เรื่องเล่าจากหมอพิพิม 'เจ้าของเดิม ' I อังคารคลุมโปง X หมอพิพิม [ 3 ก.ย. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากหมอพิพิม 'เจ้าของเดิม ' I อังคารคลุมโปง X หมอพิพิม [ 3 ก.ย. 2567]

11 ก.ย. 2024

    เรื่องราวนี้ ’หมอพิพิม’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 กันยายน 2567) เตรียมตัวขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘เจ้าของเดิม’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย!

    หมอพิพิมเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของศิลปินคนหนึ่ง ให้สมมติว่า ‘คุณเอ๋’ โดยปกติแล้วการจ้างนักดนตรีไปต่างจังหวัดก็มักจะจ้างยาว คุณเอ๋ถูกจ้างไปเล่นดนตรีทางภาคใต้พร้อมกับวงดนตรี ก็ได้บ้านเช่าตึกแถวหนึ่งชั้น มีประตูรั้วเหล็กแบบเลื่อนปิด บ้านเป็นลักษณะตรงยาวลึกเข้าไป พอเข้าประตูไปก็จะมีศาลตี่จู่เอี๊ยะ ด้านขวาเป็นทางเดินตรงยาว ห้องแรกไม่มีประตู ห้องที่สองมีประตู ตรงเข้าไปข้างหลังก็จะมีห้องครัว บ้านหลังนี้ไม่ได้หรูหรา แต่ก็พออยู่ได้ บรรยากาศโอเค

    หลังจากเล่นดนตรีเสร็จ ปกติก็มักจะชอบสังสรรค์หลังเลิก แต่แล้วก็มีพี่คนหนึ่ง นามสมมติว่า ‘พี่โต้’ เขาขอกลับก่อน เพราะยังเล่นไม่คล่องเลยอยากแกะเพลงเพิ่ม เมื่อถึงบ้านเขาก็ล็อคประตู แล้วก็ไปอยู่ที่ห้องแรก พี่โต้เอากีตาร์และเอาวิทยุมาเปิดเพลง ด้วยความที่ต้องแกะเพลงจึงต้องเปิดเสียงดัง ในระหว่างที่ก้มหน้าอยู่นั้น หางตาก็เห็นมีคนเดินจากหน้าบ้านไปหลังบ้าน ในใจพี่โต้คิดว่า ‘เพื่อนมาแล้วหรอ ทำไมไม่ได้ยินเสียงประตู หรือเป็นเพราะเราเปิดเพลงเสียงดัง’ พี่โต้ชะโงกออกไปมอง ปรากฏว่าไม่เจอใคร จึงตะโกนเรียกว่า

    “เจม ใช่เจมป่าว (นามสมมุติ)”

    แต่แล้วก็ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมา จึงคิดว่าตนอาจจะเบลอหรือตาฝาดไปเอง แล้วก็กลับมาโฟกัสกับการแกะเพลงต่อ สักพักก็เกิดเหตุการณ์เดิมอีกคือหางตาเห็นเหมือนมีใครเดินผ่านไป แต่ครั้งนี้ เดินมาอีกทางจากหลังบ้านมาหน้าบ้าน พี่โต้ทำเช่นเดิมคือก็ชะโงกหน้าออกมา แล้วตะโกนถามว่า

    ”เจมป่าว“

    แต่ก็ยังไม่มีคนตอบ พี่โต้เดินออกไปที่ประตู ปรากฎว่าประตูก็ยังล็อคอยู่เหมือนเดิม พี่โต้พยายามไม่คิดอะไรเยอะ จึงกลับมาแกะเพลงต่อ

    ไม่นานหลังจากนั้น ขณะที่กำลังแกะเพลงอยู่ ก็เห็นคนเดินมาจากหน้าบ้าน แต่รอบนี้ไม่เดินผ่านแล้ว เขาเดินมาหยุดอยู่ที่ประตู รอบแรกกับรอบสองที่พี่โต้เห็น ก็เริ่มรู้สึกไม่ดี พี่โต้รู้สึกแปลกที่ด้วยความที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ จึงไม่แน่ใจว่าคืออะไร พี่โต้สับสน อยากจะเงยหน้ามอง แต่ขณะที่กำลังจะเงยหน้าขึ้นมา ทุกอย่างก็ช้าลงผิดปกติ หางตาเห็นคนเท้าซีด ไม่ใส่รองเท้า พอค่อย ๆ เงยขึ้นมา ก็เห็นเป็นขากางเกงสีน้ำเงินคล้ายขาก๊วย พี่โต้ตัวนิ่งและค่อย ๆ ชา แล้วขนก็ลุก แต่แล้วก็พยายามเงยหน้าขึ้นมาดูต่อ เห็นเป็นแขนแนบตัว ผิวซีด และเห็นเป็นคนไม่มีหัว! พี่โต้ช็อกจนอึราด แล้วเขาก็หลับตา พยายามรวบรวมสติ คิดว่าคงตาฝาด แต่พอลืมตามาอีกครั้ง ก็ยังเห็นคนไม่มีหัวอยู่ ในตอนนั้น พี่โต้ทั้งถ่ายหนักถ่ายเบา น้ำหูน้ำตาออกมาหมด พี่โต้ลองหลับตาอีกครั้ง แล้วบอกว่า

    “อย่าทำอะไรผมเลย ผมมาทำงาน ถ้าเกิดว่าการที่ผมทำอะไรเสียงดัง หรือทำอะไรรบกวน ผมขอโทษจริง ๆ เดี๋ยวผมจะให้เพื่อนทำบุญไปให้ (เขาไม่สามารถทำได้เพราะด้วยศาสนาของเขา)”

    จากนั้นพี่โต้ก็ลืมตาขึ้นมา คนไม่มีหัวก็หายไป..

    เมื่อเหตุการณ์สงบ สติของพี่โต้กลับเข้าที่ เขาก็ทำความสะอาดเตียง ทำความสะอาดตนเอง อาบน้ำล้างตัว พอเพื่อนกลับมาก็เล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็บอกว่า

    ”อย่ามาหลอกเลย ไม่เชื่อหรอก”

    แล้วก็ขำตลกเฮฮากันแล้วก็ผ่านไป แต่เพราะต้องอยู่ต่ออีกหลายวัน หลังจากวันนั้น เพื่อน ๆ ก็ได้เจอกันทีละคน บางคนเห็นมีคนเดินผ่าน บางคนได้ยินเสียงเท้า เรียกว่าสมาชิกทุกคนได้เจอกันจนครบ สุดท้ายก็มาคุยกันว่า อยู่บ้านหลังนี้ไม่ได้แล้ว จึงตัดสินใจย้ายออกกัน ระหว่างที่กำลังย้ายออก ป้าข้างบ้านก็มาพูดด้วยว่า

    “อ้าว เจอแล้วหรอ กำลังจะย้ายออกใช่ไหม”

    เหมือนว่าใครมาอยู่ที่นี่ต้องได้เจอทุกคน หลังจากนั้นก็ถามคุณป้า คุณป้าบอกว่า “คนที่อยู่ที่นี่ เขาเป็นคนแก่ ซึ่งอยู่คนเดียว ไม่มีคนดูแล ก็เสียชีวิตที่นี่”

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณตาล ‘ขออยู่ด้วยได้ไหม’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 5 พ.ค.2569 ]

09 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณตาล ‘ขออยู่ด้วยได้ไหม’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 5 พ.ค.2569 ]

