เรื่องเล่าจากคุณเเนน ‘กรรมที่ไม่ได้ตั้งใจก่อ’ I อังคารคลุมโปง X ส้ม มัลนิการ์ คนตาทิพย์ [11 มิ.ย. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเเนน ‘กรรมที่ไม่ได้ตั้งใจก่อ’ I อังคารคลุมโปง X ส้ม มัลนิการ์ คนตาทิพย์ [11 มิ.ย. 2567]

16 มิ.ย. 2024

       ‘คุณแนน’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนจากประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง พร้อมทั้งคุณแม่และพี่สาว มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (11 มิถุนายน 2567) เตรียมตัวขนหัวลุกไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘กรรมที่ไม่ได้ตั้งใจก่อ’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย !

       เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ตรงของ ‘คุณแนน’ (นามสมมติ) โดยคุณแนนเริ่มเล่าว่า ย้อนกลับไปประมาณ 20 ปีที่แล้ว ตอนที่คุณแนนมีอายุ 7-8 ขวบ คุณแม่ของคุณแนนมักจะไปทำพิธีแก้กรรมเสมอ จนคุณแนนโตขึ้น จึงได้ทราบว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ตอนอายุ 36-37 ปี ซึ่งถือว่าอายุมาก โดยก่อนหน้าที่จะตั้งครรภ์คุณแนน คุณแม่ได้เสียทารกในครรภ์ไปถึง 2 คน ในปัจจุบันคุณแนนมีอายุ 31 ปี

       เมื่อปีที่แล้ว คุณแม่ได้ไปร่วมงานตั้งศาล ก็มีคนเดินเข้ามาทักคุณแม่ว่า

       “เคยทำแท้งมาเหรอ ?”

       คุณแม่จึงตอบว่า “ไม่ได้ทำ เคยหลุดไป ส่วนอีกคนหมอให้เอาออก”

       เขาจึงบอกกับคุณแม่ว่า “ก็ยังอยู่นะ ยังเห็นอยู่เลยเนี่ย แล้วที่ลูกสองคนมีชีวิตแบบนี้ เพราะว่ามันจากผลกรรม”

       โดยชีวิตของคุณแนน ก็คล้ายกับที่เขาเตือน เพราะคุณแนนกับพี่สาวเคยผิดหวังเรื่องความรักคล้ายกัน ทำอะไรก็ไม่เจริญ เหมือนชีวิตจะดีแต่ก็ดีไม่สุด มีงานทำแต่ไม่มีเก็บ อาจจะเกิดจากกรรมที่คุณแม่ไม่ได้ตั้งใจทำในอดีต แต่อีกใจของคุณแนนก็คิดว่า ‘ไม่เชื่อหรอก เกี่ยวอะไรกัน เพราะเราก็ใช้ชีวิตของเรา ทำไมถึงต้องมีผลกรรมตามมา มีผลกับชีวิตของเรา’

       เมื่อถึงบ้าน หลังจากที่คุณแนนนอน คุณแนนก็ฝันถึงคุณพ่อที่เสียไปเมื่อ 7 ปีก่อน ซึ่งปกติแล้ว คุณแนนจะเป็นคนที่หลับสนิทไม่ค่อยฝัน แต่คืนนี้ดันฝันว่า คุณแนนนั่งอยู่ข้างคุณพ่อในสถานที่แห่งหนึ่ง แล้วก็มีเสียงพูดอยู่ตลอดว่า ก็ที่ลูกแกสองคนเป็นแบบนี้ เพราะนี่ไง ! ก่อนที่คุณพ่อจะแบมือ เห็นเป็นก้อนเด็กสองคนนอนกอดกันอยู่ ซึ่งเมื่อคุณแนนลองมองตามเสียงพูดไป ก็เห็นเป็นร่างลักษณะอาจารย์ที่ทักคุณแม่

       เมื่อคุณแนนนำเรื่องนี้ไปเล่าให้พี่สาวฟัง พี่สาวจึงบอกว่า “เขาอาจจะเตือน เพื่อที่จะให้เราไปทำพิธีกรรมกับเขา”

       พี่สาวของคุณแนนเป็นหมอดู และมีอาจารย์ที่นับถืออยู่ จึงนำเรื่องทั้งหมดนี้ไปปรึกษากับท่าน อาจารย์จึงบอกว่า

       “มันอาจจะถึงเวลาที่คุณแม่ต้องขอโทษจากใจจริง เริ่มจากการจุดธูปกำใหญ่ โดยที่ไม่ต้องนับ และไปกล่าวกลางแจ้ง พูดขอโทษจากเรื่องราวทั้งหมดด้วยใจจริง”

       ซึ่งเมื่อนำคำแนะนำของอาจารย์ไปบอกกับคุณแม่ คุณแม่ก็ปฏิเสธที่จะทำตาม เพราะคุณแม่เชื่อว่า ตัวของคุณแม่ได้ทำพิธีแก้กรรมไปหมดแล้ว

       หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 2 อาทิตย์ ซึ่งเดือนก่อนคุณแม่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ตอนอายุ 68 ปี ทำให้ในเดือนนี้สุขภาพของคุณแม่ไม่ค่อยแข็งแรง ระหว่างที่คุณแม่กำลังจ่ายตลาด คุณแม่ก็หกล้ม ทำให้เข่าทั้ง 2 ข้างเกิดแผลฟกช้ำ และในระยะเวลาใกล้กัน พี่สาวของคุณแนนก็ขาพลิก พร้อมทั้งมีเหตุการณ์ที่ทำให้เอ็นข้อเท้าต้องฉีก ส่วนคุณแนนเองก็ขาถลอกจากการที่พื้นเกิดผุพัง หลังจากนั้นเครื่องทำกาแฟที่เป็นร้านธุรกิจส่วนตัวของคุณแนน ก็พังทุกตัว ทำให้ขาดรายได้แทบทุกทาง

       คุณแนนจึงตัดสินใจคุยกับคุณแม่ว่า

       “การที่เราไปจุดธูปบอกกล่าว มันก็ไม่ได้เสียหายอะไรเราทำเพื่อความสบายใจกันดีไหม ?”

