ได้ดีเพราะเซ่นสัมภเวสี! เฮงจริง! ปังจริง! แต่...

อังคารคลุมโปง RECAP

ได้ดีเพราะเซ่นสัมภเวสี! เฮงจริง! ปังจริง! แต่...

06 ต.ค. 2023

            เตรียมตัวรับความหลอน ชวนขนลุกกันได้เลย! เพราะสายจาก ‘คุณจอย’ ได้โทรมาเล่าประสบการณ์หลอนจากต่างแดน จนทำให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ถึงกับอ้าปากค้าง! เรื่องราวจะหลอนแค่ไหน ตามไปฟังกันได้กับรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 ตุลาคม 2566) แต่ถ้าอยากจะอ่านเอง ก็ปิดไฟแล้วแท็กเพื่อนมาอ่านไปพร้อมกันเลย!

            เรื่องนี้เกิดขึ้นจากประสบการณ์ตรงของคุณจอย ย้อนกลับไปก่อนที่จะมีการระบาดของไวรัสโควิด-19 คุณจอยมีโอกาสได้ไปทำงานร้องเพลงที่ประเทศมาเลเซีย ส่วนตัวคุณจอยนั้นไม่ได้เป็นสายมู แต่เห็นเพื่อนเริ่มเฮง ๆ ปัง ๆ ในขณะที่ตัวเองกลับไม่มียอด (รายได้) เหมือนคนอื่น ๆ เลย จึงเกิดความสงสัยว่าเขาทำยังไงกัน

            วันหนึ่ง มีเพื่อนที่ร้องเพลงด้วยกันมาชวนว่า “วันพระใหญ่เนี่ย เราไปมูกันนะ เดี๋ยวพาไปไหว้อากงที่ตั้งอยู่หลังร้าน”  ของที่ใช้ไหว้คือ ‘ไก่ทั้งตัวกับเบียร์ดำ’ ซึ่งว่ากันว่าเป็นของที่อากงชอบ ในทุกวันพระเพื่อน ๆ ก็จะเตรียมของเพื่อไหว้อากงเป็นประจำ

            คุณจอยมีเพื่อนที่นอนในห้องพักเดียวกัน 3 คน มีเพื่อนคนนึงที่จะลงไปทานข้าวด้วยกัน ซึ่งก็เป็นประจำทุกครั้งหลังทานข้าวเสร็จ เพื่อนจะขอสั่งกลับอีกหนึ่งกล่อง ในตอนนั้นคุณจอยคิดว่าเพื่อนคงจะเก็บเอาไว้ทานทีหลัง แต่ไม่ใช่ สิ่งที่เห็นคือ เพื่อนคนนั้นกลับไปร้านที่ทำงานร้องเพลง เพื่อไปเอาธูปมาหนึ่งดอก แล้วหันมาพูดกับคุณจอยว่า “มานี่ เดี๋ยวกูพาไปทำอะไร มึงอยากปังใช่ไหม” จากนั้นเขาก็พาเดินไปที่หลังร้านแล้วจุดธูปปักไปที่กล่องข้าว แต่สิ่งที่กำลังไหว้ไม่ใช่อากงอย่างที่คุณจอยคิดในตอนแรก กลายเป็นการไหว้สัมภเวสีแทน! คุณจอยเองก็ไม่ได้คิดอะไร คิดเพียงว่าลองดูไม่เสียหาย เมื่อเตรียมทุกอย่างครบแล้ว เพื่อนคุณจอยก็เริ่มพาทำพิธีไหว้ “มึงอธิฐานนะว่า วันนี้ขอให้ได้ยอดเยอะ ๆ นะ ถ้าได้แล้วเดี๋ยวจะได้กินแบบนี้ทุกวัน”

            เพื่อนคุณจอยเล่าว่า เขาทำแบบนี้มาโดยตลอด และตั้งแต่เริ่มไหว้ชีวิตก็ดี ได้ยอดเยอะขึ้นมาโดยตลอด ตัวคุณจอยก็คิดว่าลองดูไม่เสียหาย ซึ่งในการไหว้ก็จะมีข้อห้ามกันว่า ‘ห้ามนำหมูมาไหว้โดยเด็ดขาด’ วันแรกที่คุณจอยไหว้ ปรากฎว่าได้ยอดขึ้นจริง ๆ ตอนนั้นคุณจอยเองก็รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก เพราะปกติต้องทำงานเหนื่อยมาก ๆ กว่าจะได้แต่ละบาท แต่หลังจากที่ไปไหว้สัมภเวสี ในคืนนั้นก็ทำงานโดยที่ไม่รู้สึกเหนื่อยและยังมีคนให้พวงมาลัยให้ดอกไม้มากกว่าทุก ๆ คืนด้วย ทำให้หลังจากนั้น เพื่อนและคุณจอยก็พากันไหว้แบบนี้ทุกวันก่อนเริ่มงาน

            ไม่นาน ก็มีเหตุที่ทำให้เพื่อนคนสนิทคนนั้นต้องเลิกทำงาน และกลับบ้านเกิดไป ทำให้คุณจอยต้องไปไหว้เพียงคนเดียว แม้ยอดรายได้ของคุณจอยจะขึ้น ๆ ลง ๆ ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่จะได้ยอดดีเป็นส่วนใหญ่

            วันหนึ่ง มีคนเข้ามาทำงานใหม่ ให้นามสมมุตว่า ‘พี่ส้ม’ และเริ่มสนิทสนมกับคุณจอย คุณจอยจึงตัดสินใจแนะนำว่าตัวคุณจอยทำอะไรเพื่อให้มียอดดี ในตอนแรกพี่ส้มก็ไม่รู้ว่าคุณจอยทำอะไร คิดเพียงว่าไหว้อากงตามปกติที่ทุกคนไหว้กัน แต่พอพี่ส้มรู้ว่าสิ่งที่คุณจอยทำคือการซื้อข้าวไปวางไว้ให้สัมภเวสีแล้วอธิฐาน พี่ส้มก็รีบตอบกลับคุณจอยทันทีว่า “พี่ไม่เอา พี่ไม่ทำ” ตัวคุณจอยก็ยืนยันกลับไปว่าการที่ทำแบบนี้มันได้ผลจริง เพราะคุณจอยสัมผัสเองกลับตัวมาแล้ว แต่พี่ส้มก็บอกว่า “สัมภเวสีนะจอย มันน่ากลัวไหม แล้วถ้าเกิดเราทำอะไรไม่ถูกใจเขา หรือถ้าเขาอยากได้อะไรที่มากกว่านั้น เราจะทำยังไง” หลังจากประโยคนี้จบลง คุณจอยก็เริ่มคิดและเกิดความสับสนขึ้นกับตัวเอง เพราะสิ่งที่ได้รับกลับมาก็เป็นสิ่งที่คุณจอยต้องการจริง ๆ และเพื่อนที่พามาไหว้ก็ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นที่ไม่ดีกับเขาเลย พี่ส้มที่เป็นสายธรรมมะ ชอบเข้าวัดทำบุญ เคยบวชเป็นพราหมณ์มาก่อน จึงแนะนำให้คุณจอยอธิษฐานว่านี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่นำอาหารมาไหว้ คุณจอยจึงตัดสินใจที่จะเชื่อและอธิฐานในใจว่า “ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะให้แล้วนะ ต่อไปถ้าจะช่วยเหลือกันก็ช่วย แต่ถ้าไม่ได้กินแล้ว แล้วจะไม่ช่วยเหลือก็ไม่เป็นไร”

