“หลวงตาไหนโยม? วัดนี้ไม่มีหลวงตานะ..” กุฏิชวนหลอน ร่างหลวงตาหายวับไปกับตา !

ENTERTAINMENT NEWS

“หลวงตาไหนโยม? วัดนี้ไม่มีหลวงตานะ..” กุฏิชวนหลอน ร่างหลวงตาหายวับไปกับตา !

13 ธ.ค. 2022

สายแรกของรายการ ‘อังคารคลุมโปง’ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (6 ธันวาคม 2565) เป็นสายจาก ‘คุณต้น’ ที่ได้แชร์ประสบการณ์หลอนของรุ่นพี่ที่รู้จัก มีชื่อเรื่องว่า ‘กุฏิหลอน’ เรื่องราวจะหลอนชวนขนหัวลุกขนาดไหน เชิญสัมผัสได้ข้างล่างนี้เลย..

คุณต้นบอกว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 8-9 ปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องของรุ่นพี่เอ (นามสมมติ) เกิดขึ้นที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.เพชรบุรี ซึ่งพี่เอนั้นเรียนทางด้านจิตรกรรม พอเรียนจบ ก็รับงานวาดรูปตามผนังในโบสถ์วัดต่าง ๆ อยู่มาวันหนึ่งก็มีคนติดต่อให้ไปวาดรูปผนังโบสถ์ที่วัดแห่งนี้ให้ เมื่อตกลงกันเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงวันที่พี่เอ จะต้องเดินทางไปวาดรูปที่วัด

เมื่อมาถึง พี่เอก็ได้ติดต่อกับหลวงพี่รูปหนึ่ง จากนั้นก็เข้าไปดูสถานที่ รวมถึงรับบรีฟเพื่อให้เข้าใจตรงกันจนเสร็จเรียบร้อย หลวงพี่ก็พาพี่เอไปห้องพัก (คุณต้นเล่าเพิ่มเติมว่า ถ้าพี่เอรับงานวาดรูปที่วัดไหน พี่เอก็จะนอนอยู่ที่วัดเลย) เมื่อไปถึงห้องพัก ซึ่งเป็นกุฏิที่ว่างอยู่ ไม่มีใครใช้ พี่เอที่รับงานและมักจะนอนที่วัดบ่อย ๆ ก็ไม่ได้คิดอะไร บวกกับไม่ใช่คนขี้กลัว จึงจะนอนที่วัดและนำของที่เตรียมมาไปวางไว้ในกุฏิอย่างเช่นที่เคยทำ

วันแรกของการทำงานเริ่มขึ้นและดำเนินไปอย่างปกติ ช่วงเที่ยงหลังเวลาเพลของพระ ขณะที่พี่เอกำลังวาดรูปอยู่นั้น ก็มีหลวงตารูปหนึ่งเดินมาเรียก “โยม ๆ มากินข้าวก่อนมั้ย?” เมื่อเห็นว่าหลวงตาเอ่ยปาก พี่เอจึงละจากงานที่ทำอยู่ไปกินข้าวตามที่หลวงตาบอก หลังจากเสร็จเรียบร้อย ก็กลับมาทำงานต่อจนถึงเย็นแล้วก็กลับห้องเพื่อพักผ่อน

คุณต้นอธิบายลักษณะของกุฏิหรือห้องพักเพิ่มเติมว่า ข้างในก็เป็นกุฏิธรรมดาทั่วไป แต่ตรงกลางห้อง จะมีม่านกั้นอยู่ ทำให้ห้องนั้นแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ทางพี่เอเองก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าคงเป็นถ้วยจานชาม หรือเป็นของที่ไม่ค่อยได้ใช้ คล้ายกับเป็นห้องเก็บของก็เป็นได้ เมื่อไม่ได้คิดอะไร และไม่มีอะไรน่าสงสัยจึงไม่ได้ลองเปิดดู พี่เอก็นอนหลับพักผ่อน ผ่านคืนนั้นไป...

