ไม่มีผีสักตัว แต่โคตรหลอน! เพื่อนที่ห่างหายไปนานติดต่อมาอยากให้ไปหา พอไปเจอก็ต้องตกใจ เพราะเพื่อนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน! สุดท้ายก็ได้รู้ความจริงเมื่อเพื่อนสารภาพความลับก่อนตาย!

อังคารคลุมโปง RECAP

ไม่มีผีสักตัว แต่โคตรหลอน! เพื่อนที่ห่างหายไปนานติดต่อมาอยากให้ไปหา พอไปเจอก็ต้องตกใจ เพราะเพื่อนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน! สุดท้ายก็ได้รู้ความจริงเมื่อเพื่อนสารภาพความลับก่อนตาย!

03 ก.พ. 2024

          เพื่อนสมัยวัยรุ่นที่ห่างหายกันไปนาน อยู่ ๆ ติดต่อมาอยากให้ไปหาและมีเรื่องสำคัญอยากบอกก่อนที่จะสายไป เมื่อเจอเพื่อนก็ถึงกับตกใจเพราะโดนกินไปครึ่งตัว! ระหว่างที่อยู่ด้วยกันมีแต่ความหวาดระแวง และสุดท้ายความจริงก็ปรากฏเมื่อได้ฟังคำสารภาพของเพื่อนทำเอาพูดไม่ออก! เรื่องนี้ ‘พี่เเจ็ค The Ghost Radio’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (30 มกราคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘11.11’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย!

          เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณฟ้าลั่น’ ที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวนี้ให้พี่แจ็คได้ฟัง ซึ่งก่อนหน้านี้คุณฟ้าลั่นเคยโทรมาเล่า ‘เรื่องผีพรายตายโหง’ ใน The Ghost Radio มาก่อน และเรื่องที่กำลังจะเล่านี้มีความเกี่ยวโยงกัน โดยคุณฟ้าลั่นเล่าว่า คุณฟ้าลั่นใช้ชีวิตตามปกติ ในครอบครัว มีภรรยา, ลูก, คุณแม่ของภรรยา, และคุณแม่ของตน คุณฟ้าลั่นเป็นคนที่มีอาจารย์ดี เป็นคนที่อยู่ในศีลธรรม และมีรอยสักติดตัวบ้าง

          คุณฟ้าลั่นจะมีเพื่อนกลุ่มหนึ่งสมัยเป็นวัยรุ่น แต่เมื่อโตมามีครอบครัวก็ไม่ได้เจอกันอีก จนกระทั่งได้รับการติดต่อจากเพื่อนคนหนึ่ง เพื่อนคนนี้ชื่อว่า ‘คุณบี’ (นามสมมุติ) ซึ่งไม่ได้ติดต่อกันมานาน ตั้งแต่งานศพของคุณเคที่อยู่ในเรื่อง ผีพรายตายโหงครั้งที่แล้ว อยู่ ๆ คุณบีก็โทรมาว่า “เฮ้ยเพื่อน จำเราได้ป่ะ เราบีเอง” คุณฟ้าลั่นก็ตอบไปว่า “อ๋อ จำได้” แต่ก็คิดในใจว่าโทรมาทำไม คุณบีก็บอกว่า “พอดีเราคิดถึงและเราอยากเจอ ถ้านายว่าง นายช่วยมาหาเราหน่อยได้ไหม?” คุณฟ้าลั่นก็ไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องไป จึงพยายามพูดบ่ายเบี่ยง ปลายสายก็บอกว่า “ถ้าครั้งนี้มันเป็นการเจอกันครั้งสุดท้ายจะมามั้ย เราอยากให้นายมา และเรามีเรื่องบางอย่างอยากจะบอกนาย และที่สำคัญคือเราอยากจะขอโทษนาย” เมื่อได้ยินแบบนั้นคุณฟ้าลั่นก็คิดในใจว่าจะขอโทษเรื่องอะไร ในเมื่อไม่เคยมีเรื่องทะเลาะกัน ก็คุยกันต่อจนทางปลายสายโน้มน้าวให้คุณฟ้าลั่นไปหาเขาให้ได้ แต่เขาบอกว่า “อยากให้คุณฟ้าลั่นไปวันที่ 11 พฤศจิกายน” (ในปี 2566) คุณฟ้าลั่นจึงตอบกลับไปว่า “งั้นเดี๋ยวลองไปปรึกษาภรรยากับลูกก่อนละกัน เพราะเวลาจะไปไหนจะพาพวกเขาไปด้วย” ทางนั้นก็ตอบกลับมาว่า “มาคนเดียวได้มั้ย? อยากให้มาคนเดียวอะ” หลังจากนั้นเขาก็ตัดพ้อว่า “กำลังชดใช้กรรมอยู่ กำลังแย่” คุณฟ้าลั่นก็ถามว่า “เป็นอะไร ทำไมถึงพูดอะไรอย่างนั้น” ทางนั้นก็บอกว่า “ต้องมา เพราะนี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกัน อยากจะขอโทษและก็คิดว่าตัวเองไม่น่าจะอยู่พ้นปีนี้” เมื่อได้ยินคำนี้คุณฟ้าลั่นก็คิดว่าเพื่อนคงแย่จริง ๆ จึงตอบกลับไปว่า “งั้นเดี๋ยวขอปรึกษาทางครอบครัวก่อน” แล้ววางสายไปปรึกษาภรรยา ภรรยาก็ไม่ติดอะไร และคุณฟ้าลั่นก็ไปถามคุณแม่ของตน ปรากฏว่าคุณแม่พูดมาว่า “ไปสิลูก เผื่อจะได้บุญกลับมา” หลังจากนั้น คุณฟ้าลั่นก็ไม่คิดอะไร ปล่อยให้เวลาผ่านไปรอเพื่อนติดต่อกลับมา บางครั้งโทรไปเพื่อนก็ไม่รับสาย แชทก็ตอบบ้างไม่ตอบบ้าง

          จนกระทั่งมีแชทจากคุณบีบอกว่า “ตกลงจะมามั้ย? ” คุณฟ้าลั่นจึงตอบว่า “เออ ๆ มา ๆ” หลังจากนั้นก็ขาดการติดต่อไป จนเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ คุณบีก็ทักมาถามอีกว่า “ตกลงจะมาใช่ไหม?” คุณฟ้าลั่นนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้นัดเวลาและสถานที่ จึงโทรกลับไปถามและเพื่อเช็คว่าใช่เพื่อนของตัวเองหรือเปล่า เมื่อได้คุยกันก็ใช่เพื่อนของตนจริง ๆ แต่เสียงของคุณบีนั้นเสียงเหมือนคนหอบ เหมือนคนหายใจไม่ออก คุณฟ้าลั่นก็ถามว่า “ทำไมเวลาคุยต้องกระซิบวะ” คุณบีก็ตอบว่า “ตอนนี้อาการไม่ค่อยดี” และพูดย้ำคำเดิมว่า “อาจจะอยู่ได้ไม่นาน” คุณฟ้าลั่นจึงตอบตกลงไป ทางคุณบีก็วางสายทันที คุณฟ้าลั่นก็งง เพราะจะให้ไปเจอแต่กลับไม่บอกอะไรเลย จึงพยายามติดต่อกลับไป แต่คุณบีไม่รับสาย คุณฟ้าลั่นก็รอและคิดว่าถ้าถึงวันที่ 8-9 ยังไม่ติดต่อกลับมาก็จะไม่ไป

         จนถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน คุณบีโทรมาบอกว่า “เอาโลเคชันไป เดี๋ยวให้มาที่นี่นะ อยู่ที่จังหวัดนี้ แต่ถ้าจะมาขอให้มาถึงซักช่วงเย็น ๆ หน่อย ออกเช้า ๆ หน่อยไม่อยากให้มาถึงมืด มาถึงก่อน 2 ทุ่มได้ไหม” หลังจากที่คุยเสร็จก็ได้โลเคชัน เวลาผ่านไปจนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน เพื่อนก็โทรมาย้ำอีกครั้ง “พรุ่งนี้มาใช่ไหม แต่ออกมาเช้าหน่อยนะ” คุณฟ้าลั่นก็รับปาก  

         จนกระทั่งเช้าวันที่ 11 พฤศจิกายน 2566 คุณฟ้าลั่นก็ได้ออกเดินทางไปคนเดียว ขับรถจากจังหวัดที่อาศัยอยู่มุ่งหน้าไปยังจังหวัดที่นัดหมาย และไปถึงที่หมายประมาณ 5-6 โมงเย็น คุณฟ้าลั่นบอกว่าเหมือนทางคุณบีจะรู้ว่าตนมาถึงแล้ว จึงโทรมาบอกว่า “เดี๋ยวพอจะเข้าบ้านอะ ทางเข้าบ้านมันเปลี่ยวหน่อยนะ มันเป็นทุ่งนา แต่ไม่เป็นไรขับเข้ามาไม่มีหลง มึงเชื่อกู ขับเข้าไปจะเจอบ้านกูอยู่กลางทุ่งนา เดี๋ยวแม่กูเปิดประตูให้” คุณฟ้าลั่นจึงขับรถไปตามโลเคชัน ปรากฏว่าเจอทางเปลี่ยว พอเข้าไปก็เจอบ้านหลังหนึ่งอยู่กลางทุ่งนาอย่างที่บอกจริง เมื่อขับเข้าไปก็เห็นคุณแม่ยืนรออยู่หน้าประตู ขณะนั้นคุณฟ้าลั่นก็คิดว่ามันต้องเป็นเหมือนเรื่องเล่า ต้องเจอเพื่อนตัวเองตาย เจอรูปชาตะมรณะแน่นอนเหมือนเรื่องเล่าทั่วไป แต่กลับกลายเป็นว่า ลงรถเสร็จเจอคุณแม่ทักทาย คุณฟ้าลั่นก็ถามว่า “แล้วบีล่ะ” คุณแม่ตอบว่า “บีอยู่ในบ้านลูก เปิดประตูเดินเข้าไปเลย แต่เดินเข้าไปถ้าเห็นบีอย่าตกใจนะลูก” คุณฟ้าลั่นลงจากรถ เปิดประตูเข้าไปในบ้าน ตอนแรกที่เข้าไป คุณฟ้าลั่นตกใจ เพราะจากคนที่เคยหล่อ เท่ หุ่นดี กลับนั่งอยู่บนวีลแชร์ ตัวผอมแห้งติดกระดูก และใช้วิธีการประคองตัวเองโดยการเอาแขนสองข้างเท้าวีลแชร์ แล้วก็ดีใจที่เห็นเพื่อนมาหา ซึ่งโต๊ะมีอาหารและเครื่องดื่มรออยู่ คุณฟ้าลั่นเห็นแบบนั้นจึงเข้าไปนั่งคุย และสิ่งแรกที่คุณฟ้าลั่นทำคือชงเครื่องดื่มก่อน เมื่อเห็นเพื่อนมีสภาพแบบนั้นก็นั่งคุยกันถามถึงความเป็นมา คุณฟ้าลั่นก็ถามว่า “เฮ้ย บีเป็นอะไร” คุณพ่อของคุณบีก็บอกว่า “ไปรักษามาหลายโรงพยาบาลละ รักษาไม่ได้ รักษาไม่หาย พอไปหลายโรงพยาบาลหมอบอกว่าหาอาการไม่เจอ อยู่ ๆ ร่างกายมันก็เป็นอย่างนี้ หมดแรง ผอมแห้ง ตัวดำ ไม่มีแรง แล้วก็หนังติดกระดูก พอรักษาทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ก็ไปรักษาทางหมอผี ปรากฏว่าเช็คไปเช็คมา คุณบีโดนกินไปครึ่งตัว”