       คุณแม่ก็ตกลง หลังจากนั้นเราก็ทำพิธีตามคำแนะนำ เมื่อจุดธูปกำใหญ่ ปรากฏว่า ธูปทุกดอกในมือก็ติดไฟลุกโชน จนพี่สาวของคุณแนนต้องรีบดับเพราะกลัวที่จะโดนว่า แต่เมื่อคุณแม่มาจับธูปไฟก็ดับลงทันที จนทั้งคู่ต่างตกใจ จากนั้นคุณแม่ก็เดินไปกลางแจ้ง และกล่าวว่า

       “แม่ขออโหสิกรรมในทุกสิ่งที่คุณแม่ทำลงไป เพราะคุณแม่ไม่ได้ตั้งใจ ตอนนั้นคุณแม่ก็อยากที่จะมีลูก แต่มันก็หลุด ส่วนอีกคนคุณหมอก็ไม่ให้เก็บไว้”

       ซึ่งคุณแนนรับหน้าที่เป็นคนถ่ายภาพบรรยากาศ จู่ ๆ ก็เกิดอาการจุกอกจนอยากที่จะร้องไห้ออกมา ตอนแรกคุณแนนเข้าใจว่าที่เป็นแบบนี้เพราะตัวเองเป็นคน sensitive สักพักไม่นานก็เริ่มรู้สึกว่า ไม่ใช่แล้ว จึงเดินเข้ามาในบริเวณบ้าน หลังจากที่แม่ปักธูปลงบนกระถาง คุณแนนก็อยากที่จะร้องไห้มาก ๆ จึงพยายามที่จะตั้งสติ และกำพระที่คอให้แน่นขึ้น พี่สาวก็เริ่มเห็นถึงความผิดปกติของคุณแนนจึงเข้ามาถามว่า “เป็นอะไร ?”

       คุณแนนจึงตอบว่า “หนูไม่รู้อะ แต่หนูอยากที่จะร้องไห้มาก ๆ”

       พี่สาวจึงเดินไปบอกกับคุณแม่ว่า “น้องน่าจะสื่อได้แล้ว”

       แล้วพี่สาวก็เดินกลับมาบอกกับคุณแนนว่า “อยากร้อง ร้องเลย”

       หลังจากนั้น คุณแนนก็ร้องไห้แทบขาดใจ ซึ่งคุณแนนก็รู้สึกว่ามันเป็นโทนเสียงที่คล้ายกับเด็กเล็ก และเป็นโทนเสียงที่คุณแนนไม่เคยร้องมาก่อน รวมถึงความรู้สึกเสียใจที่เอ่อล้นมากมายขนาดนี้ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่คุณแม่เดินออกมาจากบ้าน พี่สาวจึงถามคุณแนนว่า “อยากกอดคุณแม่ไหม ?”

       คุณแนนได้แต่พยักหน้า และกอดคุณแม่ในความรู้สึกที่ว่า “คิดถึงและโหยหาคุณแม่มาก คิดถึงเหลือเกิน เราได้กอดและเจอคุณแม่สักที”

       เกิดเป็นคำถามในใจคุณแนนว่า เราเจอคุณแม่ทุกวัน ทำไมถึงคิดถึงขนาดนี้ ?

       คุณแนนจึงเข้าใจแล้วว่า “น่าจะเป็นพี่ที่มาหาจริง ๆ”

       คุณแม่กอดกับคุณแนนอยู่อย่างนั้น และพูดว่า “ให้แม่กับน้องรวยนะลูก แม่ขอโทษ”

       แล้วคุณแนนก็พูดในใจว่า “เกิดเป็นคนมันเหนื่อยนะ และต่อจากนี้ก็ให้พวกแนนดูแลแม่เองนะ”

       ซึ่งตอนนั้น คุณแนนก็นั่งร้องไห้ เกือบ 40 นาที และพูดว่า “เข้าใจทุกอย่างแล้ว ถอยออกเถอะนะ เดี๋ยวทำบุญให้”

       หลังจากจบเหตุการณ์ในวันนั้น คุณแนนก็ได้นำรูปที่ถ่ายเอาไว้ออกมาดู แล้วพบว่า ควันของธูปที่จุด คล้ายกับลักษณะใบหน้าของเด็กตัวอ่อนที่อยู่ในท้อง ทำให้คุณแนนกลัวและฝังใจกับเรื่องราวนี้มาก ก่อนที่จะตั้งข้อสงสัยว่า “แล้วทำไมคุณแนนถึงสัมผัสได้มากที่สุดในบ้าน ?” ก่อนที่จะพบความจริงว่า แท้จริงแล้ว พี่สาวของคุณแนนเป็นลูกสาวคนโตที่คลอดออกมาคนแรก ซึ่งสองคนที่เสียไปคือท้องที่ 2 และ 3 ของคุณแม่ โดยคุณแนนเป็นลูกคนสุดท้ายคนที่ 4

       ซึ่งเมื่อทบทวนเหตุการณ์ทุกอย่างอีกครั้ง ตอนที่คุณแนนยังเด็กมักจะโดนทักว่า “มีบุญมากนะที่ได้เกิดมา” อาจารย์ที่แนะนำก็บอกว่า “คุณแนนน่าจะแย่งเขามาเกิด อาจจะเป็นเวรกรรม หรือเจ้ากรรมนายเวรต่อกัน” หลังจากนั้นจากพิธี คุณแม่ของคุณแนนก็ได้ทางรักษา จนสามารถหายจากโรคร้ายได้ ซึ่งคุณแนนก็มักที่จะสวดมนต์ และระลึกถึงพี่อยู่เสมอ..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากครูตรีมีเรื่องเล่า 'ผู้หญิงนี่เซนส์เเรงจริงๆ' l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 3 ก.พ.2569 ]

19 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากครูตรีมีเรื่องเล่า 'ผู้หญิงนี่เซนส์เเรงจริงๆ' l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 3 ก.พ.2569 ]

