เรื่องเล่าจากคุณเจ๊แอบศรี 'ผีกะเมืองลับเเล' l อังคารคลุมโปง X อาท จิตวิญญาณ [ 9 มิ.ย.2569 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเจ๊แอบศรี 'ผีกะเมืองลับเเล' l อังคารคลุมโปง X อาท จิตวิญญาณ [ 9 มิ.ย.2569 ]

13 มิ.ย. 2026

เพียงความคิดสั้น ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างเป็นผู้ช่วยทำฟันให้คนไข้สูงวัย กลับทำให้ต้องพบกับเหตุการณ์ชวนขนลุกที่ยากจะอธิบาย เมื่อเรื่องราวที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันค่อย ๆ เชื่อมโยงเข้าหากันจนกลายเป็นปริศนาทำให้ตั้งคำถามว่า ทุกอย่างเป็นเพียงความบังเอิญจริงหรือไม่

   เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X อาท – จิตวิญญาณ [9 มิ.ย.2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ผีกะเมืองลับเเล’

  ‘คุณเจ๊แอบศรี’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชวนขนลุกที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ย้อนกลับไปในปี 2564 ขณะที่เธอทำงานเป็นผู้ช่วยทันตแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ วันนั้นเป็นวันที่เธอลางานครึ่งวัน โดยเข้ามาทำงานเพียงช่วงบ่ายเท่านั้น ขณะที่ทันตแพทย์แต่ละท่านต่างก็มีเคสคนไข้แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการทำฟันปลอม รักษารากฟัน หรือผ่าฟันคุด ด้วยความที่เป็นวันที่เธอลางาน จึงไม่ได้มีหน้าที่ประจำอะไรมากนัก เธอจึงใช้เวลาว่างอยู่ในห้องทำความสะอาดอุปกรณ์ คอยล้าง และจัดเตรียมเครื่องมือทางทันตกรรมตามปกติ กระทั่งมีรุ่นน้องคนหนึ่งเดินเข้ามาสะกิด พร้อมบอกว่า “เห้ยเจ๊ พอดีว่าคุณหมอเตียง 4 เขาบอกให้เจ๊ ไปช่วยคุณหมอเตียง 2 หน่อย” เนื่องจากคุณหมอเตียง 2 กำลังมีเคสทำฟันปลอม และกำลังจะเข้าสู่ขั้นตอนพิมพ์ปากคนไข้ เธอจึงตอบตกลงทันที เพราะในตอนนั้นก็ไม่ได้ติดภารกิจอะไร เมื่อเข้าไปในห้องทำฟัน หน้าที่ของเธอในวันนั้นไม่ได้มีอะไรมาก เพียงแค่ยืนสแตนด์บายอยู่ข้างคุณหมอ คอยหยิบจับและส่งอุปกรณ์ให้ตามจังหวะการทำงาน คนไข้ในวันนั้นเป็นคุณยายอายุประมาณ 70 กว่าปี ก่อนเข้ารับการรักษา ทางญาติได้แจ้งข้อมูลกับทางโรงพยาบาลเอาไว้ว่า “เขาเป็นคนไข้จิตเวชนะ เเต่วันนี้เขาไม่ได้กินยามา”

ระหว่างที่กำลังเตรียมพิมพ์ปากทำฟันปลอม เธอสังเกตเห็นพฤติกรรมบางอย่างของคุณยาย ลักษณะของท่านคือแลบลิ้นออกมาเป็นระยะ พร้อมกับส่ายศีรษะไปมาอยู่ตลอดเวลา ด้วยความที่เป็นคนช่างสังเกต ประกอบกับภาพที่เห็นในขณะนั้น ทำให้มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจแบบไม่ทันตั้งตัว “เห้ยยายคนนี้เหมือนผีปอบเลยว่ะ” แต่ทันทีที่ความคิดนั้นแล่นผ่านเข้ามาในหัว สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้เธอถึงกับขนลุก คุณยายที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้คนไข้ หันหน้ามามองเธออย่างรวดเร็วและรุนแรงราวกับรับรู้ถึงความคิดนั้นได้ ‘คุณเจ๊แอบศรี’ ยอมรับว่าในวินาทีนั้นเธอตกใจมาก รีบหลบสายตาแทบไม่ทัน ก่อนจะได้แต่คิดอยู่ในใจว่า “หรือว่ายายเขารู้วะ” แม้เหตุการณ์จะสร้างความหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย แต่การรักษาก็ดำเนินต่อไปตามปกติ เพียงแต่เป็นเคสที่ทำงานค่อนข้างยาก เพราะคุณยายแลบลิ้นออกมาตลอดระหว่างขั้นตอนพิมพ์ปากทำฟันปลอม ท้ายที่สุดทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกลับบ้านตามปกติ

