เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊ก 'บ้านคุณป้า' l l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 13 ม.ค.2569 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊ก 'บ้านคุณป้า' l l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 13 ม.ค.2569 ]

24 ม.ค. 2026

   กลับบ้านไปงานศพของคุณป้า ควรเป็นเพียงการอำลาครั้งสุดท้ายของ แต่กลับกลายเป็นคืนที่ความจริงเริ่มเปิดเผย เมื่อห้องของผู้ตายส่งเสียงปริศนา เลือดแห้งปรากฏใต้เตียง และร่างของคุณป้า มาในสภาพผิดธรรมชาติ พร้อมคำพูดสั้น ๆ ว่า “ป้าไม่ได้ล้ม” คำบอกเล่าจากคนตาย นำไปสู่การรื้อคดีที่ถูกจัดฉากว่าเป็นอุบัติเหตุ ก่อนจะพบว่า... คนร้ายคือญาติใกล้ตัว และแม้ความยุติธรรมจะตามทันในโลกมนุษย์ แต่กรรมที่ตามหลอกหลอน กลับไม่ยอมปล่อยพวกเขาไปจนวาระสุดท้าย

   เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary ’ (13 มกราคม 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’  กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘บ้านคุณป้า’

   ‘คุณตุ๊กติ๊ก’ เล่าเรื่องราวของ ‘น้องศร’ ที่ต้องเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อร่วมงานศพของคุณป้า ทันทีที่ไปถึง น้องศร รู้สึกได้ถึงบรรยากาศบางอย่างที่ผิดปกติ บ้านที่หลังเงียบผิดวิสัย ญาติพี่น้องที่มารวมตัวกันแทบไม่มีใครพูดคุย มีเพียงความอึดอัดปกคลุมอยู่ทั่วบ้านแม้จะรู้สึกแปลกใจ แต่น้องศรก็พยายามไม่คิดอะไรมาก ก่อนจะเข้าไปไหว้ศพคุณป้า และทักทายญาติ ๆ ตามปกติ

   คืนนั้น ด้วยความที่ญาติมาร่วมงานศพกันจำนวนมาก ห้องพักจึงไม่เพียงพอ ห้องเดียวที่ยังว่างอยู่ คือห้องของคุณป้า น้องศรไม่มีทางเลือก จึงจำเป็นต้องเข้านอนในห้องนั้น

เวลาประมาณตีสอง น้องศรสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงบางอย่าง เป็นเสียงขูดครืดคราดไปมาตามพื้นไม้ น้องศร ลุกขึ้นมาดูรอบห้อง แต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ จึงตัดสินใจกลับไปนอนต่อ

แต่ยังไม่ทันจะหลับ เสียงเคาะเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากใต้เตียง พร้อมกับเสียงที่คุ้นเคยอย่างประหลาด เป็นเสียงของคุณป้า คล้ายกำลังพูดอะไรบางอย่างอยู่ น้องศรใจเต้นแรง ก่อนจะตัดสินใจก้มลงไปดูใต้เตียง สิ่งที่เห็นคือรอยเลือดแห้ง ๆ เป็นหยด ๆ ติดอยู่บนพื้นไม้ น้องศรเลือกเก็บเรื่องนี้ไว้กับตัว ไม่บอกใคร และฝืนใจกลับไปนอนต่อทั้งที่แทบไม่กล้าหลับตา

    คืนถัดมา สิ่งที่เกิดขึ้นรุนแรงยิ่งกว่าเดิม เพราะคราวนี้ไม่ใช่แค่เสียง หรือร่องรอยแต่เป็นร่างของคุณป้าที่ปรากฏตัวต่อหน้าน้องศรตรง ๆ ในสภาพคอหักผิดรูป เล็บมือฉีกขาด เลือดเปรอะเปื้อนทั่วร่าง น้องศรตกใจกลัวจนแทบสิ้นสติ พยายามจะลุกหนี แต่ก่อนจะวิ่งออกจากห้อง เสียงของคุณป้าก็ดังขึ้นว่า

“ศร…ป้าไม่ได้ล้ม” น้องศร ไม่กล้าหันกลับไปมอง รีบวิ่งไปหาคุณแม่ และเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง พร้อมถามว่า ควรทำอย่างไรต่อไป?

  ทั้งสองคนตัดสินใจกลับไปที่ห้องของคุณป้าอีกครั้ง เพื่อค้นหาว่ามีอะไรผิดปกติ หรือมีของสำคัญหลงเหลืออยู่ หรือไม่ เมื่อก้มลงดูใต้เตียง ก็ยังพบรอยเลือดแห้งเหมือนคืนก่อน และสิ่งที่เพิ่มขึ้นมา คือเศษเล็บหนึ่งชิ้นที่หลุดออกมาอยู่ใต้เตียง ทั้งสองเลือกที่จะยังไม่บอกใคร และเช้าวันรุ่งขึ้นจึงนำสิ่งที่พบไปแจ้งตำรวจ

ตำรวจกลับมาตรวจค้นห้องอีกครั้ง และพบหลักฐานเพิ่มเติม ทั้งรอยนิ้วมือ และร่องรอยการต่อสู้ ทำให้คดีที่เคยถูกเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุ เริ่มถูกเปิดเผยความจริง ผู้ก่อเหตุ คือญาติใกล้ชิดสองคนที่อาศัยอยู่ละแวกเดียวกัน

   ภายหลัง มีคุณลุงสองคนมาให้การรับสารภาพว่า ก่อนเกิดเหตุได้มาขอยืมเงินจากคุณป้า แต่ถูกปฏิเสธ จนเกิดการทะเลาะรุนแรง และลงมือทำร้ายคุณป้าจนเสียชีวิต จากนั้นจึงนำร่างไปจัดฉากโยนไว้ที่บันได แล้วร้องเรียกให้คนอื่นมาช่วย เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุตกบันได ก่อนที่ทั้งสองจะได้รับโทษตามกฎหมาย

หลังถูกคุมขังมีรายงานว่า ทุกครั้งที่ญาติไปเยี่ยม ลุงทั้งสองมีอาการเหม่อลอย ผวา เหมือนคนนอนไม่หลับ บางครั้งนั่งอยู่เฉย ๆ ก็สะดุ้งตกใจ เมื่อสอบถามผู้ดูแลก็ได้รับคำตอบว่า อาการเช่นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาอยู่ และไม่เคยหายไปเลย จนเวลาผ่านไปหลายปี ทั้งสองตัดสินใจจบชีวิตตัวเองในเรือนจำ

