ทำความรู้จักคู่จิ้นสุดน่ารัก ที่ตกหัวใจแฟนคลับด้วยความธรรมชาติของพวกเธอ “ฟรีน-เบคกี้” พร้อมฉายาที่ใครหลายคนยังไม่รู้

EFM FANDOM RECAP

ทำความรู้จักคู่จิ้นสุดน่ารัก ที่ตกหัวใจแฟนคลับด้วยความธรรมชาติของพวกเธอ “ฟรีน-เบคกี้” พร้อมฉายาที่ใครหลายคนยังไม่รู้

13 มี.ค. 2023

        นับเป็นโอกาสดีๆ ที่ทาง EFM Fandom Live ได้มีแขกรับเชิญสุดพิเศษที่เรียกได้ว่าเป็นคู่จิ้น หญิง-หญิง อันดับต้นๆ ของประเทศไทย จากซีรีส์ “ทฤษฎีสีชมพู” ฟรีน สโรชา จันทร์กิมฮะ และ เบคกี้ รีเบคก้า แพทรีเซีย อาร์มสตรอง 

มาเยือนถึงในรายการเมื่อวันพฤหัสบดี 2 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา ความสดใสของทั้งสองคนฟุ้งกระจายเต็มห้องจัดกันไปเลย ซึ่งแน่นอนว่าความสดใสนี้ไม่ได้มีแค่ในห้องจัดเท่านั้น แต่ยังกระจายไปกระทบตากระทบใจแฟนคลับอีกหลายๆ คนที่ติดตามพวกเธออยู่ หรือแม้แต่คนที่ยังไม่ได้ติดตามพอเจอความน่ารักของพวกเธอเข้าไปรับรองได้เลยว่าโดนตกเข้าด้อมแน่นอน และนี่จึงเป็นที่มาของบ้านแฟนคลับของพวกเธอ ไม่ว่าจะเป็น บ้านฟรีน, บ้านเบค, และบ้านคู่

        เริ่มกันที่แฟนคลับบ้านฟรีน ที่มาแชร์ที่มาของฉายาต่างๆ ที่เหล่าแฟนคลับเอาไว้เรียกฟรีน ไม่ว่าจะเป็น “ฟรีนจังจอมแก่น” เกิดจาก แฟนคลับถ่ายรูปให้ฟรีนเป็นตอนหันหลัง และฟรีนเอาไปลงสตอรี่ในอินสตาแกรม แล้วรูปนั้นดันเห็นแก้มของฟรีนเป็นก้อนก้อนเหมือนชินจังจอมแก่น หลังจากนั้นฟรีนก็เลยเอารูปที่เป็นชินจังจอมแก่นมาตั้งเป็นรูปโปรไฟล์ในทวิตเตอร์ และเปลี่ยนชื่อทวิตเตอร์เป็นฟรีนจังจอมแก่น ต่อด้วยอีกฉายาที่เรียกฟรีนว่า “มุแดง” ก็เกิดจากพี่ช่างแต่งหน้าที่อยู่ในกองถ่าย เวลาตบรองพื้นให้ฟรีน แก้มของน้องจะเด้ง เหมือนมุแดง ซึ่งจริงๆ แล้ว คำว่ามุแดงก็คือเพี้ยนมาจาก “หมูแดง” นั่นเอง และฉายาสุดท้ายนั่นก็คือ “ปิโย๊ะ” เกิดจากที่แฟนคลับมีไลน์โอเพ่นแชทแล้วมีฟรีนอยู่ในกลุ่มโอเพ่นแชทนี้ด้วย และฟรีนตั้งชื่อไลน์ตัวเองว่าปิโย๊ะ ซึ่งมันคือตัวการ์ตูนลูกเจี๊ยบจากเรื่อง “กุเดทามะ” นั่นเอง แต่ตอนนี้บ้านฟรีนยังไม่มีชื่อด้อม แต่จะมีชื่อเรียกกันหลายหลายแถว เช่น แฟนพี่ฟรีน, พี่ฟรีนตัวจริง, หม่าม๊า(มาจากที่ตัวการ์ตูนปิโย๊ะตามหาหม่าม๊าอยู่) นอกจากนี้ความประทับใจของแฟนคลับที่มีต่อฟรีนนั้นก็คือเรื่องของทัศนคติ โดยเวลาที่ไลฟ์ผ่านโซเชียลมีเดีย ฟรีนมักจะมีข้อคิดดีๆ มาบอกให้กับแฟนคลับอยู่เสมอ

      และมากันที่แฟนคลับบ้านเบคกี้ ฉายาแรกที่จะพาไปรู้จักนั่นก็คือ “น้องพุง” มาจากแฟนคลับตัดต่อหน้าน้องเบคกี้ไปใส่ในรูปเด็กน้อยที่มีพุงย้วยก้อนกลมๆ น่ารักๆ เบคกี้เลยเอาไปตั้งเป็นรูปโปรไฟล์และเปลี่ยนชื่อเป็นน้องพุง จนอัลกอริทึมของเฟสบุ๊คได้มอบเครื่องหมายสีฟ้า(เป็นการยืนยันว่านี่คือบัญชีผู้ใช้จริงสำหรับบุคคลสาธารณะ)ให้เพราะคิดว่าเป็นบัญชีของแฟนคลับ ไม่ใช่บัญชีของน้องเบคกี้ ตามมาด้วยฉายา “คิวศูนย์” มาจากการที่ใครจะเป็นแฟนฟรีนจะต้องต่อคิว ซึ่งแฟนคลับเปรียบเปรยว่าตอนนี้คิวยาวไปถึงดาวอังคารแล้ว แต่ถึงแม้จะต่อคิวยาวไปถึงดาวอังคาร คิวก็ไม่ขยับเพราะมีเบคกี้ยืนคุมที่คิวศูนย์ไม่ไปไหนเลย และฉายาสุดท้ายคือ “น้องขิง” ด้วยที่ตัวเบ็คกี้เองชอบลงรูป “ขิง” แฟนตัวจริงของฟรีนว่าพี่ฟรีนของฉันบ่อยๆ แฟนคลับจึงแซวและนำมาเรียกจนเป็นฉายา ทำให้ความประทับใจที่มีต่อตัวเบคกี้นั้นมีอย่างล้นหลาม “น้องมีสายตาที่แน่วแน่, ซื่อตรงต่อความรู้สึก ทั้งๆ ที่น้องเป็นเด็กขี้อาย แต่ด้วยสายตานั้นสามารถทำให้แฟนคลับที่หมดไฟไปแล้วกลับมาลุกขึ้นสู้ได้” แฟนคลับกล่าว

       และมาถึงคิวบ้านคู่ของฟรีนกับเบคกี้กันบ้าง โดยในรายการได้พูดถึงที่มาที่ไปว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แฟนคลับเล่าว่า “เกิดมาก่อนที่ซีรีส์จะออนแอร์” โดยแฟนคลับโดนน้องตกจากการที่น้องไปแคส แอบหลงรักเดอะซีรีส์ ก่อน และได้เห็นน้องสองคนเวิร์คช็อปและมีโมเมนต์น่ารักๆ ซึ่งกันและกันเลยเกิดเป็นแท็กเล็กๆ ขึ้นมาว่า “ฟรีน-เบค

ซึ่งความประทับใจที่แฟนคลับมีต่อน้องทั้งสองคนคงหนีไม่พ้นความเป็นธรรมชาติ เป็นตัวของตัวเอง และน้องทั้งสองเป็นกันเองกับแฟนคลับ เจอแบบไหนตั้งแต่ต้นปัจจุบันก็ยังคงเป็นแบบนั้น

และนอกจากนี้ทางรายการเองก็ได้พูดคุยกับฟรีนและเบคกี้ ถึงเรื่องราวที่เจาะลึกลงไปถึงประเด็นต่างๆรวมถึงเปิดโมเม้นสุดคิวท์ พร้อมบทสัมภาษณ์ที่ชาวแฟนด้อมอย่างเราไม่เคยรู้มาก่อน! บอกเลยงานนี้มีฟินนนน~

 

ช่วงสัมภาษณ์ “ฟรีน-เบค”

มาที่คำถามแรกเมื่อดีเจพี่แนนเกิดสงสัย ว่าจริงๆ แล้วชื่อเล่นว่า ‘ฟรีน’ มีที่มาจากอะไร เพราะถือว่าเป็นชื่อที่แปลกใหม่มาก ฟรีนเลยให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยรู้ความหมายชื่อตัวเองมาก่อน จนไปถาม Master ที่เรียนด้วย เขาจึงบอกว่าจริงๆ แล้ว ฟรีน มาจากภาษากรีก ที่ผันมาจาก Friendly จนกลายมาเป็น Freen นั่นเองค่ะ เพราะก่อนหน้านี้ตัวเองก็ชื่อว่า ฟิล์ม แต่ดันไปเหมือนพี่ข้างบ้านซะงั้น แม่ก็เลยเปลี่ยนเป็น ฟรีน แทนค่ะ ดีเจพี่ดาว ก็เลยเอ่ยปากชมว่า ดันกลายเป็นความหมายที่ดีไปด้วยเลยนะคะเนี่ย

 

‘ First Impression ‘ จากมักเน่ขี้อายกลายเป็นสนิทสุดในกอง

เมื่อถามว่าทั้งคู่ตอนเจอกันครั้งแรกเป็นอย่างไรบ้าง ด้านฟรีนตอบว่า เจอกันครั้งแรกน้องไม่คุยด้วยเลยค่ะ (หัวเราะ) อาจจะเพราะน้องเป็นมักเน่ด้วยแต่สวยค่ะ แล้วเราก็เลยงงว่า อืมม แล้วเราต้องพูดภาษาอะไรด้วย ซึ่งตอนนั้นน้องก็ยังพูดไทยไม่ค่อยชัดด้วยค่ะ แต่ช่วงนั้นก็เลยทำให้เราได้กลายมาสอนภาษาไทยให้น้องไปด้วยเลย

ส่วนเบคกี้ ก็ตอบกลับมา ตอนเจอพี่ฟรีนครั้งแรกเลย ก็สวยค่ะ คือเราไม่รู้จะเข้าหายังไง เพราะพี่เขาหน้านิ่งแล้วดูเหมือนดุด้วย ก็เลยยังไม่กล้าเข้าหาเท่าไหร่ค่ะ แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้เราสนิทกัน ฟรีนและเบคกี้ก็ต่างบอกว่า จริงๆ มันเริ่มช่วงซีรีส์เรื่องแรกเลยค่ะ ที่เราแสดงเป็นเพื่อนกัน ฝน-ของขวัญ ซึ่งในเรื่องเป็นสองสาวที่ต้องอยู่ในแก๊งวิศวะ เราก็เลยมีกันอยู่สองคนค่ะ ช่วงนั้นเราเลยเริ่มสนิทกัน มีซีนน้อยก็เลย ชอบพากันไปหาอะไรกินค่ะ ซึ่งเบคกี้ก็เสริมมาว่า นั่นแหละค่ะ จุดเริ่มต้นที่ทำให้หนูติดชานมค่ะ (หัวเราะ)

 

‘FreenBecky’ ความแตกต่างที่ลงตัว

พอพูดถึงเรื่องชานม ดีเจพี่แนนก็ถามขึ้นมาว่า แล้วปกติทั้งคู่ทานหวานประมาณไหน เบคกี้ก็ตอบเลยว่า เมื่อก่อนหนูติดชานมมาก แต่ตอนนี้ก็ลดมาบ้างแล้วค่ะ วันละหนึ่งแก้วแบบนี้ ปกติหนูกินหวาน100%เลยค่ะ ส่วนพี่ฟรีนเขาก็จะกินหวาน 30% ไม่ก็ 50% ค่ะ ดีเจพี่แนนจึงเอ่ยแซวว่า หรือเพราะพี่ฟรีนจะเหลือท้องไว้เผื่อ น้ำปลาร้า น้ำยำ ด้วยรึเปล่า ฟรีนถึงกับหลุดขำ ก็อาจจะใช่ค่ะเคยลองชวนน้องแล้วแต่น้องกินเผ็ดไม่ได้ ซึ่งเวลาไปทานข้าวด้วยกัน ก็เลยต้องแยกเป็นสองรูปแบบเลยค่ะ ถ้าไปร้านซูชิก็จะรู้เลยว่าฝั่งไหนของหนูฝั่งไหนของน้องค่ะ อย่างหนูก็จะต้องยำแซลม่อน แซ่บๆ เลยค่ะ ซึ่งฟรีนและเบคกี้ก็เสริมมาว่าเดี๋ยวนี้ก็ชอบชวนกันไปร้านนวดแล้วค่ะ พี่ฟรีนเป็นคนเปิดโลกเลย (หัวเราะ)

 

