เรื่องเล่าจากคุณฟองน้ำ 'ใครในบ้าน' l อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณฟองน้ำ 'ใครในบ้าน' l อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]

10 มิ.ย. 2026

เพียงคำพูดหนึ่งประโยคที่เผลอพูดถึงอุบัติเหตุข้างทาง กลับกลายเป็นการดึงดูดให้ ‘บางสิ่ง บางอย่าง’ ตามกลับมาถึงในบ้าน ! จากความระแวงเมื่อต้องอยู่บ้านคนเดียว ทั้งเงาดำปริศนา และเสียงเคาะประตูค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นเลียนเสียงคนในครอบครัว และเมื่อความอดทนถึงขีดสุด เธอจึงต้องลุกขึ้นสู้เพื่อทวงพื้นที่ของตัวเองคืน

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ใครในบ้าน’

   ‘คุณฟองน้ำ’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเอง... เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่บ้านเมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่ตอนที่อยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งเวลาเลิกเรียนกลับมาถึงบ้านจะไม่มีใครอยู่บ้านเลย เพราะพ่อแม่ทำงานในเมือง กว่าจะกลับถึงบ้านก็ 2 ทุ่มแล้ว นั่นทำให้ช่วงตอนเย็นคุณฟองน้ำอยู่บ้านคนเดียว ในระหว่างที่อยู่คนเดียวก็จะมีกิจกรรมอย่างอื่นให้ทำ แต่นั่นก็ทำให้เธอเริ่มเจอเหตุการณ์แปลก ๆ จนทำให้ต้องกลัว เริ่มต้นจากในขณะที่อ่านหนังสืออยู่ในห้องนอน ก็จะชอบเห็นเงาดำ ๆ เดินผ่านจากข้างหลัง มีเสียงเคาะประตู เขย่าประตูห้องนอน หรือแม้แต่มีเสียงไม้ตู้เสื้อผ้าดัง ทำให้คุณฟองน้ำ ได้ไปหาข้อมูลในเว็บพันทิปว่าการที่เกิดเสียงไม้จากตู้เสื้อผ้าดัง มักเกิดจากความชื้นจนทำให้ไม้กระทบกันจนเกิดเสียง จึงคิดว่าคงไม่ใช่สิ่งลี้ลับอะไรหรอก

ในบางครั้งที่คุณฟองน้ำเปิดแอร์ จู่ ๆ แอร์ก็ปิดเอง แต่สักพักก็กลับมาเปิดใหม่ จึงคิดว่าอาจจะแค่ไฟตก แต่เพราะบางครั้งแอร์ปิดแล้วไม่กลับมาเปิดใหม่อีกเลย นั่นทำให้เริ่มคิดขึ้นมาแล้วว่าต้องมีสิ่งลี้ลับแน่ ๆ แต่เพราะอยู่คนเดียวจึงทำใจแข็งเอาไว้ก่อน อีกทั้งคุณฟองน้ำ ก็เลี้ยงแมวอยู่ด้วย บางครั้งพฤติกรรมของแมวก็ทำให้คุณฟองน้ำ รับรู้ว่ามีคนอยู่ข้างหน้าจริง ๆ เพราะบางครั้งจะไม่ปิดประตูห้องนอน และจะเห็นแมวของเธอเล่นอยู่ที่ทางเดินหน้าห้อง ปกติแล้วแมวมักจะเล่นที่พื้น เศษตามพื้น แต่แมวกระโดดเล่นเหมือนมีคนเล่นด้วย นั่นจึงทำให้เธอเริ่มกลัวแต่ยังไม่ได้ทำอะไร ได้แต่อดทนมาเรื่อย ๆ จนคนในบ้านเริ่มเจอกับตัวมากขึ้น แม่ของคุณฟองน้ำเจอในรูปแบบเสียง เลียนเสียงคนในบ้านเพื่อเรียกแม่ หรือพี่ชายคุณฟองน้ำเองก็เจอแบบเดียวกัน จนต้องแก้ปัญหาด้วยการไม่ขานรับเวลามีคนเรียกชื่อกันเองภายในบ้าน และต้องให้เจ้าตัวขึ้นมาเรียกด้วยตัวเองแทน

จนเรื่องราวที่คุณฟองน้ำสุดจะทนที่สุดก็คือ วันนั้นเองคุณฟองน้ำ ทำธุระหนักอยู่ในห้องน้ำแล้วก็มีเสียงเคาะประตู ตอนนั้นรู้สึกกลัวมาก ๆ ถึงแม้ว่าจะเสร็จธุระแล้วแต่ก็ไม่กล้าที่จะออกไปเพราะกลัวเจออะไรบางอย่าง ทำให้ต้องเอาถังน้ำในห้องน้ำมากันไว้ที่ประตู และใช้เท้ายันเอาไว้จากชักโครกเพื่อกันไม่ให้มีใครเข้ามา หลังจากที่เขาเคาะ และเขย่าประตูไม่หยุด ก็หยุด และเปลี่ยนมาหมุนลูกบิดแทน คุณฟองน้ำคิดว่าเหมือนเขารู้ว่าเราเริ่มกลัวเลยแกล้งหนักขึ้น จนเริ่มได้ยินเสียงว่ามีคนในบ้านกลับมาถึงบ้านแล้ว จึงตะโกนถามให้มั่นใจว่ามาถึงแล้วหรอ และในทันทีที่คนในบ้านขานตอบกลับมาก็รีบเดินออกมาจากห้องน้ำเลย แต่สุดท้ายสิ่งที่ทำให้คุณฟองน้ำ ต้องจัดการเด็ดขาดกับสิ่งนี้ก็คือ วันหนึ่งในขณะที่เธออ่านหนังสืออยู่ในห้องนอนก็มีเสียงเขย่าประตู ซึ่งการเขย่าประตูครั้งนี้มันแรงมากจนแมวของเธอกลัว ซึ่งเธอมองว่าปกติแมวยังเล่นกับเขา แต่นี่คือแมวเริ่มกลัว ถ้าเธอยังอยู่นิ่ง ๆ และไม่จัดการอะไรไม่ได้แล้ว เธอโกรธมากจึงพูดออกมาเลยว่า...