เช้าวันต่อมา พี่เอยังคงทำงานปกติ จนกระทั่งคืนนี้ ขณะที่พี่เอกำลังนอนอยู่ ก็ได้ยินเสียงสวดมนต์แว่วดังขึ้นมา จากนั้นก็เริ่มดังก้องกังวานไปทั่วห้อง พี่เอพยายามไม่คิดอะไร และเข้าใจว่าเราอยู่ในวัด ก็คงจะพระสวดมนต์ หรือใครสักคนเปิดเสียงสวดมนต์ดังขึ้นมาเป็นธรรมดา ผ่านไปสักพัก ขณะกำลังจะเคลิ้มหลับ ก็มีกลิ่นธูปลอยมาแตะที่จมูก พี่เอที่มองโลกในแง่ดีแบบสุด ๆ ก็คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ จากนั้นก็ผล็อยหลับไป

เช้าวันที่ 3 นับได้ว่าเป็นครึ่งทางของการทำงานแล้ว (ตกลงกันว่างานจะแล้วเสร็จภายใน 5-6 วัน) ช่วงเย็นหลังเลิกงาน ประมาณ 6 โมง พี่เอจึงลองเดินสำรวจรอบ ๆ วัดว่ามีอะไรบ้าง หลังจากสำรวจจนพอใจก็จะเดินกลับไปยังห้องพัก เมื่อใกล้ถึงห้องพักก็ได้ยินเสียงคนเรียก หันไปตามเสียงก็เห็นเป็นหลวงตาแก่ ๆ รูปหนึ่ง เดินเข้ามาคุยด้วย เป็นคำถามทั่วไปที่ดูเหมือนเป็นการทำความรู้จักกัน เช่น “โยมมาทำอะไร?” ระหว่างที่คุยกับหลวงตา พี่เอก็รู้สึกได้กลิ่นธูปลอยมาจากตัวหลวงตารูปนี้อยู่ตลอดเวลา จังหวะที่คุยกับหลวงตาอยู่นั้น หลวงพี่ที่จัดหาห้องพักให้ก็เปิดกุฏิของท่านออกมา แล้วก็ถามว่า “อ้าวโยม ทำอะไร ยังไม่เข้ากุฏิไปพักอีกหรอ?” พี่เอจึงตอบหลวงพี่ไปว่า “อ๋อ คุยกับหลวงตาอยู่ครับ เดี๋ยวแปปนึง” จังหวะที่หันไปตอบหลวงพี่ แล้วหันกลับมา หลวงตารูปนั้นก็หายไป ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว! พี่เอคิดในใจว่าทำไมท่านเดินไปเร็วจัง จึงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ และพยายามทำตัวตามปกติ แต่สายตาของหลวงพี่ได้มองไปข้างหลังของพี่เอ จากนั้นจึงบอกว่า “รีบเข้านอนได้แล้ว” และกลับเข้ากุฏิของตัวเองไป

กลางดึกคืนนั้น พี่เอรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมา แต่ห้องน้ำนั้นอยู่ไกลต้องเดินออกไปนอกห้องพัก จึงพยายามข่มตาให้หลับ สักพักก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินไปเดินมาอยู่รอบ ๆ มุ้งที่พี่เอนอนอยู่ พอมองออกไปก็เห็นเป็นเงาคนเดินอยู่จริง ๆ จึงเปิดมุ้งออกมาดู ก็เห็นเป็นร่างนึง ยืนอยู่ตรงมุมประตู เป็นชุดจีวรสีเหลืองห่มอยู่ พี่เอจึงพยายามจะเดินไปใกล้ ๆ แล้วร่างนั้นก็หายวับไปกับตา! พี่เอตกใจจึงรีบวิ่งเข้ามาในมุ้ง จากที่ตอนแรกไม่กลัว ตอนนี้พี่เอรู้สึกกลัวมาก ๆ อาการอยากเข้าห้องน้ำก็หายไปหมด และเกิดคำถามว่า “ใครอ่ะ มันคืออะไร?” พี่เอพยายามสงบสติอารมณ์และกลั้นใจนอนต่อไป ไม่นานก็มีเสียงสวดมนต์ดังขึ้นมาจากฝั่งที่เป็นผ้าม่านกั้นอยู่ คราวนี้เป็นกลิ่นสาปเหมือนหนูตายลอยมา พี่เอลืมตาและตามหากลิ่น จากนั้นก็ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรสักอย่างร่วงตกลงสู่พื้น! ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าคนเดินรอบ ๆ มุ้งของพี่เออีกครั้ง พี่เอจึงเริ่มสวดมนต์เพื่อให้หลุดพ้นจากเหตุการณ์นี้ หลังจากนั้นฝีเท้าก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหัวนอนที่พี่เอนอน แล้วกลิ่นก็หายไป พี่เอที่ไม่รู้จะทำยังไง สวดมนต์เสร็จก็หลับไป ราวกับว่าภาพมันตัดไปเอง

