เรื่องเล่าจากแจ็ค The Ghost Radio 'ภพ สื่อ คดีดัง' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [21 ม.ค. 2568]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากแจ็ค The Ghost Radio 'ภพ สื่อ คดีดัง' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [21 ม.ค. 2568]

26 ม.ค. 2025

       เมื่อความหึงหวงนำมาซึ่งคดีฆาตกรรมอำพรางสุดหลอน! ‘แจ็ค The Ghost Radio’ ได้นำเรื่อง ‘ภพ สื่อ คดีดัง’ เรื่องเล่าของ ‘คุณต้นอ้อ’ จากรายการ ‘The Ghost Radio’ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’(21 มกราคม 2568) ร่วมฟังเรื่องราวลึกลับของการตามหาร่างไร้วิญญาณที่ไม่ว่าหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านกันเลย!

       ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว คุณต้นอ้อได้รับการติดต่อจากครอบครัวหนึ่ง โดยได้รับแจ้งว่าลูกสาวหายตัวไปและลูกเขยได้ผูกคอตายไปแล้ว ซึ่งลูกสาวนั้นได้หายตัวไปและไม่สามารถติดต่อได้ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม วันถัดมา ทางครอบครัวก็ได้พยายามติดต่อลูกสาวอีกครั้ง และในวันที่ 13 มีนาคม ได้มีข้อความจากลูกเขยส่งมาว่า

       “ผมแค้น เขาทำผมเจ็บมาก ขอโทษนะแม่”

       หลังจากเห็นข้อความ คุณพ่อและคุณแม่ก็ตกใจมาก จึงรีบเดินทางไปที่บ้านของลูกเขย เมื่อมาถึงก็เจอกับหลานสาวอายุ 2 ขวบ ที่นั่งเล่นอยู่บริเวณบ้าน จากนั้นคุณแม่ก็เดินไปดูรอบ ๆ บ้าน แล้วก็ต้องตกใจกรี๊ดออกมา เมื่อเห็นศพของลูกเขยที่ผูกคอตายอยู่ในห้องน้ำ แต่กลับไม่พบตัวลูกสาว คุณแม่จึงคิดว่าลูกสาวของตนนั้นไม่ปลอดภัย เพราะลูกสาวเคยทะเลาะกับลูกเขยอย่างรุนแรงหลายครั้งจนหนีไปแล้วตกบ่อน้ำ คุณพ่อกับคุณแม่จึงไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยในบริเวณนั้น เพื่อตามหาลูกสาวและเข้ามาตรวจสอบศพของลูกเขย เมื่อเจ้าหน้าที่และกู้ภัยมาถึงก็ได้ทำการปูพรมหาตัวลูกสาวทันที

       กระทั่งวันที่ 15 มีนาคม ก็ยังไม่ทราบข่าว คุณพ่อและคุณแม่จึงร้องเรื่องไปยังทีมกู้ภัยของจังหวัดที่มีเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์พร้อมกว่า รวมทั้งมีนักประดาน้ำมาช่วยทำการค้นหา ซึ่งบริเวณนั้น ทางด้านหน้าจะเป็นบ้านของลูกเขยและลูกสาว ด้านหลังเป็นบ้านของพ่อแม่ลูกเขย ส่วนข้าง ๆ จะเป็นไร่ข้าวโพดและไร่อ้อยขนาดใหญ่ มีบ่อน้ำ 4 บ่อ เป็นบ่อน้ำปิดที่มีขนาดใหญ่ มีทั้งจอกแหน และกิ่งไม้อยู่เต็มบ่อ เจ้าหน้าที่ทำการค้นหาตลอดทั้งวันแต่ก็ยังไม่พบอะไร

       จนถึงวันที่ 16 มีนาคม คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจติดต่อไปที่คุณต้นอ้อเพื่อขอให้รับเคสนี้และช่วยตามหาลูกสาวของตน เมื่อคุณต้นอ้อได้รับข้อมูลทั้งหมดจากครอบครัวก็ดำเนินการวางแผนกับทีมงานเผื่อช่วยเหลือทันที เนื่องจากสถานที่มีขนาดใหญ่จึงไม่สามารถใช้กำลังคนในการค้นหาอย่างเดียวได้ จำเป็นต้องพึ่งเทคโนโลยี คุณต้นอ้อจึงได้ติดต่อไปที่สำนักข่าวที่มีโดรนจับความร้อนเพื่อนำมาช่วยค้นหา ทางด้านสำนักข่าวตอบตกลงและยินดีให้ความช่วยเหลือ ในช่วงเย็นของวันนั้นนักข่าวที่สนิทกับคุณต้นอ้อ (ซึ่งเรียกคุณต้นอ้อว่า แม่) ได้บอกกับคุณต้นอ้อว่า

       “แม่ หนูรู้สึกยังไงไม่รู้ มันเคว้ง ๆ หวิว ๆ บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเคสนี้มันยังไง เดี๋ยวหนูจะเอาพระ เอาท้าวเวสสุวรรณไปด้วย”

       คุณต้นอ้อจึงตอบว่า “เอาไป มีอะไรเอาไปให้หมดเลย เพื่อความสบายใจ คืนนี้ก็นอนให้เต็มที่ พรุ่งนี้เจอกัน”

       และทุกครั้งก่อนที่คุณต้นอ้อจะรับเคส จะมีการปรึกษากับอาจารย์ที่นับถือและรู้จักกัน คุณต้นอ้อจึงส่งรูปของผู้หญิงคนนี้ให้กับอาจารย์ และถามอาจารย์ว่า “คนนี้ยังมีชีวิตอยู่มั้ยคะ หายตัวไปค่ะ”

       อาจารย์ตอบกลับมาว่า “ทำไมผมเห็นเป็นศพ”

       คุณต้นอ้อจึงถามต่อ “ศพอยู่บริเวณไหนคะ ในป่าหรือในน้ำคะ”

       อาจารย์ตอบว่า “เดี๋ยวนะ เดี๋ยวขอชื่อวันเดือนปีเกิดมาให้หน่อย ให้เวลาผมเข้าห้องพระแปปนึง”

       แต่ยังไม่ทันที่อาจารย์จะเข้าห้องพระก็ตอบกลับมาก่อนว่า

       “ทำไมผมเห็นเป็นผู้ชายพาตัวเข้าไปในป่า”

       จากนั้นคุณต้นอ้อก็ส่งชื่อและนามสกุลไป ระหว่างที่คุณต้นอ้อจะส่งวันเดือนปีเดินไปให้นั้น อาจารย์ก็ส่งข้อความกลับมาว่า

       “คุณต้นอ้อ ส่งใครมาให้ผม ทำไมมีผีผู้ชายตายโหงทับร่างผู้หญิงอยู่ เป็นผีผู้ชายลิ้นจุกปาก”

       แต่ ณ ตอนนั้นเรื่องนี้ยังไม่เป็นข่าวที่ไหน และไม่มีใครรู้ข้อมูลของเคสนี้นอกจากคนที่อยู่ในบริเวณนั้น นอกจากนี้อาจารย์ยังบอกอีกว่า

       “ก่อนไป พกเท้าเวสสุวรรณติดตัวไปด้วยนะ เพราะพลังอาฆาตแรงมาก”

       คุณต้นอ้อตอบรับ และอาจารย์ยังบอกต่อว่า “กรณีนี้อาฆาตแรงมาก หัวกับตัวอาจจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน ยังไม่เห็นว่าอยู่บริเวณไหน ผู้ชายเป็นคนจังหวัดนี้หรือเปล่า เพราะผีผู้ชายเฮี้ยนมาก”

       และผู้ชายคนนี้ยังพยายามสื่อกับอาจารย์อีกว่า “ถ้ามึงอยากตาย มึงก็ลองดู”

       วันที่ 17 มีนาคม คุณต้นอ้อเดินทางไปที่จุดเกิดเหตุเพื่อพบกับคุณพ่อคุณแม่ที่ได้แจ้งเรื่องมา เมื่อถึง คุณต้นอ้อก็พาคุณพ่อคุณแม่ไปที่บ้านที่เกิดเหตุ ตรงไปที่หน้าห้องน้ำเพื่อจุดธูปขอขมา ว่าไม่ได้มีเจตนาทำร้ายใครแต่มาเพื่อช่วยปลดทุกข์ และขอให้เจอลูกสาวที่หายไป

       ระหว่างนั้นคุณต้นอ้อได้เดินสำรวจเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม ในเวลา 5 โมงเย็น นักข่าวก็ส่งโดรนจับความร้อนมา หลังจากเตรียมอุปกรณ์เสร็จ โดรนก็ขึ้นในช่วงที่ฟ้ามืดพอดี เพราะยิ่งมืดเท่าไหร่โดรนก็สามารถตรวจจับความร้อนได้ดีขึ้น เมื่อส่งโดรนขึ้นไปผ่านไร่ข้าวโพดและไร่อ้อย ตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงประมาณ 4 ทุ่ม ก็ตรวจจับได้เพียงแค่ความร้อนจากซากสัตว์เท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงยุติการค้นหา

       ในคืนนั้น คุณต้นอ้อเลือกนอนโรงแรมในอำเภอกับน้องนักข่าวอีก 2 คน ซึ่งเป็นโรงแรมไม้ 1 ห้องนอนมี 2 ชั้น คุณต้นอ้อเลือกนอนชั้น 2 และด้านล่างไม่มีใครอยู่ พื้นห้องเป็นไม้ที่สามารถมองผ่านช่องระหว่างไม้ไปเห็นข้างล่างได้ คุณต้นอ้อพยายามสะกดจิตตัวเองว่าจะไม่มองไปที่ช่องนั้น และนำของศักดิ์สิทธิที่พกมาด้วยออกมาว่างเรียงไว้ คุณต้นอ้อทำแบบนี้เพราะรู้สึกกลัวผู้ชาย

       หลังจากนั้นก็สลับกันไปอาบน้ำ เมื่อคุณต้นอ้ออาบน้ำเสร็จ ตาก็เหลือบไปมองช่องไม้ และเห็นคนเดินผ่านไปข้างล่าง ซึ่งข้างล่างไม่มีคนอยู่ แต่คุณต้นอ้อก็ไม่ได้พูดอะไรและเข้านอนทันที ในตอนที่คุณต้นอ้อหลับไปนั้น คุณต้นอ้อได้ฝันว่า ตนนั้นอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุและกำลังเดินหาน้องผู้หญิง ในตอนที่กำลังหาอยู่นั้น น้องผู้หญิงก็กำลังยืนมองคุณต้นอ้อหาตัวเองอยู่ เมื่อตื่นขึ้นคุณต้นอ้อก็เล่าเรื่องที่ฝันให้กับน้องนักข่าวฟัง

       วันที่ 18 มีนาคม คุณต้นอ้อและทีมพร้อมตำรวจได้ทำการตรวจสอบหลักฐานที่รวบรวมได้ พบรอยคราบเลือด และ GPS ของรถยนต์พบว่าขับอยู่รอบ ๆ บริเวณนั้น  ซึ่งยังไม่ได้ข้อมูลที่สำคัญมากนัก คุณต้นอ้อจึงกลับมาสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง ระหว่างนั้นมีข้อความจากอาจารย์ว่า