“จะหยุดได้หรือยัง รู้มั้ยว่านี่บ้านของใคร มาอาศัยอยู่บ้านคนอื่นแท้ ๆ พ่อแม่นี่เป็นคนซื้อ และถ้านี่โตไปมันก็จะตกเป็นของนี่ นี่จะเป็นเจ้าของบ้าน ถ้ายังอยู่ด้วยกันดี ๆ ไม่ได้ก็จะไปฟ้องแม่ให้แม่เอาหมอผีมาไล่”

   หลังจากที่จบประโยคก็เงียบไปเลย ตอนแรกคิดนานมากว่าจะใช้สรรพนามแทนตัวเองว่าอะไรดี เพราะไม่อยากแทนตัวเองว่าหนู มันจะเหมือนเป็นเบี้ยล่างของเขา แต่ก็ไม่กล้าใช้คำว่า กู มึง เช่นกันเพราะกลัวเขาจะโกรธแล้วมันจะไปกันใหญ่ สุดท้ายพอแม่ของคุณฟองน้ำ กลับมาถึงบ้านก็รีบไปฟ้องแม่เลยในทันที แม่ของเธอจึงไปปรึกษาเพื่อน และโชคดีที่คุณยายที่เป็นแม่ของเพื่อนสนิทแม่เป็นผู้ใหญ่ที่จังหวัดยโสธร ได้รับเชิญเป็นประธานพิธีงานบุญเยอะ จึงมีของสายขาวเยอะ ด้วยความที่เป็นคนเฒ่าคนแก่จากอีสานจึงมีคาถาที่สืบทอดกันมาจากตระกูลกันอยู่เลย เขาจึงท่องคาถาใส่ของฝากมาให้คุณฟองน้ำ ที่บ้านอย่างสายสิญจน์ หวายลูกนิมิต และกำชับให้แม่ของเธอนำมาไว้ที่ประตูหน้าบ้าน หลังบ้าน หัวเตียงนอน และประตูห้องนอน ซึ่งในตอนที่จะนำไปแขวนไว้ที่หัวเตียงนอนก็ร้อนไปหมดเลย เหมือนไฟไหม้ แต่แม่ก็สู้ และแขวนได้สำเร็จ พอแขวนเสร็จความร้อนก็หายไปหมดเลย หลังจากนั้นก็ไม่เจอเหตุการณ์ประหลาดอีกเลย สุดท้ายคุณฟองน้ำ ได้ไปถามหมอดู ซึ่งไม่ได้การันตีว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หมอดูบอกว่ามีคนในบ้านของคุณฟองน้ำ ขับรถผ่านถนนที่เจอวัยรุ่นขับรถมอเตอร์ไซค์ล้ม และด้วยความที่เป็นคนรุ่น BabyBoomer จึงพูดทักไปว่า “สมแล้วแหละ พวกซิ่งป่วนเมือง” จึงทำให้เขาโกรธ และตามกลับมาที่บ้าน

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากแบงค์เกนสไตล์ 'โดนของที่บ่อน' l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [ 24 มี.ค.2569 ]

28 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากแบงค์เกนสไตล์ 'โดนของที่บ่อน' l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [ 24 มี.ค.2569 ]

การเดินทางสู่ชีวิตในบ่อนที่ฝันใฝ่ โดยไม่รู้เลยว่าพื้นที่แห่งนี้อันตรายมากกว่าที่คาดคิด… หญิงสาวที่แฝงไปด้วยความน่ากลัว เสียงเรียกร้องที่ดังขึ้นในความฝันครั้งสุดท้าย ‘กลับมาสิ กลับมาหาฉัน’ นำไปสู่วินาทีแห่งความตายที่เขานั้นต้องหลุดพ้นออกมาจากมันให้ได้…เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตล์’ (24 มีนาคม 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘โดนของที่บ่อน’ เรื่องราวนี้ ‘แบงค์เกนสไตล์’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณเจ’ เจ้าหน้าที่เวรเปลในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง คุณเจมีความฝันที่อยากไปใช้ชีวิตในบ่อนดูสักครั้ง ด้วยจังหวะชีวิตในตอนนั้น คุณเจได้รับเงินโบนัสจำนวนหนึ่งจากการทำงาน เขาจึงเริ่มเตรียมเงิน และหาข้อมูลในการไปเที่ยวบ่อนที่ประเทศเพื่อนบ้านตามความฝันของเขา คุณเจได้ติดต่อกับทัวร์บริษัทหนึ่งเพื่อสอบถามข้อมูลในการไปเที่ยวสถานที่แห่งนั้น ด้วยความที่ คุณเจมีอายุไม่มากนัก และยังดูเป็นวัยรุ่นคนหนึ่ง เจ้าของทัวร์จึงได้ตักเตือนให้เขามีสติอยู่เสมอเมื่อเดินทางไปถึงบ่อนรวมทั้งยังเตือน คุณเจให้ระมัดระวังผู้หญิงในสถานที่แห่งนั้นไว้ให้ดีคุณเจเดินทางไปถึงบ่อนขนาดใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน ก็ได้มีผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อว่าจันทร์ เข้ามาต้อนรับ และคอยดูแล คุณเจตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในสถานที่แห่งนั้น หลังจากที่คุณเจได้สนุกสนานกับการเล่นเกมในบ่อนแล้ว หลังจากนั้นเขาก็ได้มีการตกลง ชักชวนคุณจันทร์ไปร่วมสนุกต่อกันที่ห้องของคุณเจเมื่อกลับมาถึงห้องพัก คุณเจกลับพบว่า คุณจันทร์นั้นไม่ได้มีหน้าตาที่สวยงาม เหมือนกันตอนที่อยู่ในบ่อน แต่เขาก็ไม่ติดใจเรื่องนี้ และคิดว่าไม่เป็นไรจึงปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป ก่อนที่ทั้งสองจะร่วมสนุกกันในห้อง จันทร์ได้ขอตัวเข้าห้องน้ำเพื่อที่จะอาบน้ำ และล้างหน้าของเธอ ขณะที่คุณเจนั่งรอคุณจันทร์อยู่นั้น เขากลับได้ยินเสียงพึมพำคล้ายบทสวดบทหนึ่ง ดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบในห้อง ก่อนที่คุณจันทร์จะเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยใบหน้าที่ไร้การแต่งแต้มเครื่องสำอางค์ ด้วยความกลัว คุณเจจึงขอปฏิเสธที่จะอยู่ในห้องนี้ต่อไป และชวนคุณจันทร์แต่งหน้า แต่งตัวเพื่อออกไปเที่ยวด้วยกัน และแยกย้ายกันในตอนหลังคุณเจ เดินทางกลับมาถึงห้องของตนเองด้วยเซนส์บางอย่างที่กำลังเตือนเขา คุณเจจึงขอย้ายห้องกะทันหัน ด้วยสัญชาตญาณที่กำลังบอกให้เขาหนีบางสิ่งบางอย่างออกมา ด้วยความสงสัย คุณเจได้แอบกลับไปดูห้องเดิมของตนเองอยู่ห่าง ๆ และพบว่าคุณจันทร์ได้กลับมาที่ห้องเดิมของเขา ก่อนที่จะเข้าไปทำบางสิ่งบางอย่างในห้องก่อนที่จะกลับไปหลังจากที่... คุณเจได้เดินทางกลับมาจากสถานที่อโคจรแห่งนั้น ขณะที่เขากำลังนอนหลับพักผ่อนจู่ ๆ เขาก้ได้ฝันถึงจันทร์ หญิงสาวจากบ่อนที่เขาเคยเที่ยวสนุกด้วยกัน ในฝันนั้นทั้งสองกำลังร่วมรักกัน โดยคุณจันทร์ได้ขึ้นคร่อมอยู่บนตัวของคุณเจ พร้อมกับพนมมือ และพูดว่า ‘กลับมาสิ กลับมาหาฉัน’ความฝันในคืนนั้นทำให้หัวใจของคุณเจ เต้นแรงจนเกินกว่าคนปกติ และด้วยใจลึก ๆ ของเจก็มีความรู้สึกว่า เขาอยากกลับไปสถานที่แห่งนั้นอีกครั้ง เมื่อเขาได้เล่าเรื่องนี้ให้กับพี่ ๆ ที่รู้จัก ทุกคนต่างเตือนคุณเจว่า เรื่องนี้มันคล้ายกับการโดนของ คุณเจจึงได้นึกถึงช่วงเวลา ที่เขากับคุณจันทร์ได้เที่ยวด้วยกัน ในตอนนั้นคุณจันทร์ดูมีท่าทีที่แปลกไป คล้ายกับคนที่มีพิรุธ เหมือนกำลังจะพยายามทำอะไรบางอย่างในคืนต่อมา คุณเจได้ฝันแบบเดิมอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้หัวใจของเขาได้เต้นแรงจนดับสิ้นไป คุณเจ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อยื้อชีวิตของเขาเอาไว้ ขณะเดียวกัน แม่ของคุณเจได้รีบเดินทางมาหาเขา ทั้งที่ไม่มีใครแจ้งเรื่องนี้ให้แม่เขาทราบเลย แม่ของคุรเจจึงได้บอกทุกคนว่า ขณะที่แม่นั่งสมาธิจู่ ๆ รูปสมัยเด็กของคุณเจได้ร่วงหล่นตกลงมาแตก พร้อมกับมีเสียงของย่าทวดพูดขึ้นมาว่า ‘ลูกมึงกำลังลำบาก ไปช่วยหลานกูด้วย’เมื่อคุณเจ ฟื้นขึ้นมาเขาได้บอกว่า ในตอนที่เขาสลบไปเขากลับได้ยินเสียงแม่ของเขา และมือของแม่ได้เข้ามาดึงเขาไว้ จนหลุดพ้นจากช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ คุณเจได้หาวิธีการแก้ของโดยการดื่มน้ำมนต์ และอาบน้ำมนต์ ทันทีที่คุณเจดื่มน้ำศักสิทธิ์นั้นเข้าไป เขาก็ได้อ้วกนำสิ่งชั่วร้ายออกมาจนหมด และเขาต้องทำแบบนี้ติดต่อกันมาเรื่อย ๆ เป็นเวลา 3 เดือน จนสุดท้ายแล้ว ทุกคนได้สืบเรื่องราวเหล่านี้จนได้ทราบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันยิ่งกว่าการเล่นของใส่เพื่อหวังทรัพย์สิน หากย้อนกลับไปในตอนที่คุณเจนั้น ถูกสอบถามจากทัวร์แห่งหนึ่ง ถึงอายุ การดื่มเหล้า การสูบบุหรี่ ด้วยความที่คุณเจอายุยังน้อย ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ทำให้ร่างกายของเขาแข็งแรง และเป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้ค้าขายอวัยวะรวมถึงกลุ่มผู้หญิงที่คอยบริการอยู่ในสถานที่แห่งนั้น บางกลุ่มได้มีการตั้งสำนักเป็นของตัวเอง เพื่อเล่นของมาดึงดูดลูกค้า บางคนก็ถูกหลอกล่อให้หมดตัว ส่วนบางคนก็ต้องหายสาบสูญไปโดยที่ไม่มีใครทราบ การไปในสถานที่อโคจรแห่งนี้ จึงเป็นพื้นที่อันตราย มากกว่าที่ทุกคนคาดคิด…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณกระเเต ‘เซนส์หลังความตาย’ l อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [ 26 พ.ค.2569 ]