“ เปิดมุมมองความฝันในวัยเด็ก “

ทั้งสองคนมีความฝันอะไรกันบ้าง ถ้าเกิดตอนนี้ยังไม่ได้ทำงานตรงนี้มาก่อน ด้านฟรีนตอบว่า จริงๆ เมื่อก่อนอยากเป็นนักเขียนค่ะ เป็นฟีลเขียนฮีลใจผู้คนอะไรแบบนี้ เพราะด้วยเป็นคนนอนหลับยากด้วย ตอนกลางคืนในหัวเลยมีคำมากมายเลยค่ะและต้องจดใส่โทรศัพท์ทุกวันเลย ไม่งั้นจะนอนไม่หลับ นี่เลยทำให้ตัวเองค้นพบด้วยว่าการเขียนก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ชอบและอยากจะทำค่ะ  ตอนเด็กๆ ไม่เคยรู้เลย เพราะเราก็เรียนวิทย์-คณิตมาด้วยและก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะได้ทำอะไรหรืออยากเป็นอะไรด้วยค่ะ ณ ช่วงนั้น

ส่วนของเบคกี้ ความฝันในวันเด็กก็คือการได้เป็น นักร้องค่ะ เพราะชอบร้องเพลงตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ตอนนี้ก็ได้มีโอกาสเป็นนักแสดง และเรียนกฎหมายไปพร้อมๆ กัน ก็ค่อนข้างหนักนิดนึงค่ะ เพราะเราเรียนที่อังกฤษ และตอนนี้ก็เลยต้องเรียนแบบออนไลน์ไปด้วย แต่สนุกค่ะเพราะเราชอบด้วย

 

ทฤษฎีสีชมพู “คุณสาม - น้องม่อน” คาแรคเตอร์ที่ ‘ไกลตัว’ แต่ ‘ใกล้หัวใจ’

เมื่อพูดถึงกระแสของซีรีส์ ทฤษฎีสีชมพู ที่ผลตอบรับดีเกินคาดและดังไปหลายประเทศ ด้านฟรีนและเบคกี้ ก็ต่างตอบว่า ไม่เคยคิดถึงจุดจุดนี้มาก่อน เพราะเราไม่เคยเป็นนักแสดงหลักมาก่อนด้วยคิดแค่ว่าเราจะทำได้มั้ย เพราะคาแรคเตอร์ที่ดูเป็นผู้ใหญ่ เป็นวัยทำงาน การทำการบ้านกับตัวละครก็เลยหนักมาก ทั้งแบคกราวนด์ตัวละคร และเหตุผลของตัวละครทั้งสองด้วย อย่างตัวคุณสามก็ต้องมีความโตและนิ่ง แต่จริงๆ ความรู้สึกข้างในก็อ่อนไหวมากเช่นกัน ส่วนน้องม่อนก็จะมีความขี้อ้อน แต่มีความรู้สึกที่หลากหลาย ซึ่งการเรียนรู้ของเราก็มาจากตัวแฟนคลับฟีดแบคมาด้วย เราก็จะนำมาปรับปรุงเสมอเลย ทำให้เหมือนตัวซีรีส์ก็เติบโตไปพร้อมคนดูเลยค่ะ

 

“มุมมองความรักของ ฟรีน และ เบคกี้”

- ถ้าหากชีวิตจริงของทั้งฟรีนและเบคกี้ ต้องเจออุปสรรคทางความรักเหมือนใน ทฤษฎีสีชมพู ที่ถูกกีดกันจากคนในครอบครัว ทั้งสองจะทำอย่างไรบ้าง

ด้านฟรีนก็ตอบอย่างมั่นใจว่า ตนจะทำให้เราหาตรงกลางให้ได้และเชื่อว่าถ้าเราเชื่อในความรักและคนคนนั้น ทุกอย่างมันก็จะสามารถผ่านไปได้

ส่วนเบคกี้กลับมีอีกมุมมองที่คิดว่า ถ้ามองในความเป็นจริง เรารู้สึกว่ามันจะท็อคซิกกับตัวเองจนเกินไป เราอาจจะอยู่กับอะไรแบบนี้ไม่ได้นาน เราควรที่จะออกไปหาอะไรที่ทำให้เห็นถึงคุณค่าของตน และคิดว่าถ้าส่วนตัวเรา เราคงไม่อยากไปอยู่ในความสัมพันธ์ที่ท็อคซิกแบบนั้น

- แล้วเวลามีความรัก ฟรีน และ เบคกี้ เป็นอย่างไร

ฟรีน : หนูว่าหนูคลั่งรักอยู่น้า เพราะเราเชื่อในความรักด้วย แล้วความรักก็ทำให้เรามีพลังบวกด้วยค่ะ ถ้าคิดเปอร์เซ็นต์ก็ 90 % เลยค่ะ (หัวเราะ)

เพราะความรักมันมีหลายรูปแบบด้วยค่ะ ครอบครัว แฟน เพื่อน ถ้าเรามีความรักที่ดี ก็จะส่งผลให้ชีวิตขับเคลื่อนได้ดีด้วย ก็…ความรักก็น่ารักดีค่ะ

เบคกี้ : คลั่งรักเหมือนกันค่ะ (หัวเราะ) เพราะความรักของเราไม่ว่าใครที่เข้ามาในชีวิตเราให้ 100%เลยค่ะ ด้วยความที่เป็น Introvert ด้วย ก็เลยจะใส่ใจกับคนที่เข้ามาในชีวิตเรามากๆ เลยค่ะ

- การมอบความรักซึ่งกันและกัน

ทุกวันนี้เราทั้งสองดูแลกันยังไง ด้านฟรีนก็ตอบมาว่า ทุกวันนี้หนูเป่าผม ม้วนผม ทำผม ให้ด้วยเลยค่ะ (หัวเราะ) แต่เบคกี้เขาจะมาดูแลเราหนักๆ เลยช่วงเราป่วยค่ะ แต่ส่วนใหญ่ชีวิตประจำวันหนูชอบเทคแคร์คนอื่นซะมากกว่าค่ะ

ในเรื่องการให้คำปรึกษาเบคกี้ก็ตอบมาว่า ส่วนใหญ่มีอะไรก็จะปรึกษาพี่ฟรีนเลยค่ะ ด้วยความส่วนใหญ่เพื่อนเราอยู่ที่อังกฤษด้วย พี่ฟรีนก็ถือว่าเป็นพี่ที่สำคัญในชีวิตคนหนึ่งเลยค่ะ

 

และนี่นับเป็นการสัมภาษณ์ที่เปิดให้แฟนคลับได้รู้จักและรักพวกเธอทั้งสองคนมากยิ่งขึ้นไปอีก จะไม่ให้รักและผูกพันธ์ได้อย่างไร เพราะ “ทฤษฎีสีชมพู” ที่ทั้งสองคนถ่ายทอดความสัมพันธ์ที่มีต่อกันและกันออกมานั้นไม่เพียงแต่มีในจอเท่านั้น แต่ยังส่งไปถึงแฟนคลับที่อยู่นอกจอด้วย

“การได้ดูซีรีส์ของทั้งคู่เหมือนได้ย้อนกลับมาดูความรักของตัวเองว่าเราผ่านอะไรกันมาบ้าง” แฟนคลับที่ได้โทรเข้ามาพูดกับทั้งสองคนกล่าว

ทำให้ฟรีนและเบคกี้ต่างปลื้มปริ่มใจที่ตัวเองสามารถเป็นซอฟพาวเวอร์ให้กับใครหลายๆคนได้ และสุดท้ายนี้ฟรีนและเบคกี้ก็อยากฝากไว้กับแฟนคลับทุกคนที่คอยสนับสนุนพวกเธอเสมอมาว่า…

 

     “อยากให้ทุกคนอยู่ด้วยกันในทุกวัน ไม่ว่าจะเจออะไรก็อยากผ่านไปด้วยกัน และอยากขอบคุณทุกกำลังใจและแรงซับพอร์ตที่ทำให้ฟ้าของหนูสดใสขึ้นมาก แม้ในบางวันที่มันไม่ได้ดีทุกวัน

   -ฟรีน-

 

    “‌thank you guys,thank you for your support. I know I probably say this every single day. I hope you have bought yet but we love each so much. We appreciate you so much. we understand the language barrier and understand everything you guys put so much afford. Example like trying to communicate with us or see us or even Supposed watching line group. Anything really to really heart warming, thanks you for been such a lovely family and hope we will be  together forever.

    -เบคกี้-

 

ชมไลฟ์สดย้อนหลัง

related EFM FANDOM RECAP

ถึงแม้เพลง TOUCHDOWN (ใกล้ดาว) จะเติมพลังใจให้ ‘PIECES’ แค่ไหน... แต่ยังไงก็ไม่สามารถต้านความรักของ “PERSES” ได้อย่างแน่นอน!

26 ม.ค. 2023

ถึงแม้เพลง TOUCHDOWN (ใกล้ดาว) จะเติมพลังใจให้ ‘PIECES’ แค่ไหน... แต่ยังไงก็ไม่สามารถต้านความรักของ “PERSES” ได้อย่างแน่นอน!

