เรื่องเล่าจากคุณปีใหม่ ‘เพื่อนร่วมทางที่ไม่ได้รับเชิญ’ l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [11 ส.ค.69]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณปีใหม่ ‘เพื่อนร่วมทางที่ไม่ได้รับเชิญ’ l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [11 ส.ค.69]

14 ส.ค. 2026

เพราะความฝันที่เหมือนทำนายความเป็นความตายของชีวิต หรือเพราะคำพูดที่ไม่ทันคิดของเพื่อนร่วมทาง ทำให้มีเพื่อนร่วมทางที่ไม่ได้รับเชิญมาเพิ่มโดยไม่รู้ตัว จนโดนทักว่ามีคนนั่งห้อยขาอยู่บนหลังคารถเต็มไปหมดเลย แต่ความจริงแล้วไม่มีใครอยู่ด้านบนหลังคา แล้วสิ่งที่เห็นด้านบนคือใครกันแน่ !?

   เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [11 ส.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนร่วมทางที่ไม่ได้รับเชิญ’

   ‘คุณปีใหม่’ เล่าว่าเรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ในตอนนั้นตัวของคุณปีใหม่ อยู่ประมาณประถมปลาย และที่บ้านเป็นครอบครัวใหญ่ที่ชอบไปทำบุญในช่วงเข้าพรรษา โดยจะชอบนำพระประธานองค์ใหญ่ไปถวายตามวัดที่ต่างจังหวัด ซึ่งในปีนั้นก็ได้นัดกับครอบครัวว่าครั้งนี้จะนำไปถวายที่วัดในจังหวัดบ้านเกิด และจะเดินทางโดยรถทัวร์ เพราะไปกันหลายคนมาก ๆ ด้วยความที่บ้านของคุณปีใหม่ทำธุรกิจตลาด ทำให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาดขอร่วมไปทำบุญด้วยกัน ทางครอบครัวจัดการนัดวันเดินทางเรียบร้อยทุกอย่างปกติ

จนถึงวันเดินทางก็เริ่มออกเดินทางกันตั้งแต่เช้ามืด ประมาณตี 4 ระหว่างที่เดินทางกันมาเรื่อย ๆ จนถึงช่วงทางโค้งที่กำลังจะเข้าสู่ตัวจังหวัด จำเป็นต้องขึ้นเขาเพื่อเข้าไปในตัวเมือง ในจังหวะที่กำลังขับรถขึ้นเขานั้นก็เริ่มมีควันลอยออกมาจากหน้ารถฝั่งคนขับ จากที่ทุกคนกำลังเฮฮา และร้องเพลงกันอย่างสนุกสนานในรถก็เงียบลง จากตอนแรกที่มีแค่ควันก็เริ่มมีกลิ่นไหม้ คุณลุงที่มาด้วยกันจึงเดินไปดูเหตุการณ์ด้านหน้ารถ จนรู้เรื่องว่ารถเบรกแตก ทำให้ในตอนนั้นรถไม่สามารถเบรกได้ ต้องคอยประคอง และปล่อยไหลตามแนวเขาเรื่อย ๆ เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเมื่อเริ่มมีสะเก็ดไฟลอยขึ้นมาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ

   คุณปีใหม่รู้สึกตัวเลยว่าในตอนนั้นเองเหมือนกำลังตกจากที่สูง แต่คุณปีใหม่ก็สะดุ้งตื่นในทันที ทำให้รู้ว่าทั้งหมดเป็นแค่เพียงความฝัน ถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้เธอรู้สึกไม่ดี เพราะวันนี้คือวันที่ต้องออกเดินทาง จึงตัดสินใจนำความฝันไปเล่าให้กับคุณแม่ฟัง แต่คุณแม่ก็ไม่เชื่อและพูดกลับมาว่า

“ดูหนังเยอะเกินไปหรือเปล่า หรือดูอะไรก่อนนอนแล้วเก็บไปฝัน” พอโดนคุณแม่ตอบกลับมาแบบนั้น คุณปีใหม่จึงไม่เก็บเอามาใส่ใจ หลังจากที่จัดการอะไรต่าง ๆ เสร็จ คุณปีใหม่ก็เริ่มออกเดินทางต่อด้วยรถส่วนตัว ซึ่งคนที่จะเดินทางด้วยรถทัวร์ก็จะมีคุณแม่ ญาติบางส่วน และพ่อค้าแม่ค้า คุณปีใหม่เดินทางไปถึงสถานที่เตรียมงานตั้งแต่เวลาประมาณ 11 โมง และได้จัดเตรียมสถานที่เพื่อรอต้อนรับคณะทัวร์ แต่คุณปีใหม่รอจนเวลาประมาณ 5 โมงเย็น แล้วรถทัวร์ก็ยังเดินทางมาไม่ถึง ทันใดนั้นเองผู้ใหญ่บ้านก็โทรมาหาคุณน้าที่อยู่กับคุณปีใหม่ว่า

“รถทัวร์เบรกแตกอยู่บนเขา”