    แต่เรื่องราวกลับไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น… คืนนั้นเอง คุณเจ๊แอบศรีฝันประหลาดอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน ในฝันเธอพบว่าตัวเองกำลังอยู่ภายในบ้านไม้สองชั้นหลังหนึ่ง บรรยากาศเงียบสงัดผิดปกติ ขณะที่กำลังก้มมองลงไปยังชั้นล่าง สายตาของเธอก็ไปสะดุดเข้ากับหญิงคนหนึ่ง หญิงปริศนาคนนั้นเกล้ามวยผม สวมเสื้อหม้อฮ่อม และนุ่งผ้าซิ่นตีนจกอันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองลับแล สิ่งที่น่ากลัว คือหญิงคนนั้นกำลังยืนจ้องมองเธออยู่เบื้องล่างอย่างไม่กะพริบตา ก่อนที่จู่ ๆ ร่างนั้นจะพุ่งทะยานขึ้นมาหาเธออย่างรวดเร็ว ลักษณะเหมือนสัตว์นักล่าที่กำลังจะกระโจนเข้าตะครุบเหยื่อ ในวินาทีนั้น เธอรู้สึกเหมือนร่างกายขยับไม่ได้ คล้ายอาการผีอำ ความหวาดกลัวเข้าครอบงำจนแทบตั้งสติไม่อยู่ แต่ด้วยความที่เป็นคนมีความศรัทธา เธอจึงพยายามรวบรวมสติทั้งหมดที่มี แล้วเริ่มสวดคาถาเท้าเวสสุวรรณ “นะโมพุทธายะ” เธอสวดซ้ำไปเรื่อย ๆ ด้วยใจที่สั่นระรัว กระทั่งสวดจบ “เหมือนกับร่างผู้หญิงคนนั้นเเตกกระจายกลายเป็นควันสีดำ” ก่อนที่ทุกอย่างจะค่อย ๆ เลือนหายไป หลังจากนั้นเวลาผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ ถึงกำหนดวันที่ทางโรงพยาบาลต้องโทรติดตาม และยืนยันนัดรับฟันปลอมของคุณยายคนดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงโทรศัพท์ติดต่อญาติตามขั้นตอนปกติ แต่ปลายสายกลับแจ้งข่าวที่ไม่มีใครคาดคิด คุณยายท่านนั้นเสียชีวิตแล้ว โดยเสียชีวิตหลังจากวันที่มาพิมพ์ปากทำฟันปลอมได้เพียง 3 วันเท่านั้นเมื่อทราบข่าว คุณเจ๊แอบศรีถึงกับตกใจอย่างมาก และตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทั้งเหตุการณ์ในห้องทำฟันรวมถึงความฝันประหลาดในคืนนั้นให้เพื่อนร่วมงานฟัง แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องราวยิ่งชวนขนลุกมากขึ้น คือคำบอกเล่าของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง ซึ่งบังเอิญมีบ้านอยู่ละแวกเดียวกับคุณยายผู้เสียชีวิต เพื่อนคนนั้นเล่าว่า

“หมู่บ้านนี้นะ เป็นหมู่บ้านที่มีผีกะเยอะมากเลย คนเเถวหมู่บ้านเนี่ย 70-80 % ส่วนมากก็เป็นผีกะกันทั้งนั้นเลย” เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณเจ๊แอบศรียอมรับว่ารู้สึกขนลุกไม่น้อย เพราะหมู่บ้านแห่งนั้นเป็นเส้นทางที่เธอต้องขับรถผ่านอยู่เป็นประจำระหว่างเดินทางไปทำงาน

   สุดท้ายแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่ คุณเจ๊แอบศรีพบเจอในวันนั้นเป็นเพียงความบังเอิญ หรือเป็นบางสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้กันแน่ แต่เมื่อทุกเหตุการณ์นำมาต่อกันเป็นภาพเดียว ทั้งคำพูดของญาติ สายตาของคุณยายในห้องทำฟัน ความฝันประหลาดในคืนนั้น และข่าวการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น ก็ยิ่งทำให้เรื่องราวนี้กลายเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ชวนขนลุกที่ฟังแล้วอดคิดตามไม่ได้เลยจริง ๆ

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเบนจี้ 'ใครในห้องน้ำ' l อังคารคลุมโปง X เต้ย ผีเหรียญ [ 9 ธ.ค.2568 ]

24 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเบนจี้ 'ใครในห้องน้ำ' l อังคารคลุมโปง X เต้ย ผีเหรียญ [ 9 ธ.ค.2568 ]