       “ให้คุณพ่อของฝ่ายหญิงไปจุดธูปไหว้อีกครั้ง แต่อยากให้อโหสิกรรมให้ฝ่ายชาย ให้อโหสิกรรมแบบจริงใจ”

       ตอนนั้นคุณต้นอ้อจึงนึกได้ว่า ในวันแรกที่มีการขอขมาคุณพ่อนั้นยังมีความรู้สึกโกรธที่ลูกสาวของตนหายไป และคิดว่าลูกเขยนั้นเป็นคนทำร้ายลูกของตน คุณต้นอ้อจึงบอกผ่านทางคุณแม่ คุณพ่อก็รับฟังและทำตาม ระหว่างที่จุดธูปอยู่นั้นคุณต้นอ้อได้สังเกตเห็นว่าคุณพ่อร้องไห้และกล่าวอโหสิกรรมขอให้เจอลูกสาว หลังจากคุณพ่อปักธูปเสร็จคุณต้นอ้อก็เดินไปรอบ ๆ บริเวณบ้านพร้อมกับไลฟ์สดไปด้วย และเมื่อเดินไปก็สังเกตเห็นว่ามีการจุดกองไฟที่เยอะมากผิดปกติ จึงเรียกทีมงานมาตรวจสอบ

       กองแรกอยู่บริเวณใกล้น้ำ ทีมงานตรวจสอบดูและพบกับเสื้อผ้าชุดชั้นในที่โดนเผา และเจอเข้ากับกระดูกชิ้นเล็ก ๆ แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นกระดูกคนหรือสัตว์ จึงให้ทีมงานเก็บหลักฐานไว้

       กองที่สองพบเครื่องประดับและโทรศัพท์มือถือที่โดนเผา พร้อมกับเศษกระดูกแต่ยังไม่ทราบว่าเป็นกระดูกอะไรหรือส่วนไหน

       และถัดไปอีกไม่ไกล พบกองไฟอีกหนึ่งกอง เป็นกองที่ใหญ่ที่สุด เมื่อได้ตรวจสอบ ก็พบกระดูกชิ้นใหญ่ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นกระดูกข้อมือ หรือข้อขา แต่ยังไม่ทราบแน่ชัด จำเป็นต้องรอนิติเวชมายืนยัน คุณต้นอ้อยังคงเดินตรวจสอบบริเวณนั้นจนถึงเย็นสุดท้ายก็ไม่ได้หลักฐานอะไรเพิ่มเติม จึงแยกย้ายกันกลับ คุณต้นอ้อเดินทางกลับมาที่โรงแรม ด้วยความเหนื่อยล้าจึงหลับไป และในคืนนั้นคุณต้นอ้อก็ได้ฝันถึงเรื่องเดิมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ต่างออกไป ในฝันคุณต้นอ้อได้พูดว่า

       “พี่มาช่วย ถ้าอยากให้พี่เจอ ส่งสัญญาณให้พี่หน่อย บอกหน่อยว่าหนูอยู่ไหน”

       หลังจากนั้นอาจารย์ก็ได้ส่งข้อความมาบอกว่า มองไม่เห็นผู้ชายแล้ว

       เช้าวันที่ 19 มีนาคม คุณต้นอ้อกลับไปที่เกิดอีกครั้งและได้เดินไปตามกองไฟอื่น ๆ ก็พบกระดูกมากขึ้น ทุก ๆ กองนั้นมีกระดูกที่โดนเผา ระหว่างนั้นคุณต้นอ้อก็เดินไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง เพราะเห็นว่าต้นไม้ต้นนี้ด้านบนเหี่ยวเฉา และกองไฟด้านล่างตรงกับรอยบนต้นไม้พอดี ซึ่งการที่ไฟสามารถลุกไปถึงข้างบนต้นไม้ได้นั้นต้องมีเชื้อเพลิงมาจากยางรถยนต์ และนอกจากนี้ก็ยังพบเศษยางรถยนต์ตกอยู่บริเวณบริเวณนั้นด้วย คุณต้นอ้อจึงเรียกเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ และสันนิษฐานได้ว่าเป็นการเผานั่งยาง ซึ่งอาจจะมีการแยกชิ้นส่วนตามจำนวนกองไฟที่พบ เพราะกระดูกที่พบมีลักษณะไหม้เกรียมที่เกิดจากการเผาด้วยยาง คุณต้นอ้อได้เดินไปดูบริเวณรอบๆ อีกครั้งเพื่อตามหายางรถยนต์ และมีหนึ่งสิ่งที่จะต้องหลงเหลือแน่นอน คือ ลวดหรือใยเหล็ก ที่โดนเผาไฟแล้วไม่ไหม้ ในขณะที่กำลังเดินหา คุณต้นอ้อคิดในใจว่า

       “หนู ตอนนี้พี่เหนื่อย พ่อแม่เหนื่อย เจ้าหน้าที่ทุกคนเหนื่อย ถ้าอยากให้พี่เจอ ช่วยบอกหรือส่งสัญญาณมาหน่อยว่า หนูอยู่ตรงไหน”

       ระหว่างนั้นคุณต้นอ้อที่กำลังไลฟ์สดอยู่ก็เดินมาถึงขอบบ่อและแพนกล้องไปที่พื้น ได้พบกับขดลวดใยเหล็กกองอยู่ด้านข้างบ่อ ติดกับต้นกล้วยแห้งๆ สันนิษฐานได้ว่า หลังจากผู้ชายเผาร่างเสร็จ ก็พยายามเอาใยเหล็กที่ไม่โดนเผาโยนลงน้ำ แต่ไม่ได้สังเกตว่าใยเหล็กนั้นลงไปในน้ำหรือเปล่า เพราะได้สืบทราบมาจากทางแม่ของฝ่ายชายว่า ฝ่ายชายได้ไปซื้อยางรถยนต์ แต่ไม่รู้ว่าซื้อไปทำอะไร และขดลวดที่คุณต้นอ้อพบวางอยู่บนใบตองของต้นกล้วยที่ล้มลงไปในน้ำ คุณต้นอ้อเห็นดังนั้นก็รีบตะโกนบอกทีมงานว่าเจอใยเหล็กแล้ว เจ้าหน้าที่ได้นำใยเหล็กไปตรวจสอบหลังจากนั้นทุกคนจึงลงความเห็นกันว่าร่างของน้องผู้หญิงอยู่ในบ่อนี้ ซึ่งเป็นบ่อเดียวกับที่เจ้าหน้าที่เคยดำน้ำลงไปหาแต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบอะไร เจ้าหน้าที่ลงความเห็นว่าต้องลงไปในบ่ออีกครั้งจึงติดต่อนักประดาน้ำของจังหวัดเวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่นักประดาน้ำก็มาถึงและลงไปในบ่อ แต่ก็ยังไม่พบอะไรอยู่ดี

       ทางด้านคุณต้นอ้อนั้นได้สังเกตเห็นต้นกล้วยที่ล้มลงมีลักษณะคล้ายถูกตัดตรงปลายกล้วยนั้นลงไปในบ่อน้ำ ซึ่งผิดธรรมชาติและขดลวดอยู่ตรงบริเวณนั้นพอดี คุณต้นอ้อจึงให้เอาต้นกล้วยออกไปและให้นักประดาน้ำค้นหาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นนักประดาน้ำได้ดำลงไปและขึ้นมาพร้อมกับส่วนบนของลำตัวที่ไม่มีหัว สาเหตุที่นักประดาน้ำหาไม่เจอเพราะโดนต้นกล้วยกด เมื่อนำขึ้นมา กลิ่นไหม้ก็ตลบอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ ส่วนคุณพ่อ คุณแม่และญาติเมื่อทราบว่าเจอร่างแล้ว ก็อยากให้หาส่วนหัวให้เจอ แต่เจ้าหน้าที่พยายามเท่าไหร่ก็หาไม่เจอจึงสิ้นสุดการค้นหาในวันนั้น

       ผ่านไป 1-2 วัน ได้มีการนำเครื่องดูดน้ำมาเพื่อดูดน้ำออกจากบ่อซึ่งใช้เวลาอยู่หลายวัน จนเจอส่วนหัวในที่สุดและเป็นบ่อเดียวกันกับที่เจอส่วนของลำตัวและส่วนต่างๆ เมื่อย้อนกลับไปก็ตรงตามที่อาจารย์บอกว่า ถ้าเจอศพหัวกับตัวอาจจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน

       พี่แจ็คทิ้งท้ายว่า เคสนี้เกิดจากความหึงหวงอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้า

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

3 วัน 7 วัน ตามเก็บรอยเท้า! รุ่นพี่คนสนิทจากไปแล้ว แต่จิตยังรักษาสัญญา พอถึงวันนัดยังขับมอเตอร์ไซค์คู่ใจมารับที่หอตามที่เคยสัญญากันไว้

09 ก.พ. 2024

3 วัน 7 วัน ตามเก็บรอยเท้า! รุ่นพี่คนสนิทจากไปแล้ว แต่จิตยังรักษาสัญญา พอถึงวันนัดยังขับมอเตอร์ไซค์คู่ใจมารับที่หอตามที่เคยสัญญากันไว้