         เมื่อครอบครัวคุณบีพูดแบบนั้น คุณฟ้าลั่นก็งงว่าตกลงมันคืออะไร คุณบีก็ถามว่า “เฮ้ย กูได้ฟังเรื่องที่ไปเล่าในเดอะโกสต์นะเรื่องผีพรายตายโหงอะ ที่ไปโดนของกันมาหลังจากไปงานศพ ตั้งแต่จังหวัดนี้จนไปถึงจังหวัดนี้ ถามหน่อยดิ ทำไมไม่เล่าให้กูเป็นตัวนำวะ” คุณฟ้าลั่นก็บอก “เฮ้ย มันไปเกี่ยวอะไร เราก็แค่ไปงานศพกับเพื่อนที่เสียไป แล้วมึงจะเป็นตัวนำได้ยังไง” เขาก็นั่งคุยกันไป คุณบีก็บอกว่า “เล่าดีนะ แต่มีเรื่องอื่นป่ะ อยากฟังเรื่องอื่นก่อน พอฟังเรื่องอื่นเสร็จปุ๊บอะ เดี๋ยวกูมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง” ด้วยความที่งงคุณฟ้าลั่นจึงบอกว่า “มีเรื่องหนึ่งที่เตรียมจะมาเล่า แต่ยังไม่ได้เรียบเรียง” จากนั้นคุณฟ้าลั่นก็นั่งเล่าให้คุณบีฟัง เมื่อฟังจบคุณบีบอกว่า “เออ เรื่องมันก็น่ากลัวดีหนิ เล่าอย่างงี้เลยไม่ต้องไปเรียบเรียงอะไรใหม่” คุณฟ้าลั่นก็ถามว่า “แล้วเรื่องมึงอะ?” คุณบีก็บอกว่า “สิ่งที่กูจะพูดกับมึงต่อไปนี้ มึงอย่าโกรธกูนะ กูอยากจะขอโทษ กูอยากจะเล่าเรื่องของกูให้มึงฟัง” คุณบีก็ได้เล่าย้อนกลับไปว่า “บ้านกูทั้งบ้านเป็นบ้านคนเล่นของ ตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวดส่งต่อกันมาเรื่อย ๆ มีพ่อกูคนเดียวที่ไม่เอา มันก็เลยตกมาถึงกู กูเอาหมดเพราะชอบ เลยไปเรียนกับตา ไปเรียนกับปู่ เลยได้วิชาทุกอย่างจากตาจากปู่ส่งมาที่ตัวกูทั้งหมด หลังจากนั้นก็หยิ่งผยองในตัวเอง กูอยากได้อะไรกูต้องได้ ไม่ได้ด้วยเล่ห์กูต้องเอาด้วยมนต์ จนกระทั่งกูมาเจอแก๊งพวกมึงในยุควัยเรียน รู้สึกว่าแก๊งพวกมึงสนุกดี เป็นกลุ่มเดียวที่จะพากูออกไปจากที่ตรงนั้นได้ คิดว่าไม่อยากไปยุ่งกับมันละ มึงจำได้ไหมตอนที่เราไปนั่งดื่มกันอะ ทุกคนจีบสาวได้หมดเลยยกเว้นกู ไปนั่งอยู่ร้านหนึ่งพอทุกคนได้สาวก็ทิ้งกูไปหมด จนกูรู้สึกว่ากูมานั่งทำอะไรตรงนี้วะ วันนั้นกูเลยคิดว่ากลุ่มนี้มันไม่ใช่ที่ของกูละ กูจะกลับไปอยู่ในที่ของกูดีกว่า” คุณบีก็กลับไปสู่วังวนเดิมในการเล่นของ แล้วคุณบีก็ถามว่า “มึงจำไอ้พีได้ไหม ไอ้พีบ้า” (พีคือเพื่อนที่อยู่กลุ่มเดียวกัน ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) คุณฟ้าลั่นจึงตอบว่า “เออจำได้มันเป็นบ้า” คุณบีจึงบอกว่า “ใช่มันเป็นบ้า กูทำของใส่มัน” คุณฟ้าลั่นก็ตอบว่า “เฮ้ย ขนาดนี้เลยหรอ?” คุณบีตอบ “เออมึงไม่ต้องกลัวกูนะ ฟังกูต่อ มึงจำไอ้เคได้ป่ะ ที่อยู่ในเรื่องผีพรายตายโหงที่ไปงานศพมา ก่อนหน้านั้นตอนเรียนมึงจำได้ไหมที่อยู่ ๆ เคมันขึ้นไปบนดาดฟ้าแล้วจะกระโดดตึกลงมา แล้วทุกคนไปช่วยกันห้ามไว้ แล้วก็มีคนบอกว่าเคเหมือนมันจะติดยา แต่ไปตรวจก็ไม่เจอ กูทำของใส่มันเอง เรื่องเดียวคือเรื่องผู้หญิง แล้วมึงจำได้ไหม วันที่มึงไปงานศพแล้วมึงรู้สึกเหมือนมึงโดนของ ใช่กูทำของใส่มึงเอง เพราะตอนนั้นกูมีแฟน แล้วแฟนกูเวลาอยู่กับกูเขาชอบพูดถึงมึง กูก็เลยคิดไปเองว่ามึงเป็นกิ๊กกับแฟนกู กูก็เลยถือโอกาสวันที่ไปดื่มกันกูเอาน้ำมันหยดใส่แก้วมึง