เรื่องเล่าจากคุณหนองน้ำ ‘เรื่องเล่าคนกองถ่าย’ l อังคารคลุมโปง X ออมนาเบลล์ [ 20 พ.ค.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณหนองน้ำ ‘เรื่องเล่าคนกองถ่าย’ l อังคารคลุมโปง X ออมนาเบลล์ [ 20 พ.ค.2568 ]

29 พ.ค. 2025

       รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (20 พฤษภาคม 2568) ที่ผ่านมา มีเรื่องราวสุดแปลกในกองถ่ายจาก ‘คุณหนองน้ำ’ เมื่อกองถ่ายมีแต่อุปสรรค คนในกองถ่ายแปลกไปเหมือนมีอะไรสิงร่างแล้วไม่เป็นตัวเอง! เรื่องนี้ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ขนลุกไปทั้งตัว!

       คุณหนองน้ำมีเรื่องมาเล่า 2 เรื่อง ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องราวในกองถ่าย เรื่องแรกเป็นเรื่องราวที่เธอได้ฟังมาจาก ‘อาฉี เสียงหล่อ’ หรือ ‘สมพงษ์ บุญกุ้ม’ ศิลปินตลกผู้ล่วงลับ พร้อมทั้งให้เหตุผลว่าที่นำมาเล่าเพราะเธอต้องการระลึกถึงอาฉี โดยเรื่องแรกเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทำละครดังแห่งยุค 2000 อย่าง ‘อังกอร์’ เป็นละครที่ประสบความเร็จและเป็นที่จดจำเป็นอย่างมาก

       อาฉีเคยเล่าไว้ว่า อังกอร์จะถ่ายทำที่ต่างจังหวัดเป็นหลัก โลเคชั่นส่วนใหญ่จะเป็นป่า วันหนึ่ง มีคิวถ่ายเป็นฉากที่ต้องบุกป่า เผากระท่อม ซึ่งจะต้องใช้สตั๊นท์แมนเป็นจำนวนมาก บริเวณกองถ่ายจะมีเต็นท์เพื่อรองรับนักแสดงและสตั๊นท์แมนทุกคน ขณะที่อาฉีนอนเล่นโทรศัพท์อยู่นั้น ก็รู้สึกเหมือนมีคนเดินเข้ามาในเต็นท์ เมื่อหันไปดูก็เห็นเป็นสตั๊นท์แมนที่เคยเข้าฉากด้วยกัน อาฉีจึงกล่าวทักทายตามปกติ แต่วันนี้สตั๊นท์แมนคนนั้นกลับมาแปลก เขาไม่พูดอะไร ทั้ง ๆ ที่ปกติแล้วจะเป็นคนพูดเก่ง คุยเก่ง อาฉีก็ถามว่า

       “กินอะไรมาหรือยัง”

       จากนั้น เขาก็มานั่งข้าง ๆ แล้วตอบแค่ว่า “ผมไม่หิวพี่”

       เมื่อได้ยินคำตอบอาฉีก็ไม่ได้คิดอะไร จากนั้นก็เดินออกไปเอากาแฟนอกเต็นท์ แต่ไปเจอกับคนในกองที่พูดกันว่ามีอุบัติเหตุรถชนเกิดขึ้นและมีสตั๊นท์แมนเสียชีวิต ซึ่งก็คือสตั๊นท์แมนคนที่พึ่งเจอกันเมื่อกี้! อาฉีได้ยินก็รีบบอกไปว่า

       “เห้ย ! จะเป็นไปได้ยังไง เพราะเค้ายังอยู่ในเต็นท์อยู่เลย เมื่อกี้เพิ่งเจอกัน”

       คนในกองโต้กลับว่า “จริง ๆ พี่ เขาเสียชีวิต มีเจ้าหน้าที่โทรมา”

       อาฉียังไม่เชื่อ และบอกไปว่า “เห้ย! จริง ๆ เมื่อกี้เขานอนอยู่ข้างหลัง อยู่เตียงข้าง ๆ กันเลย”

       เมื่อเข้าไปดูในเต็นท์ ก็ไม่เจอใคร คิดว่านี่คงเป็นจิตสุดท้ายในการทำงานของเขา..