คำพูดพลั้งปากในคืนวันโกน เงาดำปริศนาที่คอยตามติดเธอไปทุกหนแห่ง ‘ขออยู่ด้วยได้ไหม ให้อยู่ด้วยนะ’ คำพูดร้องขอจากสิ่งลี้ลับเกลี้ยกล่อมหลอนประสาทในยามหลับไหล แต่สุดท้าย… ก็ได้รู้ตัวว่าสิ่งที่เกิดนั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่ฝันไป!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า’ (05 พฤษภาคม 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ขออยู่ด้วยได้ไหม’ ‘คุณตาล’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง โดยส่วนตัวนั้น คุณตาลเป็นคนที่สวดมนต์ และสวดบทจักรพรรดิ์ของหลวงปู่ดู่เป็นประจำ ในวันหนึ่งหลังจากที่คุณตาลขายขนมที่ร้านเสร็จแล้ว และกำลังเดินทางกลับบ้านซึ่งเส้นทางที่คุณตาลใช้กลับนั้น ต้องผ่านหลังวัดแห่งหนึ่ง ขณะที่คุณตาลกำลังขับรถผ่านวัด เธอได้หันไปมองที่เมรุ และด้วยความปากไวเธอจึงพูดออกมาด้วยความรู้สึก ว่าเหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องมองเธออยู่ ‘อย่าตามกูกลับมานะ ถ้าตามกูด่านะ’ ปกติแล้วคุณตาลจะไม่พูดอะไรแบบนี้ออกมา แต่วันนั้นคุณตาลมีความรู้สึกที่ว่า มีเงาดำกำลังจ้องมองเธอลงมาจากด้านบน ไปตลอดเส้นทางที่เธอกำลังกลับบ้านเมื่อคุณตาลกลับมาถึงบ้านของตนเอง เธอได้เตรียมตัวทำขนมสำหรับขายในวันรุ่งขึ้น ขณะเดียวกันนั้น คุณตาลได้หันไปมองที่หน้าบ้านของเธอ และได้พบกับเงาดำ ซึ่งเป็นเงาเดียวกับที่เธอขับรถผ่านมาอีกครั้ง เธอจึงพูดออกมาว่า ‘อย่าตามกลับเข้ามาสิ เดี๋ยวตอนเช้าไปทำบุญใส่บาตรให้’ พอคุณตาลทำขนมเสร็จเธอได้เงยหน้าขึ้นไปมองบนขื่อบ้าน และได้เห็นเงาดำยิ้มฟันขาวมาให้เธอจากด้านบน ด้วยความเหนื่อย คุณตาลจึงไม่สนใจมัน และเข้านอนในคืนนั้นก่อนนอนคุณตาลได้วางรูปหลวงปู่ดู่ไว้ข้างเตียง และยกมือไหว้สวดมนต์ตามปกติ เมื่อล้มตัวลงนอนในตอนเที่ยงคืน คุณตาลฝันว่า เธอนั้นไปในที่มืดดำแห่งหนึ่ง และมีเสียงพูดกับเธอข้างหูว่า ‘ให้อยู่ได้ไหม ถ้าอยู่ค้าขายจะดีนะ ตอนเช้าไปใส่บาตรนะ’ ในฝันนั้นคุณตาลใช้ชีวิตตามปกติ การค้าขายดี ขายของหมดทุกอย่าง คุณตาลจึงไม่คิดอะไร เมื่อคุณตาลสะดุ้งตื่นขึ้นมา และมองไปที่ขื่อบ้านของตนเองเงานั้นก็ยิ้มให้เธออีกครั้ง คุณตาลหลับรอบที่ 2 เงานั้นได้มาทับตัวเธอไว้ และพูดกับเธอในฝันว่า ‘ขออยู่ด้วยนะ อยู่ด้วยแล้วดี ดีจริง ๆ ข้อตกลงเดียวของเราคือใส่บาตรด้วยกัน’ ตอนนั้นคุณตาลรู้สึกตัว และรู้แล้วว่ามันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องที่ฝันไป แต่มันกลับเหมือนเรื่องจริง ว่ามีใครสักคนมาพูดกับเธอคุณตาลได้ท่องในใจว่า ‘หลวงปู่ดู่ช่วยหนูด้วย’ซึ่งความเชื่อส่วนตัวของคนที่สวดบทจักรพรรดิ์ ถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เมื่อหลวงปู่ดู่รับรู้จะมีเสียงจิ้งจกร้องทัก เมื่อสิ้นเสียงคำพูดของคุณตาล ทันใดนั้นจิ้งจกก็ร้องทักขึ้นมา ทำให้เธอได้รู้ตัวว่าหลวงปู่รับรู้แล้ว หลังจากนั้นจิ้งจกร้องทักดังขึ้นเรื่อย ๆ จนแม่ของคุณตาลเดินมาเคาะห้อง ถามว่าเธอเป็นอะไร เพราะได้ยินเสียงจิ้งจกร้องทักดังมาก แต่คุณตาลไม่สามารถขยับตัวได้ เพราะในตอนนั้น เธอได้แต่นอนร้องไห้ และขยับตัวไม่ได้ เหมือนกับว่ามีใครสักคนมานอนทับตัวเธอไว้ ทำให้คุณตาลนั้นรู้สึกชาไปทั้งตัว คุณตาลพยายามตั้งใจนอนอีกครั้ง เพื่อให้เธอลืมทุกอย่าง และได้ตื่นจากฝันร้ายในครั้งนี้ แต่การหลับรอบนี้ กลับมีเสียงของผู้ชายคนหนึ่งที่หนักแน่น พูดขึ้นมาว่า ‘สวดมนต์ สวดมนต์สิ’ ทำให้คุณตาลเริ่มสวดนะโมสามจบ แต่ยังไม่ทันจบก็มีเสียงร้อง ‘ฮือ ฮืออ อยู่ด้วยกันสิ’ ดังแทรกขึ้นมา คุณตาลตั้งใจสวดมนต์กลบเสียงร้องโหยหวนนั้นให้ได้ แต่เมื่อมีเสียงร้องของผู้หญิง แทรกขึ้นมา ทำให้เธอนั้นหลงเพลิดเพลินไปกับเสียงร้องปริศนา แต่เสียงของชายที่หนักแน่น ได้พูดเตือนเธอให้สวดมนต์อย่างหนักแน่น ทำให้คุณตาลมีสติสวดมนต์อีกครั้ง จู่ ๆ ก็มีแสงสาดเข้ามาในตาของเธอ ส่วนเงาดำนั้นได้กรีดร้องดังขึ้นมา ในฝันนั้นคุณตาลได้วิ่งหนีเสียง เพื่อเข้าหาแสงสว่างตรงปลายทางตรงหน้า เสียงของชายคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า ‘ไม่ต้องวิ่ง เดินสวดมนต์ออกมา’ขณะเดียวกันเสียงของหญิงสาวที่กรีดร้องโหยหวนนั้นดังขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกับว่าเธอนั้นกลัวแสงสว่างที่อยู่ตรงหน้า เมื่อคุณตาลก้าวเท้าเข้ามาหาแสง เธอได้ยินเสียงบทสวดบทหนึ่งดังขึ้น หลังจากสวดเสร็จก็มีเสียงถามขึ้นมาว่า ‘ตามมาได้ยังไง นี่มันกายคนนะ’ จากนั้นเสียงกรี้ดก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง และเงานั้นออกหลุดออกไป คุณตาลตื่นขึ้นมา เธอจึงได้ลุกขึ้นมาสวดมนต์ก่อนจะล้มตัวลงนอน ท่ามกลางเสียงร้องทักของจิ้งจกในห้อง การนอนครั้งนี้ คุณตาลได้ฝันเห็นพระใส่จีวรหันหลังยืนหันหลังให้เธอ และพูดว่า ‘รู้ไหมเขาตามมานะ เขาชอบคนใส่บาตร วันนั้นที่ไปตักบาตรเนี่ยบุญเยอะนะ เขาชอบ’ รวมทั้งถามถึงสายสิญจน์ ที่ผูกกับรถของเธอมันหายไปไหน รวมถึงบอกว่าสายสิญจน์นั้นสำคัญมาก ถ้ากลัวก็ให้นำมันมาผูกแขนไว้ แต่ในฝันคุณตาลกลับไม่ได้ตอบอะไรเช้าวันรุ่งขึ้น คุณตาลได้ไปดูสายสิญจน์ที่รถแต่กลับไม่พบ แม่ของเธอก็ได้บอกว่า สายสิญจน์มันขาดไปแล้ว แต่ที่น่าแปลกใจคือ สายสิญจน์ที่รถทุกคันมันได้หายไปพร้อมกันทั้งหมด หลังจากนั้นคุณตาลได้เดินทางไปที่วัดแห่งหนึ่ง และเล่าเรื่องนี้ให้พระที่วัดได้ทราบ ท่านก็ได้แต่หัวเราะ และพูดว่า ‘มันก็มีแหล่ะตรงเมรุ แล้วดันไปปากดีทักทำไม’ ซึ่งวันที่ คุณตาลได้พูดทักเงาดำนั้น คือวันโกน หลังจากเหตุการณ์นี้ เมื่อพระได้พรมน้ำมนต์ให้คุณตาลแล้ว หลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้พบกับเงาดำเงานั้นอีกเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