ปกติแล้วทุกเช้า พี่เอจะตื่นออกไปช่วยหลวงพี่ตอนบินฑบาตร แต่เช้านี้ยังไม่เห็นพี่เอตื่น หลวงพี่จึงมาเคาะเรียกที่กุฏิห้องพัก พี่เอได้เล่าเรื่องที่เจอให้หลวงพี่ฟัง หลวงพี่ก็ไม่ได้พูดอะไร เมื่อถึงวันสุดท้ายของการทำงาน พี่เอเก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อย ก็บอกหลวงพี่ว่าเห็นหลวงตารูปหนึ่ง อยากจะไปกราบลาท่าน หลวงพี่ก็ถามว่า “หลวงตาไหน?” พี่เอก็อธิบายลักษณะของหลวงตา เมื่อหลวงพี่ได้ยินก็เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะบอกว่า “ถ้าอย่างนั้น โยมตามมานี่” หลวงพี่พาพี่เอกลับมายังกุฏิห้องที่พี่เอพัก แล้วก็เปิดม่านที่กั้นอยู่ สิ่งที่เห็นคือร่างของพระรูปหนึ่งนอนอยู่ในโลงแก้ว!

พี่เอเห็นดังนั้นจึงตกใจ ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เพราะจำได้แม่นว่าลักษณะเหมือนกันกับหลวงตาที่เดินเข้ามาคุยและที่เจอในคืนนั้นเลย มองข้าง ๆ ก็จะมีรูปตั้งอยู่ นั่นยิ่งตอกย้ำกับพี่เอเลยว่าใช่ ใช่แน่ ๆ เมื่อตั้งสติได้ พี่เอก็กราบลาหลวงพี่และหลวงตา จากนั้นก็กลับบ้านไป...

 

ชมไลฟ์สดย้อนหลัง

related ENTERTAINMENT NEWS

ห้ามตัวเองไม่ได้สักที... หนุ่มโทรปรึกษาในรายการ เวลาดื่มทีไร จะกด โทรไปหาแฟนเก่า ทุกที ครั้งนี้แฟนผม จับได้เป็นครั้งที่ 3 จนเราเลิกกันแล้ว ถ้ามีรักครั้งต่อไป ผมจะห้ามใจตัวเองยังไงดี ??

21 ม.ค. 2023

ห้ามตัวเองไม่ได้สักที... หนุ่มโทรปรึกษาในรายการ เวลาดื่มทีไร จะกด โทรไปหาแฟนเก่า ทุกที ครั้งนี้แฟนผม จับได้เป็นครั้งที่ 3 จนเราเลิกกันแล้ว ถ้ามีรักครั้งต่อไป ผมจะห้ามใจตัวเองยังไงดี ??

