้องไห้ เขาไม่สนใจแล้วเราก็หลับไป แล้วพอเข้าปีที่ 3 เราเอะใจ ก็เลยไปสัมผัสตรงนั้นของเขา ปรากฏว่ามันไม่ได้ตื่นตัว ก็เลยถามเขาไปตรงๆว่ามีปัญหาหรือป่าว และเขาเพิ่งมายอมรับว่าเขามีปัญหา เขาบอกว่าเขาทำธุรกิจแล้วมีความเครียด เขาไม่ได้ช่วยตัวเองมานานแล้วเราเคยถามเขาว่าเคยมีอะไรกับแฟนเก่ามั้ย เขาบอกเคยมี แต่แฟนเก่าทำเองหมด เขาแค่นอนเฉยๆ เหมือนเขาเป็นคนที่ไม่ได้มีความต้องการทางด้านนี้เลย ส่วนสุขภาพด้านอื่นๆเขาแข็งแรง อาจจะแค่น้ำหนักขึ้นมากกว่าเดิม แล้วเราก็มาคุยกันแบบจริงจังมากๆว่าเรารับไม่ได้นะเรื่องนี้ ถ้าจะคบกันต่อให้คุณไปหาหมอได้มั้ย เหมือนเขาบอกแค่ว่าไม่มีเวลา ยุ่ง แต่เราก็เห็นว่าเขานัดเพื่อนไปเที่ยวได้ นัดไปเที่ยวกับเราได้ แต่ไม่ไปหาหมอสักที แล้วเวลาเราคุยเขาก็บอกว่าเหมือนเราไปกดดันเขาวันนั้นได้จังหวะพอดี คือ ไปตรวจสุขภาพด้วยกัน แล้วก็บอกเขาว่างั้นก็หาหมอวันนี้เลย นัดหมอด่วนตอนนั้นเลย ก็เลยไปหาหมอที่เกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ หมอก็แนะนำในเชิงทั่วไปว่าให้ออกกำลังกาย อย่าหักโหมกับงาน เขาก็รับปากกับหมอว่าจะพยายาม หลังจากนั้นมาก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น ทุกอย่างเหมือนเดิม ต้องท้าวความก่อนว่าเราต้องเป็นคนที่แต่งเข้าบ้านเขา ช่วงประมาณกลางปีที่แล้วเราก็เลยขอลองไปอยู่ก่อนแต่งว่าจะเป็นยังไง พอไปลองอยู่แล้วก็เหมือนอยู่กันเป็นรูมเมท เรานอนข้างๆเขาโดยที่ไม่มีแม้กระทั่งจูบกัน ไม่มีการสัมผัสกันเลย ก็เลยคุยกับเขาว่าเราไม่อยากอยู่กันเป็นรูมเมทตลอดชีวิต เพราะเรายังมีความต้องการกับแฟนทีนี้เราก็ร้องไห้จริงจังเลย บอกเขาบอกว่านัดหมอสักทีได้มั้ย ซึ่งเราได้ไปปรึกษาแม่ เพราะแม่เราทำงานอยู่ในโรงพยาบาล แม่ก็เลยไปหาชื่อหมอที่เก่งเชี่ยวชาญมาให้ แม่หามาให้ตั้งแต่เดือนกรกฏาที่ไปอยู่ด้วยกัน เราก็ส่งรายชื่อทั้งหมดไปให้เขา เขาก็ทำหาย ไม่ได้สนใจอะไร จนเราก็คุยกับเขาจริงจังอีก เขาก็รับปากว่าปีนี้จะไปหาหมอกัน พอต้นเดือนมกราที่ผ่านมาเราก็ได้พาเขาไปปรึกษาหมอจิตแพทย์ครอบครัว นั่งคุย 3 ชั่วโมง เท่าที่ฟัง หมอบอกว่าเขาเป็นคนประเภทนึงที่มีความต้องการน้อย และหมอบอกว่าถ้าเขาอยากรักษาชีวิตคู่ ในเมื่อเรารู้ว่าแฟนรับไม่ได้ก็อยากให้ลองทานไวอาก้า แล้วก็ทายาที่หน้าอกช่วยกระตุ้นให้ตื่นตัว หาหมอตั้งแต่ต้นเดือนมกราจนป่านนี้เขาก็ยังไม่ได้กระตือรือร้นที่จะซื้อยาเลยด้วยซ้ำหมอที่คุยก็บอกว่าการมีเพศสัมพันธ์มีหลายรูปแบบ หมอก็ถามเราว่าถ้าเกิดเขาสอดใส่ไม่ได้ เราโอเคมั้ย เราก็บอกว่าเราก็โอเค จริงๆผู้หญิงบางคนก็ไม่ได้มีความสุขที่สอดใส่ ไม่ใช่ทุกคนที่ชอบแบบนั้น ใช้อย่างอื่นก็ได้ หมอก็ถามว่าแล้วเราเต็มใจที่จะใช้อย่างอื่นมั้ย เราบอกเราเต็มใจทุกอย่าง แต่พอถามเขาเขาก็บอกเขาไม่เคยทำ แต่ลองก็ได้ เหมือนเขาไม่ได้เต็มใจ ไม่ได้อยากมีเราเคยถามเขาว่าถ้าแต่งงานกันไปแล้ว ไม่คิดที่จะทำอะไรให้เรามีความสุขในด้านนี้เลย เราสามารถที่จะมีอะไรกับคนอื่นได้มั้ย เขาบอกว่ามันทำใจยาก แต่ถ้าเกิดจะไปเป็นครั้งเป็นคราวแบบไม่ได้ผูกมัด เขายอม แต่คือเราไม่ได้ต้อการที่จะทำแบบนั้น คือเราถามเพื่อจะลองใจ เราต้องการแค่กับเขา เหมือนเขาไม่ได้พยายามให้เรามีความสุข เขาก็จะใช้วิธีแสดงความรักด้วยการกอดบ้าง มีจุ๊บๆบ้าง เขาให้ทุกอย่างที่เราต้องการ ยกเว้นเรื่องนี้เรามั่นใจว่าเขาชอบผู้หญิง 100% เราอยู่ในสังคมเพื่อนของเขา แล้วเขาก็ดูภูมิใจที่มีเราเป็นแฟนด้วย เขาพาเราไปหาครอบครัว ซึ่งครอบครัวเขาก็ดีมากๆ เขาแนะนำกับเพื่อนทุกคนว่าเราคือแฟนเขา โพสต์รูปกับเราตลอด วันวาเลนไทน์ พาไปเที่ยวตลอด ติดแค่เรื่องนีเรื่องเดียว เราพยายามมองด้านดีของเขามาตลอด 5 ปี แต่พอมองไปถึงจุดที่ว่ามันไหวจริงๆใช่มั้ย เราอายุแค่ 30 ความต้องการของเราคือพื้นฐานของมนุษย์ กับแฟนนอนข้างๆกันเราก็อยากจะกุ๊กกิ๊กกันบ้าง แล้วเขาก็บอกว่าอยู่เป็นรูมเมทตลอดชีวิต ไหวจริงหรือป่าว เรากับเขาจริงจังในเรื่องความสัมพันธ์กันมากๆอยากถามพี่ๆดีเจทั้ง 3 คนว่า ถ้าวันนี้เราตัดสินใจมองแค่จุดนั้นแล้วมองข้ามข้อดีทั้งหมดของเขาแล้วก็เลิกกับเขา เราจะดูเป็นคนเห็นแก่ตัวหรือป่าว? ด้วยความที่ไม่รู้อนาคต และไม่รู้จะเป็นไปได้มั้ยว่ามันจะสามารถหักล้างกับข้อดีต่างๆได้มั้ย?เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางhttps://www.youtube.com/live/KMMMeQKSouc?feature=shareใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