            จนเวลาผ่านไปได้ประมาณ 3 วัน เริ่มมีเหตุการณ์แปลก ๆ เกิดขึ้น คุณจอยรู้สึกว่าได้ยินเสียงเท้า เดินตามหลังขณะที่กำลังก้าวขึ้นบันได แต่เมื่อหยุดและหันหลังกลับไปดูสิ่งที่เห็นคือความว่างเปล่า และเสียงเท้าที่ได้ยินนั้นก็เงียบหายไป วันถัดมาคุณจอยก็ได้ยินเสียงเท้าตามหลังแบบเดิมขึ้นซ้ำอีก แต่ในครั้งนี้เสียงเท้านั้นเริ่มดังขึ้นใกล้ตัวคุณจอยเข้ามาทุกที คุณจอยตัดสินใจหันหลังกลับไปดู แต่ก็ไม่เจออะไรและเสียงก็หายเงียบไปเช่นเดิม

            คุณจอยเริ่มรู้สึกแปลก ๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะเดิมทีคุณจอยได้ยินเสียงแปลก ๆ อยู่บ่อยครั้ง และสิ่งที่เจอเป็นเพียงแค่เสียงไม่ได้มีอะไรน่ากลัว ต่อมาคืนหนึ่งคุณจอยขึ้นมานอนที่ห้องคนเดียว ตัวคุณจอยเองคิดว่าเพื่อน ๆ คงไปสังสรรค์กันและช่วงเช้าจะกลับเข้ามาที่ห้องตามปกติ

            บรรยากาศในห้องนอนของคุณจอยเป็นห้องที่เมื่อปิดไฟและปิดประตู ภายในห้องจะมืดสนิท เพราะในห้องไม่มีหน้าต่าง มีเพียงแสงส่องผ่านช่องเล็ก ๆ จากประตูเข้ามาในห้องเพียงเท่านั้น ในขณะที่คุณจอยกำลังล้มตัวนอนและหลับตา จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนอยู่บนห้อง คุณจอยลืมตาขึ้นมาดู ในใจคิดว่าอาจจะเป็นเพื่อนร่วมห้องกลับมาแล้ว  แต่พอลืมตาขึ้นมา ทุกอย่างมืดสนิท และเสียงนั้นก็หายไป! คุณจอยหลับตาอีกครั้งเพื่อที่จะนอนต่อ แต่เมื่อหลับตาได้ไม่นาน ก็มีเสียงลมหายใจเบา ๆ เป่ามาที่หูข้างซ้าย คุณจอยตัดสินใจที่จะลืมตาขึ้นมาดูทันที ปรากฏว่าคุณจอยไม่สามารถขยับตัวได้เลย! ความรู้สึกในตอนนั้นเหมือนโดนผีอำ คุณจอยพยายามกรอกตาไปมองยังฝั่งที่ได้ยินเสียง ภาพที่เห็นจะเบลอ ๆ เนื่องจากในห้องมืดมีเพียงแสงไฟสลัว เห็นเป็นผู้หญิงผมประบ่า ค่อย ๆ อ้าปากขึ้นเรื่อย ๆ จนปากเปิดกว้างไปถึงจมูก ทำให้เห็นเพียงตากับปากเท่านั้น! ทำท่าทางเหมือนตุ๊กตาล้มลุก โดยค่อย ๆ เอนตัวล้มมาที่ตัวคุณจอยที่นอนอยู่บนเตียง และค่อย ๆ เอนตัวออก และโน้มตัวล้มมาที่คุณจอย และเอนตัวออกอีกครั้ง ล้ม ๆ ลุก ๆ พร้อมกับเสียงลมหายใจเบา ๆ อยู่ได้สักพักนึง เสียงลมหายใจนั้นก็กลายเป็นเสียงกรีดร้องแหลมปี๊ดขึ้นมา!!!  ตอนนั้นคุณจอยทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากนอนท่อนบทสวดมนต์ภายในใจและร้องไห้ ตัวแข็งทื่อ แต่ผู้หญิงผมประบ่าก็ยังไม่หยุดง่าย ๆ ยังคงล้มลุกและส่งเสียงกรีดร้องดังขึ้นเรื่อย ๆ และเริ่มมีน้ำอะไรสักอย่างไหลออกมาจากปากกว้าง ๆ ของผู้หญิงคนนั้น โดยคุณจอยสัมผัสได้เลยว่าขณะที่ผู้หญิงคนนั้นโน้มตัวลงมา น้ำจากปากก็ไหลมาโดนตัวคุณจอยจนเนื้อตัวและเสื้อผ้าเปียกไปหมด!

            เวลาผ่านไป ท่าทีของผู้หญิงคนนั้นยังคงทำพฤติกรรมล้มลุก เดิม ๆ ซ้ำ ๆ ใส่คุณจอยโดยไม่เกรงกลัวบทสวดมนต์อะไรทั้งสิ้น คุณจอยเริ่มรู้สึกไม่ไหว เพราะสวดมนต์ก็ช่วยไม่ได้ ในตอนนั้นเหลือเพียงความคิดเดียวคือการนึกถึงบุพการี “พ่อจ๋า แม่จ๋าช่วยด้วย” สักพักคุณจอยรู้สึกหลุดพ้นเริ่มขยับตัวได้ และร่างผู้หญิงคนนั้นก็หายไปทันที คุณจอยรีบลุกขึ้นไปเปิดไฟ สิ่งที่เห็นเหลือเพียงน้ำอะไรไม่รู้เปียกเต็มตัวคุณจอยไปหมด! ในความคิดคุณจอยคิดว่าอาจจะเป็นเหงื่อจากตัวคุณจอยเอง แต่มันก็เปียกเพียงแค่ฝั่งซ้าย ฝั่งที่ร่างผู้หญิงคนนั้นอยู่เพียงฝั่งเดียว หลังจากนั้นคุณจอยเปิดประตูออกไปและไปนั่งบริเวณห้องครัวด้านนอก ตัวคุณจอยเองก็ไม่รู้ทำไมต้องนั่งอยู่เฉย ๆที่ตรงนั้น รู้เพียงว่านอนไม่ได้และทำอะไรไม่ได้เลย

สักพักคุณจอยตัดสินใจเดินไปหาพี่ส้ม และก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟัง เมื่อเล่าจบพี่ส้มก็พูดขึ้นมาทันที “พี่ว่าแล้ว เพราะเราไม่ได้ให้เขาหรือเปล่า” ตัวคุณจอยก็เพิ่งเอะใจคิดได้ว่า คืนที่บอกว่าจะเลิกให้ข้าวให้น้ำ ทางสัมภเวสีเขารับรู้และพอใจหรือไม่พอใจแค่ไหนก็ไม่รู้ และด้วยความที่คุณจอยคอยเลี้ยงให้ข้าวให้น้ำเป็นเวลานาน จนเหลือเวลาทำงานอีกเพียงสองอาทิตย์สุดท้ายเท่านั้นก่อนที่จะต้องเดินทางกลับบ้าน แต่จู่ ๆ ก็มาหยุดให้ข้าวให้น้ำทำให้เจอกับเหตุการณ์หลอนในคืนนั้นเกิดขึ้น

            หลังจากนั้น คุณจอยตัดสินใจไปไหว้ขออากงหลังร้าน เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยดูแลปกป้องดูแลคนทั้งตึก และเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนในร้านก็นับถือและไหว้ ทำให้คุณจอยจากคนที่ไม่เคยไปไหว้ ก็ไหว้ ขออากงทุกวัน โดยเฉพาะวันพระใหญ่ยิ่งห้ามลืมไหว้เด็ดขาด โดยคุณจอยจะไหว้ขอให้ช่วย อย่าให้มีสิ่งไม่ดีมาถึงตัวอีกเลย หลังจากหันมาไหว้อากงก็ยังได้ยินเสียงคนเดินตาม หรือเสียงของตกหล่นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์แรง ๆ แบบคืนนั้นอีกเลย...

