หนุ่มนักศึกษาเช่าบ้านอยู่กับเพื่อน กลับมาเจอผีผู้หญิงคลานออกมาจากตี่จู่เอี๊ยะ! โทรถามเพื่อนก็บอกว่าไม่มีคนอยู่บ้าน คืนนั้นจึงตั้งวงกินเหล้า พอเริ่มเมาก็ปากเสียตะโกนถามว่า “ถ้ามึงมีอยู่จริง มึงมาทำให้กูรู้ว่ามึงตายยังไง!”

อังคารคลุมโปง RECAP

หนุ่มนักศึกษาเช่าบ้านอยู่กับเพื่อน กลับมาเจอผีผู้หญิงคลานออกมาจากตี่จู่เอี๊ยะ! โทรถามเพื่อนก็บอกว่าไม่มีคนอยู่บ้าน คืนนั้นจึงตั้งวงกินเหล้า พอเริ่มเมาก็ปากเสียตะโกนถามว่า “ถ้ามึงมีอยู่จริง มึงมาทำให้กูรู้ว่ามึงตายยังไง!”

01 ธ.ค. 2023

เรื่องสยองขวัญนี้ มีชื่อเรื่องว่า ‘เรื่องผีมีอยู่จริง’ โดย ‘คุณณัฐผี’ แขกรับเชิญในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (27 พฤศจิกายน 2566) พร้อมด้วย ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันเลย!

       เรื่องราวความสยองนี้ เป็นประสบการณ์ตรงจากคุณณัฐ เริ่มขึ้นเมื่อเขาได้ย้ายเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยในกรุงเทพมหานคร จึงตัดสินใจที่จะเช่าบ้านและอยู่กับเพื่อนหลายคน เพราะคุณณัฐและเพื่อน ชอบเล่นดนตรีกันมาก จึงคิดว่าเช่าบ้านอยู่ด้วยกันก็จะสะดวกมากกว่า ซึ่งบ้านเช่าหลังนี้เป็นอาคารอาคารพาณิชย์หลังเก่า มีทั้งหมด 4 ชั้น เคยเป็นร้านเกมส์มาก่อน ทำให้ประตูด้านหน้าเป็นกระจก ภายในตัวบ้านจะค่อนข้างโล่ง และลึกยาวเข้าไป ด้านหลังเป็นบันไดสำหรับใช้ขึ้นไปยังชั้น 2 หลังบันไดจะมี ‘ตี่จู่เอี๊ยะ’ ตั้งไว้บริเวณนั้น ในแต่ละชั้นของบ้านจะถูกแบ่งโซนไว้อย่างชัดเจน โดยชั้น 2 ถูกแต่งเติมเป็นห้องนอน 2 ห้อง ส่วนชั้น 3 เปลี่ยนให้เป็นสตูดิโอสำหรับซ้อมดนตรีและห้องอัด และชั้นสุดท้ายคือชั้น 4 เป็นห้องนอนอีก 1 ห้อง

       วันหนึ่ง หลังจากที่คุณณัฐกลับมาจากการทำธุระข้างนอก เวลาตอนนั้นประมาณ 3 ทุ่มกว่า เขาสังเกตเห็นว่าไฟยังคงเปิดไว้จึงคิดว่ามีคนอยู่ในบ้าน ขณะที่กำลังจะเปิดประตู ปรากฏว่าประตูดันล็อก จึงตัดสินใจส่องผ่านกระจกเข้าไปดูว่ามีใครอยู่ข้างในหรือไม่ ระหว่างที่กวาดสายตาไปรอบ ๆ เพื่อมองหาคนช่วยเปิดประตู สายตาดันไปเจอกับมือของผู้หญิงกำลังยืนขึ้นมาจากด้านหลังของตี่จู่เอี๊ยะ! เหมือนกับว่ากำลังพยายามผลักตัวเองให้ลุกขึ้นมา ไม่นานหัวก็โผล่พ้นขึ้นมาพร้อมกับค่อย ๆ เอาคางมาวางไว้ที่กำแพง! คุณณัฐคิดว่าคงเป็นพี่ที่รู้จัก จึงเรียกชื่อไปหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีการตอบกลับจากใครเลย จึงตัดสินใจเพ่งเล็งดูอีกครั้ง ปรากฏว่าผู้หญิงคนนั้นก็ยังคงมองอยู่ในลักษณะเดิม คือจ้องมองมาที่คุณณัฐ แต่สิ่งที่น่าขนลุกไปกว่านั้นคือเขาเห็นว่าผู้หญิงที่กำลังสบตาด้วยนั้นไม่มีจมูกและปาก! ดวงตากลมโต ใบหน้าขาวซีด! คุณณัฐผีเห็นแบบนั้นก็รีบวิ่งหนีไป ระว่างที่วิ่งอยู่ก็เห็นตู้โทรศัพท์จึงตัดสินใจว่าจะโทรไปหารุ่นพี่ แต่ปลายสายกลับบอกว่าไม่มีใครอยู่ที่บ้าน ทุกออกไปเดินห้างกันหมด เมื่อได้ยินแบบนั้น คุณณัฐก็รู้สึกกลัวมาก รีบบอกให้รุ่นพี่รีบกลับมาที่บ้านทันที!

       เมื่อทุกคนกลับมาถึงบ้าน ก็มีการตั้งวงสังสรรค์นับสิบคนได้ พอเริ่มกริ่มได้ที่ก็คิดอยากลองทำอะไรแผลง ๆ เริ่มจาก ‘พี่ปอ’ (รุ่นพี่ของคุณณัฐ) ยืนขึ้นแล้วพูดว่า “ถ้ามึงมีอยู่จริง มึงมาทำให้กูรู้ว่ามึงตายยังไง!” หลังจากท้าทายเสร็จ ไม่นานทุกคนก็เมากันหมด จึงพากันหลับรวมกันอยู่ที่ชั้น 4