 

       เรื่องที่สองเป็นเรื่องที่คุณหนองน้ำเจอกับตัวเอง วันนั้นเธอไปออกกองถ่ายโฆษณาที่สระบุรี โลเคชั่นเป็นเขาหัวโล้นลูกหนึ่ง วันนั้นเธอไปถึงโลเคชั่นตั้งแต่เช้า แต่ฝนตกตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถถ่ายทำได้ จนเวลาล่วงเลยไปถึงบ่าย 2 ทุกคนเริ่มกระวนกระวายเพราะกลัวว่าจะไม่ทันเวลาถ่าย และคิวนี้จะถ่ายได้ถึงแค่ 6 โมงเย็นเท่านั้น จากนั้น การถ่ายทำก็สะดุดตลอดเวลา จนพี่ผู้ช่วยผู้กำกับเดินมาถามว่า

       “หนองน้ำ เธอไหว้หรือยัง”

       คุณหนองน้ำก็บอกไปว่า “ไหว้แล้วพี่”

       จากนั้นผู้ช่วยผู้กำกับก็สั่งให้ไปเอาเหล้ากับบุหรี่มาจัดเป็นเซ็ท และต้องตามหาคนที่เกิดวันศุกร์เพื่อมาไหว้ เมื่อไหว้เสร็จ เพียงพริบตา บริเวณเวิ้งเขาที่ถ่ายทำ ฝนก็หยุดตก ทุกคนต่างสับสนและมึนงงกับเหตุการณ์นี้ แต่เรื่องแปลกต่อไปคือ ขวดเหล้าที่ไหว้นั้นลดเหลือครึ่งขวดอย่างไม่น่าเชื่อภายในเวลาไม่นาน!

       คุณหนองน้ำแกล้งถามว่า “เห้ย ! ใครกินเหล้าเนี่ย ธูปยังไม่หมดเลย”

       คนในกองก็ตอบกลับว่า “ใครจะไปกล้ากินล่ะ ธูปยังไม่หมด”

       ไม่นานหลังจากนั้น ทุกคนก็รีบแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง ระหว่างการถ่ายทำยังคงมีเรื่องราวสุดแปลกเกิดขึ้นในกองเรื่อย ๆ

       ระหว่างถ่ายทำอยู่นั้น ‘คุณแอม’ (Producer) ก็ออกไปจากกองถ่ายแล้วเดินเข้าไปทางมุมป่า ผู้กำกับจึงสั่งให้เธอวิ่งตามไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ เพราะกลัวว่าเขาจะเครียดเรื่องกองถ่าย ปรากฏว่าพอตามไปจนทัน ก็รีบวิ่งไปจับแขนไว้ จากนั้นก็ถามว่า “จะไปไหน”

       แอมหยุดเดินแต่ไม่หันหน้ากลับมา แถมยังทำปากมุบมิบเหมือนคนแก่เคี้ยวหมาก แอมยังเดินช้า ๆ อย่างไม่หยุด พอถามอีกครั้งว่า “พี่แอมจะไปไหน”

       คราวนี้ แอมหันมาแต่ไม่พูดอะไร พร้อมสายตาที่เหม่อลอย คุณหนองน้ำเริ่มรู้สึกแล้วว่านี่ไม่ใช่พี่เรา ไม่ใช่คนที่เรารู้จัก แต่ก็จับมือแอมให้กลับเข้ามายังที่ปลอดภัย

       ในระหว่างที่เดินกลับมา แอมก็ได้ไปนั่งที่จุดวางของเซ่นไหว้ พร้อมกระดกขวดเหล้าและจุดบุหรี่สูบ คุณหนองน้ำยังคงคิดในแง่ดี มีการแซวว่า “เปรี้ยวปากหรอกินเหล้าในเวลางาน” แต่ลึก ๆ ก็รู้ว่ามีอะไรบางอย่างแน่

       สักพัก แอมก็ยืนขึ้น ทำท่าเหมือนจะตั้งวงรำ คุณหนองน้ำเริ่มขนลุกแต่ก็กดแขนแอมไว้และบอกว่า “อย่านะ อย่าทำ เราไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร แต่ถ้าทำแบบนี้เดี๋ยวคนในกองจะกลัว” ในตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าเกิดเรื่องนี้ขึ้น คุณหนองน้ำจึงต่อธูปและเติมเหล้าอย่างต่อเนื่อง จาก 1 ขวดกลายเป็น 4 ขวด สักพักแอมก็เริ่มนิ่ง คุณหนองน้ำจึงกลับมาหน้าเซ็ต