“ดีเจแนน – ดีเจอ๋อง” เปิดรายการ EFM FANDOM LIVE [26 มกราคม 2566] ต้อนรับศิลปิน T-POP สุดฮอตกับวง “PERSES” (เพอร์เซส) เรียกได้ว่าคืนนี้อัดแน่นไปด้วยความน่ารักจาก จั๋ง วิกร, เน ณรัณ , กฤติน กฤติน , ปาล์ม พีรวิชญ์ และน้องเล็กอย่าง ปลั๊กกี้ ธรากร ที่จะมาร่วมพูดคุยทำความรู้จักกับทั้ง 5 คนให้มากยิ่งขึ้น ออกตัวก่อนเลยว่าเตรียมใจให้ดี เพราะหนุ่ม ๆแต่ละคนมีรอยยิ้มที่จะตกคุณเข้าด้อมโดยไม่ทันตั้งตัวกันเลยเปิดด้วยช่วงแรกสุดพิเศษจาก “ดีเจแนน – ดีเจอ๋อง” ขออาสาเป็นตัวแทนของแต่ละบ้านแฟนคลับ ที่จะมาเปิดประวัติที่มาที่ไปให้เราได้รู้จักทั้ง 5 คนก่อนที่จะไปร่วมพูดคุยกันเริ่มจากพี่ใหญ่ของวง ‘จั๋ง วิกร’ เปิดกันด้วยพี่ใหญ่ของเรา มาพูดถึงจั๋งเป็นคนที่พึ่งพาได้ ใสใจน้อง ๆ ใจเย็นดั่งเทือกเขาน้ำแข็ง ใช้เหตุผลในการตัดสินใจ ยิ้มง่าย ใครเห็นเป็นต้องยิ้มตาม ที่สำคัญเป็นคนนอนเก่ง สามารถนอนได้ทุกที่ ชอบกินเยลลี่เป็นชีวิตจิตใจ มีอิโมจิประจำตัวคือ ‘สล็อต’ ชื่นชอบสีทองและสีดำ สามารถติดตามจั๋งได้ในชื่อแฮชแท็กแอดมินtwitter ชื่อว่า ‘แอดมินค่อย ๆเดิน’ สมัยเรียนจั๋งยังเป็นหนุ่ม Chula Cute Boy มาก่อนด้วย และได้เปิดตัวเป็นที่รู้จักมากขึ้นในฐานะ MBO Trainee ในปี 2020 และปัจจุบันได้เดบิวต์อย่างเป็นทางการในปี 2022 กับค่าย G’NEST ในวง “PERSES” นั่นเองต่อด้วย ‘เน ณรัณ’ แร็ปเปอร์ประจำวง เนคนเก่ง พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ และได้มาอยู่ประจำตำแหน่งแร็ปเปอร์ของวง เนยังมีแฮทแท็กประจำตัวคือ ‘#nay_ perses’ ที่สำคัญเนเป็นคนชอบกินข่าวมันไก่มากกกกก สีที่ชอบคือสีดำและสีขาว อีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ในทุกวันเลยก็คือ หนังสือ เนเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก เรียกได้ว่าต้องมีหนังสืออยู่ติดตัวตลอดทุกที่ อีกหนึ่งคำนิยามที่อธิบายให้รู้จักตัวตนของเนมากขึ้น คือคำว่า ‘เนชิว’ ซึ่งมาจากคำติดปากของเนนั่นเองอย่าง ‘เนชิวยังไงก็ได้’ไปกันต่อที่ ‘กฤติน’ หนุ่มเขี้ยวฉลาม จอมทำลายล้าง กฤตินผู้มีความสามารถ น่ารัก ยิ้มเก่ง มีสเน่ห์น่าค้นหา และมีพลังงานเยอะมาก เป็นคนมีความตั้งใจสูง เป็นพลังบวกให้กับเพื่อน ๆในวงและแฟนคลับอีกด้วย ชื่อด้อมแฟนคลับบ้านนี้คือ ‘krittingangster’ ซึ่งเป็นทั้งชื่อแฟนครับและแฮทแท็กประจำตัวตั้งแต่ก่อนเดบิวต์กับวง “PERSES” โดยมีที่มาจาก กฤตินมีลุคที่เท่มาก ๆ เลยอยากให้แฟนคลับเป็นแก๊งเดียวกันกับกฤติน และอีกหนึ่งบ้านคือ ‘PIECES’ (พีซเซส) เป็นคำพ้องเสียงในภาษาไทยกับคำว่า พิเศษ เหมือนแฟนคลับเป็นชิ้นส่วนสำคัญของ PERSES นั่นเอง กฤตินยังมีฉายาประจำตัวอีกว่า ‘เขี้ยวฉลาม’ เพราะว่ากฤตินมองตัวเองว่ามีหน้าตาที่คล้ายฉลาม (ทางเราก็มองว่ากฤตินจะต้องเป็นฉลามที่หล่อที่สุดในโลกเลยแหละ) ทำให้เป็นที่มาของอิโมจิประจำตัวคือ ‘ฉลาม’ นอกจากนี้ยังมีฉายา ‘จอมทำลายล้าง’ อีกด้วยเพราะไม่ว่ากฤตินจะหยิบจับอะไร ก็มักจะพังหมดดดดดดต่อมา ‘ปาล์ม พีรวิชญ์’ สะกดทุกคนด้วยรอยยิ้ม และสายตาที่แพรวพราว ปาล์มมีฉายาที่แฟนคลับตั้งให้คือ จุ๊บเหม่ง ลูกหมา หมาป่า แฟนคลับเปรียบความเป็นตัวตนของปาล์มเป็น หมาน้อยโกลเด้นตอนเด็ก ที่มีความสนุกสนาน วิ่งเล่น เฮฮา แต่เวลาทำงานขึ้นเวทีจะเปลี่ยนเป็น หมาป่า ลุคหล่อ เท่ สุขุม ดูโตขึ้น ส่งสายตาแพรวพราวให้กับคนดู และปาล์มเป็นคนยิ้มตลอดเวลา ยิ้มให้ได้กับทุกเรื่อง เวลายิ้มให้สังเกตว่าจะมีลูกกลม ๆคล้ายส้มขึ้นที่หน้าแก้มทั้งสองข้าง ปาล์มยังมีสีโปรดคือสีฟ้า ส่วนแฮทแท็กประจำตัวที่สามารถไปตามดูความน่ารัก รอยยิ้มแก้มส้มกันได้ที่แฮทแท็ก ‘#palm_perses’ปิดท้ายกันที่มักเน่ ประจำวง ‘ปลั๊กกี้ ธรากร’ เป็นเด็กที่มีความใฝ่ฝันอยากเป็นศิลปินตั้งแต่เด็ก มีใจรักในการเต้น เรียกได้ว่าเป็นคนที่มีความสามารถรอบด้านเลย สามารถตามชมความน่ารักรอบด้านของน้องได้ทางแฮทแท็กประจำตัว ‘#pluggy_ perses’ ความน่ารักที่ตกแฟน ๆได้อีกหนึ่งอย่างคือปลั๊กกี้มักจะชอบแทนตัวเองว่า ‘หนู’ น้องเล็กของเรายังมีสีประจำตัวคือสีส้ม รักการเต้น รักสัตว์ ชื่นชอบอาหารเกาหลีมาก ชอบขนาดที่ว่าสามารถกินอาหารเกาหลีได้ทุกมื้อเลยสิ้นสุดการรอคอยแล้ว เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ ปรบมือต้อนรับความสนุกสนาน วุ่นวาย เฮฮาจากเด็ก ๆทั้ง 5 คนก่อนเลยทั้ง จั๋ง , เน , กฤติน ,ปาล์ม และปลั๊กกี้ จากวง “PERSES” มาร่วมพูดคุยกับทุกคนเลยดีกว่าเป้าหมายในวัย 26 ของ ‘จั๋ง วิกร’ ทางเราก็ขอเปิดช่วงที่สองด้วยการ HAPPY BIRTHDAY ย้อนหลังให้กับจั๋งสำหรับวันเกิดเมื่อ 23 มกราคมที่ผ่านมา จั๋งก็ได้เล่าถึงเป้าหมายในปีนี้ไว้ด้วยว่า “อยากสร้างผลงานร่วมกับวง แล้วก็สร้างผลงานดี ๆให้ทุกคนได้ชม ได้มีความสุขร่วมกัน”แสดงความยินดีกันต่อเนื่องกับ ‘เน และ กฤติน’ เน : “ไม่นึกเลยว่าทุกคนจะไปร่วมยินดีถึงลาดกระบัง เพราะระยะทางค่อนข้างไกลแต่ประทับใจมาก ๆทุกคนมากันอย่างอบอุ่น ยังมีขนม หมวก เสื้อผ้า หนังสือมีเต็มเลยที่นำมาฝากกันด้วย” กฤติน : “วันนั้นไปเล่นคอนเสิร์ตที่ Big mountain เพราะตรงกับวันรับปริญญาพอดีเลยไม่ได้รับ แต่เพื่อน ๆก็ถ่ายรูปมาให้ดู ตัดต่อรูปเข้าไปใส่แทนแต่ก็ดีใจมาก ๆเลยถือเป็นประสบการณ์”จุดไฟเผา ย้อนช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันสักหน่อยปลั๊กกี้ ขอเผา... พี่กฤติน “ตอนที่อยู่บ้านก่อนเดบิ้วต์ จะได้เป็นรูมเมทกับพี่กฤติน แล้วตอนอยู่ด้วยกัน ตัวปลั๊กกี้เป็นคนนอนเร็วกว่า ส่วนพี่กฤตินกับพี่จั๋งทั้งคู่เป็นสาย Night People จะเข้ามาคุยในห้องตอนกลางคืนแบบหลายเรื่องมาก แบบตื่นขึ้นมาเรื่องนึงพอหลับตื่นรอบสองก็ยังคุยกันอยู่”จั๋ง ขอเผา... เน “เนเป็นคนที่เวลาหลับด้วยความที่ตาโตเค้าจะเหมือนไม่หลับ แล้วมีอยู่วันนึงก็เดินเข้าไปคุยกับเนประมาณ 5 นาทีได้ เราก็พูด ๆไปก็งงว่าทำไมเนไม่ตอบ เริ่มสงสัยเลยตะโกนเรียก เน เห้ย! ไอ้เน แล้วเนก็พูดขึ้นเสียงงัวเงีย ผมหลับ นอกจากหลับเหมือนไม่หลับแล้ว เนยังสร้างตำนานหลับยังหล่อ เค้าจะมีท่านั่งเอามือปิดหน้าแล้วหลับด้วยจิตวิญญาณของนายแบบ ที่ทุกคนเห็นต้องมารุมถ่ายรูปกันเลย”ปาล์ม ขอเผา... ปลั๊กกี้ “ทุกครั้งที่กินอะไร ปลั๊กกี้ไม่ชอบล้างจาน พอกินเสร็จจะหายไปเลย พวกเราก็ช่วยกันเก็บให้ โกรธไม่ลงเลย เพราะเราก็จะทำให้อยู่ดี (ยิ้มหวานพร้อมกับมองหน้าปลั๊กกี้)”เน ขอเผา... จั๋งและกฤติน “จะมีอยู่คืนนึง ที่เนกับปาล์มต้องตื่นเช้าก็เลยเข้านอนเร็วหน่อย แต่ตอนนอนก็ได้ยินเสียงอีกห้องนึงก็คือพี่จั๋งกับกฤติคุยกันก็ดังอยู่ระดับนึง เราก็เลยคิดในใจสงสัยอีกแปปก็คงนอนกัน พอสดุ้งตื่นมาตี 3-4 ก็ยังคุยกันอยู่”กฤติน ขอเผา... ปาล์ม “เวลาที่กินข้าวหรือมีกิจกรรมร่วมกัน ปาล์มก็จะเอาละเปิดYouTube ขึ้นมา จะไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน ก็เลยเรียกน้องแบบว่า ปาล์มมาคุยกับพวกพี่สิ มาคุยกัน ปาล์มจะตอบเอาเลยครับพี่ พี่คุยเลย ด้วยแววตาใสมาก แล้วมีอยู่วันนึงก็เลยบอกปาล์มมาชวนพี่คุยได้นะ ปาล์มเลยบอก พี่ก็ชวนผมคุยสิ”จั๋งในฐานะพี่ใหญ่ แต่กลับโดนน้องดุซะงั้น เอ็นดูในความเป็นวงนี้ พี่ใหญ่กับโดนน้องเล็กสุดดุซะเอง เรื่องราวเกิดจากตอนที่ซ้อมเต้นด้วยกัน ปลั๊กกี้จะเป็นคนดูรายละเอียดท่าเต้นต่าง ๆเลยสวมวิญญาณในโหมดครู จะโดนดุแบบ “พี่จั๋งไม่ใช่แบบนี้ ต้องแบบนี้ ๆพร้อมกับทำท่าทาง”อยู่ด้วยกัน 5 คนแต่ไม่เคยทะเลาะกันหนักเลย กฤตินอาสาเล่าให้ฟังว่าที่จริงไม่เคยมีทะเลาะกันหนัก ๆ จะมีเป็นเถียงกันเล็ก ๆน้อยๆอย่างตัวกฤตินชอบใช้Feelingกับพี่จั๋ง เวลาคุยกันพี่จั๋งจะเป็นฝ่ายใช้เหตุผล ส่วนกฤตินชอบใช้อารมณ์ เวลาคุยกันก็จบเลยสู้พี่จั๋งไม่ได้ถึงเวลา - MY TIME ทางเราได้ฟังผลงาน MY TIME มาสักพักนึงแล้ว ขอบอกเลยว่าตอนเปิดตัวคือปังมากกกก แล้วกว่าจะได้ผลงานชิ้นนี้มา เรียกได้ว่าทั้ง 5 คนใช้เวลาฝึกฝนก่อนได้เดบิ้วต์เป็นเวลาถึง 2 ปีเลยความทุ่มเทกว่าจะมาเป็น “PERSES” เน คือตัวแทนของความพยายาม เนเป็นคนที่มีพื้นฐานน้อยกว่าคนอื่นในตอนที่เข้ามาแรก ๆ เลยพยายามที่จะพลักดันตัวเองขึ้นมา ทำให้เป็นช่วงที่หนักเพราะเรียนรวมจบ 3 ทุ่ม ก็ต้องไปต่อ Class เดี่ยวฝึกคนเดียวถึง 5 ทุ่ม มันก็รู้สึกเหนื่อย แต่พอผ่านมาได้รู้สึกช่วงนั้นเป็นเวลาที่คุ้มค่ามาก ปาล์ม อุปสรรคจากการเป็นคนพูดน้อย ในช่วงแรก ๆก็เป็นอุปสรรคพอสมควร เคยมีเหตุการณ์ที่กฤตินต้องเข้า class fitness ร่วมกับปาล์มแค่ 2 คน พอจบ class กฤตินก็จะมาปรึกษาปลั๊กกี้ว่าทำยังไงดี ปาล์มไม่คุยด้วย ถามอะไรไปก็ไม่ตอบ ไม่อยากคุยด้วยแล้ว แถมเล่าให้ฟังถึงความนิ่งที่ว่าขนาดยกเวทนัก ๆปาล์มยังนิ่งมากกก ตัดมาที่กฤตินส่งเสียงไม่ไหวแล้ว”เดินทางมาถึง TOUCHDOWN (ใกล้ดาว) กับความรู้สึกแรกหลังฟัง DEMO ทุกคนในวงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ชอบมาก ได้ยินตั้งแต่ DEMO แรกเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษมาก่อน แล้วยิ่งมาเป็นเวอร์ชั่นพี่เติร์ด กลายเป็นว่าพวกเราชอบยิ่งกว่าเดิม เพราะภาษาสวย เข้าใจง่าย คำมันลงตัวมาก ๆ แล้วเพลงนี้มีหลายเวอร์ชั่นมาก ทั้ง MV , Rooftop และอื่น ๆอีกมากมายรอติดตามกันได้เลย“PERSES” ยกทีมกันมา EFM FANDOM LIVE กันอย่างคับคั่งขนาดนี้ ทางเราก็ได้เตรียมเกมสนุกๆ มาให้ทุกคนได้เห็นความสามารถรอบด้านของหนุ่ม ๆทั้ง 5 คนด้วย ว่าแต่ละคนจะมีฝีไม้ลายมือ และจะเรียกเสียงขำได้ขนาดไหนห้ามพลาดเลยกับเกมที่มีชื่อว่า ““PERSES การละคร…” (เข้าไปชมใน Youtube : ATIME)EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “PERSES” มากๆที่มาร่วมพูดคุย สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ทำให้พวกเราได้รู้จักกันมากยิ่งขึ้น ก่อนจบรายการทางเราก็ขอฝาก “PERSES” วง T-POP สุดฮอตจากจากค่าย G’NEST ในเครือ GMM GRAMMY ทั้ง จั๋ง , เน , กฤติน , ปาล์ม และ ปลั๊กกี้ ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจทุกคนด้วยน้า และที่สำคัญสามารถไปติดตามชมผลงานล่าสุดของหนุ่ม ๆกับซิงเกิลที่สองเพลง TOUCHDOWN (ใกล้ดาว) กันได้แล้วทาง Youtube : gnest_officialสามารถเข้าไปรับชมกันได้ทางเจอกันใหม่ Week หน้าค่าา

“PiXXiE” เกิร์ลกรุ๊ปสุดน่ารัก ที่ใครๆ ได้ทำความรู้จัก ก็ต้องตกหลุมรักพวกเธอมากกว่าเดิม!