       รุ่งขึ้น พี่ปอก็มาปลุกทุกคน แล้วพูดว่า “เห้ย กูรู้แล้ว เขาตายยังไง!” ทุกคนตกใจสะดุ้ง แล้วรีบถามถึงเรื่องราวจากพี่ปอ พี่ปอเล่าว่า หลังจากที่เลิกจากวงเหล้า พี่ปอก็เข้าไปนอนในห้องกับแฟน ปรากฏว่าระหว่างที่หลับ ก็ฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ผมยาว ใส่ชุดสีขาว ในฝันเธอพูดว่า “มึงอยากเห็นกูตายใช่มั๊ย งั้นมึงดู!” หลังจากผู้หญิงคนนั้นพูดจบ พี่ปอก็เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ก่อนเธอจะเสียชีวิต เธอถูกผู้ชายฉุดมาข่มขืน หลักจากโดนกระทำชำเราจนสาแก่ใจชายโฉด ก็ถูกฆ่าโดยการถูกขวานฝ่ามาที่หน้า! เธอทุรนทุรายอยู่นาน แต่สุดท้ายก็เสียชีวิตไปในที่สุด ในตอนนั้นพี่ปอคิดว่าเป็นแค่ฝัน แต่หลังจากที่ตื่นนอนก็ได้หาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อ ปรากฏว่าเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นจริง จึงคิดว่าจะหาวันไปทำบุญให้

       ก่อนวันที่จะไปทำบุญก็มีการเตรียมของก่อน 1 วัน ในคืนนั้น ทุกคนเข้านอนกันตามปกติ แต่ที่แปลกคือคืนนั้นทุกคนฝันคล้ายกันว่ามีผู้หญิงมาเข้าฝัน เธอพูดด้วยน้ำเสียงโกรธแค้นว่า “พวกมึงจะไล่กูใช่มั๊ย!” รุ่งขึ้นทุกคนจึงมารวมตัวกัน และได้เล่าสิ่งที่ฝันสู่กันฟัง จากนั้นจึงตัดสินใจพากันจุดธูปเพื่อบอกว่าไม่ได้มีเจตนาจะไล่แต่อย่างใด แค่จะไปทำบุญให้เท่านั้นเอง

       หลังจากทำบุญเสร็จทุกคนที่อยู่บ้านหลังนี้ก็ไม่ได้เจอกับผู้หญิงคนนี้อีกเลย กลับกลายเป็นว่าคนที่แวะเวียนมามักจะเจอเรื่องราวแปลก ๆ อยู่เสมอ ทั้งเห็นว่ามีบางอย่างเดินผ่านบ้าง ประตูปิดเองบ้าง พอคิดว่าคนแกล้งแต่เมื่อออกไปดูก็จะไม่เห็นใครเลย สุดท้ายแล้ว ทุกคนก็ตัดสินใจที่จะไม่เช่าต่อ และย้ายออกไป

       หลังจากนั้นไม่นาน ผู้เช่าใหม่ก็ได้มาเช่าต่อ เพื่อเปิดเป็นร้านทำสปาในชั้นแรก ชั้นที่ 2 ให้บริการอบไอน้ำ เมื่อมีลูกค้ามาใช้บริการที่ร้านก็มักจะรู้สึกว่ามีคนแอบมองอยู่ตลอดเวลา บางทีเจ้าของร้านเอง ก็สัมผัสถึงดวงวิญญาณของผู้หญิงคนนี้ได้เหมือนกัน วันหนึ่ง เธอสวดมนต์อยู่ที่ชั้น 4 ในระหว่างที่กำลังสวดมนต์อยู่ ลูกก็ขึ้นมาหา แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือ แม่กำลังนั่งสวดมนต์ปกติ แต่ตัวแม่งอผิดปกติ เหมือนกับว่ากระดูกงอหักไป เพราะเห็นผู้หญิงกำลังนั่งค่อมบริเวณไหล่อยู่! จากนั้นจึงถามแม่ว่า “แม่เป็นอะไร” เธอตอบว่า “ไม่ได้เป็นอะไร แต่รู้สึกว่าปวดตัวแปลก ๆ” หลักจากนั้นทั้งคู่ก็เดินลงมาชั้นล่าง ลูกชายจึงตัดสินใจเล่าสิ่งที่เห็นให้แม่ฟังทั้งหมด หลังจากนั้นแม่ก็เจอเรื่องสุดหลอนมาโดยตลอด จนต้องเลิกกิจการ ในขณะที่เธอและลูกชายกำลังขนย้ายสัมภาระอยู่นั้น ก็มองไปที่รูปภาพที่เธอบูชา จึงคิดว่าจะนำไปด้วย ในขณะที่มือเอื้อมไปหยิบกรอบรูป และดึงด้ายสายสิญจน์ออก ปรากฏว่าผ้ายัญก็หลุดออกมา ทั้ง ๆ ที่ถูกแปะไว้คนละจุดกับด้ายสายสิญจน์ เธอรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ตัดสินใจเก็บสัมภาระให้เสร็จเร็ว ๆ

       หลังจากปิดกิจการก็ย้ายกลับมาอยูบ้าน คืนหนึ่งระหว่างที่นอนหลับ ก็ฝันเห็นผู้หญิงคนนั้น ในฝันเธอบอกว่า “หนูขอบคุณมากนะ หนูออกจากที่นั่นได้แล้ว” และฝันแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง จนคืนหนึ่ง เธอก็ฝันถึงผู้หญิงคนนี้อีกครั้ง เธอมาบอกว่า “พี่ หนูไปก่อนนะ” หลังจากนั้นก็ไม่เคยฝันเห็นผู้หญิงคนนั้นอีกเลย..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากพี่เเจ็ค ‘4 คืนหลอนนอนโรงเเรม’ I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 25 มิ.ย. 2567]