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

ไปนอนที่โฮมสเตย์ต่างจังหวัด ป้าเจ้าของที่พักกำชับว่ากลางดึกห้ามออกจากห้องเด็ดขาด!

07 ส.ค. 2023

ไปนอนที่โฮมสเตย์ต่างจังหวัด ป้าเจ้าของที่พักกำชับว่ากลางดึกห้ามออกจากห้องเด็ดขาด!

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (25 กรกฎาคม 2566) ที่ผ่านมาอยู่กับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เช่นเคย และเป็นอีกครั้งที่ ‘คุณแจ็ค The Ghost Radio’ มาเป็นแขกรับเชิญเสริมอรรถรสให้รายการนี้เฮี้ยนกว่าเดิม! เรื่องราวครั้งนี้เป็นเรื่องของผีเด็กในโฮมเสตย์ แต่ก่อนจะไปอ่าน ขอเตือนไว้ก่อนว่า ถ้าได้ยินเสียงใครเคาะผนังตอนกลางคืนก็อย่าทักเชียว! เจ้าของเรื่องนี้คือ ‘คุณบอล’ ย้อนไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว คุณบอลเป็นบัณฑิตป้ายแดงจากคณะสายการท่องเที่ยว เขาได้มีโอกาสไปฝึกงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง มีหน้าที่คอยแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวให้ลูกค้า อยู่มาวันหนึ่ง ทางบริษัทมีโปรเจ็คให้พนักงานไปหาสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ แล้วนำมาเสนอให้ เจ้านายดู ปรากฎว่าทางบริษัทถูกใจไอเดียของคุณบอล สุดท้ายคุณบอลจึงได้รับโจทย์งานให้ไปตามหาแหล่งท่องเที่ยวภาคเหนือที่น้อยคนจะรู้จักตามแนวทางที่คุณบอลเสนอ ภายในระยะเวลา 7 วัน งานในครั้งนี้คุณบอลได้ทั้งค่ารถ ค่าน้ำมันไม่อั้น แถมเงินใช้สอย 3 หมื่นบาท ทั้งหมดนี้เป็นข้อเสนอที่เด็กจบใหม่ไฟแรงไม่มีทางจะปฏิเสธแน่นอน หลังจากตกปากรับคำแล้ว ก็ชวนเพื่อนที่คณะติดสอยห้อยตามไปด้วย เวลาผ่านไป 5 วัน ก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ ตอนนั้นคุณบอลนึกถึงจังหวัดน่านขึ้นมา ในอดีตจังหวัดนี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก การเดินทางก็ค่อนข้างลำบาก คนส่วนใหญ่จึงมองที่นี่เป็นเพียงทางผ่านเท่านั้น แต่คุณบอลเห็นว่าน่านเป็นจังหวัดที่น่าไปสำรวจทีเดียว เพราะเต็มไปด้วยแหล่งธรรมชาติสวยงามมากมาย คุณบอลและเพื่อนจึงตัดสินใจเดินทางไปที่จังหวัดน่านกันเป็นแห่งสุดท้าย ตลอดทริปนั้น ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน คุณบอลและเพื่อนก็เลือกไปพักที่โฮมสเตย์เพื่อประหยัดเงิน โฮมสเตย์สมัยนั้นเป็นบ้านพักของชาวบ้านที่จัดสรรพื้นที่บางส่วนให้คนนอกเข้าพัก บางแห่งก็อาจจะไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือสิ่งอำนวยความสะดวกให้ เมื่อคุณบอลและเพื่อนมาถึงที่จังหวัดน่าน ก็ติดต่อไปที่ป้าคนหนึ่งชื่อ ‘ป้าพิณ’ เพื่อขอพักหนึ่งคืน กระทั่งถึงตอนเช้าของวันสุดท้าย (วันที่ 7) ในระหว่างที่คุณบอลกับเพื่อนของเขารับประทานอาหารเช้ากันอยู่ ป้าพิณไม่สามารถให้พวกเขาพักอยู่ที่นี่ต่ออีกหนึ่งวันได้เพราะตนมีธุระ จึงพาไปที่บ้านของ ‘ป้าแก้ว’ ที่เป็นโฮมสเตย์เหมือนกันแทน ดังนั้นเมื่อตกดึกคืนที่ 7 คุณบอลและเพื่อน ก็ย้ายไปที่บ้านป้าแก้ว บ้านของป้าแก้วนี้มีลักษณะเหมือนกับบ้านปกติทั่วไป นอกจากนี้ป้าแก้วยังได้ทำอาหารต้อนรับเอาไว้เป็นที่เรียบร้อย ขณะที่กำลังกินข้าวอยู่ คุณบอลก็ถามป้าแก้วว่าอาศัยอยู่กับใคร ป้าแก้วก็ตอบว่าอยู่กับลูก 2 คน แต่คุณบอลก็ไม่เห็นวี่แววของเด็กคนไหนอยู่แถวนั้นเลย หลังจากรับประทานอาหารมื้อค่ำเสร็จ ป้าแก้วก็บอกว่าจะเตรียมอาหารมื้อดึกเอาไว้ให้ แล้วจะเอาเข้าไปวางไว้ในห้อง ตอนกลางคืนไม่ต้องออกมา หากปวดเบาก็มีกระโถนเตรียมไว้ให้เช่นกัน คุณบอลคิดว่าป้าแก้วอาจจะไม่สะดวกใจที่จะให้คนแปลกหน้ามาเพ่นพ่านไปมาในบ้านตัวเองตอนดึก จึงไม่ได้คิดอะไรมาก ห้องนอนที่ได้นั้น มีลักษณะเป็นไม้ทั้งหลัง ตอนนั้นคุณบอลและเพื่อนกำลังทำงานก่อนเข้านอน ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนเคาะผนังไม้มาจากห้องอีกฟาก ปัง ปัง ปัง ! คุณบอลคิดว่าคงจะเป็นลูกของป้าแก้ว เสียงนี้ดังตลอดเวลาจนทนไม่ไหว จึงเดินไปดู แต่พอเปิดห้องออกไป ป้าแก้วก็ปรากฏตนขึ้นยืนขวางทางพวกเขาและบอกว่า “จะไปไหน ออกมาทำไม บอกว่ากลางคืนอย่าออกไง!” เจ้าของบ้านที่ใจดีอ่อนโยนในเย็นวันนั้นกลับกลายร่างเป็นคนดุน่ากลัวในยามค่ำคืน ทำเอาคนทั้งสองไม่กล้าบอกถึงเหตุผลที่แท้จริงของการพยายามออกจากห้องทีเดียว เพื่อนคุณบอลได้แต่ทำเออออห่อหมกแกล้งบอกปวดหนักต้องการเข้าห้องน้ำแล้วให้คุณป้าพาไป และเมื่อกลับมาถึงที่ห้อง ป้าแก้วก็กำชับอย่างหนักแน่นอีกครั้งว่า ห้ามออกจากห้องในยามวิกาลเด็ดขาด แต่เมื่อผ่านไปได้สักพัก ก็มีเสียงดังขึ้นมาอีก คราวนี้มาพร้อมเสียงของเด็ก ปัง ปัง ปัง! “มีใครอยู่ไหม!” และยังมีเสียงของป้าแก้วดังขึ้นมาว่า “ทำเสียงดังทำไม เคาะทำไม กวนพี่เขา พี่เขาทำงานอยู่” แม้เสียงจะฟังแล้วจับใจความไม่ค่อยได้ แต่ก็พอจะรู้ได้ว่าคงจะเป็นเสียงผู้ใหญ่กับเด็กคุยกัน หลังจากที่ทำงานไปได้สักพัก สองหนุ่มเกิดสมาธิหลุดจากการทำงานอีกรอบเพราะเสียงเคาะผนัง คราวนี้คุณบอลลองเอาหูไปทาบกับผนังดู แต่เสียงก็หยุดไปก่อน แล้วจู่ ๆ ก็มีเสียงของเด็กขี้เล่นกระซิบผ่านผนังว่า “ได้ยินหรอ อยากรู้หรอ มาเล่นกันไหม!” คุณบอลตกใจมากกับเสียงที่ได้ยิน เพื่อนคุณบอลพยายามปลอบไม่ให้คิดอะไรมาก เพราะเข้าใจว่าเด็กคงจะขี้เล่นแบบนี้ คุณบอลพยายามนั่งทำงานต่อ แต่หลังจากผ่านไปได้อีกสักพักหนึ่ง เสียงเคาะก็มาอีก ครั้งนี้ไม่ได้มาที่จุดเดิมแต่กระจัดกระจายไปทั่วผนัง! หลายชั่วโมงผ่านไป คุณบอลก็ยังได้ยินเสียงเคาะผนัง ซึ่งมันดังมาตลอดตั้งแต่ครั้งแรกตอนตีหนึ่งจนกระทั่งตอนนี้ตีสามแล้ว และเมื่อเห็นว่ามีรูที่ผนัง คุณบอลกับเพื่อนก็ลองส่องเข้าไปดูยังห้องอีกฟากหนึ่งของผนังดู ห้องที่เห็นค่อนข้างมืด มีแสงริบหรี่จากตะเกียงหรือไม่ก็เทียนไขพอให้ห้องสว่างวูบวาบอยู่บ้าง เมื่อภาพเริ่มชัดเจนขึ้น ก็เห็นเป็นเตียงและเด็กคนหนึ่งนอนอยู่ เด็กคนนี้หันหน้าเข้ากำแพงอีกฝั่งหันหลังให้คุณบอล เขามีหัวที่ค่อนข้างผิดรูปใหญ่โตกว่าปกติมาก ทันใดนั้นเด็กคนนั้นก็ยืนขึ้น แล้วเอาหัวโยกไปมาที่ผนังคล้ายเหมือนจะเล็งเป้า แล้วก็กระแทกหัวไปที่ผนังอย่างจังพร้อมส่งเสียง ปัง ปัง ปัง! พร้อมกับพูดว่า “อยู่ตรงนี้รึเปล่า!” จากนั้นก็เปลี่ยนตำแหน่งผนังซ้ายทีขวาที เมื่อผ่านไปได้สักระยะ เด็กคนนี้ก็กลับมานั่งที่เตียงอีกครั้งและนับ 1...2...3... เขาคลานอย่างเร็วมาส่องที่รูตรงผนัง ตาต่อตากับคุณบอล แล้วพูดว่า “อยู่นี่เอง! อยู่นี่ใช่ไหม!” คุณบอลและเพื่อนผงะออกมาจากผนัง ทั้งสองขวัญหนีดีฝ่อรีบคว้ามือถือตรงดิ่งไปที่ประตูห้องนอน เปิดออกมา แล้วก็เจอกับป้าแก้วยืนรอพวกเขาอยู่ด้านนอกเช่นเคย พร้อมกับพูดว่า “ออกมาทำไม ไม่ต้องออกมา กลับเข้าไปนอน!” เรียกว่าหนีผีปะป้าแก้วจริง ๆ คุณบอลและเพื่อนไม่รู้จะกลัวอะไรก่อนดี ระหว่างผีหรือว่าเสียงตวาดของป้าแก้ว คุณบอลและเพื่อนหมดหนทาง จะให้ออกไปตอนมืดแบบนี้ก็ฟังดูไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ สุดท้ายจึงจำใจอยู่ต่อในโฮมสเตย์แห่งนี้จนถึงเช้า ฟังเสียง ปัง ปัง ปัง! ของผี มีเพียงผนังไม้เท่านั้นมีกั้นพวกเขาเอาไว้ให้ปลอดภัย คุณบอลและเพื่อนจำไม่ได้ว่าเผลอหลับไปตอนไหน แต่พอรู้ตัวอีกทีก็ 6 โมงเช้าแล้ว และมีคนมาเคาะที่ประตู ซึ่งก็คือป้าพิณที่มาชวนไปกินข้าว ชายทั้งสองรีบเก็บของแทบไม่ทัน แล้วเดินตามป้าพิณไปขึ้นรถ ระหว่างทางเดินนี้ก็ไม่มีวี่แววของป้าแก้วเลยสักนิด ทั้งคู่เล่าเรื่องประสบการณ์ชวนผวาเมื่อคืนให้ป้าพิณฟัง หลังจากเล่าเสร็จ ป้าพิณก็กล่าวขอโทษ และบอกว่าไม่รู้ว่ามันมีเหตุการณ์แบบนี้ แต่เคยได้ยินมาว่า สมัยก่อนป้าแก้วมีลูกอยู่จริง เด็กคนนี้ค่อนข้างซุกซน ชอบไปเล่นในป่าในสวนอยู่บ่อยครั้ง วันหนึ่ง ลูกของป้าแก้วเข้าไปเล่นในสวนแล้วก็หายตัวไป ไม่มีใครพบเห็นอีกเลย หลายวันผ่านไปป้าแก้วเริ่มใจสลาย แต่แล้ววันดีคืนดีลูกชายก็กลับมา ป้าแก้วเข้าไปกอดลูกด้วยความดีใจถามว่าเขาไปอยู่ไหนมา เด็กคนนี้ก็ได้แต่ตอบว่าไปอยู่กับ “ลุง” มา ส่วนเรื่องอาหารการกิน “ลุง” ก็เป็นคนจัดเตรียมให้ ป้าแก้วไม่ได้คิดอะไรมากเพราะดีใจที่ลูกกลับมา หลังจากเรียกชาวบ้านมารับขวัญเด็กคนนี้แล้ว เขาก็กลับมาอยู่ที่บ้านป้าแก้วตามเดิม แต่เรื่องที่แปลกก็คือ หลังจากกลับมาลูกชายของป้าแก้วก็เอาแต่พูดถึงเรื่อง “ลุง” ขอร้องให้ป้าแก้วพาไปหา “ลุง” อยู่ตลอดเวลา เมื่อป้าแก้วถามว่าลุงคนนี้คือใคร ลูกก็ไม่ตอบ นานวันไป เด็กคนนี้ก็เริ่มอาละวาดเพราะแม่ไม่พาไปหาลุงเสียที สุดท้ายป้าแก้วไม่สามารถต้านทานความต้องการของลูกได้ ต้องยอมพาลูกไปหา “ลุง” ป้าแก้วไปตามทางที่ลูกเป็นคนนำเข้าไปในป่า จนมาหยุดอยู่ตรงศาลพระภูมิไม้เก่า ๆ พอถึงตรงนั้นแล้วลูกของป้าแก้วก็เดินตรงไปที่เครื่องเซ่น แล้วหยิบมากิน! ลูกของป้าแก้วพูดว่า “เนี่ยไง บ้านลุง!” ป้าแก้วรีบห้ามลูก แล้วพากลับบ้านทันที เมื่อมาถึงบ้านก็อาละวาดพยายามจะกลับไปหา “ลุง” อีกให้ได้ ตอนนั้นป้าแก้วก็ต้องออกไปเก็บเห็ดทำสวน จะเอาลูกไปด้วยตลอดเวลาก็ไม่ได้ จึงตัดสินใจขังลูกไว้ในห้องตอนตัวเองไม่อยู่บ้าน วันหนึ่งเมื่อกลับมาจากการทำงาน บ้านก็ดูเงียบผิดสังเกต เมื่อไปดูที่ห้องก็พบลูกนอนตายอยู่! มีลักษณะเหมือนว่าพยายามจะเอามือข่วนไปที่กำแพง และยังมีเลือดอาบเต็มหัว เหมือนเอาหัวโขกไปที่กำแพงอยู่หลายรอบ เสียงที่คุณบอลและเพื่อนได้ยิน คงจะเป็นจิตสุดท้ายของเด็กคนนี้ที่เอาหัวโขกกำแพง เพื่อที่จะพยายามพาตัวเองออกจากห้องนี้ไปให้ได้นั่นเอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเวฟ ‘บ้านเลือกคน’ l อังคารคลุมโปง X แจ็ค - สาวแอน The Ghost Radio [ 21 ต.ค.2568 ]