“คุณว่าน (นามสมมุติ)” อายุ 28 ปี สายที่สองในรายการพุธทอล์คพุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (18/01/2023) ได้โทรเข้ามาปรึกษาดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาเวลาเมาชอบโทรหาแฟนเก่าโดย “คุณว่าน (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘ผมเป็นคนที่เมาแล้วจะชอบโทรหาคนต่างๆ รวมถึงแฟนเก่าด้วย ซึ่งเราก็มีแฟนอยู่แล้ว คือเรื่องมันเกิดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมมีการไปแฮงเอ้าท์กับน้องที่ทำงาน ไปกินข้าวกันแล้วก็ดื่มสังสรรค์กันนิดหน่อย ผมกลับก่อน แต่ด้วยความที่ติดลมก็แวะซื้อเครื่องดื่มกลับมาดื่มที่บ้านต่อด้วย ในช่วงเวลาที่ผมอยู่คนเดียว นั่งดื่มไป เปิดเพลงฟังไป อารมณ์มันเปลี่ยวๆ ผมก็เลยตัดสินใจโทรไปหาเพื่อน และครูบาอาจารย์ที่เคยเรียนกับเขามา สุดท้ายก็ไปจบที่ไอจีแฟนเก่า คือผมได้ติดต่อไป แต่ไม่ได้คุยอะไรกันเลย ผมทักไปถามเขาว่าสบายดีมั้ย? เขาก็ตอบกลับมาด้วยคำตอบสั้นๆ ซึ่งก่อนหน้านี้แฟนเก่าก็ไม่เคยทักมาหาเราเลย มีแต่เราทักไป แต่เหตุที่เกิดคือผมเป็นคนที่ไม่ได้ปิดบังอะไรแฟนเลย ให้ทั้งเฟซบุ๊ก ไอจี และไลน์ เขาก็เปิดไปเจอข้อความที่ผมคุยกับแฟนเก่า พีคสุดคือครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว! ผมโทรหาแฟนเก่าคนนี้ในช่วงเวลาเกือบ 3 ปีที่คบกับแฟนปัจจุบันผมมีการไตร่ตรองก่อนที่จะค้นหาไอจีแฟนเก่าด้วย แต่แค่ผมเสิร์จพยัญชนะตัวเดียวของไอจีแฟนเก่าก็จะขึ้นมาเลย ตัวผมกับแฟนเก่าเราเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องตั้งแต่เรียนวัย 15 – 16 ปี ผมไม่ได้มีความผูกพันที่จะกลับไปเป็นแฟนกันอีกเลย เป็นแค่การพี่ชายที่คิดถึงน้องสาวคนนี้ อยากรู้ว่าเขาเป็นยังไงบ้าง อยากจะถามไถ่ แต่ไม่ได้อยากคุยทุกวันหรือทุกวัน เป็นแค่ช่วงเวลานั้นๆ ค่ำคืนนั้นๆ ที่ผมรู้สึกอยากคุยเฉยๆ มันอาจจะดูเห็นแก่ตัว ณ เวลาที่โทรไปหาเขาผมมีสติ 100% แต่ถ้าไม่ดื่ม ผมไม่ได้มีความรู้สึกอยากจะโทรคุยกับแฟนเก่าเลย และตอนนี้ผมกับแฟนคนปัจจุบันก็ได้แยกย้ายกันไปแล้ว ผมยอมออกมาดีกว่าที่จะทำร้ายเขา ด้วยปัญหานี้ปัญหาเดียว ก่อนที่จะเลิกกัน ผมขอโอกาสจากเขา แต่เขาก็พิมพ์มาบอกว่าเรายังรักกันอยู่ แต่หนูเหนื่อยแล้วซึ่งผมอยากปรึกษาพี่ๆดีเจว่า ถ้าในอนาคต มีโอกาสคืนดีกับแฟนปัจจุบัน ถ้าเขาให้โอกาสผม หรือผมมีความรักครั้งใหม่ขึ้นมา ผมควรมีวิธีจัดการตัวเองในเรื่องนี้ยังไงดี3 ดีเจก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘แฟนเก่าเป็นอะไรที่ต้องห้ามอยู่แล้ว แฟนปัจจุบันไม่มีใครโอเคหรอกถ้าแฟนเก่ายังมาวุ่นวาย แต่ประเด็นปัญหามันคืออยู่ที่คนของเราดันไปทักเขาก่อน การที่ทำถึงครั้งที่ 3 มันก็ยากเกินที่จะให้อภัย เมื่อไหร่ก็ตามที่มีแฟนใหม่ให้ท่องไว้เลยว่า นี่อาจจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ชีวิตรักสั้นลง จะโทรหาใครก็ได้ที่ไม่ใช่แฟนเก่าแนะนำให้ตัดคนที่คิดว่าจะเป็นปัญหาต่อชีวิตคู่ให้ตัดออกก่อนเลย ไม่ว่าจะเป็นพี่ เป็นน้อง เป็นเพื่อน เราไม่มีหน้าที่แคร์ตรงนั้น แต่เราควรแคร์คนปัจจุบันของเรามากที่สุด อะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ไม่มีปัญหามากที่สุดควรทำสิ่งนั้น ถ้าเรารักแฟนปัจจุบันมากพอ เราจะไม่ยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแน่นอน...และมันอยู่ที่ใจล้วนๆเลย จะด้วยความผูกพันธ์ที่ผ่านมา มันไม่มีความจำเป็นที่ต้องติดต่อกัน ถ้าเราไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว อาจจะมีคิดถึงบ้าง แต่มันคงไม่ได้อยากไปรู้ ไปอะไรกับชีวิตเขา เราควรซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองดีๆเลย ตอนนี้เหมือนเราเองไม่เดินออกจากชีวิตเขา หรืออีกวิธีกลับไปคบกับแฟนเก่าให้มันเคลียร์ตัวเองไปเลยว่ากับแฟนเก่าคนนี้เราเป็นได้เท่าไหน...เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางhttps://youtu.be/Y5w2d7AqOLwรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

3 มิถุยายนนี้ เตรียมหัวใจให้พร้อม เพราะ ‘NOA’ หนุ่มหล่อมากความสามารถจะมาครอบครองใจของคุณใน NOA 1st LIVE “NO.A” ASIA TOUR IN BANGKOK