03 พ.ค. 2023

“PiXXiE” เกิร์ลกรุ๊ปสุดน่ารัก ที่ใครๆ ได้ทำความรู้จัก ก็ต้องตกหลุมรักพวกเธอมากกว่าเดิม!

ซัมเมอร์แบบนี้ ถ้าจะให้เรานึกถึงความสดใสคลายร้อนก็คงหนีไม่พ้น เกิร์ลกรุ๊ปวง T-POP จากค่าย LIT ENTERTAINMENT ที่กำลังมาแรงแซงทางโค้งอยู่ในช่วงนี้กับ 3 สาววง “ PiXXiE “ ( มาเบล - พิมมา - อิงโกะ ) 3 สาว 3 สไตล์ คาแรคเตอร์ชัดที่จะมามัดหัวใจของพวกคุณให้ดิ้นไม่หลุดกันไปเลยทีเดียวมาเริ่มกันที่ช่วงแรกของรายการกับการร่วมพูดคุยกับชาว ‘ Pixel’ ทุกท่านถึงจุดเริ่มต้นการรู้จักทั้ง 3 สาวกับเรื่องราวความแปก ที่ทำเอาชาว EFM Fandom Live แปลกใจในหลายอย่างเลยทีเดียวตำนาน “ ผมผี “ มีจริงค่ะซิสเริ่มกันที่แฟนคลับของวิชวลสาวประจำวงอย่าง “ มาเบล PiXXiE ”หรือ มิ้นท์ สุชาดา ที่แฟนคลับก็ออกมาเล่าวีรกรรมความแปกของสาวคนนี้ที่บอกเลยว่า ความสวยยังไม่พอสำหรับเธอคนนี้ ความตลกก็ไม่น้อยหน้าใครอีกเช่นกัน อย่างคลิปไวรัลมาเบลพ่นน้ำก็เป็นอีกหนึ่งตำนานที่ทำเอาเหล่าแฟนคลับต่างเข้ามาชื่นชอบในตัวเธอ และหากใครได้เจอ Performance การเต้นการร้องของสาวน้อยคนนี้แล้วนั้น นอกจากจะเซอร์ไพรส์กับความสามารถของเธอแล้วนั้น ก็ต้องตกตะลึงกับความเริ่ดจากการเคลื่อนไหวผมของสาวคนนี้ไปตามๆ กัน จนกลายมาเป็น “ ตำนานผมผี ” ที่ใครหลายคนต่างแซวกันและหากจะพูดถึงความประทับใจต่อสาวน้อยมาเบลคนนี้ ทางแฟนคลับจึงเล่าว่า สาวน้อยคนนี้มีความจริงใจในสายตาตลอดมา หากสังเกตง่ายๆก็คือพิกเซลคนไหนได้ไปตามเธอ เธอมักจะชอบพูดคุยและเล่นกับแฟนคลับอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้จึงแสดงออกมาอย่างชัดเจนผ่านการกระทำและสายตาจากผู้หญิงคนนี้ตลอดมาตัวแทนแรงบันดาลใจของเหล่า Pixelคนต่อมาสาวเท่สายแฟชั่นอย่าง “ พิมมา พิมพ์มาดา ” ที่เหล่าแฟนคลับก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสาวคนนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจในหลายๆ อย่างให้กับแฟนคลับอย่างไม่รู้จบ ไม่ว่าจะเป็นด้านการแต่งตัว ทัศนคติ และแบบอย่างของการทำงาน ซึ่งพิมมาก็ถือเป็นตัวอย่างของศิลปินคนหนึ่งที่ทั้งเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วยเช่นกัน สิ่งเหล่านี้จึงทำให้ชาวพิกเซลทุกท่านภูมิใจและดีใจที่ได้รู้จักพิมมา ที่ทั้งสร้างเสียงหัวเราะให้แฟนคลับและกลายเป็นแรงบันดาลใจของใครหลายๆ คนจากตนตนที่แท้จริงของพิมมาหมวยเล็กประจำบ้าน “ อิงโกะ PiXXiE ”สุดท้ายมักเน่ประจำบ้าน PiXXiE “ อิงโกะ อินท์ปาลี ” สาวน้อยสายโวคอลหน้าตาจิ้มลิ้มที่มาพร้อมเสียงสวรรค์ จนทำเอาใครหลายคนต่างตกหลุมรักเธอคนนี้ตั้งแต่แรกเจอ เพราะเหล่าพิกเซลต่างการันตีกันแล้วว่าเธอคนนี้มีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์อีกทั้งท่อนไฮโน้ตที่ทำทุกคนสะกดไปตามๆ กัน เชื่อว่าหลายๆ คนนั้นจะชื่นชอบเธอจากนิสัยและความสามารถไปอย่างแน่นอนซึ่งเรื่องราวไลฟ์สไตล์ของ มาเบล -พิมมา - อิงโกะก็ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะเราจะพาทุกท่านไปรู้จัก PiXXiE ในอีกมุมหนึ่งของการใช้ชีวิต กับเรื่องราวความเป็นมิตรภาพของทั้งสาม ที่หากใครได้ตามก็ต้องประทับใจกันไปตามๆ กัน“ มาเบลพ่นน้ำ เป็นยังไง ไหนเล่าซิ ”เมื่อพูดถึงตำนานมาเบลพ่นน้ำ น้องมาเบลของเราก็ได้ออกมาเล่าเหตุการณ์ของวันนั้นว่า ส่วนตัวแล้วมาเบลจำเหตุการณ์ของวันนั้นไม่ได้ว่าเราตลกอะไรกัน แต่เราทั้งสามคนก็กำลังไลฟ์กันอยู่ในห้อง ทีนี้จึงได้เอาโทรศัพท์ตั้งไว้ที่ขวดน้ำ ซึ่งเลยไปด้านหลังมันก็เป็นแก้วน้ำ และต้องเล่าย้อนไปก่อนว่าก่อนหน้านี้เราเคยมีประเด็นกับทางนิติด้วยว่าห้องเราเสียงดัง เราก็เลยพยายามที่จะไลฟ์กันอย่างเงียบๆ แต่จู่ๆ มันมีตอนที่แก้วน้ำมันขยับพรืดไปพอดี ด้วยความเส้นตื้นของมาเบลที่กลั้นขำไม่อยู่ ก็เลยเป็นแบบในคลิปที่กลายเป็นไวรัลอยู่ ณ ตอนนี้ ที่น้ำพุ่งกระจายเต็มไปหมดเลยค่ะ“ แรกพบ 3 สาว PiXXiE ”เมื่อเล่าถึงเหตุการณ์การเจอกันครั้งแรกของทั้งสามกับความรู้สึกที่พบเจอกันครั้งแรกว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง มาเบลก็รีบพูดขึ้นมาเลยทันทีว่า ครั้งแรกตนรู้สึกว่าพิมมาดูดุ และน่ากลัวสำหรับเขามากด้วยความที่เราเจอกันครั้งแรกมาเบลเห็นพิมมาในลุคของความบอย ทั้งผมสั้น เสื้อตัวใหญ่อะไรแบบนี้ ทำให้วันนั้นการเจอกันในความรู้สึกของเขาก็คือ “ โห จะไปด้วยกันได้มั้ยเนี่ย ? ” ด้วยลุคด้วยที่ขัดกันไปหมดก็เลยไม่นึกว่าจะเข้ากันได้ แต่ในท้ายที่สุดแล้วทั้งมาเบลและพิมมาเองกลับกลายเป็นสนิทกันที่สุดกันมาได้ ส่วนอิงโกะสาวน้อยจำวงก็ได้เสริมว่า ตัวน้องเองตอนเข้ามาครั้งแรกคือนั่งเกร็งไปหมด เพราะเราไม่ค่อยสนิทกับใคร เราก็จะไม่พูด แต่พอเริ่มสนิททุกคนจะรู้เลยว่าอิงโกะ ไม่ใช่แบบนั้นเลย การันตีโดยพี่สาวทั้งสองของวงว่า “ อิงโกะ ก็คือ ยัยอิงโก๊ะ ” นั่นเอง‘ PiXXiE ’ เป็นมากกว่าการทำงานอย่างที่รู้กันว่า 3 สาว PiXXiE ของเราสนิทกันและผูกพันกันเป็นอย่างมาก ทั้งสามเล่าว่า เราไม่ได้เป็นเพียงการร่วมงานกันเฉยๆ แล้วก็จบ แต่เราอยู่ด้วยกันแบบครอบครัวพี่สาวน้องสาว ฉะนั้นเวลามีปัญหาอะไรกันก็จะคุยกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะปัญหาชีวิต หรือการทำงานอะไรก็ตามก็จะเล่าให้กันฟังตลอด อย่างบางทีก็มีดุบ้าง หากทำผิด เพราะเราก็ยังเป็นห่วงซึ่งกันและกันในการใช้ชีวิตเสมอ ซึ่งเรื่องนี้เคยเปิดใจกันไปตอน Outing ของค่ายกันไปเรียบร้อย เป็นเหตุการณ์ที่ทำทั้งสามสาวน้ำตาแตกกันไปตามๆ กัน กับประโยคของมาเบลที่บอกว่า “ PiXXiE โคตรมีความหมาย ฉันรักพวกแก ” จากวันนั้นเป็นต้นมาก็เลยทำให้เราทั้งสามคนปลดล็อคกันไปในหลายๆ เรื่องเช่นเดียวกันLifestyle ยามว่างของทั้ง 3 สาวเมื่อพูดถึงไลฟ์สไตล์ส่วนตัวของทั้งมาเบล พิมมา และ อิงโกะ ก็ต้องบอกเลยว่าทั้ง 3 คน มีวิถีชีวิตประจำวันที่ต่างกันไปอย่างมาก ซึ่งมาเบลก็ได้เล่าว่าหากมีเวลาว่างก็คงจะอยากพักผ่อน หรือนอนอยู่ห้องเพื่อดูซีรีส์ หรือทานข้าวที่ห้องเพื่อทดแทนการทำงานหนักที่ผ่านมา แต่ถ้าวันไหนว่างมากจริงๆ ตัวเขาก็คงชอบที่ได้ไปเที่ยวกับธรรมชาติ หรือต่างจังหวัดอะไรแบบนี้เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งต่างจากสาวพิมมาตรงที่ถ้าเขาว่างเมื่อไหร่ก็เป็นอันจะต้องไปช็อปปิ้งเสื้อผ้าแฟชั่นโดยทันที เพราะส่วนตัวสาวพิมมาของเราชอบศึกษาเกี่ยวด้านนี้เป็นการส่วนตัวอยู่ด้วย หากได้ไปเดินดูเสื้อผ้าทีไรก็มักจะนึกถึงเมมเบอร์ในวงได้ทุกที ซึ่งบางทีตัวเขาเองก็มักจะถ่ายรูปส่งไปให้ทั้ง 2 สาวที่เหลือ เพื่อบอกว่าตัวนี้เหมาะกับเธอนะ อะไรแบบนี้ และน้องเล็กของเราสาวน้อยอิงโกะ รายนี้ก็มักจะตระเวนหาร้านอาหารทานกับครอบครัวอยู่เสมอ และเมนูโปรดของเธอก็คือเมนูปลาต่างๆ นั่นเองสุดท้ายนี้ทั้ง 3 สาวก็ได้เล่าถึงบรรยากาศวันถ่ายทำ Special MV ซิงเกิลล่าสุดอย่าง “ ชอบอยู่ รู้ยัง (FYl) ” ที่บอกเลยว่าทรหดกว่าที่คิด เบื้องหน้าภาพอันสวยงามที่เขาสามมุก บางแสน ก็คืออากาศอันอบอ้าวถึง 40 องศาที่ทำแสบผิวกันไปตามๆ กันเลยทีเดียว โดยทั้งสามนั้นก็ได้เล่าว่า นอกจากการถ่ายทำที่ลากยาวจาก 8 โมงเช้ายัน 1 ทุ่ม ก็ยังมีอากาศและอารมณ์ที่เราจะต้องปรับให้เข้ากับมู้ด MV กันให้ได้ อย่างที่บอกว่าด้วยอากาศร้อน แต่เราก็ยังคงต้องเผยความสดใสกันออกมา เพื่อให้ผลงานดูดีที่สุดเท่าที่ทำได้ จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ทั้งสามสาว PiXXiE ลงทั้งแรงกายและแรงใจให้ Pixel ได้ภูมิใจ กันได้อย่างแน่นอนEFM Fandom Live ก็ขอฝากผลงานล่าสุดของทั้ง 3 สาว PiXXiE กับ Special MV “ ชอบอยู่ รู้ยัง (FYl) ” ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของใครหลายๆ คนด้วยและหวังว่าการพบเจอกันในรอบนี้จะทำให้ทั้งสามสาวถูกค้นพบมากขึ้น และอย่าลืมรอติดตามคอนเสิร์ตของทั้งสามสาว กับคอนเสิร์ตของ LIT ENTERTAINMENT ที่จัดกันเป็นครั้งแรก! ก็อย่าลืมไปร่วมให้กำลังใจและไปหา PiXXiE กันให้เยอะๆ เลยน้า ชาว ‘Pixel’“ Pixel to PiXXiE ”“พิกเซลทุกคนก็อยากจะบอกกับ PiXXiE ว่า พวกเราภูมิใจเสมอที่ได้มาเป็นพิกเซลของ PiXXiE อย่างทุกวันนี้ ที่ผ่านมาทุกคนเก่งเสมอ และเราเชื่อว่าในอนาคต PiXXiE จะเก่งและเติบโตแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนบางทีอาจจะคิดไม่ถึงเลยก็ว่าได้ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ตาม อยากให้รู้ไว้ว่า เมื่อไหร่ที่เหนื่อย เมื่อไหร่ที่ท้อ ก็ยังมีชาว Pixel ทุกคนอยู่ตรงนี้ ที่จะคอยให้กำลังใจให้เหมือนกับบทเพลง “เพลงประจำวัน” ที่ PiXXiE ได้มอบไว้ให้กับ Pixel เอาไว้”ภาพ EFM FANDOM LIVE

