“หลวงตาไหนโยม? วัดนี้ไม่มีหลวงตานะ..” กุฏิชวนหลอน ร่างหลวงตาหายวับไปกับตา !

ENTERTAINMENT NEWS

“หลวงตาไหนโยม? วัดนี้ไม่มีหลวงตานะ..” กุฏิชวนหลอน ร่างหลวงตาหายวับไปกับตา !

13 ธ.ค. 2022

สายแรกของรายการ ‘อังคารคลุมโปง’ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (6 ธันวาคม 2565) เป็นสายจาก ‘คุณต้น’ ที่ได้แชร์ประสบการณ์หลอนของรุ่นพี่ที่รู้จัก มีชื่อเรื่องว่า ‘กุฏิหลอน’ เรื่องราวจะหลอนชวนขนหัวลุกขนาดไหน เชิญสัมผัสได้ข้างล่างนี้เลย..

คุณต้นบอกว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 8-9 ปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องของรุ่นพี่เอ (นามสมมติ) เกิดขึ้นที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.เพชรบุรี ซึ่งพี่เอนั้นเรียนทางด้านจิตรกรรม พอเรียนจบ ก็รับงานวาดรูปตามผนังในโบสถ์วัดต่าง ๆ อยู่มาวันหนึ่งก็มีคนติดต่อให้ไปวาดรูปผนังโบสถ์ที่วัดแห่งนี้ให้ เมื่อตกลงกันเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงวันที่พี่เอ จะต้องเดินทางไปวาดรูปที่วัด

เมื่อมาถึง พี่เอก็ได้ติดต่อกับหลวงพี่รูปหนึ่ง จากนั้นก็เข้าไปดูสถานที่ รวมถึงรับบรีฟเพื่อให้เข้าใจตรงกันจนเสร็จเรียบร้อย หลวงพี่ก็พาพี่เอไปห้องพัก (คุณต้นเล่าเพิ่มเติมว่า ถ้าพี่เอรับงานวาดรูปที่วัดไหน พี่เอก็จะนอนอยู่ที่วัดเลย) เมื่อไปถึงห้องพัก ซึ่งเป็นกุฏิที่ว่างอยู่ ไม่มีใครใช้ พี่เอที่รับงานและมักจะนอนที่วัดบ่อย ๆ ก็ไม่ได้คิดอะไร บวกกับไม่ใช่คนขี้กลัว จึงจะนอนที่วัดและนำของที่เตรียมมาไปวางไว้ในกุฏิอย่างเช่นที่เคยทำ

วันแรกของการทำงานเริ่มขึ้นและดำเนินไปอย่างปกติ ช่วงเที่ยงหลังเวลาเพลของพระ ขณะที่พี่เอกำลังวาดรูปอยู่นั้น ก็มีหลวงตารูปหนึ่งเดินมาเรียก “โยม ๆ มากินข้าวก่อนมั้ย?” เมื่อเห็นว่าหลวงตาเอ่ยปาก พี่เอจึงละจากงานที่ทำอยู่ไปกินข้าวตามที่หลวงตาบอก หลังจากเสร็จเรียบร้อย ก็กลับมาทำงานต่อจนถึงเย็นแล้วก็กลับห้องเพื่อพักผ่อน

คุณต้นอธิบายลักษณะของกุฏิหรือห้องพักเพิ่มเติมว่า ข้างในก็เป็นกุฏิธรรมดาทั่วไป แต่ตรงกลางห้อง จะมีม่านกั้นอยู่ ทำให้ห้องนั้นแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ทางพี่เอเองก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าคงเป็นถ้วยจานชาม หรือเป็นของที่ไม่ค่อยได้ใช้ คล้ายกับเป็นห้องเก็บของก็เป็นได้ เมื่อไม่ได้คิดอะไร และไม่มีอะไรน่าสงสัยจึงไม่ได้ลองเปิดดู พี่เอก็นอนหลับพักผ่อน ผ่านคืนนั้นไป...