28 เม.ย. 2023

3 มิถุยายนนี้ เตรียมหัวใจให้พร้อม เพราะ ‘NOA’ หนุ่มหล่อมากความสามารถจะมาครอบครองใจของคุณใน NOA 1st LIVE “NO.A” ASIA TOUR IN BANGKOK

NOA (โนอา) ศิลปินหนุ่มสุดหล่อมากความสามารถจากญี่ปุ่น มาพบกับทุกคนใน NOA 1st LIVE “NO.A” ASIA TOUR IN BANGKOK ดีเดย์ เสาร์ที่ 3 มิถุนายน 2566 นี้ ณ Lido Connect (Hall 2)หนุ่มหล่อมากความสามารถที่หลงใหลดนตรี หลังจากที่ได้ดู High School Musical เมื่ออายุเพียง 5 ปี “โนอา” ก็เริ่มเป็นที่รู้จักของแฟนๆ หลักจากได้เข้าเป็นศิลปินฝึกหัด YG ent. และเป็นที่รู้จักจากรายการ YG Treasure Box โดยโนอาใช้เวลาฝึกถึง7 ปี ตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ โนอาในวัย 23 ปีเต็ม ได้เติมเต็มความฝันในเส้นทางดนตรีของเขา ด้วยการผันมาเป็นนักร้อง นักแต่งเพลงอย่างเต็มตัวการันตีความสามารถด้วย 1st ALBUM『NO.A』ซึ่งเป็นอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรกของเขา อย่างเป็นทางการ ภายในอัลบั้ม อัดแน่นไปด้วยเพลงคุณภาพกว่า 14 เพลง มีทั้งเพลง TAXI, Purple Sky เพลงฮิตติดชาร์ตในหลายประเทศ และรวมถึง ซิงเกิลเดบิวต์อย่าง Light Up ที่เขาได้มีส่วนร่วมในการแต่งเนื้อเพลงและเรียบเรียงอีกด้วย ความนิยมของเขาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงสกิลทางด้านดนตรีที่เขาทำได้ดีเท่านั้น ล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว หนุ่มโนอาได้มีโอกาสก้าวเข้าสู่วงการนักแสดงอย่างเต็มตัว โดยเขาได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์วัยรุ่นเรื่องดังอย่าง Kimi no Hana ni Naru หรือซีรีส์เรื่อง I Will Be Your Bloom ที่กำลังออกอากาศในแพลตฟอร์ม NETFLIX อยู่ในขณะนี้ กับบทบาทหนึ่งในสมาชิกบอยแบนด์วง 8LOOMสาวๆ ชาวไทย กุมหัวใจกันให้ดีๆ เพราะโนอา หนุ่มหล่อมากความสามารถคนนี้ และ Avalon Live พร้อมแล้วที่จะมาสร้างสรรค์คอนเสิร์ตคุณภาพคับฮอลล์ NOA 1st LIVE “NO.A” ASIA TOUR IN BANGKOK กาปฏิทิน เตรียมตัวคว้าบัตรกันให้ดีๆ เพราะงานนี้บัตรมีจำนวนจำกัด และเป็นบัตรยืนทั้งหมด โดยมีทั้งบัตร VIP ราคา 5,000 บาท (จำนวนจำกัด) และบัตร General Admission ราคา 2,500 บาท (ราคายังไม่รวมค่าธรรมเนียมการออกบัตร) เริ่มจำหน่ายบัตรในวันเสาร์ที่ 29 เมษายน 2566 เวลา 10.00 น. ทางไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขาและทาง www.thaiticketmajor.com ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมอื่นๆ ได้ทาง FB/AvalonLive และ Twitter @OfficialAvalonภาพ AVALONLIVE

