เรื่องเล่าจากคุณโคโค่ ‘พี่สม’ l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [27 ต.ค.69]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณโคโค่ ‘พี่สม’ l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [27 ต.ค.69]

31 ต.ค. 2026

หญิงผมสั้นสวมชุดนอนโบราณตามหลอกหลอนตั้งแต่เด็ก ทำพิธีตัดกรรมก็แล้ว ทำบุญส่งให้ไปเกิดก็แล้ว แต่กลับเจอหนักกว่าเดิม! ถึงขั้นมายืนประชิด เอาหน้ามาเกยไหล่ขณะวิ่ง หรือแท้จริงแล้ว…เธอไม่ได้ต้องการแค่ส่วนบุญ แต่ต้องการอะไรกันแน่!

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [27 ต.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจเเนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พี่สม’

   ‘คุณโคโค่’ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์สุดหลอนที่เกิดขึ้นภายในบ้านของเธอ ซึ่งไม่ใช่เพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่พบเจอเหตุการณ์ประหลาด เพราะยังมีคนในบ้านอีกหลายคนที่เคยพบเห็นสิ่งเดียวกัน โดยเรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นตั้งแต่เธอยังเป็นทารก

คุณโคโค่เล่าว่า เธอรู้จักพี่ผู้หญิงคนหนึ่งมาตั้งแต่เด็กจนเติบโตขึ้นมา โดยย้อนกลับไปในช่วงที่เธอยังเป็นทารก คุณแม่เคยเล่าให้ฟังว่าในวัยเด็กคุณโคโค่ มีอาการร้องไห้อย่างหนักในวันพระอยู่เป็นประจำ และเป็นการร้องไห้ที่ไม่สามารถหยุดได้ง่าย ๆ จนคุณแม่ของเธอต้องพาไปพบแพทย์ รวมถึงพาไปหาพระเพื่อหาสาเหตุของอาการดังกล่าว ซึ่งผู้คนรอบข้างต่างให้ความเห็นตรงกันว่า อาการของเธออาจคล้ายกับภาวะ

 “โคลิก” หรืออาการร้องไห้เป็นเวลานาน และเวลาประจำของทารก

แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจ คือเมื่อเวลาผ่านพ้นเที่ยงคืนของวันพระไป คุณโคโค่จะหยุดร้องไห้ทันทีราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้คุณแม่จดจำเรื่องราวนี้ไว้ แต่ก็ไม่ได้ติดใจ หรือพูดถึงอีกจนกระทั่งคุณโคโค่เติบโตขึ้นมาในช่วงวัยประถม เธอเริ่มมองเห็นผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏตัวอยู่ภายในบ้าน โดยมีลักษณะเป็นผู้หญิงผมสั้น สวมชุดเดรสยาวที่มีลวดลายค่อนข้างโบราณให้ความรู้สึกคล้ายกับชุดนอนของผู้สูงอายุ และเป็นสีน้ำตาลอ่อน

ในตอนนั้นคุณโคโค่ยังเป็นเด็ก และมองว่าตัวเองเป็นคนที่มีจินตนาการค่อนข้างสูง จึงคิดไปว่าอาจจะมีเพื่อนในจินตนาการอยู่ภายในบ้านจริง ๆ เธอไม่ได้รู้สึกหวาดกลัว หรือคิดว่าเป็นเรื่องผิดปกติ อีกทั้งยังคิดว่าหากนำเรื่องนี้ไปเล่าให้คุณแม่ฟัง ก็คงถูกมองว่าเป็นเพียงจินตนาการของเด็กเท่านั้น จึงเลือกที่จะเก็บเรื่องนี้ไว้กับตัวเอง

   แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงมัธยมปลาย เหตุการณ์กลับเริ่มชัดเจนขึ้น เพราะคุณโคโค่เห็นผู้หญิงคนดังกล่าวบ่อยครั้งกว่าเดิม และสามารถสังเกตเห็นรูปร่างลักษณะของเธอได้ชัดเจนมากขึ้น โดยสิ่งหนึ่งที่น่าสังเกต คือเธอมักจะปรากฏตัวในช่วงเวลาที่คุณโคโค่อยู่เพียงลำพัง โดยเฉพาะในช่วงที่เธอเปิดรายการเล่าเรื่องผีอย่าง ‘อังคารคลุมโปง’ ฟังอยู่ ก็ยิ่งพบเห็นผู้หญิงคนนี้บ่อยขึ้น

ในช่วงแรกคุณโคโค่ พยายามหาเหตุผลให้กับตัวเองว่าอาจเป็นเพราะความเหนื่อยล้า หรือการรับชมรายการเกี่ยวกับเรื่องผีมากจนเกินไปทำให้เกิดภาพหลอน หรือจินตนาการขึ้นมา เธอจึงเลือกที่จะใช้ชีวิตตามปกติ และคิดเสียว่าหากเห็นผู้หญิงคนนี้อีก ก็คงเป็นเหมือนการมีเพื่อนอยู่ในบ้านอีกคนหนึ่ง

ที่สำคัญ คือผู้หญิงคนดังกล่าวยังคงมีรูปร่างหน้าตา และสวมใส่เสื้อผ้าชุดเดิมทุกครั้งที่ปรากฏตัว ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลยกระทั่งเมื่อคุณโคโค่ เข้าสู่ช่วงวัยมหาวิทยาลัย เหตุการณ์กลับทวีความถี่ และรุนแรงขึ้นกว่าเดิม เธอเล่าว่าตนเองเริ่มฝึกดูดวงมาเป็นระยะเวลาประมาณ 4 ปี และเริ่มเปิดรับดูดวงอย่างจริงจังในช่วงมหาวิทยาลัย แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือทุกครั้งที่เธอเปิดไพ่ดูดวง ผู้หญิงผมสั้นคนเดิมก็มักจะปรากฏตัวให้เห็นอยู่เสมอ จากเดิมที่เคยเห็นเพียงวันละหนึ่งครั้ง ก็เพิ่มขึ้นเป็นสองครั้ง และกลายเป็นสามครั้งในที่สุด

เหตุการณ์นี้ทำให้คุณโคโค่เริ่มรู้สึกกังวล และตั้งคำถามกับตัวเองว่า หรือช่วงนี้เธอกำลังดวงตก หรือมีใครบางคนภายในบ้านเข้ามาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่หรือไม่ เพราะยิ่งนานวันก็ยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัย จนเริ่มคิดว่าคงปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้วเธอจึงนำเรื่องราวไปปรึกษาผู้ใหญ่ และเพื่อน ๆ เพื่อหาทางรับมือ พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า การที่เธอเปิดรับดูดวง และเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องกรรมของผู้อื่นมากเกินไป อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้พบเจอเหตุการณ์เหล่านี้หรือไม่?

   ท้ายที่สุดคุณโคโค่ ตัดสินใจเดินทางไปทำพิธีตัดกรรม ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เพื่อให้ตัวเอง และคนในครอบครัวที่รับรู้เรื่องราวดังกล่าวรู้สึกสบายใจมากขึ้นหลังจากทำพิธีเสร็จสิ้น ผู้หญิงปริศนาคนนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยนานถึง 6 เดือน แต่เมื่อพ้นช่วงเดือนที่ 6 ไปแล้ว วิญญาณผู้หญิงคนเดิมกลับปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง !

ครั้งนี้คุณโคโค่รู้สึกเครียด และหวาดกลัวมากกว่าเดิม เพราะตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา เธอได้หยุดรับดูดวงไปแล้ว แต่การกลับมาของผู้หญิงคนนี้กลับดูน่ากลัวกว่าเดิมด้วย เพราะจากที่ก่อนหน้านี้เธอมักพบเห็นอยู่บริเวณห้องนั่งเล่นภายในบ้าน ครั้งนี้กลับไปปรากฏตัวให้เห็นภายในรถยนต์ระหว่างที่เธอกำลังเดินทางกลับบ้าน

นอกจากนั้น คุณโคโค่ยังเล่าถึงบรรยากาศภายในบ้านว่า บ้านของเธอมีบันไดเชื่อมขึ้นไปยังห้องโถง และบริเวณบันไดจะมีม่านผืนยาวกั้นอยู่ ซึ่งเป็นจุดที่สามารถเดินขึ้นลงได้ตามปกติ แต่กลับมักมีเสียงไม้ลั่นดังขึ้นอยู่เสมอ คล้ายกับเสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังเดินขึ้นลงบันได ทั้งที่ไม่มีใครอยู่บริเวณนั้น

   จนกระทั่งวันหนึ่ง แม่บ้านที่ทำงานอยู่ภายในบ้านได้เดินมาบอกกับคุณโคโค่ว่า “โอ๊ยโคโค่ป้าโดนผีหลอก” สิ่งที่ทำให้คุณโคโค่ตกใจ คือแม่บ้านไม่เคยรับรู้เรื่องราวที่เธอพบเจอมาก่อน แต่กลับเล่าว่าในวันนั้นขณะที่กำลังเดินขึ้นไปเพื่อปิดม่านผืนยาวบริเวณบันได ซึ่งเป็นช่วงเวลากลางวัน จู่ ๆ ก็พบผู้หญิงผมสั้นคนหนึ่งปรากฏตัวอยู่ตรงบันได

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้แม่บ้านตกใจ และหวาดกลัวเป็นอย่างมาก จนไม่กล้าปิดม่านบริเวณนั้นอีกเลย เพราะหลังจากเกิดเหตุการณ์ก็ไม่มีใครกล้าขึ้นไปบริเวณดังกล่าว ทำให้ต้องเปิดม่านทิ้งไว้ตลอดเวลา

เมื่อได้ยินเรื่องราวจากแม่บ้าน คุณโคโค่จึงรีบโทรศัพท์ไปหาเพื่อน แต่ด้วยความที่ไม่อยากทำให้ตัวเองรู้สึกกลัวไปมากกว่านี้ เธอจึงพยายามเล่าเรื่องดังกล่าวในลักษณะติดตลก โดยพูดกับเพื่อนว่า “เออเนี่ยที่บ้านเจอผีอ่ะอุ๊ยตื่นเต้นมาก ไม่รู้ว่าชื่ออะไรอ่ะ คิดชื่อให้อะไรดี ชื่อสม รึกันเพราะว่าแต่งตัวแก่ดี”

นอกจากนี้ เธอยังแอบคิดขึ้นมาว่า หรือการที่เธอไปล้อเลียนหรือเรียกชื่อวิญญาณผู้หญิงคนนี้เล่น ๆ จะทำให้เขาไม่พอใจหรือไม่? เพราะระหว่างที่คุยกับเพื่อน เธอยังพูดติดตลกไปอีกว่า “พี่สมอย่าออกมาหลอกกันสิ คนกลัวไม่ต้องออกมาหรอก”

   คุณโคโค่เล่าว่า ตลอดเวลาที่พบเห็นผู้หญิงคนนี้ เธอไม่เคยเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายแบบตรง ๆ เลย ลักษณะการปรากฏตัวจะเป็นการที่เธอเหลือบไปเห็นโดยบังเอิญ คล้ายกับอีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจมายืนจ้องหน้าหรือเผชิญหน้ากับเธอโดยตรง ทำให้จนถึงตอนนั้นคุณโคโค่ก็ยังไม่ทราบว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร และมีที่มาที่ไปอย่างไรด้วยความสงสัย และต้องการหาคำตอบ เธอจึงตัดสินใจลองไปดูดวงกับหมอดูสายลี้ลับท่านหนึ่ง ซึ่งเปิดดูดวงผ่านไลฟ์สดโดยเฉพาะก่อนตัดสินใจ คุณโคโค่ยอมรับว่ามีความลังเลอยู่ไม่น้อย เพราะกลัวว่าหากได้รู้คำตอบแล้ว อาจทำให้เรื่องราวที่เดิมทีไม่ได้ส่งผลกระทบมากนัก กลับทวีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิม เธอจึงมีความคิดตีกันอยู่ในหัวว่าจะดูดีหรือไม่ แต่ท้ายที่สุดก็รวบรวมความกล้าและตัดสินใจเข้าไปถามแม่หมอท่านนั้น

โดยเธอเลือกถามตรง ๆ ผ่านการเปิดไพ่ว่า “พี่ผู้หญิงที่เห็นในบ้านเนี่ยเขาเป็นใครหรอคะ”

แต่คำตอบที่ได้รับกลับทำให้เธอถึงกับชะงัก เพราะแม่หมอตอบกลับมาสั้น ๆ ว่า “ผี”

   คุณโคโค่จึงถามต่อไปว่า แล้วผู้หญิงคนนี้ต้องการอะไรจากเธอ ซึ่งแม่หมอได้ให้คำตอบว่า “เขาต้องการให้เราช่วยเหลือเขาอยู่ตรงนี้มานานมาก ๆ” พร้อมอธิบายว่า วิญญาณผู้หญิงคนดังกล่าวน่าจะอยู่บริเวณนี้มาตั้งแต่ก่อนที่บ้านของคุณโคโค่จะถูกสร้างขึ้น และดูเหมือนว่าจะมีบ่วงหรือสิ่งที่ติดค้างอยู่ ทำให้ไม่สามารถไปไหนได้ ต้องการให้ใครสักคนเข้ามาช่วยปลดปล่อย แต่ที่ผ่านมาไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

หลังจากได้ยินคำตอบดังกล่าว คุณโคโค่ก็ยิ่งเกิดความสงสัย และไม่เข้าใจว่าเหตุใดเรื่องราวจึงกลายเป็นเช่นนี้ แต่ในระหว่างที่เธอกำลังรอฟังคำอธิบายเพิ่มเติม จู่ ๆ แม่หมอก็พูดขึ้นมาว่า “ไม่ได้ ๆ พี่ต้องลงไลฟ์ก่อนแค่นี้ก่อนนะ” ทำให้คุณโคโค่ยังคงไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน และไม่รู้ว่าควรจะต้องทำอย่างไรต่อไป

อย่างไรก็ตาม เธอไม่ยอมแพ้และตัดสินใจเข้าไปปรึกษาหมอดูอีกท่านหนึ่งผ่านไลฟ์สดอีกช่อง โดยครั้งนี้เธอถามไปว่า “ที่อยากให้ช่วยอ่ะให้อยากช่วยอะไร” แม่หมอท่านใหม่จึงเริ่มเปิดไพ่และให้คำตอบว่า “พี่เค้าอยากไปเกิดนะ ทำบุญให้หน่อยได้ไหม” พร้อมแนะนำให้ทำบุญในลักษณะของการไถ่ชีวิตโคกระบือ หรือทำบุญเกี่ยวกับเด็ก โดยบอกกับเธอว่า “ทำให้เขาหน่อยนะ เขาอยากไปเกิด”

   เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณโคโค่รู้สึกสงสารวิญญาณผู้หญิงคนดังกล่าวเป็นอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดความกังวลว่าจะต้องทำบุญอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อแม่หมอแนะนำให้ไถ่ชีวิตโคกระบือ ซึ่งในขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 22.00 น. แล้ว เธอจึงคิดหนักว่าจะไปหาสถานที่ทำบุญจากที่ไหน และจะต้องใช้เงินจำนวนเท่าไร เพราะในตอนนั้นเธอยังเป็นเพียงนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ไม่ได้มีเงินมากมาย

แต่แล้วคุณโคโค่ ก็นึกขึ้นได้ว่า แม่หมอได้แนะนำอีกทางเลือกหนึ่งคือการทำบุญเกี่ยวกับเด็ก เธอจึงตัดสินใจบริจาคเงินผ่านแอปพลิเคชันในคืนนั้นทันที

หลังจากบริจาคเรียบร้อยแล้ว เธอได้อธิษฐานจิตส่งบุญไปให้วิญญาณผู้หญิงคนดังกล่าว พร้อมกล่าวว่า “เออพี่หนูทำบุญให้แล้วนะ ขอให้บุญนี้ถึงพี่นะ ถ้าพี่มีอะไรติดค้าง ก็ขอให้มันคลี่คลาย อโหสิกรรมต่อกันไม่มีอะไร ติดค้าง แล้วนะคะแล้วก็ไม่ต้องมาแล้ว เขากลัวค่ะ”

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ คุณโคโค่รู้สึกว่าบรรยากาศภายในบ้านเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่เคยรู้สึกอึดอัด และเต็มไปด้วยความตึงเครียด กลับกลายเป็นความรู้สึกที่เบาสบาย และปลอดโปร่งขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ เธอจึงกลับเข้าไปในไลฟ์สดของแม่หมอท่านเดิมอีกครั้ง เพื่อสอบถามเพิ่มเติมว่าวิญญาณผู้หญิงคนนั้นได้รับบุญที่เธอทำไปหรือไม่ และตอนนี้มีความสุขดีหรือเปล่า โดยถามว่า “เขาแฮปปี้ไหมเขามีความสุขไหม”

   แม่หมอจึงตอบกลับมาว่า “เขามีความสุขนะ” พร้อมอธิบายในทำนองว่า วิญญาณผู้หญิงคนดังกล่าวรู้สึกดีใจที่คุณโคโค่ได้ทำบุญส่งไปให้ เมื่อได้ยินเช่นนั้นเธอเองก็รู้สึกดีใจ และสบายใจขึ้นมาก หากสิ่งที่แม่หมอบอกเป็นความจริง ก็ถือว่าเธอได้ช่วยเหลือผู้หญิงคนนี้แล้วเรื่องราวในตอนนั้นดูเหมือนจะดำเนินมาถึงบทสรุป แต่ความจริงกลับไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น

หลังจากทำบุญไปแล้ววันหนึ่ง คุณโคโค่ได้ออกไปวิ่งตามปกติ ซึ่งเป็นกิจวัตรที่เธอมักจะทำเป็นประจำ โดยระหว่างวิ่งเธอก็เปิดเพลงฟังไปด้วย แต่จู่ ๆ กลับรู้สึกเหมือนมีใครบางคนมายืนอยู่ข้าง ๆ เมื่อเหลือบสายตาไปมอง สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้ากลับไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มีลักษณะผิดแปลกไปจากมนุษย์ทั่วไป โดยเธอมีผมสั้น และยื่นใบหน้ามาเกยอยู่บนไหล่ของคุณโคโค่ ระยะห่างระหว่างทั้งสองนั้นใกล้มาก โดยคุณโคโค่ยืนยันว่าอยู่ห่างกันไม่เกินหนึ่งฟุต และจากลักษณะการแต่งกายที่ยังคงเหมือนเดิม ทำให้เธอเชื่อว่าสิ่งที่เห็นน่าจะเป็นวิญญาณผู้หญิงผมสั้นคนเดิมที่เคยปรากฏตัวภายในบ้าน

   เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้คุณโคโค่ตกใจอย่างหนัก จนเกือบพลัดตกจากลู่วิ่ง เธอจึงรีบกดหยุดเครื่องและวิ่งหนีขึ้นไปยังชั้นบนทันที เพราะไม่สามารถทนอยู่ตรงนั้นต่อไปได้ที่น่าขนลุกไปกว่านั้นคือ เหตุการณ์นี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2-3 วันก่อนที่เธอจะมาเล่าเรื่องราวผ่านรายการ คุณโคโค่จึงเริ่มตั้งข้อสงสัยว่า หรือการที่วิญญาณผู้หญิงคนดังกล่าวกลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง จะเป็นเพราะต้องการกลับมาขอบคุณเธอที่ทำบุญส่งไปให้หรือไม่

นอกจากนี้ เธอยังเล่าอีกว่าคนในบ้านที่สามารถมองเห็นผู้หญิงคนดังกล่าวได้ นอกจากตัวเธอเองแล้ว ยังมีพี่ชายอีกคนหนึ่งที่เคยพบเห็นเช่นเดียวกัน แต่คุณโคโค่ถือเป็นคนที่พบเจอมากที่สุดเดิมทีเธอพยายามปล่อยวาง และใช้ชีวิตตามปกติ แต่แล้วก่อนที่ทางรายการ ‘อังคารคลุมโปง’ จะติดต่อมาเพื่อยืนยันการเชิญเธอมาเล่าประสบการณ์ครั้งนี้ กลับเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นอีกครั้ง เพราะในช่วงก่อนที่เธอจะส่งเรื่องราวเข้ามาทางรายการ คุณโคโค่กลับพบเห็นผู้หญิงคนเดิมถึง 2-3 ครั้ง และแต่ละครั้งยังมีลักษณะที่ชัดเจน และรุนแรงกว่าเดิมอีกด้วย

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า หรือผู้หญิงคนนี้ไม่ต้องการให้เธอนำเรื่องราวทั้งหมดไปเปิดเผยให้คนอื่นรับรู้หรือไม่ แต่ถึงอย่างนั้นคุณโคโค่ก็ได้ตัดสินใจส่งเรื่องราวเข้ามายังรายการเป็นที่เรียบร้อยแล้วสุดท้ายเหล่าดีเจได้กล่าวปิดท้าย พร้อมบอกคุณโคโค่ว่า หากหลังจากนี้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีก ก็สามารถกลับมาอัปเดตเรื่องราวให้ทางรายการฟังได้เสมอ พร้อมทั้งอวยพรให้คุณโคโค่ และคนในครอบครัวปลอดภัยจากเหตุการณ์ชวนขนหัวลุกที่เกิดขึ้นทั้งหมด

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณโอ 'ความลับเเม่ชี' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 4 พ.ย.2568 ]

08 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณโอ 'ความลับเเม่ชี' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 4 พ.ย.2568 ]