และให้มึงกินเข้าไป แล้วมึงก็เห็นเด็กกูก็คือผีพรายตายโหง หลังจากนั้น 1 เดือนแฟนก็เลิกกับกูไป แล้วมันไปอยู่กับคนอื่น กูก็เลยรู้ว่ามึงไม่ใช่กิ๊กของแฟนกู หลังจากรู้ว่ามึงไม่ใช่อย่างที่คิดก็หยุดทำ กูเอามึงไม่ลงเพราะมึงมีอาจารย์ดี” และคุณบีก็เล่าต่อว่าหลังจากที่แฟนทิ้งไป ตัวเขาหมดทุกสิ่งทุกอย่าง อะไรที่เคยเลี้ยงก็ไม่เลี้ยง อะไรที่เคยให้กินสิ่งที่เขาเลี้ยงเอาไว้ก็ไม่ให้ สิ่งเหล่านั้นก็เลยย้อนกลับมาหาตัวเขา จนเขาค่อย ๆ ป่วย ค่อย ๆ ผอม และก็เป็นอย่างที่เห็น นั่นคือบทสนทนาที่อยู่ตรงโต๊ะอาหาร

          หลังจากที่คุณฟ้าลั่นฟังจบก็บอกว่า “งั้นเดี๋ยวกูขอไปนอนในเมืองดีกว่าว่ะ กูไม่สะดวกนอนที่นี่” คุณบีบอกว่า “ไม่ต้องกลัวกูหรอก มึงดูสภาพกูดิเพื่อน กูไม่ทำอะไรมึงหรอก คืนนี้มึงนอนกับกูนะ เพราะว่ากูยังมีอะไรบางอย่างให้มึงดูที่อยู่ในห้องนอนกู” เมื่อพูดเสร็จคุณบีก็บอกอีกว่า “แม่พาฟ้าลั่นไปเตรียมตัวอาบน้ำ ส่วนพ่อพาผมเข้าห้องครับ” เหมือนเป็นการบังคับไปในตัว ณ ตอนนั้นคุณฟ้าลั่นก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ด้วยความไว้ใจจึงอยู่ต่อ คุณฟ้าลั่นก็พยายามดื่มให้เมาแต่ทำอย่างไรก็ไม่เมา ก่อนที่จะเข้าไปอาบน้ำ ตอนนั้นคุณบีเข้าไปในห้องกับคุณพ่อ อยู่ ๆ คุณแม่ของคุณบีเดินมาข้างหลังพูดกรอกหูว่า “คืนนี้นอนเป็นเพื่อนมันนะ บีมันไม่ค่อยมีใครมาหาหรอก” หลังจากนั้นคุณฟ้าลั่นก็เข้าไปอาบน้ำและไม่กล้าสระผม ไม่กล้าล้างหน้า หรือแม้แต่จะหลับตาก็ไม่กล้าเพราะกลัว เมื่ออาบน้ำเสร็จก็ได้มาเจอกับคุณแม่และบอกกับคุณฟ้าลั่นว่าห้องของคุณบีอยู่ทางนั้น คุณฟ้าลั่นรู้สึกหวั่น ๆ เพราะดื่มไปเท่าไหร่ก็ไม่เมาจึงพยายามทำใจดีสู้เสือ เดินไปหน้าประตูและเปิดเข้าไป คุณฟ้าลั่นใจตกไปอยู่ตาตุ่ม! เพราะในห้องของคุณบีนั้นมีแต่รูปคนตายแขวนอยู่เต็มไปหมด ชาตะมรณะประมาณ 10 กว่ารูป คุณบีก็บอกว่า “เนี่ยคือรูปของคนที่กูไม่มีโอกาสได้ขอโทษเขา” และสิ่งที่คุณฟ้าลั่นเห็นจนตกใจมากกว่านั่นก็คือ ตรงที่คุณฟ้าลั่นต้องนอนมีรูปของตนตั้งอยู่ แต่ไม่ใช่รูปชาตะมรณะ คุณฟ้าลั่นจึงถามว่า “มึงจะเอากูให้ถึงตายเลยหรอเนี่ย” คุณบีบอกว่า “ใช่ กูเคยจะเอามึงถึงตาย แต่อาจารย์มึงดี กูเลยไม่ได้ทำ” เมื่อเห็นแบบนั้นคุณฟ้าลั่นก็ใจฟ่อจะกลับตัวก็ไม่ได้จึงตัดสินใจนอนที่นั่น คุณบีก็เล่าให้ฟังเพิ่มอีกว่า “คนที่เอามาแขวนคือคนที่เคยทำของใส่ แล้วแต่ละคนก็มีอันเป็นไป เนี่ย กูกำลังรับกรรมในสิ่งที่กูทำเอาไว้” นั่งคุยไปได้สักพักก็พากันนอน โดยที่คุณฟ้าลั่นนอนหันหลังให้กับคุณบี และไม่กล้าจะหันไปมอง ด้วยความระแวงจึงหันไปเหลือบดู ก็เห็นคุณบีนอนตะแคงข้างแล้วมองมาพร้อมกับยิ้มให้คุณฟ้าลั่น คุณฟ้าลั่นตกใจ หันตัวพลิกกลับมาแล้วก็นอนไปได้สักพักก็คิดว่าคุณบีคงไม่มองตนแล้ว จึงหันไปดูใหม่อีกครั้ง ปรากฏว่าคุณบีก็ยังนอนอยู่ท่าเดิม และคุณฟ้าลั่นก็เผลอหลับไป คืนนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