04 ก.ค. 2024

เรื่องเล่าจากพี่เเจ็ค ‘4 คืนหลอนนอนโรงเเรม’ I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 25 มิ.ย. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘พี่แจ็ค เดอะโกสต์’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (25 มิถุนายน 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘4 คืนหลอนนอนโรงแรม’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! พี่แจ็คเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณไบก้อน’ เกิดขึ้นที่โรงแรมแห่งหนึ่งในประเทศอินโดนีเซีย โดยคุณไบก้อนต้องไปทำงานที่อินโดนีเซีย ทางบริษัทจึงเตรียมที่พักให้ นอกจากนี้ก็ยังมีทีมงานจากหลายประเทศมาพักที่โรงแรมนี้ด้วยเช่นกัน การเดินทางไปครั้งนี้ รวมเวลากว่า 4 วัน วันแรก คุณไบก้อนเข้าเช็คอินที่โรงแรมประมาณ 2 ทุ่ม โรงแรมนี้เป็นโรงแรมที่ดี ห้องใหญ่ แต่ก็รู้สึกได้ถึงความเก่า ปกติแล้วหากเป็นโรงแรมที่อยู่มานาน เราจะสังเกตุได้ว่าพื้นจะถูกปูด้วยพรม และผนังจะอัดไม้ ตกแต่งด้วยไม้ ส่วนในห้องนอนเมื่อเปิดประตูเข้าไปจะมีตู้ขนาดใหญ่ที่เข้าไปได้ 3-4 คน และมีหน้าต่างใหญ่มองวิวได้ทั่วถึง คุณไบก้อนบอกว่า จากประตูผ่านห้องน้ำ ผ่านตู้ และไปถึงเตียง มีระยะทางค่อนข้างไกลเล็กน้อย เพราะห้องใหญ่มาก ในคืนแรก เมื่อมาถึงห้อง คุณไบก้อนก็อาบน้ำและรีบเข้านอนเพราะต้องตื่นไปทำงานตอนเช้า ปรากฏว่าตอนที่หลับได้สักพัก ก็ได้ยินเสียงคนเดิน ‘แตะ แตะ’ และเสียง ‘ฟึ้บ ฟึ้บ’ คุณไบก้อนที่กำลังงัวเงียก็คิดว่า ‘คงเป็นหมาที่เลี้ยงไว้ที่บ้านมันเดินแหล่ะ’ แต่สักพัก ก็ได้ยินเสียงแบบเดิม แต่พอครั้งที่ 2 นี้ เขาฉุกคิดว่า “เห้ย กูไม่ได้อยู่บ้านนี่ กูนอนโรงแรม“ คุณไบก้อนจึงพยายามนอนฟังเสียง แต่ไม่ได้เปิดไฟ และไม่ได้ลืมตา เปิดแค่ไฟห้องน้ำ ปรากฎว่าเสียงเคลื่อนที่เดินจากขวาไปซ้าย และเดินไปเดินมาผ่านเตียง ผ่านห้องน้ำ แล้วก็หายไป! จนถึงรอบที่ 4 คุณไบก้อนก็คิดในใจว่า ‘ถ้ารอบนี้มาอีกจะลืมตาดูว่ามันคือเสียงอะไร’ ปรากฎว่าสมความปรารถนา มีเสียงเดินมาอีกรอบ คุณไบก้อนจึงลืมตาขึ้นมานิดนึง แล้วก็เห็นเป็นขาคน เป็นขาที่มีแต่ขามาถึงแค่เอว ใส่กางเกงพละ เดินมาแล้วก็หยุด คุณไบก้อนพยายามเพ่งมอง แต่พอเพ่งมอง เหมือนเจ้าขานั้นมันจะรู้ว่าคุณไบก้อนมอง ก็เลยวิ่งจากปลายเตียงทะลุเข้ากำแพงไปดังฟึ้บ! มาโผล่อีกฝั่งหนึ่ง วิ่งเข้าไปที่ห้องน้ำ แล้วก็วิ่งวนในห้องน้ำ วิ่งออกมาจากห้องน้ำแล้ววิ่งผ่านเตียงทะลุกำแพงแล้วหายไป! ตอนนั้นคุณไบก้อนได้แต่งง ว่าตนหลับ ฝัน หรือตื่น มันเกิดอะไรขึ้น เพราะปกติคุณไบก้อนเป็นคน ไม่กลัวเรื่องพวกนี้ จึงหลับไปจนถึงเช้า จากนั้นก็มาเล่าให้คนที่ทำงานด้วยกัน แต่คนอื่นก็ไม่ได้เจอ แล้วก็แยกย้ายไปทำงาน จนถึงตอนเย็น ในคืนที่ 2 คุณไบก้อนไม่ได้คิดถึงสิ่งที่เจอเมื่อคืน จึงอาบน้ำนอนตามปกติ จากนั้นก็เผลอหลับไป แต่ก็ต้องตื่นขึ้นมาเพราะอยากเข้าห้องน้ำ หลังจากทำธุระในห้องน้ำเสร็จแล้ว ออกมาก็พบว่าม่านไม่ได้ปิด ทำให้มีแสงผ่านเข้ามาในห้อง จึงคิดจะไปปิดจะได้หลับสบาย จากนั้นก็เดินไปหาตัวชักม่านฝั่งซ้ายแล้วก็ปิดม่าน แล้วก็เดินไปฝั่งขวา แต่กลับไม่เจอตัวชักม่าน เจอแผงสีดำแทน คุณไบก้อนจึงเอาผ้าม่านฝั่งขวาออก แล้วก็ต้องตกใจ เพราะแผงสีดำนั้น คือผมคนที่ห้อยยาวมาจากด้านบนเพดานข้างบน! คุณไบก้อนรู้สึกตกใจอย่างแรง แต่ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก! ระหว่างนั้น