เช้าวันต่อมา พี่เอยังคงทำงานปกติ จนกระทั่งคืนนี้ ขณะที่พี่เอกำลังนอนอยู่ ก็ได้ยินเสียงสวดมนต์แว่วดังขึ้นมา จากนั้นก็เริ่มดังก้องกังวานไปทั่วห้อง พี่เอพยายามไม่คิดอะไร และเข้าใจว่าเราอยู่ในวัด ก็คงจะพระสวดมนต์ หรือใครสักคนเปิดเสียงสวดมนต์ดังขึ้นมาเป็นธรรมดา ผ่านไปสักพัก ขณะกำลังจะเคลิ้มหลับ ก็มีกลิ่นธูปลอยมาแตะที่จมูก พี่เอที่มองโลกในแง่ดีแบบสุด ๆ ก็คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ จากนั้นก็ผล็อยหลับไป

เช้าวันที่ 3 นับได้ว่าเป็นครึ่งทางของการทำงานแล้ว (ตกลงกันว่างานจะแล้วเสร็จภายใน 5-6 วัน) ช่วงเย็นหลังเลิกงาน ประมาณ 6 โมง พี่เอจึงลองเดินสำรวจรอบ ๆ วัดว่ามีอะไรบ้าง หลังจากสำรวจจนพอใจก็จะเดินกลับไปยังห้องพัก เมื่อใกล้ถึงห้องพักก็ได้ยินเสียงคนเรียก หันไปตามเสียงก็เห็นเป็นหลวงตาแก่ ๆ รูปหนึ่ง เดินเข้ามาคุยด้วย เป็นคำถามทั่วไปที่ดูเหมือนเป็นการทำความรู้จักกัน เช่น “โยมมาทำอะไร?” ระหว่างที่คุยกับหลวงตา พี่เอก็รู้สึกได้กลิ่นธูปลอยมาจากตัวหลวงตารูปนี้อยู่ตลอดเวลา จังหวะที่คุยกับหลวงตาอยู่นั้น หลวงพี่ที่จัดหาห้องพักให้ก็เปิดกุฏิของท่านออกมา แล้วก็ถามว่า “อ้าวโยม ทำอะไร ยังไม่เข้ากุฏิไปพักอีกหรอ?” พี่เอจึงตอบหลวงพี่ไปว่า “อ๋อ คุยกับหลวงตาอยู่ครับ เดี๋ยวแปปนึง” จังหวะที่หันไปตอบหลวงพี่ แล้วหันกลับมา หลวงตารูปนั้นก็หายไป ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว! พี่เอคิดในใจว่าทำไมท่านเดินไปเร็วจัง จึงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ และพยายามทำตัวตามปกติ แต่สายตาของหลวงพี่ได้มองไปข้างหลังของพี่เอ จากนั้นจึงบอกว่า “รีบเข้านอนได้แล้ว” และกลับเข้ากุฏิของตัวเองไป

กลางดึกคืนนั้น พี่เอรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมา แต่ห้องน้ำนั้นอยู่ไกลต้องเดินออกไปนอกห้องพัก จึงพยายามข่มตาให้หลับ สักพักก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินไปเดินมาอยู่รอบ ๆ มุ้งที่พี่เอนอนอยู่ พอมองออกไปก็เห็นเป็นเงาคนเดินอยู่จริง ๆ จึงเปิดมุ้งออกมาดู ก็เห็นเป็นร่างนึง ยืนอยู่ตรงมุมประตู เป็นชุดจีวรสีเหลืองห่มอยู่ พี่เอจึงพยายามจะเดินไปใกล้ ๆ แล้วร่างนั้นก็หายวับไปกับตา! พี่เอตกใจจึงรีบวิ่งเข้ามาในมุ้ง จากที่ตอนแรกไม่กลัว ตอนนี้พี่เอรู้สึกกลัวมาก ๆ อาการอยากเข้าห้องน้ำก็หายไปหมด และเกิดคำถามว่า “ใครอ่ะ มันคืออะไร?” พี่เอพยายามสงบสติอารมณ์และกลั้นใจนอนต่อไป ไม่นานก็มีเสียงสวดมนต์ดังขึ้นมาจากฝั่งที่เป็นผ้าม่านกั้นอยู่ คราวนี้เป็นกลิ่นสาปเหมือนหนูตายลอยมา พี่เอลืมตาและตามหากลิ่น จากนั้นก็ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรสักอย่างร่วงตกลงสู่พื้น! ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าคนเดินรอบ ๆ มุ้งของพี่เออีกครั้ง พี่เอจึงเริ่มสวดมนต์เพื่อให้หลุดพ้นจากเหตุการณ์นี้ หลังจากนั้นฝีเท้าก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหัวนอนที่พี่เอนอน แล้วกลิ่นก็หายไป พี่เอที่ไม่รู้จะทำยังไง สวดมนต์เสร็จก็หลับไป ราวกับว่าภาพมันตัดไปเอง