เขาว่ากันว่า... อย่าดูถูกเซนส์ของผู้หญิง เพราะถ้าเธอเริ่มตั้งคำถามเมื่อไหร่ นั่นหมายความว่าเธอรู้ความจริงไปแล้วครึ่งหนึ่ง และความลับของผู้ชายเจ้าชู้ อาจซ่อนไม่ได้อีกต่อไป ถ้าความอดทนของ ‘ผู้หญิงที่ยอมทุกอย่าง’ ถูกเปลี่ยนเป็นความแค้นฝังลึกผ่านไสยศาสตร์ที่ดำมืด… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า (3 ก.พ.2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ผู้หญิงนี่เซนส์เเรงจริงๆ’ เรื่องราวนี้ ‘ครูตรี’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณเต้’ ซึ่งเขาได้เล่าว่า ผมมีแฟนสาว ชื่อว่า ‘เมย์’ เธอเป็นคนขี้หึงมาก ทุกวันเธอจะต้องมีเรื่องหึงหวงมาทะเลาะ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็ก หรือใหญ่อย่างเช่น... เรื่องที่ผมขอเธอไปกินข้าวข้างนอก เมย์ก็ถามว่า “ไปกับใคร กี่คน” ผมตอบว่า “ไปกับเพื่อน 5 คน ผู้ชายทั้งหมดเลย ไม่มีอะไรน่าห่วง” เมย์จึงพูดอีกว่า “แล้วรู้ได้ไงว่าผู้ชายพวกนั้นจะไม่คิดอะไร” แต่ผมก็ไม่ได้สนใจ คิดว่าแฟนแค่พูดเล่นขำ ๆ แต่นาน ๆ เข้า ก็เข้าใจแล้วว่าทุกอย่างที่เธอพูดนั้น เธอคิดจริง หึงจริง ๆ เราทะเลาะกันเพราะเรื่องหึงหวงบ่อย ๆ จนถึงขั้นที่ต่อให้ปรับความเข้าใจกันแค่ไหน ก็ไม่สำเร็จ แต่ก็ตกลงกันว่าต่อให้ทะเลาะกันขนาดไหนเราก็จะเคลียร์กันให้จบ จะไม่เลิกกันวันหนึ่งหลังจากที่ผมเพิ่งกลับจากทำงาน ก็พบกับเมย์ที่นั่งรออยู่ ดูจากสีหน้าก็รู้ได้เลยว่า กำลังมีเรื่องที่ไม่พอใจ แต่ผมเลือกที่จะไปอาบน้ำ ให้ตัวเองผ่อนคลายก่อน ค่อยกลับมาคุยกัน เมื่อเริ่มบทสนทนา เมย์ถามว่า “ไปทำอะไรผิดมาหรือเปล่า?” ผมก็ตอบกลับว่า “ไม่” เมย์จึงถามต่อว่า “ได้ไปกดไลค์ให้ผู้หญิงคนไหนมั้ย?” ผมจึงตอบว่า “ไม่รู้ บางรูปเห็นผ่าน ๆ ก็กดบ้าง แต่ไม่ได้คิดอะไรเลย” เมย์ถามต่อว่า “แล้วคนนี้ใคร ทำไมถึงกดไลค์ให้เขา” ผมยังตอบว่า “ไม่รู้ ไม่ได้เป็นเพื่อนกันด้วยซ้ำ เราก็กดให้ตั้งหลายคน ไม่ใช่คนเดียวสักหน่อย”จากนั้นเมย์ก็เริ่มโชว์หลักฐานจากแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าผมได้กดไลค์ให้ผู้หญิงคนเดิมคนนี้ในทุกช่องทาง แต่ผมก็ยังปฏิเสธ อย่างไรก็ตามเมย์ปักใจเชื่อแล้วว่าระหว่างผม และผู้หญิงในรูปต้องมีอะไรแน่ ๆ และความจริงแล้ว ผู้หญิงคนนั้นคือชู้ของผมจริงอย่างที่เธอสงสัย เธอชื่อว่า ‘ฝน’ ถึงแม้ผมจะพยายามปกปิดแล้ว แต่เมย์ก็ยังจับพิรุธได้ หลังจากเหตุการณ์วันนั้นเราก็ยิ่งทะเลาะกันมากขึ้น จึงตัดสินใจห่างกันบ้าง ผมเองก็รู้สึกเบื่อกับการทะเลาะ จึงไปอยู่กับฝน ที่ห้องของเธอเป็นส่วนใหญ่ ฝนเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ น่ารัก ชอบเอาอกเอาใจ ไม่เคยเรียกร้องอะไร และยอมทุกอย่าง แม้จะรู้ว่าผมเอง มีเมย์อยู่แล้ว ที่เธอยอมทนอยู่อย่างนี้เป็นเพราะผมได้ให้สัญญาว่า ‘ทะเลาะกับเมย์บ่อยมาก ไม่นานก็จะเลิกกัน ขอให้ฝนรอหน่อยได้มั้ย’ ฝนจึงรอวันนั้น ผมอยู่กับฝนที่ห้องปกติ เราทั้งคู่ไปอาบน้ำด้วยกัน หลังจากนั้นฝนก็หยิบแป้งมาเล่น โรยใส่ตัว ใส่หัวผมจนขาวโพลนไปหมด เราเล่นกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมไม่เคยได้รับตอนอยู่กับเมย์ จู่ ๆ มีเสียงเคาะประตู ‘ปั๊ง ๆ’ ผมจึงเดินไปเปิด และคนที่ปรากฎหลังประตูนั้น คือเมย์ เมย์รู้มาสักพักแล้วว่าผู้หญิงคนนี้คือหญิงชู้ วันนี้จึงตัดสินใจจะมาเจอ พอเธอเข้ามาก็เกิดการทะเลาะกันอย่างรุนแรง และเราก็เลิกกัน จากนั้นเธอก็เดินออกไป แต่ผมก็ไม่ได้ตามไป ผมยังคงอยู่กับฝน ผมรู้สึกสบายใจที่เราเลิกกัน แต่ในใจแล้วผมรู้ดีว่า ผมรักเมย์ ไม่ได้รักฝน และมีแผนว่า หากทุกอย่างดีขึ้นแล้ว จะกลับไปง้อเมย์ แต่เวลาผ่านไป