ต้อนรับน้องใหม่สุดฮอตแห่งวงการ T-POP CLO’VER 4 หนุ่มต่างคาแรคเตอร์ ต่างสไตล์ ที่มาพร้อมพลังความสดใสและความโชคดี พร้อมก้าวสู่เส้นทางแห่งความฝันนี้ไปด้วยกัน

09 ก.พ. 2026

ต้อนรับน้องใหม่สุดฮอตแห่งวงการ T-POP CLO’VER 4 หนุ่มต่างคาแรคเตอร์ ต่างสไตล์ ที่มาพร้อมพลังความสดใสและความโชคดี พร้อมก้าวสู่เส้นทางแห่งความฝันนี้ไปด้วยกัน

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 29 มกราคม 2569 ] ค่ำคืนนี้มายิ้มให้แก้มปริไปกับ 4 หนุ่มแสนซน “ CLO’VER ” ที่จะมามอบความสดใสไปกับ 2 ดีเจสวยหล่อ คารมดี “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ” ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกัน EFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 1 นี้มีชื่อว่า... 4 Leaf CLO’VER (โคลเวอร์ 4 แฉก)นามปากกา : ฮวังคิมชเว “ปาร์เก้” ในวันที่โลกเปลี่ยนไปทุกเวลาโลกมนุษย์ดูหม่นหมองผู้คนเริ่มหมดหวังและอ่อนล้ากับการใช้ชีวิต พระเจ้าได้ส่งชายหนุ่ม 4 คนลงมาเพื่อช่วยดูแลรักษาจิตใจมนุษย์ที่เริ่มเหี่ยวเฉา “บาร์โค้ด” เทพแห่งความรัก หากวันใดที่มนุษย์ขัดแย้งใจกัน บาร์โค้ดจะเป็นผู้มอบความรักเพื่อให้มนุษย์ยังคงรักซึ่งกันและกัน “คีน” เทพแห่งความโชคดี มนุษย์เชื่อว่าถ้าขอพรจากคีน จะฝันถึงเลข 2-3 เลข เป็นหนทางในการเสี่ยงโชคแก่มนุษย์ทุก 1 และ 16 ของทุกเดือน “อชิ” เทพแห่งความหวัง ผู้คนที่อ่อนล้าจากการเรียน ทำงาน และใช้ชีวิต อชิจะคอยเป็นความหวัง เพื่อให้มนุษย์ยังคงใช้ชีวิตด้วยความหวัง แม้วันนี้มันอาจไม่ดีดังใจ แต่พรุ่งนี้อาจมีสิ่งสวยงามรออยู่เสมอ และสุดท้าย “อั่งเปา” เทพแห่งความเชื่อมั่นและศรัทธา ให้มนุษย์ยังคงใช้ชีวิตด้วยความเชื่อ ความเลื่อมใส และความไว้วางใจอย่างแน่วแน่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หลังจากที่โลกมีเทพเจ้าทั้ง 4 คอยปกปักษ์แล้วนั้น ทุกเรื่องทุกข์ใจก็บรรเทาทุกข์ลง ทุกความเหนื่อยล้าก็มองเห็นซึ่งความหวังในการใช้ชีวิต และเทพเจ้าทั้ง 4 ก็เป็นที่พึ่งทางใจของมนุษย์นับแต่นั้นสืบมาEFM FANDOM FANFICTION : The opening tale is title…. 4 Leaf CLO’VERPen name : ฮวังคิมชเว “ ปาร์เก้ ” In a world where change and darkness seemed to weigh everyone down, people started to feel a sense of hopelessness and fatigue with life. To restore their spirits, the divine sent four young gods to mend the fragile hearts of humanity. “Barcode,” the love deity, came to ignite affection among those in strife, nurturing the bonds they share. “Keen,” the god of fortune, is said to grant lucky numbers (2-3) to those who seek his blessings on the 1st and 16th of every month, bringing a touch of serendipity into their lives. “Ashi,” the harbinger of hope, offers a glimmer of optimism to those exhausted by studies, work, or life’s challenges, whispering that even when days feel bleak, something beautiful is waiting just around the corner. Last but not least, there’s “Aungpao,” the guardian of faith and self-assurance, who inspires unwavering belief and devotion in the hearts of mortals. With the arrival of these four benevolent figures, suffering diminished, and hope blossomed into a comforting light for humanity, lighting the way ever since.EFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 2 นี้มีชื่อว่า... เกาะค๊าบ(KAAB) กับต้นโคลเวอร์ศักดิ์สิทธิ์นามปากกา : KapKap959 ณ เกาะแห่งหนึ่งมีชื่อว่า เกาะค๊าบ(KAAB) มีลูกหมีตัวนึงชื่อว่า บาร์โค้ด อาศัยอยู่ที่เกาะแห่งนี้ และเกาะแห่งนี้มีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อยู่ต้นนึงชื่อว่า ต้นโคลเวอร์ ในหนึ่งปีจะมีใบร่วงลงมาหนึ่งครั้ง ใครที่เก็บได้ ก็จะได้พรหนึ่งข้อจากเทวดาที่อยู่ที่ต้นนี้ และในปีนี้มีใบโคลเวอร์ร่วงลงมาทั้งหมด 4 ใบ ซึ่งลูกหมีบาร์โค้ดเก็บได้แล้วใบนึง ส่วนอีก 3 ใบปลิวตกลงไปในทะเล และบังเอิญมี กุ้งคีน ปูอั่งเปา และ ปลาอชิ เก็บใบโควเวอร์ที่ตกลงไปในทะเลได้ สัตว์ทะเลทั้ง 3 จึงขอพรกับเทวดาเหมือนกันคืออยากเป็นมนุษย์ เทวดาก็ถามว่าทำไมถึงอยากเป็นมนุษย์ ทั้ง 3 ก็ตอบเหมือนกันว่า เพราะเคยได้ยินว่ามนุษย์จะมีความสุขได้จากการฟังเพลง พวกเราอ่ะร้องเพลงในทะเลเก่งมาก แต่ไม่มีใครได้ยิน ตอนนั้นลูกหมีก็แอบได้ยิน จึงวิ่งมาขอพรกับเทวดาว่า ขอเป็นมนุษย์เหมือนกับกุ้งคีน ปูอั่งเปา และ ปลาอชิ ได้ไหม เทวดาก็เลยถามหมีบาร์โค้ดว่า แล้วเธอร้องเพลงได้หรอ หมีบาร์โค้ดตอบอย่างมั่นใจว่า เพราะสุดๆไปเลยครับท่าน เมื่อเทวดาได้ยินดังนั้นจึงให้พรทั้ง 4 ไป และบอกกับทั้ง 4 คนว่า ใครก็ตามที่ได้ฟังเพลงของพวกเธอทั้ง 4 คน จะมีแต่ความสุขและความโชคดีตลอดไปEFM FANDOM FANFICTION : This second tale is title… Kaab Island and the mystical clover.Pen name : KapKap959 On the enchanting island of KAAB, there lived a spirited little bear cub named Barcode. At the heart of this mystical land stood a revered tree known as the clover. Once a year, a single leaf would drift down to the ground, and the lucky soul who found it would be granted a wish by the angel who called the tree home. This particular year was different—four leaves danced down to the earth. Barcode managed to snatch up one, while the others floated away into the shimmering sea. By chance, Shrimp Keen, Crab Aungpao, and Fish Ashi stumbled upon the fallen leaves, and all three voiced the same wish to the angel: they longed to become human. Curious, the angel asked them why they desired such a change, to which they replied that they had heard tales of how humans bask in joy by listening to music. They lamented that although they sang beautifully beneath the waves, their melodies went unheard. Barcode, eavesdropping on this heartfelt conversation, eagerly approached the angel, asking if he too could transform into a human like his newfound friends. The angel, intrigued, inquired whether Barcode could sing, to which the bear cub beamed with confidence and exclaimed, “Absolutely! Your Highness!” Delighted by his enthusiasm, the angel blessed all four of them, declaring that anyone who listened to their music would be forever graced with happiness and good fortune.EFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 3 นี้มีชื่อว่า... สมุดไร้นามนามปากกา : อยากกินไอติม หลังบรรณารักษ์ประจำห้องสมุดโรงเรียนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ห้องสมุดยังเปิดตามปกติ แต่บรรยากาศกลับเงียบผิดแปลก เด็กชายสี่คน ที่ต่างรักการอ่านและมักใช้เวลาว่างในห้องสมุด บังเอิญพบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะกลางห้อง หน้าแรกเขียนข้อความปริศนาเกี่ยวกับการหายไปของบรรณารักษ์ พร้อมคำท้าทายให้ช่วยกันค้นหาความจริง แม้ทั้งสี่จะนั่งอยู่ในห้องเดียวกัน แต่พวกเขาไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ต่างคนต่างเริ่มเขียนตอบโต้ในสมุดเล่มนั้น ใช้นามแฝงแทนตัวตน ไม่มีใครรู้ว่าอีกฝ่ายคือใครในชีวิตจริง สมุดบันทึกจึงกลายเป็นพื้นที่สนทนาเพียงหนึ่งเดียวที่เชื่อมพวกเขาเข้าด้วยกัน ท่ามกลางข้อความที่เต็มไปด้วยคำใบ้ คำถาม และความสงสัย ทุกคนต่างพยายามปะติดปะต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยิ่งเขียนตอบโต้กันมากเท่าไร ความจริงกลับยิ่งคลุมเครือมากขึ้น เพราะในบรรดาผู้เขียนทั้งสี่คนนี้… มีหนึ่งคนที่รู้คำตอบอยู่แล้วและเขาคือผู้ที่ทำให้บรรณารักษ์หายไปEFM FANDOM FANFICTION : This Third tale is titled… Anonymous NotebookPen name : อยากกินไอติม When the school librarian vanished without a trace, the library stayed open, yet an eerie silence blanketed the space. Four boys, who were passionate readers and frequented the library, discovered a notebook resting on a table in the heart of the room. Its first page held a puzzling note about the librarian’s sudden departure, accompanied by a daring challenge to dig deeper into the mystery. Despite sharing the same room, the boys had never crossed paths before. They decided to communicate through the notebook, each adopting a pseudonym, their true identities shrouded in secrecy. Thus began a flurry of exchanges packed with clues, questions, and growing mistrust. As they endeavored to unravel what had happened, the truth slipped further from their grasp. Little did they know, among their group, one of them already held the key to the mystery—and that very person was responsible for the librarian’s disappearance.EFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 4 นี้มีชื่อว่า... ปลายทางความกลัว destinationนามปากกา : Khaki รถไฟสีดำขบวนประหลาดแล่นฝ่าหมอกหนาเข้ามาจอดตรงหน้าทั้งสี่โดยไร้เสียงเตือน อชิ คีน อั่งเปา และ บาร์โค้ด ก้าวขึ้นไปเหมือนถูกเรียกชื่อจากบางสิ่งที่มองไม่เห็น ภายในตู้รถไฟแต่ละตู้คือโลกที่บิดเบี้ยวตามความกลัวของผู้โดยสาร อชิต้องเผชิญเงาที่เดินตามเขาไม่ห่าง เงานั้นกระซิบถึงการถูกทิ้งไว้ข้างหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเขาเริ่มสั่นไหว คีนถูกขังอยู่ในตู้ที่เวลาหยุดนิ่ง นาฬิกานับร้อยจ้องมองเขาเหมือนกล่าวโทษความลังเลในอดีต อั่งเปาเดินผ่านเมืองที่ผู้คนมองทะลุเขาเหมือนไม่มีตัวตน เสียงหัวเราะดังขึ้นทุกครั้งที่เขาพยายามพูด ส่วนบาร์โค้ดยืนอยู่หน้ารางที่ขาดหาย รถไฟอีกขบวนพุ่งผ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า เตือนถึงความล้มเหลวที่เขากลัวมาตลอด แต่เมื่อรถไฟยังคงแล่นต่อ พวกเขาเริ่มได้ยินเสียงกันและกัน ฝ่าความกลัวด้วยการยอมรับมัน ไม่ใช่หนีจากมัน และในวินาทีที่ทั้งสี่ยืนเคียงกัน รถไฟก็หยุดลง ประตูเปิดสู่ชานชาลาเดิม พร้อมคำถามที่ยังค้างคา—หรือแท้จริงแล้ว ความกลัวเหล่านั้นยังนั่งอยู่บนรถไฟขบวนเดียวกับพวกเขาเสมอEFM FANDOM FANFICTION : This Fourth tale is titled… The endpoint of apprehension.Pen name : Khaki A peculiar black train screeched through the thick mist, halting abruptly in front of the four friends. Ashi, Keen, Aungpao, and Barcode felt an irresistible pull and climbed aboard, as if beckoned by something invisible. Inside each compartment lay a warped reflection of their deepest anxieties. For Ashi, a persistent shadow loomed, taunting him with whispers of abandonment until he began to quake. Keen found himself ensnared in a carriage where time stood frozen, surrounded by countless clocks that seemed to cast judgment on his past indecisiveness. Aungpao wandered through a surreal city, where passersby looked right through him, their laughter piercing the silence every time