รุ่นพี่คนสนิทเสียชีวิตไปแล้ว แต่ยังคงวนเวียนให้คนรอบข้างพบเห็น ถึงขั้นมารับที่หอตามที่เคยนัดกันไว้ เรื่องราวนี้ ‘คุณออโต้’ ได้โทรเข้ามาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (6 กุมภาพันธ์ 2567) ให้ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘คุณก็อป’ (ดีเจจำเป็น) ได้ฟัง จะหลอนแค่ไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ตรงของ ‘คุณออโต้’ (นามสมมติ) โดยคุณออโต้เริ่มเล่าว่า ต้องย้อนไปเมื่อ 25 ปีก่อน เป็นช่วงที่คุณออโต้เรียนอยู่ปีหนึ่ง มีรุ่นพี่ที่คุณออโต้สนิทมาก ชื่อว่า ‘พี่เป้’ ซึ่งมีอายุมากกว่าคุณออโต้หนึ่งปี เพราะว่าพี่เป้ซิ่วกลับมาเรียนใหม่ พี่เป้เป็นคนร่าเริง ชอบคุยกับคน จึงเป็นที่รักของคนในคณะ อีกทั้งพี่เป้ยังเป็นคนที่รักษาสัญญามาก เช่น ถ้านัดคุณออโต้ไว้ 8 โมง พี่เป้จะมาตรงเวลา 8 โมงเป๊ะไม่เคยเลท เมื่อ 25 ปีก่อนนั้น ถ้าใครมีรถมอเตอร์ไซค์ขับในมหาวิทยาลัยถือว่าสุดยอดมาก ซึ่งพี่เป้คือหนึ่งในคนที่มีรถมอเตอร์ไซค์แถมยังเป็นรุ่นเวสป้าสุดเท่อีกด้วย และเป็นแค่คนเดียวที่ขับรุ่นนี้ ตอนนั้นเป็นช่วงสอบปลายภาค 5 วันวันจันทร์ - สอบปลายภาควันที่ 1 วันแรกคุณออโต้ก็ไปสอบตามปกติ แต่บังเอิญสังเกตเห็นสีหน้าพี่เป้เหมือนจะเคร่งเครียดกับอะไรบางอย่าง คุณออโต้จึงถามพี่เป้ไปว่า “เห้ย! พี่เป็นอะไร?” ตอนแรกคุณออโต้คิดว่าพี่เป้เครียดเรื่องสอบ แต่ปรากฏว่าพี่เป้เครียดเพราะทะเลาะกับแฟน คุณออโต้ก็บอกพี่เป้ไปว่า “สอบเสร็จเดี๋ยวค่อยไปขอคืนดี เดี๋ยวก็คืนดีกันเหมือนเดิม” แต่คราวนี้พี่เป้กับแฟนทะเลาะกันรุนแรงจนถึงขั้นขอเลิก ด้วยความที่พี่เป้เครียดเรื่องแฟน จึงพูดกับคุณออโต้ว่า “ไอโต้วันศุกร์ที่จะถึงนี้ พาพี่ไปเที่ยวหน่อยนะ เดี๋ยวพี่จะเลี้ยงเอง” พี่เป้บอกคุณออโต้ว่าประมาณ 2 ทุ่มกว่า เขาจะโทรมาที่หอพักคุณออโต้ (สมัยก่อนยังไม่มีมือถือส่วนตัวจึงต้องใช้วิธีนี้) เพื่อให้คุณออโต้เตรียมตัวก่อน แล้วเมื่อถึงเวลา 4 ทุ่มพี่เป้ถึงจะออกมารับตามที่นัดกันไว้ เมื่อนัดหมายกันเสร็จ ทั้งคู่ก็แยกย้ายไปสอบวันอังคาร - สอบปลายภาควันที่ 2 ถัดมาวันอังคาร ซึ่งเป็นวันสอบอีกวัน คุณออโต้ไม่เจอพี่เป้แต่ก็คิดว่าพี่เป้คงจะป่วย เพราะที่มหาวิทยาลัยสามารถยื่นเอกสารเพื่อเลื่อนวันสอบได้ เมื่อสอบเสร็จคุณออโต้ก็กลับหอพักไปนอน แต่ก็ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ประมาณ 2 ทุ่มกว่า เพื่อที่จะตื่นมาอ่านหนังสือ แต่ในระหว่างนั้นก็มีสายโทรศัพท์เข้ามาในหอพัก แล้วก็มีน้องคนนึงตะโกนว่า “พี่โต้ห้อง 6 ออกมารับโทรศัพท์หน่อย” คุณออโต้จึงรีบไปรับสาย ปรากฏว่าปลายสายเป็นเพื่อนของคุณออโต้ที่โทรเข้ามา บอกคุณออโต้ว่า “ไอโต้ทำใจดีๆ นะ” ตอนนั้นคุณออโต้คิดในใจว่าจะให้ทำใจอะไร จึงถามปลายสายไปว่า “มีอะไร” เพื่อนตอบมาว่า “พี่เป้เสียแล้ว!” คุณออโต้ตกใจมาก จึงถามเพื่อนว่า “พี่เป้เสียได้ยังไง” เพื่อนจึงได้เล่าให้ฟังว่า “วันอังคารช่วงเช้า พี่เป้ขับมอเตอร์ไซค์แล้วเกิดประสานงากับคนที่เมาแล้วขับสวนเลนมา จึงทำให้พี่เป้เสียชีวิตคาที่พร้อมกับคู่กรณี” คุณออโต้คิดในใจว่าไม่น่าเลย เพราะเพิ่งคุยกับพี่เป้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี้เอง แต่ตอนนั้นคุณออโต้ยังต้องโฟกัสเรื่องสอบ จึงบอกเพื่อนไปว่า “ถ้าจะไปงานศพของพี่เขาวันไหน ให้ขี่มอเตอร์ไซค์มารับหน่อย” เพราะคุณออโต้ไม่มีมอเตอร์ไซค์วันพุธ - สอบปลายภาควันที่ 3 ต่อมาในวันพุธ เป็นวันที่สามที่มีการสอบ วันนี้ต้องสอบวิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งก่อนจะเริ่มสอบก็มีการเช็คชื่อกันตามปกติ แต่อยู่ ๆ อาจารย์ที่คุมสอบก็ถามขึ้นมาว่า “มิสเตอร์เป้อยู่ไหน?” ทุกคนในห้องต่างก็ตกใจเพราะรู้กันดีว่าพี่เป้เสียแล้ว จึงพร้อมใจกันพูดว่า “โทษนะคะอาจารย์ พี่เป้เสียแล้ว” ตอนนั้นอาจารย์ที่ได้ฟังแบบนั้น ก็รีบสวนกลับมาทันทีว่า “เป็นไปได้ยังไง เมื่อเช้าประมาณ 7 โมงกว่า ๆ เป้ยังมาช่วยจัดสถานที่สอบอยู่เลย” เรื่องนี้จึงเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง นอกจากนี้คุณออโต้ยังบอกอีกว่าเพื่อนบางคน ถึงขั้นเล่าว่าพี่เป้ไปหาถึงหอพักก็มีมาแล้ว ด้วยความที่สมัยนั้นคุณออโต้ยังเป็นวัยรุ่น ไม่เชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับแบบนี้ จึงคิดแค่ว่าเขาอาจจะแค่แกล้งพูดกันให้กลัว ผ่านมาถึงช่วงบ่าย ทุกคนตั้งใจอ่านหนังสือรอสอบอยู่หน้าห้อง คุณออโต้สังเกตเห็นป้าแม่บ้านที่สนิทกันเดินมา ในมือของป้าถือครกกับแซนด์วิช และมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องสอบ พร้อมตะโกนว่า “เป้ไปไหน” ตอนนั้นคุณออโต้ตกใจมากเลยพูดไปว่า “ป้าเป็นอะไร” ป้าเขาก็เลยบอกว่า “เมื่อกี้เห็นเป้เข้าห้องน้ำ แล้วเป้วานให้ซื้อครกกับแซนวิชให้หน่อย” คุณออโต้ก็บอกป้าไปว่า “ป้ารู้หรือยังว่าพี่เป้เสียแล้ว” ตอนนั้นป้าทำหน้าเหว๋อ คุณออโต้จึงบอกว่า “เดี๋ยวผมเอาเงินของผมเองออกให้” ในเวลานั้นทุกคนต่างคิดว่าจิตของพี่เป้ยังห่วงเรื่องการสอบจึงยังวนเวียนอยู่ให้พบเห็นวันศุกร์ - สอบปลายภาควันสุดท้าย จนกระทั่งวันศุกร์ คนที่สอบเสร็จต่างก็กลับบ้าน แต่ทว่า คุณออโต้ยังคงต้องอยู่ส่งงานถึงวันจันทร์ คุณออโต้ยังเล่าถึงรายละเอียดหอพักอีกว่า เป็นหอที่อยู่ชานเมือง ถ้าใครไม่ตั้งใจมาหาคุณออโต้จริง ๆ คงไม่มีทางที่จะมาที่นี่แน่นอน โดยลักษณะหอจะเป็นห้องชั้นเดียวเรียงกัน 6 ห้อง ซึ่งคุณออโต้อยู่ห้องที่ 6 และตรงทางเดินจะเป็นดินลูกรังสีแดง ทำให้เวลาใครเดินเข้า - เดินออกจะได้ยินเสียง ในวันนั้นทุกคนที่หอกลับบ้านกันหมดแล้ว เหลือแค่คุณออโต้ เพื่อนต่างคณะห้อง 5 และน้องผู้หญิงห้อง 2 ที่ยังอยู่ในหอพักนี้ ในหอจะสนิทกันทุกคน และรู้จักพี่เป้เป็นอย่างดี เพราะเคยร่วมวงสังสรรค์ด้วยกันที่หอบ่อย ๆ ขณะนั้นบังเอิญว่าเพื่อนที่ชื่อ ‘ดำ’(นามสมมติ) ที่อยู่ห้อง 5 ข้างห้องคุณออโต้เพิ่งสอบเสร็จแล้วกลับห้องมาพอดี คุณออโต้จึงนำเรื่องของพี่เป้ไปเล่าให้คุณดำฟัง ตอนเล่าก็ฉุกคิดได้ว่าวันนี้เป็นวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันที่พี่เป้นัดคุณออโต้ไว้ เมื่อถึงเวลากลางคืน ปกติคุณออโต้จะนอนที่ห้องคนเดียว แต่วันนั้นได้ขอไปนอนกับคุณดำ และอยู่ ๆ คุณออโต้ก็นึกถึงความเชื่อเรื่อง ‘3 วัน 7 วัน มาเก็บรอยเท้า’ จึงลองนับวันเวลา ปรากฏว่าพี่เป้เสียครบ 3 วันพอดี คุณดำเป็นคนที่กลัวผีมาก แต่ก็ยังไม่ก็วายแกล้งคุณออโต้ว่า “ถ้าพี่เป้มาหามึง มึงจะทำยังไง” ก็พูดตลก นั่งเล่นนั่งคุยกันไป จนเวลาล่วงเลยถึง 2 ทุ่มครึ่ง อยู่ดี ๆ น้องห้อง 2 ตะโกนเรียกเสียงดังมาว่า “พี่โต้ห้อง 6 โทรศัพท์เข้ามา” คุณออโต้จึงรีบวิ่งไปรับโทรศัพท์ แต่ปรากฏว่าปลายสายไม่มีเสียงคนพูด และได้ยินแต่เสียงลมแทรกเข้ามา ตอนนั้นคุณออโต้นึกว่าโดนแกล้ง จึงรีบวิ่งไปเคาะถามน้องห้อง 2 ว่า “โทษนะ เมื่อกี้ใครโทรเข้ามา” น้องห้อง 2 รีบตอบสวนคุณออโต้มาทันทีว่า “ก็พี่เป้ไงพี่ เมื่อกี้โทรมาขอสายพี่” คุณออโต้ตกใจ แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้บอกกับน้องว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น จึงเดินกลับห้องไปเล่าให้คุณดำฟัง พอฟังจบ คุณดำก็บอกว่า “ถ้าวันนี้พี่เป้มา ถ้าแกมาเคาะประตูนะ กูคงกัดลิ้นตาย” คุณออโต้จึงตอบไปว่า “คงไม่จริงหรอกมั้ง” พูดไปประมาณว่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จนเวลาผ่านไป 4 ทุ่ม ถึงเวลาที่พี่เป้นัดไว้ว่าจะขับรถมารับที่หอ แล้วคุณออโต้ก็ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์เวสป้าที่เป็นเอกลักษณ์ของพี่เป้ขับมาแต่ไกล ในใจคุณออโต้ตอนนั้นก็คิดว่าอาจจะเป็นมอเตอร์ไซค์ของคนอื่นขับผ่าน แต่ทันใดนั้นเวสป้าคันนั้นก็เข้ามาจอดที่หอพักคุณออโต้ พร้อมกับเสียงวางขาตั้งดังปั้กก! และความรู้สึกตอนนั้นเหมือนผู้ชายคนคนนั้นเดินเข้ามาในหอพัก เพราะได้ยินเสียงดินลูกรังกระทบกับรองเท้าเสียงดัง จึงทำให้รู้ว่าผู้ชายคนนี้เดินเข้ามา ประกอบกับผ้าม่านตรงหน้าต่างที่บาง ๆ ของหอพัก ทำให้เห็นเงาคนเดินผ่านจาง ๆ ผ่านแต่ละห้องไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายไปหยุดอยู่ที่ห้อง 6 ห้องของคุณออโต้! คุณออโต้ตกใจมาก แต่อีกใจนึงก็คิดว่าเป็นเพื่อนของเพื่อนคุณออโต้มาหาที่ห้อง คุณออโต้กำลังจะออกไปดู แต่เหมือนวันนั้นคุณดำดูเหมือนจะรักคุณออโต้เป็นพิเศษ ทั้งกอด ทั้งรั้งคุณออโต้ไม่ให้ออกไป แล้วพูดว่า “ไม่ออกไป อย่า ๆ ถ้าออกไปเป็นพี่เป้มา..” ตอนนั้นคุณออโต้พูดในใจว่า “ไม่ใช่หรอกมั้ง อาจจะเป็นเพื่อนของเพื่อนมาหาก็ได้” พอพูดจบคุณออโต้ก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตู ก๊อกๆ ดังมาจากห้อง 6 แต่คุณออโต้ก็เริ่มคิดว่าใช่โจรหรือเปล่า จึงพูดกับคุณดำว่า “ดำ..สงสัยมันเป็นโจรรึเปล่า” คุณออโต้กลัวว่าโจรจะมาโมยของมีค่าต่าง ๆ ในห้อง จึงอยากออกไปดูแต่ก็ออกไปไม่ได้เพราะโดนคุณดำรั้งและขอร้องไม่ให้เปิดประตู สักพักก็ได้ยินเสียงเคาะประตูจากห้อง 6 เหมือนเดิม คุณออโต้และเพื่อนกำลังชั่งใจกันอยู่ แต่ในขณะที่คุณดำบอกว่า “อย่าไป ๆ” เสียงที่ตอนแรกเป็นการเคาะปกติ เปลี่ยนเป็นการทุบแทน! เสียงทุบเหมือนโกรธใครอะไรสักอย่าง จากนั้นก็มีเสียงเรียกตามมาว่า “ไอโต้!” คุณออโต้บอกว่าสาบานเลยว่าเสียงนี้คือเสียงพี่เป้เขาจำเสียงนี้ได้แม่น พอคุณดำได้ยินแบบนั้นก็ร้องไห้ออกมาแล้วบอกว่า “มึงทำยังไงก็ได้ บอกให้พี่มึงกลับ” ในใจคุณออโต้ตอนนั้นไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง ด้วยความที่ไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้ คุณออโต้จึงพนมมือบอกพี่เป้ไปว่า “วันนี้ผมไม่ว่าง พี่น่ะเสียไปแล้ว ให้พี่ไปตามทางของพี่เถอะ ผมจะทำบุญตักบาตรไปให้พี่แล้วกัน งานศพของพี่ เดี๋ยวผมจะไปช่วยงานทุกวันเลย” ทันใดนั้นคนที่ยืนเคาะประตูอยู่หน้าห้อง 6 ทำท่าเหมือนกำลังจะเดินกลับ ตอนนั้นคุณออโต้ก็สังเกตว่าผู้ชายคนนั้นจะเดินไปที่ไหน แต่แล้วผู้ชายคนนั้นก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าต่างห้อง 5 ที่คุณออโต้และคุณดำอยู่ในห้อง! คุณออโต้มองดูลักษณะความสูงและทรงผม ก็สรุปได้ว่าคือพี่เป้แน่นอน คุณออโต้ได้แต่อธิฐานจิตอย่างเดียวว่า “พี่..วันนี้ผมไม่พร้อม ให้พี่ไปตามทางของพี่เถอะ” พี่เป้ถึงได้เดินออกไปและจากไปพร้อมกับเสียงรถเวสป้าคู่ใจที่เสียงค่อย ๆ เบาไกลออกไปวันเสาร์ ตอนเช้าอีกวัน คุณออโต้และเพื่อนตื่นมาอาบน้ำเพื่อที่จะออกไปกินข้าว ขณะที่กำลังจะเปิดประตูห้องออกไป บังเอิญว่าน้องห้อง 2 ก็เปิดประตูแง้มออกมาเพื่อที่จะเก็บของกลับบ้านเหมือนกัน ด้วยความสนิทคุณออโต้จึงแซวน้องเล่น ๆ ว่า “ไปกินข้าวด้วยกันก่อนรึเปล่า” น้องห้อง 2 ตอนกลับมาว่า “ไม่เป็นไรค่ะ รีบกลับ” คุณออโต้กำลังจะเดินผ่านห้องน้องไป สักพักน้องห้อง 2 ก็ตะโกนเรียกคุณออโต้แล้วบอกว่า “เมื่อคืนนี้เพื่อนพี่ ที่ชื่อเป้มาหาพี่ มาเคาะประตู ทำไมพี่ไม่เปิด” คุณออโต้บอกว่า ด้วยความที่น้องเขาเป็นหลานเจ้าของหอเลยอาจจะช่วยสอดส่องดูแลความเรียบร้อย จึงถามต่อว่า “พี่เป้เขามายังไง” น้องห้อง 2 ตอบมาว่า “เมื่อคืนได้ยินเสียงคนเคาะประตูเลยชะโงกหน้าออกมาดู ก็เห็นลักษณะท่าทางว่าเป็นพี่เป้ แต่มันแปลกนะพี่โต้ เขามาแบบเสื้อผ้าขาดวิ่น แล้วคอก็เอียงอะ” คุณออโต้จึงตอบน้องไปว่า “ไม่มีอะไรหรอก” หลังจากวันนั้นคุณออโต้ก็ได้ไปช่วยงานศพพี่เป้จนเสร็จเรียบร้อย แต่ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ผ่านมา 25 ปี คุณออโต้ยังไม่เคยบอกน้องห้อง 2 เลยว่าสิ่งที่น้องเขาเห็นวันนั้นคืออะไร...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจาก บอย ธิติพร 'บ้านท่าน้ำนนท์' I อังคารคลุมโปง X บอย ธิติพร [ 27 ส.ค. 2567]