       เมื่อมาถึงหน้าเซ็ต ปรากฏว่าเกิดเรื่องแปลกเกิดขึ้นกับผู้ช่วยผู้กำกับอย่าง ‘พี่โจ้’ (นามสมมติ) เพราะอยู่ ๆ เขาก็ทำท่ายกแข้งยกขาเหมือนจ๊ะทิงจา แต่คิดว่าคงวิ่งไปวิ่งมาเพราะเครียดกับการถ่ายทำ สักพักเขาก็หัวเราะขึ้นมา เมื่อคุณหนองน้ำเดินไปหาเพื่อถามว่าเกิดอะไรขึ้น พี่โจ้พูดกลับมาว่า

       “เราขอน้ำแดงหน่อยสิ” ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

       คุณหนองน้ำจึงบอกให้ป้าสวัสดิการไปเอาให้ เมื่อได้น้ำแดง พี่โจ้ก็กินจนปากแดง ลิ้นแดง กินจน น้ำแดงหมดกองถ่ายก็ยังไม่พอ แถมยังสั่งให้ป้าออกไปซื้อใหม่ แต่ได้กลับมาอีกยี่ห้อหนึ่ง พี่โจ้เห็นแบบนั้นก็ตาแข็งและบอกว่า “ทำไมไม่ซื้อแฟนต้า!” ถึงแม้ทุกอย่างจะผิดปกติ พี่โจ้ก็ยังรันกองตามคิวของลูกค้าได้ตามปกติ

       ขณะที่เรื่องราวในกองกำลังวุ่น คุณหนองน้ำลืมต่อธูปและบุหรี่ ทำให้ฝนเริ่มลงเม็ด พี่โจ้หันมามองตาแข็ง แล้วพูดว่า “ทำไมไม่ต่อธูป!” คุณหนองน้ำกล่าวขอโทษและรีบวิ่งไปไหว้ต่อธูป แต่ลำพังเธอไหว้เอง ฝนก็ยังไม่หยุด พอเป็นโจ้มาไหว้ ฝนกลับหยุดตกทันที

       ส่วนทางพี่แอมนั้น ก็มีพฤติกรรมและลักษณะท่าทางเหมือนคนแก่ คุณหนองน้ำเข้าไปหาและบอกว่า “เราขอนะ อย่าทำแบบนี้ เดี๋ยวคนจะกลัว” จากนั้น แอมก็หลับตา ไม่นานคุณหนองน้ำก็สัมผัสได้ถึงพี่แอมคนเดิม เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง แอมก็บอกว่ารับรู้ว่าเดินไปที่ป่า แต่ไม่รับรู้พฤติกรรมอื่น ๆ ของตัวเองเลย

       พอถึงเวลาเลิกกอง พี่โจ้ก็กลับมาเป็นปกติ คุณหนองน้ำจึงเดินถามว่าเกิดอะไรขึ้น พี่โจ้จึงเล่าว่าเขาเป็นศิษย์ของอาจารย์ท่านหนึ่งฝั่งทางภาคอีสาน มีการเลี้ยงกุมารเป็นร่างแฝงไว้ คาถาที่ใช้สวดก็ได้มาจากอาจารย์ของเขาเอง กุมารคงมาสิงแค่ช่วงที่ทำพิธีเท่านั้น

       หลังจากทีมงานเก็บของทุกอย่างเสร็จสิ้น ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก ทุกคนรีบเดินทางกลับกรุงเทพ ระหว่างทางมีการพูดคุยกันถึงโลเคชั่นในครั้งนี้ ทางทีมก็บอกว่า โลเคชั่นนี้เป็นบ้านคนและบ้านนี้จะมีศาลไม้ซึ่งเป็นการไหว้ผีของบ้านอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครบอกคุณหนองน้ำก่อนถ่ายทำ จึงไม่ได้ไหว้ผีในวันนั้นด้วย คงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดเรื่องราวแปลก ๆ ในกองถ่ายนี้

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากเสือ พิชย 'ขอนั่งข้างๆ' I อังคารคลุมโปง X เต๋อ ฉันทวิชช์ - เสือ พิชย [ 3 ธ.ค. 2567 ]

13 ธ.ค. 2024

เรื่องเล่าจากเสือ พิชย 'ขอนั่งข้างๆ' I อังคารคลุมโปง X เต๋อ ฉันทวิชช์ - เสือ พิชย [ 3 ธ.ค. 2567 ]