ต้องไปนอนค้างคืนที่วัดป่า เพราะได้ไปทำงานจิตกรรมฝาพนังที่วัดแห่งหนึ่ง ก่อนไปจึงได้ถามเพื่อนว่า มีที่พักให้ไหม? เพื่อนก็ตอบว่า ‘ให้ไปนอนกับแม่ชีในวัดเลย’ พอไปถึงวัดก็แวะเข้าไปล้างหน้าล้างตา ก็ได้เหลือบไปเห็นขันใบหนึ่งที่มีว่านแช่อยู่ เลยคิดเล่น ๆ ว่า “แม่ชีเล่นของเหรอวะ” และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวสุดแปลกที่ได้เจอ! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 4 พ.ย.2568 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ความลับแม่ชี’ ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว “คุณโอ” ได้มีโอกาสไปทำงานที่วัดเเห่งหนึ่งที่ต่างจังหวัด ตำแหน่งที่ตั้งของวัดจะอยู่ที่ติดบริเวณเชิงเขา ลักษณะงานของเธอเป็น “งานจิตรกรรมฝาผนัง” ก่อนจะเดินทาง โอจึงได้สอบถามเพื่อนร่วมงานไปว่า“มีที่พักให้ไหม?”เพื่อนเลยบอกว่า “มีที่พักให้ในวัดเลย นอนกับแม่ชี” โอได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกสบายใจ เพราะเป็นการทำงานในสถานที่ที่ไม่คุ้นชิน การได้พักอยู่ในวัดกับแม่ชี อาจทำให้เธอทำงานได้สะดวกมากขึ้นเพราะไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลเพื่อไปทำงานในแต่ละวันหลังจากพูดคุยถามไถ่รายละเอียดงาน เพื่อนของโอก็ได้ถามขึ้นมาว่า“แกกลัวหมาไหม?”“ไม่กลัวนะ ที่บ้านก็เลี้ยงอยู่” โอตอบไปตามตรงโดยไม่ได้คิดอะไร“ดีแล้ว เพราะหมาที่นั่นดุมาก” เพื่อนสาวกล่าวเตือนด้วยความหวังดี เมื่อโอเดินทางไปถึงวัดแห่งนั้น เธอก็นำสัมภาระทั้งหมดของตนเอง ขึ้นไปเก็บไว้บนกุฏิวัด หลังจากที่โอขึ้นไปเก็บข้าวของต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อย เธอก็ไปทำธุระส่วนตัวที่ห้องน้ำข้าง ๆ กุฏิ โอเลือกเข้าห้องน้ำในห้องที่บานประตูถูกเปิดอยู่ พอเข้าไปเธอก็เจอกะละมังใบหนึ่ง ภายในนั้นมีสมุนไพรลักษณะคล้ายกับว่าน หรือรากไม้อยู่ ทันใดนั้นความสงสัยพลันแล่นขึ้นมาในหัวอย่างไม่จริงจังว่า “แม่ชีเล่นของเหรอ? ทำไมแช่ว่านด้วย” แต่เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น อยู่มาวันหนึ่ง... ในระหว่างทางที่โอ ต้องเดินออกเพื่อไปทำงานภายในวัด หมาที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นจะเห่า และพยายามเข้ามากัดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปตามคำที่เพื่อนของตนพูดเตือนไว้ในตอนแรกว่า... หมาที่วัดนี้มีนิสัยดุร้าย แต่ในวันนั้นมันดุมากกว่าปกติ พลันสายตาก็ดันเหลือบไปสังเกตเห็นแม่ชีนั่งอยู่ที่บริเวณนั้นพอดี จึงได้เอ่ยถามขอความช่วยเหลือไป“แม่ชีคะ หมาดุมากเลย แม่ชีช่วยเรียกมันไปให้หน่อยได้ไหมคะ?” ไร้เสียงตอบกลับจากแม่ชี เธอจึงพยายามตะโกนเรียกหลาย ๆ ครั้งแต่มันก็ไม่เป็นผล โอจึงตัดสินใจหยิบไม้แถวนั้นมาใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันตัว แต่ในจังหวะนั้นเองที่แม่ชีได้ยินเสียงคนกำลังหยิบจับสิ่งของ ก็ได้หันมาพูดกับโอว่า“แม่ชีเดินไม่ได้หรอก มันหวง ถ้าเดินไปมันจะยิ่งกัด”“แล้วต้องทำยังไงคะ?”“ใช้ไม้ไล่มันไปสิ” ได้ยินดังนั้น ราวกับเป็นคำอนุญาต โอจึงใช้ไม้ยาวในมือขับไล่สัตว์สี่ขาตรงหน้าไป ในจังหวะที่เธอกำลังง้างมือ แม่ชีก็เดินปรี่เข้ามาด้วยความไม่พอใจ คล้ายกับหวั่นเกรงว่าเธอจะทำร้ายหมาตัวนั้นจริง ๆ และมาไล่หมาตัวนั้นด้วยตัวของแม่ชีเอง.. ทำให้โอสามารถขึ้นไปทำงานต่อได้ ตกกลางคืน... โอเดินกลับที่พักของตน หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จสิ้น โดยพื้นฐานเธอเป็นคนที่สวดมนต์ก่อนนอนเป็นกิจวัตรประจำวันทุกคืนอยู่เเล้ว ซึ่งภายในกุฏิไม่ได้มีเพียงแค่เธอแต่มีรุ่นน้องผู้หญิงอีกคนนอนกับเธอด้วย ตัวของรุ่นน้องคนนี้เป็นคนที่กลัวผีมาก ทำให้ต้องเปิดไฟทิ้งไว้ทั่วทั้งที่นอน และรอบระเบียง ในระหว่างที่สวดมนต์ โอสังเกตเห็นแสงไฟที่ดับลงหน้าห้องน้ำ และค่อย ๆ ไล่ดับมาทีละดวงจนถึงหน้าห้องของตน ทันใดนั้นเอง... เธอก็ได้ยินเสียงกระซิบปริศนาดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ จากเสียงแผ่วเบาที่จับใจความได้ยาก ก็เริ่มดังชัดขึ้นในโสตประสาทว่า“เงยหน้ามามองกูสิ เงยหน้ามามองกูสิ...” เสียงกระซิบชวนขนหัวลุกดังซ้ำไปซ้ำมาข้างหู ทำให้โอตัดสินใจลุกพรวดขึ้นมาเปิดหน้าต่าง แต่กลับมีเพียงความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทั้งวัด ความรู้สึกไม่ปลอดภัย และหวาดกลัวค่อย ๆ เกาะกินภายในใจ สถานการณ์ตอนนั้นมันบอกกับเธอว่ามีบางอย่างผิดปกติ และที่แห่งนี้ไม่น่าอยู่อีกต่อไปเมื่อรุ่นน้องเดินเข้ามา โอจึงบอกให้หญิงสาวเก็บของ และย้ายไปนอนที่อื่น ในวัดยังคงมีกุฏิหลายแห่งที่สามารถไปพักพิงได้ เพียงแต่ผู้คนจะค่อนข้างแออัด โอเลยตัดสินใจโทรหาเพื่อนที่พักอยู่อีกกุฏิ และขอไปนอนด้วยก่อนจะออกไป ทั้งสองคนก็ตั้งใจจะไปบอกกล่าวให้แม่ชีได้รับรู้ ตัวของแม่ชีนั่งอยู่ตรงริมหน้าต่าง จากมุมของโอจะเห็นแค่เพียงขาของแม่ชีที่โผล่พ้นออกมา แต่ไม่เห็นลำตัว และบนตักของแม่ชีมีแมว 1 ตัวนอนอยู่“แม่ชีคะ แม่ชีขา” แม้ว่าเธอจะส่งเสียงเรียกแม่ชีไปกี่ครั้ง แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรตอบกลับมา แม่ชียังคงนั่งนิ่ง แต่กลายเป็นว่าแมวที่นอนอยู่บนตักนั้นกลับขยับกาย และหันหน้ามามองเธอ โอได้แต่ครุ่นคิดในใจว่าแม่ชีคงใส่หูฟัง หรือกำลังสวดมนต์อยู่ เลยเลือกที่จะเดินลงมาจากกุฏิ และตั้งใจว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยกลับมาบอกใหม่อีกครั้ง แต่ก่อนที่สองเท้าจะก้าวออกจากเขตกุฏิ ความรู้สึกประหลาดบางอย่างมันก็แล่นขึ้นมา คล้ายกับว่ากำลังบอกให้เธอนั้นเงยหน้าขึ้นไปมองข้างบน ความรู้สึกก็ตีตื้นขึ้นมาว่า แม่ชีจะกำลังมองเราอยู่ตรงหน้าต่างรึเปล่า? และในวินาทีที่เธอหันหลังกลับไป มันก็เป็นไปตามที่เธอคิดเพราะแม่ชีกำลังมองดูเธอจากตรงหน้าต่าง! และค่อย ๆ เดินเข้าไปข้างใน..หลังจากที่ทั้งสองคนเดินมาถึงที่พักหลังใหม่ โอก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็มีความเห็นไปในทางเดียวกันกับเธอว่าแม่ชีคนนั้นดูแปลก ๆ แต่ในตอนนั้นก็คิดว่าตนเองอาจจะคิดไปเองคนเดียว บางครั้งที่คุยกับแม่ชี เขาก็เหมือนมีหลากหลายอารมณ์ คุยดีบ้าง ไม่คุยบ้าง หรือทำเหมือนเราไม่มีตัวตนไปเลย พอตื่นเช้ามา จู่ ๆ โอก็เกิดอาการบ้านหมุนถึงขั้นที่ไม่สามารถทำงานต่อได้ จะลุกจะนั่งก็มีอาการคลื่นไส้อาเจียนตลอด เลยจำเป็นต้องกลับไปหาหมอที่กรุงเทพฯเมื่อกลับมาถึงบ้าน ด้วยความไม่สบายใจ โอจึงไปเอาผ้าถุงของแม่มาครอบหัวตนเอง ตามความเชื่อของคนโบราณว่าการลอดผ้าถุงของแม่สามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และใช้เป็นวิธีแก้คุณไสยได้ วันถัดมาโอก็ไปหาหมอ หลังจากตรวจร่างกายก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ คุณหมอได้ให้คำแนะนำว่าสาเหตุของอาการป่วยอาจเกิดจากการพักผ่อนน้อย โหมงานหนัก และได้จ่ายยากลับมาให้ทานที่บ้าน หลังจากอาการของเธอเริ่มดีขึ้น โอก็กลับไปทำงานที่วัดเหมือนเดิม ในช่วงที่กลับไปที่วัด และทำงานอยู่ หากวันใดเป็นวันพระ ตัวของโอจะพยายามเคลียร์งานต่าง ๆ ให้เสร็จเพื่อที่จะไปทำวัดกับแม่ชีท่านอื่น ๆ จนรู้สึกคุ้นเคยและสนิทสนม เลยมีโอกาสได้พูดคุยกัน ด้วยความสงสัย โอจึงได้ถามเรื่องราวส่วนตัวเกี่ยวแม่ชีคนนั้นไป“แม่ชีคนที่หนูนอนด้วย เขามาจากไหนเหรอคะ?”“แม่ชีคนนั้น ไม่ค่อยมีใครยุ่งกับเขานะ กุฏินั้นเขาก็อยู่คนเดียว ไม่มีใครอยู่กับเขาได้”คำตอบที่ไม่ได้คลายความสงสัยแต่กลับทำให้เธออยากรู้มากขึ้นไปอีก“แต่อย่าไปสุงสิงกับเขามากเพราะ เขาเป็นคนมีของ!” ประโยคตักเตือนด้วยความหวังดีส่งตรงมาถึงโอ หลังจากเธอครุ่นคิดต่อเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในวัด ทุกอย่างก็ค่อย ๆ เชื่อมโยงกันอย่างน่าขนลุก และสุดท้ายเธอก็ได้รู้ว่าทั้งหมดนั้นคือ ความลับของแม่ชี(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณพิพลอย ‘ใครคนนั้น’ ‘ใครคนนั้น’ l อังคารคลุมโปง X INDIGO [1 ก.ย.69]