04 ก.ย. 2024

เรื่องเล่าจาก บอย ธิติพร 'บ้านท่าน้ำนนท์' I อังคารคลุมโปง X บอย ธิติพร [ 27 ส.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณบอย ธิติพร‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (27 สิงหาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’บ้านท่าน้ำนนท์‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณบอยเล่าว่า ตนได้ไปซื้อบ้านโบราณ เนื่องจากอยากจะสร้างบ้านอยู่กับครอบครัว ไม่ได้ตั้งใจอยากจะทำเป็นร้านอาหารแต่อย่างใด จึงไปบอกกับย่าว่าถ้าหากแถวนี้มีใครขายที่ติดน้ำ ให้บอกตนด้วย ตนจะได้ซื้อไว้ หลังจากนั้น คุณบอยแวะเวียนไปดูบ้านหลายหลัง แต่ก็ยังไม่ได้ตกลงซื้อเสียที จนอยู่มาวันหนึ่ง ย่าก็บอกว่า“ พรุ่งนี้จะมีคนขายบ้าน มาดูหน่อยสิ” ตนก็ถามคุณย่าว่า “บ้านหลังนี้คือบ้านหลังไหน?” ย่าก็บอกว่า “ตรงนี้ไงที่เราไปเล่นตอนเด็ก ๆ” แต่คุณบอยนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก จนกระทั่งคุณย่าพาตนกับน้องชายไปดูก็ต้องตกใจเพราะบ้านเก่ามาก สภาพคือบ้านร้าง ไม่มีคนอยู่ คุณย่าจึงเล่าให้ฟังว่า “บ้านหลังนี้เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องเรา เป็นบ้านที่ดองกับครอบครัวเรา เเต่เขาเสียชีวิตที่บ้านหลังนี้” ในขณะที่กำลังเดินเข้าไปดูบ้านก็เห็นตะขาบตัวเท่าไม้บรรทัดเลื้อยผ่านหน้าตน น้องชายพูดออกมาว่า “เฮ้ยย เก่าขนาดนี้ ยังจะซื้ออีกหรอ” เเต่คุณบอยรู้สึกว่าบ้านหลังนี้สวย มันมีค่ามาก เเต่ตนก็เกิดความลังเลขึ้นว่าจะซื้อดีหรือไม่ เพราะบ้านมันเก่า ตนจึงไปยืนอยู่ตรงกลางระหว่างบ้าน 2 หลังเเละมีต้นไทรย้อยลงมา เเล้วพนมมือพูดเสียงดังออกมาว่า ”เจ้าที่เจ้าทางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่บ้านหลังนี้ ลูกมาซื้อเพื่อจะมาสร้างครอบครัวอยู่ที่นี่ ถ้าเมตตาลูก ถ้าอยู่เเล้วทำมาค้าขึ้น ถ้าต้อนรับลูกเเละครอบครัว ขอให้แสดงสัญญาณมาหน่อยว่าต้อนรับเรา“ เมื่อคุณบอยพูดจบก็ลมแรงพัดเข้ามา ทั้ง ๆ บริเวณนั้นมันไม่ควรจะมีลม คุณบอยจึงตัดสินใจซื้อบ้านหลังนั้น หลังจากที่คุณบอยซื้อเสร็จ ก็เตรียมย้ายเข้ามา แต่เจ้าของบ้านก็บอกว่า “น้องบอยไม่ต้องรอกุญเเจจากพี่นะ งัดเข้าไปเลย” คุณบอยจึงงัดเข้าไป แต่ก็เจอสิ่งที่ตนคิดไม่ถึง เเต่ตอนนั้นก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ต่อมาก็ได้เรียกช่างและสถาปนิกมาเพื่อจะรีโนเวทบ้านใหม่ ในคืนวันนั้นคุณบอยได้ตื่นมาเข้าห้องน้ำเวลาประมาณตี 1-2 ที่บ้านของตัวเองอีกหลัง ตนยืนยันว่าไม่ได้ละเมอ มีสติมาก ในขณะที่กำลังจะนอนก็ได้ยินเสียงผู้หญิงพูดว่า “อย่ารื้ออ~ อย่ารื้ออ~” คุณบอยจึงได้ยกมือไหว้เเละพูดว่า “พรุ่งนี้ค่อยคุยกันนะคะ ง่วง” ในตอนเช้าคุณบอยก็รีบขับรถไปหาย่าเเล้วเล่าเหตุการณ์ที่ตนเจอเมื่อคืน เเล้วคุณย่าก็ตอบกลับว่า “คงเป็นเเม่ตะเคียนของบ้านนั้นแหละ” คุณบอยตกใจเเละตอบกลับคุณย่าไปว่า “ทำไมไม่เล่าให้ฟังเลยล่ะ“ คุณย่าตอบกลับว่า ”ถ้าชั้นเล่า กลัวแกไม่ซื้อ“ นอกจากนี้เ ยังทราบจากคุณย่าอีกว่าบ้านหลังนี้ประกาศขายมา 10 ปีแล้ว แต่ไม่มีใครซื้อ เเล้วคุณย่าก็ได้พาคุณบอยขึ้นไปชั้น 2 เเล้วจุดธูปไหว้ นั่นทำให้คุณบอยทราบว่ามีเสาตะเคียนอยู่ในบ้าน จึงไหว้และอธิษฐานว่า ”เเม่ตะเคียนคะ ถ้าไม่ให้หนูรื้อบ้านหลังนี้ เเล้วจะเก็บไว้ไปทำอะไร“ ในคืนนั้น คุณบอยฝันเห็นผู้หญิงใส่ชุดไทยเดินไปเดินมาในบ้านเเละบ้านสวยมาก มีคนเสิร์ฟอาหาร มีโต๊ะวางเรียงที่ริมน้ำ เมื่อตื่นมาก็รีบบอกกับครอบครัวว่าให้เปิดร้านอาหาร คุณบอยจึงต้องหาช่างมาทำแต่ติดต่อช่างก็ไม่มีใครรับทำ จนมาถึงคนที่ 9 เขาก็ทำให้ได้ และต้องรอประมาณ 9-10 เดือน เพราะเขาติดทำบ้านอยู่ เเต่เขามีเพื่อนที่เป็นช่างอีกคนก็ จึงให้เขาติดต่อคุณบอยกลับไป ผ่านไปประมาณเกือบชั่วโมงก็มีการติดต่อมา บอกว่าเป็นเพื่อนของช่างคนนั้น เขาอยากจะไปดูบ้านก่อนว่าอยากจะให้ทำอะไรบ้าง คุณบอยก็ได้นัดกับช่างให้มาดูบ้านเวลา 4 โมงเย็น เมื่อช่างมาถึงบ้านก็พูดกับคุณบอยว่า “โห พี่ให้ผมไปทำเเล้วผมจะทำยังไง พี่หาช่างอื่นเหอะเพราะว่ามันยาก บ้านพี่ดีหมดเลย” คุณบอยก็ตอบกลับว่า “คุณบอกว่ามันยาก มันสวย เเล้วคุณจะไม่ช่วยผมทำหรอ” ช่างก็ตอบกลับว่า “ผมก็อยากทำพี่ แต่ผมมีงานสร้างเเละรับเขาไว้ ว่างอีกทีกลางปีเลย” คุณบอยขอร้องให้ช่างช่วย เเต่ช่างก็บอกกลับมาว่าจะถามเพื่อนอีกคนให้ วันต่อมาเวลา 8 โมงเช้า ช่างคนเมื่อวานที่มาดูบ้านโทรกลับมาเเล้วบอกว่าจะรับทำบ้านคุณบอย ตนจึงตอบกลับว่า ”ไหนบอกติดงาน แล้วทำไมมาทำล่ะ?“ ช่างก็ตอบกลับว่า ”ก็เมื่อคืนอ่ะ มีผู้หญิงใส่ชุดไทยสีทอง มาอยู่ที่ปลายเท้าเเล้วบอกว่าให้ช่วยมาทำบ้านให้ชั้นหน่อย“ หลังจากนั้นก็เจรจาราคากันจนเสร็จแล้วช่างก็เริ่มทำงาน.. อยู่มาวันหนึ่ง ในขณะที่คุณบอยกำลังเข้าห้องน้ำ ก็มีเสียงดัง “โอ้วว! เอ๊อออ!” มาจากบ้าน ตนก็ตกใจเพราะกลัวว่าจะมีอุบัติเหตุหรือเกิดอะไรขึ้นกับช่าง จึงรีบออกมาเเล้วถามว่า “เกิดไรขึ้น ใครเป็นไร” ช่างก็ตอบกลับมาว่า “พี่ ผมถูกหวย!“ เเละได้เล่าว่า ”ผมกับแฟนนอนพักกลางวันอยู่บน ผมฝันเห็นบนเพดานบ้านพี่เป็นเลข 307“ แต่บ้านหลังนี้มันเลข 370 ในระหว่างที่คุณบอยกับช่างกำลังคุยกันอยู่ก็มีคนโทรหาเเล้วพูดว่า ”เฮ้ยย มึงก็ได้หลายหมื่นนะ มึงถูกเหมือนกัน” คุณบอยก็ตอบกลับไปว่า “จะถูกได้ไง เลขบ้านกู 370” เเล้วเขาก็ตอบกลับว่า “เปล่า มึงพิมพ์ไลน์ให้กูอะ 307” ตั้งเเต่อยู่บ้านนี้มาก็มีเรื่องที่คุณบอยนึกไม่ถึงเยอะ อย่างเช่น ในขณะที่เสิร์ฟอาหารลูกค้า ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งมีทรงคล้ายกับแม่หมอ เขามากับสามีเเล้วถามตนว่า “คุณบอยคะ ข้างบนเขามีปาร์ตี้ชุดไทยกันหรอคะ” ตนก็บอก “ไม่นะคะ ไม่มีอะไร” เขาก็บอกว่า “เดี๋ยวพี่ลงมานะ คุณบอยยืนรอตรงนี้” จากนั้นเขาก็หายไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมง สามีเขาก็บอกคุณบอยว่า “พี่บอยไปทำอะไรก็ไปเถอะ ภรรยาผมเสร็จเเล้วเดี๋ยวผมเรียก” สักพักหนึ่งเขาก็เดินลงมา เเล้วบอกว่า “พี่ไปคุยกับผู้หญิงชุดไทย เขาขอบคุณบอยมากเลยนะที่ไม่รื้อบ้านเขา จากนี้ไปจะให้โชคคุณบอย“ เมื่อคุณบอยได้ทราบเช่นนั้นก็ตกใจว่าเขารู้เรื่องรื้อบ้านได้อย่างไร เพราะไม่เคยคุยกับเขาเเละไม่ได้ออกสื่อ เเต่ตนก็ไม่เชื่อเเละไม่ได้คิดอะไรมาก ต่อมาก็มีรายการของ “อาจารย์พรหมญาณ” เข้ามาติดต่อถ่ายทำรายการที่บ้านของคุณบอย นัดเจอกันเวลาบ่ายโมงที่บ้าน สักพักหนึ่งอาจารย์ก็เดินเข้ามาเเตะไหล่ ตนจึงตกใจเเละถามกลับไปว่า “อาจารย์มาบ้านบอยถูกได้ยังไง อาจารย์รู้ได้ไงว่าบ้านบอยอยู่นี่” ปกติแล้ว หากมาที่บ้านหลังนี้ ต้องจอดรถอีกที่หนึ่งเเล้วเดินเข้าซอยมาถึงจะเจอบ้าน อาจารย์ก็ตอบกลับมาว่า “ผมจะไม่รู้ได้ยังไง ผมขับรถเข้ามาในซอยบ้านคุณเเสงสีทองพุ่งถึงฟ้าเลย” จากนั้นก็เริ่มถ่ายรายการ อาจารย์ก็ได้บอกกับคุณบอยอีกว่า “เลขที่เดิมของบ้านหลังนี้คือ 103 บ้านหลังนี้ญาติพี่น้องตีกันมีราหู มีสิ่งลี้ลับเเละบ้านหลังนี้มีคาถาบังบดที่อยู่กับ 103 เเล้วเทศบาลนนทบุรีรื้อระบบออกเลขบ้านให้เลขบ้านใหม่ เลยทำให้คาถาบังบดหายไปหมด ตอนนี้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เขายืนรอบเรา เขาโอบรับคุณบอยมากเลยนะ“ เเล้วก็ไปนั่งคุยกันต่อชั้น 2 ก็ถามว่า “คุณบอย หลังตู้ตรงนั้น มันมีอะไรอยู่หรอครับ” คุณบอยจึงตอบว่า “มันเป็นกองขยะ ยังรื้อไม่หมดเลย เพราะบ้านมันร้างมาอยู่หลายปี” อาจารย์บอกว่า “ผมขอไปรื้อได้มั้ย” แล้วอาจารย์ก็เดินไปหยิบกระดาษเป็นตาราง 9 ช่อง เเล้วพูดว่า “นี่คือดวงบ้านหลังนี้ ที่ผูกเอาไว้ ให้บูชาเเละเก็บเอาไว้” หลังจากนั้น คุณบอยก็ได้เอาใส่กรอบไม้ เเล้วเอาไปติดที่เสาหลักของบ้าน ครั้งแรกตอกตะปูเเล้วตอกไม่เข้า จึงยกมือไหว้ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าขอติดตรงนี้ พอตอกอีกครั้งรอบนี้ตอกเข้า อาจารย์ก็บอกอีกว่า “บ้านหลังนี้ทุกเสาเป็นไม้มะเคียนทั้งหมด เเละลงอาคมหมดทุกเสา คนที่อยู่ข้างบนไม่ได้มีเเค่เเม่ตะเคียนเงินตะเคียนทอง มีพ่อแก่แม่แก่ มีเจ้าที่เจ้าทาง สิ่งศักดิ์สิทธิ์เต็มไปหมดในบ้านหลังนี้” ต่อมา เวลาลูกค้ามาทานอาหารก็เจออยู่เรื่อย ๆ มีอยู่วันหนึ่งลูกค้าผู้ชายบอกกับคุณบอยว่า “เมื่อกี้ผมขึ้นไปห้องข้างบน เจ้าของห้องเขาบอกว่าเบื่อเพลงลูกกรุงละ ช่วยเปลี่ยนเป็นเพลงไทยเดิมให้หน่อย” ที่ร้านจึงต้องสร้างห้องแม่ตะเคียน ซึ่งห้องนั้นเวลาลูกค้ามาก็จะขอไปไหว้ ในช่วงเปิดร้านใหม่ ๆ ได้มี “ครูอ้อย ฐิตินาถ” กับ “พี่กาละแมร์” ได้มาทานข้าวที่ร้านเเล้วพูดในสิ่งที่ทำให้คุณบอยขนลุกว่า “น้องบอยครูเชื่อในเรื่องของเจ้ากรรมนายเวร บ้านหลังนี้เขาเลือกคุณบอยนะ เเละครูเชื่อว่าคุณบอยเคยเป็นอะไรในรั้วในวังถึงจะต้องได้มาอยู่บ้านหลังนี้” ตนก็ได้เเต่ตอบกลับไปว่า “ครับ เจ้าของบ้านท่านแรกเป็นข้าราชบริพารในรัชกาลที่ 6 ในขณะเดียวกันต้นตระกูลฝั่งคุณย่าพี่บอยเป็นเเม่ครัวในวัง ร.6” นอกจากนี้ ยังมีแม่หมอคนหนึ่งเดินมาหาบอกคุณบอยว่า “คุณบอยคะ รู้ไหมว่าซุ้มประตูนี้มันมีมนต์แคล้วคลาด ใครโดนของให้เดินเข้าเดินออกมันจะเเคล้วคลาด” มีอยู่วันหนึ่งก็ได้ลูกค้าเข้ามาจองโต๊ะที่ร้านประมาณ 10 คน ลูกค้าได้ชวนหมอดูมาดูดวงโดยใช้ห้องประชุมของร้านคุณบอย ซึ่งข้างบนเป็นห้องเเม่ตะเคียน เวลาล่วงเลยจนดึก ก็ยังดูดวงไม่เสร็จ จึงตั้งใจจะไปดูต่อที่โรงเเรมเพราะหมอดูเกรงใจคุณบอย แต่ก็ได้พูดว่า “ยังกลับไม่ได้ ต้องดูให้คุณบอยก่อน” คุณบอยก็รู้สึกงง เพราะไม่เคยรู้จักกันเเล้วก็ไม่ได้เป็นลูกค้าที่ให้ดูดวงด้วย หมอดูคนนั้นได้พูดกับตนว่า “พอดีคนข้างบนเขาฝากมาสื่อสารกับคุณบอยว่า แม่ตะเคียนขอบคุณคุณบอยนะที่ถวายข้าว ถวายน้ำให้ทุกวัน จนเขามีญาณเยอะ รอบ ๆ บ้านสัมภเวสีเยอะมาก โดยเฉพาะคนที่ตกน้ำตายหรือวิญญาณเร่ร่อนริมน้ำ ทุกวันพระเป็นไปได้มั้ยให้คุณบอยถวายข้าวให้เขากินด้วย ถ้าทำคุณบอยจะเจริญรุ่งเรือง และข้าง ๆ ริมน้ำของร้านมีต้นมะเดื่อชุมพรกับต้นก้านเหลืองอยู่ 2 ที่นั้นน่ะ มีนางฟ้าอยู่ด้วยนะ คุณบอยอย่าลืมไปถวายอาหารเขาบ้างนะ ทุกวันนี้เขาดูเเลริมน้ำทั้งหมดไม่ให้ใครมาวุ่นวาย“ เเละได้บอกอีกว่า ”ช่วงนี้คุณบอยดูไม่ปกติ ดูกังวล ดูชีวิตมีปัญหา ให้พี่บอยไปหาเเม่ตะเคียนข้างบน นั่งสมาธิเเละสื่อสารกับเเม่ตะเคียนว่าอยากให้ช่วยอะไร เขาอยากช่วยเเต่ไม่รู้ว่าคุณบอยต้องการอะไร” เมื่อคุณบอยทราบเช่นนั้นก็ตกใจว่ารู้ได้อย่างไรว่าตนถวายเเม่ตะเคียนทุกวันเเละทราบได้อย่างไรว่าชีวิตมีปัญหา เพราะตนเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งมันเป็นเรื่องส่วนตัวเเละเราก็ไม่ได้รู้จักกัน เเละได้บอกอีกว่า “ตอนนี้เรื่องร้านไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเเม่จะเรียกคนให้ ขอให้บอยรักษาตัวเองเเล้วทำให้ทุกอย่างกลับมา เพราะเเม่เป็นห่วง…”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ร้อนนั้น.. เพื่อนผมตาย! เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่กำลังฝึกทหารในค่าย อากาศร้อนจนทำให้เพื่อนคนนึงเสียชีวิตกะทันหัน แล้วหลังจากนั้น ทุกคนในค่ายก็เจอเรื่องสยองชวนขนหัวลุกอยู่ตลอดเวลา!