‘เสือ พิชย’ ผู้กำกับภาพยนตร์ 404 สุขีนิรันดร์..RUN RUN ได้นำเรื่อง ‘ขอนั่งข้างๆ’ มาเล่าให้รายการ’ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 ธันวาคม 2567) หลอนไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ เรื่องราวนี้จะทำเอาทั้งสองดีเจขนลุกขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย!! ‘เสือ พิชย’ เล่าว่าในกองถ่ายจะมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า เวลากลับบ้านจะต้องเรียกชื่อเป็นรายคนและต้องเรียกเป็นชื่อคนเท่านั้น ซึ่งเมื่อก่อนนั้น คุณเสือไม่เชื่อเรื่องนี้ จนคุณเสือมีโอกาสได้ไปถ่ายหนังในตึกร้างเมื่อหลายปีที่ผ่านมา หลังจากถ่ายทำเสร็จเรียบร้อย คุณเสือก็พูดเหมารวมขึ้นมาว่า “ทุกคนกลับบ้านกัน” หลังจากนั้น คุณเสือก็ได้กลับบ้านตามปกติ ลักษณะบ้านจะเป็นทาวน์โฮม มีห้องน้ำอยู่ใต้บันได ตอนนั้นคุณเสือกำลังล้างหน้าอยู่ ขณะที่คุณเสือกำลังเงยหน้าขึ้นก็ได้เห็นเงาของใครบางคนอยู่ข้างหลัง แต่สิ่งที่แปลกคือ ไหล่ของคน ๆ นั้นอยู่เหนือหัวของคุณเสือไปอีก! แต่ตอนนั้นคุณเสือคิดว่าคงออกกองมาหลายวันอาจทำให้ร่างกายอ่อนล้า ทำให้ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองเจอคือผีหรือว่าแค่ตาฝาดไป เวลาผ่านมาถึงตอนที่คุณเสือ ถ่ายภาพยนตร์ 404 สุขขีนิรันดร์..RUN RUN ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ในกองก็มีทั้งนักแสดงตัวประกอบที่แต่งตัวเป็นผี ทีมช่างเบื้องหลัง ทีมแต่งหน้าต่าง ๆ ในวันนั้นคิวของทีมนักแสดงที่เป็นผีหมดคิวแล้ว ตามธรรมเนียมจะมีการถ่ายรูปรวมกัน และจะมีผู้จัดการกองใช้เครื่องวิทยุสื่อสารเรียก “ทุกคนมาถ่ายรูปรวมกัน ผีเผอ มาให้หมด” ซึ่งความหมายจริง ๆ คือทีมนักแสดงที่แต่งเป็นผี และช่างแต่งหน้า วินาทีนั้น คุณเสือก็เริ่มรู้สึกแปลก ๆ แต่คุณเสือยังคิดในแง่ดีว่า ‘ทีมงานมีเป็นร้อย เขาคงไม่มาตามตัวเองหรอก’ หลังจากความคิดนั้น เวลาผ่านไปถึงเวลาเลิกกอง ในขณะที่คุณเสือกำลังเดินไปที่ลานจอดรถซึ่งเป็นลานโล่ง ๆ หน้าที่จอดรถของคุณเสือติดเซ็นเซอร์กันชน ซึ่งจะมีอยู่สองสี คือสีส้มกับสีแดง สีส้มคือห่างออกไปประมาณหนึ่ง ส่วนสีแดงคือใกล้ที่จะชนแล้ว ในตอนนั้นลานจอดรถเหลือเพียงรถของคุณเสือเพียงคันเดียว จังหวะที่คุณเสือกำลังจะถอยรถ จู่ ๆ หน้าจอเซ็นเซอร์ก็ขึ้นสีส้ม คุณเสือจึงสงสัยว่ามีอะไรขวางอยู่หรือเปล่า แต่พอมองออกไปดูก็ไม่เห็นสิ่งของหรืออะไรขวางอยู่ คุณเสือจึงเริ่มถอยรถอีกครั้ง สัญญาณก็ขึ้นเป็นสีส้มอีก จึงคิดว่า..เป็นเพราะเซ็นเซอร์อาจขัดข้อง จึงถอยหลังอีกครั้ง ครั้งนี้ สีเซ็นเซอร์เปลี่ยนจากสีส้มกลายเป็นสีแดงรอบคันและมีเสียงร้องเตือนดัง ตอนนั้นคุณเสือมีความรู้สึกว่า ‘เหมือนมีคนมายืนล้อมรถของตัวเองอยู่!’ คุณเสือจึงรีบถอยรถออกมาด้วยความคิดที่ว่า ‘เขาอยู่ข้างนอก’ พอขับรถออกมาได้สักพักหนึ่ง ในขณะที่ความเร็วเริ่มมากขึ้น จู่ ๆ เสียงสัญญาณเตือนให้รัดเข็มขัดของเบาะข้าง ๆ ก็ดัง แต่ที่แปลกคือ ที่นั่งข้างคนขับของคุณเสือไม่มีใครนั่งอยู่เลย เพราะมีแค่กระดาษบทใบบาง ๆ วางไว้ก็ไม่น่าจะทำให้เตือนขึ้นมาได้ ขณะนั้นคุณเสือเริ่มรู้สึกอึดอัด คิดว่าเขาน่าจะเข้ามาอยู่ในรถแล้ว และเสียงเตือนก็ยังคงดังต่อไปเรื่อย ๆ สิ่งที่คุณเสือทำคือชะลอรถและหันไปคาดเข็มขัดให้เบาะข้าง ๆ เพื่อทำให้เสียงสัญญาณเตือนหายไป หลังจากนั้น คุณเสือก็ขับรถต่อไปจนถึงบ้าน คุณเสือใช้วิธีลงจากรถแล้วรีบปิดประตู โดยไม่เรียกเขาลงมาด้วย เพราะคุณเสือมีความเชื่อว่า เรียกขึ้นมาแล้วก็ต้องเรียกลงในสถานที่เดิม วันรุ่งขึ้นหลังจากที่คุณเสือถึงสถานที่ถ่ายทำเดิม หลังจากที่จอดรถก็เปิดประตูรถทุกบานทิ้งไว้ และพูดเชิญให้เขาลงรถไป เพื่อหวังไว้ว่าคนที่นั่งเบาะข้าง ๆ จะหายไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากไท ธนาวุฒิ 'เรื่องผีหัวโต' | อังคารคลุมโปง X ไท ธนาวุฒิ [4 มี.ค. 2568 ]