          จนกระทั่งเช้า คุณฟ้าลั่นก็เจอคุณแม่ออกมาจากห้อง คุณแม่ก็ถามว่า “กินข้าวเช้าก่อนนะลูก นอนที่นี่อีกสักคืนไหม?” คุณฟ้าลั่นจึงตอบว่า “ที่ทำงานโทรมาเรียกตัว ผมคงต้องกลับ” หลังจากนั้นก็กินข้าวเช้าเสร็จเตรียมตัวกลับ โดยที่มีคุณพ่อเข็นวีลแชร์คุณบี และคุณแม่ออกมาส่งลาคุณฟ้าลั่น คุณบีก็พูดขึ้นว่า “ขอบใจมากเพื่อนที่รับคำขอโทษ ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้ถึงขนาดไหน แต่ขอบคุณมากที่มึงมา” จากนั้นคุณฟ้าลั่นก็ขับรถกลับ จนเวลาผ่านไปวันที่ 25 ธันวาคม ทางบ้านของคุณบีก็ส่งข่าวมาบอกว่า คุณบีเสียชีวิตแล้ว และสุดท้ายคุณบีก็อยู่ไม่พ้นปีนั้นจริง ๆ

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณกิ๊บ น้ำมันผี 'ยายข้างถนน' l อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี [ 17 ก.พ.2569 ]

25 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากคุณกิ๊บ น้ำมันผี 'ยายข้างถนน' l อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี [ 17 ก.พ.2569 ]

เมื่อรับคุณยายคนหนึ่งขึ้นรถมาด้วยในเส้นทางที่มืดเปลี่ยว กลับพบกับความน่ากลัวตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้คุยกัน “เห็นยายด้วยหรอ” เสียงพูดจากยายแก่ข้างถนน ที่ยังคงติดอยู่ในใจกับการหายตัวไปในศาลาร้าง แต่สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในรถ กลับกลายเป็นคำตอบของความน่ากลัวที่พบได้เจอ… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี’ (17 กุมภาพันธ์ 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ยายข้างถนน’ เรื่องราวนี้ ‘คุณกิ๊บ น้ำมันผี’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณศักดิ์’ ซึ่งตัวของพี่ศักดิ์เอง เขาเป็นคนขับรถส่งผักจากจังหวัดหนึ่ง ไปสู่จังหวัดหนึ่งซึ่งมีระยะทางไกลร่วม 300 กิโลเมตร พี่ศักดิ์จึงชักชวนแฟนของเขาให้ร่วมเดินทางไปด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง ในครั้งนี้ช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเย็น ทั้งสองได้หยุดแวะพักระหว่างทาง เพื่อรับประทานข้าวเย็นกันที่ร้านอาหารริมทางแห่งหนึ่งพี่ศักดิ์ได้เล่าว่า ขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งรับประทานข้าวกัน จู่ ๆ ก็มีหญิงชราคนหนึ่ง เดินมาหาพี่ศักดิ์ และแฟนหญิงชราคนนั้นเดินมาด้วยท่าทางหลังค่อม มือที่เหี่ยวย่นได้ถือตุ๊กตา และพวงมาลัยเก่า ๆ จำนวนหนึ่ง พร้อมกับยื่นมาให้เขาทั้งสอง และพูดว่า “ช่วยยายซื้อหน่อย” ด้วยความสงสาร แฟนของพี่ศักดิ์จึงมอบเงินไปให้หญิงชราคนนั้น จำนวน 200 บาท แลกกับตุ๊กตาเก่า มีลักษณะแขนขายาวตัวหนึ่ง หลังจากนั้นทั้งสองได้ออกเดินทางต่อ เมื่อขับขี่รถไปเรื่อย ๆ จากถนนใหญ่มีไฟรายล้อมรอบก็ค่อย ๆ กลายเป็นถนนคับแคบ ไฟก็ค่อย ๆ มืดลงไปจนถึงถนนเลนส์เดียวที่เต็มไปด้วยป่าทั้งสองข้างทาง และไม่มีไฟแม้แต่ดวงเดียว บรรยากาศยิ่งน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ ในตอนนั้นแฟนของพี่ศักดิ์ได้พักงีบหลับ ส่วนตัวของพี่ศักดิ์เองก็ขับรถต่อไป จนไปเจอกับคุณยายคนหนึ่งเดินอยู่ข้างหน้าริมทางถนนเพียงลำพัง…ด้วยความที่พี่ศักดิ์ มีความเชื่อกับตัวเองไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เขาจะไม่จอดรถในที่เปลี่ยวแบบนี้เด็ดขาด เมื่อขับผ่านไปสักพัก จู่ ๆ เขาก็เห็นยายคนนั้นอีกครั้ง และคิดกับตัวเองว่า “คนแก่ที่ไหนจะมาเดินข้างถนนในตอนนี้” ด้วยความกลัว พี่ศักดิ์ จึงรีบขับรถให้ผ่านยายไปให้เร็วที่สุด แต่กลับต้องจอดกะทันหัน เมื่อได้ยินเสียงร้องตะโกนบอกให้หยุดจากแฟน… แฟนของพี่ศักดิ์ยืนยันที่จะรับยายขึ้นรถ เพื่อที่จะไปส่งคุณยายที่บ้าน พี่ศักดิ์ก็ได้เตือนว่ามันดูผิดปกติ แต่แฟนของพี่เขาก็คงยังยืนยันว่าจะรับยายกลับไปด้วยให้ได้ ขณะที่แฟนของพี่ศักดิ์กำลังจะหันไปเปิดประตูรถเพื่อที่จะลงไปหายายจู่ ๆ หน้าของยายก็มาจ่ออยู่ที่กระจกข้างรถแบบไม่ทันตั้งตัว จนทำให้พี่ศักดิ์ และแฟนของเขาตกใจแฟนของพี่ศักดิ์ลดกระจกลง และถามยายว่า “ยายมาจากไหน ทำไมมาเดินที่มืด ๆ แบบนี้”ยายแสยะยิ้มออกมา ทำให้เห็นว่าปากของยายนั้นไม่มีฟันหลงเหลืออยู่เลยสักซี่ก่อนยายจะถามกลับมาว่า “เห็นยายด้วยหรอ” แฟนของพี่ศักดิ์ก็ยังคงไม่คิดอะไร และชวนยายขึ้นรถมาพร้อมกัน เมื่อออกเดินทางต่ออีกครั้งพี่ศักดิ์ ได้แต่คิดกับตัวเองอยู่ในใจว่า สิ่งที่เห็นก่อนหน้านั้นคืออะไรกันแน่ จังหวะนั้นยายที่นั่งอยู่ข้างหลังก็ได้ชะโงกหน้ามามองพี่ศักดิ์ พร้อมกับพูดว่า “ไม่ต้องสงสัยหรอก” ขณะที่ขับรถไประหว่างทางมีหมาตัวหนึ่งวิ่งตัดหน้ารถ จนทำให้พี่ศักดิ์ขับรถชนโดยที่ไม่ทันได้เบรคเมื่อพี่ศักดิ์ และแฟนของเขาลงไปดูหมาตัวนั้น กลับเห็นภาพสยองเมื่อพบว่า หัวของหมาตัวนั้น มันได้ขาดหายไป หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ จนคุณยายได้ลงมาจากรถ และก้มลงไปดึงหัวของหมาออกมาจากข้างหน้ารถ แล้วโยนมันทิ้งไปพรอมกับพูดว่า “ไปเถอะมันถึงเวลาตายของมันแล้ว”เมื่อทุกคนกลับขึ้นรถพี่ศักดิ์ ได้แต่ขับรถต่อไปด้วยความเกร็ง และเกรงกลัวยายคนนั้นเมื่อถึงทางโค้งบ้านของยาย ก็พบว่าที่ตรงนั้นมันเป็นที่เปลี่ยว ไม่มีบ้านของคนอยู่เลยสักหลังมีเพียงแต่ศาลารอรถที่เก่าผุพัง แต่ยายก็ยังคงยืนยันว่าบ้านของแกนั้นอยู่ตรงนี้ เมื่อยายลงจากรถไปก็ได้หันหลัง และเดินเข้าไปในศาลาเก่าหลังนั้น จู่ ๆ ยายก็ได้หายวับไปกับตา ทำให้ทั้งสองคนตกใจกับภาพตรงหน้า และรีบขับรถหนีออกไปจากที่ตรงนั้นในทันที หลังจากนั้น พี่ศักดิ์ได้เล่าว่า ตนเองได้แวะไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่ง หลวงพ่อก็ได้ทักว่ามีบางสิ่งบางอย่างอยู่ในรถ เมื่อเปิดรถเข้าไปดูหลวงพ่อได้หยิบตุ๊กตาที่ซื้อมาจากหญิงชราริมทาง และนำมีดมากรีดมันจนได้พบว่า “มีกระดูกนิ้วมือของมนุษย์อยู่ในตุ๊กตาตัวนั้นเต็มไปหมด จึงเป็นสาเหตุให้ทั้งสองคนได้พบเจอกับสัมเวสี นั่นก็คือ ยายข้างถนน” พี่ศักดิ์ และแฟนของเขาจึงขับรถไปที่ถนนเส้นเดิมเพื่อตามหาหญิงชราที่ขายตุ๊กตาให้ เมื่อเจอหญิงชราคนนั้น แฟนของพี่ศักดิ์ก็ได้เข้าไปถาม “ยายเอาอะไรมาขายให้หนู” แต่กลับไม่ได้รับคำตอบ รวมถึงหญิงชราคนนั้นยังวิ่งหนีไปในทันที ทำให้ทั้งสองวิ่งตามไปจนไปเจอหญิชราคนนั้นอยู่ใต้ต้นไม้ ที่มีศาลขนาดใหญ่ตั้งอยู่ และได้เห็นว่าตุ๊กตาที่หญิงชรานำมาขาย คือ ตุ๊กตาถวายศาล(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เห็นศาลาริมน้ำวิวสวยบรรยากาศดี มองดูดี ๆ ก็เจอคนนั่งห้อยขา ไม่ใส่เสื้อผ้า มีผ้าดิบคลุมผูกหัวผูกเท้า!