ปกติแล้วทุกเช้า พี่เอจะตื่นออกไปช่วยหลวงพี่ตอนบินฑบาตร แต่เช้านี้ยังไม่เห็นพี่เอตื่น หลวงพี่จึงมาเคาะเรียกที่กุฏิห้องพัก พี่เอได้เล่าเรื่องที่เจอให้หลวงพี่ฟัง หลวงพี่ก็ไม่ได้พูดอะไร เมื่อถึงวันสุดท้ายของการทำงาน พี่เอเก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อย ก็บอกหลวงพี่ว่าเห็นหลวงตารูปหนึ่ง อยากจะไปกราบลาท่าน หลวงพี่ก็ถามว่า “หลวงตาไหน?” พี่เอก็อธิบายลักษณะของหลวงตา เมื่อหลวงพี่ได้ยินก็เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะบอกว่า “ถ้าอย่างนั้น โยมตามมานี่” หลวงพี่พาพี่เอกลับมายังกุฏิห้องที่พี่เอพัก แล้วก็เปิดม่านที่กั้นอยู่ สิ่งที่เห็นคือร่างของพระรูปหนึ่งนอนอยู่ในโลงแก้ว!

พี่เอเห็นดังนั้นจึงตกใจ ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เพราะจำได้แม่นว่าลักษณะเหมือนกันกับหลวงตาที่เดินเข้ามาคุยและที่เจอในคืนนั้นเลย มองข้าง ๆ ก็จะมีรูปตั้งอยู่ นั่นยิ่งตอกย้ำกับพี่เอเลยว่าใช่ ใช่แน่ ๆ เมื่อตั้งสติได้ พี่เอก็กราบลาหลวงพี่และหลวงตา จากนั้นก็กลับบ้านไป...

 

ชมไลฟ์สดย้อนหลัง

related ENTERTAINMENT NEWS

วิ่งหนีขวัญผวา เมื่อตื่นมาหาเพื่อนไม่เจอ! จะทำยังไงเมื่อเจอชายแปลกหน้ากวักมือเรียก แต่คนเรียกดันไม่มีหัว!!

06 ต.ค. 2022

วิ่งหนีขวัญผวา เมื่อตื่นมาหาเพื่อนไม่เจอ! จะทำยังไงเมื่อเจอชายแปลกหน้ากวักมือเรียก แต่คนเรียกดันไม่มีหัว!!