08 มี.ค. 2025

เรื่องเล่าจากไท ธนาวุฒิ 'เรื่องผีหัวโต' | อังคารคลุมโปง X ไท ธนาวุฒิ [4 มี.ค. 2568 ]

“คืนหนึ่งเจอสิ่งแปลกประหลาด หน้าดำ ตาแดง จ้องมองจากหน้าต่าง เลยพูดท้าทายไปว่า ‘ถ้าเก่งจริงก็มา’ จนอีกวัน… เจอดี! ตามมาหลอกถึงในห้อง มาเหยียบหน้าอก พร้อมคำเตือนว่า ‘มึงทำตัวให้ดีหน่อย’ แล้วรู้ตัวไหมว่าบางครั้งคำท้าทายอาจทำให้เจอสิ่งที่ไม่ควรเจอ!”‘ไท ธนาวุฒิ’ เปิดเรื่องหลอนใน ‘อังคารคลุมโปง X (4 มี .ค. 2568)’ กับเรื่องราว ‘’ผีหัวโต’’ ที่ทำเอาขนหัวลุก กับเงาปริศนานุ่งโจงกระเบนแดง ดวงตาแดงฉาน… ที่โผล่มาถึงห้อง มันคืออะไรกันแน่? มาฟังไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ แล้วอย่าลืมระวัง… คืนนี้ อาจมีบางอย่างมาหาคุณ!คุณไท ได้เล่าว่า คืนหนึ่งขณะกึ่งหลับกึ่งตื่น เขาหันไปมองที่หน้าต่างแล้วต้องชะงัก เพราะมีบางสิ่งอยู่ตรงนั้น… เป็นใบหน้าขนาดใหญ่เต็มกระจก ดวงตาสีแดงก่ำจ้องตรงมาที่เขา คุณไท ถึงกับตกใจ แต่ก็ยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น จึงพูดท้าทายออกไปว่า “ไม่จริงเว้ย! ถ้าเก่งจริงก็มา”ทำให้ในคืนต่อมา… ก็ได้เจอจริงๆ ร่างนั้นยืนอยู่ปลายเตียง สวมโจงกระเบนแดง ผิวดำคล้ำ ดวงตาแดงฉาน ก่อนจะก้าวขึ้นมาเหยียบบนอกเขา หนักจนแทบหายใจไม่ออก แล้วพูดด้วยเสียงเย็นเยียบว่า “มึงทำตัวให้ดีหน่อย”ในคืนต่อมา เพื่อนของพี่ชายมาขอนอนที่ห้องคุณไท แต่เขาอยู่ได้เพียงสองคืนก่อนจะหนีไป คุณไทสงสัยจึงถามถึงสาเหตุ และคำตอบที่ได้รับทำให้ขนลุกไปทั้งตัว เพราะพี่ชายก็ได้ “โดนคนใส่โจงกระเบนแดงเหยียบ” เหมือนกันและเหตุผลที่เขาโดนแบบนั้น… เป็นเพราะพี่ชายของเขาเคยฆ่าคนตายแล้วหนีคดี ผีตนนั้นเลยมาเตือน… ทำให้คุณไทนึกขึ้นได้ว่า ตัวเขาเองก็เคยถูกเตือนแบบนี้มาก่อน และบางที อาจเป็นเพราะตอนเด็กๆ เขาเองก็เคยเป็นเด็กแสบไม่แพ้กัน ผีตนนั้น… ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ “เจ้าที่ เจ้าบ้าน” ที่คอยมาเตือนให้ผู้คนอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง ใครที่ปฏิบัติตัวดี ก็จะไม่เจอ แต่หากใครทำผิด คิดไม่ซื่อ หรือก้าวล้ำเส้นที่ไม่ควรก็อาจได้รับการเตือนในแบบที่ลืมไม่ลง…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณอ้อยใจ ’คืนก่อนวันเเสดง‘ I อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 18 มิ.ย. 2567]