04 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเวฟ ‘บ้านเลือกคน’ l อังคารคลุมโปง X แจ็ค - สาวแอน The Ghost Radio [ 21 ต.ค.2568 ]

‘คุณเวฟ’ กำลังมองหาบ้านหลังใหม่เพื่อที่จะเปิดเป็นบ้านพักผู้สูงอายุ จนได้มาเจอกับบ้านร้างอายุราว 40 ปี เมื่อไปดูสถานที่ก็ถูกใจ คุยกับเจ้าของบ้านก็ถูกคอ จึงคิดที่จะซื้อบ้านหลังนี้ แต่เมื่อไปสืบประวัติบ้านกลับพบว่าที่นี่เคยเป็นโบสถ์และสถานพยาบาลยุติการตั้งครรภ์มาก่อน นอกจากนี้ชาวบ้านยังเล่ากันปากต่อปากว่าที่นี่ผีดุมาก! คุณเวฟจะติดสินใจซื้อบ้านหลังนี้หรือไม่? เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อนั้น ติดตามได้ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (27 ตุลาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน – ดีเจเจ็ม - ดีเจมดดำ’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘บ้านเลือกคน’ เรื่องนี้มาจาก ‘คุณเวฟ’ ซึ่งมีอาชีพเป็นบุคลากรทางการแพทย์ โดยเปิดบ้านพักผู้สูงอายุและคลินิกพยาบาลอยู่แห่งหนึ่ง แต่ต้องการหาสถานที่เพื่อเปิดเพิ่มอีก ขณะนั้นก็หาพื้นที่ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้ขับรถไปเจอบ้านหลังหนึ่ง หลังนี้เป็นบ้านร้างราว 40 ปี ตั้งแต่สร้างมาไม่เคยมีใครอาศัยอยู่ แต่ก่อนหน้านี้ได้มีคริสตจักรได้มาทำการเปิดเป็นโบสถ์เป็นเวลา 10 ปี ก่อนที่จะย้ายออกไป เวฟรู้สึกถูกชะตาและชอบบ้านหลังนี้มาก อยากที่จะเข้ามาเปิดเป็นบ้านพักและคลินิก เวฟเริ่มออกตามหาเจ้าของบ้าน และได้ไปพบกับเจ้าของบ้านหลังนี้ ซึ่งเป็นหลานสาวของเจ้าของบ้านรุ่นแรก หลังจากที่ได้พูดคุยกัน กลับพบว่าเป็นคนที่รู้จักกัน เจ้าของจึงตัดสินใจขายบ้านในราคาที่ถูกมาก เวฟครุ่นคิดว่าจะตัดสินใจซื้อหรือไม่ แต่ก็เริ่มเกิดคำถามในใจว่า ‘ก่อนหน้า 40 กว่าปีมานี้ ทำไมบ้านหลังนี้ถึงไม่มีคนอาศัยอยู่เลย’ เวฟจึงได้เริ่มสืบประวัติของบ้านหลังนี้ จากนั้นก็ได้ทราบว่าบ้านหลังนี้ในอดีตเมื่อ 40 ที่แล้ว ได้เป็นคลินิกพยาบาลมาก่อน ในอดีตสถานที่แห่งนี้ เคยเป็นสถานพยาบาลยุติการตั้งครรภ์มาก่อน ชาวบ้านบริเวณโดยรอบก็มาเล่ากันปากต่อปากว่า ‘ที่นี่ ผีดุ ไม่มีใครสามารถอยู่ได้’ แต่ด้วยความที่เวฟชอบบ้านหลังนี้มาก ทั้งบรรยากาศ สถานที่ เวฟจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะซื้อบ้านหลังนี้ หลังจากได้ไปดูบ้านและคุยปรึกษากับครอบครัว ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่อยากให้ซื้อ เวฟจึงต้องยุติการซื้อบ้านหลังนี้ แต่ไม่นาน เวฟก็เริ่มมีอาการป่วยแบบไม่ทราบสาเหตุ มีไข้ หนาวสั่น กินอะไรก็ไม่ลง เมื่อไปตรวจกลับไม่พบถึงสาเหตุของอาการ จึงตัดสินใจเริ่มหันมาสวดมนต์ให้กับวิญญาณที่บ้านหลังนั้น เวลาผ่านไป เวฟเริ่มได้ยินเสียงแว่วลอยมาคล้ายเสียงเด็ก และเสียงเหมือนคนคุยกันอยู่ตลอดเวลา พอตกดึกก็มักจะฝันถึงบ้านหลังนั้นบ่อย ๆ โดยฝันว่าเจ้าของบ้านรุ่นแรกได้มาบอกให้เวฟเข้าไปอยู่ในบ้านหลังนั้น ให้เป็นทายาทสืบต่อในรุ่นถัดไป จนกระทั่งตอนนี้ เวฟก็ยังคงมีอาการป่วยอยู่เรื่อยมา และก็ยังตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้ไม่ได้เสียที..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณคิงส์ 'ไปอยู่เป็นเพื่อนได้ไหม?' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 24 ก.ย. 2567]

24 ก.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณคิงส์ 'ไปอยู่เป็นเพื่อนได้ไหม?' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 24 ก.ย. 2567]

ประเดิมสายแรกของรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (24 กันยายน 2567) กับ ‘คุณคิงส์’ ที่มาเล่าเรื่องราวขนหัวลุกกับเรื่อง ‘ไปอยู่เป็นเพื่อนได้ไหม’ เป็นเรื่องสุดหลอนที่เจอบนเกาะ ทำเอา ‘ดีเจเเนน’ เเละ ‘ดีเจเจมส์’ ขนลุกจนลูบเเขนไม่หยุด! เรื่องราวบนเกาะว่านั้นจะหลอนขนาดไหน ไปอ่านกันเลย! เรื่องราวนี้เกิดขึ้นจากการที่คุณคิงส์และกลุ่มเพื่อนจัดทริปไปเที่ยวทะเลแบบฉุกละหุก โดยตกลงกันว่าจะไปเที่ยวทะเลฝั่งอันดามัน เพื่อนได้ติดต่อไกด์ไว้ เเละได้กันคุยว่าจะหาที่พักบนเกาะ 2 คืน หลังจากตกลงกันเรียบร้อยก็ออกเดินทาง เมื่อไปถึงเกาะก็กางเต็นท์นอนกัน มีการนั่งล้อมวงกันคุยกันเรื่องสัพเพเหระ หนึ่งในเรื่องที่ขาดไม่ได้คือเรื่องผี ในขณะที่เพื่อนผู้หญิงกำลังเล่าอยู่นั้น ก็มีเพื่อนชื่อนนท์พูดขึ้นมาว่า นนท์ : หึ้ย! หยุดก่อน คุณคิงส์ : ทำไม? กำลังเล่าได้ที่เลย นนท์ : ทำไมมีหมาไปวิ่งอยู่ในทะเล ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 3 ทุ่มกว่า ตอนแรกทุกคนก็มองไปที่ทะเล เเต่คุณคิงส์คิดว่าอย่าทักดีกว่า จึงเปลี่ยนเรื่องให้เพื่อนไม่สนใจเเล้วมาคุยกันต่อ แต่นนท์ก็ชี้ไปอีกครั้ง นนท์ : นั่นไง ๆ หมาวิ่งอยู่ คุณคิงส์ : จะไปวิ่งได้ไงเรือจอดอยู่ตรงนั้นก็ 2 เมตรกว่า ๆ ละ น้ำลึกขนาดนั้น นนท์ : วิ่งจริง ๆ นั่นน่ะ ทุกคนมองตามไปอีกครั้ง ปรากฎว่าไม่มีอะไร เเล้วไกด์ก็เดินมาบอกว่า ไกด์ : อย่าทักดีกว่าครับ เลิกเล่าแล้วไปพักผ่อนกันดีกว่าครับ ทุกคนมองหน้ากันจากนั้นก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน ในขณะที่คุณคิงส์กำลังฟังเสียงคลื่น เคลิ้มกำลังจะหลับ สักพักก็ได้ยินเสียงเหมือนคนเดินรอบ ๆ เต็นท์ เป็นเสียงคนเดินเหยียบทราย ซาบซ่าบบ ซาบซ่าบบ… คุณคิงส์ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาก็เห็นเงายืนอยู่ข้าง ๆ เต็นท์ คุณคิงส์คิดว่าเพื่อนจะมาเอาอะไรหรือเปล่า เเล้วสักพักคนที่อยู่นอกเต็นท์ก็เอามือมาเเตะผ้าใบของเต็นท์เเล้วก็ค่อย ๆ เอามือลูบ 2-3 ครั้งดัง ครื้ดดด ครื้ดดดด~ จากนั้นก็ค่อย ๆ ก้มตัวลงมาเอาหน้าเตะอยู่ที่ผ้าเต็นท์! ซึ่งหน้ามันใหญ่กว่าคนปกติ คุณคิงส์ตกใจร้องเสียงหลง เเล้วหน้านั้นก็ดึงออกไปตามด้วยเสียงวิ่ง คุณคิงส์จึงปลุกเพื่อนออกไปดูข้างนอกด้วยกัน คุณคิงส์กับเพื่อนได้เดินรอบเต็นท์ ปรากฎว่าไม่พบร่องรอยอะไรเลย คุณคิงส์สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็เดินกลับมานอนต่อที่เต็นท์ เเต่ก่อนนอนรอบนี้ได้สวดมนต์เเผ่เมตตา พอกำลังจะนอนก็ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้สะอึกสะอื้น “ฮื้อออ… ฮื้ออ~“ คุณคิงส์ได้คิดในใจว่า ‘ผมไหว้พระเเล้ว สวดมนต์ เเผ่เมตตาให้เเล้ว ขออนุญาตนอนที่นี่เเล้วนะครับ อย่ารบกวนซึ่งกันเเละกันเลย’ แล้วเสียงนั้นก็เงียบไป… เช้าวันถัดมามีฝนตกลมแรงมาก พอฝนซาก็ออกไปพักผ่อน ทำกิจกรรมเล่นกับเพื่อนสนุกสนาน จนกระทั่งตอนเย็นกลับมา หลังจากที่ทานข้าวเสร็จ นนท์ก็นั่งก้มหน้าก้มตา คุณคิงส์จึงเอ่ยถามเพื่อเช็คว่าเพื่อนสบายดีหรือไม่ รวมทั้งเพื่อนคนอื่นก็ถามเพราะเห็นนนท์มีอาการแปลก ๆ เเต่นนท์ก็ไม่ตอบอะไรได้เเต่เงยหน้าขึ้นมาเเสยะยิ้มเเล้วก้มหน้าลงไป เพื่อนในกลุ่มเห็นว่าอาการแปลกเกินไป จึงตกลงช่วยกันสังเกตอาการเรื่อย ๆ แต่ในขณะที่คุณคิงส์กำลังจะเดินเข้าไปใกล้ ๆ นนท์ก็เงยหน้าขึ้นมาหัวเราะ เเล้วก็วิ่งหายเข้าไปในชายป่าที่อยู่ริมเกาะ! ในตอนนั้นทุกคนตกใจมากเเล้วรีบวิ่งตามไป สักพักฝนก็ตกหนักลงมา ทำให้ตามหายากขึ้น จนผ่านไปเกือบชั่วโมงก็ไม่ยังไม่เจอ คุณคิงส์ก็ได้ยกมือไหว้เจ้าที่เจ้าทาง “ผมขออนุญาตครับ ถ้าหากพวกทำอะไรผิดพลาดไปละก็ขอขมาครับ ถ้าพวกผมทำอะไรผิดไปเนี่ย พวกผมจะมาขอโทษอีกครั้งนึง เเต่ว่าตอนนี้ช่วยพวกผมหาเพื่อนหน่อยได้มั้ยครับ พวกผมขอร้องล่ะครับ” ไม่นานก็ได้ยินเสียงคนร้อง โอ้ยย! โอ้ยยย ไม่ไกลจากที่คุณคิงส์เเละเพื่อน ๆ หา จึงรีบไปหาตามเสียงร้องนั้น ปรากฎว่าสิ่งที่เจอคือนนท์ในสภาพขาที่มีเลือดชุ่ม! จึงนำไปปฐมพยาบาล คุณคิงส์พยายามถามนนท์ว่าเกิดอะไรขึ้น เเต่นนท์ก็ได้เเต่เพ้อเเละตอบออกมาเป็นภาษาที่ทุกคนไม่เคยได้ยิน ฟังไม่ออก จนกระทั่งไกด์ได้พูดกับนนท์ 2-3 คำแล้วก็นิ่งไป เเละได้บอกกับทุกคนว่า “เพื่อนพวกคุณน่ะ น่าจะไปทำอะไรผิดที่ผิดทาง ไปลบหลู่อะไรเข้าเเน่ ๆ เพราะที่เขาพูดเมื่อกี้เป็นภาษายาวี เเล้วเขาพูดว่า… จะเอาไปอยู่ด้วย!” ทุกคนในที่นั้นตกใจเเละได้ขอขมาทันที สักพักไกด์ก็ได้ถอดเครื่องรางเอาไปคล้องที่คอนนท์ จนอาการเพ้อค่อย ๆ ดีขึ้นจนสงบไป … เช้าวันต่อมา ไกด์ได้พาทุกคนไปไหว้ต้นไม้ใหญ่เเถวนั้น เเละพูดว่า ”ถ้าหากพวกผมล่วงเกินไป ต้องขอโทษขอขมา“ หลังพูดจบนนท์ก็อาการดีขึ้น มีสติมากขึ้น เเละจากที่ฝนตกอยู่นั้นท้องฟ้าก็ค่อย ๆ โปร่ง เหมือนเมื่อคืนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น เเละไกด์ก็ได้พาทุกคนขึ้นเรือกลับ บนเรือไกด์ก็ได้พูดว่า ”ไม่ไปกังวลนะครับ พวกเราขอขมาเเล้ว“ พอกลับมาถึงกรุงเทพก็เเยกย้ายกันกลับ ... นนท์หายไป 2-3 วัน หลังจากนั้นก็ได้โทรหาคุณคิงส์ เเละได้บอกว่า “เมื่อคืนฝันแปลก ๆ ฝันว่าเดินไปที่เกาะที่พวกเราไปเที่ยวกัน เดินไปสักพักมีผู้หญิงออกมาหา หน้าตาสะสวย เดินยิ้มมา เเล้วจูงมือไปนั่งคุยกัน ผู้หญิงคนนั้นบอกว่า ”ที่นี่สวยมั้ย น่าอยู่มั้ย“ ก็เอามือมาโอบเอวเเล้วพูดว่า “งั้นมาอยู่ดัวยกันมั้ย” ในความฝันก็มีเสียงเพื่อนตะโกนเรียกนนท์! นนท์… แล้วก็หลุดออกจากฝัน“ ทุกคนรู้สึกไม่สบายใจเเละชวนกันไปทำบุญ มีเพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “เเต่เราไม่มั่นใจว่าเขานั้นนับถือศาสนาอะไร ไปอีกที่หนึ่งดีมั้ย” จึงตัดสินใจกันไปที่มัสยิดเเล้วก็ได้ทำความดี ล้างห้องน้ำเเละบริจาคบางส่วนเพื่อกิจการของมัสยิด เเล้วหลังจากนั้นมาทุกคนก็ไม่ได้ฝันเห็นผู้หญิงคนนั้นหรือเหตุการณ์นั้นอีก สุดท้ายจึงได้รู้สาเหตุที่นนท์มีอาการแปลก ๆ เเบบนั้นก็เป็นเพราะว่า ในวันแรกช่วงที่ทุกคนไปถึงเกาะนั้น นนท์ปวดปัสสาวะมากจึงได้ไปถ่ายโดยพลการ เเละในวันที่ 2 ขณะที่เพื่อน ๆ กำลังไปถ่ายรูปเล่นกันนั้นนนท์ได้มีการถมน้ำลายบนเกาะ โดยที่ไม่ได้ทำการขออนุญาตเจ้าที่เจ้าทางบนเกาะก่อนนั่นเอง ..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากท๊อฟฟี่ 'เสียงจากหลุม S 4' l อังคารคลุมโปง X ท๊อฟฟี่ ศิวดล [ 12 พ.ค.2569 ]