   นั่นทำให้คุณปีใหม่ตกใจมาก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตรงกับสิ่งที่ฝันมาเมื่อคืนเลย และในฝันไม่มีใครรอดจากเหตุการณ์นี้สักคน แต่ผู้ใหญ่บ้านก็รีบบอกต่อว่า “ไม่มีใครเป็นอะไร ให้ออกไปรับคนจากรถทัวร์” ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นจึงนำรถยนต์ของชาวบ้านในหมู่บ้านไปรับคนที่อยู่บนรถทัวร์กลับมาที่หมู่บ้าน พอทุกคนมาถึงก็พูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทุกอย่างก็ตรงกับที่คุณปีใหม่ฝันทั้งหมด เธอจึงรีบทักแม่ว่า “เห็นมั้ย มันเป็นแบบที่หนูบอกแม่ทุกอย่างเลย” แต่คนขับรถก็บอกว่าที่เบรกแตก เพราะพอขึ้นเขาจำเป็นต้องใช้เบรกเยอะ ทำให้ผ้าเบรกไหม้และแตกในที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็ยังคงคุยกันต่อถึงเหตุการณ์นี้ว่า เพราะมันเกิดจากสิ่งที่มองไม่เห็น หรือเปล่า? ทำให้ทุกคนนึกถึงเหตุการณ์ก่อนที่จะออกเดินทางว่า รถทัวร์คันนั้นไปรับทุกคนขึ้นรถที่ลานจอดรถที่เป็นสุสานรถของกลางของสถานีตำรวจนครบาลแถวบางเขน ซึ่งตลาดของบ้านคุณปีใหม่อยู่ข้าง ๆ ลานจอดรถนี้พอดี แล้วเมื่อเช้าตอนตี 4 จังหวะที่รถเข้าไปจอดรับพ่อค้าแม่ค้า ก็มีคุณลุงในตลาดพูดขึ้นมาว่า “ทุกคน ขึ้นรถกันเถอะ” ในตอนนั้นไม่ได้มีใครคิดอะไรกับคำพูดนี้ แต่ระหว่างเดินทางจนขึ้นทางด่วน ก็ได้มีตำรวจทางหลวงขับรถตามและบีบแตรเรียกให้จอดรถ และตำรวจก็พูดขึ้นมาว่า

“ทำไมถึงปล่อยให้มีคนนั่งบนหลังคารถและห้อยขาลงมาเต็มไปหมดเลย เขาเห็นมาแต่ไกล

ที่นี่บนทางด่วนนะ ทำไมถึงปล่อยให้ขึ้นมาแบบนี้”

ซึ่งทุกคนที่อยู่บนรถก็งงและยืนยันว่าไม่มีใครนั่งบนหลังคารถทั้งนั้น ทุกคนจึงอนุมานกันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากที่คุณลุงคนนั้นพูดขึ้นมาแบบไม่ทันคิด และสิ่งที่มองไม่เห็นอาจจะตามมาตั้งแต่ที่ลานจอดรถนั้น

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณป๊อป The Ghost 'วิญญาณหลอน B8' l อังคารคลุมโปง X ป๊อป The Ghost [ 20 ม.ค.2569 ]

26 ม.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณป๊อป The Ghost 'วิญญาณหลอน B8' l อังคารคลุมโปง X ป๊อป The Ghost [ 20 ม.ค.2569 ]