นอนไม่หลับเพราะกลิ่นเหม็นเน่า ตามหาต้นเหตุจนเจอถุงกระดาษปริศนา พอเช็คกล้องวงจรปิดก็พบว่าเป็น ‘ของ’ ที่ลูกค้าลืมไว้ ข้างในมีหม้อดินเผา ตุ๊กตาชายหญิง พร้อมคาถาให้สวด! ซ้ำยังมีเสียงแว่วเข้ามาในหูอีกด้วยว่า “ลองเปิดดูสิ”

15 พ.ค. 2023

นอนไม่หลับเพราะกลิ่นเหม็นเน่า ตามหาต้นเหตุจนเจอถุงกระดาษปริศนา พอเช็คกล้องวงจรปิดก็พบว่าเป็น ‘ของ’ ที่ลูกค้าลืมไว้ ข้างในมีหม้อดินเผา ตุ๊กตาชายหญิง พร้อมคาถาให้สวด! ซ้ำยังมีเสียงแว่วเข้ามาในหูอีกด้วยว่า “ลองเปิดดูสิ”

เรื่องหลอนชวนหมาหอนในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (2 พฤษภาคม 2566) มีชื่อเรื่องว่า ‘ลูกค้าคนสุดท้าย’ จาก ‘คุณตาล’ เจ้าของร้านเสริมสวยแห่งหนึ่งย่านรัชดา เรื่องจะหลอนแค่ไหนนั้น.. ไปติดตามอ่านกันเลย! คุณตาลเกริ่นเรื่องว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ร้านของเธอเอง ในช่วงดึกคืนหนึ่ง จวนเวลาใกล้ปิดร้านประมาณ 3 – 4 ทุ่ม มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้านเพื่อขอให้ทำสีผมให้ แต่คุณตาลก็ปฏิเสธเพราะถึงเวลาที่จะต้องปิดร้านแล้ว “ทำสีผมใช้เวลานานมาก ไว้โอกาสหน้าได้มั้ยคะ? ขอสระผม ม้วนผมให้ก่อนได้มั้ยคะ?” ลูกค้าไม่ติดอะไร และนั่งรอคิวเพราะยังมีคิวก่อนหน้าที่ยังค้างอยู่ กระทั่งถึงคิวของเธอมาถึง เมื่อลูกค้าผู้หญิงคนนั้นทำผมเสร็จสรรพก็ออกจากร้านไป ในเวลา 5 ทุ่มกว่า คุณตาลจึงปิดร้าน เวลาล่วงมาจนถึงเที่ยงคืน หลังจากที่คุณตาลทำธุระส่วนตัวเสร็จ ก็รู้สึกแปลก ๆ เริ่มจากได้ยินเสียงคนเดินขึ้นบนบ้าน แต่ก็คิดว่าคงเป็นเสียงจากตึกข้าง ๆ ไม่ได้คิดอะไรต่อ จึงเตรียมตัวจะนอนหลับ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตู เป็นเสียงที่เคาะหนึ่งครั้งแล้วก็ทิ้งระยะห่างไปสักพัก แล้วก็เคาะขึ้นอีก แม้จะแปลกใจและรู้สึกสงสัย แต่คุณตาลก็ลุกขึ้นไปเปิดประตู เมื่อเปิดประตู คุณตาลก็รู้สึกถึงความเย็นบางอย่างแทรกเข้ามาที่แขน แต่เมื่อเปิดไปไม่เจอใคร จึงตัดสินใจกลับไปนอนต่อ ผ่านไปสักพักก็ได้กลิ่นเหม็นขึ้นมา คุณตาลเล่าเสริมว่า “เหม็นเหมือนกลิ่นหมาเน่า” และพยายามหาต้นตอกลิ่นนั้นด้วยการดมกลิ่นตัวเอง เมื่อคิดว่ากลิ่นตัวไม่ใช่ต้นเหตุ จึงสลัดความคิดออกจากหัว แล้วพยายามนอนต่ออีกรอบ สักพักก็รู้สึกได้ว่ามีคนกำลังเดินอยู่รอบเตียง แล้วกลิ่นก็ตามไปรอบเตียงด้วย! คุณตาลทนไม่ไหว จึงลุกขึ้นไปเปิดบานเกล็ดแอร์ เพื่อเช็คว่ากลิ่นมาจากแอร์หรือไม่ แต่ก็ยังไม่ใช่ คุณตาลรู้สึกว่ากลิ่นเหม็นเน่านั้น ลอยมาจากข้างหลัง..! คุณตาลหันหลังกลับไปดู ก็ไม่เห็นอะไรผิดปกติ จึงตัดสินใจเดินลงมาข้างล่าง ระหว่างที่เดินนั้นก็ยังรู้สึกเหมือนมีคนเดินตามอยู่เรื่อย ๆ ด้วยความที่ดึกมากและไม่มีใครอยู่ ชั้นล่างตรงนี้จึงเงียบสงัด คุณตาลเปิดตู้เย็นเพื่อที่จะหยิบน้ำ แล้วก็มีเสียงผู้หญิงแว่วน่าขนลุกดังขึ้นมาว่า “หิวน้ำ” คุณตาลคิดว่าคงฟุ้งซ่านไปเอง จึงหยิบน้ำมาดื่ม แต่ความรู้สึกตอนนั้นมันเหมือนกับมีอะไรบางอย่างผลักขวดน้ำ แม้จะตงิดใจแต่คุณตาลก็พยายามไม่คิดอะไร จากนั้นก็เดินตามหากลิ่นเหม็นเน่าต่อ กระทั่งพบถุงกระดาษใบหนึ่งวางไว้ที่ซอกโซฟา คุณตาลคิดว่าคงเป็นของที่ลูกค้าหรือคนที่เข้ามาที่ร้านลืมไว้ จึงโทรหาพี่ที่รู้จักคนนึง แล้วก็ได้ยินเสียงปริศนาพูดขึ้นมาว่า “มึงอยากจะคุยกับกูหรอ?” คุณตาลใจดีสู้เสือไม่ตอบกลับอะไร และสงสัยว่าข้างในถุงกระดาษใบนั้นคืออะไร เมื่อเปิดดูก็พบว่าเป็นรูปผู้หญิงนั่งชันเข่าวางไว้ในขันสีเงิน และมีเลือดเก่า ๆ อยู่ในนั้น! เมื่อรู้สึกว่านอนไม่ได้แล้ว และคิดว่ากับตัวเองในใจว่า “เอาละ กูโดนละ” จึงพูดออกมาว่า “ชั้นจะเอายังไงกับแกดี?” เมื่อสังเกตดูอีกครั้งก็เห็นว่ามีอีกถุง จึงเปิดดูและพบว่ามีหม้อดินที่มียันต์เขียนไว้ ลักษณะเหมือนทำเพื่อคนที่รัก! สักพักก็มีเสียงผู้หญิงพูดขึ้นว่า “ลองเปิดดูสิ” แต่คุณตาลก็ไม่กล้าเปิดหม้อ และยังเห็นอีกด้วยว่าข้างในถุงมีหุ่นผู้หญิงกับผู้ชาย พร้อมคาถา และเขียนไว้ว่าถ้าสวดคาถานี้จะได้เป็นเจ้าของสิ่งนี้โดยสมบูรณ์ คุณตาลคิดว่าข้างในหม้อคงจะเป็นศพเด็ก