ก็เห็นผมที่ย้อยลงมาค่อย ๆ ถูกดึงม้วนกลับขึ้นไปแล้วก็หายไปบนเพดานต่อหน้าต่อตา! คุณไบก้อนกลั้นใจปิดผ้าม่านแล้วกลับมานั่งที่เตียง คิดในใจว่า ‘ตกลงมันคืออะไร เจออะไรไม่รู้’ สักพักก็ข่มตานอนแล้วก็ตื่นขึ้นมาเล่าเรื่องนี้ให้กับเพื่อนร่วมงานฟัง แต่เพื่อนก็หัวเราะ แล้วก็พูดว่า “ยูอย่าคิดมาก เดี๋ยวถ้าคืนนี้เจออีก ก็มาเล่าให้ฟังอีก อยากรู้ว่าจะเจออะไร” แล้วก็แยกย้ายกันไปทำงาน คืนที่ 3 คุณไบก้อนบอกว่าวันนั้นทำงานเหนื่อยมาก จึงไปอาบน้ำ แล้วหลับไปเลย แต่คืนนั้นกลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย เป็นห้องที่เงียบมาก และไม่เจออะไรเลย พอตื่นเช้ามาก็เล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็บอกว่า “เห็นมั้ย ยูน่ะคิดมาก มันไม่มีอะไรหรอก“ จากนั้นก็แยกย้ายไปทำงาน คืนที่ 4 คืนสุดท้าย คุณไบก้อนบอกว่า ”คืนนี้ทำให้ผมจำไม่ลืม มันคือไฮไลต์ของเรื่องนี้” หลังจากทำงานเสร็จคุณไบก้อนก็กลับมาที่ห้อง กำหนดการขึ้นเครื่อง 7 โมงเช้า เขาจึงตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนตี 3 พอถึงเวลา 3-4 ทุ่มก็เตรียมตัวเข้านอน แต่คุณไบก้อนบอกว่ารอบนี้น่าจะความฝัน.. ในฝันนั้น คุณไบก้อนนอนอยู่บนเตียง แล้วลุกมาจากเตียงไปเข้าห้องน้ำ แต่ระหว่างที่จะไปเข้าก็มองเห็นหน้าต่างกระจก รู้สึกว่าวิวกลางคืนสวยมาก จึงไปยืนดูมองวิวเก็บบรรยากาศคืนสุดท้ายเอาไว้ ด้วยความที่ในห้องเปิดไฟไว้บางจุด เช่นไฟห้องน้ำ ไฟหน้าห้องน้ำ จึงทำให้เวลาที่เรามองออกนอกหน้าต่าง จะเห็นเงาสะท้อนตัวเรา และด้านหลัง ระหว่างที่เขายืนมองอยู่ ปรากฎว่า มันมีบางสิ่งบางอย่างที่เขาต้องโฟกัส เพราะขณะที่เขามองวิว แล้วมองเห็นตู้เสื้อผ้า เขาจำได้ว่าเขาปิดตู้เสื้อผ้าไว้ตลอด แต่ตอนนั้นมันแง้มออกมา และมีขาซ้ายค่อย ๆ ยื่นออกมาจากตู้ ซึ่งคุณไบก้อนจำได้ว่ามันเป็นขาเดียวกันกับที่เจอในคืนแรกเพราะใส่กางเกงพละโผล่ออกมา แล้วครั้งนี้มันมีมือโผล่มาจับที่ขอบตู้ด้วย! คุณไบก้อนคิดในใจว่า ‘มันมีขา มีมือมา ครั้งนี้ มันต้องมีหัวมาด้วย’ แล้วก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ เพราะสิ่งนั้นค่อย ๆ โผล่หัวออกมา เป็นผู้หญิงที่มองไม่เห็นหน้า แต่คุณไบก้อนจำได้ว่าผมที่อยู่บนหัวเป็นอันเดียวกันกับที่เจอในคืนที่ 2 เพราะมันยาวมาจนถึงพื้น ระหว่างที่เขากำลังสงสัยอยู่ หน้าของผู้หญิงก็ค่อย ๆ โผล่ออกมาจากตู้ แล้วหน้าผู้หญิงก็ค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แต่พอสังเกตดี ๆ แล้ว หน้าของผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ใหญ่ขึ้น แต่หน้าของผู้หญิงคนนี้ค่อย ๆ เข้ามาใกล้เขาเรื่อย ๆ ใกล้มากจนหายใจรดต้นคอคุณไบก้อน! สิ่งนี้ไม่ได้ทำอะไรคุณไบก้อน แต่แค่จ้องออกไปทางหน้าต่างเหมือนกำลังสงสัยว่าคุณไบก้อนมองอะไร แล้วอยู่ ๆ มันก็หยุด ฟึ้บ เหมือนกำลังรู้ตัวว่าคุณไบก้อนเห็นแล้ว คุณไบก้อนจึงกลั้นใจ “เอาวะ ตายเป็นตาย อย่างน้อยก็มีเรื่องเล่า” แล้วก็หันไปหามัน ในจังหวะนั้นมันก็หันหน้ามาหาคุณไบก้อน จ้องหน้ากัน แล้วมันก็รีบหดคอเข้าไปในตู้ แล้วก็ปิดตู้ดัง ปึ้ง! คุณไบก้อนยืนช็อคทำอะไรไม่ถูก รู้ตัวอีกทีคือตอนตื่น แล้วก็ออกมาเช็คเอาท์ ตอนนั้นก็ตั้งใจว่าจะถามพนักงาน พอกำลังจะเอ่ยปากถาม รถที่เรียกไว้ก็มาพอดี จึงต้องรีบไปสนามบิน ทำให้ไม่รู้ว่าที่โรงแรมแห่งนั้นมีอะไรกันแน่..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