30 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณกระเเต ‘เซนส์หลังความตาย’ l อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [ 26 พ.ค.2569 ]

เพียงคำภาวนาหนึ่งประโยคที่เอ่ยออกมาระหว่างความเป็น และความตาย! ทำให้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรง แต่หลังจากวันนั้นเธอกลับเริ่มมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ได้ยินเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน และพบว่ามีบางสิ่งกำลังเฝ้ามองพร้อมติดตามเธอไปทุกที่ จากเหตุการณ์ที่คิดว่าเป็นเพียงผลกระทบทางจิตใจกลับค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องราวชวนขนลุก เมื่อสิ่งที่เจอเริ่มพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นเรื่องจริงเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [ 26 พ.ค.2569 ]’ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เซนส์หลังความตาย’ ‘คุณกระแต’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง เรื่องราวที่เธอยอมรับว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต และเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เธอไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีก ในวันหนึ่งเมื่อเธอนัดหมายกับกลุ่มเพื่อนประมาณ 10 คน เดินทางไปทอดผ้าป่า ณ วัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ห่างไกล และค่อนข้างทุรกันดาร หลังจากเดินทางมาถึงทุกคนก็ร่วมทำบุญกันตามปกติ กระทั่งช่วงเวลาประมาณ 5–6 โมงเย็น หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการทั้งหมด ขณะที่กำลังเตรียมตัวกลับ จู่ ๆ ชาวบ้านคนหนึ่งที่มาช่วยงานในวัดกลับเดินมาชี้ที่รถ พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแปลกประหลาดว่า “น้องรถไปชนใครมา ทำไมรถบุบ” คำพูดนั้นทำให้เธอกับเพื่อนหันมามองหน้ากันทันที เพราะรถคันดังกล่าวไม่เคยเกิดอุบัติเหตุใดมาก่อน ในวินาทีนั้นเอง เธอบอกว่าความรู้สึกบางอย่างแล่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจจนเธอเอ่ยปากกับเพื่อนว่า คืนนี้ขอพักค้างที่วัดได้ไหมเดี๋ยวจะลองไปคุยกับเจ้าอาวาสดูซึ่งท่านก็อนุญาต แต่กลับมีเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งไม่เห็นด้วย และยืนยันว่าจะกลับให้ได้ สุดท้ายทุกคนจึงตัดสินใจออกเดินทางกลับในช่วงเวลาประมาณ 6 โมงครึ่ง จนเกือบ 1 ทุ่มระหว่างทางขณะที่รถกำลังวิ่งผ่านบริเวณเขื่อน เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น รถของคู่กรณีที่ผู้ขับอยู่ในอาการมึนเมาพุ่งเข้าชนอย่างรุนแรงจนรถเสียหลักพลิกหลายตลบท่ามกลางเสียงกระแทก และความโกลาหลเพื่อนคนหนึ่งกลับบอกว่าในช่วงที่รถกำลังหมุนอยู่นั้น เขาได้ยินเสียงคล้ายบทสวดสำหรับการบูชาเทพองค์หนึ่งดังขึ้น ทั้งที่ไม่มีใครเปิดเพลงใดเลย “เหมือนมีคนบนรถร้องเพลงนี้ขึ้นมา” แต่ในช่วงเวลาที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายไม่มีใครมีเวลาสนใจเรื่องนั้น ‘คุณกระแต’ เล่าว่าในตอนนั้นเธอคิดเพียงอย่างเดียวว่า... คงไม่มีใครรอดแล้ว เพราะอีกฝั่งหนึ่งเป็นเขื่อน ขณะที่อีกด้านเป็นคลองลึก เธอจึงได้แต่ภาวนา“หนูขอให้หนูรอดแบบครบ 32 ได้ไหม ถ้าหนูรอดกลับไปได้ ชีวิตที่เหลือของหนูจะช่วยคนที่เขาอยากได้ความช่วยเหลือ” เมื่อรถหยุดนิ่ง และเธอเริ่มได้สติกลับมาสิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้เธอตกตะลึง เพราะเธอแทบไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ และกลายเป็นคนเดียวที่กระเด็นออกมานอกรถ ขณะที่เพื่อนคนอื่นได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าอุบัติเหตุในวันนั้น คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเธอรอดชีวิตมาได้ “เริ่มมีสิ่งที่มองไม่เห็น ทักเราคุยบ้าง ขอความช่วยเหลือบ้าง” ในช่วงแรก เธอพยายามหาเหตุผลให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะคิดว่าอุบัติเหตุครั้งรุนแรงอาจส่งผลต่อสมอง หรือสภาพจิตใจของตัวเอง เธอจึงตัดสินใจไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด แต่ผลลัพธ์กลับออกมาปกติทุกอย่าง “ไปรดน้ำมนต์บ้างล่ะ ไปเดินสายบุญบ้างล่ะก็ไม่มีทางอะไรที่ทำให้เปลี่ยนไปได้เลย ยังคงติดต่อมาเรื่อย ๆ สิ่งที่มองไม่เห็น ที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว” หลังจากพักฟื้น ร่างกายของทุกคนเริ่มกลับมาเป็นปกติ ส่วนบาดแผลทางจิตใจก็ค่อย ๆ ดีขึ้นตามเวลา แต่สำหรับเธอ เรื่องราวกลับเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นครั้งหนึ่งแม่ของเธอพาไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขณะที่แม่เข้าไปพูดคุยกับเจ้าอาวาส เธอนั่งรออยู่ภายในรถเพียงลำพัง ระหว่างนั้นเองเธอบอกว่าเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง ผมบ๊อบ สวมชุดขาว เดินเข้ามาอย่างชัดเจน ก่อนจะพูดกับเธอว่า “หนูไปบอกเจ้าอาวาสให้ทีว่า โบสถ์ที่ยังสร้างไม่เสร็จ เดี๋ยวน้าจะหาคนมาสร้างให้เสร็จเอง” แม้จะเห็นภาพตรงหน้า แต่เธอก็ยังไม่ปักใจเชื่อ เพราะเป็นคนเชื่ออะไรยาก และต้องการพิสูจน์ให้แน่ชัด เมื่อเจ้าอาวาสเดินออกมาพร้อมแม่ เธอจึงให้แม่ช่วยถามโดยไม่บอกสิ่งที่ตัวเองเห็นไปก่อน “น้าคนเนี่ยลักษณะแบบไหน” คำตอบที่ได้รับกลับทำให้เธอนิ่งไปทันที เพราะท่านตอบว่าเป็นผู้หญิงผมบ๊อบเพิ่งเสียชีวิตไปประมาณ 7 วัน และเคยเป็นโยมอุปถัมภ์ที่ช่วยดูแลการบูรณะโบสถ์ของวัดแห่งนี้ นั่นจึงกลายเป็นข้อพิสูจน์แรกที่ทำให้เธอเริ่มเชื่อว่า สิ่งที่เธอเห็นอาจไม่ใช่เพียงจินตนาการหลังจากเหตุการณ์นั้น‘คุณกระแต’ ยอมรับว่า แม้จะเริ่มเชื่อในสิ่งที่ตัวเองพบเจอมากขึ้น แต่ลึก ๆ แล้วเธอก็ยังไม่ปักใจเชื่อทั้งหมด เพราะเธอเป็นคนที่เชื่ออะไรยาก และอยากให้ทุกอย่างมีเหตุผลรองรับมากที่สุด เวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่งช่วงที่เธอกำลังย้ายบ้านใหม่ เธอเล่าว่าได้พบกับหญิงชราคนหนึ่งสวมเสื้อคอกระเช้า และนุ่งผ้าถุงยืนมองเธออยู่เงียบ ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “หนูไปบอกกับผัวยายให้หน่อยสิ” พร้อมฝากข้อความบางอย่างเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของคนที่อยู่ข้างหลัง ในตอนนั้นเธอรีบตอบกลับทันทีว่า เธอไม่รู้จักใคร เพราะเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ แต่หญิงชราคนนั้นยังคงพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน “เอาน่าช่วยยายหน่อย”หลังจากนั้น เธอสังเกตเห็นว่าหญิงชราคนดังกล่าวมีหลานอยู่บริเวณนั้น เธอจึงตัดสินใจซื้อขนมไปฝากเพื่อสร้างความคุ้นเคย และหวังว่าจะมีโอกาสได้พบกับคุณตาเมื่อทั้งสองได้พูดคุยกัน เธอจึงถามขึ้นอย่างเรียบ ๆ ว่าคุณตาอยู่คนเดียวหรือเปล่า คุณตาตอบกลับมาว่าตอนแรกไม่ได้อยู่คนเดียวหรอก แต่คุณยายเพิ่งเสียไปได้ไม่นาน ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นเธอจึงถามกลับว่าคุณยายเสียตรงบริเวณบันไดใช่ไหม คำถามนั้นทำให้คุณตานิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะมองหน้าเธอด้วยความตกใจ และถามกลับว่า “รู้ได้อย่างไร…” ในตอนนั้นเอง เธอเริ่มรู้สึกว่าข้อพิสูจน์ครั้งที่สอง อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังเลือกตอบเพียงว่าเธอฝันเห็นเท่านั้นแต่สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เธอเล่าว่ามีหญิงสาวที่อยู่ในสภาพน่าสยดสยองเข้ามาพูดกับเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้า พร้อมเล่าเรื่องราวว่าเธอเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ และโดนทำร้ายอย่างรุนแรงจนเสียชีวิตหลังจากนั้น ผู้หญิงคนดังกล่าวก็ตามติดเธอแทบทุกที่ ไม่ว่าจะเข้าห้องน้ำ กินข้าว หรือแม้แต่ตอนทำงาน เธอก็ยังรู้สึกถึงการปรากฏตัวของอีกฝ่ายอยู่เสมอ เธอเล่าว่า สาเหตุที่พบกับวิญญาณตนนี้ เป็นเพราะช่วงหนึ่งเธอต้องไปประสานงานกับลูกค้า และทำงานประจำอยู่ที่ไซต์งานแห่งหนึ่งเป็นเวลาหลายเดือน และเหมือนทุกอย่างเริ่มต้นจากสถานที่แห่งนั้น การพบเจออย่างต่อเนื่องทำให้เธอเริ่มรู้สึกกดดันจนตัดสินใจสวมสร้อยพระติดตัวไว้ เพราะอยากให้ตัวเองรู้สึกอุ่นใจขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่หยุดลงวิญญาณตนนั้นยังคงเข้ามาพูดคุยขอความช่วยเหลือ และบางครั้งก็เพียงแค่ยืนมองเธออยู่เงียบ ๆ จนมีอยู่ครั้งหนึ่ง เธอพูดออกไปว่าอยากให้คนในออฟฟิศรับรู้บ้างว่าเธอกำลังเจอกับอะไร ไม่ใช่เธอเพียงคนเดียวที่เห็นเพราะหลายครั้งเมื่อเธอมีสีหน้าแปลกไปคนรอบตัวก็มักสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้นไม่นานสิ่งผิดปกติเริ่มเกิดขึ้นในออฟฟิศ จากหลอดไฟที่แตกขึ้นมาโดยไม่มีใครคาดคิด กลิ่นบางอย่างที่ลอยมาโดยไม่ทราบที่มา ไปจนถึงเสียงเพลงไทยเดิมที่ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาทั้งที่ไม่มีใครเปิดมัน แต่สิ่งที่น่าประหลาดคือ ในขณะที่นั่งกันอยู่หลายคนกลับมีเพียงบางคนเท่านั้นที่ได้ยิน ราวกับมีใครบางคนกำลังเลือกให้ได้ยิน นอกจากนี้ เธอยังเล่าอีกว่าบางครั้งวิญญาณตนนั้นยังบอกแนวทางแก้ปัญหางานให้กับเธอ และเมื่อเธอลองทำตามผลลัพธ์กลับออกมาดีอย่างน่าประหลาด แต่สุดท้ายความหวาดกลัวก็สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งเธอถึงขั้นสติแตก วิ่งเท้าเปล่าออกจากออฟฟิศทันที สุดท้ายแล้วเธอจึงตัดสินใจลาออก เพราะคิดว่าหากออกจากสถานที่แห่งนั้นทุกอย่างก็น่าจะจบลงก่อนจากมาเธอพูดทิ้งท้ายไว้ว่า “ฉันจะไม่วนกลับมาตรงนี้หรอก เธอจะไม่ได้เจอฉันอีก” แต่เรื่องราวกลับไม่จบลงง่าย ๆ เพราะหลังจากเธอสมัครงานใหม่ และได้รับการเรียกสัมภาษณ์ในย่านอโศก พร้อมฐานเงินเดือนที่น่าสนใจ เมื่อเธอเดินทางไปถึงกลับพบความจริงที่ทำให้เธอรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว สถานที่ทำงานแห่งใหม่…คือตึกเดิม และนั่นทำให้เธอได้พบกับสิ่งที่คิดว่าหนีมาไกลอีกครั้งโดย ‘คุณกระแต’ ได้ทิ้งท้ายไว้ว่าจริง ๆ แล้วเรื่องราวทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่เธอไม่ได้เล่า และบางเรื่องก็หนักหนากว่าที่ผ่านมาซึ่งเธอสัญญาว่าจะกลับมาถ่ายทอดต่อในภาคสองของรายการสัปดาห์หน้า(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากสาวแอน The Ghost Radio 'เตียงสุดท้ายในเรือนจำ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