คืนล้อมวงดื่มในหอพักมหาวิทยาลัย กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ไม่ควรเห็น เมื่อสังเกตว่ามีใครบางคนเดินเข้าออกห้องน้ำ ทั้งที่ในห้องมีผู้หญิงเพียงสองคน และสิ่งที่เห็น…คือกระโปรงยาวกับเท้าเปลือย ๆ หลังจากคืนนั้น ความผิดปกติเริ่มตามติดไม่หยุด ไฟถนนที่ดับไล่ตามทาง ไปจนถึงเสียงเล็บขูดหน้าต่างยามค่ำคืน… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปงXเต้ย ผีเหรียญ ’ (9 ธันวาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ใครในห้องน้ำ’ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในสมัยที่ ‘เบนจี้’ ยังอาศัยอยู่หอพักมหาวิทยาลัย คืนหนึ่งมีรุ่นพี่ที่รู้จักกันชวนไปนั่งดื่มที่ห้อง เบนจี้จึงไปพร้อมกับรูมเมทอีกหนึ่งคน ภายในห้องมีคนนั่งล้อมวงดื่มเหล้ากันหลายคน บรรยากาศดูปกติ ไม่มีอะไรผิดสังเกตตำแหน่งที่เบนจี้นั่งอยู่เป็นจุดที่มองเห็นประตูห้องน้ำได้พอดี และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความผิดปกติ เบนจี้สังเกตเห็นว่า มีใครบางคนเดินเข้าออกห้องน้ำหลายครั้งเห็นแค่ระดับเท้า จึงไม่ได้คิดอะไร เพราะคิดว่าเป็นรุ่นพี่คนอื่นในวง จนกระทั่งเริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่เดินผ่านหน้าประตูห้องน้ำ เป็นกระโปรงยาวคลุมถึงตาตุ่ม และเท้าเปลือย ๆ เบนจี้เริ่มรู้สึกไม่แน่ใจ เพราะในวงดื่มคืนนั้น มีผู้หญิงแค่เบนจี้กับรูมเมทเท่านั้นไม่นานนัก รุ่นพี่ผู้ชายคนหนึ่งลุกขึ้นจะไปเข้าห้องน้ำ ทั้งที่ไม่กี่วินาทีก่อนหน้านั้น เบนจี้เพิ่งเห็นเท้าคู่นั้นเดินเข้าไปแล้ว เมื่อหันไปมองอีกครั้ง…กลับเห็นเพียงพี่ผู้ชายคนเดียวอยู่ในห้องน้ำ ไม่มีใครอื่นเลย ความรู้สึกอึดอัด และกดดันเริ่มก่อตัว เบนจี้จึงขอออกไปสูดอากาศข้างนอก และรูมเมทก็เดินตามออกมา ทั้งสองไปนั่งอยู่ที่บันไดทางขึ้นหอ เบนจี้บอกกับเพื่อนว่า…“กูเห็นนะ” เพราะส่วนตัวเป็นคนที่มีเซ้นส์เรื่องลึกลับอยู่แล้วรูมเมทตอบกลับทันทีว่า ตอนอยู่ในห้องก็รู้สึกอึดอัดเหมือนกัน พอเพื่อนถามต่อว่าเห็นเป็นยังไง ในจังหวะที่เบนจี้กำลังจะอธิบายปลายหางตากลับเห็นข้อเท้าและชายกระโปรงสีขาวแบบเดียวกับที่เห็นในห้องอยู่ด้านหลังพวกเขาร่างนั้นค่อย ๆ ย่อตัวลง จนเห็น ปลายผมสีดำยาว เหมือนกำลังโน้มตัวลงมา เพื่อฟังว่าเบนจี้จะพูดอะไรต่อเบนจี้ลดเสียงลงทันที แล้วกระซิบกับเพื่อนว่า“มันอยู่ตรงนี้…มันกำลังฟังเราอยู่”ทั้งสองนับจังหวะแล้วหันกลับไปมองพร้อมกันแต่…ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ความไม่สบายใจทำให้ทั้งคู่รีบขอตัวกลับ ระหว่างขับรถกลับหอ เบนจี้ได้แต่ภาวนาในใจว่า ขออย่าตามกลับมาเลย แต่ขณะขับรถอยู่ เบนจี้เหลือบมองกระจกข้างเห็น ไฟถนนค่อย ๆ ดับลงทีละดวง ไล่ตามหลังมาอีกเพียงเลี้ยวซ้ายเดียวก็จะถึงหอพักแต่จู่ ๆ รถกลับ ดับกลางทาง…ฝนเริ่มตกปรอย ๆ บรรยากาศเงียบผิดปกติ โชคดีที่มีนักศึกษาผู้ชายขับรถผ่านมา จึงช่วยสตาร์ทรถให้ จนทั้งคู่สามารถกลับหอได้อย่างปลอดภัยเช้าวันถัดมา เบนจี้ถามรูมเมทว่า “เมื่อคืนหลับสบายไหม”แต่คำตอบที่ได้คือ“สบายอะไร…ได้ยินเสียงเหมือน เล็บขูดบานเกร็ดหน้าต่างทั้งคืน”ตอนแรกเบนจี้ไม่เชื่อ จนไปดูที่หน้าต่าง และพบว่า มีรอยเล็บจริง ๆ เป็นรอยเล็กยาว คล้ายเล็บยาวขีดลากลงมา คืนนั้นเอง เบนจี้ก็เริ่มได้ยินเสียงเดียวกัน และจะได้ยินเฉพาะตอนที่ปิดไฟ เสียงนั้นเกิดซ้ำ ๆ อยู่ 2-3 คืน จนกระทั่งวันเข้าพรรษา เบนจี้ได้ไปทำบุญ และอธิษฐานบอกกับสิ่งที่ตามมาว่าขอมอบบุญทั้งหมดในวันนี้ให้ ขอให้กลับไปอยู่ที่เดิมและอย่าตามมาอีกหลังจากวันนั้น…ก็ไม่มีอะไรปรากฏขึ้นอีกเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณติงลี่ the ghost 'พี่สาวชั้นบน' l อังคารคลุมโปง X ตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร [28 ก.ค.69]