ผมเริ่มรู้สึกแปลก ๆ กับตัวเอง ตั้งแต่เลิกกัน ผมฝันร้ายทุกคืน นอนไม่ค่อยพอ น้ำหนักก็ลดลงไปเยอะ จนผอมซูบจนคนรอบข้างทักว่าโดนของ หรือเปล่า? ผมจึงเริ่มคิดว่า ถ้าผมโดนของจริง ๆ คนเดียวที่จะทำได้ คือเมย์ เพราะก่อนที่จะเลิกกัน เมย์เคยพูดว่า “ในเมื่อถ้ามึงกับกูอยู่ด้วยกันไม่ได้ งั้นก็ต้องตายกันไปข้าง”วันหนึ่ง ผมได้ไปทานอาหารในห้างแห่งหนึ่ง และเจอกับเพื่อนผู้หญิงที่สนิท ชื่อว่า ‘นิว’ เมื่อเธอเจอกับผม เธอก็ทักด้วยความตกใจที่เห็นผมในสภาพที่แย่กว่าเมื่อก่อนมาก ผมจึงเล่าเรื่องราวให้เธอฟัง และบอกเธอว่า ผมสงสัยว่าผมกำลังโดนของ นิวจึงตอบว่า “มึงเชื่อเรื่องเซนส์ของผู้หญิงมั้ย ถ้ามันจะมีใครทำ ไม่น่าใช่เมย์ แต่น่าจะเป็นฝน” ผมได้ยินอย่างนั้นก็ไม่เชื่อ จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อฝนดีกับผมทุกอย่าง นิวจึงถามต่อว่า “แล้วหลังจากเลิกกับเมย์ มึงได้เจอฝนมั้ย” ผมตอบไปว่า ไม่ เพราะหลังเหตุการณ์นั้น ต่างคนต่างขอเวลาส่วนตัว จึงไม่ได้เจอ... นิวรู้อย่างนั้นจึงบอกว่าสัปดาห์หน้า จะพาผมไปเจอกับคนคนหนึ่ง เป็นลุงของเธอชื่อ ‘ลุงแสง’ ซึ่งเป็นเซียนพระ ที่ศึกษาธรรมะ หลังจากที่เขาได้เจอกับผมก็บอกว่า ผมอาจจะโดนนะ แต่ช่วยเล่าเรื่องราวให้ฟังหน่อยได้มั้ย ผมก็เล่าเรื่องราวของเมย์ไป ตั้งแต่เจอกัน คบกันอย่างไร และทุกอย่างเกี่ยวกับเมย์ เพราะผมยังคิดว่าคนที่ทำคือเมย์ แต่เมื่อเล่าถึงฝน ลุงแสงก็ถามถึงเหตุการณ์วันที่เลิกกัน เป็นอย่างไรบ้าง ผมก็เล่าไปตามความเป็นจริงว่า เราอยู่ด้วยกันไปอาบน้ำ และเล่นแป้งกันก่อนที่เมย์จะมาเคาะประตูห้อง ลุงแสงจึงสันนิษฐานว่า ฝนคือคนทำ โดยใช้เถ้ากระดูกคนตาย และช่วงเวลาที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ เถ้ากระดูกอาจจะในแป้งที่เธอใช้โรยใส่หัวผมในวันนั้น และลุงแสงยังถามผมอีกว่า หลังจากวันนั้น เริ่มฝันร้ายแปลก ๆ ใช่มั้ย ผมตอบว่าใช่ ลุงแสงพูดอีกว่าของพวกนี้เมื่อโรยลงหัวแล้ว มันจะเข้าไปโดยตรง เอาออกไม่ได้ ทางเดียวที่จะผ่อนหนักเป็นเบาได้คือ..."โกนหัว แล้วบวช" คุณเต้ ไม่อยากจะเชื่อกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ยอมทำตามคำแนะนำของลุงแสง เผื่อทุกอย่างจะดีขึ้น ระหว่างที่บวชก็ได้มีเวลาทบทวนกับตัวเองมากขึ้น และสำนึกการกระทำที่ผิดพลาดของตัวเองทุกอย่าง อยากขออโหสิกรรมกับทั้งเมย์ และฝน เมื่อสึกออกมา คุณเต้ มีโอกาสได้เจอเมย์ เมย์ให้อภัย แต่บอกกับคุณเต้ว่า จะไม่ขอกลับไปคบด้วยอีก ส่วนฝน คุณเต้ยังหาเธอไม่เจอ ฝนลาออกจากที่ทำงาน และไม่ได้พักอาศัยที่ห้องเดิมแล้ว แต่เรื่องกลับพลิก เพราะคุณเต้ ยอมเล่าเพิ่มเติมในส่วนที่ตั้งใจปิดบังไว้อีกว่า “จริง ๆ แล้วผมเจ้าชู้มาโดยตลอด จึงทำให้เมย์กลายเป็นคนขี้หึง ขี้ระแวงแบบนี้ ผมได้ให้สัญญาไว้ว่า ถ้าเธอจับได้อีกผมจะยอมเลิกกับเธอจริง ๆ” และย้อนกลับไป ในวันที่ยังคบกับเมย์ คุณเต้ และเธอทะเลาะกันผ่านโทรศัพท์ และเคยพูดว่า “กับฝนแค่หลอกมาเฉย ๆ เดี๋ยวก็เลิกกันแล้ว ไม่ได้รักฝนเลย” แต่เมื่อฝนแอบได้ยิน ก็คิดได้ว่า การที่เธอยอมเป็นเบี้ยล่างตลอดมา รอคุณเต้มาตลอดนั้น ไม่มีค่าเลย เต้ไม่ได้รักเธอ ต่อให้เขาเลิกกับคุณเมย์จริง ๆ ก็คงไม่มาอยู่กับเธอ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอโกรธแค้น และตัดสินใจทำแบบนี้ เพื่อให้คุณเต้ได้เลิกกับแฟน และขอให้ชีวิตของคุณเต้ไม่ต้องสมหวังในความรักอีกเลย…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เพื่อนชวนไปนอนโรงแรมใหม่ ก็คิดว่าจะไม่เจออะไร แต่พอนอนไปกลับรู้สึกไม่สบายใจ ต้องกึ่งนั่งกึ่งนอนแล้วสวดมนต์ไปด้วย ตื่นมาถึงได้รู้ว่าตัวเองนอนทับที่คนตาย!

07 ส.ค. 2023

เพื่อนชวนไปนอนโรงแรมใหม่ ก็คิดว่าจะไม่เจออะไร แต่พอนอนไปกลับรู้สึกไม่สบายใจ ต้องกึ่งนั่งกึ่งนอนแล้วสวดมนต์ไปด้วย ตื่นมาถึงได้รู้ว่าตัวเองนอนทับที่คนตาย!

‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ มาพร้อมกับ ‘อ.นิ่ม เทวจิตศิษย์ปู่’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (18 กรกฎาคม 2566) พร้อมเสิร์ฟความหลอนถึงหูผู้ฟัง เรื่องราวในครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างที่ อ.นิ่ม เข้าพักในโรงแรมแห่งหนึ่ง แล้วบังเอิญไปนอนทับที่คนยิงตัวตาย เรื่องจะเป็นอย่างไรต่อ ไปติดตามกันได้เลย! ประสบการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ อ.นิ่ม ต้องไปไหว้เจ้าที่ในต่างจังหวัด โดยปกติแล้วจะไปนอนโรงแรมที่จังหวัดนั้น ๆ หนึ่งคืนก่อนวันเริ่มงานเพื่อแสตนด์บาย เวลาเข้าพักก็จะเลี่ยงห้องหรือชั้นที่เป็นเลข 3 เพราะเลขนี้สื่อถึงวิญญาณ และหากเป็นไปได้ก็จะไม่เลือกห้องที่ติดข้างบันไดด้วย สำหรับคนอื่นสิ่งเหล่านี้อาจไม่มีอะไร แต่สำหรับคนที่มีเซ้นส์อย่าง อ.นิ่ม ถ้าสามารถเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง วันที่เกิดเรื่องอ.นิ่มเข้าพักโรมแรมกับเพื่อน พนักงานยื่นกุญแจให้เลือก 3 ห้อง โชคดีที่ไม่มีห้องไหนอยู่ชั้น 3 เลย จึงเลือกห้อง ‘211’ และคิดในใจว่าคงปลอดภัยแล้ววันนี้ อ.นิ่มตกลงกับเพื่อนว่าพอเข้าไปในห้องแล้วหลังจากนั้นอีก 10 นาที จะออกไปหาอะไรกินกัน จากนั้นก็ขับรถออกจากโรงแรมตามปกติ ตอนนั้นที่จอดรถโล่งมาก เมื่อรับประทานอาหารเย็นเสร็จ อ.นิ่ม และเพื่อนก็ขับรถกลับมาที่โรงแรม มีเรื่องน่าแปลกใจเกิดขึ้นก็คือ ที่จอดรถเต็มหมด ยกเว้นตรงที่ขับออกมาในตอนแรก ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ยังแซวกับเพื่อนที่มาด้วยกันเลยว่าสงสัยพนักงานคงกันเอาไว้ให้ เมื่อถึงโรงแรม อ.นิ่ม และเพื่อนก็เข้าห้องนอน ปกติแล้วอ.นิ่มเป็นคนที่ไม่ชอบนอนตรงข้างประตูจึงเลือกนอนตรงฝั่งที่เป็นกำแพง ในขณะที่เล่นโทรศัพท์กันอยู่บนเตียง อ.นิ่มก็รู้สึกร้อน แม้เพื่อนจะปรับแอร์จนเหลือ 19 องศาแล้ว อ.นิ่มก็ยังร้อนอยู่ สุดท้ายก็ต้องไปนอนเตียงฝั่งที่ติดกับประตู แต่พอนั่งลงบนเตียงเท่านั้น ก็ได้ยินหมาหอนดังมาจากข้างนอก “อันนี้คอนเฟิร์มใช่ไหมว่าโรงแรมใหม่” อ.นิ่มถามเพื่อน ปกติแล้วถ้ามาที่จังหวัดนี้ ก็จะนอนโรมแรมเดิมตลอด จนมาครั้งนี้เพื่อนชวนให้เปลี่ยนโรมแรม โดยปกติแล้วลูกค้าที่เรียกใช้บริการอ.นิ่มจะต้องส่งภาพโรงแรมที่จะให้เข้าพักมาให้ดูก่อนเพื่อตรวจสอบว่ามันมีอะไรหรือไม่ แต่ที่นี่พึ่งเปิดใหม่เพียงแค่ 2 เดือน ก็คงไม่น่าจะมีอะไร อ.นิ่มจึงยอมเข้าพัก สักพักเพื่อนก็ผล็อยหลับไป แต่อ.นิ่มยังไม่หลับ และเริ่มรู้สึกเหมือนมีอะไรไม่ชอบมาพากล จึงเดินไปหยิบสร้อยพระมาตั้งไว้ที่หัวเตียงฝั่งที่ตัวเองนอน ตั้งเสร็จแล้วก็นอนสวดมนต์ ‘บทมหาจักรพรรดิ’ แต่ยิ่งสวด เหงื่อก็ยิ่งออก อ.นิ่มเอาหมอนมาตั้งพิงกับหัวเตียงแล้วลุกขึ้นมานั่งท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนแล้วสวดมนต์บทเดิมต่อ หลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกสบายขึ้นมาก ในใจคิดว่า จะหลับท่านี้เลย และยังพูดขึ้นมาในห้องแบบลอย ๆ ด้วยว่า “ถ้าจะมาเอาบุญ เอาไป แล้วแยกย้าย” หมาเริ่มหอนอีกรอบ ในจังหวะที่อ.นิ่มเดินไปเข้าห้องน้ำ เมื่อเดินออกมาก็สัมผัสได้ว่ามีใครกำลังมองอยู่ พอหันไปตรงหน้าต่างของห้อง ก็เห็นเงาจาง ๆ ของผู้ชายคนหนึ่งกำลังจ้องมา อ.นิ่มไม่กล้าบอกเพื่อนเพราะกลัวว่าเพื่อนจะขวัญหนีดีฝ่อไปด้วย อ.นิ่มจึงบอกกับผีตนนี้ว่าขอแบ่งบุญให้ แล้วบอกให้ผีตนนี้หยุดปรากฏตัวให้เห็น พอกลับมานอนก็นอนไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องกลับมานอนในท่าเดิมคือนั่งพิงเตียงแบบกึ่งนั่งกึ่งนอน แล้วหลับไปในท่านั้นไปจนถึงเช้า พอถึงตอนเช้า อ.นิ่มบอกกับเพื่อนว่าให้ check-out ออกจากโรงแรมนี้ทันที แล้วให้ลงไปถามพนักงานด้านล่างว่าห้องนี้เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ ฝ่ายเพื่อนเมื่อลงไปถามพนักงานต้อนรับด้านล่าง พนักงานก็อึกอักไม่กล้าเล่า อ.นิ่มจึงคิดว่าหากคนที่นี่ไม่กล้าเล่า ก็จะลองพยายามไปถามคนในพื้นที่นอกโรงแรมแทน สุดท้ายก็ได้ไปถามกับผู้ใหญ่คนหนึ่งในจังหวัดแห่งนี้ เขาเล่าให้ฟังว่า เมื่อประมาณ 2 อาทิตย์ก่อน มีหมอทหารคนหนึ่งยิงตัวเองตายในห้องที่อ.นิ่มเข้าพัก ในท่าลักษณะเดียวกันกับที่อ.นิ่มนอนเมื่อคืน ตรงเตียงที่นอนพอดี อ.นิ่มถามต่อว่าทำไมถึงรู้สึกว่าผีตนนี้ไม่ได้บุญที่ตนเผื่อแผ่ไปให้เลย เขาก็บอกว่า ผู้ตายคนนี้นับถือศาสนาคริสต์เลยอาจจะไม่ได้บุญไป เมื่อลองถามต่อถึงต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้ว่ามันมีที่มาจากอะไร ผู้ใหญ่คนนี้ตอบได้แต่เพียงว่าหมอทหารคนนี้กำลังจะแต่งงาน เขาเข้าพักในโรงแรมนี้ ไม่พูดกับใคร จอดรถในตำแหน่งเดียวกันกับที่อ.นิ่มและเพื่อนเข้าไปจอด อ.นิ่มมาเช็คทีหลังก็พบว่าเรื่องราวที่ผู้ใหญ่คนนี้เล่าเคยเป็นข่าวใหญ่โตทีเดียว อ.นิ่มไม่รู้ว่าเขานับถือศาสนาอะไร หรือสิ่งที่จะทำต่อจากนี้จะส่งถึงเขาหรือไม่ แต่อ.นิ่มก็ทำบุญให้เขาเป็นการถวายเพลและพระประธานองค์หนึ่งให้เพื่อความสบายใจของตัวเอง แล้วขอร้องให้ดวงวิญญาณนี้ไม่ออกมาสร้างความไม่สบายใจให้ใครอีก ขอให้เขาไปอยู่ในที่ของเขา เพราะมันทั้งเดือดร้อนโรงแรมและเดือดร้อนคนที่เข้าพักใหม่ แม้บุญที่อ.นิ่มทำนี้จะไม่สามารถลบล้างกรรมที่ผีตนนี้เคยได้ก่อไว้ แต่ก็หวังว่าจะช่วยทำให้เขาสบายขึ้นบ้างระดับหนึ่ง จนกว่าดวงวิญญาณนี้จะชดใช้กรรมจนหมดอายุขัย อ.นิ่มเล่าย้อนให้กับเหล่าดีเจฟังว่าในคืนนั้นก็รู้สึกไม่สบายตัวชอบกล จนแอบคิดจะยกเลิกนัดงานที่ต้องไปทำด้วยซ้ำ เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ทุกครั้งเวลามีคนมาดูดวง อ.นิ่มจะแนะนำให้สวดมนต์ ‘บทมหาจักรพรรดิ’ เพื่อเร่งให้อุปสรรคปัญหาต่าง ๆ นานาเข้ามาหาคนท่องเร็วขึ้น เพื่อในที่สุดแล้วจะได้ผ่านพ้นไปได้โดยเร็วเช่นกัน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเหมย ‘บ้านโรงรถ’ I อังคารคลุมโปง X ตั้น The Shock [ 23 ก.ค. 2567]