ส่วนน้องศร หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านพ้นไป ก็ไม่เคยกลับไปที่บ้านหลังนั้นอีกเลย…

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณบอส 'บ้านอาม่า' | อังคารคลุมโปง X ไท ธนาวุฒิ [4 มี.ค. 2568 ]

07 มี.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณบอส 'บ้านอาม่า' | อังคารคลุมโปง X ไท ธนาวุฒิ [4 มี.ค. 2568 ]

เมื่อพ่อของคุณบอส เข้าไปเก็บลูกฟุตบอลในบ้านของอาม่าข้างบ้าน เขาเห็นอาม่ายืนอยู่หน้าประตู แลบลิ้นใส่ จึงแลบลิ้นตอบกลับไปคิดว่าเป็นการหยอกล้อ แต่คืนถัดมาผีเสื้อดำตัวหนึ่งบินเข้ามาในห้อง และเมื่อมันเข้าใกล้ เขาต้องตกใจสุดขีด เพราะใบหน้าของผีเสื้อตัวนั้นคือใบหน้าของอาม่า! ต่อมาถึงได้รู้ว่าอาม่าที่เขาคุ้นเคยได้เสียชีวิตไปแล้ว!! #อังคารคลุมโปง‘คุณบอส’ เล่าเรื่องหลอนเมื่อคุณพ่อได้เห็นเหตุการณ์สุดสยองที่ไม่เคยลืม! จากการเห็นอาม่าข้างบ้าน ที่ดูเหมือนจะเป็นการหยอกล้อธรรมดา แต่กลับกลายเป็นภาพหลอนของวิญญาณที่ผูกคอตาย! ทำไมถึงเป็นผีเสื้อที่มีหน้าคล้ายอาม่า? ฟังเรื่องสุดหลอนนี้ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (4 มีนาคม 2568) แล้วเหตุการณ์ณ์สุดหลอนนี้จะจบลงอย่างไร ไปติดตามพร้อมกันเลย!!‘คุณบอส’ เล่าว่า เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่คุณพ่อของตนเคยพบเจอ และถูกเล่าต่อกันมาจนถึงรุ่นของตน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อกว่า 50 ปีที่แล้ว ในกรุงเทพมหานคร บ้านของคุณบอสเป็นครอบครัวชาวจีน อากงและอาม่า มีลูกทั้งหมด 5 คน โดยคุณพ่อของคุณบอสเป็นลูกคนกลาง ในสมัยนั้นซอยที่บ้านของคุณพ่อตั้งอยู่เป็นซอยลึก และเงียบสงบ มีบ้านเรือนอยู่ไม่มากนัก ส่วนตัวบ้านของคุณพ่อมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ข้างบ้านเป็นที่อาศัยของ ‘อาม่า’ ท่านหนึ่ง ซึ่งอยู่เพียงลำพัง ลูกหลานของท่านจะมาเยี่ยมเพียงนาน ๆ ครั้งในสมัยนั้น คุณพ่อของคุณบอสยังเป็นเด็ก มักออกไปวิ่งเล่น และเตะฟุตบอลกับเพื่อน ๆ ด้วยความที่บ้านอยู่ใกล้กัน คุณพ่อจึงสนิทกับอาม่า ข้างบ้านไปด้วย อาม่าท่านนี้มักทำกิจวัตรประจำวันในตอนเช้า และทุกครั้งที่พบกันก็มักจะทักทายคุณพ่ออยู่เสมอ ทำให้ทั้งสองมีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยภายในซอยที่บ้านตั้งอยู่นั้นค่อนข้างเงียบสงบมาตั้งแต่เดิม ดังนั้นหากมีสิ่งใดผิดปกติ ก็มักจะสังเกตเห็นได้ไม่ยากวันหนึ่ง คุณพ่อสังเกตเห็นว่า อาม่าข้างบ้านไม่ออกมาทำกิจวัตรประจำวันตามปกติ ต่างจากทุกวันที่มักจะเห็นท่านเดินไปเดินมา และทักทายกันเสมอคุณพ่อรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เวลาผ่านไปสักพัก ขณะที่คุณพ่อกำลังเล่นฟุตบอลกับพี่ ๆ ของตนอยู่นั้น บังเอิญเตะบอลพลาด ลูกบอลกระเด็นเข้าไปในบ้านของอาม่า บ้านของอาม่าเป็นบ้านแถว ด้านหน้ามีประตูลูกกรงกั้นไว้ และด้านในมีประตูอีกชั้นหนึ่ง คุณพ่อจึงยืนมองเข้าไปภายในบ้าน พลางคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปขณะที่คุณพ่อกำลังจะเดินเข้าไปหยิบลูกฟุตบอล เมื่อเดินผ่านหน้าบ้านก็ต้องสะดุ้งตกใจ เมื่อมองเข้าไปในบ้านกลับเห็นอาม่ายืนแนบชิดกับประตูด้านใน จ้องมองออกมา ดวงตาถลน และแลบลิ้นออกมาคุณพ่อชะงักไปชั่วขณะ แต่พอได้สติ ก็คิดว่าอาม่า คงแกล้งหยอกเล่น เพราะปกติแล้วท่านเป็นคนใจดีและชอบหยอกเด็ก ๆ อยู่เสมอ ด้วยความคิดแบบเด็ก ๆ คุณพ่อจึงแลบลิ้นตอบกลับไปเป็นเชิงเล่นสนุก จากนั้นก็หยิบลูกฟุตบอลแล้ววิ่งกลับไปหาพี่ ๆวันนั้น คุณพ่อสังเกตว่าบรรยากาศในซอยบ้านที่เคยเงียบสงบกลับดูคึกคักขึ้นอย่างผิดสังเกต