สาวแอร์โฮสเตสรักในการดูดวง แต่หมอดูบอกว่ามองไม่เห็นอนาคต พยายามตื๊อให้ดูดวงให้แต่หมอดูปฏิเสธ เวลาผ่านไป 1 อาทิตย์ ก็มีข่าวว่าสาวแอร์โฮสเตสกระโดดตึก หมอดูเห็นก็ช็อคเพราะคือคนเดียวกัน! แต่แล้วเขาก็มาหาในฝันเพราะมีเรื่องให้ช่วย อยากให้ดูดวงให้อีก!

17 มี.ค. 2024

สาวแอร์โฮสเตสรักในการดูดวง แต่หมอดูบอกว่ามองไม่เห็นอนาคต พยายามตื๊อให้ดูดวงให้แต่หมอดูปฏิเสธ เวลาผ่านไป 1 อาทิตย์ ก็มีข่าวว่าสาวแอร์โฮสเตสกระโดดตึก หมอดูเห็นก็ช็อคเพราะคือคนเดียวกัน! แต่แล้วเขาก็มาหาในฝันเพราะมีเรื่องให้ช่วย อยากให้ดูดวงให้อีก!

อ.บาส หมอดูที่ไม่ว่าจะดูดวงให้ใครก็มองเห็นอนาคตของคนนั้น แต่กับสาวแอร์โฮสเตสคนนี้ ดูดวงเท่าไหร่ก็ไม่เคยมองเห็นอนาคตของเธอ จนทำให้มีเรื่องหลอนเกิดขึ้น! เรื่องนี้ ‘อ.บาส 7th Sense’ ได้นำเรื่องราวมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (12 มีนาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ติดค้าง’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย! อ.บาส 7th Sense เล่าว่า ตนมักจะมีคนที่มาดูดวงเป็นประจำ อ.บาสได้ไปรู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อ ‘คุณเจ’ (นามสมมติ) มีอาชีพเป็นแอร์โฮสเตส เธอเป็นคนเพอร์เฟกต์ทุกอย่าง ผิวสวย หน้าสวย หุ่นดี อ.บาสคิดว่าคุณเจทำบุญไว้เยอะ เพราะดูไม่มีความทุกข์นอกจากเรื่องความรักกับเรื่องศัลยกรรม คุณเจมักจะมาถามตนบ่อย ๆ ว่า “หนูจะไปฉีดตรงนี้ เลือกหมอให้หนูหน่อย คนนี้หนูคบได้ไหมคะ?” อ.บาสบอกว่า เวลาเธอจะคบใครก็จะมาถามอาจารย์ทุกเรื่อง เมื่อก่อนยังไม่มีไลน์หรือแอปพลิเคชันที่สามารถคุยกันได้สะดวก มีเพียงโทรศัพท์เท่านั้น บางครั้งเวลาตี 1-2 คุณเจจะส่ง SMS มาหา อ.บาส ว่า “ตี 1 แล้ว มาหาหนูหน่อย หนูมีเรื่องด่วน” อ.บาสก็ยอม เพราะรู้สึกรักคนนี้เหมือนเป็นน้องสาวของตน แต่ทุกครั้งที่ อ.บาสดูดวงให้ ปรากฏว่ามองไม่เห็นอนาคตของคุณเจ จึงตัดสินใจดูดวงเฉพาะเรื่องที่ถาม เพราะดูได้แค่นั้น คุณเจมักจะกังวลเรื่องความสวยมาก จน อ.บาสมีความรู้สึกว่าน้องคนนี้เศร้าเกิน มีอยู่ครั้งหนึ่งคุณเจเรียก อ.บาสให้ออกไปหาตอนตี 1 อาจารย์บอกว่า “ไม่ไหวแล้วหนู คุยกันทางโทรศัพท์ได้ไหม?” คุณเจก็บอกว่า “ไม่เอา หนูต้องการพบอาจารย์เดี๋ยวนี้ หนูจะถามเรื่องสำคัญคือเรื่องแต่งงาน” อ.บาสบอกว่า “อ้าว จะแต่งแล้วหรอ?” และบอกต่อไปว่า “ออกไปพบไม่ได้อะ” อ.บาสจึงดูดวงผ่านโทรศัพท์แล้วบอกว่า “พี่ไม่เห็นอนาคตหนูนะ” เมื่ออ.บาสพูดไปตรง ๆ เช่นนั้น คุณเจก็บอกว่า “คนนี้ไม่ใช่คู่หนูหรอ? เขาจะแต่งงานกับหนูแล้วนะ เตรียมของไว้หมดแล้ว” อ.บาสตอบว่า “พี่ไม่เห็นอนาคตจริง ๆ หนูไม่มีอนาคตกับคนนี้ ไม่ต้องแต่ง อยู่เฉย ๆ ทำบุญทำกุศลไป” อ.บาสเล่าว่ามีบางอย่างที่แปลกคือ เวลาที่อาจารย์แนะนำให้ทำบุญ คุณเจก็ไม่ทำจะดูดวงแค่อย่างเดียว คุณเจที่ผิดหวังกับคำตอบของอ.บาส จึงบอกว่า “ถ้าเกิดอาจารย์ว่าง อาจารย์ต้องมาหาหนูให้ได้นะ” อ.บาสบอกกลับไปว่า “ได้ ๆ เดี๋ยวว่างจะออกไป ตอนนี้ดูทางโทรศัพท์ไปก่อนเนอะ” เวลาผ่านไป 1 อาทิตย์ ช่วงนั้นมีเฟซบุ๊กแล้ว เมื่อประมาณปี 2557-2558 อ.บาสเลื่อนดูเฟซบุ๊ก ก็มีคนแชร์ข่าวมาว่า “มีแอร์โฮสเตสสาว กระโดดตึกที่ห้างแห่งหนึ่ง” ซึ่งเป็นข่าวดัง อ.บาสบอกว่า ท่าเสียชีวิตสวยมาก ชุดที่ใส่ต่อให้เป็นเสื้อยืด กางเกงวอร์มก็สวย และสมัยก่อนจะเบลอหน้าแค่นิดเดียว อาจารย์ก็รู้สึกว่า “เฮ้ย! นี่น้องคนนี้ เขามาหาเราบ่อย แล้วเราไม่เห็นอนาคตเขานี่หว่า” ตอนนั้น อ.บาสใจหล่นลงตาตุ่ม เพราะพึ่งคุยกันเมื่ออาทิตย์ก่อน บอกให้เขาทำบุญ เพราะว่าไม่เคยเห็นอนาคตของเขา อ.บาสก็รู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ออกไปหาคุณเจ คืนนั้นตอนที่ อ.บาสกำลังจะอาบน้ำก็ได้กลิ่นฟอร์มาลีน อ.บาสรู้ทันทีเลยว่าเป็นคุณเจ จึงสื่อสารไปว่า “หนูมาอย่างนี้ไม่ได้นะ อาจารย์รู้สึกไม่โอเค อาจารย์คุ้นกับหนูจริง แต่ว่าหนูมาอย่างนี้ไม่ได้ ถ้ามาก็ให้อาจารย์ฝันละกัน อาจารย์ทำใจไม่ได้จริง ๆ อาจารย์คุ้นเคยกับหนู อาจารย์เห็นว่าหนูเป็นน้องสาว” หลังจากนั้น อ.บาสก็ฝันเห็นคุณเจ เดินมาหาด้วยสีหน้าโกรธ แล้วบอกว่า “ดูดวงให้หนู!” แต่ในฝัน อ.บาสบอกว่า “หนูไม่มีอนาคต” อ.บาสก็ยังคงพูดคำเดิมเหมือน วันหนึ่งเพื่อนของคุณเจที่ชอบมาดูดวงเหมือนกันโทรมาบอกว่า “พี่บาส ๆ หนูฝันถึงเจว่ะ เจมันมาบอกว่า ให้หนูพาเจมาดูดวงหน่อย บอกว่าต้องการเจอพี่บาส แล้วมาแบบหน้าแดงเลย” อ.บาสบอกกลับไปว่า “ฝันคล้าย ๆ พี่เลย พี่ก็ฝันว่าดูดวงให้เขา แต่พี่ก็ไม่เห็นอนาคตเขาเหมือนเดิม” จากนั้น อ.บาสก็นัดเจอ ตอนนัดกันก็ให้เพื่อนของคุณเจเป็นตัวแทนดูดวง ปรากฏว่าทุกอย่างก็คลี่คลายและรู้ว่าคุณเจฆ่าตัวตายทำไม อยู่ที่ไหน ต้องการอะไร อ.บาสบอกว่า “ไปบอกแม่ บอกญาติเขาหน่อย” หลังจากนั้น อ.บาสก็ไม่ฝันอีก และก็ได้เคสนี้เป็นกรณีศึกษาว่า ถ้าอาจารย์ไม่เห็นอนาคต ต้องเป็นเรื่องใหญ่แล้ว เพราะการดูดวงเราต้องมองเห็นอนาคต…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ไปทำบุญที่ศาลเจ้ามาเลฯ หนึ่งวันก่อนเขาล้างป่าช้า มองไปรอบ ๆ ก็เจอกองทัพผีบุกมาขอส่วนบุญ! พอบอกให้หลังไหว้เสร็จต้องกรวดน้ำ ลูกทริปดันลืม ทำให้เจอผีมาตามขอส่วนบุญถึงในฝน