10 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากสาวแอน The Ghost Radio 'เตียงสุดท้ายในเรือนจำ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

สถานที่แห่งนี้ที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากเข้าไป แต่ต้องเข้าไปด้วยความจำเป็น!! 21 ปีที่แล้ว เป็นนักศึกษาแพทย์จบใหม่ ยังหาที่ทำงานไม่ได้รุ่นพี่เลยแนะนำบรรจุเป็นคุณหมอที่เรือนจำแห่งหนึ่ง แต่ใครจะรู้การไปทำงานครั้งนี้ไม่ได้รักษาเพียงแค่นักโทษที่เป็นคน... และมารู้ทีหลังว่าเป็นหมอเพียงคนเดียว ที่มารับรักษาที่เรือนจำแห่งนี้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง - สาวแอน The Ghost Radio’ (24 ก.พ. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เตียงสุดท้ายในเรือนจำ’ สาวแอน The Ghost Radio ได้มาเล่าประสบการณ์ที่ ‘คุณโบนัส’ มาแชร์ให้ฟัง ย้อนกลับไปเมื่อ 21 ปีก่อนที่ ‘คุณเอ็ม’ เพิ่งบรรจุเป็นแพทย์ใหม่ และยังไม่มีงานรองรับ จึงได้ไปปรึกษากับหัวหน้าที่เคยฝึกงานร่วมกัน หัวหน้าจึงได้แนะนำให้ไปบรรจุเป็นแพทย์ที่เรือนจำแห่งหนึ่งซึ่ง ณ ตอนนั้นตำแหน่งแพทย์ที่เรือนจำ ถือเป็นตำแหน่งที่ขาดแคลนอยู่มาก คุณหมอเอ็มจึงคิดว่าเป็นงานที่น่าสนใจโดยเรือนจำยังไม่มีแม้กระทั่งไฟฟ้าต้องใช้ตะเกียงในการเดินตรวจนักโทษ บรรยากาศทุกอย่างล้วนชวนให้ระทึก แต่ในตอนนั้นก็ยังมีนักโทษอยู่ไม่มากเท่าไหร่ราว ๆ พันกว่าคน ซึ่งคุณหมอเอ็มเป็นคนที่กลัวผีมาก เมื่อไปถึงเรือนจำที่ยิ่งเป็นสถานที่ที่ตนเองนั้นไม่คุ้นชิน ยิ่งเกิดอาการกลัวมากขึ้น และคุณหมอเอ็มก็ได้รับรู้ความจริงในวันนั้นว่า ตัวเองเป็นคุณหมอเพียงคนเดียวที่อยู่ในเรือนจำแห่งนั้นเมื่อเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ เหล่านักโทษก็จะเดินเรียงกันมาเพื่อตรวจสุขภาพ คุณหมอเอ็มก็ได้เห็นว่า มีนักโทษอยู่คนหนึ่ง ที่คอยก้ม ๆ มอง ๆ จ้องหน้าเขาอยู่เสมอ เมื่อถึงคิวตรวจของนักโทษคนนั้น นักโทษคนนั้นก็ได้พูดขึ้นมาว่า “คุณหมอมาใหม่หรอครับ ?” คุณหมอเอ็มจึงตอบว่า “ใช่ครับ” ทันใดนั้นเองนักโทษคนนั้นก็ได้พูดต่อว่า...“คุณหมอลองสังเกตดูสิ ผมก็ตัดทรงเดียวกันหมด ชุดก็ชุดเดียวกัน คุณหมอจะแยกออกได้ยังไงว่าคนไหนเป็นผี หรือเป็นคน” เมื่อคุณหมอเอ็มได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจทันที ว่าทำไมนักโทษคนนี้ถึงพูดอะไรแบบนี้ออกมา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากจะควบคุมอาการ ตั้งสติ ตั้งใจทำงานต่อไป… และนักโทษคนนั้นพูดขึ้นมาอีกว่า“คุณหมอ ผมมีอะไรจะเล่าให้ฟัง ในห้องที่ผมนอนอยู่มีคนประมาณ 50 คน แต่มีคนนึงที่เครียดจนผูกคอฆ่าตัวตายไป 1 คน เท่ากับในห้องจะต้องเหลือ 49 คน แต่เวลาที่ขานรับนับยอดในทุกคืน มันจะมีคนขานรับครบ 50 คนตลอด” พร้อมบอกก่อนจะเดินออกไปว่า “คุณหมอ วันนี้คุณหมออยู่เวรใช่มั้ย คุณหมอล็อคประตูดี ๆ นะ” คุณหมอเอ็มก็ได้ตอบกลับไปว่า “ล็อคดีอยู่แล้ว มันไม่ได้น่ากลัวอะไรหรอก” นักโทษคนนั้นก็ได้พูดต่อว่า “มันไม่ใช่คนน่ะสิ..”คุณหมอเอ็มก็คิดเพียงว่านักโทษคนนั้นคงแค่คิดจะพูดอำเขาเล่น ๆ คืนนั้นเอง คุณหมอเอ็มก็ได้นอนเล่นอยู่ที่ห้องพักเวรอย่างสบายใจจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเหมือนกับอะไรบางอย่างกระแทกเข้ากับกำแพง คุณหมอเอ็มจึงสงสัยว่าจะมีใครมาหรือป่าว เลยค่อย ๆ เปิดผ้าม่านดู และได้เห็นว่า มีวีลแชร์ 1 จาก 3 คันที่วางเรียงกันนั้น กำลังเลื่อนไปชนกับกำแพง ลักษณะคล้ายว่ากำลังมีคนเข็นอยู่ สักพักก็ได้มีเจ้าหน้าที่สองคนวิ่งออกมา และถามคุณหมอเอ็มว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่คุณหมอเอ็มก็ตอบไปได้แค่เพียงว่า “ไม่รู้” เจ้าหน้าที่ก็ได้บอกว่า “ไม่เป็นไรอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่คนอื่นเข็นมา คุณหมอสบายใจได้” คุณหมอเอ็มจึงได้ตอบโอเคไป แต่ก็กลับมานอนด้วยความรู้สึกระหวาดระแวง คุณหมอเอ็ม ได้เผลอหลับไป และสักพักก็ได้ตื่นมาเพราะแสงไฟฉายจากเจ้าหน้าที่ ที่สาดเข้ามาในห้อง เจ้าหน้าที่จึงได้เข้ามาบอกว่า “ทั้งโซนที่เราอยู่ มีอยู่ 3 คนเท่านั้น ถ้าคุณหมอเจอใครที่ไม่คุ้น เขาไม่ใช่คนนะ” ทำเอาคุณหมอเอ็มที่เพิ่งฟังจบก็ต้องเสียวสันหลังขึ้นอีกครั้งจนเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือน วันนั้นคุณหมอเอ็มไม่ได้เข้าเวร แต่พักผ่อนอยู่ตรงบ้านพักบริเวณของเรือนจำ ในเวลากลางคืน ได้มีเสียงไม่คุ้นจากวอเข้ามาบอกว่า “คุณหมอตอนนี้มีคนป่วย เข้ามาดูด่วน” คุณหมอเอ็มจึงได้รีบล้างหน้า ล้างตา และขี่มอเตอร์ไซค์ไปยังจุดหมายด้วยความรวดเร็ว เมื่อไปถึง คุณหมอเอ็มก็เห็นว่า มีหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนึงยืนอยู่ พร้อมกับเข็นคนป่วยที่อายุราว 60 ปี