มีผู้คนเข้าออกมากกว่าปกติ และหลายคนก็เดินเข้าไปในบ้านของอาม่า คุณพ่อจึงคิดว่า น่าจะเป็นลูกหลานของอาม่าที่มาเยี่ยมท่านโดยปกติแล้ว คุณพ่อจะนอนรวมกับพี่ ๆ ทั้ง 5 คน และอากงอาม่า ภายในห้องเดียวกัน คืนนั้น.. ขณะที่ทุกคนกำลังหลับสนิท คุณพ่อสังเกตเห็นผีเสื้อตัวหนึ่งบินวนอยู่รอบ ๆ ห้อง ลักษณะคล้ายผีเสื้อกลางคืน มีปีกสีดำสนิท มันบินมาเกาะอยู่ใกล้ใบหน้าของคุณพ่อ จนรู้สึกรำคาญ ด้วยความรำคาญ คุณพ่อจึงลุกขึ้นไปหยิบหนังสือพิมพ์มาม้วน แล้วพยายามไล่ตีผีเสื้อตัวนั้น เสียงการเคลื่อนไหวทำให้คนในห้องตื่นกันหมด แต่สิ่งที่ทำให้คุณพ่อต้องขนลุกคือ ไม่มีใครเห็นผีเสื้อแม้แต่คนเดียว ทุกคนพากันบอกว่า คุณพ่อคงเล่นมากไปจนเหนื่อย และอาจตาฝาดหรือฝันไปเองหลังจากเวลาผ่านไป 2-3 วัน นับตั้งแต่คืนที่คุณพ่อเห็นผีเสื้อ ทุกอย่างก็ดูเป็นปกติ ไม่มีสิ่งผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น จนกระทั่ง คืนที่สาม ขณะที่คุณพ่อเข้านอนตามปกติ ผีเสื้อตัวเดิมก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง มันบินวนไปมาอยู่ภายในห้อง ราวกับมีจุดมุ่งหมายบางอย่าง ครั้งนี้ คุณพ่อไม่ได้พยายามไล่ตีมันเหมือนครั้งก่อน แต่กลับรู้สึกสงสัยแทนว่า เหตุใดมันจึงบินกลับมาอีกภายในห้องที่มืดสนิท คุณพ่อพยายามปรับสายตาให้คุ้นชินกับความมืด ทันใดนั้น ผีเสื้อตัวนั้นก็ค่อย ๆ บินเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ แต่เมื่อเพ่งมองให้ชัดขึ้น คุณพ่อก็ต้องตกตะลึง เพราะสิ่งที่เห็นตรงหน้า ไม่ใช่ผีเสื้อธรรมดา ใบหน้าของมัน กลับเป็นใบหน้าของอาม่าข้างบ้าน!!!“อ๊ากกกกกกก!!” เสียงกรีดร้องดังลั่น ปลุกทุกคนในบ้านให้ตื่นขึ้นอย่างตกใจ ทุกคนต่างพากันรีบเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น คุณพ่อยังคงตัวสั่น และตะโกนออกมาด้วยความหวาดกลัว “ผีหลอก! ผีหลอก!! ผีอาม่าข้างบ้านมาหลอก!!!”ทางอากง และอาม่าไม่ได้แสดงท่าทีตกใจ หรือคิดว่าคุณพ่อเป็นคนบ้าแต่อย่างใด พวกท่านเพียงพูดขึ้นมาว่า “อาม่าท่านคงมาหยอกเล่น”ต่อมา คุณพ่อจึงได้รู้ความจริงว่า อาม่าข้างบ้านได้ผูกคอตายอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน ร่างของท่านห้อยโชว์อยู่ตรงนั้น ภาพที่คุณพ่อเคยเห็นในวันนั้น เป็นภาพของอาม่า ที่แลบลิ้นและทำตาถลนใส่ แท้จริงแล้ว ไม่ใช่การหยอกล้อ แต่เป็นภาพของอาม่าขณะที่กำลังแขวนคอเสียชีวิต! ในตอนนั้น อาม่าอาจเสียชีวิตไปแล้ว และคุณพ่ออาจเป็นคนแรกที่เห็นท่านในสภาพนั้น ส่วนคนที่พบเป็นลำดับถัดไป อาจเป็นอากง และอาม่าของท่าน ที่เข้าไปเห็นและรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ และเหตุการณ์ที่คุณพ่อเห็นผู้คนเข้าออกซอยมากผิดปกติในวันนั้น ก็ไม่ใช่ลูกหลานของอาม่า ที่มาเยี่ยมท่าน แต่เป็นเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาเก็บศพของอาม่าออกไปคิดย้อนกลับไป ในตอนที่คุณพ่อเข้าไปในบ้านของอาม่า เพื่อเก็บลูกฟุตบอล คุณพ่อได้แลบลิ้นหยอกล้ออาม่า ไปตามประสาเด็ก ส่วนผีเสื้อที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนอาม่า บินมาให้คุณพ่อเห็น คงเป็นอาม่า ทีอาจไม่ได้ตั้งใจจะหลอกหลอน ทว่าเพราะท่านคุ้นเคย และสนิทสนมกับคุณพ่อมาตั้งแต่เด็ก จึงอาจต้องการมาหาตามความเชื่อของคนจีน มีความเชื่อว่าเมื่อผู้คนเสียชีวิต วิญญาณของพวกเขาอาจปรากฏในรูปของผีเสื้อ เพื่อสื่อถึงการกลับมาหรือการเยี่ยมเยียนคนที่ยังมีชีวิตอยู่…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากวีซ่า The Shock 'เรียลลิตี้พาหลอน' l อังคารคลุมโปง X วีซ่า The Shock [ 7 เม.ย.2569 ]