06 ก.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณพิพลอย ‘ใครคนนั้น’ ‘ใครคนนั้น’ l อังคารคลุมโปง X INDIGO [1 ก.ย.69]

ไม่คาดคิดว่าเพียงแค่อินซีรีส์ จนเผลอพลั้งปากพล่อยออกไป จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความหลอนกับความฝันประหลาด ที่มาพร้อมกับเสียงที่ทำให้จำได้ขึ้นใจ เพราะเขาจะเอาไปอยู่ด้วย! ราวกับเรื่องนี้ได้เกิดขึ้นจริง จนเธอรู้สึกว่าเหตุการณ์มันเริ่มไม่ปกติ และเริ่มเหมือนจริงขึ้นในทุกวัน แล้วเขาป็นใครกันแน่?!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X INDIGO [1 ก.ย.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจมดดำ’ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ใครคนนั้น’ ‘คุณพิพลอย’ เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เจอกับตัวเองในวัย 14 ปี และโดยส่วนตัวแล้วคุณพิพลอย ก็จะเป็นคนที่ปากไว และปากพล่อย ซึ่งในขณะนั้นเธอเองก็กำลังอินซีรีส์วายเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับหมอผี นั่นทำให้ในเช้าวันนั้น ที่คุณพิพลอย เพิ่งดูซีรีส์จบ ก็ได้ไปหาเพื่อนที่โรงเรียนต่อ ขณะที่กำลังนั่งคุยกันกับเพื่อน คุณพิพลอยก็ได้พูดขึ้นมาว่า“ถ้าหมอผีจะหล่อขนาดนี้ ผีตัวไหนก็เข้ามาได้หมดอะ”ตกเย็นเวลาประมาณทุ่มครึ่ง เธอก็รู้สึกเสียวหลังแปลก ๆ ทั้งที่อยู่บ้านคนเดียว แต่กลับรู้สึกเหมือนมีคนจ้องอยู่ตลอดเวลา แต่ถึงอย่างนั้นคุณพิพลอย ก็คิดในแง่ดีคิดว่าคงเป็นเพราะฝนตก อากาศหนาวเลยรู้สึกแบบนี้จึงไม่ได้สนใจมากนัก พอเข้านอนก็เริ่มฝัน โดยในฝันคุณพิพลอย อยู่ที่สุสานของใครก็ไม่รู้ โดยในนั้นก็มีป้าของเธออยู่ในฝันด้วย แต่ถามใครว่าที่นี่ที่ไหนก็ไม่มีใครตอบ ราวกับว่าไม่มีใครเห็นคุณพิพลอยสักคนเลย จนกระทั่งมีคนมาสะกิดหลัง โดยเป็นคุณลุงแก่ ๆ คนหนึ่ง และเขาก็ได้บอกให้เธอเดินตามเขาไป พอเดินไปได้สักพักคุณลุง ก็หยุดเดินนั่นทำให้เธอถามว่า“หยุดเดินทำไมหรอคะ คุณลุงเป็นอะไรหรือเปล่า”แต่พอคุณลุงหันกลับมาก็กลายเป็นผู้หญิงผมยาวตรง และเธอก็พูดว่า “กูเจอมึงแล้ว กูจะเอามึงไปอยู่ด้วย” นั่นทำให้คุณพิพลอยสะดุ้งตื่น และเธอก็เห็นผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ที่ปลายเตียงตรงที่ป้าของเธอนอนหลับอยู่ ในตอนนั้นคุณพิพลอย ลนลานมาก ๆ ร้องไห้ไม่มีสติแล้ว จึงรีบบอกให้ป้าเปิดไฟในทันที พอตั้งสติได้ก็รีบเล่าเรื่องในฝันให้ป้าฟังว่าเจออะไรบ้าง แต่พอป้าได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดก็ตอบกลับมาว่า “ดูซีรีส์ และฟังเรื่องผีเยอะเกินไป” แต่คุณพิพลอย ก็ยืนยันว่าสิ่งที่เจอมันเป็นเรื่องจริง ทั้งในฝัน และที่เห็นกับตาจริง ๆ หลังจากตื่นป้าของเธอก็เลยไปหยิบพระ และหาบทสวดมนต์มาให้สวดก่อนนอน และเปิดบทสวดชินบัญชรจนคุณพิพลอยหลับไปเช้าวันถัดมา... เธอตื่นมาแล้วรู้สึกไม่มีพลังเลย รู้สึกเพลียมาก ๆ ป้าเลยพาไปใส่บาตรที่วัดข้างบ้าน แล้วก็ได้ไปโรงเรียนปกติ หลังจากที่เข้าแถวเสร็จ คุณพิพลอยก็เดินไปเอากระเป๋ากับเพื่อนที่รถ แต่ในจังหวะที่ใกล้จะถึงรถแล้ว จู่ ๆ เธอก็ได้ยินเสียงที่เหมือนมีคนมาพูดอยู่ที่ข้างหูว่า“มึงตาย กูจะเอามึงไปอยู่ด้วย”ในตอนนั้นคุณพิพลอย ร้องไห้ออกมา และรีบโทรหาป้าเล่าเรื่องที่เจอให้ป้าฟัง ป้าก็รีบบอกว่า อย่านึกถึงเรื่องนี้ “ถ้าเขารู้ว่าเรากลัว เขาก็จะยิ่งตาม” ทำให้หลังจากนั้นก็พยายามลืมเรื่องนี้ และไม่นึกถึง พอกลับบ้านก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเหมือนวันก่อน ตกกลางคืนก็เข้านอนปกติ และได้ฝันอีกครั้งคราวนี้คุณพิพลอย ฝันว่าไปเที่ยวทะเลกับครอบครัว และเธอก็กำลังเล่นน้ำกับน้องชายอยู่ ในขณะนั้นก็มีผู้หญิงคนหนึ่งว่ายน้ำเข้ามาหา และชวนให้เธอไปเล่นด้วยกัน เธอจึงให้น้องชายอยู่กับพี่ชายก่อน แล้วค่อยออกไปเล่นน้ำกับผู้หญิงคนนั้นก่อนที่จะโดนกดหัวลงไปในทะเล เธอรู้สึกเหมือนจริงมากทั้ง ๆ ที่อยู่ในฝัน หายใจไม่ออกเลย ดิ้นไปได้สักพักก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา เธอรู้สึกเหมือนเพิ่งเจอเหตุการณ์นั้นจริง ๆ โดยมันไม่ใช่แค่ในฝัน แต่คุณพิพลอยก็ไม่ได้บอกป้าอะไร จึงทำแค่เพียงสลับด้านหมอนตามความเชื่อแล้วนอนต่อ หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น พอเช้ามาก็เล่าให้ป้าฟัง ป้าจึงรีบพาไปหาหลวงปู่ที่วัดแถวบ้านเพื่อรดน้ำมนต์ ทำให้หลังจากนั้นก็ไม่เจออีกเลย แต่หลังจากนั้นช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา พ่อ และแม่ของคุณพิพลอยได้กลับมาหาเพราะฉลองเทศกาลด้วยกันพอดี ทำให้วันนั้นก็กลับมาฝันอีก โดยครั้งนี้เธออยู่ในป่า ในฝันเธอตะโกนเรียกหาทุกคน แต่ก็ไม่มีใครอยู่ในนั้นเลย ทำให้เธอตัดสินใจเดินตรงไปเรื่อย ๆ ภายในนั้น ทำให้เจอพี่ผู้หญิงคนเดิมอีกครั้ง และเธอก็ได้พูดอีกว่า“กูจะเอามึงไปให้ได้ !” จบประโยคนั้นคุณพิพลอยก็สะดุ้งตื่นในทันที แต่เพราะไม่กล้ารบกวนพ่อแม่ เธอจึงสลับด้านหมอนและรีบกลับไปนอนต่อ พอตอนเช้าพ่อแม่ก็พาครอบครัวไปหาคุณย่าที่อยู่ต่างอำเภอ ในคืนที่นอนบ้านย่าก็ฝันเห็นพี่ผู้หญิงคนเดิมยืนอยู่ที่หน้าบ้านคุณย่า เหมือนกับว่าเขาเข้ามาไม่ได้ และเขาก็พูดกับเธออีกครั้งว่า “ครั้งหน้ากูไม่ปล่อยมึงไปแน่ กูจะเอามึงไปให้ได้” และเป็นอีกครั้งที่เธอสะดุ้งตื่น ครั้งนี้เธอจึงพยายามปลุกพ่อและบอกว่าเธอฝันเจออะไร แต่พ่อก็ไม่ได้สนใจจึงหลับต่อ พอตื่นขึ้นมาหลังจากนั้นก็ไม่เจออะไรอีกเลย ทำให้เธอนึกย้อนไปที่คำพูดของหลวงปู่ที่รดน้ำมนต์ให้ว่า ผู้หญิงที่เจอเขาตามคุณพิพลอยมาตลอด แต่เขาเพิ่งจะได้เข้ามาในช่วงนี้เอง ประกอบกับในวัยนั้นเป็นช่วงเบญจเพศของเธอเองด้วย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณอาท จิตวิญญาณ 'แม่เลี้ยงใจร้าย' l อังคารคลุมโปง X อาท จิตวิญญาณ [ 9 มิ.ย.2569 ]

16 มิ.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณอาท จิตวิญญาณ 'แม่เลี้ยงใจร้าย' l อังคารคลุมโปง X อาท จิตวิญญาณ [ 9 มิ.ย.2569 ]