เรื่องชวนขนหัวลุกนี้ มาจากคุณอาร์ม สายที่ 2 ในรายการ “อังคารคลุมโปง” เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา (4 ตุลาคม 2565) ได้โทรเข้ามาเล่าเรื่องราวสุดหลอนของคุณพ่อ ให้กับดีเจแนน และดีเจเจ็มได้คลุมโปงไปด้วยกัน เรื่องราวจะเป็นอย่างไร เราสรุปไว้ให้คุณแล้วเรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวที่คุณพ่อได้เล่าให้คุณอาร์มฟัง ในสมัยที่คุณพ่อยังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 วันนั้นเป็นวันที่จะมีการฉายหนังกลางแปลงที่ต่างจังหวัด คุณพ่อจึงชวนเพื่อนอีก 2 คน ที่ชื่นชอบการดูหนังเหมือนกัน นั่นก็คือ “ลุงโพน” กับ “ป้าแกะ”ระหว่างทางที่เดินมา ป้าแกะได้สังเกตเห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินวนไปวนมาอยู่ใต้ต้นมะม่วง เธอจึงหันไปถามพ่อของคุณอาร์ม แต่คุณพ่อก็ตอบกลับไปว่า “ไม่ต้องไปสนใจหรอก เจ้าของสวนมะม่วงมั้ง ไป ๆ รีบไปดูหนังกันดีกว่า”เมื่อทั้ง 3 ไปถึงงานประมาณ 4 โมงเย็น ก็เริ่มโพล้เพล้แล้ว และเมื่อเจ้าหน้าที่ได้เตรียมอุปกรณ์เพื่อฉายหนังกลางแปลงเสร็จ พอเข้า 6 โมงเย็น หนังก็เริ่มฉาย…หนังกลางแปลงที่ได้ดูในวันนั้น คุณอาร์มเล่าให้ฟังว่ามันคือเรื่อง “แสงกระสือ” เมื่อหนังฉายจบ ทั้ง 3 ต้องกลับบ้าน แต่ด้วยเส้นทางที่แทบจะไม่มีไฟ ทำให้ทั้ง 3 คนเริ่มเสียวสันหลัง คุณพ่อคุณอาร์มเลยตัดสินใจถามเพื่อนทั้งสองว่า “คืนนี้จะไปนอนที่ไหนกันดี ระหว่างนอนที่วัด, เถียงนา หรือโรงเรียน” เพราะทุกที่ล้วนเป็นสถานที่คุ้นเคย ทั้ง 3 คนจึงตกลงกันว่า ไปนอนที่โรงเรียนดีกว่า เพราะไปง่าย แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยแยกย้ายกันกลับบ้านเมื่อทั้ง 3 คนเดินมาถึงโรงเรียน ก็จัดแจงหาพื้นที่นอน แต่พอนอนไปสักพัก คุณพ่อก็เริ่มรู้สึกแปลก ๆ จึงคิดจะปลุกเพื่อน แล้วชวนไปนอนที่เถียงนาดีกว่า แต่พอจะปลุกลุงโพน เขาก็รู้สึกเหมือนว่าไปจับโดนมือที่เย็นเฉียบของใครบางคนเข้า ตอนแรกก็คิดว่าลุงโพนคงจะหนาว ครั้งนี้เขาก็เลยเริ่มสะกิดเพื่อนอีกครั้ง และพอพ่อคุณอาร์มเริ่มปรับสายตาให้ชินความมืดได้แล้ว ทันใดนั้นก็มองเห็นผู้หญิงคนหนึ่งผมปิดหน้า พร้อมกับพูดขึ้นมาว่า “มึงจะไปไหน นอนเป็นเพื่อนกันก่อน” เมื่อได้ยินดังนั้น คุณพ่อก็ตกใจ แล้วพยายามปลุกเพื่อนทั้งสอง แต่ปรากฏว่าเพื่อนไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว เขาจึงรีบวิ่งหนีออกมาทันที!ซึ่งในระหว่างทาง จะต้องผ่านต้นมะม่วง ที่ป้าแกะเคยเห็นผู้ชายเดินวนอยู่ คุณพ่อจึงหยุดวิ่งแล้วมองไปที่ต้นมะม่วงต้นนั้น ก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินออกมาแต่ไม่มีหัว! จากนั้น ชายคนนั้นก็ค่อย ๆ หยิบหัวตัวเองออกมา แล้วถามคุณพ่อว่า “ไปไหน! ไปไหนไอ้หนุ่ม! เอามะม่วงไปกินป่าว?” พูดจบ คุณพ่อก็สบถคำหยาบแล้วก็วิ่งออกไปที่เถียงนาทันที!เช้าวันถัดมา เมื่อคุณพ่อตื่นขึ้นก็เห็นป้าแกะและลุงโพนนอนอยู่ที่นั่นแล้ว คุณพ่อจึงถามว่า “พวกมึงไปไหนกันเมื่อคืน ทำไมทิ้งให้กูอยู่คนเดียว” ทั้ง 2 จึงตอบกลับว่า “เห็นมึงนอนสบายดี ปลุกยังไงก็ไม่ตื่น กูก็เลยไปก่อน” หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดจากคุณพ่อ เพื่อนอีก 2 คนก็บอกว่าตอนที่วิ่งหนีออกมาจากโรงเรียนนั้น ไม่ได้เจอกับผู้ชายที่อยู่ใต้ต้นมะม่วงเหตุการณ์วันนั้น ทำให้คุณพ่อไปถามคนที่อาศัยอยู่ระแวกใกล้เคียงกับต้นมะม่วงว่าเคยเกิดอะไรขึ้นแถวนี้หรือเปล่า? คนแถวนั้นจึงตอบกลับมาว่า “เคยมีเจ้าของสวนมะม่วงอยู่ เขาชอบแกล้งเด็ก และเป็นคนนิสัยหวงของ พอเสียชีวิตไป วิญญาณก็ยังคงวนเวียนอยู่แถวนี้” นอกจากคุณพ่อแล้ว ก็ยังมีเด็กอีกหลายคนถูกแกล้งเยอะเหมือนกัน ส่วนสาเหตุการตายนั้น คุณพ่อเองก็ไม่แน่ใจ คิดว่าน่าจะตกจากต้นมะม่วงแล้วเสียชีวิต!!สามารถติดตามชมความหลอนย้อนหลังเพิ่มเติมได้ทางรับชมรายการสดได้ทุกวันอังคาร เวลา 20.00-22.00 น. ทางคลื่นวิทยุ EFM94 และ App : Atimefungfinภาพ : อังคารคลุมโปง

ตกหลุมรักไม่ไหว! กับความพิเศษใส่ใจจาก “คิม มินกยู” ถึงแฟนชาวไทย ในงาน “Heavenly Moment” Kim Mingue Fanmeet in Bangkok

03 พ.ค. 2023

ตกหลุมรักไม่ไหว! กับความพิเศษใส่ใจจาก “คิม มินกยู” ถึงแฟนชาวไทย ในงาน “Heavenly Moment” Kim Mingue Fanmeet in Bangkok

พูดคำว่า “เยี่ยมจริงๆ” แค่ 3 ครั้ง ก็คงไม่พอ สำหรับความสนุกสุดฟิน ในเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ที่แฟนๆ ได้รับจากนักแสดงหนุ่ม “คิม มินกยู” (Kim MinGue) เจ้าชายลักยิ้มแห่งประเทศเกาหลี ในงานแฟนมีตติ้งครั้งที่สองของเขาในประเทศไทย กับงาน “Heavenly Moment” Kim Mingue Fanmeet in Bangkok ที่จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 22 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งหนุ่ม “คิม มินกยู” กลับมาประเทศไทยอีกครั้ง ในรอบ 1 ปี เรียกว่าเก็บความคิดถึงเพื่อมารอเจอแฟนๆ ของเขาในวันนี้โดยเฉพาะ ดังนั้นเมื่อได้พบสบตากับแฟนๆ ชาวไทยอีกครั้ง หนุ่มมินกยู เลือกเพลง Love, Maybe จากซีรีส์ Business Proposal เพลงโปรดของเหล่าแฟนๆ มาเปิดต่อมความคิดถึงแรก จากนั้นเขาก็ทักทายแฟนๆ เป็นภาษาไทย ว่า “สวัสดีครับ คิดถึงมากๆ ครับ” พร้อมขอบคุณแฟนๆ ที่มอบความรักให้กับเขาอย่างสม่ำเสมอ จนทำให้เขาได้กลับมาเจอกับแฟนๆ อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ก็ทำให้เขาตื่นเต้นจนมือสั่นเลยทีเดียว แค่เริ่มต้นก็น่าเอ็นดูไม่ไหว ซึ่งงานนี้หนุ่มมินกยูเขาเตรียมความพิเศษมาให้แฟนๆ แบบจุใจ ให้อิ่มหนำไปกับทุกช่วงเวลาใน “Heavenly Moment” ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาพูดคุยเพื่อละลายความคิดถึง ซึ่งหนุ่มมินกยูก็เก็บภาพช่วงเวลาในชีวิตประจำวันของเขา มาแชร์กับแฟนๆ ซึ่งจังหวะนี้ทำเอาแฟนๆ ใจบางไม่ไหว เมื่อได้เห็นมุมความเป็น “ทาสแมว” ของเขาคนนี้ กับประโยคเด็ดทัชใจคนฟัง “แมว แค่อยู่บนโลกนี้ก็ถือว่าเป็นความรักแล้ว” ฟังแล้วอยากยกตำแหน่งหัวหน้าทาสแมวให้ไปเลย โมเม้นต์แรกเรียกว่าเต็มไปด้วยน่ารัก ต่อมาด้วยโมเม้นต์ที่สองที่เต็มไปด้วยความฟิน เพราะนอกจากหนุ่มมินกยูจะมาเล่าถึงผลงานที่ผ่านมาของเขาอย่างซีรีส์ Business Proposal และ The Heavenly Idol ผลงานเรื่องล่าสุดแล้ว ช่วงนี้ยังได้เชิญแฟนคลับผู้โชคดีขึ้นมาแสดงบทบาทจากฉากประทับใจในซีรีส์อีกด้วย งานนี้แฟนๆ ฟิน ส่วนเจ้าชายลักยิ้มของเรานั้นเขินไม่ไหว