การดูหนังผีในโรง ที่ไม่ได้หลอนเพียงแค่ในจออีกต่อไป เมื่อความตั้งใจ คือการมาดูหนังผีเรื่องดังตามกระแส แต่กลับเจอน้ำ และขนมไทยสุดแปลกวางอยู่บนเก้าอี้ ซึ่งตัวเขานั้นเข้ามาคนแรกในโรง ระหว่างที่นั่งดูหนังกำลังฉาย ก็มีความรู้สึกขนลุกเหมือนไม่ได้นั่งอยู่คนเดียว แต่เก้าอี้ตัวข้าง ๆ นั้นไม่มีใครนั่งอยู่ นอกจากขนมที่วางไว้ แต่กลับรู้สึกว่า เหมือนโดนแขนของใครบางคนอยู่ตลอดเวลา เมื่อออกไปจากโรงหนังทำให้รู้เรื่องราวที่ชวนขนหัวลุก และน่าจดจำยิ่งกว่าหนังตรงหน้า.. เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ป๊อป The Ghost’ (20 มกราคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘วิญญาณหลอน B8’ เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวของ “คุณป๊อป” ที่มาเล่าเรื่องราวของน้อง ให้นามสมมุติว่า (บี) เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยน้องบี เกิดอยากดูหนังผีชื่อดังเรื่องหนึ่งในโรงภาพยนตร์ จึงได้จองตั๋วหนังรอบประมาณ 4 โมงเย็นกว่า ๆ และเลือกที่นั่งแถว B9 ซึ่งเป็นแถวที่อยู่แถบบน ๆ ของโรงหนัง และมีเพียงน้องบี ที่จองที่นั่งในแถวนั้นเพียงคนเดียว น้องบี ก็ได้ซื้อน้ำ และขนมเพื่อจะนำมากินในขณะที่ดูหนัง เมื่อถึงเวลา 4 โมงตรง ทางพนักงานตรวจตั๋วหนังก็ได้ให้ตัวน้องบี เข้าไปนั่งรอในโรงหนังก่อน และเมื่อน้องบี เดินไล่ที่นั่งมาจากเลขที่นั่ง B1 B2 B3 มาเรื่อย ๆ ก็ต้องสะดุดตาเข้ากับที่นั่งเลขที่ B8 เนื่องจากว่าได้มีแก้วน้ำ และขนมไทยที่วางอยู่บนกระทง และห่อซีนพลาสติกไว้.. น้องบี ก็ได้เกิดความสงสัยขึ้นมาทันที เนื่องจากน้องบี คือลูกค้าคนแรก ที่พนักงานตรวจตั๋วเปิดโรงหนังให้เข้ามา อีกทั้งตอนที่เขาจองที่นั่งนั้นไม่มีใครจองที่นั่งข้าง ๆ แต่ทำไมถึงมีแก้วน้ำ และขนมไทยวางอยู่ ซึ่งในโรงหนังไม่ได้มีการเปิดจำหน่ายขนมไทยให้กับลูกค้า แต่น้องบี ก็ได้สลัดความสงสัยนั้นออกไป และคิดเพียงแค่ว่า คงอาจจะอยากอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยเพียงเท่านั้น และคิดว่าเจ้าตัวอาจจะคงกำลังไปเข้าห้องน้ำอยู่ เดี๋ยวอีกสักพักก็คงจะกลับมา ในขณะที่น้องบี กำลังนั่งดูตัวอย่างหนังอยู่นั้น ก็ได้มีไฟฉายส่องมาที่หน้าของตน และได้พบเข้ากับพนักงานที่เดินมาถามว่า “พี่ครับ คนข้าง ๆ พี่ อยู่ไหนอะพี่” ตัวน้องบี ก็ได้ตอบกลับไปว่า “พี่ก็ไม่รู้ อยู่ไหนอะ พี่มาพี่ก็ไม่เจอนะ” พนักงานคนนั้นจึงได้พูดต่อว่า “อ่าวหรอ ก็นึกว่าพี่เจอ ถ้าพี่ไม่เจองั้นผมไปแล้วนะ” และได้ทิ้งความสงสัยไว้ให้น้องบีต่อไป เมื่อหนังเริ่มฉายน้องบี ก็ได้เกิดความรู้สึกระแวง และขนลุกซู่ขึ้น เมื่อได้เผลอนำแขนไปเท้ากับเบาะที่นั่งข้าง ๆ เบาะ B8 ทำให้ตลอดการดูหนัง ที่ไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่นำแขนไปเท้าเบาะ จะรู้สึกขนลุกซู่อยู่เสมอ เรียกได้ว่าหนังที่ว่าน่ากลัว ของจริงดันน่ากลัวซะยิ่งกว่า น้องบี จึงได้ยกมือขึ้นมาไหว้ และพูดขอว่า “ขอดูหนังให้จบก่อนได้ไหม เสียเงินไปเยอะเลย เสียดายเงิน เสร็จแล้วไม่ต้องตามกลับ จบกันแค่นี้นะ” พร้อมกับความรู้สึกที่ระแวงอยู่ตลอดการนั่งดูหนัง เมื่อหนังจบลง น้องบี ก็ได้ออกไปเจอพนักงานตรวจตั๋วคนเดิม น้องบี จึงได้ถามไปว่า “น้อง สรุปแล้วไอ้คนที่นั่งข้าง ๆ พี่คือใคร” พนักงานหนุ่มคนนั้นจึงได้ตอบกลับมาว่า...“ผมเห็นจริง ๆ เป็นผู้หญิง” น้องบี จึงได้ตอบกลับไปว่า “แล้วเขาไปไหนอะ” แต่พนักงานหนุ่มก็ได้ตอบว่า “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันพี่”ทั้งคู่จึงได้พากันเดินขึ้นไปดูห้องคอนโทรลข้างบนโรงหนัง ซึ่งเป็นห้องที่มีการเก็บภาพจากกล้องวงจรปิดในโรงหนังไว้ และได้เห็นเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินเข้ามาในโรงหนัง ผมยาวปิดครึ่งหน้า ใส่เสื้อคลุมที่เหมือนเสื้อคลุมสีน้ำตาล กระโปรงสีชมพู พร้อมในมือถือขนมไทย และแก้วน้ำ แต่ทั้งสองก็ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็นเมื่อคลิปจากกล้องวงจรปิดได้เล่นต่อไปจนหนังฉายจบ แต่ก็ไม่มีภาพที่ผู้หญิงคนนั้นเดินออกจากโรงหนัง หรือเดินไปเข้าห้องน้ำเลย ซึ่งในท้ายที่สุด ทั้งคู่ก็ไม่ทราบว่าผู้หญิงคนนั้นคือใครหรือมีตัวตนอยู่บนโลกนี้จริงหรือไม่กันแน่..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจาก NICECNX 'ครูพี่เลี้ยง' l อังคารคลุมโปง X NICECNX [ 18 พ.ย.2568 ]

24 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจาก NICECNX 'ครูพี่เลี้ยง' l อังคารคลุมโปง X NICECNX [ 18 พ.ย.2568 ]