12 ต.ค. 2023

ร้อนนั้น.. เพื่อนผมตาย! เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่กำลังฝึกทหารในค่าย อากาศร้อนจนทำให้เพื่อนคนนึงเสียชีวิตกะทันหัน แล้วหลังจากนั้น ทุกคนในค่ายก็เจอเรื่องสยองชวนขนหัวลุกอยู่ตลอดเวลา!

หลังจากเพื่อนที่เคยฝึกเป็นนักเรียนทหารด้วยกันเสียชีวิตแบบกะทันหัน ‘คุณนิว’ ก็ต้องพบเจอเรื่องหลอนขนหัวลุกอยู่ที่ค่ายแห่งนั้นเป็นประจำ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ชุดเฝ้าตรวจ’ เรื่องเล่าจากทางบ้านในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (10 ตุลาคม 2566) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ จะหลอนและขนหัวลุกขนาดไหน ตามไปอ่านพร้อมกันเลย! ย้อนกลับในช่วงปี 2012 สมัยที่คุณนิวยังเป็นนักเรียนทหาร ในช่วงฤดูร้อนของปีนั้น คุณนิวได้มีโอกาสไปฝึกในค่ายทหารแห่งหนึ่ง วันนั้นครูฝึกก็ได้นัดนักเรียนทหารทั้งหมดออกฝึกตามปกติ แต่ด้วยอากาศค่อนข้างร้อน บวกกับเครื่องแต่งกายทหารที่ค่อนข้างหนักและร้อนมาก ทำให้นักเรียนที่มาฝึกในวันนั้นเกิดอาการเป็นลมไปหลายคน รวมถึงตัวคุณนิวเองก็เป็นลมด้วยเช่นเดียวกัน ตัวคุณนิวเล่าว่า ในระหว่างที่เขาเป็นลมหมดสติอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีเพื่อนนักเรียนคนนึง นามสมมุติว่า ‘สิงห์’ ก็เกิดอาการเป็นลมชักและหมดสติไป ไม่นานหลังจากที่คุณนิวฟื้นขึ้นมามีสติอีกครั้ง ก็ได้ทราบข่าวที่ฟังแล้วสะเทือนจิตใจ นั่นก็คือคุณสิงห์ได้เสียชีวิตไปในระหว่างที่ทำการรักษาที่โรงพยาบาล ด้วยอาการลมแดด หรือ Heatstroke โรคอันตรายที่พบได้บ่อยในช่วงฤดูร้อน ในคืนนั้น คุณนิวและเพื่อนนักเรียนหารคนอื่นยังคงประจำการที่ค่ายทหารตามปกติ แต่ในคืนนั้น ระหว่างที่คุณนิวประจำการในจุดที่เขาต้องรับผิดชอบ จู่ ๆ ก็มีหมอทหารประจำค่ายเดินมาถามคุณนิวว่า “มีนักเรียนหทารประจำการที่ป่ารกร้างด้วยเหรอ” คุณนิวตอบกับหมอคนนั้นไปว่า “ไม่มีนะพี่ เขามีแต่ตามอาคารครับ” จากนั้นหมอก็พูดขึ้นว่า “เอาแล้วเพื่อนมึง ไปวันแรกก็เล่นกูซะแล้ว” แล้วก็เดินจากไป คุณนิวไม่ได้เอะใจอะไรมาก และปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามปกติ 2 ปีต่อมา ในช่วงปี 2014 หลังจากที่คุณนิวได้จบหลักสูตรนักเรียนทหารแล้ว คุณนิวก็ได้บรรจุเป็นทหารเต็มตัว แต่ด้วยความบังเอิญ คุณนิวก็ได้ย้อนกลับมาประจำตำแหน่งงานที่ค่ายทหารแห่งนี้อีกครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติในตำแหน่งชุดเฝ้าตรวจ คุณนิวต้องอาศัยอยู่กับพลทหารท่านอื่นด้วย ในวันหยุดวันหนึ่ง ขณะที่คุณนิวนั่งตกปลาด้านหลังที่พักอยู่นั้น ก็มีพลทหารคนหนึ่งเดินเข้ามาทักคุณนิวด้วยอาการแปลกใจ “เอ้าจ่า จ่าอยู่ตรงนี้เหรอ ผมเห็นจ่าใส่ชุดทหารอยู่หน้าห้อง” ด้วยความสงสัย คุณนิวจึงตอบกลับทันทีว่า “บ้า ไม่มีงาน จะไปใส่ชุดทหารทำไม” เหตุการณ์แบบนี้มักจะวนเวียนมาให้คุณนิวและพลทหารคนอื่นเจออยู่เรื่อย ๆ จึงไม่ได้เอะใจอะไรมากมาย คิดเพียงว่าที่นี่มีคนวนเวียนมาเสียชีวิตอยู่บ่อยครั้ง อยู่มาวันหนึ่ง คุณนิวก็เริ่มเอะใจและคิดว่าสิ่งที่เจอคือเพื่อนของเขาที่เสียไป เพราะทุกวันพระ เขาจะได้ยินเสียงแปลก ๆ เหมือนกับว่ามีใครบางคนกำลังหายใจกระเส่าเหมือนกำลังจะขาดอากาศหายใจตาย! ซึ่งเสียงนั้นก็คล้ายกับเสียงของคุณสิงห์เพื่อนของคุณนิวในสมัยฝึกนักเรียนทหารด้วยกัน เหตุการณ์นี้ทำให้คุณนิวคิดว่านั่นคือเพื่อนของเขาแน่ ๆ แม้ในช่วงแรก ๆ คุณนิวจะไม่ได้ติดใจอะไร แต่พอเจอบ่อย ๆ คุณนิวจึงพูดเล่น ๆ ไปว่า “สิงห์ มึงมาหลอกกูทุกวันพระเลยอะ ไม่เบื่อบ้างเหรอ นู้นอะ พี่เขามาฝึก ข้ามไปหลอกเขาบ้างไป” วันรุ่งขึ้นก็มีบางอย่างที่ทำคุณนิวถึงกับต้องขนหัวลุก! หลังจากที่เขาบอกให้คุณสิงห์ไปหลอกคนอื่น พลทหารคนหนึ่งก็ได้เจอดีในคืนนั้นเลย! พลทหารคนนี้เล่าว่ามีผู้ชายคนหนึ่ง สูง หน้าตาคมเข้ม ลักษณะคล้ายคลึงกับคนทางภาคใต้ ซึ่งตรงกับบุคลิกของคุณสิงห์ทุกประการ เขาได้เล่าต่อว่าผู้ชายคนนี้มารายงานตัวตามที่คุณนิวได้บอกไว้ พร้อมทิ้งท้ายประโยคว่าคุณนิวบอกให้มา! นั่นยิ่งทำให้คุณนิวเชื่ออย่างสุดใจว่าเพื่อนของเขายังตามหลอกหลอนวนเวียนอยู่ในค่ายนี้ไม่ไปไหน! เวลาผ่านมาจนเข้าสู่ปี 2019 คุณนิวก็ได้วนกลับมาในค่ายทหารแห่งนี้อีกอีกครั้ง เหตุการณ์เดิม ๆ ก็ยังคงวนเวียนในชีวิตเขาอยู่ตลอดเวลา คืนหนึ่ง ขณะที่คุณนิวกำลังเข้าผลัดอยู่นั้น ก็เกิดอาการง่วงเล็กน้อย จึงตัดสินใจผูกเปลนอนบริเวณหน้าศาลพระภูมิ และคุณนิวก็เปิดถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลให้เพื่อนพลทหารคนอื่น ๆ ดูไปด้วย หลังจากนั้นไม่นานเขาก็หลับไป ในระหว่างที่คุณนิวหลับ ก็ฝันว่ามีใครบางคนในฝันเดินมาจากบริเวณที่ตั้งของศาล แล้วเดินตรงที่คุณนิวนอนพักอยู่ จากนั้นก็สะกิดหลังคุณนิวพร้อมกับพูดว่า “เห้ยนิว! ดูไรอ่ะ ดูด้วยดิเพื่อน” ซึ่งคนนั้นมีลักษณะคล้ายกับคุณสิงห์มาก แต่ดูโตกว่าสมัย 7 ปีที่แล้ว จากนั้นคุณนิวก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา ต่อมาในช่วงที่โควิดระบาดหนัก ๆ สถานที่ฝึกแห่งนี้ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นโรงพยาบาลสนามแทน ซึ่งคุณนิวก็ได้รับมอบหมายให้มาประจำการที่โรงพยาบาลสนามแห่งนี้ คุณนิวเล่าว่าเขาได้ทำผลัดกลางคืนช่วงเวลาประมาณ 23.00 น. – 08.00 น. ในระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้น ก็เริ่มรู้สึกง่วงนอน จึงงีบไปสักพัก จู่ ๆ ในฝันก็รู้สึกว่ามีเสียงบทสวดของใครสักคนดังขึ้นมา จากนั้นไม่นานเขาก็รู้สึกว่าร่างกายขยับไม่ได้ จนต้องดิ้นไปดิ้นมา ในที่สุดก็กลับมาเป็นปกติ เวลาล่วงเลยมาประมาณ 1 อาทิตย์ คุณนิวก็ได้มาประจำตำแหน่งในผลัดนี้อีกครั้ง ซึ่งเวลาเข้าประจำการก็เป็นช่วงเวลาเดิมที่เคยทำ ในคืนนั้น คุณนิวก็เริ่มรู้สึกง่วงอีกครั้ง แต่ด้วยครั้งที่แล้วเขาเจอผีอำเขาจึงคิดว่าถ้าเขาเผลอนอนหลับไป เขาต้องเจอกับสถานการณ์เดิมอีกแน่ คุณนิวจึงตัดสินใจลากเก้าอี้มาพิงประตูแล้วนอน ไม่นานหลังจากที่หลับไป คุณนิวก็รู้สึกว่าร่างกายขยับไม่ได้อีกครั้ง และเสียงที่แทรกเข้ามาในหัวเหมือนกับมีคนกลุ่มใหญ่กำลังคุยกันเสียงดังจนทำให้คุณนิวรู้สึกกลัวและไม่กล้าที่จะเข้าเวรกลางคืนที่นี่อีกเลย จากเรื่องราวทั้งหมดที่คุณนิวได้พบเจอ ทำให้คุณนิวเชื่อเรื่องลี้ลับทั้งหมด และในทุก ๆ ปี คุณนิวและเพื่อน ๆ จะรวมตัวกันเพื่อมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับคุณสิงห์ เพื่อที่จะได้หลุดพ้นจากวิบากกรรมนี้โดยเร็ววัน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจาก 'ตั้น The Shock' เรื่อง 'เตียงนอนตาย' I อังคารคลุมโปง X ตั้น The Shock [ 23 ก.ค. 2567]