27 ก.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณเหมย ‘บ้านโรงรถ’ I อังคารคลุมโปง X ตั้น The Shock [ 23 ก.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณเหมย‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (23 กรกฎาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’บ้านโรงรถ‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย!...เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นที่บ้านโรงรถ คุณเหมยเล่าว่า ย้อนไปเมื่อตอนยังเด็ก บ้านตั้งอยู่ในตัวตำบล ระหว่างตำบลกับอำเภอค่อนข้างที่จะไกลกัน อยู่มาวันหนึ่ง คุณเเม่ทะเลาะกับคุณตา คุณเหมยจึงย้ายไปอยู่ที่ตัวอำเภอกับคุณป้า ตอนที่ย้ายไปนั้น คุณเเม่ก็ยังไม่มีอาชีพเป็นหลักเป็นแหล่งเพื่อหาเงินซื้อบ้าน จึงไปปรึกษากับคุณป้าว่าควรทำอย่างไร คุณป้าก็ได้เเนะนำคุณเเม่ให้มาอยู่ที่โรงรถแบบชั่วคราวไปก่อน จนกระทั่งคุณเหมยเรียนอยู่ชั้น ป.1 มีวันหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงคนคุยกันหน้าบ้านค่อนข้างดังมาก ประมาณร้อยกว่าคน ซึ่งก่อนหน้าที่คุณเหมยจะเข้ามาอยู่ บริเวณนี้ค่อนข้างพลุกพล่าน คนทำงานค่อนข้างเยอะ เเต่ตอนนั้นก็ดึกมากแล้ว คุณเหมยจึงคิดว่าไม่น่ามีใครมายืนคุยกันตรงนี้ จึงลุกไปดูผ่านแสงไฟที่ลอดมาจากปลายถนน ก็เห็นเป็นผู้ชายกับผู้หญิงยืนคุยกัน ด้วยความสงสัยว่าทำไมถึงมายืนคุยตรงนี้ คุณเหมยจึงเดินออกไปดู เเต่เเล้วก็พบเจอกับความว่างเปล่า! ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้น ส่วนเสียงที่ได้ยินก็หายไป! คุณเหมยเดินกลับเข้าไปนอน พอกลับเข้ามานอนก็ได้ยินเสียงเหมือนเดิม! ตนจึงได้ไปเล่าให้คุณเเม่ฟังเเล้วก็โดนตอบกลับมาว่า “เพ้อเจ้อ คิดมาก” ซึ่งคุณเเม่กับคุณพ่อเป็นคนไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ ตนจึงได้เเต่สงสัยเเล้วก็ได้ยินเสียงนี้อยู่เรื่อยมาก จนคุณเหมยขึ้น ป.2 คืนนั้นตนนอนกึ่งหลับกึ่งตื่น นอนได้สักพักก็มองไปบนเพดานฝ้าที่อยู่ตรงโรงรถ ก็เห็นเป็นหน้าผู้หญิงแก่ มวยผม ลอยอยู่บนฝ้าเพดาน! เเล้วบอกว่า “ไปอยู่ด้วยกันมั้ย“ คุณเหมยตกใจจนขยับไม่ได้ ได้เเต่พูดในใจว่า ”ไม่ไป“ ตอนนั้นตนคิดว่าได้พูดออกไปแล้วเเต่ความจริงคือยังไม่ได้พูด! เขาก็เลยถามตนอีกครั้งว่า ”สรุปจะไปอยู่ด้วยกันมั้ย คิดได้หรือยัง“ คุณเหมยบอกว่าตนก็พยายามที่จะพูด เพราะพูดไม่ได้ จู่ ๆ เขาก็สวนกลับมาว่า ”มึง! จะไปอยู่กับกูมั้ย!“ ทำให้คุณเหมยตกใจเเล้วรีบวิ่งไปหาคุณแม่! เช้าวันถัดมา คุณเหมยได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้แม่ฟัง แม่ก็ตอบกลับอีกว่า ”เพ้อเจ้อ คิดมาก“ เป็นครั้งที่ 2 เมื่อคุณเหมยเริ่มขึ้น ป.3-4 คุณแม่ก็ได้ซื้อรถจักรยานยนต์ให้ เเต่ตนชอบเที่ยว จึงทำให้คุณเเม่อยากดัดนิสัยด้วยการเอารถไปซ่อน ตนคิดว่ารถหายจึงไปบอกกับหมอธรรม เเล้วเขาก็ได้ตอบกลับมาว่า “รถไม่ได้หายนะ เเม่เอ็งเอาไปซ่อน” คุณเหมยได้ยินเเบบนั้นก็ไม่เชื่อ เเล้วก็ไม่คิดว่าเเม่จะเป็นคนแบบนี้ ตนจึงตอบกลับไปว่า “ไม่เชื่อ” หมอธรรมได้ตอบกลับว่า “ที่บ้านเอ็งตรงนั้น มันเป็นป่าช้าเก่านะ เเต่ก่อนมันเคยเป็นที่เก็บกระดูกคน เป็นโกศที่อยู่ในตามวัด“ หลังจากคุณเหมยกลับมาบ้าน ผ่านไปประมาณ 2 สัปดาห์ คุณแม่ได้ยอมรับกับตนว่าเป็นคนไปแอบจริง!...