ครูพี่เลี้ยงที่ดูใจดี และเอ็นดูเรา เอาข้าวเอาน้ำมาให้ตลอด…แต่ไม่นานความผิดปกติก็เริ่มตามมา ความรู้สึกที่มีคนยืนจ้อง เสียงเด็กวิ่งทั้งที่ไม่มีใครอยู่ และฝันร้ายที่เข้าครอบงำทุกคืน สุดท้ายต้องไปหาหลวงพ่อให้ทำพิธีเรียกขวัญ จนได้รู้ว่าครูพี่เลี้ยงที่ใจดีคนนั้นเล่นของใส่ เพราะต้องการให้เธอเป็นบริวาร! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X NICECNX’ (18 พฤศจิกายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ครูพี่เลี้ยง’ ‘ไนซ์’ ได้มาเล่าเรื่องราวของ ‘เพื่อนคุณแนน’ ที่ต้องไปฝึกสอนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคเหนือ และคนที่จะดูแลเธอระหว่างฝึกงานก็คือ ครูพี่เลี้ยง ผู้หญิงที่ดูใจดี เอ็นดู และคอยช่วยเหลือทุกอย่าง ไม่ว่าจะจัดผมให้ เอาข้าวเอาน้ำมาฝาก หรือถามไถ่แทบทุกวัน เหมือนจะหวังดี แต่กลับมีบางอย่าง…ทำให้รู้สึกประหลาดตั้งแต่แรกเริ่มเพราะอาหารที่ครูพี่เลี้ยงเอามาให้เธอ ไม่เคยแตะกินร่วมกันเลยสักครั้ง เหมือนตั้งใจให้เพื่อนของแนนกินเพียงฝ่ายเดียว ไม่นานความผิดปกติก็ค่อย ๆ ตามมาตอนอยู่ในห้องเธอรู้สึกเหมือนมีคนยืนจ้องจากมุมมืด มีของตกลงมาเองโดยไม่มีใครแตะ เสียงเหมือนเด็กวิ่งเล่นในชั้นเรียนทั้งที่ไม่มีใครอยู่ และในทุกครั้งที่เดินกลับบ้านพัก ความรู้สึกเหมือนมีใครสักคน…เดินตามหลังมาไม่ห่าง ทำให้เธอเริ่มหวาดผวาจนต้องถามครูพี่เลี้ยงว่า โรงเรียนนี้เคยมีเรื่องอะไรแปลก ๆ ไหมแต่คำตอบที่ได้รับจากครูพี่เลี้ยงกลับเย็นยะเยือก“จะมีได้ยังไง…ฉันอยู่ที่นี่มาตั้งหลายปีแล้ว” หลังจากนั้น... ฝันร้ายก็เข้าครอบงำทุกคืน เพื่อนของแนนมักจะเห็นตายายใส่ชุดเหนือยืนอยู่ข้างล่างบ้านมองขึ้นมาที่ห้อง… พร้อมกวักมือเรียกแต่ไม่เคยก้าวเข้ามาได้ และเธอยังฝันว่า แมวดำวิ่งไล่ และไม่ว่าจะพยายามสวดมนต์แค่ไหน… แมวในฝันก็มักจะ สวดมนต์ตามเสียงเดียวกันจิตใจเธออ่อนแรงลงเรื่อย ๆ รุนแรงถึงขั้นร้องไห้ พร้อมเรียกแม่ซ้ำ ๆ จนต้องโทรให้แม่มาช่วยปลอบ ทั้งคู่เพิ่งมารู้พร้อมกันในเช้าวันหนึ่งว่า แม่ก็ฝันตรงกับลูก ว่าถูก “แมวดำ” ไล่เอาชีวิต ในที่สุดเธอก็ต้องไปหาหลวงพ่อที่วัด มีการอาบน้ำมนต์ ทำพิธีเรียกขวัญ ไล่สิ่งไม่ดีออกจากตัว และแล้ว…หลังพิธีนั้นเพียงไม่กี่วันครูพี่เลี้ยงก็ลางานหายไป ถึงสองสัปดาห์กลับมาอีกทีร่างกายซีดเซียว อ่อนแรง เหมือนคนที่โดนของสะท้อนกลับใส่ตัวเอง นั่นคือวันที่ทุกคนเริ่มรู้ว่า เธอเคยทำแบบนี้กับเด็กฝึกสอนหลายรุ่น เพื่อควบคุมพวกเขาเป็นบริวาร ทำให้เชื่อฟังเพื่อผลประเมินที่ดีจะกลับมาหนุนนำตำแหน่งและเงินเดือนของเธอต่อไปทุกครั้งที่เธอจัดผมให้นั้น…ไม่ใช่ความห่วงใยแต่คือ พิธีลงของที่กระหม่อมโดยการเป่าหัวโดยตรง เรื่องเหมือนจะจบ…แต่เพื่อนของแนนเพิ่งโทรมาบอกว่า อยู่ ๆ เธอรู้สึกอยากกลับไปเยือนจังหวัดทางเหนือที่เธอฝึกสอนอย่างไม่มีเหตุผล เหมือนมีบางสิ่ง…เรียกหาทว่าพระที่เคยช่วยเหลือกลับเตือนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า“อย่าไปเลยนะ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่นั่น…ยังรออยู่ถ้ากลับไปครั้งนี้อาจ…ไม่ได้กลับมาอีกแล้ว”เพราะทั้งหมดที่ทำไป…เป็นเพียงการ ถอนของ — ไม่ใช่การทำลายทิ้ง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณโอ 'ความลับเเม่ชี' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 4 พ.ย.2568 ]

08 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณโอ 'ความลับเเม่ชี' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 4 พ.ย.2568 ]