กำลังนอนแน่นอนนิ่งอยู่บนวีลแชร์ ณ ตอนนั้นคุณหมอเอ็มก็ไม่ได้สังเกตว่า หัวหน้าเจ้าหน้าที่ ที่ยืนอยู่นั้นเป็นใคร รู้เพียงแค่ไม่คุ้นตา คุณหมอเอ็มก็ได้ถามไปว่า “ลุงคนนี้เป็นอะไรมา แล้วเขามานานหรือยัง” หัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ตอบเพียงว่า “เนี่ยเขาป่วย ผมก็รีบเอาออกมาเลย” ปรากฏว่า เมื่อคุณหมอเดินไปวัดชีพจร ผลก็ออกมาว่าคุณลุงนั้นเสียชีวิตแล้ว คุณหมอเอ็มจึงคิดว่าจะเอาอย่างไรต่อดี เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ทันใดนั้นคุณหมอเอ็มก็นึกขึ้นได้ว่า หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้จะต้องไปแจ้งพัศดี ซึ่งในวันนั้นพัศดีของฝั่งแดนชายดันไม่อยู่พอดี เหลือแต่พัศดีของฝั่งแดนหญิงเท่านั้น คุณหมอเอ็มจึงถามหัวหน้าเจ้าหน้าที่ว่า “ทางที่จะไปหาพัศดีคือทางไหน” หัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ได้ชี้ไปทางที่มืดสนิท และถามคุณหมอเอ็มกลับว่า “ต้องเอาผ้าคลุมศพมั้ย” ซึ่งคุณหมอเอ็มก็ได้ตอบว่า “ไม่ต้อง เราจะได้รู้ว่าศพยังนอนอยู่ที่เดิม” เมื่อคุณหมอเอ็ม กำลังเดินตามทางไปแจ้งพัศดี กลับมีเสียงของหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นพูดขึ้นมาว่า “คุณหมอ ๆ ยังไม่ต้องไปเรียก ผมทำศพหาย” นั่นทำให้คุณหมอตกใจอย่างมาก หัวหน้าเจ้าหน้าที่ได้บอกว่า “ผมไปเข้าห้องน้ำ ผมกลับมาอีกทีศพก็หายไปแล้ว” คุณหมอเอ็มจึงคิดว่า หรือคุณลุงจะแกล้งเสียชีวิต และแอบหนีออกจากโรงจำ คุณหมอเอ็มจึงได้รีบวิ่งไปถามคนที่คุมหน้าประตูว่า เห็นใครเดินผ่านไปผ่านมาหรือป่าว ซึ่งก็ได้คำตอบมาว่า “ไม่มี” เมื่อคุณหมอเอ็มได้ยินเช่นนั้นจึงได้หันไปถามหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า “ไปเอาลุงมาจากไหน” หัวหน้าเข้าหน้าที่ก็บอกว่า “เอามาจากห้องแยกโรค” เมื่อคุณหมอเปิดประตูเข้าไปก็เห็นคุณลุงคนนั้นกำลังนอนอยู่บนเตียงสุดท้ายในห้อง และเตียงสุดท้ายก็อยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องกระจกสีดำมืด คุณหมอก็ได้หยิบไม้ตะบองขึ้นมาไว้ป้องกันตัว คุณหมอก็เดินไปดูว่า คุณลุงนั้นเสียชีวิตแล้วจริงหรือไม่ แต่จู่ ๆ คุณหมอก็รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาทันที แต่เมื่อหันหลังไปก็ไม่พบแม้แต่เพื่อนร่วมทาง เจอแต่หัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นที่ยืนรออยู่หน้าประตู ทันใดนั้นเองก็ได้มีเสียงเคาะจากห้องกระจกสีดำ คุณหมอเอ็มจึงค่อย ๆ เอาไฟฉายไปส่องดู และพบเข้ากับชายคนหนึ่งที่กำลังเอาหัวทุบกับกระจก เสมือนกำลังอาละวาดอยู่ คุณหมอเอ็มจึงบอกให้ใจเย็น ๆ และถามไถ่ว่าชื่ออะไร จังหวะนั้นเองคุณลุงที่นอนอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็ได้หันเพียงแค่หัวมาทางคุณหมอ และถามคุณหมอเอ็มว่า “หมอไม่ถามผมบ้างหรอ ถามแต่ชื่อเขาไม่ถามผมบ้างหรอ” ในตอนนั้นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ก็ได้วิ่งหนีออกไปแล้ว คุณหมอเอ็มเมื่อเห็นเช่นนั้นก็รีบวิ่งตามออกไป และตัดสินใจไปบอกพัศดีเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น และพัศดีก็ออกมาบอกว่า “นี่คุณหมอ หากมีคนป่วย หัวหน้าต้องมาบอกพัศดีเป็นคนแรก ไม่ใช่ไปบอกคุณหมอ” ทั้งหมดจึงได้พากันออกไปตามหาหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้น แต่เมื่อไปถึงกลับไม่เจอหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นแล้ว พัศดีจึงได้ตามตัวหัวหน้าทุกคนออกมายืนเรียงกัน และให้คุณหมอเอ็มชี้ว่าคือคนไหน ผลสรุปว่า ไม่ใช่ใครในนี้เลย ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงของหัวหน้าเจ้าหน้าที่อีกคนพูดขึ้นมาว่า หรือจะเป็นหัวหน้าวุฒ เขาเสียชีวิตในเรือนจำนี้ แต่ก็ผ่านมา 4 เดือนแล้ว แต่คุณหมอทุกคนที่เคยมาทำงานที่นี่ก็เคยเจอเหตุการณ์เดียวกันหมด และลุงคนนั้นชื่อลุงขาว เขาป่วยเป็นโรคร้าย และเสียชีวิต คุณหมอจึงได้ถามถึงผู้ชายที่อยู่ภายในห้องกระจกสีดำ ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า ชายที่อยู่ในห้องกระจกสีดำนั้นเป็นคนจริง ๆ ทุกคนจึงได้เกิดอาการเป็นห่วง และได้เดินไปหาชายในห้องกระจก เมื่อได้พูดคุยกันก็ได้รับรู้ว่า ชายคนนั้นก็ถูกลุงขาวหลอกหลอนอยู่ตลอด เมื่อคุณหมอเอ็มได้ยินเช่นนั้นจึงได้คิดว่า หรือว่าอาจเป็นเพราะตอนที่ยังมีชีวิต ลุงขาวคิดว่าการอยู่ในเรือนจำนั้นจะไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ ซึ่งในตอนที่เสียชีวิตก็อาจยังคงคิดว่า จะไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้เช่นกัน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากลูกนัท The Ghost Radio 'งานแต่งเพื่อนเราเจอผี' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