28 ก.ค. 2024

เรื่องเล่าจาก 'ตั้น The Shock' เรื่อง 'เตียงนอนตาย' I อังคารคลุมโปง X ตั้น The Shock [ 23 ก.ค. 2567]

(Trigger Warning อาจมีเนื้อหาที่แสดงถึงพฤติกรรมรุนแรงทางเพศ เกี่ยวข้องกับศพ และส่งผลกระทบต่อความรู้สึก) ‘คุณตั้น The Shock’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (23 กรกฎาคม 2567) เตรียมตัวขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เตียงนอนตาย’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย! คุณตั้นเล่าว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณอัญญะ’ เรื่องเริ่มต้นที่โรงพยาบาลที่คุณอัญญะทำงานอยู่ ที่แห่งนี้จะมีเตียงหนึ่งที่เป็นตำนาน ใน 4 เดือน มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 48 ศพ เป็นตำนานที่ลือกันว่าผู้ป่วยคนไหนก็ตามที่มานอนเตียงนี้จะไม่รอด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้ว เริ่มจากมีเวรเปลอยู่ 2 คน ที่จ้างมาทำงานใหม่ชื่อ ‘เสก’ กับ ‘อเนก’ ซึ่งตัวเสกเป็นคนไม่กลัวผี หน้าที่ของเสกคือการเข็นคนไปส่งตามที่ต่าง ๆ แต่อเนกเป็นคนกลัวผี จึงขอทำหน้าที่เป็นเคสย้ายผู้ป่วยไปตามห้องต่าง ๆ วันหนึ่ง อเนกเลิกงานและกำลังรอเสกที่เป็นเพื่อนสนิทเพื่อกลับบ้าน ระหว่างนั่งดื่มกาแฟรอ ก็มีคนโหวกเหวกโวยวายว่ามีอุบัติเหตุเคสใหญ่เกิดขึ้น เสกจึงรีบไปบอกอเนกว่าต้องไปช่วย ส่วนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้นคือมีรถพยาบาลที่ส่งผู้ป่วยชนเข้ากับรถของชาวบ้าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเกิน 10 ราย ผู้ป่วยที่อยู่บนรถพยาบาลก็เสียชีวิต พยาบาลก็ได้รับบาดเจ็บ แต่รถชาวบ้านมีผู้เสียชีวิตหลายราย เสกก็ไปช่วยที่ห้องฉุกเฉินอย่างที่เคยทำ แต่อเนกที่ไม่เคยทำก็ไปหลบยืนอยู่ที่มุมห้อง หลบคนนู้นทีคนนี้ทีจนไปชนเตียงข้างหลัง คนอื่นเริ่มเห็นว่าอเนกเกะกะ เสกจึงบอกให้อเนกไปเอาใบส่งตัว แล้วเอาศพที่อยู่ข้างหลังไปส่งห้อง พออเนกได้ยินก็สะดุ้งโหยง เพราะเตียงที่อยู่ข้างหลังคือศพ อเนกจึงไปรับใบส่งตัวและเข็นศพไปตามทาง ปกติโรงพยาบาลจะเปิดเพลงบรรเลงให้คนฟัง แต่ระหว่างที่อเนกเข็นนั้น จู่ ๆ ก็มีจังหวะที่เพลงค่อย ๆ เบาลงแล้วก็ดังขึ้นเป็นเพลงปี่พาทย์ แล้วไฟก็หรี่แสงสว่างลง ระหว่างที่เข็นไปก็ได้เห็นลุงคนหนึ่งนั่งอยู่ อเนกคิดในใจว่าคนหรือผี แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่าเป็นคน ขณะที่อเนกกำลังเดินผ่านไป ลุงก็ทักว่า “หนุ่ม ห้องรับศพไปทางไหน” ตัวอเนกที่กำลังไปห้องนั้นจึงตอบลุงว่า “ผมกำลังไป เดินไปด้วยกันละกัน” ลุงก็เดินตามหลังมา ปรากฎว่าระหว่างนั้นมีป้าคนหนึ่งเดินสวนออกมา ลุงก็ทักขึ้นมาว่า “อ้าวแม้นจะไปไหน” ป้าคนนี้เลยตอบว่า “เจอก็ดีแล้ว ถ้าไม่เจอสงสัยคงเร่ร่อนตาย” ตอนนั้นตัวอเนกก็รู้สึกว่าลุงกับป้าทักกันแปลก ๆ แต่ก็คิดว่าคงมีอะไร เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็มี 3 คนที่กำลังไปห้องส่งศพด้วยกัน ระหว่างทางที่กำลังเดินไป ลุงกับป้าก็คุยกันต่อประมาณว่า ลูกกับหลานจะทำอย่างไร? จะอยู่ได้ไหม? เมื่อไปถึงหน้าห้องส่งศพ อเนกก็ชี้ไปว่าที่นี่ห้องส่องศพ และอเนกก็ไปส่งเอกสารต่าง ๆ จากนั้นอเนกก็เข็นศพเข้าไป พอเข็นเข้าไปก็เจอกับเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในห้อง ซึ่งพี่คนนี้ชื่อ ‘พี่ยับ’ เป็นรุ่นใหญ่ในโรงพยาบาล พอพี่ยับรับศพไปก็พูดว่า “อ้าว ลุงวิเชียรมาแล้วหรอ ป้าแม้นแกรออยู่จะได้ไปด้วยกันเลย” แล้วตัวพี่ยับก็เปิดหน้าศพ อเนกพูดอะไรไม่ออก จนเดินถอยไปชนกับเตียงหนึ่งและกำลังจะล้มลงไปนอน พี่ยับบอกว่า “หยุด ถ้านอนมึงตายนะ เพราะว่าเตียงนี้ตายมาแล้ว 48 ศพ” และพี่ยับยังบอกว่าถ้าอยากรู้เรื่องเตียงนี้พรุ่งนี้ให้มาหา อเนกจึงกลับมาหา พี่ยับก็เล่าให้อเนกฟังว่าเตียงนี้ก่อนที่จะมีคนตาย 48 ศพ เคยมีหนึ่งเคสเป็นผู้หญิงชื่อ ‘น้องเน’ อายุประมาณ 20-25 ปี ซึ่งคนนี้เป็นคนสวยของอำเภอนี้ ปรากฎว่าวันหนึ่งเธอนอนแล้วเธอก็หลับไม่ตื่น จึงเลยกลายเป็นเรื่องแปลกว่าทำไมถึงเสียชีวิตเช่นนี้ คุณหมอพยายามชันสูตรหาว่าเป็นอะไร แล้วก็แจ้งกับทางญาติว่าขอเอาศพไว้ที่นี่ก่อนเพื่อหาสาเหตุ หลังจากรับศพมาก็มานอนปกติ แต่แปลกมากที่ศพนี้เป็นศพที่มารอชันสูตรที่สวยมาก สภาพเหมือนผู้หญิงสวยที่กำลังนอนหลับ ในวันแรกที่ศพมาถึง ช่วงเปลี่ยนเวรของคนเฝ้าศพ คนที่เข้ามาเฝ้าต่อรู้สึกว่าสภาพห้องเก็บศพนั้นผิดปกติ คือห้องกระจัดกระจาย และเตียงน้องเนอยู่ไม่ตรงกับตำแหน่งเดิม จนสืบสาวเรื่องไปเจอกล้องวงจรปิดและรปภ.หน้าห้องเก็บศพก็หายไป เมื่อเปิดภาพในกล้องวงจรปิดก็พบว่ามีการข่มขืนศพ และทุกคนก็ตามหาตัวรปภ.แต่ไม่เจอ จนกระทั่งรุ่งเช้า ได้รับแจ้งว่าเจอรปภ.คนนี้แล้ว แต่เจอที่ห้องฉุกเฉิน เพราะมีคนไปพบศพรปภ.ในคืนนั้นซึ่งสาเหตุการเสียชีวิตคือจมน้ำ แต่ที่แปลกคือในมือของรปภ.กำสายชื่อศพของน้องเนไว้ด้วย เรื่องนี้ผ่านไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ ตัวพี่ยับต้องไปร่วมงานเลี้ยงเกษียณ แล้วกลับบ้านไม่ไหวเพราะต้องเข้าเวร แต่ไม่สามารถเข้าด้านหน้าได้เพราะมีกล้องวงจารปิดที่จะเห็นสภาพที่เมาของพี่ยับ จึงเลือกที่จะเข้าทางหน้าต่างบานเลื่อนที่หลบมุมได้ แต่หน้าต่างของห้องเก็บศพไม่ได้ใช้งานบ่อยก็มักจะมีเสียงดัง พอพี่ยับเปิดเข้าไปก็ดันได้ยินเสียงกุกกักข้างใน จึงเริ่มสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น พอเข้าไปก็เจอบุรุษพยาบาลคนหนึ่งชื่อ ‘เต้’ เอาเสื้อพาดบ่าเหมือนกำลังแต่งตัว พี่ยับถามว่ามาทำอะไร เต้จึงบอกว่ามาดูเอกสารว่าศพเรียบร้อยดีหรือเปล่า แล้วก็รีบออกไป พอเต้ออกไปพี่ยับก็ดูว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เจอคือผ้าของศพของน้องเนถูกถลกขึ้นและเปลือย ตัวพี่ยับเองก็ไม่กล้าบอกใครเพราะว่ามันจะกระทบต่อตัวเอง แต่เรื่องก็แดงขึ้น เพราะหลังจากนั้น 2 วัน มีคนบอกกันต่อ ๆ ว่าเต้ตาย โดยมีคนบอกว่าเห็นเต้กำลังเดินหนีอะไรบางอย่าง แล้วพยายามจะข้ามถนนและโดนรถกระบะชนเสียชีวิตคาที่ ซึ่งศพของเต้คือศพที่ 2 จากการที่มีคนมาทำแบบนี้กับน้องเน หลังจากนั้นเหมือนกับวิญญาณของน้องเนถูกทำร้าย