จากมื้อค่ำแสนธรรมดาที่สองพ่อลูกนั่งรอ ‘แม่เลี้ยง’ กลับซุกซ่อนความลับสุดสยองที่ไม่มีใครคาดคิด! เมื่อมีคำสั่งที่ต้องลงมือเชือด ‘สัตว์เลี้ยงแสนรัก’ เธอจึงต้องชำแหละทั้งน้ำตา แต่เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างหมูตัวนั้นยังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน แล้วเนื้อที่ถูกแช่แข็งอยู่คืออะไรกันแน่? เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X อาท จิตวิญญาณ [ 9 มิ.ย.2569 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘แม่เลี้ยงใจร้าย’ คุณอาท ได้เล่าเรื่องราวชวนขนลุกจากกระทู้ต่างประเทศ เรื่องราวมันเริ่มต้นขึ้นที่โต๊ะอาหาร เด็กผู้หญิงวัย 7 ขวบ กำลังนั่งอยู่กับคุณพ่อ เพื่อรอให้คุณแม่มาร่วมโต๊ะ แต่ก่อนที่จะเล่าต่อถึงเหตุการณ์บนโต๊ะอาหาร ก็ต้องย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดก่อนก่อนหน้านี้ ครอบครัวของเด็กหญิงใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า พ่อ แม่ ลูก และที่บ้านทำกิจกรรมฟาร์มเกษตร คุณแม่ของเธอทำงานหนักมาก ออกจากบ้านตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น และกลับมาอีกทีหลังพระอาทิตย์ตก จนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไป คุณพ่อก็เริ่มรู้สึกไม่ประทับใจ และหมดรักในตัวคุณแม่ ในขณะเดียวกันแม่ก็มีน้องสาวชื่อ ‘ซูซาน’ ซึ่งเป็นผู้หญิงที่ดูแลตัวเอง หุ่นดีหน้าตาสวย คุณพ่อจึงแอบไปตามจีบลับหลังคุณแม่ หลังจากนั้นไม่นานครอบครัวก็ได้รู้ข่าวร้ายว่าคุณแม่ป่วยหนักด้วยโรคร้ายต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่แทนที่คุณพ่อจะคอยไปดูแล เขากลับไม่ไปจนในที่สุดคุณแม่ก็เสียชีวิตลง ซึ่งสิ่งที่น่าตกใจก็คือ ในงานศพของคุณแม่ คุณพ่อไม่ได้มีท่าทีโศกเศร้าแม้แต่น้อย ยังดูดีใจมากกว่าด้วยซ้ำ และประกาศกลางงานศพว่าจะแต่งงานใหม่กับซูซาน ทั้ง ๆ ที่ร่างของคุณแม่ยังไม่ทันถูกฝัง นั่นทำให้เด็กหญิงสูญเสียความประทับใจในตัวคุณพ่อไปหมดแล้ว แต่ด้วยความที่เหลือพ่อเพียงคนเดียว เธอจึงต้องทำใจยอมรับหลังจากที่ซูซานเข้ามาเป็น ‘แม่เลี้ยง’ ต่อหน้าคุณพ่อเธอก็เป็นแม่พระที่แสนดี คอยดูแลเอาใจใส่ พูดจาอ่อนหวาน และหาข้าวหาอาหารมาให้กิน แต่ลับหลังคุณพ่อ ซูซานกลับกลายเป็นนางมารร้าย คอยออกคำสั่งใช้งาน ดุด่าทุบตีเด็กหญิงถ้าไม่ทำตามคำสั่ง เด็กหญิงพยายามบอกเรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณพ่อ แต่คุณพ่อกลับไม่เชื่อคำพูดของลูกสาว แถมยังปกป้องซูซานอีกว่าคนดี ๆ แบบนั้นจะทำเรื่องโหดร้ายแบบนี้ได้อย่างไร แต่นานวันเข้านิสัยที่แท้จริงของซูซานก็เริ่มเผยออกมาให้เห็นมากขึ้น อย่างเวลาออกไปทานข้าวข้างนอกบ้าน หากอาหารมาช้าเธอก็จะเริ่มโวยวายเสียงดัง หรือหากไปสถานที่ไหนแล้วไม่ถูกใจก็จะวีนเหวี่ยงใส่ทุกคน แต่ถึงอย่างนั้นคุณพ่อก็ยังรัก และเทิดทูนว่าเธอยังเป็นภรรยาที่ดีที่สุด จนกระทั่งวันหนึ่ง เด็กหญิงต้องเข้าไปทำงานในฟาร์ม ทั้งเก็บมูลสัตว์ และให้อาหารหมู ปกติแล้วเธอจะพยายามหลบหน้าซูซานเพื่อที่จะได้ไม่ถูกเรียกใช้งาน แต่วันนั้นเธอหลบยังไงก็หลบไม่พ้น ซูซานก็เดินเข้ามาหา และออกคำสั่งให้เธอไปเชือดหมู ถึงแม้การเชือดหมูจะเป็นสิ่งที่คุณพ่อเคยสอนเอาไว้แล้ว แต่ความโหดร้ายอยู่ตรงที่ ซูซานเจาะจงให้เธอเชือด ‘มิสพิกเคิล’ หมูตัวโปรดที่เหมือนเพื่อนรัก และเคยพาไปประกวดจนได้รางวัลมาเยอะแยะ เด็กหญิงไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรดี สุดท้ายเธอก็ต้องลงมือทำ เธอหยิบมีดมากรีดลงไปที่หน้าท้องช้า ๆ ทำตามขั้นตอนที่คุณพ่อเคยสอนเอาไว้ทุกอย่าง แล้วค่อย ๆ หยิบเครื่องในออกมาล้าง ซับให้แห้ง ก่อนที่จะนำไปแช่ในตู้เย็น เธอลงมือทำไปพร้อมกับร้องไห้ไป ตัดกลับมาที่เหตุการณ์ปัจจุบันบนโต๊ะอาหาร เด็กหญิงนั่งอยู่กับคุณพ่อ เพื่อรอแม่เลี้ยงซูซานมาร่วมโต๊ะ คุณพ่อก็ถามว่า “แม่ได้บอกแกมั้ยว่าจะไปไหน?” เด็กหญิงก็ตอบกลับมาว่า “ไม่ได้บอกค่ะ” และคุณพ่อก็พูดต่อว่า “ก็ดีแล้วล่ะที่ไม่ได้บอกอะไรใคร” หลังจบประโยคนั้นเด็กหญิงก็มองออกไปนอกหน้าต่างฟาร์มเธอมองเห็นฝูงหมูกำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน และหนึ่งในนั้นคือ มิสพิกเคิลหมูตัวโปรดของเธอที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ด้วย ในหัวของเด็กหญิงจึงนึกย้อนไปถึงงานเชือดหมูที่เพิ่งทำไป พร้อมกับความคิดที่นึกอยู่ในใจว่า “หมูในฟาร์มมันก็กินทุกอย่างที่ขวางหน้านั้นแหละ…รวมถึงน้าซูซานด้วย”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากอาจารย์ฟิล์ม 'พิกัดหลอนซ่อนทาง' l อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม [ 21 เม.ย.2569 ]

30 เม.ย. 2026

เรื่องเล่าจากอาจารย์ฟิล์ม 'พิกัดหลอนซ่อนทาง' l อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม [ 21 เม.ย.2569 ]