06 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากลูกนัท The Ghost Radio 'งานแต่งเพื่อนเราเจอผี' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

ห้องพักสุดสยองที่ไม่ได้จองเอง เพื่อนที่กำลังจะแต่งงานได้จองโรงแรมไว้ให้พัก แต่เมื่อไปถึงเจอกลับห้องพักที่เหม็นอับ รอยคราบสีน้ำตาลคล้ายเลือดแห้ง และกองผมปริศนาที่ไม่รู้ว่าเป็นของใคร ตกกลางคืนระหว่างนอนพักมีเสียงน้ำไหล เหมือนคนมาอยู่ด้วยตลอดทั้งคืน... เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost’ (28 เม.ย. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘งานแต่งเพื่อนเราเจอผี’ ลูกนัท The Ghost ได้มาแชร์เรื่องราวของ ‘คุณเมย์’ ที่เคยมาเล่าไว้ในรายการ The Ghost Radio คุณเมย์มีแพลนที่จะต้องไปงานแต่งเพื่อนที่อยู่ทางภาคอีสาน โดยจะไปกับแฟน 2 คน ทางเพื่อนที่จัดงานแต่งก็ได้เหมาจองโรงแรมไว้ให้เรียบร้อย ระหว่างทางก็ได้พากันแวะเที่ยวกันก่อนเข้าโรงแรม และเมื่อไปถึงโรงแรมได้ทำการเช็คอินเข้าพัก ก็ได้รับกุญแจสภาพเก่า ๆ ที่มีลายสลักเป็นเลขห้องไว้ ทั้งคู่จึงได้เดินไปตามเลขห้องนั้น แต่เมื่อเดินขึ้นไปถึงหน้าประตูห้อง ก็ได้เห็นกว่าห้องนั้นอยู่ติดกับบันไดพอดี คุณเมย์ที่ปกติแล้วเป็นคนที่ชอบฟังเรื่องผีเลยชะงักนิดหน่อยเมื่อเห็นห้องที่ติดกับบันได แต่เมื่อเปิดประตูห้องไปก็ต้องชะงักกว่าเดิมเพราะได้มีกลิ่นอับชื้นพุ่งเข้าหน้ามาทันที คุณเมย์จึงได้หันไปคุยกับแฟน และตกลงกันว่าไม่เอาห้องนี้ และจะขอเปลี่ยนห้องอื่นแทน เลยลงไปที่เคาน์เตอร์เพื่อขอเปลี่ยนห้องใหม่ พร้อมให้เหตุผลว่าปกติแล้วเป็นคนที่นอนหลับยาก และห้องติดบันไดมีเสียงรบกวนเยอะจึงอาจเป็นปัญหาในการพักผ่อนได้เมื่อได้กุญแจห้องใหม่ ทั้งคู่ก็ได้เดินขึ้นมายันชั้นเดิม และก็ได้เห็นว่าเป็นห้องที่อยู่ถัดกับห้องก่อนหน้าแค่ห้องเดียว แต่เมื่อเปิดเข้าไปบรรยากาศทุกอย่างต่างจากห้องแรกแบบเห็นได้ชัดทุกอย่างปกติดี และไม่มีกลิ่นเหม็นอับใด ๆ คุณเมย์จึงได้เข้าไปอาบน้ำเตรียมตัวนอน แต่ก็ต้องตกใจอีกครั้งเมื่อเปิดผ้าห่มออกทั้งคู่ได้เจอเขากับเตียงที่มีเส้นผมความยาวประมาณ 1 นิ้วกระจายเต็มอยู่ทั่วเตียงนอน และนอกจากเศษผมแล้วนั้น ก็ยังมีรอยสีน้ำตาลเป็นดวง ๆ กระจายอยู่เต็มเตียงไปหมด ทั้งคู่จึงได้ถ่ายรูปเก็บไว้และลงไปที่เคาน์เตอร์อีกครั้งเพื่อขอเปลี่ยนห้องนอน แต่คราวนี้ทางพนักงานกลับได้ยื่นกุญแจห้องให้ 3 พวง พร้อมบอกให้คุณเมย์ไปเลือกห้องเอาได้เลยตามความสะดวกใจทั้งคู่เดินไปถึงห้องแรกก็ได้เปิดประตูเข้าไปพบกับห้องที่มีเตียงเดี่ยวอยู่ 2 เตียงแยกกัน คุณเมย์เมื่อเจอเหตุการณ์ก่อนหน้ามาจึงคิดว่าหากนอนกับแฟนบนเตียงเดียวกันจะอุ่นใจกว่า ทั้งคู่จึงได้พากันเดินไปดูห้องที่สอง ซึ่งเมื่อทั้งคู่ได้เห็นสภาพห้องนี้กลับต้องตกตะลึงเพราะสภาพห้องเละมากจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ อีกทั้งในตู้เสื้อผ้ายังมีคราบน้ำตาล ๆ เป็นดวง ๆ บ้างบางจุด และบางจุดก็เป็นเหมือนคราบน้ำตาล ๆ ที่ไหลย้อยตามประตูบ้าง ทั้งคู่จึงตัดสินใจพากันเดินไปดูที่ห้องสุดท้าย ซึ่งห้องนี้เป็นห้องที่เหมือนห้องปกติที่สุด แต่ต่างตรงที่ไม่มีพวกอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใด ๆ แต่คุณเมย์ก็ได้คุยกับแฟนว่า เลือกที่จะนอนห้องนี้พร้อมตอนนอนจะเปิดไฟในห้องน้ำทิ้งไว้ให้พอมีแสงบ้าง แฟนคุณเมย์จึงได้เสนอให้เปิดไฟที่หัวเตียงไว้ด้วย คุณเมย์ก็ได้ถามถึงเหตุผลไป แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรกลับมา จึงได้ยอมตอบตกลงไป ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจะนอน คุณเมย์ก็ได้เอาผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ มาปิดตาไว้เพราะแสงจากหัวเตียงสาดเข้าตาจนทำให้ไม่สามารถนอนได้ เวลาผ่านไป เมื่อทั้งคู่หลับตานอนไปได้ไม่ถึง 5 นาที ก็ได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ คุณเมย์ที่ได้ยินเช่นนั้นจึงได้บีบมือแฟนเบา ๆ ซึ่งแฟนก็ได้บีบมือกลับมา เป็นสัญญาณว่าทั้งคู่ได้ยินเหมือนกัน สักพักก็มีเสียงเหมือนคนควักน้ำขึ้นมาล้างหน้าที่อ่างล้างหน้า คุณเมย์จึงได้บีบเข้าที่มือแฟนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แฟนกลับไม่ได้บีบมือตอบกลับมา พร้อมมีเสียงหายใจแรง ๆ เสมือนคนกรนออกมา คุณเมย์โกรธแฟนมากที่ทิ้งให้ตนนั้นเจอกับเหตุการณ์ขนหัวลุกนี้เพียงลำพัง จึงได้ดึงมือตัวเองออกมานอนกอดอก หลังจากนั้นคุณเมย์ก็คิดในใจว่า “อาบน้ำก็แล้ว ล้างหน้าก็แล้ว ไม่ใช่ว่าจะออกมานอนล่ะ” ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงเปิดประตูดัง “แกร๊ก” และเมื่อประตูเปิดออก คุณเมย์ก็ได้เห็นเหมือนมีเงาลาง ๆ เดินออกมาจากห้องน้ำ แล้วเดินมาที่ปลายเตียง หลังจากนั้นก็เดินอ้อมขึ้นมาที่ข้างเตียงฝั่งที่คุณเมย์นอน คุณเมย์จึงได้พยายามข่มตานอน แต่ไม่ว่าจะยังไงก็นอนไม่หลับสักพักก็รู้สึกเหมือนว่าเตียงยุบลง ในลักษณะที่คล้ายกับมีคนเอามือมาเท้าที่เตียงแล้วกำลังก้มดูอะไรสักอย่าง ตอนนั้นในหัวของคุณเมย์ก็ได้คิดถึงเหตุการณ์คล้ายนี้ในหนังผีที่ตนเคยดูพร้อมคิดว่า ถ้าเป็นตามหนังเหตุการณ์นี้ถ้ากลั้นใจเปิดผ้าออกมาเดี๋ยวสิ่งนั้นก็คงจะหายไปอย่างแน่นอน คุณเมย์จึงได้แข็งใจลืมตาขึ้นมาพร้อมเปิดผ้าออกทันที แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับเห็นเป็นคนนุ่งผ้าซิ่นสีน้ำตาลเก่า ๆ และมีสีแดงพาดอยู่แค่ครึ่งน่อง ขาด้านล่างมีสีดำซีด แต่เห็นได้ประมาณ 3 วิ ก็ภาพตัดหลับไปแบบไม่รู้ตัว เมื่อตื่นขึ้นมาอีกทีก็เช้าแล้ว สิ่งแรกที่เห็น คือแฟนที่ยืนนิ่งอยู่ที่ปลายเตียงเมื่อเห็นเช่นนั้นคุณเมย์จึงคิดจะรีบไปอาบน้ำ และออกไปงานแต่ง แต่เมื่อเปิดประตูห้องน้ำไปก็พบเข้ากับอ่างล้างหน้าที่มีน้ำกระจายอยู่เต็มไปหมด ซึ่งคุณเมย์ไม่ชอบให้ทำเปียกแบบนี้ จึงได้หันไปจะตวาดใส่แฟน แต่เมื่อหันไปก็ต้องตกใจเพราะแฟนยังไม่ได้แม้แต่ล้างหน้า หรือมีส่วนไหนในร่างกายที่เปียกน้ำเลย อีกทั้งตาของแฟนยังดำโบ๋เหมือนคนไม่ได้นอนทั้งคืน คุณเมย์จึงได้รีบอาบน้ำ และระหว่างแต่งตัวก็เผลอเดินไปเหยียบเข้ากับน้ำเหนียว ๆ จึงได้กระโดดขาเดียวเข้าไปล้างเท้าในห้องน้ำ และก็ได้สังเกตเห็นเหมือนรอยเท้าคนที่เปื้อนน้ำสีแดง ๆ เดินออกจากห้องน้ำไปจนถึงปลายเตียง และอ้อมไปยังฝั่งที่คุณเมย์นอน เมื่อเดินตามไปดูก็พบว่าบริเวณเตียงมีคราบน้ำตาล ๆ เหมือนรอยมือคนเปื้อนอยู่ คุณเมย์จึงบอกแฟนให้รีบเก็บของและลงไปข้างล่างเพื่อเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมในระหว่างนั้นทั้งคู่ก็ได้คุยกัน จึงทำให้รู้ว่า ที่เห็นว่าแฟนยืนนิ่งอยู่ที่ปลายเตียงคือแฟนตื่นมาเห็นทุกอย่าง แต่ช็อกทำไรไม่ถูกจึงได้แต่ยืนนิ่ง จนคุณเมย์ตื่นขึ้นมาเห็นซึ่งจริง ๆ แล้วนั้นแฟนคุณเมย์ไม่ได้หลับทั้งคืน และรับรู้ได้ถึงทุกอย่างแต่ไม่สามารถขยับตัวได้ แม้แรงที่จะบีบมือกลับก็ไม่มี คืนนั้นมีเพียงแค่คุณเมย์ที่ภาพตัด และชิงหลับไปก่อน ระหว่างที่ทั้งคู่ไปเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม พนักงานที่เคาน์เตอร์ก็ได้บอกว่า “จริง ๆ แล้วเจ้าภาพจองให้ 2 คืนนะคะ จะอยู่ต่ออีกคืนไหม? ” คุณเมย์จึงได้ตัดสินใจตอบในทันทีเลยว่า “ไม่อยู่ต่อแล้ว” และเดินออกจากโรงแรมไปทันที(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-