02 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณติงลี่ the ghost 'พี่สาวชั้นบน' l อังคารคลุมโปง X ตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร [28 ก.ค.69]

เดินทางไปหาแฟนสาวที่บ้านกลางดึก กลับพบว่าบ้านปิดไฟมืดสนิท แต่เขาได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะ พูดคุยกันดังมาจากชั้นบน ก่อนที่ความจริงจะเปิดเผย เมื่อปลายสายจากแฟนสาวบอกว่า “ตอนนี้ทุกคนอยู่ต่างจังหวัด เพราะพี่สาวเพิ่งเสีย!” แล้วเสียงหัวเราะที่อยู่ชั้นบนคือเสียงของใคร!?เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร [28 ก.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจเชาเชา’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พี่สาวชั้นบน’ ‘คุณติงลี่’ เล่าว่าเรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ในตอนนั้นเขามีแฟนชื่อ ‘พลอย’ ซึ่งเขา และแฟนต่างมีอาชีพเป็นนักร้องกลางคืน แต่อยู่กันคนละวง ถ้าหากครั้งไหนที่พลอยจะลางาน พลอยก็จะให้เขาร้องแทน ซึ่งแม้จะลาพัก แต่พลอยก็จะไปนั่งดูเขาทำงานอยู่เสมอ หลังเลิกงานทั้งคู่มักจะไปนั่งดื่ม และพักผ่อนที่บ้านของพลอยจนถึงเช้า ด้วยความที่บ้านอยู่ไกลทำให้ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยนัก ช่วงเวลาหลังเลิกงานจึงเป็นช่วงที่ทั้งคู่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากที่สุดจนกระทั่งวันหนึ่ง คุณติงลี่มีเหตุให้ต้องตื่นตอนกลางวันเพื่อมาทำเพลง จู่ ๆ มือกีตาร์วงของพลอยก็โทรมาวานให้เขาไปร้องเพลงแทนพลอยคืนนี้ คุณติงลี่ก็รับปาก แต่ว่าคืนนั้นกลับแปลกไปตรงที่พลอยไม่ได้มานั่งดูเขาเหมือนทุกที พอเล่นดนตรีเสร็จ คุณติงลี่จึงถามมือกีตาร์ว่าพลอยไปไหน มือกีตาร์ตอบกลับมาว่า “เห็นพลอยบอกว่าที่บ้านมีเรื่องด่วนกะทันหัน พี่ไม่รู้เหรอ?” ด้วยความที่พลอยไม่ได้บอกอะไรไว้เลย เขาจึงตัดสินใจขี่มอเตอร์ไซค์ไปหาเธอที่บ้าน กว่าจะถึงบ้านพลอยเวลาก็ล่วงเลยไปเกือบตี 3 กว่าแล้ว บ้านทั้งหลังปิดไฟเงียบสนิท คุณติงลี่เดินอ้อมไปเข้าทางหลังบ้านตามปกติ เพราะประตูหน้าเป็นเหล็กดัดที่อาจเกิดเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้านได้ เมื่อเดินไปถึงก็พบว่าประตูหลังเปิดแง้มอยู่ เขาจึงมั่นใจว่าต้องมีคนอยู่ข้างในแน่ ๆ แต่พอเดินเข้าไปก็ต้องแปลกใจว่าทำไมถึงปิดไฟมืดทั้งบ้าน เขาเลยกำลังจะโทรหาพลอย แต่ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะ และเสียงพูดคุยมาจากบนบ้านจึงเข้าใจว่าเป็นเสียงพลอย คุณติงลี่เลยตะโกนถามขึ้นไปว่า “พลอยเหรอ” แต่เสียงก็เงียบไปแล้วแทนที่ด้วยเสียงปิดประตูเสียงดัง เขาจึงมั่นใจว่าในบ้านนี้มีคนอยู่ เลยเปิดไฟเปิดทีวีดูรอพลอยลงมาหากัน แต่ผ่านไปชั่วโมงกว่า ๆ แล้วก็ยังไม่มีใครลงมา ทั้ง ๆ ที่ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักจากด้านบนมาตลอด คุณติงลี่จึงโทรหาพลอยในทันที แต่กว่าพลอยจะรับก็นานมาก พอพลอยรับสายคุณติงลี่ก็รีบพูดก่อนเลยว่า “ลงมาหาหน่อยสิ นั่งรออยู่ข้างล่างมานานแล้ว ทำไมไม่ลงมาหาสักที” พลอยได้ยินก็ตกใจมากและบอกว่า “ห้ะ เข้าไปในบ้านได้ยังไง” คุณติงลี่จึงบอกว่า “ประตูหลังไม่ได้ล็อกเลยเข้ามา แถมได้ยินเสียงคนอยู่บนบ้านด้วย” พอจบประโยคนี้พลอยรีบพูดต่อทันทีเลยว่า“ไม่มีทางที่จะมีใครอยู่ที่บ้าน ตอนนี้ทุกคนอยู่พิจิตรกันหมดเพราะพี่สาวเพิ่งเสีย รีบออกจากบ้านให้ไวที่สุดเลย”พอจบประโยคนี้คุณติงลี่ตกใจมากเลยรีบเดินไปปิดทีวี และในจังหวะที่กำลังจะปิดไฟก็ได้ยินเสียงเปิดประตูดังแอ๊ด คุณติงลี่กลัวมากกว่าเดิมจึงจะโทรหาพลอยให้อยู่เป็นเพื่อนจนกว่าจะได้ออกจากบ้าน พอโทรหาพลอยเสียงในสายก็ดันเป็น“ขึ้นมาหาหน่อยสิ”หลังจากจบประโยคสายก็ตัดไป และความน่ากลัวมันอยู่ตรงที่นั่นไม่ใช่เสียงของพลอย คุณติงลี่ยังไม่ทันจะได้ประมวลผลหรือคิดอะไร พลอยก็โทรกลับมาอีกครั้ง คุณติงลี่รับสายในทันที พลอยเลยรีบถามว่า “เป็นไงบ้าง ออกจากบ้านหรือยัง ทำไมเสียงถึงเป็นอย่างนั้น เกิดอะไรขึ้น” คุณติงลี่จึงบอกพลอยว่า “มีคนอยู่ข้างบน !” พลอยตอบกลับในทันทีว่า “ออกจากบ้านให้เร็วที่สุดเลยนะ สิ่งที่ได้ยินมันไม่ใช่คนแน่นอน” และพลอยก็กำชับว่าอย่าวางสายนะ หลังจากนั้นคุณติงลี่ก็ปิดไฟ และกำลังเดินไปที่ประตูทางออก ระหว่างทางก็เดินผ่านบันไดขึ้นชั้นบน และมีเสียงจากทางนั้นมาอีก คุณติงลี่จึงหันไปทางต้นเสียงก็เห็นว่ามีเท้าคู่หนึ่งกำลังก้าวลงมาจากบันได และที่ข้อเท้ามีกำไลด้วย ในตอนนั้นคุณติงลี่ทรุดตัวนั่งลงไปที่พื้นเลย เขากลัวมาก ๆ และก้าวไม่ออกอีกต่อไป ไม่นานหลังจากนั้นเท้าก็เริ่มลอยขึ้น และหันมาทางเขาแล้วในขณะที่กำลังลอยก็เริ่มเห็นว่าคน ๆ นั้นนุ่งโจงกระเบน ห่มสไบสีดำ จนเกือบจะได้เห็นหน้าแล้วก็มีอะไรสักอย่างกระแทกคุณติงลี่แรงมากจนกระเด็นออกจากประตูบ้านไปเลยซึ่งในจุดที่คุณติงลี่ ทรุดตัวลงไปนั่งมันห่างจากประตูประมาณ 5 เมตรเท่านั้น แรงกระแทกมันแรงมาก พอรู้สึกตัวก็รีบลุก และรีบเดินไปที่มอเตอร์ไซค์ ในตอนที่กำลังสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์แล้วก็ได้ยินเสียงตะโกนว่า “ลี่ ออกมาหรือยัง !” และนั่นเป็นเสียงของพลอยที่มาจากโทรศัพท์ที่ตกอยู่หลังบ้าน คุณติงลี่จึงรวบรวมความกล้าเฮือกสุดท้ายวิ่งกลับไปหยิบโทรศัพท์ และปิดประตูบ้านให้เสร็จสรรพ ก่อนที่จะกลับบ้านไป คืนวันถัดไปหลังจากที่นอนหลับไปได้ตื่นนึง คุณติงลี่ก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พลอยฟัง ก่อนที่พลอยจะเล่าว่าพี่แพร พี่สาวที่เพิ่งเสีย ไปทำธุระที่พิจิตรแต่เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต ที่บ้านเลยต้องรีบไปที่นั่น คนที่เจอที่บ้านน่าจะเป็นแม่ตะเคียน เพราะที่บ้านบูชาแม่ตะเคียนให้ช่วยดูแลคนในบ้าน และแรงที่มากระแทกคุณติงลี่มาจากพลอยนึกถึงพี่แพร และบอกให้ช่วยเอาติงลี่ออกมาจากบ้านให้หน่อย นั่นทำให้คุณติงลี่โดนแรงกระแทกและได้ออกจากบ้านมา และสาเหตุที่พลอยไม่เคยบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้เลย เพราะถ้าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังก็จะเจอแม่ตะเคียน แต่ตั้งแต่เกิดเรื่องนี้มา คุณติงลี่ก็ไม่กล้าไปบ้านของพลอยอีกเลย (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณเอชดี้ 'เจ้าที่เจ้าทาง' l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 3 ก.พ.2569 ]