แต่ความเซอร์วิสเซอร์ใจยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะในซีรีส์ The Heavenly Idol หนุ่มมินกยูเขารับบทเป็น “ท่านมหาปุโรหิตในคราบไอดอล” จึงต้องมีมิชชั่นเซอร์วิสแบบไอดอล ไม่ว่าจะเป็นการทำท่า Ending Fairy ตามมาด้วยจับคู่ความหล่อของเขากับไอเท็มสุดคิ้วท์ และคอร์สเรียนภาษาไทยแบบรวบรัด ซึ่งจบมิชชั่นนี้หนุ่มมินกยูก็ได้เพลงไทยกลับไปร้องให้บรรดาน้องเหมียวที่บ้านฟังแล้ว หลังจากนั้นก็มาถึงโมเม้นต์เวลาดีๆ ที่เรียกว่าเซอร์วิสของจริง! เพราะนอกจากเตรียมเกมส์มาเล่นกับแฟนๆ แล้ว หนุ่มมินกยู ยังเตรียมของขวัญมาให้แฟนๆ ที่ขึ้นมาเล่นเกมส์อีกด้วย เป็นหมวกพร้อมลายเซ็น และพวงกุญแจที่เขา Custom เองกับมือ เป็นของขวัญที่มีชิ้นเดียวในโลก และยังไม่หมด! เพราะยังมีอีกหนึ่งของขวัญเป็นภาพโมเม้นต์น่ารักๆ ที่บอกใบ้ได้แค่ว่า “พระเอกคนอื่นขี่ม้าขาว แต่หนุ่มมินกยูนั้นขี่ไดโนเสาร์” แต่จะเป็นภาพแบบไหน เฉพาะแฟนคลับในแฟนมีตฯ ครั้งนี้เท่านั้น ที่จะได้เห็นภาพสุด Exclusive นี้เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ และแล้วก็มาถึงช่วงเวลาสุดท้ายของงานแฟนมีตติ้งครั้งนี้ หนุ่มมินกยูที่มอบความสุขให้แฟนๆ ไปอย่างเต็มอิ่ม ก็ถึงเวลารับพลังงานแบบบวกๆ จากแฟนๆ กลับไปบ้าง กับคลิปวิดีโอแฟนโปรเจกต์ที่เหล่าแฟนคลับจัดทำขึ้นมา เพื่อเล่าเรื่องราวความรัก ความประทับใจ ความภูมิใจที่พวกเขามีต่อหนุ่มมินกยู งานนี้บอกเลยว่ามีคนเสียน้ำตาหนักมาก โดยเฉพาะหนุ่ม “มินกยู” ที่กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เช่นกัน และพูดขอบคุณแฟนๆ ทั้งน้ำตาว่า..“ความรู้สึกของผมตอนนี้ไม่รู้จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ยังไง มันประทับใจ ซาบซึ้งใจมากๆ ครับ ผมไม่ได้เป็นคนที่ร้องไห้เก่งขนาดนี้นะครับ แต่ว่ามันเป็นความรู้สึกที่ถ้าไม่เจอกับสถานการณ์แบบนี้ก็อาจจะไม่เข้าใจความรู้สึกของผมที่รู้สึกในตอนนี้ แต่หวังว่าผมกับแฟนๆ ทุกคน จะอยู่ในความรู้สึกแบบนี้ไปด้วยกันไปนานๆ นะครับ ขอบคุณทุกๆ คนที่มางานวันนี้นะครับ ทุกคนมีความสุขเหมือนผมใช่ไหมครับ เพราะทุกคนมางานวันนี้ ผมเลยได้สร้างความสุขไปพร้อมกับทุกคน (ภาษาไทย) “รักทุกคนมากๆ ครับ แล้วพบกันใหม่นะครับ”ทำบรรยากาศซึ้งไปทั้งฮอลล์แล้ว หนุ่มมินกยูก็โบกมือลาแฟนๆ ของเขา ไปด้วยเพลง Suddenly ที่เขาตั้งใจมอบเป็นของขวัญสุดท้ายให้กับแฟนคลับของเขาได้กลับบ้านไปด้วยความประทับใจ ใน “Heavenly Moment” ของวันนี้ภาพ MGCONNEXT