23 มี.ค. 2024

เห็นศาลาริมน้ำวิวสวยบรรยากาศดี มองดูดี ๆ ก็เจอคนนั่งห้อยขา ไม่ใส่เสื้อผ้า มีผ้าดิบคลุมผูกหัวผูกเท้า!

ประสบการณ์เจอเรื่องหลอนระหว่างทางกลับบ้าน! เรื่องนี้ ‘คุณนุ้ย’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (19 มีนาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ศาลาริมน้ำ’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย! เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ตรงที่เจอกับตัวเองของ ‘คุณนุ้ย’ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว คุณนุ้ยเล่าว่า วันนั้นเป็นช่วงที่แหล่งท่องเที่ยวจัดงานกลางคืน คุณนุ้ยไปเที่ยวบ้านเพื่อนกลับมาประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง เกือบ 3 ทุ่ม ระหว่างทางที่กลับก็นั่งรถคุยกันรับลมชมวิว คืนนั้นอากาศดีมาก กระทั่งขับรถมาถึงสะพานที่อยู่ใกล้กับศาลาริมน้ำจุดที่เป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ คุณนุ้ยขี่รถมอเตอร์ไซค์มากับแฟน ซึ่งคุณนุ้ยเป็นคนซ้อน แล้วมองไปที่สะพานนั้น เห็นเงาตะคุ่ม ๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่าเป็นคนนั่งอยู่ จากนั้นคุณนุ้ยก็เอามือชี้ไปตรงนั้น แล้วพูดว่า “เฮ้ย น่าไปเที่ยวเนอะ ตรงนั้นไฟแสงสีดีจังเลย มีเพลงด้วยน่าเข้าไป” เมื่อคุณนุ้ยลดมือลง คุณนุ้ยก็ตกใจ เพราะเห็นเป็นคนลักษณะนั่งห้อยขา ตัวเขาไม่ได้ใส่เสื้อผ้า แต่เป็นผ้าดิบคลุมไว้ทั้งตัว ผูกหัวผูกเท้า เหมือนหมอนข้างผูกหัวกับท้าย ระหว่างที่ลดมือลงเขาก็ค่อย ๆ มองหน้าคุณนุ้ย หันมาแต่คอ ตัวไม่หันตาม! คุณนุ้ยจึงถามแฟนว่า “เห็นไหม เธอเห็นไหม?” แฟนของคุณนุ้ยบอกว่า “ไม่เห็น” คุณนุ้ยเห็นแค่เพียงคนเดียว ระหว่างที่คุณนุ้ยอยู่บนสะพานกำลังจะลงจากสะพาน เขาก็มองหันมาแต่คอเหมือนเดิม คุณนุ้ยก็คิดว่าเอาแล้ว จึงถามแฟนอีกครั้งว่า “เห็นไหม ๆ” แฟนบอกว่า “อะไร ไม่เห็น!” คุณนุ้ยเก็บความพิศวงตรงนี้เอาไว้ไม่พูดอะไร เมื่อคุณนุ้ยกลับมาถึงที่บ้าน คุณนุ้ยก็ไม่สบาย อาการของคุณนุ้ยคือขนหัวลุกจนเป็นไข้ ระหว่างที่เป็นไข้อยู่นั้น เขาก็มาหาที่บ้าน มีเสียงหมาหอนอยู่หน้าบ้าน 2-3 วัน คุณนุ้ยรู้ทันทีเลยว่าต้องเป็นเขาแน่ ๆ และพูดว่า “เดี๋ยวหนูหายป่วย หนูจะไปทำบุญให้นะ” หลังจากที่คุณนุ้ยหายป่วยก็ได้ไปวัดแห่งหนึ่ง ไปหาพระอาจารย์แล้วเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง คุณนุ้ยก็ซื้อสังฆทานไปให้เขา พระอาจารย์ก็บอกกลับมาว่า “โยมทำแบบนี้นะ ทำเป็นกระทงแล้วนำไปวางไว้” คุณนุ้ยก็เตรียมอุปกรณ์เป็นกระทง แก้วน้ำ นำของคาว ของหวานใส่ไปในกระทงให้เขา พระอาจารย์บอกอีกว่า “ให้ไปตอน 6 โมง แล้วโยมไม่ต้องหันหลังกลับไปมอง จุดธูป 1 ดอกวางไว้บนของที่เราถวายเขา” คุณนุ้ยก็ทำตามที่พระอาจารย์บอกทุกอย่าง คืนนั้นคุณนุ้ยฝันเห็นลุงที่นั่งตรงศาลาริมน้ำ ปรากฏว่าคุณนุ้ยเห็นภาพตัวเองเมื่อตอนเย็น ที่กำลังนำของไปวางให้เขา และในฝันเขานั่งรอเอามือรับของจากคุณนุ้ย หลังจากที่ฝันคุณนุ้ยก็ไม่เจออะไรอีก แต่ด้วยความที่ยังรู้สึกค้างคาใจว่าเขาเป็นใคร จึงไปถามคนแถวนั้นว่า “พี่ รู้ไหมว่าตรงนี้มีเหตุการณ์อะไร ตรงศาลาตรงนี้มีอะไรไหม?” เขาก็บอกว่า “อ๋อ มีลุงคนนึงแกเมา แล้วแกตกน้ำตาย!” เมื่อได้ยินดังนั้น คุณนุ้ยก็ใจชื้นขึ้นและได้รู้แล้วว่าลุงเสียชีวิตตรงนี้ เวลาผ่านไป คุณนุ้ยก็คลายความกลัว ลืมเรื่องที่เกิดขึ้น จนวันหนึ่งคุณนุ้ยมาเจอรุ่นน้องซึ่งเป็นเพื่อนกับแฟนของตน ทำงานอยู่ที่มูลนิธิ เขาบอกว่า วันนั้นเขาไปเก็บศพลุงคนนี้ เอาผ้าห่อเอาไว้ เขาก็ให้ลุงนอนรอที่ศาลา แล้วเขาถึงไปตามเพื่อนและไปเอารถมูลนิธิ เพื่อมารับร่างของลุงใส่รถกลับไป…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเค้กส้ม ‘พี่สาวนักสะสม’ l อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]