18 ก.ค. 2023

ไปทำบุญที่ศาลเจ้ามาเลฯ หนึ่งวันก่อนเขาล้างป่าช้า มองไปรอบ ๆ ก็เจอกองทัพผีบุกมาขอส่วนบุญ! พอบอกให้หลังไหว้เสร็จต้องกรวดน้ำ ลูกทริปดันลืม ทำให้เจอผีมาตามขอส่วนบุญถึงในฝน

‘คุณอุ๋มอิ๋ม คนเห็นผี’ มาเยือนรายการอังคารคลุมโปง X (11 กรกฎาคม 2566) ครั้งนี้พร้อมกับเรื่องราวสุดหลอนจากมาเลเซียมาเล่าให้ฟังกัน เรื่องนี้ทำให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ รวมถึงชาวอังคารคลุมโปงทุกคนต้องเสียวสันหลัง! ตามไปอ่านกันเลย เมื่อไม่นานมานี้ คุณอุ๋มอิ๋มได้จัดทริปเดินทางไปประเทศมาเลเซียพร้อมลูกทริปจำนวนหนึ่ง จุดประสงค์คือการไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามศาลเจ้า 7 แห่งของมาเลเซีย แต่ใครจะรู้ว่าพอถึงศาลเจ้าแรกก็เจอทีเด็ดเลย! ศาลเจ้าที่แรกที่คุณอุ๋มอิ๋มและลูกทริปไปนั้นตั้งอยู่ในเขตชุมชน โดยปกติแล้ว คุณอุ๋มอิ๋มจะต้องลงไปดูลาดเลาของสถานที่เสียก่อน จึงค่อยให้คนอื่น ๆ ในทัวร์ตามลงไป แต่เมื่อเท้าเริ่มแตะลงที่พื้นหน้าทางเข้า คุณอุ๋มอิ๋มก็เริ่มสงสัยแล้วว่า “นี่ใช่ศาลเจ้าใช่ป่าววะ” เพราะถ้าปกติแล้ว สถานที่ที่คนไปไหว้พระนั้นควรจะทำให้รู้สึกสบายใจ แต่ที่แห่งนี้คุณอุ๋มอิ๋มกลับรู้สึกอึดอัด แน่นตัว เหมือนกำลังเดินเข้าไปในฝูงชนอะไรซักอย่าง อย่างไรก็ดี คุณอุ๋มอิ๋มตอนนั้นก็ยังไม่ได้คิดอะไรมาก เชื่อว่าคงเป็นเพียงความรู้สึก jet lag หรือเหนื่อยจากการนั่งเครื่องบิน เมื่อคุณอุ๋มอิ๋มเดินต่อไปก็เจอกับศาลเจ้าตั้งอยู่ข้างนอก มีรูปเคารพของเจ้าที่ที่แต่งกายชุดมาเลเซีย คุณอุ๋มอิ๋มไหว้ศาลเจ้านี้ จากนั้นก็หันไปเห็นศาลเจ้าที่ที่ใหญ่กว่ามากตั้งอยู่ด้านหลัง ในนั้นดูเหมือนกำลังจัดงานใหญ่อะไรบางอย่าง โดยรอบตอนนั้นไม่มีใครอยู่เลยนอกจากกลุ่มคนที่มาทริปกันแต่จู่ ๆ ก็มีแสงวิบวับปรากฎให้เห็นตามถนน แต่คุณอุ๋มอิ๋มพยายามคิดแบบวิทยาศาสตร์ก่อนว่าคงเป็นแสงสะท้อนจากไฟตกกระทบกับถนนเพราะตอนนั้นมีฝนตกพรำ “โอ้โห!” คุณอุ๋มอิ๋มอุทานออกมา และบอกว่าในชีวิตนี้ยังไม่เคยเห็นศาลเจ้าที่ไหนทำพิธีใหญ่โตขนาดนี้มาก่อน มีคนนำกระดาษไหว้เจ้ามาพับทำเป็นสรวงสวรรค์อย่างอลังการ ด้านข้างมีกระดาษถูกพับเป็นคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่สูงตระหง่านเช่นกัน คุณอุ๋มอิ๋มเริ่มเกิดความสงสัยแล้วว่านี่คืองานอะไรกันแน่ และยังมีความรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้มีความคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก นอกจากนี้ยังมีหุ่นฟางขนาดยักษ์สูงประมาณตึกหนึ่งชั้นที่ตาก็ถูกปิดเอาไว้ มีมือสี่ข้างถือหนังสือ พู่กัน และอาวุธอีก 2 อย่าง นึกกี่ครั้งเธอก็ยังนึกไม่ออกว่านี่คืออะไรกันแน่ พอคุณอุ๋มอิ๋มกับทีมงานเริ่มเดินเข้าไปตัวอาคารของศาลเจ้า คุณอุ๋มอิ๋มก็เริ่มรู้สึกดีขึ้น คนข้างในให้การต้อนรับอย่างดิบดี เจ้าหน้าที่บอกว่า ณ ตอนนี้ให้ไหว้ได้เฉพาะตรงห้องโถงกลางเท่านั้น เพราะว่าห้องที่อยู่ลึกเข้าไปข้างในนั้น มีการเชิญเจ้าเข้ามาในห้องนั้นแล้ว จึงห้ามรบกวน แม้จะสามารถไหว้ได้เฉพาะตรงส่วนกลาง