he tried to utter a word. Meanwhile, Barcode stared at a splintered track, the sight of a train racing by over and over, a painful reminder of the failure he feared most. Yet, as the train continued its journey, their voices began to blend together, confronting their nightmares with a sense of acceptance rather than running away. And just when they found strength in standing together, the train shuddered to a stop. The doors swung open to reveal a familiar platform, leaving them with a lingering question—had those fears always been riding alongside them all along?EFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 5 นี้มีชื่อว่า... The Twinkle Cloverนามปากกา : MeOnMoon ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในหุบเขาอันไกลโพ้น ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่ที่น่าเศร้าคือ หมู่บ้านนี้ไม่รู้จักเสียงเพลง เด็กหนุ่ม 4 คน ที่เป็นเพื่อนสนิทกัน เกิดและโตในหมู่บ้านนี้ ลึกๆพวกเขารู้สึกว่าชีวิตของพวกเขาขาดอะไรไปบางอย่าง จนวันนึงมีชายแปลกหน้าหลงทางเข้ามาในหมู่บ้าน พร้อมอุปกรณ์หน้าตาแปลกๆ มีสาย 5 สายพาดบนกล่องไม้ยาวๆที่มีรูตรงกลาง ชายแปลกหน้าเสนอบางอย่างกับเด็กหนุ่มทั้ง 4 เพื่อแลกอาหารและที่พัก เขาเริ่มเล่นดนตรีจากกล่องไม้ ทั้ง 4 คนยืนฟังอย่างมีความสุข และนี่ล่ะคือสิ่งที่ขาดหายไปจากชีวิตพวกเขา เสียงดนตรีนั่นเอง แล้วจู่ๆ ชายแปลกหน้าก็กลายร่างเป็นเทวดา เสกกีต้าร์ กลอง ขลุ่ย เชลโล พร้อมประทานพรในการเล่นดนตรีขั้นพื้นฐานให้พวกเขา “ชีวิตที่ไร้ดนตรีจะมีความสุขได้อย่างไร จงฝึกฝนและมอบความสุขนี้ให้กับคนในหมู่บ้านนี้เถิด” เทวดาได้กล่าวก่อนจากไป หลังจากนั้นหมู่บ้านนี้จึงได้มีชีวิตใหม่ ผู้คนได้เต้นรำและร้องเพลงไปกับเด็กหนุ่มทั้ง 4 คน และพวกเขายังสร้างเพลงใหม่ๆ จนดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างเมืองให้เข้ามาชม และทุกคนรู้จักพวกเขาในนาม Clover ตามสัญลักษณ์ที่อยู่บนเครื่องดนตรีทุกชิ้นEFM FANDOM FANFICTION : This last story is titled… The Twinkle CloverPen name : MeOnMoon In a secluded village tucked away in a lush valley, life was simple and serene, yet a heavy silence enveloped the place—music was absent. Four lifelong friends, rooted in this quaint community, sensed a void in their existence. One fateful day, a wanderer appeared at their doorstep, cradling an unusual instrument: a long wooden box with five taut strings and an opening in its center. In exchange for some food and a place to rest, he promised them a gift. As he began to strum the strings, melodies flowed forth, filling the air with joy. The boys listened, their hearts brimming; this was the missing piece they had longed for—music! In an astonishing moment, the stranger morphed into a radiant angel, summoning forth a guitar, drums, a flute, and a cello, imparting magical skills of musicianship to them. “How can one find happiness without the magic of music?” the angel urged. “Embrace it, and spread this joy throughout your village.” With that, he vanished, leaving an electrifying transformation in his wake. The village buzzed with life as people danced and sang alongside the boys, crafting new melodies that drew visitors from far and wide. They became known as CLO’VER’’, a tribute to the symbol that adorned their instruments, forever changing the rhythm of their lives.เข้าสู่ช่วงที่สองของ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้กับ “CLO’VER”ที่จะมาเล่าจุดเริ่มต้นของการประกอบใบ Clover แห่งวงการ T-POPพร้อมแจกความน่ารัก ปนแสบให้แฟน ๆ ได้โดนตกไปตาม ๆ กัน!จุดเริ่มต้นของใบ “CLO’VER” เริ่มต้นด้วย “บาร์โค้ด” ที่ได้เล่าว่า ตัวเองนั้นได้เริ่มรู้จักกับคีนเป็นคนแรก โดยทั้งคู่ได้เจอกันครั้งแรกที่เขาชนไก่ ในตอนที่เรียน รด. ด้วยกัน บาร์โค้ดได้เล่าว่า ในตอนนั้นด้วยความที่ไม่มีโทรศัพท์ให้เล่น จึงเป็นเหตุจำเป็นที่ต้องคุยกัน และด้วยความที่เรียนมาด้วยกัน เจอประสบการณ์เดียวกัน จึงทำให้ทั้งคู่สนิทสนมกันได้ง่ายขึ้น รวมถึงสมาชิกคนอื่น ๆ ที่ได้มาเจอกันตอนเทรน แรก ๆ ก็อาจจะยังไม่ได้สนิทใจกัน แต่พอได้ใช้เวลาเทรนด้วยกันมากขึ้นก็กลายเป็นความผูกพันในเวลาถัดมา โดย “คีน” ก็ได้เล่าเสริมมาว่า ตอนที่เจอกันกับบาร์โค้ดครั้งแรก เราเห็นว่าเขาเรียนสวนกุหลาบ และเป็นจตุรมิตรเหมือนกัน เลยคิดว่าน่าจะคุยกันรู้เรื่อง คีนจึงได้ลองเริ่มทักบาร์โค้ดดู ด้วยความที่เจออะไรมาคล้าย ๆ กันจึงทำให้เข้าอกเข้าใจ คุยกันถูกปากถูกคอได้ง่ายขึ้น ในด้านของ “อชิ” ได้เล่าถึงครั้งแรกที่ได้มาเจอกับ 3 หนุ่มที่เหลือว่า ตนได้รู้จักกับ อั่งเปา กับ คีน มาก่อนหน้าอยู่แล้ว พอมาเจอบาร์โค้ดที่เจอหน้ากันใหม่ ๆ ก็มีแอบคิดว่าเราจะเข้ากันได้หรือป่าว นิสัยของคนอื่น ๆ ในวงจะสามารถเข้ากับบาร์โค้ดได้ไหม แต่เมื่ออยู่กันไปเรื่อย ๆ ก็เข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย จนตอนนี้เรียกว่ากลมกล่อม รวมเป็นก้อนเดียวกันแล้ว สุดท้าย “อั่งเปา” น้องเล็กสุดของวงก็ได้เล่าคล้ายคลึงกับอชิ ซึ่งก็คือทั้ง 3 รู้จักกันมาก่อนแล้ว พอได้มาเจอบาร์โค้ด ในช่วงแรก ๆ ก็เหมือนจะยังไม่ชินกัน แต่เมื่อเริ่มอยู่ด้วยกันไปนาน ๆ ขึ้นก็เริ่มเข้าใจนิสัยต่าง ๆ และสนิทสนมกันมากขึ้น จนกลายเป็นวงเดียวกันอย่างในทุกวันนี้ทำไมต้องเป็น “CLO’VER” ? โดยคำถามนี้ “อั่งเปา” ก็ได้เป็นตัวแทนในการตอบคำถาม เนื่องจากว่าตนนั้นเป็นคนริเริ่มชื่อ “CLO’VER” ขึ้นมาโดยได้บอกว่า ตนนั้นได้นั่งดูการ์ตูนอยู่ แล้วก็ได้ไปเห็นใบ Clover ซึ่งตนก็เห็นว่ามันดูสดใส และดูเข้ากับคาแรคเตอร์พี่ ๆ ในวงดี จึงนำมาเสนอตั้งเป็นชื่อวงและได้มาเป็น “CLO’VER” ในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน “อชิ” ก็ได้พูดเสริมขึ้นมาว่า ‘ใบ Clover นั้นมีใบอยู่ทั้งหมด 4 ใบ ซึ่งแต่ละใบที่ประกอบกันนั้นก็เหมือนกับ 4 คน 4 คาแรคเตอร์ที่แตกต่างกัน แต่เมื่อมาอยู่รวมกันเป็นหนึ่งใบ ก็เป็นส่วนผสมที่ลงตัว และเป็นหนึ่งเดียวกัน’ นอกจากนี้ในซิงเกิลแรกที่ได้ปล่อยไปนั้น แต่ละคนก็จะมีคอนเซ็ปต์ที่ต่างกันไปทั้ง 4 คน ที่เปรียบเหมือนตัวแทนของกลีบใบไม้ 4 กลีบของใบ Clover โดยเริ่มจาก อชิที่ได้อยู่ในตำแหน่งคอนเซ็ปต์ Hope ต่อมาที่ บาร์โค้ดอยู่ในตำแหน่ง Love ถัดมาที่ คีนอยู่ในตำแหน่ง Luck และสุดท้าย อั่งเปาอยู่ในตำแหน่ง Faith โดยแต่ละคอนเซ็ปต์ของแต่ละคนนั้น ก็ได้สื่อสารออกไปใน MV ซิงเกิลแรกของ “CLO’VER” สู่สายตาแฟน ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้วซิงเกิลแรกกับ URBOYTJ ! ‘ตื่นเต้น’ คำพูดที่หลุดออกจากปากเป็นคำพูดเดียวกันของสมาชิกทุกคนในวง กับซิงเกิลแรกบนเส้นทางการเป็นศิลปิน ที่ได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์มือทอง ผู้สร้างสรรค์บทเพลงฮิตให้กับวง T-POP มาแล้วนับไม่ถ้วน!Challenge สุดท้าทาย ของ “CLO’VER” สมาชิกทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สิ่งที่ท้าทายและโหดที่สุดนั้นก็คือ ‘ท่าเต้น’ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นท่าที่ต้องใช้การกระโดดอย่างต่อเนื่อง และไม่ค่อยมีจังหวะให้ได้หยุดพัก ความหนักหน่วงนี้จึงทำให้ภายในกองต้องมีไพ่ลับอย่าง ‘เยลลี่’ ตุนไว้อยู่เสมอ เป็นการเติมน้ำตาล และพลังงานให้กับความเหนื่อยล้าของร่างกายได้สู้ต่อ เพื่อผลงานที่ดีที่สุดให้กับเหล่าแฟน ๆ ได้ชมกันRoutine การฟิตร่างกายของ “CLO’VER” เริ่มต้นด้วย “อั่งเปา” ที่เข้า Fitness เป็นเวลา 4-5 วันต่อ 1 สัปดาห์ พร้อมบอกว่าตนนั้นไม่เลือกทำ คาดิโอ เพราะหนักจากการซ้อมเต้นมาแล้ว ต่อด้วย “คีน” ที่ได้บอกว่าตนนั้นก็ได้ไป Fitness เป็นเวลา 4-5 วัน ต่อ 1 สัปดาห์เช่นกัน แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เข้าเป็นประจำ เนื่องจากติดปัญหาเรื่องการศึกษาที่ทำให้มีเวลาน้อยลง ถัดมาที่ “บาร์โค้ด” ที่ได้บอกว่า ตนนั้นก็ไป Fitness 4 วัน ต่อ 1 สัปดาห์เช่นเดียวกัน แต่ตนนั้นจะมีตารางชัดเจนว่าหากไป Fitness แล้วจะต้องทำอะไรบ้าง รวมถึงมีทั้งการออกกำลังกายแบบทำคาดิโอ ทั้งเวทเทรนนิ่ง และจะมีกีฬาที่เล่นเป็นประจำนั่นคือ การแข่งรถ ที่เจ้าตัวได้บอกว่าเปรียบเสมือนการอบซาวน่า เพราะเวลาที่เล่นนั้นจะไม่เปิดแอร์ หรือเปิดหน้าระบายอากาศใด ๆ เลยทั้งสิ้น สุดท้ายคือ “อชิ” ที่ได้บอกว่า Routine การฟิตของตัวเองนั้นคือการเข้า Fitness 4 วันต่อสัปดาห์ และพยายามหาเวลาที่ว่างไปตีกอล์ฟให้ได้บ่อยที่สุดครั้งแรกกับ RISER CONCERT ! โดย “อั่งเปา” ได้เป็นตัวแทนในการตอบคำถามนี้ว่า ด้วยความที่วง “CLO’VER” นั้นเพิ่งเดบิวต์มาได้ไม่นาน การที่ได้ไปเล่นคอนเสิร์ตนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ ทำให้ในช่วงนี้สมาชิกทุกคนต้องมุ่งซ้อมกันอย่างหนักเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีสุด เพื่อให้แฟน ๆ ได้เต็มอิ่มจุใจไปกับงาน RISER CONCERT : THE FIRST RISEความถนัดของ “CLO’VER” แต่ละคน เริ่มต้นที่ “อั่งเปา” น้องเล็กสุดของวง ที่เผยว่าความถนัดของตนนั้นอยู่ที่ทักษะสกิลการแร็ป ต่อด้วย “คีน” ที่มั่นใจในด้านทักษะการร้องเพลงเป็นหลัก พร้อมทั้งยังมีความหลงใหลในการเต้นควบคู่กันไป ตามมาด้วย “อชิ” ที่บอกว่าทั้งการเต้นและการแร็ปคือสิ่งที่ตนถนัดและรักไม่แพ้กัน สุดท้ายคือ “บาร์โค้ด” ที่ได้มองว่าตัวเองนั้นมีความโดดเด่นในหลากหลายด้าน พร้อมตั้งใจพัฒนาในส่วนที่ยังไปได้ไม่สุดให้ดียิ่งขึ้น เรียกว่าสมาชิกแต่ละคนต่างมีจุดเด่นของตัวเองที่แตกต่างกัน และพร้อมนำความสามารถของตนมาเติมเต็มซึ่งกันและกันในทุก ๆ ด้าน เพื่อก้าวไปสู่การเป็นเป็นอีกหนึ่งวง T-POP ที่ครบเครื่องทั้งศักยภาพและเสน่ห์เฉพาะตัว และอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะมอบทั้งรอยยิ้มและความสุขให้แฟน ๆ ได้ฮีลใจกันแบบจัดเต็มทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดท้าทายมาให้ “CLO’VER” เล่นกันด้วยกับเกม... ‘ใบ Clover กับ mission ทั้ง 4 ’งานนี้เจ้าพวกเด็กแสบจะสร้างเสียงหัวเราะ แจกความน่ารักสดใสกันขนาดไหน !?(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME) ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบไม่มีลิมิต กับโมเมนต์สุดพิเศษด้วยการให้ “CLO’VER” โทรกลับ และพูดคุยกับแฟน ๆ ชาว “CLO’VER” ได้ฟิน เต็มอิ่มไปตาม ๆ กัน! สุดท้ายนี้… รายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “CLO’VER” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ ทั้งที่เพิ่งเดบิวต์มาได้ไม่ถึง 3 เดือน แต่ออร่าความน่ารัก สดใส ซุกซนนั้นเรียกได้ว่า มหาศาล จริง ๆ ฝากติดตามซิงเกิลล่าสุดของเจ้าพวกเด็กแสบ “คนคุ้นคอย (Next To You)” สามารถรับชม MV ได้ทาง YouTube ช่อง “RISER MUSIC” และตามไปฟังผลงานเพลงของเด็ก ๆ ได้ที่ทุกสตรีมมิ่งแพลตฟอร์ม ฝากเอ็นดูและติดตามผลงานในอนาคตของเด็ก ๆ กันด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความน่ารัก สดใสของเจ้าพวกเด็กได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