เล่าเรื่องผีแบบ Y2K กับตัวแม่จะแคร์เพื่อ ‘เสือโคร่ง’ ที่มาพร้อมลิ้นทรงเสน่ห์และไม้เซลฟี่คู่ใจ | อังคารคลุมโปง X

20 ม.ค. 2023

เล่าเรื่องผีแบบ Y2K กับตัวแม่จะแคร์เพื่อ ‘เสือโคร่ง’ ที่มาพร้อมลิ้นทรงเสน่ห์และไม้เซลฟี่คู่ใจ | อังคารคลุมโปง X

แต่งตัวแบบ Y2K กันไปแล้ว มาฟังเรื่องผีแบบ Y2K จากดาว TikTok คนดังอย่าง ‘เสือโคร่ง’ ตัวแม่จะแคร์เพื่อ กันบ้างดีกว่า กับเรื่องหลอนที่มีชื่อว่า ‘ซ่อนหา By สาวสอง’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (17 มกราคม 2565) ที่ผ่านมา อยากรู้ว่าหลอนแบบ Y2K เป็นยังไง เชิญอ่านกันได้เลย!คุณเสือโคร่งเล่าว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อยังเป็นนักศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยนาฏศิลป์แห่งหนึ่ง ตอนนั้นยังอยู่หอในกับเพื่อนๆ ซึ่งภายในวิทยาลัยก็จะมีโรงละครตั้งอยู่ จากที่เคยได้ยินมาเขาเชื่อกันว่าต้องเป็นพื้นที่ที่มีคนตายถึงจะสร้างโรงละครได้ และบริเวณนั้นเอง ก็เป็นสถานที่ของกลุ่มเพื่อนสาวสองเกือบ 20 คนนัดมารวมตัวทำกิจกรรมด้วยกัน เช่น เตยกัก กระโดดยาง หรือฝึกแต่งหน้า แต่วันนั้น แก๊งเพื่อนสาวสองเกิดอยากจะเล่น ‘ซ่อนหา’ ในเวลา 2 ทุ่มขึ้นมาซะได้ ไม่รอช้าก็จัดสรรปันส่วน และเริ่มเล่นเกมท่ามกลางบรรยากาศไม่ชอบมาพากล...เมื่อเกมเริ่ม ทุกคนก็แยกย้ายไปซ่อนตามต้นไม้ ซอกตึก หรือที่ต่าง ๆ ของโรงละคร ด้วยความที่แก๊งนี้มีจำนวนคนเยอะ ทำให้ใช้เวลาหานานมาก คุณเสือโคร่งที่อยู่บนต้นไม้ก็เริ่มเมื่อย ไป ๆ มา ๆ คนหาดันหาย ทุกคนที่ไปซ่อนจึงมารวมตัวกันหน้าหอเพื่อออกตามหา แต่หายังไงก็ไม่เจอ จึงตัดสินใจไปไหว้ศาลทาง 3 แพร่ง ขณะที่ทำพิธีไหว้อยู่นั้น ก็มีพี่กะเทยคนนึงเดินเข้ามาบอกว่า “มึงไม่ต้องไหว้! เดี๋ยวกูหาเอง!” พูดเสร็จก็หยิบธูปปักคว่ำลงกับพื้น! คุณเสือโคร่งอธิบายเพิ่มเติมว่า พี่กะเทยคนนั้นเป็นคนผิวสีเข้ม ฟันคม กินหมาก “เขาเป็นกะเทยเขมร ของก็แรงอยู่แล้ว อย่างถึง” ระหว่างที่ทุกคนงงงวยอยู่นั้น พี่กะเทยคนนั้นที่เสือโคร่งหลุดปากมาว่าชื่อ ‘เอ๋’ ก็พึมพำกับตัวเอง ไม่นานก็เจอเพื่อนที่หายไป!เมื่อเจอเพื่อนที่หายไป พี่เอ๋ก็พาไปอาบน้ำ พออาบเสร็จ ต้องบอกว่าสภาพของเพื่อนที่หายไปนั้นเหมือนหลุดออกจากภวังค์ นั่งเหม่อลอยไร้สติแบบสุด ๆ เมื่อถึงเวลาใกล้นอนทุกคนก็สวดมนต์ ซึ่งในหอในปกติจะมียันต์ แต่วันนั้นยันต์ดันไม่มี! ยังไม่ทันได้หลับสนิท อยู่ ๆ ประตูก็มีเสียงดังขึ้น! กะเทยที่นอนชั้น 2 (เตียง 2 ชั้น) ก็ชะเง้อมองเห็นว่าเป็นเหมือนกลุ่มคนจำนวนมากกำลังจะเข้ามา! เพื่อนกะเทยต่างตกใจกลัว พี่เอ๋ก็เดินเข้ามาด่าผี “มึงไม่ต้องเข้ามา! มึงไปเลยนะ!” เพื่อนกะเทยใจกล้าอีกคนจึงรีบเดินไปเปิดประตู แล้วทุกอย่างก็หายไป ทุกคนนั่งรวมกันไม่ได้หลับไม่ได้นอนจนเวลาล่วงมาถึงตี 5 แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าเล่นซ่อนหาอีกเลย...ติดตามความหลอนแบบ Y2K ต่อได้