เหตุการณ์ที่ 2 เกิดขึ้นที่บ้านหลังใหม่ที่อยู่ใกล้กับบ้านโรงรถ ช่วงมัธยมต้น คุณเหมยคิดว่าย้ายมาอยู่บ้านใหม่เเล้วคงจะไม่เจออะไรที่เคยเจอ เเต่ก็เหมือนเดิม ตนเห็น 2 คนนั้นที่เคยเจอเมื่อตอนเด็ก ๆ เขามายืนหน้าห้องเเล้วพูดว่า “มึงจะไปอยู่กับกูมั้ย! จะไปอยู่ด้วยรึเปล่า!” คุณเหมยกลัวมากจึงรีบไปบอกกับคุณเเม่ เเล้วคุณเเม่ก็บอกกับตนว่าจะพาไปทำบุญเพื่อความสบายใจ ในตอนเช้าคุณเเม่ก็พาคุณเหมยไปทำบุญ จู่ ๆ ก็มีหลวงตาองค์หนึ่งเข้ามาทักว่า ”ดูเเลไอเด็กคนนี้มันดี ๆ นะ ไอเด็กคนเนี้ย ที่ของบ้านที่เอ็งอยู่ เขาจะเอามันไปอยู่หลายครั้งเเล้ว เเต่มันดวงเเข็งเขาเอามันไปไม่ได้“ เเล้วหลวงตาท่านนั้นก็ได้บอกอีกว่า ”ให้หมั่นทำบุญตักบาตร กรวดน้ำ“ หลังจากนั้นคุณเหมยก็ตักบาตรทุกเช้าก่อนไปเรียน เเต่ก็ยังเจออยู่เหมือนเดิม.. ต่อมาก็อยู่บ้านหลังนี้ได้ 5-6 ปี คุณเเม่ก็ปล่อยบ้านนี้ให้คนเช่า ซึ่งคนที่มาเช่าต่อบังเอิญเป็นเเม่ของเพื่อนคุณเหมย อยู่ได้ประมาณ 3 เดือน เพื่อนก็ทักมาถามว่า “บ้านนี้มีอะไรหรือเปล่า?” จึงได้ตอบกลับไปว่า “บ้านนี้ก็มีนะ ตอนที่ตากับพ่อเลี้ยงเสียก็ได้จัดงานศพที่บ้าน มีอะไรหรือเปล่า?” เพื่อนของคุณเหมยตอบกลับมาว่า “เปล่า พอดีเเม่เล่าให้ฟังว่าช่วงที่อยู่ 2-3 เดือนแรก ได้ยินเสียงคนคุยกันเยอะมาก” ซึ่งสิ่งที่เขาเจอมันก็เหมือนกับเหตุการณ์ตอนที่คุณเหมยอยู่บ้านหลังนั้น!...เหตุการณ์ที่ 3 เกิดขึ้นที่บ้านหลังที่สาม หลังจากที่คุณเเม่ปล่อยบ้านหลังนั้นให้เช่า ก็พาคุณเหมยย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ เป็นบ้านหลังที่สาม เนื่องจากคุณแม่มีปัญหากับคุณป้า ตอนที่ตนนอนก็ได้ฝันถึงบ้านหลังนั้น ภาพในฝันเหมือนกับที่หมอธรรมเคยบอก! ต่อมาคุณเหมยได้เล่าว่าพ่อเลี้ยงตามมาที่บ้าน ย้อนกลับไปที่บ้านหลังเก่า พ่อเลี้ยงของตนได้เสียชีวิตที่นั่น คืนก่อนที่พ่อเลี้ยงจะเสียชีวิต มีพยาบาลโทรมาเเจ้งกับคุณเเม่ว่าพ่อเลี้ยงเสียชีวิตเเล้ว เเต่ก็ไม่กล้าบอกกับตน เเต่คุณเหมยกลับเห็นตรงกระจกเป็นพ่อเลี้ยงกำลังโบกมือให้อยู่! ตนตกใจจึงสะกิดแม่เเล้วถามว่า “เเม่ พ่อหายเเล้วหรอ? เเม่ไปรับพ่อมาตอนไหน” เเม่ก็ทำสีหน้ามึนงงเเล้วตอบกลับว่า “พูดอะไร พูดนี่คิดด้วย“ แล้วบอกอีกว่า ”รีบไปแต่งตัว เดี๋ยวจะไป รพ.พ่อเสียเเล้ว!“ ผ่านไปประมาณ 10 กว่าปี คุณเหมยเติบโตจนใกล้จะเเต่งงาน เเม่ก็บอกให้ขึ้นไปไหว้พ่อกับตายาย เมื่อคุณเหมยกำลังก้าวขึ้นบันไดขั้นสุดท้าย ก็เห็นพ่อเลี้ยง เเว๊บ! ผ่านหน้าไป ตนจึงหยุดนิ่งอยู่ในอาการช็อก ซึ่งคุณเเม่ที่อยู่ข้างหลังก็เห็นเช่นเดียวกันกับคุณเหมย ต่อมาคุณเหมยได้พารุ่นน้องมานอนที่บ้าน ผ่านไปได้สักพักรุ่นน้องก็บอกว่าขอไปนอนรีสอร์ต เพราะตอนคุณเหมยไปอาบน้ำ จู่ ๆ ป้ายรูปพ่อของตนร่วงตกลงมา! ไม่ได้คิดอะไรจึงเอากลับไปแขวนที่เดิม สักพักก็ตกลงอีกครั้งจนกระจกแตก! คุณเหมยคิดว่าพ่อเสียไปประมาณ 10 กว่าปีเเล้ว ก็ยังอยู่วนเวียนในบ้าน อาจจะเป็นเพราะเป็นห่วงลูกสาวของเขา..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณมิ้น หัตถา ‘คนผูกดวง’ l อังคารคลุมโปง X เบคกี้ - พิม [8 เม.ย 2568]