“เฟิร์ส - ข้าวตัง” 2 เพื่อนสนิทคู่ใจจากซีรีส์ “THE HEART KILLERS เขาจ้างให้ผมจีบนักฆ่า” พร้อมรับรางวัล EFM FANDOM AWARDS ในสาขา ‘เพื่อนคู่ใจหันทางใดก็เจอ’

19 ธ.ค. 2024

“เฟิร์ส - ข้าวตัง” 2 เพื่อนสนิทคู่ใจจากซีรีส์ “THE HEART KILLERS เขาจ้างให้ผมจีบนักฆ่า” พร้อมรับรางวัล EFM FANDOM AWARDS ในสาขา ‘เพื่อนคู่ใจหันทางใดก็เจอ’

รายการ EFM FANDOM LIVE [12 ธันวาคม 67] คืนนี้พร้อมต้อนรับ 2 หนุ่มเพื่อนคู่ใจ “เฟิร์ส - ข้าวตัง” พร้อมอัพเดตพูดคุยกับ 2 ดีเจ “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ เป็นการคัดเลือกชื่อ“EFM FANDOM AWARDS รางวัลพิเศษ เพื่อคนพิเศษ” จากที่แฟน ๆ เสนอและเปิดโหวต 1. ชื่อ/แนวคิด ของรางวัลที่ 1 “เพื่อนคู่ใจหันทางใดก็เจอ” สำหรับ พี่เฟิร์ส - พี่ข้าวตัง เรามองว่าเขาเป็นคนพิเศษของกันและกันมากๆ สามารถเป็นทุกอย่างให้กันดูแลกันได้ เป็นความสบายใจให้กันและกัน เมื่อเรามองเห็นเฟิร์สเราก็จะเห็นข้าวตัง เป็นเหมือนกันเลยค่ะ มองข้าวตังก็เหมือนเฟิร์ส การที่เขาได้เดินทางร่วมกันมาช่วยกันในทุกเรื่อง การแสดง ร้องเพลง ชีวิตประจำวัน แค่นั้นเลยค่ะ ความสัมพันธ์ที่มันสบายใจและคอยอยู่ข้างๆกันเสมอ ผลัดกันดูแล มีคำนึงที่ไม่เคยลืมเลย คือ "ที่บอกว่าสร้างบ้านรั้วเดียวกันคือพูดจริง" อยากให้ทั้งคู่จับมือกันแน่นๆเดินไปด้วยกันเป็นเพื่อนคู่คิดกันนะ เธอคือคนที่วิเศษของกันและกันมากที่ได้มาเจอกัน และคงเป็นความโชคดีของแฟนคลับทุกคนที่รักพี่ด้วยนะ2. ชื่อ/แนวคิด ของรางวัลที่ 3 “Don’t forget to eat ส้มส้มอิ่มได้เพราะเธอไง”**ชื่อสาขานี้เป็นชื่อที่ได้รับการเสนอเข้ามาเยอะที่สุด นี่คือแนวคิด/ที่มาบางส่วนเท่านั้น** แนวคิด 1 : ทุกครั้งที่เจอ ย้ำว่าทุกครั้งจริงๆ เค้าจะเป็นห่วงและใส่ใจแฟนคลับมากๆ โดยเฉพาะคำถามหนึ่งที่จะถูกถามขึ้นมาว่าแฟนคลับ “กินข้าวรึยัง” แล้วก็ “อย่าลืมกินข้าวกันน้า” พร้อมท่าทางประกอบอันสุดแสนจะน่ารัก มันทำให้เรารู้ว่าเค้าใส่ใจเเละ appreciate กับการมีอยู่ของแฟนคลับจริงๆ แต่เอาจริงแค่ได้เจอพวกแกเราก็อิ่มใจมากกกกกกแล้วละ แนวคิด 2 : ทุกครั้งที่เฟิร์ส - ข้าวตังเจอแฟนคลับ ไม่ว่าจะเป็นงานอีเวนท์ หรืองานผ่านไลฟ์สตรีมต่างๆ รวมถึงงานวันเกิดด้วย เค้าจะบอกแฟนคลับเสมอว่า “อย่าลืมหาอะไรอร่อยๆกินด้วยนะ” “กินข้าวด้วยนะ” “กินข้าวกันรึยัง” จนคำถามแบบนี้กลายเป็นคำบอกรักที่ไม่มีคำว่ารักระหว่างเฟิร์สข้าวตังและแฟนคลับไปโดยปริยายแล้ว ทุกครั้งที่เค้าพูดหรือพิมพ์ประโยคทำนองนี้ เราจะรับรู้ได้ทันทีว่ากำลังถูกบอกรักอยู่ แฟนคลับจึงมักจะบอกเฟิร์สข้าวตังกลับไปด้วยประโยคเดียวกันทุกๆครั้งที่มีโอกาสเหมือนกันว่า “อย่าลืมหาอะไรอร่อยๆกินนะ” “อย่าลืมกินข้าวล่ะ”3. ชื่อ/แนวคิด ของรางวัล “รวมกันเราอยู่ มาคู่เราปัง” จากที่รู้กันว่าพี่เฟิร์ส - ข้าวตังไม่ใช่เพียงแค่พาร์ทเนอร์ในการทำงานเท่านั้น แต่ยังเป็นเพื่อนสนิทในชีวิตจริงที่ไปไหนมาไหนด้วยกันอยู่เสมอ เวลาที่อยู่ด้วยกันก็ส่งเสริมกันทางด้านการงานและเติมเต็มในการใช้ชีวิตเพราะต่างคนต่างก็มีในสิ่งที่อีกคนต้องการ มีมุมเล็กๆ ที่ชอบเหมือนกันแชร์กันและมีหลายด้านที่ต่างคนก็พาอีกฝ่ายเข้าไปเปิดมุมมองในโลกของตัวเอง เป็นส่วนประกอบที่ลงตัวพอเหมาะพอดี ด้วยเหตุผลเหล่านี้ที่พูดมาจึงทำให้คู่พี่เฟิร์สข้าวตังเหมาะกับรางวัล ‘รวมกันเราอยู่ มาคู่เราปัง’ เป็นอย่างมาก เพราะเมื่อเฟิร์สข้าวตังอยู่คู่กันจึงสามารถเปล่งประกายได้มากที่สุด4. ชื่อ/แนวคิด ของรางวัล “สองเหมียวครองโลก” เฟิร์ส - ข้าวตัง เหมือน “แมว” ที่จะมาครองหัวใจคนทั้งโลก ทั้งความน่ารัก ขี้เล่น แถมยังมีความดื้อ แก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่า ที่จะมัดใจคุณไม่ให้ไปไหนเลยยย และอีกด้านที่เขางุ้งงิ้งๆกัน ใครๆที่ได้รู้จักไม่ว่าจะอยู่โลกนี้หรือดาวดวงไหนในจักรวาลก็ต้องถูกตกจากความน่ารักของทั้งสองคน ขนาดทั้งคู่ยังตกหลุมความน่ารักของกันเองเลย เหมี้ยววววว~~5. ชื่อ/แนวคิด ของรางวัลที่ 2 “เพื่อนสนิทที่ตัวติดเกินเพื่อน” เหตุผลที่ให้ชื่อนี้เพราะเฟิร์สกับข้าวตังเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่ตัวติดกันมาก ทั้งสายตา ทั้งการกระทำ บางทีทำให้เรารู้สึกว่ามันน่าจะเกินคำว่าเพื่อนแต่ก็ยังไม่ถึงคำว่าคนรู้ใจ แต่ชอบความสัมพันธ์แบบนี้มากเหมือนเพื่อนที่คอยห่วงกันตลอดเวลาเหมือนเพื่อนที่เป็นมากกว่าเพื่อนเหมือนเพื่อนที่รู้เรื่องของเราในทุกๆเรื่อง คอยรับฟังปัญหาเราในทุกๆเรื่องเหมือนเพื่อนที่แค่มองตาก็รู้ใจถึงเวลาที่แฟน ๆ ชาวด้อมรอคอย!เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ เราจะมาพูดคุยกับ “เฟิร์ส - ข้าวตัง” รางวัล “เพื่อนคู่ใจหันทางใดก็เจอ” ข้าวตัง : อย่างชื่อรางวัลเลยครับ จริง ๆ ก็ยังเป็นเหมือนเดิมตั้งแต่วันแรกที่เจอกันที่รู้จักกัน ก็ขอบคุณมาก ๆ สำหรับรางวัลนี้ครับ ไม่ว่าเราอยากจะทำอะไร เราอยากไปไหน หรือว่าเราหาเพื่อนเล่นเขาก็จะพร้อมซัพพอร์ต เฟิร์ส : ก็จริง ๆ นอกจากขอบคุณกันเองแล้ว ขอบคุณแฟน ๆ ทุกคนด้วยครับเพราะว่ามันไม่ใช่แค่ว่าเราหันมาหากันแล้วเราเจอกันเองเรายังหันมาเจอทุกคนด้วย ขอบคุณทุกคนมากนะครับที่อยู่กับพวกเรามาจนถึงวันนี้ครับถ้าได้ “สร้างบ้านรั้วเดียวกัน” จริงๆ ผมจะ .... ข้าวตัง : ทำอาหารให้แล้วกันครับ เฟิร์ส : พูดไปแหม ข้าวตัง : ชวนกินได้ครับชวนกิน ผมทำพอได้นิดหน่อยเหมือนทำให้ตัวเองกินได้ แต่ผมว่าเขาก็ทำได้นะเอาจริง ๆ แล้ว เฟิร์ส : งั้นผมเป็น ถ้าเหงาเวลาไหนก็โทรเรียกเดี๋ยวเดินออกนั่งด้วยเป้าหมายในวัย 27 ปีของ “เฟิร์ส - ข้าวตัง” ข้าวตัง : จริง ๆ ของข้าวตัง อยากไปไอซ์แลนด์มากครับ ไปดูแสงเหนือมันเป็นความฝันตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วก็เหมือนพอเรามีกำลังพอที่จะไปแต่ว่าเราไม่มีเวลาไปสักที ก็เลยอยากจะรีบหาเวลาที่แบบเรายังเต็มที่กับมันได้อยู่ ไปสักทีนึงครับ เฟิร์ส : ไปเลยไหม ข้าวตัง : เอ้า ผมออกที่พักให้อะ นี่เราก็แชร์ ๆ กัน เฟิร์ส : แต่ตั๋วดูจะแพงกว่าเยอะเลยนะ 5555555 เหมือนคราวก่อนคุณบอกว่าจะซื้อตั๋วให้ผมไปเกาหลีเป็น BC ซื้อจริงครับแต่ว่าเป็น economy พอครับเพราะว่ามันกระชั้นแล้วช่วงนั้นราคามันค่อนข้าง nonsense