11 เม.ย. 2026

เรื่องเล่าจากวีซ่า The Shock 'เรียลลิตี้พาหลอน' l อังคารคลุมโปง X วีซ่า The Shock [ 7 เม.ย.2569 ]

การถ่ายทำเรียลลิตี้ได้เริ่มต้นขึ้น เรื่องราวสุดแปลกที่ได้เจอ อาหารสุดสยองที่ได้กิน การดำเนินรายการไปพร้อมกับเส้นทางความหลอนที่รออยู่ตรงหน้า เมื่อได้สัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่า ทางผ่านผี โดยไม่รู้ตัว ทำให้ดวงวิญญาณนับสิบ ตามติดอยู่เคียงข้าง จนยากจะทนไหว… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X วีซ่า The Shock (07 เมษายน 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เรียลลิตี้พาหลอน’ เรื่องราวนี้ ‘วีซ่า The Shock’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง ย้อนกลับไปในช่วงที่วี เพิ่งเริ่มต้นการทำงานในวงการบันเทิง และได้เดินทางไปถ่ายทำรายการในหมู่บ้านแห่งหนึ่งบนยอดเขาสูง ซึ่งในการถ่ายทำรายการวันที่สอง วีได้รับหน้าที่ให้เป็นพิธีกรภาคสนามให้กับทางรายการ โดยเน้นย้ำกับวีว่า การถ่ายทำครั้งนี้จะเน้นความเป็นเรียลลิตี้ และจะพาวีไปชมการคาโครงว่าเป็นอย่างไรวีเองก็เกิดความสงสัยว่า สิ่งที่เขาจะต้องไปเจอนั้นคืออะไร? และเมื่อวีได้เดินทางไปถึงสถานที่ถ่ายทำ จึงได้พบกับบรรยากาศภายในหมู่บ้าน ที่เหมือนมีการจัดงานเลี้ยงงานหนึ่ง วีจึงได้เริ่มต้นการดำเนินรายการในฐานะพิธีกรพาผู้ชมไปชมหมู่บ้านแห่งนั้น เมื่อวีได้เดินเข้าไปจึงพบกับถ้วยกระทงวางตามทางเรียงรายกันเต็มไปหมดตลอดทั้งทาง และผู้คนในชุมชนมีการรวมตัวกันทำบางสิ่งบางอย่างกันอยู่ที่ริมทางน้ำ เมื่อวีได้เดินเข้าไปใกล้ ๆ กลับพบกับโครงร่างของหมูที่โดนแหวก สภาพไม่น่ามองสักเท่าไหร่ และในโครงของหมูตัวนั้นมีเนื้อของหมูดิบที่ถูกการยำ ปรุงรสวางไว้อยู่ในโครงร่างนั้นจู่ ๆ ก็มีคนในหมู่บ้านแห่งนั้น หยิบเนื้อหมูขึ้นมาใส่ใบไม้ พร้อมกับถือแก้วเหล้านำมันมาเสิร์ฟให้กับวีได้ลองชิม ด้วยความที่วีนั้นยังเด็ก และไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร เขาจึงเกิดความคิดที่อยากจะลองรับประทานมันดูสักครั้ง เมื่อเขาได้ลองรับประทานมันเข้าไปแล้ว ทันใดนั้นความรู้สึกแรกของวี คือความพะอืดพะอม และเขาก็รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองนั้น กำลังจะขาดใจ แต่ก็ทำได้เพียงแค่อดทนอดกลั้นเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้ เมื่อการถ่ายทำรายการได้เสร็จสิ้นลงไป วีได้เดินออกมาจากสถานที่แห่งนั้น และได้เดินผ่านสนามเด็กเล่นเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งมีโกลฟุตบอลวางไว้เพียงแค่ฝั่งเดียว วีจึงคิดสงสัยว่าเด็ก ๆ ที่นี่จะเล่นฟุตบอลกันอย่างไร เมื่อเขาได้เดินเข้าไปใกล้ ๆ จึงสังเกตุเห็นว่าโกลฟุตบอลอันนั้น มันปักลงพื้นดินไม่แน่นทำให้เสาเอียงลงมา วีจึงช่วยโหนเสาเหล็กอันนั้น เพื่อที่จะปักเสาของโกลฟุตบอลให้ลงดินไปให้แน่น จู่ ๆ ผู้คนในหมู่บ้านได้วิ่งเข้ามาห้ามวีเอาไว้ พร้อมพูดกับคุณวีว่า ‘ไม่ได้ ๆ ทำแบบนี้ไม่ได้’ เมื่อได้ยินเช่นนั้น วีจึงคิดสงสัยอยู่ภายในใจว่าทำไมถึงทำแบบนี้ไม่ได้ เมื่อผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาเห็น จึงเรียกแม่หมอประจำหมู่บ้านเข้ามาทำพิธีกรรมบางอย่าง โดยการเชือดไก่สดทั้งหมด 7 ตัว และโยนลงไปที่เสาดินแห่งนั้น วีก็ยังไม่เข้าใจว่า ตัวเองนั้นทำอะไรผิดไป เขาจึงเดินเข้าไปอธิบายกับผู้ใหญ่บ้าน ว่าเขาเห็นว่าโกลฟุตบอลอันนั้น เสามันถูกวางไว้ไม่แน่นหนาพอ เขาจึงเข้ามาช่วยยึดเหนี่ยวมัน แต่ผู้ใหญ่บ้านกลับบอกว่าประตูนี้คือ ประตูทางผ่านผี ในหมู่บ้านแห่งนี้ หากมีใครสักคนเสียชีวิต จะต้องแบกร่างไร้ลมหายใจของคนคนนั้น เข้ามาลอดผ่านประตูนี้ไป เพื่อให้เป็นทางผ่านไปสู่อีกภพหนึ่งหลังจากเสร็จสิ้นพิธีกรรม วีได้เดินทางกลับมาที่พักของตนเอง ซึ่งเป็นเหมือนบังกะโลหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่ง เมื่อเปิดประตูเข้าไปความคิดแรกของคุณวีที่ดังขึ้นมาในใจคือ นี่เราต้องนอนตรงนี้จริง ๆ หรอ แต่เขาเองก็ไม่มีทางเลือกมากนัก ในตอนนั้นด้วยความที่วี มีความเชื่อในเรื่องพระเจ้า เรื่องการไม่ยึดติดกับสิ่งของ ซึ่งตัวของวีเอง ก็มีลูกประคำร้อยเป็นสร้อยเส้นหนึ่ง พกติดตัวตลอด แต่ในวันนั้นเขากลับถอดมันเก็บไว้ในกระเป๋า ก่อนที่จะออกไปสังสรรค์นอกห้องเมื่อถึงเวลาช่วงเวลากลางดึก วีได้กลับมาที่บังกะโลหลังนั้น และนอนพักผ่อนแต่จู่ ๆ ในคืนนั้นคุณวีได้ตื่นขึ้นมา พร้อมกับความรู้สึกที่ว่าเหมือนมีใครมาเล่นตรงปลายเท้าของเขา เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาก็ได้พบหญิงสาวคนหนึ่งสวมใส่ชุดชาวเขานั่งอยู่ที่ปลายเท้า ด้วยความตกใจทำให้คุณวีสะดุ้งตื่น ตาเบิกกว้างจนได้พบว่าในห้องเล็ก ๆ ห้องนี้มีวิญญาณรวมอยู่กันมากกว่า 20 ชีวิต ทั้งนั่งอยู่ข้าง ๆ นั่งห้อยขาอยู่บนคาน และอีกมากมาย ทันทีที่ได้สติคุณวีจึงรีบวิ่งออกจากห้องนั้นออกมาในทันที เหตุการณ์นี้ทำให้คุณวีคิดได้ว่า สาเหตุของเรื่องราวหลอนที่เขาได้พบเจอ เกิดจากการที่ตัวของเขาเองนั้นได้ถอดสร้อยลูกประคำออก และไปยุ่งเกี่ยวกับประตูทางผ่านผี ทำให้มีดวงวิญญาณคอยตามติดเขาเพื่อขอส่วนบุญ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากซัน สตอรี่ไลฟ์ 'ห้องสยอง ผีต่างเเดน' l อังคารคลุมโปง X ซัน สตอรี่ไลฟ์ [ 10 มี.ค.2569 ]

20 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากซัน สตอรี่ไลฟ์ 'ห้องสยอง ผีต่างเเดน' l อังคารคลุมโปง X ซัน สตอรี่ไลฟ์ [ 10 มี.ค.2569 ]