สิ้นสุดการรอคอย! “BLACKPINK” คัมแบ็ค ปล่อยมิวสิกวิดีโอ “Pink Venom” จนทะลุ 15 ล้านวิว ภายใน 2 ชั่วโมง!!!

19 ส.ค. 2022

สิ้นสุดการรอคอย! “BLACKPINK” คัมแบ็ค ปล่อยมิวสิกวิดีโอ “Pink Venom” จนทะลุ 15 ล้านวิว ภายใน 2 ชั่วโมง!!!

หลังจากที่ “YG Entertainment” ได้ประกาศคัมแบคซิงเกิลใหม่ “Pink Venom” และปล่อยภาพโปสเตอร์ของทั้ง 4 สาว “BLACKPINK” ออกมาให้แฟน ๆ ได้รอติดตามกันแล้ว ในที่สุด! “BLACKPINK” ก็ได้ปล่อยมิวสิกวิดีโอซิงเกิลพรีรีลีส “Pink Venom” อย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีความยาววิดีโอ 3.13 นาที งานนี้บอกได้เลยว่าปังสุด ๆ ทั้งเสียงร้อง ทั้งการแสดงของ 4 สาว รวมถึงโปรดักชั่นสุดอลังการ ทำเอาเรียกเสียงฮือฮาจาก “บลิ๊งค์” (BLINK) กันจนคลิปวิดีโอ BLACKPINK - ‘Pink Venom’ M/V บน Youtube ทะลุ 15 ล้านวิว ภายใน 2 ชั่วโมง!นอกจากนี้ “บลิ๊งค์” (BLINK) ก็ต่างเข้ามาร่วมกันติด #PINKVENOM จนติดเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับ 1 กันเลยทีเดียว ภาพ : lalalalisa_m