ก่อนไปถึงจุดหมาย แต่ระหว่างทางอาจทำให้ไปไม่ถึง ขณะขับรถไปงานศพต่างจังหวัดกับเพื่อนในรถ 4-5 คน กลับมีสิ่งแปลก ๆ ทั้ง Google map ค้างไม่บอกพิกัด และเสาไฟทั้งสามที่คนขับเห็นเพียงคนเดียว เมื่อไปถึงคนในหมู่บ้านดันมีคำพูดเตือนอย่างหน้าประหลาดใจ จนสุดท้ายมารู้ความจริงว่า สิ่งที่เห็นไม่ใช่เสาไฟ! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม’ (15 เม.ย. 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พิกัดหลอนซ่อนทาง’ ‘อาจารย์ฟิล์ม’ ได้มาเล่าเรื่องราวที่ตนนั้นเจอ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นช่วงโควิดระบาดใหม่ ๆ และเพิ่งเริ่มมีประกาศว่าจะมีการล็อกดาวน์ เรื่องนี้ได้เกิดขึ้นก่อนล็อกดาวน์ ตอนนั้นพ่อของเพื่อนสนิทเสีย จึงต้องรวมตัวกับเพื่อนพากันไปงานศพที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ซึ่งก็ได้รวมตัวกับเพื่อนกัน 4 คน โดยมีอาจารย์ฟิล์ม อาสาเป็นคนขับรถให้ และช่วงนั้นเหมือนจะเริ่มงดเว้นการเดินทาง พวกรถขนส่งก็เริ่มไม่ค่อยมี ในวันที่ทราบเรื่องว่าต้องไปไหว้นั้นก็เป็นช่วงที่ใกล้จะเผาพอดี ทั้งหมดจึงได้รีบนัดไปกันในวันสวดวันสุดท้ายทั้งหมดจึงได้รีบพากันออกเดินทางทันทีก่อนที่ฟ้าจะมืด แต่กว่าจะไปถึงชลบุรีฟ้าก็ได้เริ่มมืดลง ทั้งหมดจึงได้พากันเข้าไปเช็กอินโรงแรมที่จองไว้ก่อนที่จะเร่งเดินทางต่อไปยังวัดให้ทันสวด ระหว่างทางในขณะที่ขับรถอยู่บนถนนใหญ่ รอบข้างก็ไม่ค่อยมีรถคันอื่นขับผ่านสัญจรไปมาสักเท่าไหร่ จะมีเพียงรถขนส่งไม่กี่คันเท่านั้น ระหว่างที่ขับรถ ก็จะให้เพื่อนหนึ่งคนในกลุ่มชื่อ เอก ที่เป็น LGBTQ รับหน้าที่คอยดูแมพให้ และเมื่อขับรถไปเรื่อย ๆ จู่ ๆ เอกก็ได้พูดขึ้นมาว่า “ฟิล์มช่วยกูหน่อย เอฟมันเป็นอะไรก็ไม่รู้ นั่งพึมพัมอะไรอยู่คนเดียว” อาจารย์ฟิล์มจึงได้หันไปชวนคุยแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรกลับมาจากเอฟ เลยคิดว่าช่างมัน และหันกลับมาโฟกัสกับการขับรถต่อ ในจังหวะนั้นบรรยากาศรอบข้างก็เริ่มมืดขึ้น อาจารย์ฟิล์มจึงได้หันมองซ้ายขวา หาจุดที่จะเป็นจุดสนใจ เพื่อจำเส้นทางที่ขับมาสำหรับขากลับ ว่าหากเจอจุดนี้ก็จะรู้ได้ว่าเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง ทันใดนั้นก็ได้หันออกไปเห็นเสาไฟสูงด้านขวามือ 3 ต้น เลยได้จำไว้ และหันกลับมาขับรถต่อไปยังจุดหมายขณะเดียวกันทางด้านของเอก ก็ยังคงนั่งก้มหน้าพึมพัมอยู่ จนขับไปเรื่อย ๆ เอกก็ได้บอกว่า จะมีทางเลี้ยวซ้ายที่จะผ่านหมู่บ้านนิดนึง และจะถึงวัดเลย ซึ่งก็เลยขับกันไปตามทาง แต่ขับไปยังไงก็ยังไม่ถึงวัดสักที จนเอกก็ได้บอกว่า GPS มันค้าง ทันใดนั้นเอฟก็ได้เงยหน้าขึ้นมา และบอกว่าให้ขับไปข้างหน้าอีกนิดนึง ปรากฏว่าเจอเข้ากับคุณลุงคนหนึ่งที่กำลังปั่นจักรยานสวนมา เอฟจึงได้เปิดกระจกแล้วถามทางกับคุณลุง จึงทำให้รู้ว่าได้ขับเลยวัดมาแล้ว ทั้งหมดจึงได้ถอยกลับไปตามทางที่ลุงบอก เลี้ยวไปไม่กี่ร้อยเมตรก็ได้ถึงวัดที่เป็นจุดหมายปลายทาง แต่กว่าจะมาถึงงานก็สวดเสร็จ ทั้งหมดจึงได้จะพากันเข้าไปไหว้เคารพศพ และขอโทษเพื่อนที่มาช้าจนไม่ทันสวด จังหวะนั้นพวกคุณลุงคุณป้าก็ได้ลุกขึ้นมาต้อนรับ และถามไถ่ทำให้ทั้งหมดใจชื้นขึ้น จากที่รู้สึกผิด และกลัวว่าจะโดนดุ หลังจากที่ไหว้เคารพศพเสร็จ จึงจะไปกินข้าว แต่เอฟก็ได้พูดขึ้นมาว่าตนนั้นถือว่าจะไม่กินข้าวงานศพ ทุกคนเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงได้ตัดสินใจไม่กิน และจะไปหากินข้างนอกพร้อมกันทีเดียว จึงได้ขอตัวลากลับก่อน ทันใดนั้นได้มีคุณป้าคนนึงบอกว่า “พวกหนูอย่าเพิ่งกลับเลย นอนที่นี่กันมั้ย” ทั้งหมดจึงได้ปฏิเสธไปเพราะจองโรมแรมไว้แล้ว สักพักก็ได้มีคุณลุงสัปเหร่อเดินเข้ามาถามหาว่า “ใครเป็นคนขับรถ” อาจารย์ฟิล์มจึงได้ตอบไป แล้วคุณลุงสัปเหร่อคนนั้นก็ได้จูงมือไป และเอาพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ มาใส่ไว้ในมือของอาจารย์ฟิล์ม พร้อมบอกให้เอาสิ่งนี้ไว้ในรถ หลังจากนั้นทั้งหมดจึงได้พากันขับรถกลับในจังหวะที่กำลังจะเลี้ยวรถออกจากวัด ก็ได้เห็นว่าคุณลุงคุณป้ายืนเรียงกันมาส่งอยู่ที่หน้าวัด ทั้งหมดจึงได้สบายใจ และขับรถกลับทางถนนใหญ่เส้นเดิม แต่เหตุการณ์กลับมีเรื่องน่าตกใจตรงที่ว่าไม่ว่าจะขับมาไกลแค่ไหนมองซ้ายขวาก็ไม่เห็นเสาไฟสูง 3 ต้นนั้นเลย เจอเพียงแค่ 2 ต้นเท่านั้นจึงได้หันไปถามเอกว่า เอกเห็น 3 ต้นรึป่าวซึ่งเอกก็บอกว่า เห็นแค่ 2 ต้น ถามแฟน แฟนก็ตอบว่าเห็นแค่ 2 ต้นเอฟจึงได้บอกขึ้นมาว่าอย่าเพิ่งพูดอะไรต่อ ให้ขับไปก่อนจนกว่าจะถึงที่พัก เมื่อถึงที่พักจึงได้หันไปถามเอฟว่า เกิดอะไรขึ้น เอฟเป็นคนที่มีเซนส์ในเรื่องนี้จึงได้บอกว่า จริง ๆ แล้วนั้นเอฟรู้สึกไม่ดีตั้งแต่ที่ขับรถขาไปบนถนนเส้นนั้นแล้ว เอฟบอกว่ามีความรู้สึกเหมือนกับมีคนมากระซิบอยู่ข้างหูตลอดเวลา พร้อมบอกว่าสิ่งที่อาจารย์ฟิล์มเห็นนั้นคือ เปรต ไม่ใช่เสาไฟอย่างที่คิด และบอกว่าตนนั้นก็เห็น 3 ต้นเหมือนกัน แต่ต้นที่ 3 นั้นเป็นขาคนตัวสูง ซึ่งลุง และป้าที่วัดคงรู้ว่าพวกเราไปเจออะไรมาจึงได้ให้พระพุทธรูป และมายืนส่งกลับที่หน้าวัดนั่นเองวันถัดไป ทั้งหมดก็ได้พากันขับรถเดินทางไปที่วัดตามเดิม และไปเล่าให้กับคุณลุงคุณป้าฟังเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ป้าแกจึงได้ตอบกลับมาว่า “ที่ไม่อยากให้กลับไป อยากให้นอนที่วัดก็เพราะรู้นี่แหละว่าเขาตามมาด้วย..”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
♪efm
-

-