เพราะมีใบกระดาษเขียนกำกับ มีเลขวันชาตะ วันมรณะให้ชัดเจน คุณตาลตัดสินใจหาลูกค้าที่ลืมสิ่งนี้ไว้จากกล้องวงจรปิด นั่นยิ่งสร้างความหลอนให้เสียวสันหลังเข้าไปใหญ่ เพราะคุณตาลก็จะเห็นตัวเองในภาพจากกล้อง ที่ขนหัวลุกไปยิ่งกว่าคือคุณตาลเห็นเป็นเงามืดนั่งอยู่ข้าง ๆ ชะโงกหัวดูโทรศัพท์พร้อมกับคุณตาล! คุณตาลบอกว่า ตอนนั้นตนรู้สึกตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าหันไปมอง และยังได้ยินเสียงหายใจครืดคราดอยู่ข้าง ๆ อีกด้วย! แม้ว่าจะลองปิด-เปิดกล้องดูแล้ว แต่ก็ยังเห็นเงานั้นอยู่เหมือนเดิม คุณตาลใจดีสู้เสืออีกครั้ง และพูดขึ้นมาว่า “แกอยู่ในบ้านเราไม่ได้นะ ไปตามคนของแกมา” แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล ตอนนี้คุณตาลรู้แล้วว่าเจ้าของถุงกระดาษนี้คือลูกค้าคนหนึ่ง ซึ่งคุณตาลไม่มีเบอร์ติดต่อเลย คุณตาลตัดปัญหาด้วยการเอาถุงมาครอบต้นเหตุกลิ่นเหม็นนั้นก่อน แต่แล้วก็พบว่ามันไม่ได้เหม็นจากในถุง.. แต่มันเหม็นมาจากเงาข้าง ๆ ที่เดินตามอยู่! กระทั่งตีสาม คุณตาลที่เหนื่อยมากก็หลับไป จนหกโมงเช้าเสียงโทรศัพท์โชว์เบอร์แปลกโทรเข้ามา ปลายสายพูดขึ้นมาว่า “พี่คะ หนูลืมของไว้อ่ะค่ะ” คุณตาลดีใจมาก จึงบอกว่าจะให้ไรเดอร์ไปส่งของให้และขอที่อยู่ แต่ปลายสายกลับปฏิเสธบอกว่าไม่สะดวกที่จะรับ ขอฝากไว้ที่คุณตาลก่อน แต่คุณตาลก็ไม่ยอม เมื่อตกลงกันไม่ได้ จู่ ๆ ปลายสายก็วางสายไป คุณตาลโทรจี้ไปหลายรอบ พอสายนั้นรับก็พูดว่า “หนูให้มาส่งก็ได้ค่ะ ส่งมาตามที่อยู่นี้นะคะ” คุณตาลเรียกไรเดอร์และจัดแจงให้ไปส่งของตามที่อยู่นั้น แล้วเสียงปริศนาก็ดังเข้ามาในหูอีกครั้งว่า “อืม กูไปแล้วนะ” แต่ก็ไม่ได้สนใจเพราะอยากจะนำของออกไปให้พ้นความรับผิดชอบตัวเองมากที่สุด เมื่อไรเดอร์มาถึง ก็ถามคุณตาลว่าของที่จะให้ไปส่งเป็นอะไร เป็นอาหารหรือเป็นของที่แตกง่ายหรือเปล่า คุณตาลตอบไปว่า “ไม่ใช่อาหารค่ะ พี่ว่าน้องอย่าเปิดเลยนะ” แต่ไรเดอร์ก็เปิด แล้วกลิ่นเหม็นก็ตีเข้าหน้าอย่างจัง แล้วเขาก็เอามือล้วงลงไปหยิบหุ่นผู้หญิงผู้ชายนั้นขึ้นมา ทำให้มือเปื้อน เขาจึงใช้ผ้าเช็ดรถมาเช็ดมือ จากนั้นก็ขับรถออกไปส่งของ เมื่อไรเดอร์ไปถึง เขาก็โทรกลับมาหาคุณตาลด้วยน้ำเสียงโมโหว่า “พี่ครับ นี่มันที่คนอยู่จริง ๆ หรอครับ ผมไม่เห็นอะไรเลยเนี่ย พี่ให้ผมมาต้นไม้อะไรเนี่ย ผมเห็นแต่ศาลใหญ่ ๆ ตรงเนี้ย!” คุณตาลจึงให้ไรเดอร์โทรไปหาลูกค้าเจ้าของถุงนี้ แต่ไรเดอร์ก็บอกว่า “ผมโทรไป 8-9 สายแล้วครับ เขาไม่รับเลย หลอกผมป้ะพี่” คุณตาลก็ช่วยโทรด้วย แต่ก็ยังไม่มีวี่แววรับสาย ผ่านไปสักพัก เจ้าของถุงก็รับสายไรเดอร์แล้วบอกว่า “หนูอยู่ตรงร้านคาราโอเกะXXXค่ะ” เมื่อส่งของเสร็จเรียบร้อย ไรเดอร์ก็บอกว่าเหมือนกลิ่นเหม็นมันติดมือ พอกลับไปที่บ้านก็ทะเลาะกับภรรยา ไรเดอร์โทรมาด่าคุณตาล 3 วันได้ เขายังบอกอีกว่า “พี่ เวลาผมไปไหนอ่ะ มันเหมือนมีอะไรบางอย่างซ้อนรถผมอยู่อ่ะ” และยังบอกว่า “เขามาชวนไปอยู่ด้วยทุกวันเลย ผมไปหาหลวงพ่อมา เอาน้ำมนต์ล้างมือ เอามาอาบน้ำ ก็ยังเหม็นอยู่เลยพี่ แล้วผมได้กลิ่นคนเดียวด้วยนะ พี่ให้ผมไปส่งอะไรกันแน่” คุณตาลจึงไปหาข้อมูลมา สรุปว่าสิ่งนั้นคือ ‘เป๋อ’ หลังจากนั้นไรเดอร์ก็เงียบหายไปประมาณ 8-9 วัน คุณตาลคิดว่าคงไม่เจออะไรแล้ว แต่ก็มาทราบทีหลังว่าไรเดอร์คนนั้นเกิดอุบัติเหตุ! (ทราบเพราะไรเดอร์โทรมา) แล้วหลวงพ่อก็แนะนำให้ไรเดอร์ไปบวช 7 วัน ขณะที่บวชอยู่ก็ยังเห็นสิ่งนั้นอยู่เรื่อย ๆ เช่นที่ปลายเตียงบ้าง ฝันถึงบ้าง จนครบ 7 วันแล้ว แต่ไรเดอร์ก็ยังไม่กล้าสึก วันเวลาผ่านไปอีกสักพัก เวลาเที่ยงคืนกว่า ลูกค้าคนนั้นก็มาที่ร้านอีกครั้งพร้อมกับของบางอย่างในมือ คุณตาลจึงรีบบอกลูกค้าไปว่า “ร้านปิดแล้วค่ะ” แต่ลูกค้าก็คะยั้นคะยอขอให้ทำผมให้ แต่คุณตาลก็ปฏิเสธด้วยความสุภาพแต่ก็เสียมารยาทเพราะเธอปิดประตูร้านลงต่อหน้าลูกค้าไปเลย คุณตาลบอกว่าหลังจากนี้ คงจะหลอนกับลูกค้าที่ถือถุงกระดาษไปอีกนาน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจาก ณัฐผี 'ทายาทสืบสยอง' I อังคารคลุมโปง X คืนเผาผี Ghost Night [ 29 ต.ค. 2567]