16 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากท๊อฟฟี่ 'เสียงจากหลุม S 4' l อังคารคลุมโปง X ท๊อฟฟี่ ศิวดล [ 12 พ.ค.2569 ]

สัญญาลับกับการทำงานในพื้นที่ปริศนา โดยไม่รู้เลยว่าต้องเจอกับอะไร และต้องเจอกับใครบางคนที่ไม่ใช่มนุษย์ตามติดหลอกหลอนในตอนกลางคืน เสียงก๊อก ก๊อก ก๊อก… ‘คุณเปิดประตูให้ฉัน คุณเปิดประตูให้ฉัน’ เมื่อสิ้นเสียงทุกอย่างไว้ในหลักฐานสุดท้ายที่ทิ้งไว้ ก่อนจะหายไปตลอดกาล… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ท๊อฟฟี่ ศิวพล (12 พฤษภาคม 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เสียงจากหลุม S4’ เรื่องราวนี้ ‘คุณท๊อฟฟี่’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวที่ถูกเล่าขานกันมานานมากกว่า 30 ปี ที่ Area 51 ซึ่งตัวของท๊อฟฟี่ ได้มีโอกาสไปสัมผัสบรรยากาศถึงสถานที่จริง ณ สาธาณะรัฐอเมริกา พื้นที่ได้รายล้อมไปด้วยรั้ว และตาข่ายรวมทั้งป้ายห้ามต่าง ๆ ซึ่งที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ของการทหารทำให้ไม่สามารถเข้าไปได้ ทุกคนจึงทำได้เพียงแค่ยืนมองบรรยากาศโดยรอบ และถ่ายคลิปเก็บไว้เป็นคอนเทนต์ในตอนที่ทุกคนกำลังเดินทางไป Area 51 เกิดเรื่องไม่คาดคิด จึงทำให้ไปไม่ทันตามเวลาที่กำหนด ในช่วงเวลา 4 - 5 โมงเย็น ทุกคนกลับหลงอยู่ท่ามกลางทะเลทราย ขับรถยาวเข้าไปเป็นชั่วโมง จนสุดทางก็ได้เจอกับประตูเหล็กเล็ก ๆ แต่ท๊อฟฟี่ ก็รู้สึกแปลกใจว่าทำไมมันดูเล็ก และไม่เหมือนกับสิ่งที่เขาเคยเห็นในโซเชียล ปรากฏว่าสถานที่ที่เขาไปนั้นไม่ใช่ Area 51 ที่เขาตามหา และในที่ตรงนั้นก็ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ท๊อฟฟี่จึงตัดสินใจขับรถออกมาจากตรงนั้น ระหว่างเขาพบว่าสองข้างทางเต็มไปด้วยแคมป์ปิ้ง และในตอนกลางคืนอากาศค่อนข้างหนาวมาก และเมื่อท๊อฟฟี่ได้ลงไปถามคนในพื้นที่ เขาจึงได้รู้ว่าที่ที่เขามานั้น คือ ประตูด่านหน้าของ Area 51 ส่วนที่ที่เขาต้องการไป คือ ประตูหลังซึ่งต้องขับรถอ้อมไปอีกทางหนึ่ง ทำให้จึงตัดสินใจหยุดพักที่โรงแรมเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง และได้เจอกับคุณลุงนักร้องของโรงแรม จึงได้พูดคุยกัน คุณลุงได้บอกว่าบ้านของเขาอยู่ที่หน้าประตูของ Area 51 แถมยังบอกอีกว่า Area 51 ในยามกลางคืนนั้นมีเรื่องสนุกกว่ากลางวันมาก คุณลุงได้เล่าว่า UFO เป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่นี่ มักมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ครั้งหนึ่งมีเครื่องบินลับสีขาวแถบแดงขับมาส่งผู้โดยสารปริศนาในพื้นที่ Area 51 ซึ่งไม่เคยมีข้อมูลของผู้โดยสาร แต่กลับมีคนพบเห็นว่า ผู้โดยสารนั่งอยู่ในเครื่องบินลำนั้น นอกจากนี้เขายังบอกอีกว่าเขามีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับผีมาเล่าให้ท๊อฟฟี่ได้ฟัง เริ่มต้นจาก S1 ซึ่งเป็นสถานที่แห่งหนึ่งอยู่ในใต้ดินของ Area 51 เป็นสถานที่ลับไม่มีอยู่ในแผนที่ ไม่มีชื่อ ไม่มีป้าย เป็นสถานที่ลึกลับที่ทางการเก็บอะไรบางอย่างไว้ที่ไม่ใช่มนุษย์! คุณลุงได้เล่าอีกว่า มีชายคนหนึ่ง ชื่อว่าแดเนียล ถูกจ้างงานให้ลงไปทำการซ่อมไฟฟ้าในชั้นใต้ดินของ S1และในวันนั้น แดเนียลก็ได้ทำการเซ็นสัญญาปกปิดความลับในการทำงานครั้งนี้เอาไว้ เมื่อถึงวันที่แดเนียลได้เข้ามาทำงาน พร้อมกับเพื่อนของเขาอีก 2 คน พวกเขากลับถูกยึดโทรศัพท์มือถือ ยึดนาฬิกา และถูกปิดตาเอาไว้เพื่อไม่ให้รู้ว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ไหน เมื่อได้ลืมตาตื่นมาท่ามกลางสถานที่ลึกลับ และหัวหน้างานก็ไม่ได้บอกเขาว่าจะต้องเจอกับอะไรเขาทำได้เพียงเริ่มทำงานไปเรื่อย ๆ แบบไม่คิดอะไร จนมีอยู่วันหนึ่งภรรยาของแดเนียล