จำฝังใจ!! แม่เปลี่ยนไป เพราะปลดเบาผิดที่…

20 ต.ค. 2022

จำฝังใจ!! แม่เปลี่ยนไป เพราะปลดเบาผิดที่…

เรื่องราวชวนขนหัวลุกนี้ มาจากคุณฟีน สายแรกที่โทรเข้ามาแชร์ประสบการณ์ของคุณแม่ให้ดีเจแนน และดีเจเคเบิลได้คลุมโปงไปด้วยกัน ในรายการ “อังคารคลุมโปง” เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา (18 ตุลาคม 2565)คุณฟีนเล่าว่า ครอบครัวของคุณฟีนมีกิจการคณะลิเก ในช่วงๆ หนึ่งของทุกปี จะต้องเดินทางไปแสดงลิเกที่วัดชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.สมุทรปราการ และในปีที่ทำให้ต้องพบกับประสบการณ์หลอนนั้น คือปี พ.ศ. 2545 ทางวัดได้จัดพื้นที่ให้คณะลิเกตั้งซุ้มคณะใกล้ๆ กับพื้นที่ก่อสร้างด้วยพื้นที่ที่จำกัดทำให้คณะลิเก จัดตั้งได้เพียงแค่ด้านหน้าเวทีการแสดงเท่านั้น ส่วนด้านหลังที่เป็นพื้นที่พักผ่อนหรือแต่งตัวแต่งหน้าของทีมงานและนักแสดง ต้องย้ายไปจัดอยู่ในพื้นที่ก่อสร้างข้างๆ ที่เป็นลักษณะลานกว้างและหลังคายังสร้างไม่เสร็จดี ถัดจากลานกว้าง ก็มีห้องๆ หนึ่งที่ยังเป็นโครงประตู หน้าต่างที่กำลังก่อสร้างอยู่และเนื่องจากทางวัดไม่เคยจัดให้โรงลิเกอยู่ในพื้นที่นี้มาก่อน ทำให้ระยะทางระหว่างโรงลิเกและห้องน้ำอยู่ห่างกันมาก ทีมงานและนักแสดงหลายคนจึงตัดสินใจปลดเบาที่ห้องห้องนั้นแทน...จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่ยังมีการแสดงลิเกอยู่นั้น คุณแม่ของคุณฟีนก็ได้ไปปลดเบาที่ห้องนั้นเช่นเคย หลังจากนั้นแกก็เริ่มมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงราวกับว่ามีคนเอาไม้หน้าสามมาตีที่หัวอย่างไรอย่างนั้น!เมื่อการแสดงจบลง คนในครอบครัวก็สังเกตว่าอาการปวดหัวนั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั้งทำให้ตาของคุณแม่เหล่ และเมื่อคุณแม่ไปหาหมอ ก็ได้รับมาเพียงยาพาราเซตามอลคุณฟีนเล่าต่ออีกว่า บ้านของเธอเป็นบ้าน 2 ชั้น ชั้นบนมี 4 ห้อง แบ่งเป็นฝั่งซ้ายขวาอย่างละ 2 ห้อง ซึ่งทางด้านขวาเป็นห้องพระ ในระหว่างที่คุณพ่อกำลังประคองคุณแม่เดินขึ้นมายังชั้น 2 จู่ๆ คุณแม่ก็ก้มหัวตัวเองลงกับพื้น จากนั้นก็ไถหัวแล้วเบนหน้าหนีจากห้องพระเพื่อขึ้นบันไดจนถึงห้องแล้วก็ปิดประตูทันที!คุณฟีนเสริมว่า ภายในห้องพระนั้น มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของต้นตระกูลอยู่มากมาย หนึ่งในนั้นคือพ่อแก่ที่ตกทอดมาตั้งแต่รุ่นปู่ของทวด ซึ่งไม่มีใครกล้าบูรณะให้เพราะหลายคนสัมผัสได้ถึงความดุของท่านเมื่ออาการของคุณแม่เริ่มหนักขึ้น บรรดาญาติๆ ต่างก็แวะเวียนมาเยี่ยมเยียน ไม่ต่างจากคุณลุง ผู้ซึ่งทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งแถบบางรัก คุณลุงเองก็อยากให้คุณแม่ไปรักษาที่โรงพยาบาลนี้ และตั้งใจจะไปขอให้คุณหมอที่สนิทกันช่วยรักษาให้เมื่อไปถึงโรงพยาบาล คุณหมอก็ยินดีรับคุณแม่เข้ารับการรักษา ซึ่งตอนนั้นคุณฟีนเองก็สัมผัสได้ว่าตอนนี้เหมือนคุณแม่ของเธอเหมือนมีสองคนอยู่ในร่างเดียว บางครั้งก็เป็นคุณแม่ที่คุณฟีนรู้จัก แต่ในบางครั้งก็จะแสดงท่าทีแปลกไปทางด้านลูกพี่ลูกน้องของคุณฟีน ก็รู้สึกแปลกใจเรื่องนี้เช่นกัน ขณะที่คุณแม่กำลังพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ญาติของคุณฟีน จึงลองสวดคาถาชินบัญชร พอสวดเสร็จก็สอดคาถาไว้ใต้หมอนของคุณแม่ จากนั้น คุณแม่ก็ตื่นขึ้น!