ห้องพักฟรี อาหารพร้อม คือข้อเสนอที่ทำให้คุณดิว ตัดสินใจไปทำงานในสถานบันเทิงต่างประเทศ แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ คือต้องอยู่ร่วมกับ "รูมเมทปริศนา" ที่มาพร้อมกับเสียงรองเท้าส้นสูงยามค่ำคืน พร้อมเสียงครืดด... คล้ายเล็บขูดผนัง และความหลอนของอาถรรพ์ที่ช่วยเรียกแขกทำให้ร้านมีลูกค้าเต็ม แต่สำหรับคุณดิวแล้วนี่คือเรื่องราวสุดสยองที่เธอต้องเผชิญจนวินาทีสุดท้ายก่อนกลับไทย… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X ซัน สตอรี่ไลฟ์ (10 มี.ค. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ห้องสยอง ผีต่างเเดน’ เรื่องราวนี้เป็นประสบการณ์ของคุณดิว ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ดิวกำลังหางานเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว แต่หาเท่าไหร่ก็ยังไม่ได้งาน จนวันหนึ่งมีคนรูจักแนะนำให้ไปทำงานในสถานบันเทิงที่ต่างประเทศใกล้ ๆ ใจหนึ่งดิวก็กลัว เพราะเธอเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว จะไปอยู่ต่างประเทศลำพังได้อย่างไร แต่พอติดต่อกับเอเจนซี่แล้ว ก็สบายใจขึ้นเมื่อรู้ว่า จะมีเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ด้วยแถมยังมีทั้งที่พัก และอาหารให้ เธอจึงเริ่มเห็นว่าดี และตอบตกลงทำสัญญาไป เมื่อไปถึงก็มีรถมารับ ในรถมีผู้หญิงอยู่ 2-3 คน คาดว่าเป็นเพื่อนร่วมงาน เธอก็ไม่ได้คิดอะไร ลักษณะที่พักของเธอเป็นอพาร์ทเมนต์สูง 4 ชั้น และเธออยู่ชั้น 4 สภาพห้องโอเค กว้างขวางคล้ายคอนโด ด้านในห้องมี 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว และห้องโถงใหญ่อีกที โดยในห้องนอนจะมีเตียง 2 ชั้น ซึ่งเธอก็ขนของขึ้นมาพร้อมกับเพื่อน ๆ ที่นั่งรถมาด้วยกัน เมื่อสำรวจห้องแล้ว เอเจนซี่ก็เรียกมาคุยเรื่องกฎระเบียบการอยู่ร่วมกัน และให้เลือกว่าแต่จะนอนห้องไหนเตียงไหน คุณดิวเลือกเป็นเตียงชั้นบน ห้องแรกที่ติดห้องนั่งเล่น และมีเพื่อนที่เธอเพิ่งทำความรู้จักไปเป็นรูมเมทนอนเตียงชั้นล่าง หลังจากนั้นพวกเธอก็ได้เริ่มงาน และจะเลิกงานตี 2-3 ของทุกวัน ตัวคุณดิว บางวันเลิกงานเร็ว เธอก็จะกลับมาพักผ่อนก่อน เมื่อกลับมาถึงก็จะยังไม่มีใครอยู่ในห้อง เธอจึงนั่งเล่นโทรศัพท์ พักผ่อนตามอัธยาศัย แต่ไม่นาน เธอก็ได้ยินเสียงส้นสูงจากข้างนอก เสียงคล้ายคนเดินขึ้นบันไดมา เสียงนั้นใกล้ขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงชั้น 4 และเดินต่อมาหยุดที่หน้าห้องเธอ คุณดิวได้ยินเสียงเหมือนกับว่าคนด้านนอกกำลังไขกุญแจห้องอยู่ เธอไม่ได้คิดอะไร เพราะคงเป็นเพื่อนร่วมงานที่เลิกเร็วเหมือนกัน จากนั้นประตูก็เปิด เสียงรองเท้าคู่นั้นก็เดินเข้าห้องมา แต่ที่แปลกคือเธอได้ยินเสียง “ครืดด…” ลากยาว คล้ายคนเอาเล็บเดินขูดตามผนังห้อง เธอเริ่มไหวตัวรู้สึกถึงอันตราย คนด้านนอกอาจเป็นโจรก็ได้ เสียงขูดผนังนั้นลากยาวมาหยุดที่หน้าห้องของเธอ และพยายามที่จะเปิดประตู คุณดิวกลัวมากแต่ทำได้แค่นั่งกอดหมอนแน่น เงียบเสียง และมองไปที่กลอนประตูที่กำลังถูกเขย่าโดยใครสักคนที่อยู่ด้านนอก แถมยังได้ยินเสียง ฮัมเพลงเบา ๆ เป็นทำนองจากเธอคนนั้น คุณดิวไม่รู้เลยว่าคนด้านนอกต้องการอะไร และเพลงที่ฮัมฟังดูไม่คุ้นหู ไม่ใช่เพลงไทยแน่ ๆ แต่ออกไปทางเพลงมลายู คุณดิวกลัวมากแต่ก็ทนเงียบฟังจนกระทั่ง ทั้งเสียงฮัมเพลง และการเขย่าประตูนั้นหยุดไป เวลาประมาณตี 3 เพื่อนของคุณดิวกลับห้องมา เมื่อเห็นว่าคราวนี้เป็นเพื่อนจริง