07 พ.ย. 2024

เรื่องเล่าจาก ณัฐผี 'ทายาทสืบสยอง' I อังคารคลุมโปง X คืนเผาผี Ghost Night [ 29 ต.ค. 2567]

กลับมาอีกครั้งกับ ‘ณัฐผี’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X (29 ต.ค. 2567) กับเรื่องเล่า ‘ทายาทสืบสยอง’ ที่มีทั้งความหลอน ความตื่นเต้น และเศร้าในเรื่องเดียวกัน มาดูกันว่า ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟังแล้วจะเป็นอย่างไร ไปอ่านพร้อมกันเลย! คุณณัฐผีบอกว่า เจ้าของเรื่องนี้คือ ‘คุณมาตาลดา’ เธอเล่าว่าเรื่องนี้ผ่านมา 20 กว่าปีแล้ว คุณมาตาลดาเป็นคนจังหวัดราชบุรี สอบติดเข้าเรียนมหาวิทยลัยแห่งหนึ่งในภาคอีสาน จึงต้องย้ายจากราชบุรีไปอยู่ภาคอีสาน เมื่อเข้าไปเรียนก็ได้เจอเพื่อนที่มาจากหลากหลายที่ แต่จะมีอยู่คนหนึ่งที่ได้เรียนอยู่ห้องเดียวกัน คณะเดียวกัน พักอยู่หอเดียวกัน ทำให้สนิทกัน เพื่อนของคุณมาตาลดาเป็นคนภาคอีสาน ให้นามสมมุติว่า ‘คุณฝน’ คุณฝนเป็นคนสวยระดับดาวมหาลัย ขาว หุ่นดี แต่งตัวดี ทั้งคู่ใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยด้วยกันเรื่อยมา จนกระทั่งปิดเทอม คุณมาตาลดาไม่อยากกลับบ้านที่ราชบุรี แต่อยากไปเที่ยวบ้านเพื่อนในแถบภาคอีสานมากกว่า และเนื่องจากคุณมาตาลดาสนิทกับคุณฝนมาก จึงตกลงว่าจะไปเที่ยวบ้านคุณฝน คุณมาตาลดาไปเที่ยวบ้านคุณฝนทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งแรกและครั้งที่สองก็ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ครั้งที่สามเริ่มมีเหตุการณ์แปลก ๆ เกิดขึ้น ครั้งนี้ในหมู่บ้านของคุณฝนได้จัดงานทำบุญ คนในหมู่บ้านมารวมตัวกัน คุณมาตาลดาจึงถามคุณฝนว่า “จัดงานอะไร” คุณฝนตอบว่า “เหมือนจะเป็นงานขับไล่สิ่งไม่ดีในหมู่บ้าน” คุณฝนอธิบายต่อว่า มีผู้ชายตายในหมู่บ้านอย่างไม่มีสาเหตุประมาณ 5-6 คน เชื่อกันว่าเป็นผีแม่ม้าย จึงให้ผู้ชายทาสีเล็บเป็นสีแดงและทาปากแดงกัน ในวันแรกที่ไปถึงเป็นช่วงเย็นโพล้เพล้ มีผู้ใหญ่บ้านประกาศเสียงตามสายว่า “พวกผู้หญิง ลูกเด็กเล็กแดง ผู้หญิงท้องเข้าบ้านห้ามออกมาตอนกลางคืน ส่วนผู้ชายที่จะมาช่วยงานให้ออกมา” คุณมาตาลดาก็เกิดความสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ก็เชื่อฟังผู้ใหญ่บ้านจึงไม่ออกไปไหน คืนแรกไม่มีอะไรเกิดขึ้น วันที่สองคุณมาตาลดาเริ่มสบายใจจึงไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนอย่างสนุกสนานเมื่อตกเย็น ผู้ใหญ่บ้านก็ประกาศเสียงตามสายเหมือนเดิม คุณมาตาลดาอธิบายเพิ่มเติมว่าบ้านเพื่อนที่ต่างจังหวัดนั้น เป็นบ้านไม้สองชั้น ข้างล่างมีใต้ถุนสูง ห้องน้ำแยกออกจากตัวบ้าน ช่วงกลางวันคุณมาตาลดากินเยอะจนแน่นท้อง ตกกลางคืนก็รู้สึกปวดท้องจึงชวนคุณฝนไปเข้าห้องน้ำด้วยกัน พร้อมกับหยิบไฟฉายไปหนึ่งกระบอก ทั้งคู่พากันไปเข้าห้องน้ำ ด้วยความที่ปวดท้องหนักจึงใช้เวลาในการเข้าห้องน้ำนานพอสมควร จนคุณฝนบอกว่า “ทำไมนานจัง รอนานแล้วเนี่ย” คุณมาตาลดาก็ตอบกลับไปว่า “ถ้ารีบขึ้นไปก่อนเลย ทิ้งไฟฉายไว้” คุณฝนจึงขึ้นกลับเข้าบ้านแล้วปล่อยให้คุณมาตาลดาทำธุระในห้องน้ำคนเดียว เมื่อทำธุระในห้องน้ำเสร็จก็เปิดประตูห้องน้ำออกมา ก้มเก็บกระบอกไฟฉายที่คุณฝนวางไว้ให้ โดยก่อนทางขึ้นบันไดบ้านจะมีต้นมะม่วงใหญ่อยู่ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นลิงตัวหนึ่ง เป็นลิงเผือก สีขาว ตัวเท่าคนกำลังปีนอยู่ต้นมะม่วงอยู่! คุณมาตาลดาพยายามมองให้ชัด ก็ยิ่งมั่นใจว่านั่นคือลิงแน่นอน จากนั้นก็รีบวิ่งขึ้นบ้านไปเล่าเหตุการณ์ให้คุณฝนฟัง จนคุณอาได้ยิน (บ้านของคุณฝนมี คุณยาย คุณอา และคุณฝนที่อาศัยอยู่) คุณอาถามว่าเกิดอะไรขึ้น คุณมาตาลดาก็ได้เล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เจอให้ฟัง แต่คุณอากลับรู้สึกเรียบเฉยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คุณอาบอกว่าถ้าจะไปเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนให้มาบอกอาด้วย อาจะพาไปเอง คุณมาตาลดาบอกว่าคืนนั้นตนไม่กล้านอน เพราะกลัวมาก แต่สุดท้ายก็หลับไปเพราะความเพลีย วันสุดท้ายก่อนกลับเวลาโพล้เพล้เหมือนเดิม ผู้ใหญ่ประกาศเสียงตามสายเหมือนเดิม ในคืนนั้นเวลาประมาณ 2-3 ทุ่ม คุณมาตาลดาก็ได้ยินเสียงคนเดินแห่ขบวนเคาะมาตลอดทาง แล้วมาหยุดที่บ้านของคุณฝนที่คุณมาตาลดานอนอยู่ คุณอาก็เปิดหน้าต่างออกมาถามพูดผู้ใหญ่บ้านว่า “มีอะไรกันผู้ใหญ่” ผู้ใหญ่บ้านก็ตะโกนกลับมาว่า “ที่บ้านนี้มีปอบ ปอบอยู่ที่นี่!” จากนั้นผู้ใหญ่บ้านก็ขอให้คนที่อยู่ในบ้านหลังนี้ลงมาให้หมด ทางฝั่งที่มากับผู้ใหญ่บ้านจะมีหมอธรรมหรือหมอไสยศาสตร์ประมาณ 6 คน พวกเขากระโดดขึ้นบ้านไล่จับปอบ ส่วนทางฝั่งคุณมาตาลดาทุกคนในบ้านลงมาจากบ้านหมดยกเว้นคุณยายของคุณฝนที่ไม่ลงมา จากนั้นหมอธรรมก็ตะโกนบอกว่า “มันมีทั้งหมด14 ตัว” สิ่งที่คุณมาตาลดาเห็นคือมีลิงตัวเล็ก ๆ ปีนเกาะตามผนังบ้าน แล้วก็ช่วยกันจับได้แค่ 6 ตัว หมอธรรมจึงเขาไปที่ห้องของคุณยาย คุณยายพูดกลับมาว่า “มึงออกไป มึงอย่ามายุ่งกับกู!” หมอธรรมถามกลับว่า “มึงเป็นใคร” คุณยายพูดกลับมาว่า “กูไง อีสอง” สองคือชื่อของคุณยาย คุณยายได้แต่พูดซ้ำๆ ว่า “มึงออกไป มึงอย่ามายุ่งกับกู” จนสุดท้ายหมอธรรมได้ทำพิธีบริเวณที่ยายสองนอนอยู่ ยายสองก็กีดร้องเรียกชื่อลูกนั้นก็คือคุณอา “ดำช่วยแม่ด้วย ดำช่วยแม่ด้วย” จนเสียงเงียบไป หมอธรรมบอกให้นำตัวคุณยายไปที่ลานกลางหมู่บ้านที่กำลังทำพิธีกัน จากนั้นหมอธรรมก็ได้ผูกสายสิญจน์ตรงข้อมือและข้อเท้าของคุณยายเพื่อที่จะนำคุณยายไปที่ลานทำพิธี คุณมาตาลดากลัวมากและงงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ในตอนนั้น ทุกคนก็ไปที่ลานกลางพิธี แต่คุณมาตาลดาบอกว่า “หนูอยู่ไม่ได้แล้ว” และขอร้องให้ผู้ใหญ่บ้านพากลับหอพักที่มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นผ่านไปไม่กี่วัน ที่บ้านของคุณฝนก็โทรมาหาบอกว่าคุณยายเสียแล้ว คุณฝนได้กลับบ้านไปงานศพคุณยายจนกลับมาหอพัก สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่คุณฝนกลับมาคือ คุณฝนซึมเก็บตัวเงียบไม่พูดคุยกับใคร ที่แปลกคือตอนเช้านอน กลางคืนตื่นและจะตื่นเวลาประมาณเที่ยงคืน ในตอนเช้าคุณมาตาลดาจะเอาข้าวมาให้ คุณฝนก็ไม่กิน แต่จะออกมากินตอนประมาณเที่ยงคืน หลังจากนั้นคุณฝนก็หยุดเรียนไปหนึ่งเดือน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อาการเริ่มแปลกขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ตื่นมาตอนเที่ยงคืนแล้วก็ลุกเดินรอบห้อง คุยภาษาแปลก ๆ ร้องบ่นแสบท้องปวดท้อง แล้วพูดว่าหิว คุณมาตาลดาจึงบอกว่า “ไปกินสิ อะไรอยู่ในตู้เย็นก็ไปกินสิ” คุณฝนก็เดินไปที่ตู้เย็น แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ เมื่อคุณมาตาลดาเปิดตู้เย็นกลับเจอแต่ของสดของดิบอยู่ในตู้เย็น! คุณมาตาลดาแปลกใจ เพราะคุณฝนไม่ได้มีพฤติกรรมการกินแบบนี้ แต่พอกลับมาจากงานศพเธอก็ได้เปลี่ยนไป จนมีอยู่วันหนึ่งคุณฝนมีอาการปวดท้องหนัก กรีดร้องโวยวายจนคุณมาตาลดาต้องโทรบอกอาจารย์ ให้ช่วยพาคุณฝนไปหาหมอ อาจารย์จึงรีบออกมาพาฝนไปหาหมอ สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่จะพาคุณฝนขึ้นรถคืออาจารย์ได้เปิดประตูห้องเข้าไป คุณฝนบอกว่า “มึงเป็นใคร มึงอย่ามายุ่งกับกู ออกไป!!” จากนั้นไม่ว่าจะเป็นใครที่เข้ามายุ่งกับคุณฝน ก็จะมีอาการเกรี้ยวกราดทันที แต่ถ้าเป็นคุณมาตาลดาคุณฝนกลับยอม เมื่อถึงโรงพยาบาล พยาบาลถามคุณฝนถึงอาการแต่คุณฝนไม่แม้แต่จะตอบ กลับเป็นคุณมาตาลดาที่บอกอาการแปลก ๆ ของคุณฝนแทน พยาบาลยังคงยืนยันที่จะเอาคำตอบจากคุณฝน จึงเงียบและนิ่งไปพร้อมกับพูดออกมาว่า “คุณเป็นใคร” คุณฝนก็ตอบ “กูเป็นปอบ!!!” ทุกคนตกใจ เดินถอยออกมาห่าง ๆ ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ สักพักก็ได้เข้าไปตรวจ แต่ผลตรวจที่เป็นปกติทุกอย่างหมอจึงให้กลับบ้านได้ อาจารย์จึงมาถามคุณมาตาลดาว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร คุณมาตาลดาก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้อาจารย์ฟัง อาจารย์บอกว่าที่นี่เขาเชื่อเรื่องปอบนะ อาจารย์จึงถอดพระให้กับคุณฝน หลังจากนั้นก็นั่งรถกลับบ้าน คุณฝนถามคุณมาตาลดาว่า “ฉันเป็นอะไร หิวจังเลย” คุณมาตาลดาจึงบอกให้อาจารย์แวะซื้อข้าวต้มให้คุณฝนกินตรงนั้น อาการคุณฝนปกติเหมือนคนทั่วไปแต่มีความเหนื่อยล้า พอมาถึงห้อง อาจารย์บอกว่าให้คล้องพระไว้ จนตกกลางคืนคุณฝนจะอาบน้ำจึงต้องถอดพระออก แล้วก็พูดว่า “วันนี้ร้อนจังเลย เธอนอนบนเตียงนะ ฉันนอนตรงพื้น” พอถึงเที่ยงคืน คุณฝนกลับมามีอาการแปลก ๆ อีกครั้งคุณฝนบอกว่า “หิวจังเลย” คุณมาตาลดาจึงบอกว่าจะพาไปหาอะไรกิน แต่คุณฝนยืนยันที่จะไปเอง จากนั้นคุณฝนก็หายไปสักพักใหญ่ จนคุณมาตาลดาต้องเดินไปดูด้วยตัวเอง สิ่งที่เห็นคือ คุณฝนกำลังต้มและกำลังกินไส้อยู่! คุณมาตาลตาบอกกับคุณฝนไปว่า “ฝนอย่ากินแบบนี้ได้ไหม มันเหม็นคาว มันไม่ดี” คุณฝนก็หันกลับมาตอบว่า “ถ้ากูไม่กินมัน มันสั่งให้กูกินมึง!” คุณมาตาลดาอยู่ไม่ไหวอีกต่อไป แต่อีกใจหนึ่งก็เป็นห่วงเพื่อนจึงตัดสินใจโทรหาที่บ้านคุณฝนให้มารับพอญาติมารับ คุณฝนก็ได้กลับไปอยู่ที่บ้าน คุณมาตาลดาก็พักอยู่ที่หอ หลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์ที่บ้านของคุณฝนโทรมาบอกว่า “มาดูใจฝนมันหน่อย มันจะไม่ไหวแล้ว” ด้วยความเป็นเพื่อนคุณมาตาลดาก็เลยไปที่บ้านของฝน พอไปถึงคุณมาตาลดาเห็นคุณฝนซูบผอมเนื้อติดกระดูก เสื้อผ้าไม่ใส่ นอนหมดสภาพ จึงเดินเข้าไปจับมือคุณฝนและพูดคุยกัน คุณฝนพูดว่า “มาตาลดา.. ในระหว่างที่อยู่ด้วยกัน มันสั่งให้กูกินมึงทุกวันเลย แต่กูเลือกที่จะไปกินของดิบของสด” คุณฝนพยายามจะยื้อสิ่งที่อยู่ในตัว เหมือนมีอะไรอยู่ในตัวเขา และมีเสียงในหูบอกว่า “มึงกินมันสิ มึงกินมันสิ ” หลังจากนั้นคุณฝนก็เสียชีวิตลงในวันนั้น...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ไปทำงานต่างจังหวัดแล้วดันไปนอนโรงแรมเฮี้ยน! ลืมตาขึ้นมากลางดึก เห็นผู้หญิงเล่นผีผ้าห่มกับรุ่นน้องในห้อง ซ้ำยังมาชวนเราเล่นผีผ้าห่มอีก แต่ดีที่ปฏิเสธ ไม่งั้น...!