แต่กลับกลายเป็นว่า คุณแม่ไม่ยอมนอนหนุนหมอนที่มีคาถาซ่อนอยู่ พร้อมกันนั้นแกกลับสลับเอาเท้าไปพาดกับหมอนแทน ก่อนจะพูดว่า “ไม่นอน ไม่อยากนอน ไม่เอา” ซ้ำวนไปมาหลายรอบ แล้วยังบอกอีกว่า “เอาบทสวดมนต์ออกไป” เหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนเข้าใจแล้วว่า คุณแม่ต้องโดนของหรืออะไรบางอย่างแน่ๆ... แต่ก็จะรักษาด้านวิทยาศาสตร์ควบคู่กับความเชื่อไปด้วยผ่านไปได้ 3-4 วัน คุณอาที่รับหน้าที่เฝ้าคุณแม่ก็ได้โทรมาบอกว่า คุณแม่เริ่มอาการไม่ดี ให้รีบมาที่โรงพยาบาลด่วน ถ้าคืนนี้ไม่ไหว ก็อาจจะต้องปล่อยให้คุณแม่ไป เมื่อไปถึงโรงพยาบาล บรรดาญาติก็เห็นว่าคุณแม่ไม่ได้นอนซมเพราะป่วย แต่ลุกขึ้นมาพูดด้วยเสียงเล็กเสียงน้อยว่า “ขอตังค์หน่อยสิ ขอตังค์หน่อยได้ไหม” ญาติก็ถามกลับว่า “จะเอาตังค์ไปทำอะไร?” แม่ก็ตอบว่า “อยากได้เงิน ต้องใช้เงิน”หลังจากนั้นคุณหมอก็พาเข้าห้องไป เมื่อรักษาเสร็จก็พาออกมา และดูเหมือนว่า อาการของคุณแม่จะดีขึ้น แต่ก็ถูกมัดมือมัดเท้าเพราะมีสายท่อที่ใช้ในการรักษาระโยงระยางเต็มไปหมดทางครอบครัวยังคงรักษาคุณแม่ต่อในโรงพยาบาล ส่วนในแง่ของความเชื่อ ก็มีคนแนะนำมาว่าให้ไปหาพระวัดป่ารูปหนึ่งในจ.ราชบุรี เผื่อท่านจะช่วยได้ จากนั้นคุณย่าก็ไปหาพระรูปนั้น เพื่อนำวันเดือนปีเกิดของคุณแม่ไปให้ พอยื่นให้ท่าน ท่านก็พูดว่า “เขาโกรธนะ ไปเยี่ยวรดหัวเขาแบบนั้น คนมอญน่ะเขาโกรธนะ เขาจะเอาไปเลยนะ”นอกจากนี้ยังบอกอีกว่า “คนที่มาสิง เป็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ ผิวสองสี เป็นคนมอญ”และยังถามอีกว่า “มีลูก 2 คนใช่ไหม?” ย่าก็ตอบว่า “ใช่” พระท่านจึงแนะนำว่า “ให้คนโตบวช 15 วัน ส่วนคนเล็กให้เลิกกินเนื้อตลอดชีวิต และให้นำของไหว้ ไปที่ที่แม่เคยโดนของ แล้วก็ขอขมา บอกว่าเราไม่ได้ตั้งใจ” หลังจากนั้นไม่กี่วัน คุณย่าก็รีบไปทำพิธีตามที่พระท่านบอก คุณย่าเล่าให้ฟังว่า ที่ตรงนั้นทั้งมืด ทั้งน่ากลัว แต่ก็ทำการสวดมนต์และขอขมาจนเสร็จสิ้นกลับมาที่ฝั่งของโรงพยาบาล ก็เหมือนมีอะไรมาดลใจคุณหมอให้เดินมาที่เตียงของคุณแม่ แล้วถามคุณอาว่า “ขอถามหน่อยสิ คนไข้ตาเหล่มาตั้งแต่กำเนิดเลยไหม?” อาก็ตอบกลับว่า “ไม่ใช่ค่ะ” เมื่อคุณหมอได้ยินดังนั้น ก็ให้นักศึกษาแพทย์มาช่วยกันตรวจอาการของคุณแม่ทันที เพราะมีเคสน้อยมากที่จะปวดหัวจนตาเหล่แบบนี้ เมื่อคุณหมอได้วินิจฉัยเสร็จแล้ว ผลตรวจออกมาว่า คุณแม่มีอาการไวรัสขึ้นสมอง เป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่คุณย่าได้ไปขอขมาพอดี คุณแม่ก็เริ่มมีอาการดีขึ้นแต่ก็ใช้เวลาเกือบ 1 เดือนเต็มเลยทีเดียวเมื่อได้ออกจากโรงพยาบาล คุณแม่ก็กลายเป็นคนที่พูดช้าลง รวมทั้งการกระทำต่างๆ ก็ด้วย แล้วคุณแม่ก็เล่าให้ฟังว่า “ก่อนที่แม่จะไปโรงพยาบาล แม่ก็ยืนอยู่หน้าห้องพระ แล้วพูดว่าพ่อแก่ ขอให้ลูกหายกลับมา ลูกจะบวช 15 วัน” แล้วก็บอกว่าตอนที่อยู่โรงพยาบาลแม่ฝันว่า “มีคนมาจ้างลิเกให้ไปเล่นบนสวรรค์ แม่ก็ชักรอกขึ้นไป แล้วก็มีคนเอาตุ๊กตามาให้แม่ถือเต็มมือเลย แต่แม่ก็ทำหล่น คนข้างล่างที่เป็นเหมือนคนมอญก็พูดขึ้นมาว่าทำหล่นเหรอ แล้วก็โดนด่า” แล้วยังฝันอีกว่า “แม่กระโดดข้ามตึกไปมา แล้วก็ไม่ตาย มีคนมาช่วย แล้วก็เห็นคนที่ตายทุกคนมายืนล้อมเตียงเหมือนพยายามจะมาช่วยแม่”หลังจากนั้น คุณแม่และพี่ชายของคุณฟีนก็ไปบวช ส่วนคุณฟีนก็เลิกกินเนื้อตลอดชีวิต และคุณแม่ก็ได้ไปหาพระรูปนั้นที่คุณย่าเคยไปหา พระท่านก็แนะนำอีกว่า “ให้เลิกกินหอยที่มีคนเอาไปปล่อย พยายามทำบุญตักบาตรเรื่อยๆ นะ”แต่หลายคนก็สงสัยว่ามีทีมงานและนักแสดงหลายคนที่ไปปลดเบาในห้องนั้น ไม่เห็นมีใครมีอาการเหมือนคุณแม่เลย ท่านจึงบอกว่า “อาจเพราะดวงกำลังตก และเป็นคนจิตอ่อนทำให้โดนได้ง่าย”นับตั้งแต่วันนั้น คุณแม่ก็ยังคงพูดช้าจวบจนทุกวันนี้ แต่ก็ไม่มีอาการแปลกๆ เหมือนช่วงที่เข้าโรงพยาบาลอีกเลย... สามารถติดตามชมความหลอนย้อนหลังแบบเต็มๆได้ทางหากคุณชอบเรื่องหลอน และอยากแชร์ประสบการณ์ขนหัวลุก รับชมรายการสดได้ทุกวันอังคาร เวลา 20.00-22.00 น. ทางคลื่นวิทยุ EFM94 และ App : Atimefungfin