แต่ในใจคุณอุ๋มอิ๋มก็อธิษฐานขอให้เทพท่านแสดงอิทธิฤทธิ์บารมีเต็มที่ เพื่อให้ทุกคนในทริปได้รู้จักกับเทพแบบท่านมากขึ้น จากนั้นคุณอุ๋มอิ๋มและทีมงานต่างก็พากันเดินออกจากศาลเจ้า และในจังหวะที่คุณอุ๋มอิ๋มกลับหลังหัน เธอก็มองเห็นดวงวิญญาณจำนวนมากเรียงรายอยู่เต็มทั้งถนน! วิญญาณบางตนนั้นก็หน้าเละบ้าง ขาขาดบ้าง “ถ้าเกิดเป็นแบบนี้ให้ลูกทริปลงไม่ได้แน่” คุณอุ๋มอิ๋มคิดกับตัวเองก่อนจะหันหลังกลับไปหาศาลเจ้าและอธิษฐานจิตถามเทพท่านว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร เมื่อลองไปถามเจ้าหน้าที่ คุณอุ๋มอิ๋มก็ถึงบางอ้อว่า สถานที่แห่งนี้กำลังจะทำพิธีล้างป่าช้าครั้งแรกในรอบ 12 ปี และวันที่มาก็เป็นหนึ่งวันก่อนที่เขาจะทำพิธีกันพอดีเมื่อถึงขั้นนี้แล้วคุณอุ๋มอิ๋มก็ภาวนาให้เทพเจ้าประทานพรให้ส่งทหารอากงทหารสวรรค์ปกปักษ์รักษาเธอ ทีมงาน และลูกทริปทุกคนให้ปลอดภัย เมื่อคุณอุ๋มอิ๋มปล่อยให้ลูกทริปลงมา ก็ยังไม่กล้าบอกว่าตนไปเจออะไรมา ลูกทริปถ่ายรูปกันตามอัธยาศัย เมื่อไหว้เทพเจ้าข้างในตัวอาคารเสร็จแล้ว ก็ยังเหลือที่สุดท้ายที่จะต้องไปไหว้กันคือศาลเจ้าที่ซึ่งตั้งอยู่ข้างนอก คุณอุ๋มอิ๋มกำชับให้ลูกทริปทุกคนเมื่อไหว้เสร็จแล้วเดินกลับมาเลย หากเห็นอะไรไม่ต้องไปสนใจ ในจังหวะนั้นทุกคนก็เริ่มสงสัยแล้วว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลหรือไม่ เมื่อถึงเวลาต้องกลับ คุณอุ๋มอิ๋มก็กวาดสายตามองลูกทริปเป็นรายคน เพื่อป้องกันใครติดสอยห้อยตามมาด้วย พอทุกคนจะเดินทางกลับขึ้นรถก็มีเจ้าหน้าที่ศาลเจ้าเรียงรายส่งแขกตามริมทางเดิน คุณอุ๋มอิ๋มบอกว่าในเมื่อเธอและทุกคนที่มาในวันนี้ก็มาเพื่อมาทำความดีแล้ว ก็จะขอให้ลูกทริปทุกคนอุทิศส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณต่าง ๆ ด้วยผ่านการกรวดน้ำ และคุณอุ๋มอิ๋มก็เฉลยเรื่องราวทั้งหมดให้ลูกทริปฟังตอนอยู่บนรถ แต่ผลคือลูกทริปทุกคนต่างก็พากันยินดีที่ตนเองได้มาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ดวงวิญญาณเหล่านั้นกัน แต่เรื่องของเรายังไม่จบแค่นี้ หลายวันให้หลัง เมื่อกลับถึงประเทศไทย คุณอุ๋มอิ๋มเริ่มได้รับข้อความจากคนที่ไปทริปมาเลซีย เขาบอกว่าตัวเองฝันเห็นคนสภาพเหมือนซอมบี้มาทึ้งมาจับตัว เขาสงสัยอยู่สักพักว่าวิญญาณนี้ต้องการอะไร จนกระทั่งนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองยังไม่ได้กรวดน้ำให้ดวงวิญญาณที่เจอที่ศาลเจ้าเลย เขาจึงรีบกรวดน้ำเสร็จสรรพแล้วบอกคุณอุ๋มอิ๋ม สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่ลูกทริปคนนี้คนเดียว มีลูกทริปจำนวนหนึ่งเลยที่มีวิญญาณที่เขาตามมาขอส่วนบุญ คุณอุ๋มอิ๋มยังฝากทิ้งท้ายให้กับชาวคลุมโปงทุกคนด้วยว่า เราควรกรวดน้ำหลังทำบุญ เพราะมันเหมือนเป็นการทำบุญอย่างเสร็จสมบูรณ์ นอกจากเราจะตั้งจิตภาวนาให้ได้มาซึ่งบุญกุศลแล้ว เรายังให้ทานแก่ดวงวิญญาณที่เขามาขออีกด้วย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณออโต้ 'ยายสา' l อังคารคลุมโปง X พูห์-พาเวล [ 25 พ.ย.2568 ]