14 เม.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณมิ้น หัตถา ‘คนผูกดวง’ l อังคารคลุมโปง X เบคกี้ - พิม [8 เม.ย 2568]

ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (7 เมษายน 2568) ‘คุณมิ้น หัตถา’ นักเล่าเรื่องขวัญใจโซเชียล มาพร้อมกับเรื่อง ‘คนผูกดวง’ ประสบการณ์สัมผัสกับสิ่งลี้ลับของ ‘เมย์’ รุ่นน้องที่สนิทกัน ซึ่งเหตุการณ์แปลก ๆ เริ่มคืบคลานเข้ามาในชีวิตหลังจากเข้าร่วมพิธีกรรบางอย่าง ตามไปฟังเรื่องนี้แบบเต็ม ๆ พร้อมกันกับ ‘ดีเจมดดำ’, ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ความห่วงใยของแม่ คือความรักบริสุทธิ์ที่ไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน แต่เมื่อความรักนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความยึดมั่นในความเชื่อบางอย่าง การกระทำที่มองว่าเป็นการเสริมดวงเสริมบารมี อาจกลับกลายเป็นประตูที่เปิดพาชีวิตลูกสาวให้ก้าวเข้าสู่โลกของสิ่งลี้ลับโดยไม่รู้ตัว ‘เมย์’ หญิงสาววัยทำงานผู้ที่กำลังมีชีวิตเรียบง่าย เป็นมิตรกับทุกคน ไม่ได้เชื่อหรือสนใจเรื่องดวง โชคชะตา หรือพิธีกรรมใด ๆ แต่เธอกลับต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่เหนือคำอธิบาย หลังจากแม่ของเธอพาไปพบ ‘พ่อหมอ’ ชื่อดังจากประเทศเพื่อนบ้าน ผู้มีชื่อเสียงด้านการดูดวงและประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ แม่ของเมย์เชื่อมั่นในเรื่องดวงชะตาเป็นอย่างมาก ตำหนักไหนว่าดี สำนักไหนว่าแม่น ก็ไม่เคยพลาด จนวันหนึ่งได้พบพ่อหมอผู้ทำนายว่า เมย์เป็น ‘ดวงเชิดชูแม่’ มีชะตาแต่งงานกับเศรษฐี มีเกณฑ์ช่วยยกระดับชีวิตครอบครัวให้รุ่งเรืองได้ หากมีการทำพิธีเพื่อผูกดวงและรับขันครูเพื่อคุ้มครองชะตา แม้เมย์จะลังเลและไม่เชื่อ แต่สุดท้ายก็ยอมเข้าพิธีเพื่อความสบายใจของแม่ ภาพที่เธอจำได้ติดตาในวันนั้น คือพ่อหมอให้ชูขันเงินเหนือหัว สวดคาถาแปลกประหลาด และเอ่ยประโยคที่ทำให้เธอขนลุก “ต่อไปนี้ ข้าขอรับไว้กับตัว” จากวันนั้น ชีวิตของเมย์ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป.. แม้จะได้งานใหม่ เงินเดือนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งแม่ของเธอเชื่อว่านั่นคือผลจากการผูกดวง แต่สิ่งที่ตามมาคือข้อบังคับในการไหว้ครูทุกวันโกน ต้องมีเครื่องเซ่นทั้งเหล้า เนื้อสัตว์ ดอกไม้ และบทสวดที่ต้องท่องทุกครั้ง โดยมีข้อแม้สำคัญคือ เมย์ต้องร่วมพิธีด้วยทุกครั้ง ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม หลังจากที่ผ่านเวลาไป 3-4 เดือนหลังเข้าพิธีรับขันครู เหตุการณ์แปลกประหลาดมากมายก็เริ่มเกิดขึ้น มีคนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และคนใกล้ตัว เห็นเมย์ปรากฏตัวในสถานที่ต่าง ๆ ในเวลาเดียวกับที่เธอยืนยันว่าไม่ได้อยู่ตรงนั้น เช่น ขณะที่เธออยู่บ้าน กลับมีคนเห็นเธอในออฟฟิศ หรือแม้แต่ในซูเปอร์มาร์เก็ตหน้าปากซอย ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่คำเล่าลือ หากแต่เป็นภาพที่หลายคนยืนยันว่า แน่ใจว่าใช่เมย์แน่นอน สิ่งเหล่านี้ทำให้เมย์เริ่มไม่เป็นตัวของตัวเอง เครียด กังวล และเริ่มสงสัยว่า พิธีกรรมในวันนั้นอาจไม่ได้มีแค่ครูบาอาจารย์มาคุ้มครอง แต่มีบางสิ่งตามมาโดยไม่ตั้งใจด้วย เมย์ตัดสินใจปรึกษา ‘คุณมิ้น หัตถา’ และน้องสาว ซึ่งเป็นผู้มีเซ้นส์ไวต่อสิ่งลี้ลับ หลังเล่าทุกอย่างให้ฟัง คุณมิ้นได้ให้คำแนะนำว่า ของแบบนี้ต้องแก้ที่ต้นเหตุ สิ่งที่น่าขนลุกกว่านั้น คือระหว่างทางที่คุณมิ้นกับน้องสาวขับรถไปส่งเมย์กลับบ้าน ในกระจกมองหลังของรถ พวกเธอกลับเห็น ‘เงาผู้หญิงผมดำยาว’ ลักษณะคล้ายเมย์ทุกอย่าง ยองตัวนั่งอยู่บนไหล่ของเธอ พร้อมเสียงกรีดร้องปริศนา ที่ตะโกนดังชัดเข้ามาในรถว่า “มึงอย่ามายุ่งเรื่องของกู!!” นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครสามารถติดต่อเมย์ได้อีกเลย เวลาล่วงเลยไปเกือบ 4 ปี ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ จากโซเชียล ไม่มีแม้แต่ข้อความจาก LINE ที่เคยใช้พูดคุยกัน เบอร์โทรศัพท์ก็กลายเป็นเบอร์ที่ไม่สามารถติดต่อได้ เพื่อนสนิทคนหนึ่งของเมย์บอกว่า ครั้งสุดท้ายที่เจอเมย์คือเมื่อปีที่แล้ว และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ใครสักคนได้เห็นเธอ ไม่มีใครล่วงรู้ได้เลยว่า ชะตากรรมของเมย์ในตอนนี้เป็นอย่างไร เธอยังมีชีวิตอยู่ดีหรือไม่ หรือพิธีกรรมที่เคยทำไว้ ได้พาชีวิตของเธอหลุดเข้าไปในโลกอีกใบที่ยากจะหาทางกลับออกมา เรื่องทั้งหมดนี้ เกิดจากความรักของแม่ ที่อยากให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ใครจะรู้ว่าหนทางนั้น กลับนำพาให้ลูกต้องหายไปจากชีวิตทุกคนโดยไม่มีคำลา..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-