ต้องไปนอนค้างคืนที่วัดป่า เพราะได้ไปทำงานจิตกรรมฝาพนังที่วัดแห่งหนึ่ง ก่อนไปจึงได้ถามเพื่อนว่า มีที่พักให้ไหม? เพื่อนก็ตอบว่า ‘ให้ไปนอนกับแม่ชีในวัดเลย’ พอไปถึงวัดก็แวะเข้าไปล้างหน้าล้างตา ก็ได้เหลือบไปเห็นขันใบหนึ่งที่มีว่านแช่อยู่ เลยคิดเล่น ๆ ว่า “แม่ชีเล่นของเหรอวะ” และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวสุดแปลกที่ได้เจอ! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 4 พ.ย.2568 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ความลับแม่ชี’ ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว “คุณโอ” ได้มีโอกาสไปทำงานที่วัดเเห่งหนึ่งที่ต่างจังหวัด ตำแหน่งที่ตั้งของวัดจะอยู่ที่ติดบริเวณเชิงเขา ลักษณะงานของเธอเป็น “งานจิตรกรรมฝาผนัง” ก่อนจะเดินทาง โอจึงได้สอบถามเพื่อนร่วมงานไปว่า“มีที่พักให้ไหม?”เพื่อนเลยบอกว่า “มีที่พักให้ในวัดเลย นอนกับแม่ชี” โอได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกสบายใจ เพราะเป็นการทำงานในสถานที่ที่ไม่คุ้นชิน การได้พักอยู่ในวัดกับแม่ชี อาจทำให้เธอทำงานได้สะดวกมากขึ้นเพราะไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลเพื่อไปทำงานในแต่ละวันหลังจากพูดคุยถามไถ่รายละเอียดงาน เพื่อนของโอก็ได้ถามขึ้นมาว่า“แกกลัวหมาไหม?”“ไม่กลัวนะ ที่บ้านก็เลี้ยงอยู่” โอตอบไปตามตรงโดยไม่ได้คิดอะไร“ดีแล้ว เพราะหมาที่นั่นดุมาก” เพื่อนสาวกล่าวเตือนด้วยความหวังดี เมื่อโอเดินทางไปถึงวัดแห่งนั้น เธอก็นำสัมภาระทั้งหมดของตนเอง ขึ้นไปเก็บไว้บนกุฏิวัด หลังจากที่โอขึ้นไปเก็บข้าวของต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อย เธอก็ไปทำธุระส่วนตัวที่ห้องน้ำข้าง ๆ กุฏิ โอเลือกเข้าห้องน้ำในห้องที่บานประตูถูกเปิดอยู่ พอเข้าไปเธอก็เจอกะละมังใบหนึ่ง ภายในนั้นมีสมุนไพรลักษณะคล้ายกับว่าน หรือรากไม้อยู่ ทันใดนั้นความสงสัยพลันแล่นขึ้นมาในหัวอย่างไม่จริงจังว่า “แม่ชีเล่นของเหรอ? ทำไมแช่ว่านด้วย” แต่เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น อยู่มาวันหนึ่ง... ในระหว่างทางที่โอ ต้องเดินออกเพื่อไปทำงานภายในวัด หมาที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นจะเห่า และพยายามเข้ามากัดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปตามคำที่เพื่อนของตนพูดเตือนไว้ในตอนแรกว่า... หมาที่วัดนี้มีนิสัยดุร้าย แต่ในวันนั้นมันดุมากกว่าปกติ พลันสายตาก็ดันเหลือบไปสังเกตเห็นแม่ชีนั่งอยู่ที่บริเวณนั้นพอดี จึงได้เอ่ยถามขอความช่วยเหลือไป“แม่ชีคะ หมาดุมากเลย แม่ชีช่วยเรียกมันไปให้หน่อยได้ไหมคะ?” ไร้เสียงตอบกลับจากแม่ชี เธอจึงพยายามตะโกนเรียกหลาย ๆ ครั้งแต่มันก็ไม่เป็นผล โอจึงตัดสินใจหยิบไม้แถวนั้นมาใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันตัว แต่ในจังหวะนั้นเองที่แม่ชีได้ยินเสียงคนกำลังหยิบจับสิ่งของ ก็ได้หันมาพูดกับโอว่า“แม่ชีเดินไม่ได้หรอก มันหวง ถ้าเดินไปมันจะยิ่งกัด”“แล้วต้องทำยังไงคะ?”“ใช้ไม้ไล่มันไปสิ” ได้ยินดังนั้น ราวกับเป็นคำอนุญาต โอจึงใช้ไม้ยาวในมือขับไล่สัตว์สี่ขาตรงหน้าไป ในจังหวะที่เธอกำลังง้างมือ แม่ชีก็เดินปรี่เข้ามาด้วยความไม่พอใจ คล้ายกับหวั่นเกรงว่าเธอจะทำร้ายหมาตัวนั้นจริง ๆ และมาไล่หมาตัวนั้นด้วยตัวของแม่ชีเอง.. ทำให้โอสามารถขึ้นไปทำงานต่อได้ ตกกลางคืน... โอเดินกลับที่พักของตน หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จสิ้น โดยพื้นฐานเธอเป็นคนที่สวดมนต์ก่อนนอนเป็นกิจวัตรประจำวันทุกคืนอยู่เเล้ว ซึ่งภายในกุฏิไม่ได้มีเพียงแค่เธอแต่มีรุ่นน้องผู้หญิงอีกคนนอนกับเธอด้วย ตัวของรุ่นน้องคนนี้เป็นคนที่กลัวผีมาก ทำให้ต้องเปิดไฟทิ้งไว้ทั่วทั้งที่นอน และรอบระเบียง ในระหว่างที่สวดมนต์ โอสังเกตเห็นแสงไฟที่ดับลงหน้าห้องน้ำ และค่อย ๆ ไล่ดับมาทีละดวงจนถึงหน้าห้องของตน ทันใดนั้นเอง... เธอก็ได้ยินเสียงกระซิบปริศนาดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ จากเสียงแผ่วเบาที่จับใจความได้ยาก ก็เริ่มดังชัดขึ้นในโสตประสาทว่า“เงยหน้ามามองกูสิ เงยหน้ามามองกูสิ...” เสียงกระซิบชวนขนหัวลุกดังซ้ำไปซ้ำมาข้างหู ทำให้โอตัดสินใจลุกพรวดขึ้นมาเปิดหน้าต่าง แต่กลับมีเพียงความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทั้งวัด ความรู้สึกไม่ปลอดภัย และหวาดกลัวค่อย ๆ เกาะกินภายในใจ สถานการณ์ตอนนั้นมันบอกกับเธอว่ามีบางอย่างผิดปกติ และที่แห่งนี้ไม่น่าอยู่อีกต่อไปเมื่อรุ่นน้องเดินเข้ามา โอจึงบอกให้หญิงสาวเก็บของ และย้ายไปนอนที่อื่น ในวัดยังคงมีกุฏิหลายแห่งที่สามารถไปพักพิงได้ เพียงแต่ผู้คนจะค่อนข้างแออัด โอเลยตัดสินใจโทรหาเพื่อนที่พักอยู่อีกกุฏิ และขอไปนอนด้วยก่อนจะออกไป ทั้งสองคนก็ตั้งใจจะไปบอกกล่าวให้แม่ชีได้รับรู้ ตัวของแม่ชีนั่งอยู่ตรงริมหน้าต่าง จากมุมของโอจะเห็นแค่เพียงขาของแม่ชีที่โผล่พ้นออกมา แต่ไม่เห็นลำตัว และบนตักของแม่ชีมีแมว 1 ตัวนอนอยู่“แม่ชีคะ แม่ชีขา” แม้ว่าเธอจะส่งเสียงเรียกแม่ชีไปกี่ครั้ง แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรตอบกลับมา แม่ชียังคงนั่งนิ่ง แต่กลายเป็นว่าแมวที่นอนอยู่บนตักนั้นกลับขยับกาย และหันหน้ามามองเธอ โอได้แต่ครุ่นคิดในใจว่าแม่ชีคงใส่หูฟัง หรือกำลังสวดมนต์อยู่ เลยเลือกที่จะเดินลงมาจากกุฏิ และตั้งใจว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยกลับมาบอกใหม่อีกครั้ง แต่ก่อนที่สองเท้าจะก้าวออกจากเขตกุฏิ ความรู้สึกประหลาดบางอย่างมันก็แล่นขึ้นมา คล้ายกับว่ากำลังบอกให้เธอนั้นเงยหน้าขึ้นไปมองข้างบน ความรู้สึกก็ตีตื้นขึ้นมาว่า แม่ชีจะกำลังมองเราอยู่ตรงหน้าต่างรึเปล่า? และในวินาทีที่เธอหันหลังกลับไป มันก็เป็นไปตามที่เธอคิดเพราะแม่ชีกำลังมองดูเธอจากตรงหน้าต่าง! และค่อย ๆ เดินเข้าไปข้างใน..หลังจากที่ทั้งสองคนเดินมาถึงที่พักหลังใหม่ โอก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็มีความเห็นไปในทางเดียวกันกับเธอว่าแม่ชีคนนั้นดูแปลก ๆ แต่ในตอนนั้นก็คิดว่าตนเองอาจจะคิดไปเองคนเดียว บางครั้งที่คุยกับแม่ชี เขาก็เหมือนมีหลากหลายอารมณ์ คุยดีบ้าง ไม่คุยบ้าง หรือทำเหมือนเราไม่มีตัวตนไปเลย พอตื่นเช้ามา จู่ ๆ โอก็เกิดอาการบ้านหมุนถึงขั้นที่ไม่สามารถทำงานต่อได้ จะลุกจะนั่งก็มีอาการคลื่นไส้อาเจียนตลอด เลยจำเป็นต้องกลับไปหาหมอที่กรุงเทพฯเมื่อกลับมาถึงบ้าน ด้วยความไม่สบายใจ โอจึงไปเอาผ้าถุงของแม่มาครอบหัวตนเอง ตามความเชื่อของคนโบราณว่าการลอดผ้าถุงของแม่สามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และใช้เป็นวิธีแก้คุณไสยได้ วันถัดมาโอก็ไปหาหมอ หลังจากตรวจร่างกายก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ คุณหมอได้ให้คำแนะนำว่าสาเหตุของอาการป่วยอาจเกิดจากการพักผ่อนน้อย โหมงานหนัก และได้จ่ายยากลับมาให้ทานที่บ้าน หลังจากอาการของเธอเริ่มดีขึ้น โอก็กลับไปทำงานที่วัดเหมือนเดิม ในช่วงที่กลับไปที่วัด และทำงานอยู่ หากวันใดเป็นวันพระ ตัวของโอจะพยายามเคลียร์งานต่าง ๆ ให้เสร็จเพื่อที่จะไปทำวัดกับแม่ชีท่านอื่น ๆ จนรู้สึกคุ้นเคยและสนิทสนม เลยมีโอกาสได้พูดคุยกัน ด้วยความสงสัย โอจึงได้ถามเรื่องราวส่วนตัวเกี่ยวแม่ชีคนนั้นไป“แม่ชีคนที่หนูนอนด้วย เขามาจากไหนเหรอคะ?”“แม่ชีคนนั้น ไม่ค่อยมีใครยุ่งกับเขานะ กุฏินั้นเขาก็อยู่คนเดียว ไม่มีใครอยู่กับเขาได้”คำตอบที่ไม่ได้คลายความสงสัยแต่กลับทำให้เธออยากรู้มากขึ้นไปอีก“แต่อย่าไปสุงสิงกับเขามากเพราะ เขาเป็นคนมีของ!” ประโยคตักเตือนด้วยความหวังดีส่งตรงมาถึงโอ หลังจากเธอครุ่นคิดต่อเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในวัด ทุกอย่างก็ค่อย ๆ เชื่อมโยงกันอย่างน่าขนลุก และสุดท้ายเธอก็ได้รู้ว่าทั้งหมดนั้นคือ ความลับของแม่ชี(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณกระเเต ‘เซนส์หลังความตาย’ l อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [ 26 พ.ค.2569 ]