06 มิ.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเค้กส้ม ‘พี่สาวนักสะสม’ l อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]

เสียงกรีดร้องของแอร์สาว สลับกับเสียงหัวเราะ ฮิ ฮิ ฮิ ที่เยือกเย็นเธอเปลี่ยนไป หรือใครเข้ามาเปลี่ยนเธอ? ท่ามกลางสายตาคนรอบข้าง มือของเธอกำแน่นราวกับจูงมือใครอยู่ จากเหตุการณ์ประหลาดในโรงแรมสู่ความจริงที่ว่านี่อาจไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอพาบางสิ่งกลับบ้าน และไม่แน่ว่าอาจเป็นสิ่งที่เธอกำลังสะสมอยู่ก็เป็นได้เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิถุนายน 2569 ] ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พี่สาวนักสะสม’ ‘คุณเค้กส้ม’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวจากเพื่อนในสายการบินเดียวกัน เรื่องเกิดขึ้นที่ไฟล์ท 4 เซกเตอร์ (สิงคโปร์ - ญี่ปุ่น - LA) เรื่องเกิดขึ้นใน เซกเตอร์ที่ 3 ตอนกลับจาก LA มาญี่ปุ่น โดยไฟล์ทนี้เป็นไฟล์ทที่มีลูกเรือมาเลเซียหลายคน โดยประมาณ 5 คน เป็นผู้ชาย 4 คน และ ผู้หญิง 1 คน โดยปกติพอเครื่องแลนด์ส่วนมากจะไปทานข้าวกัน แต่ด้วยไฟล์ทนี้ค่อนข้างไกลจึงมีบางคนที่ไม่ได้ไปเพราะความเหนื่อยล้าในขณะที่ลูกเรือชายชาวมาเลเซียไปทานข้าวกัน สักพักลูกเรือหญิงชาวมาเลเซีย ก็ส่งรูปเข้าไลน์กลุ่มพร้อมข้อความว่า “เห็นเด็กผู้ชายในรูปนี้ไหม” ทุกคนต่างไม่เข้าใจว่าเด็กผู้ชายที่ไหน? เพราะในรูปเป็นเพียงภาพห้องพักในโรงแรมเท่านั้น และได้ตอบไปว่า “ไม่มีนะ” ลูกเรือหญิงชาวมาเลเซียจึงบอกว่า ตนรู้สึกแปลก ๆ ให้เพื่อนช่วยมาที่ห้องหน่อยได้ไหม เพราะก่อนหน้านี้เหมือนกับมีใครบางคนมากดกริ่งเรียก แต่เมื่อเปิดออกไปกลับพบความว่างเปล่า และเมื่อหันกลับมา.. เธอพบเข้ากับเด็กชายคนหนึ่ง ที่ไม่ทราบที่มา เธอจึงตกใจส่งรูป และข้อความไปหาเพื่อน แต่กลับกลายเป็นว่าเธอเห็นเด็กชายเพียงคนเดียวทั้งสี่คนรับปากว่า.. จะเข้าไปดู แต่ให้เธอเปิดประตูค้างไว้ให้หน่อย เพราะกังวลเรื่องประเด็น Sexual harassment เมื่อทั้งสี่ไปถึงมองเข้าไปก็พบกับประตูระเบียงที่เปิดไว้ และลูกเรือหญิงที่หันมายิ้มใส่ พร้อมกับท่าทางที่กำลังจะโดดระเบียง ทั้งสี่จึงรีบเข้าไปดึงตัวเธอไว้ เมื่อลงมาได้เธอกลับกรีดร้องเหมือนคนเสียสติ จากนั้นเธอก็เริ่มพูดว่า “มันอยู่ตรงนั้น ๆ” สลับกับหัวเราะ “ฮิ ฮิ ฮิ” เบา ๆ เหมือนคนเพี้ยนไปเลย ทั้งสี่คนช่วยกันล็อกแขนขาเธอไว้คนละข้างเพราะเธอสบัดแรงมาก ๆ และลูกเรือชาย 1 ใน 4 คนนี้เป็นกังวลเรื่องประเด็น Sexual Harassment จึงไปตามหัวหน้าหญิงชาวสิงคโปร์มาช่วย และเป็นพยานเมื่อเห็นสภาพตรงหน้าเธอจึงเรียกลูกเรือหญิงชาวญี่ปุ่นอีกคนให้มาช่วยกัน ในท้ายที่สุดก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ เมื่อสถานการณ์เริ่มจะเหนือการควบคุมจึงเรียกรถฉุกเฉิน ในขณะที่หมอใช้ไฟฉายส่องเช็คดวงตาของลูกเรือหญิงชาวมาเลเซีย ลูกเรือชายที่อยู่ใกล้ ๆ ก็พบเข้ากับความประหลาด เพราะเมื่อไฟฉายส่องเข้ากับดวงตาของเธอ แทนที่รูม่านตาจะเล็กลง กลับขยายสู้ไฟ และเมื่อกู้ภัยถามชื่อของเธอ เธอตอบกลับเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า ‘ฮานะจัง’ แล้วก็ยิ้ม ทั้งที่ลูกเรือคนนี้เป็นชาวมาเลเซียที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ ในระหว่างที่กู้ภัยกำลังดำเนินการต่าง ๆ หัวหน้าลูกเรือทำการหาเบอร์ฉุกเฉินของลูกเรือหญิง และได้เบอร์ติดต่อของพ่อเธอมา จากนั้นจึงได้ติดต่อเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คุณพ่อฟัง แต่ท่านไม่ได้มีท่าทีตกใจ พร้อมพูดกลับมาว่า “อีกแล้วเหรอ” นั่นแปลว่านี่คงไม่ใช่ครั้งแรกกับเหตุการณ์เหล่านี้ จากนั้นพ่อบอกให้ยื่นโทรศัพท์ไปใกล้ ๆ หูของลูกสาวและเขาก็เริ่มสวดบทบางอย่างที่เป็นภาษาของบ้านเขา ลูกสาวจึงสงบลงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงอย่างนั้นเองหัวหน้าก็ยังมองว่าควรไปโรงพยาบาลอยู่ดี เธอก็ยอมอย่างว่าง่าย เพียงแต่ขอเก็บกระเป๋า และเข้าห้องน้ำก่อน ลูกเรือชายในเหตุการณ์รู้สึกไม่ไว้วางใจ มองว่าเป็นความนิ่งที่น่ากลัวแปลก ๆ จึงให้ลูกเรือหญิงชาวญี่ปุ่นเข้าไปด้วยเพื่อความสบายใจของหัวหน้า ผ่านไปสักพักในห้องน้ำมีเสียง ‘ปึ้ง’ ดังลั่นพร้อมกับเสียงกรีดร้อง และลูกเรือหญิงชาวญี่ปุ่นได้ถูกถีบลอยออกมาจากห้องน้ำ พอเข้าไปดูเธอก็ยังทำตัวปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และยิ้มให้ในระหว่างที่พากันโรงพยาบาล ลูกเรือหญิงชาวมาเลเซียเดินกำมือราวกับว่ากำลังจูงใครไปด้วย หัวหน้าลูกเรือเห็นจึงเดินมาตีมือ และบอกว่ามันน่ากลัว อย่าทำอย่างนั้น แต่เธอก็ไม่สนใจ และทำอย่างเดิมจนถึงโรงพยาบาล แต่เมื่อถึงคุณหมอก็ให้เธอกลับได้เพราะยังดูปกติ และวันถัดมาเป็นวันที่ต้องบินกลับสิงคโปร์ ด้วยความที่เธอดูผิดปกติมาก หัวหน้าจึงให้เธอนั่งกลับเป็นผู้โดยสาร ความประหลาดยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น บนไฟล์ทเขากรีดร้องไม่ให้ใครนั่งที่นั่งด้านข้างทั้งสิ้น ห้ามราวกับว่ามีคนนั่งอยู่ที่ตรงนั้นอยู่แล้ว เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารท่านอื่นจึงเว้นที่นั่งนั้นไว้ให้เธอเลย เมื่อลงจากเครื่องที่สิงคโปร์เธอก็ยังคงทำท่าเหมือนจูงใครสักคนไปด้วยหัวหน้าลูกเรือมองว่านี่ คือเรื่องใหญ่จึงทำการรีพอร์ตไปที่สเตชั่นเมเนเจอร์ และทางนั้นได้มีการติดต่อทางโรงแรมไปว่ามีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น ในห้องพักนี้เคยมีเหตุการณ์อะไรขึ้นหรือเปล่า และความจริงที่น่าหดหู่ก็ได้ปรากฏขึ้น ในห้องพักนี้เคยมีแม่ลูกที่ฆ่าตัวตายพร้อมกัน และลูกเรือหญิงชาวมาเลเซียที่เข้าพักห้องนี้กำลังอยู่ในช่วงเหนื่อยล้า ไม่ได้พักจึงอาจโดนเข้าสิง จากการที่พ่อของเธอได้พูดว่า “อีกแล้วเหรอ” พร้อมกับมีวิธีรับมือ อาจยืนยันได้ว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกเรือชาวมาเลเซียพาบางสิ่งกลับไปด้วย ไม่รู้ว่าเธอพากลับไปที่ไหน หรืออาจมีการสะสมสิ่งลี้ลับอื่นอยู่ด้วยหรือไม่.. ทั้งนี้ในท้ายที่สุดได้ทราบว่า “ฮานะจัง” ชื่อที่เธอได้บอกกับกู้ภัย คือชื่อของคุณแม่ที่จบชีวิตลงในห้องพักนี้นั่นเอง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