14 ก.ค. 2023

ไปทำงานต่างจังหวัดแล้วดันไปนอนโรงแรมเฮี้ยน! ลืมตาขึ้นมากลางดึก เห็นผู้หญิงเล่นผีผ้าห่มกับรุ่นน้องในห้อง ซ้ำยังมาชวนเราเล่นผีผ้าห่มอีก แต่ดีที่ปฏิเสธ ไม่งั้น...!

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (4 กรกฎาคม 2566) มีเรื่องหลอนจาก ‘ป๋าแจ็ค’ เจ้าของเรื่อง ‘หมู่บ้านร้างซากไร่’ ครั้งนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับรุ่นน้องที่มีคนขอมานอนด้วย! เรื่องจะหลอนแค่ไหน หรี่ไฟให้แสงพอสลัว เอาผ้าห่มคลุมโปง แล้วไปอ่านกันเลย! ป๋าแจ็คเริ่มเล่าว่า ตนนั้นลาออกจากงานราชการก่อนเวลาเกษียณ 20 ปี จากนั้นก็ได้เข้าไปทำงานในฝ่ายการตลาดของบริษัทสื่อเจ้าใหญ่แห่งหนึ่ง หน้าที่ที่ป๋าแจ็คได้รับก็คือการเดินทางไปคุยงานกับลูกค้าทั่วทั้งภาคอีสาน และด้วยลักษณะงานแบบ ‘ค่ำที่ไหนก็นอนที่นั่น’ นี้ก็เป็นที่มาของเรื่องราว ตอนนั้นป๋าแจ็คไม่ได้เดินทางคนเดียว แต่เดินทางไปกับรุ่นน้องนามสมมติว่า ‘เส’ ทั้งสองเข้าพักในโรงแรมแห่งหนึ่งในภาคอีสาน เพื่อที่เช้าวันต่อมาจะได้ไปคุยงานกับลูกค้าตามนัดหมาย เวลาตอนนั้นประมาณหนึ่งทุ่มกว่าแล้ว ฟ้าก็เริ่มมืดและพวกเขาก็มาเจอโรงแรมนี้พอดี จึงตัดสินเข้าเช็คอิน โรงแรมนี้มีลักษณะเป็นตึกเก่าแต่ก็ใหญ่พอสมควร พนักงานที่เคาน์เตอร์แจ้งให้ป๋าแจ็คกับคุณเสทราบว่า หากต้องการอะไรขอให้เรียกเจ้าหน้าที่ก่อนเวลาห้าทุ่มเพราะหลังจากนั้นเคาน์เตอร์จะปิดแล้ว แต่ป๋าแจ็คก็ไม่ได้ติดใจอะไรเรื่องนี้ เพราะวันพรุ่งนี้ พวกเขาจะต้องไปพบลูกค้าตอนเช้าอยู่แล้ว หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ก็เรียกพนักงานให้มายกกระเป๋าขึ้นไป แต่พนักงานคนที่ถูกเรียกกลับตอบกลับมาว่า “ไม่ไป มืดแล้วไม่ขึ้นไป” ป๋าแจ็คในตอนนั้นก็ได้แต่คิดว่า “อะไรวะ?” สุดท้าย ป๋าแจ็คกับคุณเสก็ต้องยกสัมภาระขึ้นไปที่ห้องด้วยตัวเอง บรรยากาศในโรงแรมชวนให้คิดว่าเหมือนจะไม่ค่อยมีคนมาพัก เมื่อถึงที่พักตรงชั้น 3 ไฟแถวนั้นก็เปิดไม่ค่อยเต็ม พื้นพรมก็ส่งกลิ่นอับออกมา ห้องพักที่เหลือเหมือนกับว่าไม่มีคนพักอยู่ เมื่อป๋าแจ็คเปิดประตูเข้ามาในห้อง ก็ได้กลิ่นเหม็นสาบพรั่งพรูออกมา จึงพากันเปิดแอร์และหน้าต่างเพื่อระบายกลิ่นสาบออกนอกห้อง หลังจากอาบน้ำแต่งตัวกันเสร็จ ป๋าแจ็คกับคุณเสก็ตัดสินใจว่าจะลงไปที่คาเฟ่แถวล็อบบี้ ตอนนั้นเวลาประมาณสองทุ่มกว่า คาเฟ่นี้เป็นเหมือนกับร้านเหล้าเล็ก ๆ ที่มีคนมาสังสรรค์แกล้มฟังดนตรี แต่ป๋าแจ็คกับคุณเสก็ไม่ได้เข้าไปข้างในร้าน เพียงแต่สั่งอาหารกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เล็กน้อยออกมากินข้างนอกตรงล็อบบี้ จังหวะนั้นคุณเสก็หันไปเห็นผู้หญิงสวยคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าคาเฟ่ในมุมมืด ป๋าแจ็คคิดว่าเธอคนนี้คงจะเป็นนักร้องหรือไม่ก็พนักงานต้อนรับของโรงแรม แล้วคุณเสก็พูดขึ้นมาว่า “ถ้าได้นอนกอดสักคืนนะ จะไม่ลืมพระคุณ” คาเฟ่ปิดในเวลาห้าทุ่ม แต่ป๋าแจ็คกับคุณเสก็ยังนั่งคุยงานกันต่อจนเวลาใกล้เที่ยงคืน จากนั้นก็กลับมาที่ห้องพัก เมื่อทำธุระส่วนตัวเสร็จก็ล้มตัวลงนอน ตอนนั้นห้องทั้งห้องมืดสนิท เหลือไว้แต่ไฟจากห้องน้ำที่ยังคงเปิดเอาไว้ ป๋าแจ็คผล็อยหลับไป ตื่นอีกทีก็เป็นเวลาเกือบตีหนึ่ง ป๋าแจ็ครู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของอะไรบางอย่างในห้อง เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาก็เห็นผู้หญิงยืนหันหลังให้เขาตรงหน้าห้องน้ำ เธอกำลังหวีผมอยู่ ส่วนตัวป๋าแจ็คไม่ได้เอะใจอะไรมาก