ได้รับสายโทรเข้าจากเขา เมื่อรับสาย กลับได้ยินเสียงสามีของตนว่า ‘ผมเห็นบางอย่างอยู่ในนี้ และผมคิดว่ามันไม่ใช่มนุษย์’ เมื่อสิ้นเสียงพูด สายก็ได้ตัดไป ในวันหนึ่งไฟในสถานที่แห่งนั้นได้ดับ แดเนียลจึงต้องไปดำเนินการแก้ไข แต่ใน S1 ที่กว้างใหญ่ และมีห้องมากมายกลับไม่มีมนุษย์คนไหนอยู่เลยนอกเหนือจากแดเนียล และเพื่อนของเขาระหว่างทางเดินไปซ่อมไฟนั้น ไฟสลัวบนเพดานห้องใต้ดิน ได้กระพริบติด ๆ ดับ ๆ ตลอดทางเดิน จู่ ๆ เสียงร้องสะอื้นของหญิงสาวคนหนึ่งได้ดังขึ้น แต่ทุกคนเลือกที่จะเงียบ และไม่สนใจเสียงร้องนั้นเมื่อเดินต่อไปเรื่อย ๆ ไฟก็ได้ดับมืดสนิทไป และกระพริบติดขึ้นมาใหม่ก่อนแดเนียลจะมองเห็นผู้หญิงปริศนา ยืนอยู่ที่ปลายทางเดิน พร้อมกับมีไฟกระพริบไปมา สภาพของหญิงสาวคนนั้น ใส่ชุดเหมือนคนไข้ หัวเปียก ตัวเปียก เหมือนเพิ่งขึ้นมาจากน้ำ และเมื่อไฟกระพริบถี่มากเท่าไหร่ ผู้หญิงคนนั้น ก็ยิ่งเข้าใกล้พวกเขามากขึ้นเท่านั้น ทำให้ทุกคนตรงนั้นสติแตก และรีบวิ่งหนีออกไปกันคนละทางถึงตอนเวลาเช้า แดเนียลจึงถูกเรียกสอบสวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะในคืนนั้นมีเสียงสัญญาณเตือนภัยสีแดงร้องดังขึ้น เหมือนกับว่ามีผู้บุกรุกอยู่ในที่แห่งนั้น เมื่อได้เปิดภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่าแดเนียลได้วิ่งหนีไปทางลิฟต์ และมีคนตามแดเนียลไป แต่ก็ไม่รู้ว่าคนนั้นคือใคร สุดท้ายเรื่องนี้ก็ถูกปิดเป็นความลับ เมื่อแดเนียลกลับบ้านไป ขณะที่แดเนียลกำลังนอนอยู่ในช่วงกลางคืน จู่ ๆ เขาก็ตื่นขึ้นมานั่ง และพูดกับภรรยาของเขาว่า ‘เห็นไหม เขาตามฉันกลับมา’ แดเนียลจึงคิดได้ว่ามันคงไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะผู้หญิงคนนั้น คือคนเดียวกับที่เขาเจอในอุโมงค์ S4 แดเนียลได้ยินแบบนี้มาหลายคืน เขาได้บอกว่า ‘เสียงนี้ออกมาจากกำแพง’ ซึ่งเป็นเสียงของผู้หญิง จนสุดท้ายเขาได้สติแตกขับรถออกจากบ้านไป เมื่อทุกคนออกตามหาแดเนียล กลับพบว่าเขาได้หายตัวไป เจอเพียงแต่รถที่จอดอยู่ท่ามกลางทะเลทราย พร้อมกับเครื่องอัดเสียงที่ถูกอัดไว้เมื่อเปิดเครื่องอัดเสียงขึ้นมาฟัง กลับเจอเสียงของแดเนียลที่กำลังหอบด้วยความตื่นเต้น และพูดว่า ‘เขาอยู่ข้างนอก ผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ข้างนอก’ และมีเสียงเคาะกระจกรถ 3 ครั้งดังเข้ามา ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’ พร้อมกับเสียงของผู้หญิงพูดว่า ‘คุณเปิดประตูให้ฉัน คุณเปิดประตูให้ฉัน’ ก่อนจะสิ้นเสียงทุกอย่าง หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น จนถึงทุกวันนี้แดเนียลก็ได้หายสาบสูญไปตลอดกาลแม้เพื่อน ๆ ของแดเนียลจะเจอสถานการณ์เดียวกับเขา แต่แดเนียลคือผู้ที่ถูกเลือก และในคืนจุดเริ่มต้นความน่ากลัวนั้น มีเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า เขาได้ยินเสียงพูดของผู้หญิงว่า ‘ช่วยฉันด้วย ช่วยฉันด้วย เปิดประตูให้ฉันด้วย พาฉันออกไปที’ ซึ่งประตูที่ว่านั้น คืออะไรก็ไม่มีใครทราบ หรืออาจจะเป็นประตูที่ใช้ขังอะไรบางอย่างไว้ เมื่อคุณลุงเล่าเรื่องราวนี้จบลง ก็ได้ตั้งคำถามทิ้งท้ายไว้ว่า...‘ถ้ามันไม่ใช่ผี ถ้ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกจองจำ กักขังไว้ในสถานที่แห่งนี้ เขาอาจจะมาจากดาวดวงอื่นหรือเอาไว้ทำการทดลองอะไรบางอย่างล่ะ จะเป็นยังไง’คำถามนี้ยังคงกำกวม และไม่สามารถหาคำตอบได้จนถึงทุกวันนี้ หลังจากที่คดีนี้ได้เกิดขึ้น ก็ได้มีคนมากมายได้เห็นผู้หญิงปริศนา ยืนตัวเปียกอยู่ข้างถนนอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ความจริงอะไรได้เลย…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-