สำหรับเราไปนิดนึง ข้างตัง : เอาจริง ๆ มันไม่ใช่ BC ขนาดนั้นด้วยครับสำหรับไฟลต์นั้นมันเหมือนเป็น premiumeco เฟิร์ส : สำหรับ 27 จริง ๆ ถ้านอกเหนือจากเรื่องไปเที่ยวก็จริง ๆ ปีนี้มีเพลงครับจากซีรีส์นี่แหละครับ เพราะว่าซีรีส์เรื่อง The Heart killer จะมีทั้งหมด 5 เพลงครับ เพลงเดี่ยวข้าวตังปล่อยไปแล้ว ชื่อ Destroy Love ที่ทุกคนฟังครับแล้วก็จะมีเพลงเดี่ยวของเฟิร์สที่เฟิร์สฟังตัวเดโม่แล้วเฟิร์สรู้สึกว่า ชอบมากถูกใจกับมันมาก รู้สึกอยากทำให้มันออกมาดีมากจริง ๆ คนทำเพลงเป็น ธีร์ Only Monday ครับมาทำให้ แต่ถ้าตามไทม์ไลน์ เพลงเฟิร์สน่าจะมาเกือบท้ายสุดครับ ลองจากเพลงรวม ข้าวตัง : น่าจะปีหน้าครับซีรีส์ The Heart killer ที่พลิกคาแรคเตอร์เราสุด ๆ เฟิร์ส : สวัสดีครับผมกานต์ถูกจ้างให้มาจีบไบซันครับ คาแรคเตอร์เสียงเขาจะต่ำ ๆ นิดนึงครับ ข้าวตัง : ไบซันครับเรื่องนี้มาจ้างให้โดนจีบครับ“เฟิร์ส - ข้าวตัง” ต้องทำการบ้านกับคาแรคเตอร์นี้เยอะมาก ข้าวตัง : ก็เรื่องบทครับเรื่องคาแรคเตอร์ ข้าวตังหาคาแรคเตอร์เรื่องนี้ค่อนข้างยากเพราะว่าจริง ๆ เราเซตไว้ตั้งแต่แรกว่าเรื่องนี้เราจะไปตามสัญชาตญาณของเราเลย พอเราเซตไว้แบบนี้เราเลยคิดว่ามันด้วยความที่กรอบมันกว้างมากสัญชาตญาณคนเรา อะไรที่มันจะทำให้เราตีความมันให้แคบลงได้แล้วก็เป็นคาแรคเตอร์ของตัวนี้ได้ มันคือความยากของตัวละครไบซันครับ แต่ที่มันทำให้สโคปดาวน์ลงมาน่าจะเป็นการที่เวิร์คไปเรื่อย ๆ ครับทั้ง Workshop และการเล่นจริงในแต่ละคิว แล้วเวิร์คกับผู้กำกับ ทีมงาน แล้วก็คนแสดงด้วยตลอดว่าแบบประมาณนี้ใช่ไหม โอเคไหมอะไรประมาณนี้ครับ เฟิร์ส : วิธีการจะใกล้ ๆ กันครับแต่ว่าของเฟิร์สเริ่มจากอ่านแล้วเราจะเห็นภาพคาแรคเตอร์ล่าง ๆ ครับแล้วทีนี้เราจะมาเกาะถูกก็ตอนที่เราเข้าซีนกับแต่ละตัวละครที่มันมีความสัมพันธ์กับตัวละครกานต์ เฟิร์สเจอก้าวแรกของตัวละครกานต์การจากเล่นกับน้องเคนที่เล่นเป็นน้องชายเฟิร์สในเรื่องชื่อ เบ๊บ ครับ ก็เหมือนกับเราเล่นกับน้องชายแล้วเราเจอมุมนึงของตัวกานต์และที่เราใช้กับน้องชาย พอเราไป Workshop วันถัดไปเราไปเล่นกับดังที่เป็นเพื่อนเรา เล่นกับสไตล์มันก็จะเจออีกมุมนึงที่ตัวละครนี้เป็นกับเพื่อน แล้วจนสุดท้ายที่เรามาเล่นกับข้าวตังมันก็จะเจอตัวละครนี้เป็นกับมุมคนที่เรารัก แล้วจะเอา 3 มุมนั้นมาเบนให้มันเป็นตัวละครเดียวกันเม้าท์มอยความป่วน ความฮาหลังกล้องของ “จุง - ดัง” ข้าวตัง : น้องเป็นคน Energy เยอะครับอย่างที่ผมบอกหลาย ๆ ที่ถ้าเป็นปกติคนรอบตัวจะรู้ว่าเฟิร์สข้างตังเป็น ฟีล Energy น้อยต้องใช่สอยอย่างประหยัดนิดนึง แต่ 2 คนนั้นจะเป็นคนที่แบบ Energy ตลอดเวลาแล้วก็จะชวนเล่น ซึ่งสนุกมากเลยนะพอมีน้อง ๆ 2 คนมันกลายเป็นว่าทำให้เราเหมือนได้ลองทำนั่นทำนี่ได้ทำอะไรมากขึ้นจากที่น้องชวนทำ เฟิร์ส : น้องชวน ถ่ายรูป ถ่าย TikTok 5555 เพราะปกติเราไม่ทำครับเราไม่ค่อยทำ แฟน ๆ จะหารูปหาตัวจับยากนิดนึงแต่ว่าตั้งแต่เราเปิดกล้อง Heart killer มามีน้องจุงน้องดังเข้ามารู้สึกทุกคนเข้าถึงได้ครับ ตอนเปิดกล้องมีกล้องตัวเดียวครับ ตอนปิดกล้องมีกล้องเพิ่มมาอีกตัวนึง 5555ล่าสุดไปทริป FAN FEST มาครับบ่นว่าจะโรนินมาไว้ถ่ายวิดีโอครับ 55555 ข้าวตัง : ของเขาจะเป็นกล้องดิจิตอล ของเราจะเป็นกล้องฟิล์มสปอย ซีรีส์ The Heart killer EP.5 ข้าวตัง : จริง ๆ ถ้าดูจากตัวอย่างก็จะเห็นว่ามันมีมวลความหวานเพิ่มขึ้น ความอบอุ่นความน่ารักเพิ่มขึ้นครับ ไปเที่ยวกันไปเดทกันแต่ก็จะยังเห็นความตึงอยู่ก็ยังไม่หายไปไหน เฟิร์ส : แต่ก็ดูหัวโล่งมากไม่ได้ครับ ข้าวตัง : เอาจริง ๆ เรื่องนี้ดูสบายนะหมายถึงว่า เฟิร์ส : คือมันดูสบายแบบไม่ต้องคิดเยอะครับแต่ว่ามันก็จะมีเส้นเรื่องของมันอยู่ครับ เฟิร์สชอบนะ การที่เราเข้าไปส่องแล้วก็จะมีแฟน ๆ หลายคนเขาจะวิเคราะห์กันออกไปในต่าง ๆ นานาตามความคิดของเขาครับ บางคนก็วิเคราะห์เก่งจนเหมือนว่ามาเขียนบทด้วยกันก็มีครับGMMTV2025 กับซีรีส์ “เปย์รักด้วยแมวเลี้ยงCat For Cash” ข้าวตัง : เรื่องมันเริ่มจาการที่ไทเกอร์ 55555 เฟิร์ส : เรื่อง Cat For Cashครับเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไรนะ ข้าวตัง : เริ่มจากการที่เฟิร์สเข้าไปทวงหนี้ครับ เฟิร์ส : ผมเป็นเจ้าหน้าที่เร่งรับหนี้สินครับหรือพูดง่าย ๆ คือเป็นคนทวงหนี้ ผมเป็นทาสแมว ผมมีคาเฟ่ประจำแห่งหนึ่งที่ผมชอบมากก็คือเป็นคาเฟ่แมวของแม่ข้าวตัง วันดีคืนดีผมไปเก็บหนี้ที่ร้านนั้นแม่เขากำลังจะสิ้นชีพแต่ก่อนเขาจะสิ้นชีพเขาได้ส่งมอบพลังวิเศษให้ผมนั่นคือการฟังแมวพูดได้ก่อนที่เขาจะจากไป ทีนี้เราก็เลยได้รับพลังนั้นมาแล้วก็ฟังแมวรู้เรื่องครับ ข้าวตัง : เป็นแฟนตาซีหน่อย ๆ ซึ่งข้าวตังเนี่ยไม่ถูกกับแม่แล้วการที่เราต้องมาทำคาเฟ่ต่อจากแม่เนี่ยเราไม่อยากทำเราจะขายทิ้งครับ เฟิร์ส : แต่ไม่ยอมให้ขาย เราไม่อยากให้ขายครับ เพราะเรารักแมวที่อยู่ตรงนั้นมากเราเป็นทาสแมวเราพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้คาเฟ่นั้นยังอยู่ มันก็จะเป็นความอลหม่านที่มันจะเกิดขึ้นนะตรงนั้นครับ ข้าวตัง : ไม่ดราม่าครับ เป็นฟีลกู๊ดโรแมนติกครับวันนี้ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ก็มีเกมสำหรับ “เฟิร์ส - ข้าวตัง” มาให้เล่นกันชื่อเกมว่า “เขาจ้างให้ผมมา…” แล้วมาดูกันว่าทั้งสองคนจะทำภารกิจสำเร็จหรือไม่(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME) เดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย รายการได้เปิดโอกาสให้เหล่าแฟนคลับได้เข้ามาพูดคุยกับ “เฟิร์ส - ข้าวตัง” (เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME) สุดท้ายนี้ รายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “เฟิร์ส - ข้าวตัง” ที่มาร่วมพูดคุย สร้างความน่ารัก ความสุขให้กับรายการ และฝากซีรีส์ "The Heart Killers เขาจ้างให้ผมจีบนักฆ่า" ทุกวันพุธ เวลา 20:30 น. ทางช่อง GMM25 ดูออนไลน์เวอร์ชัน UNCUT เวลา 21:30 น. บนแอป iQIYI ฝากเพลงประกอบซีรีส์ "Destroy Love" และรอติดตามผลงานในอนาคตของทั้งคู่ด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมกันได้ทางเจอกันใหม่ Week หน้าค่าา

album
efm
-

-