จนผู้หญิงคนนั้นเดินมาที่เตียงของคุณเสแล้วมุดเข้าไปในเตียง ป๋าแจ็คเล่าต่อว่า คุณเสกับผู้หญิงคนนั้นน่าจะกำลังเล่นผีผ้าห่มกัน ด้วยความที่ป๋าแจ็คเพลียมากจากการทำงานและฤทธิ์แอลกอฮอล์จึงข่มตาหลับต่อ รู้สึกตัวอีกทีก็เวลาตีสองตีสาม เพราะได้ยินเสียงน้ำจากห้องน้ำ แล้วป๋าแจ็คก็เห็นผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ตรงหน้าห้องน้ำ กำลังหวีผมอยู่เหมือนเดิม ป๋าแจ็คคิดว่าคุณเสกับเธอคงทำกิจกรรมอย่างว่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงไม่ได้คิดอะไร แต่คราวนี้ป๋าแจ็คลืมตาตื่นขึ้นชัดเจนเห็นชัดกว่าครั้งที่แล้ว ผู้หญิงคนเดิมเดินมาหาป๋าแจ็คที่เตียง แล้วถามกับป๋าแจ็คด้วยสำเนียงอีสานว่า อยากมีอะไรกับเธอไหม ป๋าแจ็คปฏิเสธผู้หญิงคนนี้ทันที จากนั้นเธอก็หันกลับไปที่เตียงคุณเสอีกครั้ง และเริ่มเล่นผีผ้าห่มกับร่างที่นอนอยู่บนเตียงอีกรอบ ป๋าแจ็คผล็อยหลับไปจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น พอตื่นมาก็เห็นคุณเสนอนคลุมโปงอยู่ ป๋าแจ็คได้แต่คิดในใจว่าเมื่อคืนคงจะหนักน่าดู โดยปกติแล้วหากมาพักต่างบ้านต่างถิ่น เช้าวันรุ่งขึ้น ป๋าแจ็คจะต้องใส่บาตรเสมอ เขาจึงเข้าไปอาบน้ำแต่เช้า ในห้องน้ำก็มีเศษผมที่เหมือนเป็นของผู้หญิงคนเมื่อคืนตกอยู่ นอกนั้นก็ไม่มีร่องรอยของเธอเหลืออยู่เลย ป๋าแจ็คไม่ได้คิดอะไรต่อ เมื่ออาบน้ำเสร็จก็นั่งวินไปซื้อของทำบุญ หลังจากทำบุญเสร็จแล้วก็กลับมาที่ห้องเพื่อปลุกคุณเส สภาพที่ป๋าแจ็คเห็นคือคุณเสตาโหลและอ่อนเพลียค่อนข้างมาก ป๋าแจ็คก็ยังคงคิดว่าคุณเสอาจจะยังเหนื่อยจากเรื่องเมื่อคืนอยู่ จึงบอกให้คุณเสไปอาบน้ำแต่งตัวไปกินข้าวก่อนที่จะไปพบลูกค้าในวันนี้ “เมื่อคืนมาถึงเนี่ย นึกยังไงมานอนโรงแรมนี้” ลูกค้าของป๋าแจ็คและคุณเสถามขึ้น ตอนที่รู้ว่าทั้งสองคนพักอยู่โรงแรมแห่งนี้ ป๋าแจ็คจึงเล่ากิจกรรมผีผ้าห่มให้ลูกค้าฟัง เมื่อมองไปที่สีหน้าของคุณเส เขากลับดูมีความกังวลเหมือนจะร้องไห้ และในที่สุดรุ่นน้องคนนี้ก็พูดออกมาว่า “พี่ เมื่อคืนผมโดนผีอำ...” คุณเสเล่าว่า เมื่อคืนหลังจากที่ดับไฟแล้ว ก็ได้ยินเสียงเคาะที่ประตู เมื่อเดินอย่างสะลึมสะลือไปดูที่ตาแมวก็เห็นว่าเป็นผู้หญิงคนที่ยืนอยู่หน้าคาเฟ่ เธอขอเข้ามานอนข้างในด้วยเหตุผลที่ว่า ยังกลับบ้านไม่ได้ คุณเสคิดว่าตอนนั้นตัวเองคงโชคดีแล้ว แต่พอเธอมุดเข้าตรงเตียงคุณเสเท่านั้น คุณเสก็รู้สึกเหมือนโดนผีตนนี้ปล้ำ! ผู้หญิงคนนี้พยายามเอาใบหน้ามาไถที่หน้าคู่นอน เลียหน้าเลียตา คุณเสตระหนักได้แล้วในตอนนั้นว่าตนถูกผีอำ จึงพยายามสวดมนต์จนเธอเลือนหายไป แต่เธอก็กลับมา เมื่อป๋าแจ็คปฏิเสธ เธอก็กลับมาที่เตียงของคุณเส! เมื่อลูกค้าได้ยินดังนั้นจึงเล่าที่มาที่ไปของผีตนนี้ให้ป๋าแจ็คและคุณเสฟัง เธอเคยเป็นนักร้องประจำคาเฟ่ที่โรงแรมมาก่อน วันหนึ่ง มีคนที่เข้ามาพักพาเธอขึ้นไปบนห้อง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเกิดการไม่ยอมหรือไม่ แต่สุดท้ายผู้หญิงคนนี้ก็ถูกบีบคอจนเสียชีวิต ลูกค้ารีบบอกให้ป๋าแจ็คและคุณเส เช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมทันที จากนั้นก็พาไปอาบน้ำมนต์ ป๋าแจ็ครอดไปได้ในครั้งนี้เพราะปฏิเสธผู้หญิงคนนั้น มีแต่คุณเสที่ต้องเจอเรื่องราวไม่ดีเหล่านี้แต่เพียงผู้เดียว และเมื่อกลับมาถึงกรุงเทพฯ หนึ่งอาทิตย์ต่อมาคุณเสก็ผมหงอกทั้งหัว คุณเสไม่เคยไปทำงานที่ต่างจังหวัดนับแต่นั้นเป็นต้นมา หลังจากเหตุการณ์ที่โรงแรมในวันนั้น ป๋าแจ็คก็บินเดี่ยวมาตลอดเช่นกัน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-