23 มิ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณอ้อยใจ ’คืนก่อนวันเเสดง‘ I อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 18 มิ.ย. 2567]

เมื่อต้องขอยืมสถานที่จากทางมหาลัยเพื่อซ้อมทำกิจกรรม แต่อาจจะไม่ได้จุดธูปขอเจ้าของที่จริงๆ จนทำให้เจ้าของที่ต้องมาแสดงตัวให้เห็น! เรื่องราวนี้ ’อ้อยใจ’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (18 มิถุนายน 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘คืนก่อนวันแสดง’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! อ้อยใจเล่าว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นช่วงปี 2 ที่มีกิจกรรมรับน้องมหาลัย ซึ่งจะให้แต่ละคณะมาแข่งกัน โดยให้เหล่าตัวแม่แต่ละคณะคิดโชว์เพื่อมาแข่งกัน แต่คณะของอ้อยใจมีเวลาซ้อมกัน 2 วัน จึงตกลงกันว่าจะไปซ้อมที่ตึกคณะ ซึ่งตึกคณะเป็นตึกแฝดคู่กัน ตรงกลางจะเป็นที่โล่ง และที่สำคัญ ตึกนี้จะมีข้อห้ามว่าห้ามอยู่ถึงตอนกลางคืน.. ย้อนกลับมาวันที่ซ้อม ทุกคนนัดกันตอน 6 โมงเย็น ซ้อมจนถึง 2 ทุ่ม ตอนนั้นสายตาของอ้อยใจเหลือบขึ้นไปทางฝั่งขวาของตึกคณะ ซึ่งชั้น 2 ตึกนั้นจะเป็นห้องเก็บหุ่นและห้องเก็บโครงกระดูกเป็นงานประติมากรรมของรุ่นพี่ และสิ่งที่อ้อยใจเห็นคือ เหมือนมีคนยืมมองซ้อมเต้นอยู่.. ในใจก็คิดว่าอาจจะเป็นหุ่น แต่คนที่มองอยู่เขาเดินไปและก็เดินกลับ อ้อยใจพยายามไม่คิดอะไร และกลับไปตั้งใจซ้อมการแสดงต่อ หลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนก็พักกินข้าว ตอนนั้นอ้อยใจก็ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเพื่อน และระหว่างที่พัก ก็มีเพื่อนพูดขึ้นมาว่า “เดี๋ยวเราจะย้ายตึกซ้อมกันนะ เพราะยุงเยอะ” จากนั้น ทุกคนก็ย้ายตึกซ้อมไปที่ตึกเรียนอีกตึก พอถึงตรงนั้นสิ่งเเรกที่อ้อยใจรู้สึกคือ มีลมพัดปึ้งเข้ามาที่หน้า! อ้อยใจจึงหันไปมองเพื่อนอีกคนที่มีเซนส์ ชื่อว่า ‘ยัยเมาท์’ (นามสมมติ) หลังจากหันไปมองหน้า ยัยเมาท์ก็หันมาพยักหน้าให้อ้อยใจเหมือนจะรู้กันว่ามีอะไรบางอย่าง แต่ทั้งสองก็ยังไม่ได้บอกเพื่อน ซึ่งในเหตุการณ์นั้นมีเหล่าตัวแม่ทั้งหมด 30 