18 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเอชดี้ 'เจ้าที่เจ้าทาง' l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 3 ก.พ.2569 ]

หลังย้ายมาอยู่บ้านในกรุงเทพฯ เขาเริ่มฝันเห็น “คุณลุงปริศนา” ผมขาว ใส่ชุดขาว คล้ายเจ้าที่ และไม่นานหลังจากนั้น สิ่งที่เห็นในฝันก็ปรากฏตัวให้เห็นจริง ๆ ในบ้านหลังนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งวันที่พ่อป่วยหนักถึงขั้นเฉียดตาย ทุกคนพาพ่อมานั่งรอรถพยาบาลใต้ต้นมะม่วงสามง่าม จุดเดียวกับที่เขาเคยเห็นเจ้าที่หายเข้าไป คืนถัดมา... ต้นมะม่วงค่อย ๆ ตายลงอย่างไร้สาเหตุ ขณะเดียวกัน พ่อที่นอนอยู่ในห้อง ICU กลับฟื้นขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์ และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา… “คุณลุงเจ้าที่” ก็ไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า’ (3 กุมภาพันธ์ 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เจ้าที่เจ้าทาง’ เรื่องราวนี้ ‘คุณเอชดี้’ ได้เล่าว่า ตัวเองเป็นคนมีเซ้นส์ และมักจะรับรู้สิ่งแปลก ๆ ได้เสมอหลังจากย้ายมาอยู่บ้านหลังหนึ่งในกรุงเทพฯ เอชเริ่มฝันเห็นชายชราคนหนึ่งอยู่บ่อยครั้ง ในฝันเป็นคุณลุงผมขาวโพลนทั้งศีรษะ ทรงผมสั้นเกรียนคล้ายทหาร สวมชุดขาวลักษณะคล้ายนักบวช ตอนนั้นเอชเองก็ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นคือผี หรือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยดูแลบ้านหลังนี้หลังจากฝันในคืนนั้น... วันหนึ่งเอชกลับมาบ้านช่วงเย็น และเข้าไปนั่งดูการ์ตูนในห้องของพี่ชาย ขณะกำลังดูอยู่จู่ ๆ ก็เห็นร่างของชายชราคนเดิม เดินผ่านไปที่บริเวณหน้าต่างห้อง ซึ่งครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในชุดขาว แต่เป็นชุดพยาแรกนา และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา เอชก็ยังเห็นคุณลุงคนนี้เป็นระยะ ๆ อยู่เสมอ เวลาผ่านไปจนกระทั่งวันหนึ่ง คุณพ่อของเอช เกิดอาการป่วยหนักมาก ถึงขั้นต้องเข้าห้อง ICU ก่อนรถพยาบาลจะมาถึง คนในบ้านช่วยกันพาคุณพ่อออกมานั่งรออยู่ใต้ต้นมะม่วงหน้าบ้าน ซึ่งเป็นจุดที่เอชมักจะเห็นคุณลุงเจ้าที่เดินหายตัวไปในต้นมะม่วงอยู่เป็นประจำ ต้นมะม่วงต้นนี้เป็นต้นเตี้ย แตกออกเป็นสามง่าม โผล่ขึ้นมาจากปลายดิน ดูแปลกตา อาการของคุณพ่อ ในตอนนั้นหนักมาก ตัวเขียว ปากเริ่มม่วง เอชได้แต่ยืนภาวนาในใจ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยดูแลบ้านหลังนี้ ช่วยปกป้องคุณพ่อ อย่าเพิ่งพาเขาจากไปในตอนนี้หลังจากรถพยาบาลพาคุณพ่อ ไปโรงพยาบาลผ่านไปเพียงคืนเดียว เช้าวันถัดมา เอชสังเกตว่าต้นมะม่วงสามง่ามหน้าบ้านกลับเหี่ยวเฉา ใบร่วงหล่นจนหมดทั้งต้น และตายลงในขณะเดียวกันคุณพ่อของเอช ที่อาการหนักอยู่ในห้อง ICU กลับฟื้นขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ จากที่แพทย์เคยประเมินว่าอาการวิกฤต แต่กลับค่อย ๆ ดีขึ้น ราวกับมีใครบางอย่างยอมแลกสิ่งหนึ่ง เพื่อให้คุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ หลังจากวันนั้น คุณพ่อของเอชมีชีวิตอยู่ต่อมาได้อีกเกือบ 20 ปี ก่อนจะจากไปตามวัย และสิ่งที่ทำให้เอชรู้สึกขนลุกที่สุดก็คือ ตั้งแต่วันที่ต้นมะม่วงต้นนั้นตาย… เอชไม่เคยเห็นคุณลุงเจ้าที่ปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [14 ก.ค.69]