หนุ่มวิศวกรจบใหม่ไฟแรงอยากทำงานต่อในยามวิกาล โชคร้ายดันเจอผีสาวหลอกจนต้องวิ่งขอความช่วยเหลือจากพี่รปภ. พอจะออกจากตึกดันเห็นว่ามีมือปริศนากำลังบีบคอพี่รปภ.คนนั้นอยู่! สุดท้ายได้รู้ความจริงถึงกับช็อกเพราะหลอนสองเด้ง!

29 ก.ย. 2023

หนุ่มวิศวกรจบใหม่ไฟแรงอยากทำงานต่อในยามวิกาล โชคร้ายดันเจอผีสาวหลอกจนต้องวิ่งขอความช่วยเหลือจากพี่รปภ. พอจะออกจากตึกดันเห็นว่ามีมือปริศนากำลังบีบคอพี่รปภ.คนนั้นอยู่! สุดท้ายได้รู้ความจริงถึงกับช็อกเพราะหลอนสองเด้ง!

มาลุ้นความระทึกจนขนหัวลุกไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ จากเรื่อง ‘คนขยัน ชั้นสาม’ โดย 'อ๊อฟ คนเห็นผี' ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (26 กันยายน 2566) จะลุ้นระทึกแค่ไหน ปิดไฟแล้วแท็กเพื่อนมาอ่านไปพร้อมกันเลย! คุณอ๊อฟเรื่องนี้เป็นเรื่องของเพื่อน ใช้นามสมมุติว่า ‘คุณกร’ ย้อนไปในสมัยที่คุณกรเรียนจบวิศวกรใหม่ ๆ ก็ได้บรรจุตำแหน่งวิศวกรในสถานที่ราชการแห่งหนึ่ง ด้วยตำแหน่งงานและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบก็มักจะมีงานเข้ามาอยู่เรื่อย ๆ ในช่วงเริ่มงานแรก ๆ คุณกรก็กลับบ้านหลังเวลาเลิกงานตามปกติ พอนานเข้างานที่ทำก็เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นานวันเข้า คุณกรเกิดความสงสัยว่าทำไมทุกคนถึงได้กลับตรงเวลางานกันได้ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะคิดว่าคงเป็นเรื่องปกติของพนักงานที่นี่ อยู่มาวันนึงคุณกรรู้สึกว่าอยากเคลียร์งานที่ค้างอยู่ให้เสร็จ เลยบอกคนอื่น ๆ ว่า “พวกพี่กลับกันไปก่อนเลย เดี๋ยวผมกลับทีหลัง” หลังจากคุณกรพูดจบประโยค ทุกคนหันมามองหน้ากันด้วยอาการตกใจ จากนั้นก็หันมามองที่คุณกรพร้อมถามว่า “แน่นะ” แล้วพูดต่อว่า “ถ้ามึงตัดสินใจอย่างงั้น ก็เคารพการตัดสินใจมึงนะ” จากนั้นคนอื่นก็เก็บของกลับบ้านตามปกติ ในขณะที่คุณกรซ่อมบำรุงงานอยู่นั้น ก็รู้สึกมีอาการเมื่อยล้าจากการใช้สายตาอย่างหนักจึงตัดสินใจงีบหลับไปสักพัก ในขณะที่เขาหลับอยู่ จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าอยู่ก็มีใครบางคนมาเขย่าเก้าอี้จนทำให้สะดุ้งตื่นขึ้นมา คุณกรคิดเพียงว่าคงมีคนปลุกให้ตื่นหรือมาแกล้งเพียงเท่านั้น หลังจากที่เขาตื่น ก็เดินไปห้องน้ำเพื่อทำธุระส่วนตัว พอมาถึงห้องน้ำปรากฏว่าห้องน้ำชายถูกล็อกด้วยกุญแจอยู่ จึงตัดสินใจมาเข้าฝั่งห้องน้ำหญิงแทน หลังจากคุณกรทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย พอจะออกจากห้องน้ำปรากฏว่าประตูห้องน้ำเกิดมีปัญหาจนทำให้คุณกรต้องติดอยู่ในห้องน้ำสักพัก ไม่นานเขาก็สังเกตเห็นเงาของผู้หญิงเดินเข้ามา จึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากเธอ “ช่วยด้วยครับ ๆ พอดีประตูมันเปิดไม่ออก กลอนมันน่าจะล็อกจากข้างนอก” สักพักก็มีเสียงประตูดังปั้ง! พร้อมกับประตูที่กำลังค่อย ๆ เปิดออก คุณกรเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังเดินเข้าห้องน้ำไป ด้วยความรู้สึกที่เขินอายที่ตนมาเข้าห้องน้ำหญิง จึงอยากอธิบายและขอบคุณเธอที่ช่วยเอาไว้ ในขณะกำลังล้างมืออยู่และรอเธอออกมาจากห้องน้ำ คุณกรรู้สึกว่าเป็นเวลาที่นานมาก จึงเคาะประตูถาม “ขอโทษนะครับ ๆ เป็นอะไรรึเปล่าครับ” แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับจากเธอเลย จู่ ๆ ประตูก็เริ่มแง้มออกอย่างช้า ๆ และผู้หญิงคนนั้นก็เดินออกมาตามปกติ แต่ในขณะที่เธอกำลังล้างมืออยู่นั้น คุณกรก็รู้สึกแปลก ๆ และขนหัวลุกอย่างบอกไม่ถูก คุณกรสังเกตเห็นคนที่ยืนล้างมือข้าง ๆ นั้นไม่มีเงาในกระจก! และยังหันมาแสยะยิ้มให้อย่างสยดสยอง! คุณกรเห็นดังนั้นก็เกิดอาการสติหลุด และวิ่งออกจากห้องน้ำทันที! คุณกรวิ่งหนีออกมาและบังเอิญวิ่งมาชนกับพี่รปภ. คนหนึ่งชื่อว่า ‘พี่ต้น’ และเล่าเรื่องราวที่ตนเจอมาให้พี่ต้นฟัง แต่พี่ต้นกลับบอกมาว่าเป็นเรื่องปกติของคนที่ต้องทำงานเวลากลางคืนแค่นั้นเอง คุณกรจึงขอร้องพี่ต้นให้อยู่เป็นเพื่อนและพาไปเก็บของที่ห้องทำงานก่อนจะขอลงจากตึกไปพร้อมกัน ตัวอาคารที่คุณกรทำงานอยู่นั้นไม่มีลิฟต์ คุณกรจึงจำเป็นที่จะต้องเดินลงบันได ในระหว่างทางที่จะลงจากตึก คุณกรก็ยังคงเกิดอาการผวาอยู่ตลอด และเกาะติดพี่ต้นไปด้วยความกลัว เพื่อความปลอดภัยของทั้งคู่ พี่ต้นจึงบอกกับคุณกรว่า “คุณครับ ถ้าเกาะกันไปแบบนี้ และมืดด้วยเนี่ย ตกบันไดคอหักตายแน่เลย ค่อย ๆ เดินกันดีกว่า” จากนั้นพี่ต้นก็ให้คุณกรเดินนำไปก่อน ส่วนพี่ต้นจะฉายไฟฉายนำทางให้ จนทั้งคู่เดินมาถึงบันไดชั้นสุดท้าย คุณกรก็สังเกตเห็นแสงไฟหยุดชะงักไปจึงหันกลับไปมอง ก็พบว่าพี่ต้นยืนแช่อยู่กับที่และมีมือสีขาวปริศนาโผล่ออกมาลักษณะคล้ายว่ากำลังบีบคอของพี่ต้นอยู่! คุณกรเห็นแบบนั้นแล้วยิ่งทำให้ผวาตกใจจนสติหลุดและวิ่งหนีไปทันที คุณกรมีอาการหวาดผวาจนต้องลางานถึง 3 วัน หลังจากกลับมาทำงานปกติก็รู้สึกอยากขอบคุณพี่ต้นและขอโทษที่วันนั้นวิ่งหนีไปก่อนในเหตุการณ์คืนนั้น คุณกรได้ซื้อกาแฟกับขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ มาให้พี่ต้นที่ป้อมยาม แต่ปรากฏว่าที่ป้อมยามไม่ใช่พี่ต้น จึงถามคนที่อยู่ที่ป้อมยามว่า “ผมมาหาพี่รปภ.ต้นครับ พี่เขาเป็นยังไงบ้างครับ” ยามที่อยู่ตรงนั้นก็สงสัยจึงถามกลับไปว่า “ต้นไหน?….ต้นนี้รึเปล่า” พร้อมกับหยิบสมุดรายชื่อรวมของยามขึ้นมา “ใช่ครับ พี่คนนี้แหละ เขาเข้ากะวันนี้รึเปล่า?” คุณกรตอบทันทีหลังเห็นรูปบนสมุดเล่มนั้น แต่พี่ยามกลับมีสีหน้าเปลี่ยนไป พร้อมตอบกลับคุณกรทันทีว่า “ยามต้นตายไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว” คุณกรถึงกับช็อกและถามถึงเหตุการณ์ต่อ ยามก็เล่าให้ฟังว่า “ในขณะที่พี่ต้นทำงานปกติ ก็ไล่ปิดไฟนามโถงทางเดินมาเรื่อย ๆ ด้วยความมืดจนทำให้เขาไม่ทันสังเกตเห็นบันได จนทำให้เขาพลัดตกบันไดลงมาคอหักตายคาที่” หลังจากที่คุณกรได้รู้ความจริงทุกอย่างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้คุณกรไม่กล้าที่จะเข้ามาทำงานที่นี่ในยามวิกาลคนเดียวอีกเลย และหลังจากทุกคนในบริษัทได้ทราบเรื่องที่คุณกรประสบพบเจอในคืนนั้นต่างก็ลือกันสนั่นหูว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ในอดีตเกิดอะไรขึ้นบ้าง เรื่องของเรื่องก็คือหญิงสาวในห้องน้ำที่คุณกรเจอนั้นเสียชีวิตจากอาการป่วยกำเริบในขณะที่เธอเข้าห้องน้ำอยู่ แต่กลับไม่มีใครทราบว่าเธอหายไปไหน จนกระทั่งเธอเสียชีวิตไปในที่สุด ส่วนสาเหตุที่ทุกคนไม่เล่าเรื่องที่เคยเกิดขึ้นให้คุณกรฟัง ก็เพราะว่ากลัวคุณกรจะไม่กล้าทำงาน และไม่อยากขัดความตั้งใจของเขา ที่อยากจะนั่งทำงานต่อในยามวิกาลเท่านั้นเอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-