บริษัท EXP Entertainment ชี้แจงข้อกล่าวหาสัญญา ของ “พอร์ส นรากร”

29 ก.ค. 2022

บริษัท EXP Entertainment ชี้แจงข้อกล่าวหาสัญญา ของ “พอร์ส นรากร”

EXP Entertainment นำโดยผู้บริหาร “คุณท็อป วงศพัทธ์ รติพัชรพรกุล, ผู้จัดการทั่วไป คุณศรายุทธ จันทร์โอวาท”, ฝ่ายพัฒนาศิลปิน “คุณธนากร พลอยทับทิม” พร้อมด้วย “ทนายนิด้า ศรันยา หวังสุขเจริญ” ร่วมแถลงข่าวชี้แจงข้อกล่าวหา เกี่ยวกับสัญญาศิลปินของ “พอร์ส-นรากร อิสระวรางกูร” นักร้องนำและมือกีตาร์ของวง Yes Indeed ที่ได้แต่งตั้ง “ทนายตั้ม - ษิทรา เบื้ยบังเกิด” ให้มาช่วยดูเรื่องสัญญาที่่ไม่มีความเป็นธรรม และต้องการจะยกเลิกสัญญาดังกล่าวโดย “ทนายตั้ม” ได้โพสต์เล่าเรื่องสัญญาบริษัทฯ ที่ไม่เป็นธรรมกับตัวศิลปิน มุ่งเอาประโยชน์ฝ่ายเดียว ที่ผ่านมานับตั้งแต่ “พอร์ส” เซ็นสัญญา บริษัทฯ ไม่เคยส่งเสริมหรือสนับสนุน แต่พอดัง ก็เริ่มแสดงความเป็นเจ้าของ เด็กจึงต้องการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวบริษัท EXP Entertainment จึงประกาศแถลงข่าวและชี้แจ้งข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว เพื่อโต้แย้งข้อกล่าวหา และชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมหลักฐานทั้งหมดเกี่ยวกับการถูกกล่าวหาทุกประการและทาง บริษัทฯ ขอยืนยันว่าบริษัทฯ มิได้ปฏิบัติผิดสัญญาหรือกระทำการใดอันเป็นการขัดขวางการเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน หรือทำให้ “นายนรากร” ได้รับความเสื่อมเสียตามที่อีกฝ่ายหนึ่งได้กล่าวอ้างแต่ประการใด สัญญาจ้างขับร้องเพลงและนักแสดงระหว่างบริษัทฯ กับ “พอร์ส นรากร” จึงมีผลผูกพันนับแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2564 จนถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นระยะเวลาตามที่ระบุไว้ในสัญญาการบอกเลิกสัญญาของบิดาของ “พอร์ส นรากร” จึงไม่มีผลตามกฏหมาย ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ ได้ปฏิเสธการบอกเลิกการให้ความยินยอมดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้วดังนั้น บริษัทฯ จึงจัดทำประกาศฉบับนี้ขึ้นเพื่อยืนยันที่จะยึดถือสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาที่ได้กระทำไว้กับ “พอร์ส นรากร” นับแต่วันเริ่มทำสัญญาจนถึงวันที่สิ้นสุดระยะเวลาตามสัญญาทุกประการภาพ : EXP Entertainment

3 ดีเจส่งกำลังใจ น้องวัย 19 โทรปรึกษาในรายการ ทำไมทุกวันนี้หนูถึงรู้สึกว่า ‘ชีวิตนี้ไร้จุดหมาย’ ไม่ได้อยากตาย แต่ก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อ... หนูอยากรู้ เป้าหมายการใช้ชีวิตของทุกคน คืออะไรคะ?

15 ม.ค. 2023

3 ดีเจส่งกำลังใจ น้องวัย 19 โทรปรึกษาในรายการ ทำไมทุกวันนี้หนูถึงรู้สึกว่า ‘ชีวิตนี้ไร้จุดหมาย’ ไม่ได้อยากตาย แต่ก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อ... หนูอยากรู้ เป้าหมายการใช้ชีวิตของทุกคน คืออะไรคะ?