30 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณกระเเต ‘เซนส์หลังความตาย’ l อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [ 26 พ.ค.2569 ]

เพียงคำภาวนาหนึ่งประโยคที่เอ่ยออกมาระหว่างความเป็น และความตาย! ทำให้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรง แต่หลังจากวันนั้นเธอกลับเริ่มมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ได้ยินเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน และพบว่ามีบางสิ่งกำลังเฝ้ามองพร้อมติดตามเธอไปทุกที่ จากเหตุการณ์ที่คิดว่าเป็นเพียงผลกระทบทางจิตใจกลับค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องราวชวนขนลุก เมื่อสิ่งที่เจอเริ่มพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นเรื่องจริงเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [ 26 พ.ค.2569 ]’ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เซนส์หลังความตาย’ ‘คุณกระแต’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง เรื่องราวที่เธอยอมรับว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต และเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เธอไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีก ในวันหนึ่งเมื่อเธอนัดหมายกับกลุ่มเพื่อนประมาณ 10 คน เดินทางไปทอดผ้าป่า ณ วัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ห่างไกล และค่อนข้างทุรกันดาร หลังจากเดินทางมาถึงทุกคนก็ร่วมทำบุญกันตามปกติ กระทั่งช่วงเวลาประมาณ 5–6 โมงเย็น หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการทั้งหมด ขณะที่กำลังเตรียมตัวกลับ จู่ ๆ ชาวบ้านคนหนึ่งที่มาช่วยงานในวัดกลับเดินมาชี้ที่รถ พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแปลกประหลาดว่า “น้องรถไปชนใครมา ทำไมรถบุบ” คำพูดนั้นทำให้เธอกับเพื่อนหันมามองหน้ากันทันที เพราะรถคันดังกล่าวไม่เคยเกิดอุบัติเหตุใดมาก่อน ในวินาทีนั้นเอง เธอบอกว่าความรู้สึกบางอย่างแล่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจจนเธอเอ่ยปากกับเพื่อนว่า คืนนี้ขอพักค้างที่วัดได้ไหมเดี๋ยวจะลองไปคุยกับเจ้าอาวาสดูซึ่งท่านก็อนุญาต แต่กลับมีเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งไม่เห็นด้วย และยืนยันว่าจะกลับให้ได้ สุดท้ายทุกคนจึงตัดสินใจออกเดินทางกลับในช่วงเวลาประมาณ 6 โมงครึ่ง จนเกือบ 1 ทุ่มระหว่างทางขณะที่รถกำลังวิ่งผ่านบริเวณเขื่อน เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น รถของคู่กรณีที่ผู้ขับอยู่ในอาการมึนเมาพุ่งเข้าชนอย่างรุนแรงจนรถเสียหลักพลิกหลายตลบท่ามกลางเสียงกระแทก และความโกลาหลเพื่อนคนหนึ่งกลับบอกว่าในช่วงที่รถกำลังหมุนอยู่นั้น เขาได้ยินเสียงคล้ายบทสวดสำหรับการบูชาเทพองค์หนึ่งดังขึ้น ทั้งที่ไม่มีใครเปิดเพลงใดเลย “เหมือนมีคนบนรถร้องเพลงนี้ขึ้นมา” แต่ในช่วงเวลาที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายไม่มีใครมีเวลาสนใจเรื่องนั้น ‘คุณกระแต’ เล่าว่าในตอนนั้นเธอคิดเพียงอย่างเดียวว่า... คงไม่มีใครรอดแล้ว เพราะอีกฝั่งหนึ่งเป็นเขื่อน ขณะที่อีกด้านเป็นคลองลึก เธอจึงได้แต่ภาวนา“หนูขอให้หนูรอดแบบครบ 32 ได้ไหม ถ้าหนูรอดกลับไปได้ ชีวิตที่เหลือของหนูจะช่วยคนที่เขาอยากได้ความช่วยเหลือ” เมื่อรถหยุดนิ่ง และเธอเริ่มได้สติกลับมาสิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้เธอตกตะลึง เพราะเธอแทบไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ และกลายเป็นคนเดียวที่กระเด็นออกมานอกรถ ขณะที่เพื่อนคนอื่นได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าอุบัติเหตุในวันนั้น คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเธอรอดชีวิตมาได้ “เริ่มมีสิ่งที่มองไม่เห็น ทักเราคุยบ้าง ขอความช่วยเหลือบ้าง” ในช่วงแรก เธอพยายามหาเหตุผลให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะคิดว่าอุบัติเหตุครั้งรุนแรงอาจส่งผลต่อสมอง หรือสภาพจิตใจของตัวเอง เธอจึงตัดสินใจไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด แต่ผลลัพธ์กลับออกมาปกติทุกอย่าง “ไปรดน้ำมนต์บ้างล่ะ ไปเดินสายบุญบ้างล่ะก็ไม่มีทางอะไรที่ทำให้เปลี่ยนไปได้เลย ยังคงติดต่อมาเรื่อย ๆ สิ่งที่มองไม่เห็น ที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว” หลังจากพักฟื้น ร่างกายของทุกคนเริ่มกลับมาเป็นปกติ ส่วนบาดแผลทางจิตใจก็ค่อย ๆ ดีขึ้นตามเวลา แต่สำหรับเธอ เรื่องราวกลับเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นครั้งหนึ่งแม่ของเธอพาไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขณะที่แม่เข้าไปพูดคุยกับเจ้าอาวาส เธอนั่งรออยู่ภายในรถเพียงลำพัง ระหว่างนั้นเองเธอบอกว่าเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง ผมบ๊อบ สวมชุดขาว เดินเข้ามาอย่างชัดเจน ก่อนจะพูดกับเธอว่า “หนูไปบอกเจ้าอาวาสให้ทีว่า โบสถ์ที่ยังสร้างไม่เสร็จ เดี๋ยวน้าจะหาคนมาสร้างให้เสร็จเอง” แม้จะเห็นภาพตรงหน้า แต่เธอก็ยังไม่ปักใจเชื่อ เพราะเป็นคนเชื่ออะไรยาก