02 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณออโต้ 'ยายสา' l อังคารคลุมโปง X พูห์-พาเวล [ 25 พ.ย.2568 ]

ในทุกความมืดมิด และความสว่างยังคงมีการรอคอยจากยายสา คำพูดของเด็กสาวที่พูดเล่นในวันนั้นว่า จะไปอยู่ด้วย ทำให้มีวิญญาณของยายแก่มาคอยตามติดชีวิต และจนกว่าจะอายุ 25 ปี เธอจะต้องอยู่รอดต่อไปให้ได้ไม่งั้นความตาย ที่รอเธออยู่ก็จะคลืบคลานมาพร้อมกับยายสา เรื่องเล่าของการรอคอยในความมืดที่ “คุณออโต้” ได้ฟังมาจากน้องน้ำ เป็นเรื่องราวที่ทำให้อุณหภูมิจากอากาศหนาว ๆ กลายเป็นร้อนทันที สามารถติดตามไปพร้อมกับ “ดีเจเจ็ม และ ดีเจแนน” ในรายการคลุมโปง ( 25 พฤศจิกายน 2568) ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว... ในช่วงเวลานั้น น้ำอาศัยอยู่ที่ภาคอีสาน บ้านของเธอค่อนข้างที่จะชนบทมากทุก ๆ วันน้ำจะต้องออกไปที่สวนกับพ่อ และน้องสาว แต่ในอาทิตย์นั้นไม่เหมือนที่ผ่านมาเพราะเธอไม่สบาย แต่พอน้ำอาการดีขึ้น ก็เลยเดินลงมาข้างล่าง เพื่อที่จะสูดอากาศยามเย็นช่วงโพล้เพล้ในตอนนั้นคุณแม่ ของเธอกำลังทำกับข้าว น้ำเลยเดินไปนั่งแถว ๆ ชานบ้านหางตาของเธอเหลือบไปเห็นยายคนนึง กำลังจะเดินผ่านหน้าบ้าน แค่เห็นก็รู้ว่าเป็นยายสา คนที่อยู่ระแวกแถวบ้าน น้ำก็ไม่ได้คิดอะไรนั่งทำนู่นทำนี่ของตนเองไปแต่ยายสา กับมายืนอยู่ตรงบ้าน พร้อมพูดว่า ‘หลานเอ้ย ขอน้ำกินหน่อย’ น้ำก็เลยรีบวิ่งไปเอาน้ำให้คุณยาย แต่ยายมีท่าทีที่ยิ้มแปลก ๆ เมื่อเธอยื่นน้ำไปให้มือสาก ๆ เหี่ยวย่นของคนแก่ก็ลูบมาที่เนื้อตัวเธอ พร้อมกับชมว่า ‘เป็นคนดีจัง อยากเอาไปอยู่ด้วย’น้ำคิดแค่ว่า... ยายคงแค่พูดหยอก จึงตอบกลับไปด้วยความไม่ประสีประสาว่า...“จ้า จะให้ไปไหนล่ะ เดี๋ยวหนูไปด้วย” เป็นการพูดหยอกล้อกันตามประสาเด็ก กับผู้ใหญ่ หลังจากนั้นไม่นานแม่ก็ตะโกนเรียกให้เธอเข้าบ้านมากินข้าว ยายสาเลยค่อย ๆ ยื่นแก้วน้ำส่งคืนชั่วเวลาไม่กี่วิที่น้ำ หันไปมองแม่ และหันกลับมาหายาย ตรงหน้าของเธอก็เหลือแต่ความว่างเปล่า ยายสาได้หายไปแล้วน้ำเลยเดินกลับไปหาแม่ที่กำลังวุ่นวายกับการเตรียมอาหารเย็น แม่ถามเธอว่า...‘เมื่อกี้้คุยกับใคร ทำไมเสียงดังจัง’ แต่พอน้ำบอกว่า เธอคุยกับยายสา สีหน้าของแม่ก็ตกใจแล้วรีบบอกให้น้ำ รีบกินข้าว และรีบกลับขึ้นไปนอน ตัวเธอเองก็ทำตามที่แม่บอกในคืนนั้นช่วงเวลาสี่ทุ่ม น้ำสะดุ้งตื่นขึ้นมา เพราะได้ยินเสียงคนเปิดประตูดังแอ๊ด… ดวงตาของเธอมองผ่านไปตรงประตู ช่วงจังหวะนั้นเอง ร่างที่เดินเข้ามาเป็นเงาเหมือนกับแม่ ของตนเองเธอเลยคิดว่า แม่คงมาดูอาการไข้ตามปกติ จึงจะหลับตาต่อ แต่ความรู้สึกที่น้ำ ได้รับคล้ายกับว่ามีน้ำอะไรเหนียว ๆ หยดลงมาบนหน้าจนเธอต้องลืมตาตื่นขึ้นมาดู สิ่งที่ได้เห็นผ่านความมืดที่เงียบงัน คือร่างของแม่เธอที่กำลังเอาลิ้นเลียหน้า น้ำตกใจมากด้วยความกลัวแต่ก็ขยับตัวไม่ได้ร่างที่อยู่ในความมืดดำพูดออกมาเบา ๆ ว่า “เป็นตาแซ่บน้อ” จนเธอต้องรวบรวมความกล้า กรีดร้องออกมาจนลั่นบ้านเพื่อเรียกพ่อกับแม่ หางตาของน้ำ มองร่างของผู้หญิงที่เป็นแม่ แต่กลายเป็นว่า มันคือยายสา พ่อกับแม่รีบวิ่งขึ้นมาดูเธอ แต่ยายสารีบกระโดดจากหน้าต่างลงไป และเป็นเสียง สวบ สาบ ของร่างคนที่วิ่งลัดเลาะทุ่งนา เธอเลยรีบวิ่งไปกอดแม่ พร้อมกับเล่าทุกอย่างให้ฟังแม่รีบไปตามยายหมอธรรมข้างบ้าน มาผูกข้อแขนพร้อมกับเรียกขวัญให้ แต่ก็ยังไม่มีใครพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ดีจนเวลาผ่านเลยไปสองวัน เธอก็หายไข้แล้ว แม่ก็ถามไถ่อาการตามปกติ แต่น้องสาวก็บอกว่าตอนกลางคืน น้ำชอบออกมานั่งยอง ๆ มองเธอแบบแปลก ๆ แต่น้ำกับไม่รู้ตัวเลยว่าได้ทำลักษณะท่าทางแบบนี้ และเวลาก็ผ่านพ้นไป ด้วยความที่ข้างบ้านมีคนทำพิธีไล่ผีกัน น้ำเลยชวนน้องสาวออกไปดูข้างหน้าที่เธอเห็นก็จะมีหมอธรรมที่กำลังทำพิธี แต่ข้างในสุดของบ้านหลังนี้เป็นยายสาที่กำลังนั่งกินอะไรสักอย่างอยู่ น้ำตกใจกับสิ่งที่เห็นเลยรีบเล่าให้น้องฟัง แต่กลายเป็นว่ามีแค่เธอคนเดียวที่เห็น พวกเธอเลยจะรีบวิ่งออกไป แต่ยายแก่ก็วิ่งเข้ามาจับแขนบอกให้เธอไปอยู่กับยาย น้ำจึงสลบลงไปด้วยความกลัวรู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีก็อยู่ที่วัด กับพ่อแม่ และตอนนั้นเอง น้ำเลยได้รู้ว่า ยายสาเป็นหมอธรรมที่เล่นวิชาจนของเข้าตัว คนในหมู่บ้านเชื่อว่า แกโดนผีปอบสิงตอนที่เธอเห็นยายสาเดินผ่านหน้าบ้านจริง ๆ แล้วแกนอนป่วยติดเตียงอยู่ แต่มีคนหลายคนเห็นยายสา เดินไปเดินมายายแกเหมือนจะถูกใจน้ำ จึงมาทำพิธีจองตัวไว้พระท่านจึงทำพิธีแก้ให้กับน้ำไว้ ให้พกท้าวเวสสุวรรณติดตัวหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น น้ำก็ยังคงเห็นยายสา แต่แกเข้ามาหาเธอไม่ได้ และทุกวันพระวันโกน ยายสาจะชอบมานั่งยอง ๆ บนหลังคา คอยมอง วันที่น้ำได้ของจากพระมา ก็เป็นวันเดียวกับที่ยายสาเสีย หลวงตาท่านบอกว่า ถ้าครบ 25 ปี ทุกอย่างจะคลี่คลายลง….(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-