“น้องเพ้นท์ (นามสมมุติ)” อายุ 19 ปี สายแรกในรายการพุธทอล์คพุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (11/01/2023) ได้โทรเข้ามาปรึกษาพี่ๆ ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับแพชชั่นในการใช้ชีวิตโดย “น้องเพ้นท์ (นามสมมุติ)” ได้ปรึกษาว่า ‘หนูไม่มีแพชชั่นในการใช้ชีวิตเลย เหมือนแบบอยู่ไปวันๆ คือคุณพ่อ-คุณแม่เป็นคนง่ายๆ สบายๆ ไม่หรูหรา ไม่ต้องใช้ของแบรนด์เนม ไม่ต้องกินอาหารหรู และเขาก็ปลูกฝังว่าไม่จำเป็นต้องดิ้นรนหาเงินเพื่อที่จะใช้ชีวิตหรูๆ แพงๆ แบบนั้น หนูก็เลยไม่มีแพชชั่นในการใช้ชีวิต หาเงิน หรือออกไปทำอะไรต่างๆ ทั้งแต่งตัวหรือออกไปเที่ยวที่ไหนเลยตอนนี้หนูเป็นนักศึกษา ออกมาอยู่หอ แล้วก็อยู่แต่ห้อง ไม่ค่อยออกไปเจอใคร ไม่อยากรู้จักใคร ตอนเรียนอยู่มัธยมก็ไม่ค่อยมีแพชชั่นแต่ด้วยความที่เจอเพื่อนก็ยังได้เล่นกับเพื่อนๆบ้าง แต่พอมาเรียนมหาลัยก็ต่างคนต่างอยู่ เพื่อนที่มหาลัยไม่มีเลย จะมีแค่เพื่อนในคลาสที่คุยกันบ้างนิดๆหน่อยๆ แต่เพื่อนที่ออกไปกินข้าวหรือเที่ยวด้วยกันไม่มีเลย มันก็เลยวนลูปอยู่แบบนี้ทุกวัน หนูเริ่มคิดตั้งแต่อยู่ม. 3 – 4 แล้วว่าคนเราจะต้องทะเยอทะยานสูงขนาดนั้นไปเพื่ออะไร ไม่เข้าใจว่าคนเราต้องมีชีวิตไปทำอะไร คิดว่าสุดท้ายทุกคนก็ต้องตายอยู่ดี หนูก็ไม่ได้อยากตาย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอยากอยู่ต่อ ทุกวันนี้ที่อยู่ก็เพื่ออยู่กับคุณพ่อ-คุณแม่ไปอย่างนั้น...หนูไม่ค่อยได้ทำอะไรเลย งานอดิเรกก็มีจดคำศัพท์ภาษาอังกฤษบ้าง ดูอนิเมะญี่ปุ่นบ้าง ดูการ์ตูนบ้าง แต่ไม่มีการ์ตูนที่ชอบเลย ส่วนศิลปินที่ชอบ คือ “เทย์เลอร์ สวิฟต์” หนูอยากให้พี่ๆช่วยปรับ Mindset ของหนูหน่อย และก็อยากรู้จุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิตของพวกๆพี่ด้วยว่าคืออะไร เผื่อหนูจะเอามาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้บ้าง...งานนี้พี่ๆ ดีเจทั้ง 3 คน ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สิ่งที่พ่อแม่เพ้นท์ปลูกฝังและเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องดิ้นรนอะไรเลย นั้นเป็นสิ่งเรียบง่ายที่ดีงามมากๆเลยนะ เพราะพ่อแม่ไม่ได้กดดันให้เราต้องมีความอยากที่จะมีสิ่งต่างๆ ที่สังคมบางส่วนบอกว่ามันต้องมีแบบนี้ถึงจะประสบความสำเร็จในชีวิตเพ้นท์ลองหาความสุขในชีวิตให้เจอ ต่อให้มันจะเป็นความสุขเล็กๆน้อยๆก็ตาม หรือไม่ก็ลองวางเป้าหมายระยะสั้นดูเพื่อให้ชีวิตสนุกขึ้น แต่การที่เราอยู่ไปวันๆในช่วงวัยหนึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไรเลย และแนะนำให้ไปหาคุณหมอ ไม่ใช่ว่าหนูป่วยนะ แต่มันเป็นศิลปะการใช้ชีวิตอย่างหนึ่งที่เราไปเอาจากผู้เชี่ยวชาญว่าเราควรต้องไปทางไหนสำหรับพวกพี่ไม่ได้มีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจนขนาดนั้น แค่ได้กินของอร่อย ได้นอนอย่างน้อย 7 ชั่วโมง ได้เจอเพื่อน เม้าท์กับเพื่อน แค่นี้ก็มีความสุขที่รู้สึกว่าบางทีก็ไม่จำเป็นต้องหาแพชชั่นในชีวิตก็ได้ แต่ชีวิตของมนุษย์มีค่านะ ทั้งการที่เราได้มีความสุขในระหว่างที่เราดำรงชีวิตอยู่ และเหมือนเป็นความหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์ คิดดูว่าชีวิตหนูมันสามารถสร้างประโยชน์อะไรให้คนอื่นได้บ้าง ลองไปทำอะไรก็ตามที่คนที่เขาไม่มีความสามารถแล้วต้องการความช่วยเหลือจากเรา พี่ว่านี่คือคำตอบง่ายๆที่จะบอกเพ้นท์ได้ว่าเราจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร...’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางhttps://youtu.be/AUJf-cppsLcรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-