และต้องการพิสูจน์ให้แน่ชัด เมื่อเจ้าอาวาสเดินออกมาพร้อมแม่ เธอจึงให้แม่ช่วยถามโดยไม่บอกสิ่งที่ตัวเองเห็นไปก่อน “น้าคนเนี่ยลักษณะแบบไหน” คำตอบที่ได้รับกลับทำให้เธอนิ่งไปทันที เพราะท่านตอบว่าเป็นผู้หญิงผมบ๊อบเพิ่งเสียชีวิตไปประมาณ 7 วัน และเคยเป็นโยมอุปถัมภ์ที่ช่วยดูแลการบูรณะโบสถ์ของวัดแห่งนี้ นั่นจึงกลายเป็นข้อพิสูจน์แรกที่ทำให้เธอเริ่มเชื่อว่า สิ่งที่เธอเห็นอาจไม่ใช่เพียงจินตนาการหลังจากเหตุการณ์นั้น‘คุณกระแต’ ยอมรับว่า แม้จะเริ่มเชื่อในสิ่งที่ตัวเองพบเจอมากขึ้น แต่ลึก ๆ แล้วเธอก็ยังไม่ปักใจเชื่อทั้งหมด เพราะเธอเป็นคนที่เชื่ออะไรยาก และอยากให้ทุกอย่างมีเหตุผลรองรับมากที่สุด เวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่งช่วงที่เธอกำลังย้ายบ้านใหม่ เธอเล่าว่าได้พบกับหญิงชราคนหนึ่งสวมเสื้อคอกระเช้า และนุ่งผ้าถุงยืนมองเธออยู่เงียบ ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “หนูไปบอกกับผัวยายให้หน่อยสิ” พร้อมฝากข้อความบางอย่างเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของคนที่อยู่ข้างหลัง ในตอนนั้นเธอรีบตอบกลับทันทีว่า เธอไม่รู้จักใคร เพราะเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ แต่หญิงชราคนนั้นยังคงพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน “เอาน่าช่วยยายหน่อย”หลังจากนั้น เธอสังเกตเห็นว่าหญิงชราคนดังกล่าวมีหลานอยู่บริเวณนั้น เธอจึงตัดสินใจซื้อขนมไปฝากเพื่อสร้างความคุ้นเคย และหวังว่าจะมีโอกาสได้พบกับคุณตาเมื่อทั้งสองได้พูดคุยกัน เธอจึงถามขึ้นอย่างเรียบ ๆ ว่าคุณตาอยู่คนเดียวหรือเปล่า คุณตาตอบกลับมาว่าตอนแรกไม่ได้อยู่คนเดียวหรอก แต่คุณยายเพิ่งเสียไปได้ไม่นาน ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นเธอจึงถามกลับว่าคุณยายเสียตรงบริเวณบันไดใช่ไหม คำถามนั้นทำให้คุณตานิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะมองหน้าเธอด้วยความตกใจ และถามกลับว่า “รู้ได้อย่างไร…” ในตอนนั้นเอง เธอเริ่มรู้สึกว่าข้อพิสูจน์ครั้งที่สอง อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังเลือกตอบเพียงว่าเธอฝันเห็นเท่านั้นแต่สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เธอเล่าว่ามีหญิงสาวที่อยู่ในสภาพน่าสยดสยองเข้ามาพูดกับเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้า พร้อมเล่าเรื่องราวว่าเธอเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ และโดนทำร้ายอย่างรุนแรงจนเสียชีวิตหลังจากนั้น ผู้หญิงคนดังกล่าวก็ตามติดเธอแทบทุกที่ ไม่ว่าจะเข้าห้องน้ำ กินข้าว หรือแม้แต่ตอนทำงาน เธอก็ยังรู้สึกถึงการปรากฏตัวของอีกฝ่ายอยู่เสมอ เธอเล่าว่า สาเหตุที่พบกับวิญญาณตนนี้ เป็นเพราะช่วงหนึ่งเธอต้องไปประสานงานกับลูกค้า และทำงานประจำอยู่ที่ไซต์งานแห่งหนึ่งเป็นเวลาหลายเดือน และเหมือนทุกอย่างเริ่มต้นจากสถานที่แห่งนั้น การพบเจออย่างต่อเนื่องทำให้เธอเริ่มรู้สึกกดดันจนตัดสินใจสวมสร้อยพระติดตัวไว้ เพราะอยากให้ตัวเองรู้สึกอุ่นใจขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่หยุดลงวิญญาณตนนั้นยังคงเข้ามาพูดคุยขอความช่วยเหลือ และบางครั้งก็เพียงแค่ยืนมองเธออยู่เงียบ ๆ จนมีอยู่ครั้งหนึ่ง เธอพูดออกไปว่าอยากให้คนในออฟฟิศรับรู้บ้างว่าเธอกำลังเจอกับอะไร ไม่ใช่เธอเพียงคนเดียวที่เห็นเพราะหลายครั้งเมื่อเธอมีสีหน้าแปลกไปคนรอบตัวก็มักสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้นไม่นานสิ่งผิดปกติเริ่มเกิดขึ้นในออฟฟิศ จากหลอดไฟที่แตกขึ้นมาโดยไม่มีใครคาดคิด กลิ่นบางอย่างที่ลอยมาโดยไม่ทราบที่มา ไปจนถึงเสียงเพลงไทยเดิมที่ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาทั้งที่ไม่มีใครเปิดมัน แต่สิ่งที่น่าประหลาดคือ ในขณะที่นั่งกันอยู่หลายคนกลับมีเพียงบางคนเท่านั้นที่ได้ยิน ราวกับมีใครบางคนกำลังเลือกให้ได้ยิน นอกจากนี้ เธอยังเล่าอีกว่าบางครั้งวิญญาณตนนั้นยังบอกแนวทางแก้ปัญหางานให้กับเธอ และเมื่อเธอลองทำตามผลลัพธ์กลับออกมาดีอย่างน่าประหลาด แต่สุดท้ายความหวาดกลัวก็สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งเธอถึงขั้นสติแตก วิ่งเท้าเปล่าออกจากออฟฟิศทันที สุดท้ายแล้วเธอจึงตัดสินใจลาออก เพราะคิดว่าหากออกจากสถานที่แห่งนั้นทุกอย่างก็น่าจะจบลงก่อนจากมาเธอพูดทิ้งท้ายไว้ว่า “ฉันจะไม่วนกลับมาตรงนี้หรอก เธอจะไม่ได้เจอฉันอีก” แต่เรื่องราวกลับไม่จบลงง่าย ๆ เพราะหลังจากเธอสมัครงานใหม่ และได้รับการเรียกสัมภาษณ์ในย่านอโศก พร้อมฐานเงินเดือนที่น่าสนใจ เมื่อเธอเดินทางไปถึงกลับพบความจริงที่ทำให้เธอรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว สถานที่ทำงานแห่งใหม่…คือตึกเดิม และนั่นทำให้เธอได้พบกับสิ่งที่คิดว่าหนีมาไกลอีกครั้งโดย ‘คุณกระแต’ ได้ทิ้งท้ายไว้ว่าจริง ๆ แล้วเรื่องราวทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่เธอไม่ได้เล่า และบางเรื่องก็หนักหนากว่าที่ผ่านมาซึ่งเธอสัญญาว่าจะกลับมาถ่ายทอดต่อในภาคสองของรายการสัปดาห์หน้า(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-