ๆ เธอจึงสบายใจ และหลับไปโดยไม่รู้ตัว และหลังจากว่านั้นเธอก็รู้สึกได้ว่า ที่นี่ต้องมีอะไรแปลก ๆ แน่แต่เธอก็ยังใช้ชีวิตปกติของเธอต่อไปตัวคุณดิวเคยเป็นภูมิแพ้แบบหนักมาก เมื่อเจอควันบุหรี่ อาการแพ้ของเธอจะเป็นหนัก และวันหนึ่งในขณะทำงาน ต้องอยู่กับลูกค้าที่สูบบุหรี่ จึงทำให้วันต่อมาเธอต้องลาป่วยไปทำงานไม่ได้เธอไปหาหมอ และได้ยาแก้แพ้มาเมื่อถึงห้องเธอกินยาก่อนเลย เพื่อที่จะได้นอนพักผ่อน เพราะโดยปกติฤทธิ์ยาแก้แพ้จะทำให้ง่วง แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมเธอนอนไม่หลับ ทั้งที่ก็ง่วงมาก สักพักก็เริ่มได้ยินเสียงส้นสูงเดิน และเสียงขูดเล็บ แบบที่เคยได้ยินก่อนหน้า เมื่อเดินมาถึงหน้าห้อง ก็เขย่าลูกบิดประตู ฮัมเพลง แต่ไม่เปิดเข้ามา เช่นอย่างเดิมไม่มีผิด ต้องความที่ง่วงมากจากฤทธิ์ยา คุณดิวจึงทำใจไว้แล้ว เพราะเธอในสภาพนี้คงหนีไปไหนไม่ได้ แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีไม่นานเพื่อนร่วมห้องเธอเปิดประตูเข้ามา และเสียงของบุคคลปริศนาที่ทำให้คุณดิวกลัวนั้น ก็หายไปดื้อ ๆ เมื่อเพื่อนเปิดประตูมา ก็พบว่า คุณดิวหน้าซีดมาก แต่คุณดิวก็ไม่ได้เล่าอะไรให้เพื่อนฟัง เพื่อนจึงเดินเข้าไปในครัวก่อนที่เธอจะหลับลงด้วยความสบายใจที่ในที่สุดเพื่อนกลับมา วันถัดมา คุณดิวเลิกงานเร็วกลับมาที่ห้อง และได้ยินเสียงเดินเช่นเดิมอีก แต่ครั้งนี้เสียงรองเท้าส้นสูงคู่นั้น เดินตรงไปที่ครัว ก่อนจะเริ่มได้ยินเสียงคล้ายหยิบมีด 2 เล่ม มาถูกกันเสียงแหลมเล็กแสบหู รวมกับเสียงฮัมเพลงทำนองจังหวะเดิมที่เคยได้ยิน ระหว่าง ที่กำลังตกใจพยายามโทรเพื่อน แต่โทรเท่าไหร่เพื่อนก็ไม่รับสาย เพราะกำลังทำงานอยู่ คุณดิวจึงแข็งใจ และพยายามข่มตานอนให้หลับ จนเช้าวันรุ่งขึ้นที่เพื่อนกลับมา คุณดิวจึงเล่าให้เพื่อนฟังว่าเธอเจออะไร เพื่อนกลับตอบมาว่า “เอาขนมไปไหว้เขายังล่ะ รู้มั้ยว่าคนก่อนหน้านี้เขาไหว้แล้วเขาได้ลูกค้าเต็มเลยนะ” แต่คุณดิวรู้สึกว่า ไม่เกี่ยวกัน นี่กำลังเจอผีอยู่นะ จะให้ไปไหว้อะไร ไม่เอาหรอก ทั้งคู่จึงไม่ได้คุยกันต่อ คุณดิวก็อยู่แบบนั้นมาเรื่อย ๆ จนถึง 1 วันสุดท้ายก่อนหมดสัญญา คืนนี้คุณดิวจึงไปนอนห้องแฟน ส่วนเพื่อน ๆ ก็อยู่ที่อพาร์ทเมนต์เดิมกันครบทุกคน ช่วงประมาณตี 4 เพื่อนของคุณดิวได้โทรมาด้วยน้ำเสียงโวยวายว่า “มึงอยู่ไหน! มึงรู้มั้ย สิ่งที่มึงเล่าให้กูฟังอ่ะ กูเจอแล้วนะเว้ย เขากำลังสับหมูแล้วฮัมเพลงอยู่เนี่ย” คุณดิวก็ไม่รู็จะช่วยเพื่อนยังไง ได้แต่บอกไปว่า “รออยู่ในห้องอย่าออกไปไหนนะ” และเช้าวันรุ่งขึ้นก็รีบโทรหาเพื่อนด้วยความเป็นห่วง เพื่อนได้เล่ารายละเอียดให้ฟังว่า ขณะนั้นพวกเธออยู่ในห้องกัน 2 คน สักพักนึงก็ได้ยินเสียง สับ! สับ! สับ! และฮัมเพลง ตามด้วยเสียงเหมือนคนเดินเอาเล็บขูดผนังทั่วห้อง ครืดด…ครืดด… แถมยังมีเสียงหัวเราะก้องกังวาลของผู้ชายอีกด้วย ทั้งคู่รอจนเสียงเงียบไป และรีบวิ่งออกมาจากห้องมานั่งอยู่ข้างถนนจนถึงเช้า ถึงวันถัดมาที่ คุณดิวต้องบินกลับไทย แต่ก็ยังสงสัยอยู่ว่าสิ่งที่เธอเจอคืออะไรกันแน่ เลยถามพี่ที่เป็นคนแนะนำให้เธอมาทำงาน พี่เขาบอกว่า ที่สถานบันเทิงในสิงคโปร์จะมีความเชื่อว่า ต้องมีการเล่นของให้ร้านมีลูกค้าเยอะ ๆ และไว้ที่ที่พักของพนักงาน เพื่อให้มีสเน่ห์ดึงดูดลูกค้านั่นเอง…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากเจน The Ghost Radio 'เรื่องจากในแล็บ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