“เทพบิว” ทุบสถิติ 200 เมตร คว้าตั๋วลุยกรีฑาโลกที่อเมริกา

28 มิ.ย. 2022

“เทพบิว” ทุบสถิติ 200 เมตร คว้าตั๋วลุยกรีฑาโลกที่อเมริกา

เป็นอีกหนึ่งความหวังของนักกรีฑาไทย “เทพบิว ภูริพล บุญสอน” เจ้าหนู ลมกรดอนาคตไกล วัย 16 ปี ล่าสุด! ไปทำการแข่งขันกรีฑา รายการ “คอซานอฟ เมมโมเรียล” ที่ประเทศคาซัคสถาน เมื่อคืนวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา ปรากฏว่า ‘เทพบิว ภูริพล’ ไม่ทำให้กองเชียร์ชาวไทยผิดหวัง ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ในการแข่งขันวิ่ง 200 เมตรชาย วิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก ด้วยสถิติ 20.19 วินาที ทำลายสถิติประเทศไทย และยังทำลายสถิติ ศึกซีเกมส์ 2021 ที่เวียดนาม ที่เจ้าตัวทำไว้ด้วยเวลา 20.37 วินาที ลงได้อีกด้วย จากสถิติดังกล่าว ทำให้ “เทพบิว” สามารถคว้าตั๋วไปแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์โลก 2022 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สำเร็จ หลังผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในเวลาควอลิฟายที่ 20.24 วินาที EFM 94ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับภาพ : ppbs_b

album
efm
-

-