คนในโรงพยาบาลจะเริ่มเห็นน้องเนออกมาเดินในตอนกลางคืน โดยจะเดินไปทั่วเพื่อให้ทุกคนเห็น พอผ่านเรื่องราวนี้ไปอีกประมาณ 2 สัปดาห์ ก็ได้เกิดเรื่องร้ายแรงที่สุดขึ้น คือ ศพน้องเนหาย ทุกคนต่างมึนงงกับเหตุการณ์นี้มาก และวันนั้นไม่ใช่เวรเฝ้าศพของพี่ยับ เมื่อรู้ว่าศพหาย ทุกคนจึงมาไล่ดูกล้องวงจรปิดกัน ภาพที่เห็นคือ กลุ่มวัยรุ่นประมาณ 5 คน ใส่ชุดของคนทำงานในโรงพยาบาล ที่ไม่รู้ว่าไปเอามาจากไหน แล้วเข็นศพน้องเนออกทางประตูที่รับศพด้านหลัง จากนั้นก็นำศพของน้องเนใส่ท้ายรถแล้วขับออกไป เมื่อทุกคนไล่ตามไป ก็ไปเจอรถของเด็กวัยรุ่น 5 คนจอดอยู่ที่อาคารร้างแห่งหนึ่ง ขณะที่ตำรวจและพยาบาลกำลังขึ้นไปที่อาคารร้างแห่งนี้ ได้มองไปที่อาคารร้าง และเห็นเป็นกองไฟกำลังเผาไหม้ จึงรีบเข้าไปในอาคาร พร้อมกับอุปกรณ์ดับเพลิง เมื่อไปถึงก็พบว่า ศพน้องเนกำลังถูกเผาจนเกรียมและไหม้หมด! ตำรวจจึงสงสัยว่าคนทำหายไปไหน เพราะรถที่ขับมาก็ยังอยู่ที่เดิม ตำรวจจึงพยายามตามหา ผลปรากฏว่า วัยรุ่นทั้ง 5 คนที่นำศพน้องเนมาเผานั้นไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ได้ เพราะเสียชีวิตทั้งหมด! บางศพตกบันไดคอหักตาย บางศพถูกแทง ทำให้ไม่สามารถมีใครรู้ได้ ว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากสาเหตุอะไร ตัดกลับมาที่ศพของน้องเน ศพของน้องถูกไหม้เกรียมไม่ได้สวยเหมือนเดิม แล้วก็ถูกนำกลับมาที่โรงพยาบาล และทางโรงพยาบาลกลัวว่าญาติของน้องเนจะมาเอาเรื่อง จึงตัดสินใจแจ้งกับญาติว่าศพของน้องเนนั้นเสียชีวิตตามธรรมชาติ โรงพยาบาลจะนำศพไปเผาแล้วนำเถ้ากระดูกมาให้ และเรื่องราวของน้องเนก็จบลงตรงนี้ แต่เมื่อนำศพน้องเนออกจากเตียงนี้ ก็เท่ากลับว่าตอนนี้เตียงนี้เป็นเตียงเปล่า ที่จะถูกเวียนใช้ต่อในโรงพยาบาล โดยเตียงนี้ได้ถูกดึงไปใช้ในส่วนของผู้ป่วยกึ่งวิกฤต เมื่ออเนกได้ฟังเรื่องราวนี้จากพี่ยับ ก็รู็สึกไม่สบายใจเพราะตัวของอเนกเองได้เผลอนอนไปแล้ว พี่ยับจึงบอกว่าให้ทำใจเพราะไม่รู้จะช่วยยังไง อเนกเองจึงตัดสินใจว่า จะตื่นเช้ามาทำบุญทุกวัน เพื่ออุทิศส่วนบุญให้กับน้องเน แล้วกลับมาบอกพี่ยับว่า “ผมทำบุญแล้ว ไม่น่าจะเกิดอะไรขึ้น” แต่ในขณะที่อเนกกำลังเดินออกจากห้องเก็บศพ ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะตามหลังจึงคิดในใจว่า ตัวอเนกเองนั้นจะรอดหรือไม่ เมื่อถึงช่วงสิ้นเดือนเมษายน อเนกรู้สึกว่าเลขที่เตียงของน้องเนน่าเอามาลุ้นโชค ปรากฏว่าอเนกถูกรางวัลจึงนำเงินบางส่วนไปทำบุญให้น้องเน และยังไม่ลืมที่จะนึกถึงพี่ยับคนที่เล่าเรื่องราวนี้ให้ฟัง จึงตั้งใจจะไปเลี้ยงพี่ยับด้วย พอไปเรียกพี่ยับที่หน้าห้องพักพนักงานก็ไม่มีเสียงตอบรับ อเนกจึงลองเปิดประตูเข้าไปเห็นพี่ยับนั่งอยู่กลางห้อง อเนกซึ่งไม่ได้คิดสงสัยอะไรจึงรีบเอาอาหารไปจัดวางและกินกับพี่ยับอย่างสนุกสนาน เมื่อมีอาการกรึ่ม ๆ ทั้งสองได้มีการพูดคุยกันมากขึ้น จู่ ๆ พี่ยับก็เริ่มดึงดราม่าด้วยการบอกว่า "อเนกพี่ขออะไรสักอย่างได้ไหม" อเนกจึงตอบว่า "ถ้าไม่ได้ให้ไปตาย ผมทำได้ทุกอย่างเลยพี่" พี่ยับจึงพูดกับอเนกว่า "หากวันหนึ่งพี่ไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้ ช่วยปลดปล่อยเขาได้ไหม" อเนกมีอาการงงและสงสัย ระหว่างนั้นพี่ยับจึงยื่นกำไลข้อเท้าของเด็กพร้อมกับผ้าชิ้นหนึ่งที่เหมือนชุดผู้ป่วย อเนกจึงถามว่าของใคร พี่ยับบอกว่าเป็นของน้องเนทั้งกำไลและชุด อเนกจึงตอบตกลงแบบปัด ๆ เพราะคิดว่าไม่น่าจะมีอะไร หลังจากนั้น 2 - 3 วัน เสกเพื่อนรักของอเนกรู้ว่าอเนกถูกรางวัลที่ได้เลขมาจากเตียงน้องเน จึงขอให้อเนกเลี้ยงแต่อเนกบอกว่า เงินนั้นเหลือน้อยแล้วเพราะนำไปเลี้ยงพี่ยับแล้ว ตัวเสกจึงเงียบไปและถามว่า “เลี้ยงพี่ยับไปวันไหน” อเนกตอบกลับไป “ว่าประมาณ 2 - 3 วันที่แล้ว” เสกถามกลับอีกว่า “ล้อกันเล่นรึเปล่า เพราะพี่ยับตายไปเป็นอาทิตย์แล้ว” เสกอธิบายเพิ่มว่าเพราะตัวเสกเป็นคนเข็นศพพี่ยับออกมาจากรถพยาบาลที่เกิดอุบัติเหตุรถชน ในขณะที่กำลังเข็นเตียงพี่ยับ พี่ยับกลับยิ้มและดูไม่มีสติทั้งที่คนโดนรถชนจะต้องมีบาดแผลตามร่างกายและรู้สึกเจ็บปวด แต่การช่วยพี่ยับไม่เป็นผล พี่ยับเสียชีวิต ส่วนกำไลและผ้าที่พี่ยับฝากไว้กับอเนก อเนกก็ขอให้เสกช่วยนำไปคืนด้วยกัน แต่เสกไม่ว่างที่จะไปด้วย อเนกจึงตัดสินใจนำของไปที่ห้องพี่ยับ โดยนำกำไลไปวางที่หัวเตียงของพี่ยับแล้วพูดว่า "ผมไม่รู้จะทำยังไง ผมขอเอามาคืนแล้วกัน" ระหว่างที่อเนกกำลังออกจากห้องก็ได้ยินเสียงคนพูดว่า "มึงสัญญากับกูแล้ว ทำไมมึงไม่ทำ" หลังจากนั้น อเนกก็ช็อกแล้วหลับไป รู้สึกตัวอีกทีก็เห็นตัวเองถูกมัดอยู่บนเตียงที่กำลังถูกเข็นเข้าโรงพยาบาล เมื่อลืมตาขึ้นมาก็เห็นพี่ยับชะโงกหน้ามองตัวเองและบอกว่า "มึงสัญญาแล้ว มึงต้องช่วยปลดปล่อยเค้า" ย้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น จนมาถึงจุดหนึ่ง ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรมาสัมผัสที่เท้าพร้อมกลิ่นไหม้ เมื่อมองลงไปก็เห็นศพน้องเนกำลังจะคลานขึ้นมาบนตัว และพูดว่า “แกต้องช่วยฉัน แกต้องปล่อยฉัน หวยก็ให้แล้ว ไม่อย่างนั้นจะเป็นเหมือนศพอื่น ๆ!” อเนกที่นึกอะไรไม่ออกจึงนึกถึงพระคุณพ่อแม่ และตะโกนว่า "แม่ช่วยด้วย" หลังจากนั้นน้องเนก็ค่อย ๆ หายไปพร้อมกับได้ยินเสียงแผ่เมตตาของแม่ เมื่อน้องเนถอยไปแล้วแต่ก็ยังพูดอยู่ว่าให้ช่วย เมื่ออเนกฟื้น เสกก็เล่าว่ามีคนเจออเนกสลบอยู่ที่ตึกพนักงาน พยาบาลจึงนำของที่ติดตัวอเนกมาคืนนั่นก็คือกำไลและผ้า อเนกจึงตัดสินใจเก็บไว้กับตัวเพราะไม่รู้ต้องทำอย่างไร แต่ก็ได้คำแนะนำว่าให้นำไปหล่อพระพุทธรูป เพราะถ้าเอาไปไว้กับคนไม่ดี วิญญาณของน้องเนก็จะไม่ถูกปลดปล่อย หลังจากนั้นอเนกก็ได้ยินว่าก่อนที่พี่ยับจะเสียชีวิต พี่ยับเดินยิ้มแล้วพูดว่า "ลูก พ่อขอโทษ" แล้วเดินข้ามถนนไปด้วยจึงถูกรถชน ทุกคนสืบสาวราวเรื่องจนไปรู้ว่าในวันที่เผาศพน้องเน คนที่มารับเถ้ากระดูกคือภรรยาเก่าพี่ยับและน้องเนก็คือลูกพี่ยับ และในคืนก่อนที่พี่ยับเมาทุกคนก็สงสัยว่าไปทำอะไรศพน้องเนหรือไม่..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-