12 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากเจน The Ghost Radio 'เรื่องจากในแล็บ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

กลางดึกของทุกคืน... มักจะมีคนมาช่วยทำงานวิจัย เมื่อ 14 ปีที่แล้ว ต้องทำโปรเจกต์คู่กับเพื่อนในเวลากลางคืนแทบทุกวัน ภายในตึกเงียบ ๆ แต่ทำให้สัมผัสได้ถึงพลังงานเหนือธรรมชาติ ที่คอยผ่านไปผ่านมาให้เห็น รวมไปถึงเรื่องเล่าจากปากรปภ. ที่อยู่ ๆ ก็หายตัวไปเพราะเจอสิ่งที่ทำให้อยู่ไม่ได้ และน่ากลัวไปกว่านั้นคือ ไม่ว่านักศึกษาคนไหนที่ใช้ตึกนี้ในเวลากลางคืน ก็ต้องเจอกับเธอคนนี้ที่มาปรากฏในรูปแบบที่หลอนจนทำไม่ลืม เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost (24 ก.พ.2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เรื่องจากในแล็บ’ เรื่องราวนี้ ‘เจน The Ghost’ ได้มาเเชร์เรื่องราวของ ‘คุณแบงค์’ เมื่อ 14 ปีที่แล้วคุณแบงค์ เรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์ปี 4 ตอนเรียนได้มีโปรเจกต์ที่ทำคู่กับเพื่อนให้เลือกหัวข้อทำแล็บ และคุณแบงค์ก็ได้คู่กับ ‘คุณบี’ ทั้งคู่จับคู่กันช้า เลือกหัวข้อโปรเจกต์ช้า จึงได้สิทธิ์ในการจองห้องแล็บช้ากว่าคู่อื่น ๆ ทั้งคู่ต้องจำใจจองห้องแล็บ และใช้ได้แค่ช่วงกลางคืน เพราะช่วงเช้าโดนจองจนเต็มหมดแล้วอาคารหลังนี้เป็นอาคารเก่าสูง 5 ชั้น แล็บที่ใช้อยู่ที่ชั้น 3 ระยะเวลาในการใช้ห้องแล็บคือ 2 ทุ่มถึง 6 - 7 โมงเช้า ลักษณะห้องจะมี หน้าต่างบานเกล็ดอยู่ติดฝั่งทางเดิน ที่สามารถเห็นได้เมื่อมีคนเดินผ่านไปผ่านมา และภายในก็มีอุปกรณ์ปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ทั่วไป ทั้งคู่ได้ตกลงกันว่า จะสลับกันทำแล็บโดยเป็นการนับเซลล์ยีสต์ที่ใช้ในการหมักไวน์ โดยคุณบีจะทำเสร็จช่วงเวลา 00.00 - 01.00 น. หลังจากนั้นจะเป็นคิวของคุณแบงค์ ระหว่างสลับกัน คุณบีก็จะไปนอนรอห้องข้าง ๆสามวันแรกทุกอย่างปกติ แต่พอมาถึงวันที่ 4 ช่วงเวลาตี 2 - 3 ขณะกำลังส่องกล้องเขาสังเกตเห็นคนผ่านหน้าต่างบานเกล็ดที่กำลังแอบมองเขาอยู่ แต่เมื่อเขาหันไปก็ดูเหมือนว่าบุคคลปริศนานั้นจงใจจะแกล้งเขาด้วยการนั่งลงเพื่อซ่อนตัว คุณแบงค์จึงคิดว่าอาจเป็นบี แต่เมื่อเดินไปดูที่ห้องข้าง ๆ ก็พบว่าคุณบียังนอนอยู่ จึงกลับมาทำงานต่อไม่นานก็เห็นว่ามีคนมายืนอยู่หน้าห้องเช่นเดิม และเมื่อหันไปเขาก็แกล้งนั่งลงไปเพื่อหลบอีก คุณแบงค์เริ่มรอจังหวะ ถ้ามีครั้งถัดไป เขาตั้งใจจะวิ่งออกไปต่อว่า... ว่ามาแกล้งทำไมเสียสมาธิคนจะทำงาน และไม่นานคนคนนั้นโผล่มา คุณแบงค์ก็วิ่งออกไปจริง ๆ แต่ปรากฏว่า ด้านนอกตลอดโถงทางเดินกลับไม่มีใครอยู่เลย ไม่มีแม้แต่เสียงหายใจ… คุณแบงค์ เดินกลับเข้าห้องมาด้วยความโมโห ถ้ามีครั้งที่ 4 เขาคิดในใจว่า จะไม่ทนอีกแล้ว และก็มีครั้งที่ 4 จริง ๆ คุณแบงค์จึงตะโกนไปว่า “ไม่รู้หรอกนะว่าคุณเป็นใคร แต่ถ้ามีจริง ๆ ช่วยขยับบีกเกอร์ให้ดูหน่อยซิ” และหลังจากพูดจบ บีกเกอร์ที่มีของเหลวอยู่ด้านในก็ล้มลงราวกับโดนใครสักคนปัดจนของเหลวด้านในหกเต็มโต๊ะ คุณแบงค์รู้สึกได้ว่า บางทีพลังงานนี้อาจจะกำลังโมโหอยู่เช่นกันจึงรีบขอโทษ และขอร้องว่า “ผมจะต้องใช้สมาธิในการทำแล็บจริง ๆ ผมขอทำงานก่อน แล้วตอนเช้าผมจะไปใส่บาตรให้” และเมื่อเขาพูดจบร่างนั้นก็ไม่ปรากฏอีกเลย คุณแบงค์ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง... และตอนเช้าเขาก็ไปใส่บาตรให้ตามคำพูด ต่อมาเขาย้ายห้องแล็บมาที่ชั้น 1 ครั้งนี้เขาทำแล็บเกี่ยวกับการเลี้ยงสาหร่าย เขาเป็นตัวแทนในการไปเก็บตัวอย่างสาหร่ายตั้งแต่ 6 โมงเช้า โดยห้องแรกเป็นห้องที่มีโต๊ะแบบหันหน้าชนกัน ส่วนห้องที่สองเป็นห้องเลคเชอร์ มีโต๊ะอาจารย์ และโต๊ะนักศึกษา ห้องถัดไปจะเป็นห้องเก็บตัวอย่างสาหร่าย เมื่อเขาเปิดเข้าไปในห้องเลคเชอร์ เขาพบกับผู้หญิงคนหนึ่งผมสั้นประบ่า สวมเสื้อกาวน์ นั่งอยู่ที่โต๊ะของอาจารย์ แต่เธอไม่ได้สนใจคุณแบงค์เลย คุณแบงค์ก็มองเธออยู่พักนึง จนเธอค่อย ๆ เดินช้า ๆ ออกไป จึงเห็นได้ว่าเธอใส่ชุดนักศึกษา สวมเสื้อกาวน์ยาวคลุมเข่า รองเท้าคัทชูสีดำ เดินไปที่ห้องเก็บตัวอย่าง คุณแบงค์จึงคิดว่า อาจจะเป็นรุ่นพี่ที่มาทำงานเช่นกัน แต่ที่น่าตกใจคืออยู่ ๆ เธอก็เดินทะลุประตูเข้าไปเลย เห็นอย่างนั้น คุณแบงค์ก็เข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างในทันที