24 ก.ค. 2026

เรื่องเล่าจากต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [14 ก.ค.69]

แค่เพราะเขาได้รับหน้าที่เอา ‘หุ่นลองเสื้อ’ ไปเผาทิ้งบนภูเขาเปลี่ยว แต่ระหว่างทางกลับเจอเรื่องแปลก ๆ เยอะมากจนกระทั่งหุ่นพลาสติกขยับได้ และร้องขอชีวิต! ก่อนที่จะได้รู้ความจริงว่า ภายในหุ่นตัวนั้นมีร่างของผู้หญิงถูกหั่นซ่อนอยู่ข้างในเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [14 ก.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘หุ่นลองเสื้อ’ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นที่โกดังแห่งหนึ่ง ลักษณะโกดังเก็บเสื้อก็จะมีกองเสื้อผ้า และจะมีหุ่นลองเสื้อวางสุม ๆ กองเอาไว้ ทั้งหุ่นที่พังแล้วไม่สมบูรณ์ แบบครึ่งตัว เต็มตัว หรือมีแค่ส่วนหัวก็มีเหมือนกัน ในคืนหนึ่ง มีพนักงานชายในโกดังกำลังเลิกงาน และเตรียมตัวกลับบ้าน แต่เขาก็เห็นว่ามีไฟในโกดังยังเปิดอยู่ และในปกติหัวหน้าจะกำชับเสมอว่าให้ปิดไฟทั้งหมดก่อนกลับ เขาจึงเดินกลับเข้าไปเพื่อที่จะปิดไฟ แต่ก็เห็นหัวหน้ากำลังนั่งอยู่ตรงกองหุ่นลองเสื้อที่พังในความมืด เขาเลยถามหัวหน้าว่า “ทำไมถึงยังไม่กลับ” หัวหน้าก็ตอบกลับมาแค่ว่า “ยังไม่กลับ จะจัดการธุระก่อน กลับไปก่อนได้เลย”พอเช้าวันรุ่งขึ้น หัวหน้าก็สั่งให้พนักงานชายคนนั้นเอาหุ่นลองเสื้อพวกนี้ไปทิ้งให้หน่อย ซึ่งปกติแล้วการที่จะทิ้งหุ่นก็แค่ยกไปวางไว้ข้างหน้าโกดัง แล้วเดี๋ยวก็จะมีรถมาเก็บไปเอง แต่หัวหน้ากลับบอกว่ารอบนี้หุ่นลองเสื้อที่จะทิ้งมันเกินโควตาแล้ว ถ้าทิ้งเพิ่มอีกจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม หัวหน้าเลยยื่นข้อเสนอเพิ่มเงินพิเศษให้ สั่งให้พนักงานชายคนนั้นนำหุ่นลองเสื้อตัวที่สมบูรณ์ และชิ้นส่วนต่าง ๆ ไปจุดไฟเผาทิ้งในที่โล่ง ๆ บนภูเขาที่ไม่มีคน และด้วยความที่มีเงินพิเศษ เขาจึงตอบตกลงขนหุ่นขึ้นรถโดยที่เอาชิ้นส่วนต่าง ๆ ไว้ท้ายรถ และเอาหุ่นแบบเต็มตัวไว้ที่เบาะหลัง ระหว่างทางที่ขับรถ เขาก็มองกระจกหลังเริ่มมีรู้สึกระแวง เพราะในตอนแรกหุ่นก็นั่งอยู่ตรง ๆ แต่สักพักมือข้างหนึ่งของหุ่นกลับยกขึ้นมาจับที่เบาะฝั่งคนขับพอดีเป๊ะ ตอนนั้นเขาก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า เขาคงเป็นคนเอามือหุ่นมาค้ำไว้เองแต่ลืม เมื่อขับมาถึงลานโล่งบนภูเขา เขาก็อุ้มหุ่นลงจากรถ และเดินไปหยิบกล่องอุปกรณ์ที่ท้ายรถ แต่เมื่อเขาหันกลับมามองหุ่นเต็มตัวที่วางทิ้งไว้ ภาพที่เห็นจากด้านหลังมันดูเหมือนคนเป็น ๆ ที่มีชีวิตเลย ยิ่งตอนที่ลมพัดผมของหุ่นก็สะบัดพลิ้วไหวดูเหมือนมีชีวิตจริง และจู่ ๆ หุ่นตัวนั้นก็ค่อย ๆ หันมองมาทางเขา พนักงานชายตกใจจนทำของในมือตก แต่ก็ยังพยายามคิดในแง่ดีว่าลมคงพัดแรงจนข้อต่อหุ่นมันหลวม เขาก็ดำเนินทำตามคำสั่งของหัวหน้าต่อไป เมื่อเขากำลังจะจุดไฟเผา มือของหุ่นก็เอื้อมขึ้นมาจับมือเขาเอาไว้แน่น พร้อมกับที่เสียงพูดออกมาจากหุ่นว่า“อย่าพึ่งเผา”พอเขามองไปที่หน้าของหุ่นก็เห็นว่ามีน้ำตาค่อย ๆ ไหลออกมาจากเบ้าตาพลาสติก ในตอนนั้นเขาช็อกมาก โยนทุกอย่างทิ้ง และกระโดดขึ้นรถเหยียบคันเร่งหนีออกไปในทันที เมื่อมองกระจกหลังเขาก็เห็นว่าหุ่นลองเสื้อตัวนั้นลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามรถของเขามา เขาก็รีบขับรถหนีเข้าเมืองไป หลังจากนั้นก็มีตำรวจเดินทางมาที่โรงงานเพื่อตามหาผู้หญิงที่สูญหายไป ซึ่งเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับคนในโรงงานนี้ และเป้าหมายของตำรวจก็คือ ‘หัวหน้า’ ของเขาเอง ซึ่งไม่นานหลังจากนั้นก็มีข่าวออกมาว่าหัวหน้าถูกจับกุมตัวแล้ว เหตุเกิดจากเขาแอบไปมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับผู้หญิงคนหนึ่งจนเธอตั้งครรภ์ เธอจึงอยากที่จะเป็นภรรยาหลวงทั้ง ๆ ที่หัวหน้าคนนั้นมีครอบครัวอยู่แล้ว ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทรุนแรง จนหัวหน้าได้พลั้งมือฆ่าเธอทิ้ง และเพื่อที่จะอำพรางคดี หัวหน้าจึงได้ทำการหั่นศพเป็นชิ้น ๆ และนำไปแยกซ่อนไว้ในชิ้นส่วนของหุ่นลองเสื้อแต่ละตัว ซึ่งเป็นคืนที่พนักงานชายเห็นหัวหน้านั่งอยู่ตรงกองหุ่นในโกดัง ซึ่งจริง ๆ แล้วเขากำลังยัดชิ้นส่วนศพลงไปนั่นเอง และหุ่นตัวที่พนักงานชายถูกจ้างให้นำไปเผาทิ้งบนภูเขา ก็คือหุ่นที่ซ่อนร่างของผู้หญิงคนนั้นเอาไว้จนนำมาสู่ความจริงอันน่าสยองขวัญนั่นเอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-