หัวลำโพงแทบแตก! “แจ็คสัน หวัง” ร่วมงานปาร์ตี้สุดยิ่งใหญ่ ‘Clash de Cartier’ ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลก

02 ส.ค. 2022

หัวลำโพงแทบแตก! “แจ็คสัน หวัง” ร่วมงานปาร์ตี้สุดยิ่งใหญ่ ‘Clash de Cartier’ ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลก

ทำเอาหัวลำโพงแทบแตกกันเลยทีเดียว หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมา (1 สิงหาคม 2565) ศิลปินสุดฮอต “แจ็คสัน หวัง” ได้เดินทางไปร่วมงานปาร์ตี้ “Clash de Cartier” ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกของคาเทียร์ (Cartier) เพื่อเฉลิมฉลองการกลับมาของคอลเล็กชั่น ‘Clash de Cartier’ สำหรับงานปาร์ตี้ในครั้งนี้ “Cartier” ก็ได้เนรมิตสถานีรถไฟฟ้า MRT หัวลำโพง สถานที่แห่งหน้าประวัติศาสตร์ของไทยให้กลายเป็นงานปาร์ตี้สุดยิ่งใหญ่ ซึ่ง “แจ็คสัน หวัง” ก็มาในลุคสุดเท่ เดินโชว์ตัวบนพรมแดง พร้อมทักทายแฟนคลับและสื่อมวลชนอย่างอบอุ่น นอกจากนี้ภายในงานก็ยังมีเหล่าคนในวงการบันเทิงและเซเลบริตี้ชั้นนำอีกมากมายงานนี้ก็ได้เรียกเสียงฮือฮาให้เหล่าอากาเซ่กันแบบสุด ๆ พร้อมติด #JACKSONWANGxCartierTH พุ่งติดเทรนด์ทวิตเตอร์กันเลยทีเดียว ภาพ : #JACKSONWANGxCartierTH

album
efm
-

-