จำใจเปิดประตูเข้าไปเพื่อรีบเก็บข้าวของจำเป็นทุกอย่างออกมา แต่เมื่อของมันเยอะมาก ขณะวิ่งออกมาเขาได้ทำโทรศัพท์หล่นบริเวณที่ด้านหลังของเขา คือโต๊ะอาจารย์ที่ผู้หญิงคนนั้นเคยนั่นอยู่ระหว่างกำลังก้มเก็บเขาก็เห็นว่ามีเท้าของผู้หญิงใส่คัทชูสีดำอยู่ด้านหลังกำลังเขย่งเหมือนชะเง้อมองคุณแบงค์กำลังทำอะไรอยู่ คุณแบงค์จึงรีบคว้าโทรศัพท์วิ่งหนีออกไป หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมด คุณแบงค์ตัดสินใจเล่าให้เพื่อนฟัง โดยมีอาจารย์ฟังอยู่ด้วยเพื่อนของคุณแบงค์ตอบว่า “กูก็เคยเจอเหมือนกัน” ซ้ำอาจารย์ยังอธิบายรูปพรรณสัณฐานของผู้หญิงคนนั้นได้เหมือนกันที่เขาเพิ่งเจอไม่มีผิด อาจารย์เล่าต่อว่า พี่ผู้หญิงคนนี้เป็นนักศึกษาที่ชอบทำแล็บมาก ๆ และเขามักจะช่วยเพื่อน ๆ ทำแล็บด้วยเสมอ วันนึงเธอก็เสียชีวิตในที่พักเธอเอง แต่เมื่อจิตสุดท้ายของเธออยู่ที่แล็บ วิญญาณของเธอจึงยังคงอยู่ และปรากฏตัวให้คนอื่น ๆ เห็นอยู่บ่อยครั้ง… เรื่องต่อมาเป็นเรื่องของพี่รปภ. ที่คุณแบงค์สนิทเขาจะนั่งอยู่ที่โต๊ะรปภ. หน้าลิฟต์ ชั้น 1 ตรงนั้นจะมีจอ CCTV ของทุกชั้นอยู่ แต่เขาได้หายตัวไปประมาณเกือบเดือน จนสุดท้ายคุณแบงค์ ก็เจอกับเขาอีกครั้งที่คณะจึงทักทาย และถามไถ่ว่า “หายไปไหนมาครับ ตั้งเกือบเดือนเลย” แรกเริ่มพี่รปภ. ก็ไม่กล้าบอก เพราะกลัวว่าคุณแบงค์จะกลัวเอา แต่คุยกันมาถึงขนาดนี้แล้ว จึงยอมเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมสั้น หน้าที่ของเขาคือกการเดินตรวจตราทุกชั้นว่ามีใครอยู่ในห้อง หรือในอาคารหรือไม่ เมื่อตรวจจนครบเขาก็กลับมานั่งประจำโต๊ะ แต่ในจอ CCTV เห็นว่าที่ชั้นสาม มีผู้หญิงคนหนึ่ง ใส่เสื้อกาวน์ รองเท้าคัทชูสีดำ ผมสั้นประบ่ายืนอยู่ โดยเท้าของเธอนั้น ติดกับเพดาน และห้อยหัวลงมา… เธอคนนั้นเดินมาเรื่อย ๆ โดยทุกครั้งที่เดินผ่านกล้องวรจรปิด เธอจะย่อตัวเพื่อให้กล้องสามารถจับใบหน้าของเธอได้ชัด ๆ เธอค่อย ๆ เดินมาจากชั้นสาม ลงมายังชั้นสอง และกำลังจะเดินมาถึงชั้นหนึ่งในตำแหน่งที่ใกล้กับพี่ รปภ. แต่พี่รปภ. ทนไม่ไหววิ่งหนีออกไป และทำเรื่องขอย้ายไปทำงานที่ตึกอื่นเมื่อคุณแบงค์ ได้ยินแบบนั้นจึงเล่าให้เพื่อนฟังอีกว่า จึงมีบทสนทนาเกิดขึ้นว่า “พี่คนนี้เธอสามารถทะลุได้ทุกห้อง ไปได้ทุกชั้นเลยนะ” และมีเรื่องเล่าเพิ่มอีก…เพื่อนผู้หญิงกลุ่มหนึ่งมีกันอยู่ 3 คน ขณะที่เธอกำลังทำธุระกันที่ห้องน้ำ และบังเอิญเกิดเหตุการณ์ไฟตกทั้งคณะ พวกเธอจึงกรี๊ดขึ้นมาด้วยความตกใจ และจากนั้นไฟก็เปิด แต่มันก็ทำให้พวกเธอกรี๊ดขึ้นดังกว่าเดิม เพราะสิ่งที่ปรากฏคือเท้าของใครสักคน ใส่คัทชูสีดำ ห้อยลงมาจากเพดานห้องน้ำโดยที่มีแค่ขา ไม่มีตัวเหตุการณ์อีกฝั่งจากน้องอีกคนบอกว่า เขาเองก็เคยเจอเช่นกันนั่นคือ ‘น้องเจ’ เกิดเหตุในห้องน้ำชาย วันนั้นเขาปวดหนัก จึงไปเข้าห้องน้ำห้องด้านในสุด แต่เขาเห็นว่าประตูห้องข้าง ๆ กันนั้นปิดอยู่เหมือนมีคนกำลังเข้า เขาก็บ่นในใจเพราะไม่สบายในที่จะทำธุระติดกับห้องข้าง ๆ เขาจึงเดินออกไปล้างมือ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมา เขาก็เห็นท่อนขาผู้หญิงใส่รองเท้าคัทชูสีดำ ยืนอยู่บนเพดาน… ส่วนเรื่องสุดท้ายเป็นของ คุณแบงค์ และคุณบีช่วงเวลาประมาณตี 4 ทั้งสองทำงานเสร็จ และกำลังจะกลับ จึงไปกดลิฟต์เพื่อจะลงไปชั้นหนึ่ง แต่จู่ ๆ ลิฟต์ก็เปิดออก และมีสัญญาณดังขึ้นว่า OVERLOAD คุณแบงค์พูดออกไปด้วยความปากไวว่า “โอ้ย แย่จังลิฟต์เต็ม ออกไปก่อนได้มั้ย ให้พวกผมลงไปก่อน” และจากนั้นเอง สัญญาณก็หยุดดัง และทั้งคู่ก็สามารถลงไปยังชั้น 1 เมื่อไปถึงคุณบีก็รีบไปเอารถ ส่วนคุณแบงค์ด้วยความเป็นนักวิทยาศาสตร์เขาอยากพิสูจน์ และรอยืนดูตรงที่โต๊ะ รปภ. ผ่านจอ CCTV เขาเห็นว่า ลิฟต์กำลังขึ้นไปที่ชั้น 3 ด้วยตนมันเอง โดยไม่มีคนกด และเมื่อถึงชั้น 3 ประตูก็เปิดออก และปิดลิฟต์ค่อย ๆ เลื่อนลงมาจนถึงชั้น 1 คุณแบงค์ยังคงยืนอยู่าหน้าลิฟต์ เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกสังเกตได้ว่า พื้นลิฟต์มันยวบลง 8 ครั้ง เหมือนกับว่า มีคนเดินออกมาจากลิฟต์ 8 คน…กลายเป็นเรื่องราวหลอนที่ยังคงวนเวียน และปรากฏให้ผู้คนได้เห็นในทุกชั้นของอาคารคณะวิทยาศาสตร์แห่งนี้(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-