กว่าชีวิต ทุกคนโดนลมปะทะหน้ากันหมด แต่ก็คิดว่าเป็นลมธรรมชาติ เย็นสบาย จากนั้นก็ซ้อมกันต่อ ระหว่างนั้นอ้อยใจและยัยเมาท์ก็ถือกระเป๋ามาวางไว้ที่โต๊ะใต้ตึก อยู่ ๆ ยัยเมาท์ก็หันมาทางอ้อยใจแล้วก็นิ่ง พอถามก็ไม่ตอบ จากนั้นก็หันไปทางข้างหลังตึกแล้วก็นิ่งอีก และหันมาทางอ้อยใจอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้มองที่อ้อนใจแล้ว แต่มองผ่านอ้อยใจไป ซึ่งข้างหลังไม่มีอะไรนอกจากร้านถ่ายเอกสาร ตอนนั้นอ้อยใจจึงเอะใจว่าทำไมยัยเมาท์นิ่ง และน้ำตาคลอ แต่เพื่อนก็ไม่เล่าอะไร และบอกว่า “มันไม่มีอะไรหรอก” แล้วก็ซ้อมกันปกติ จนเวลาประมาณตี 3 ระหว่างที่ซ้อมถึงเพลงท่อนที่อ้อยใจต้องเต้น อยู่ ๆ เพลงก็ดับ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะบางทีแบตเตอรี่ของลำโพงอาจจะหมด มารอบสอง เปิดเพลงเดิม ท่อนเดิม เพลงก็ดับอีก ครั้งนี้ก็เอะใจ แต่ก็ซ้อมกันต่อจนมารอบที่ 3 รอบสุดท้าย เพลงก็ยังดับท่อนเดิมที่อ้อยใจต้องเต้น คราวนี้ รุ่นพี่ปี 3 ก็เรียกน้องทุกคน 30 ชีวิตมารวมตัว แล้วยัยเมาท์ก็เฉลยว่า.. ตอนที่หันไปที่ตึกแล้วหยุดนิ่ง คือเห็นผีหลายตน ยืนล้อมเรียงกัน ไม่ใช่แค่สิบ แต่เป็นร้อยตน ส่วนตอนที่หันมาหาอ้อยใจแล้วนิ่งก็เห็นอีกประมาณ 30-40 ตน ตรงร้านถ่ายเอกสารและยืนดูพวกเราอยู่ เท่านั้นยังไม่พอ ยัยเมาท์ยังเล่าต่อว่า ทุกคครั้งที่หันไปมองและหันกลับมา พวกผีทุกตนจะเดินเข้ามาทีละก้าวเสมอ จนสุดท้ายก็ไม่หันอีก เพราะอยู่ขอบตึกแล้ว ถ้าหันไปคงจะมาถึงแน่ ๆ หลังจากได้ยินที่ยัยเมาท์เล่า รุ่นพี่ปี3 ก็เริ่มนำสวด โดยเอาบทสวดจากทางอินเตอร์เน็ต ทุกคนก็สวดแล้วหลับตา ปกติแล้วถ้าหลับตาเราจะยังเห็นแสงวูบวาบของหน้าจอมือถือได้ สิ่งที่อ้อยใจสัมผัสได้คือ เหมือนมีคนเดินผ่านไปผ่านมาตลอดเวลา จึงรีบสวดมนต์ ขอขมา จนสุดท้ายก็หายไปหมด จึงคิดว่าทุกอย่างจบแล้ว และซ้อมกันต่อจนถึง 6 โมงเช้า และไปเรียนตามปกติ มาถึงวันที่ต้องแสดงในโรงยิม วันนี้ดูเหมือนคนดูเยอะมากกว่าปกติ และเสียงก็ดังกระหึ่มมากกว่าที่ควรจะเป็น อยู่ ๆ อ้อยใจที่กำลังเต้นอยู่ พอลืมตาขึ้นไปก็เห็นเป็นเงาคนเยอะมากจนนับไม่ได้ เป็นเงานับ ร้อยกว่าตนลุกขึ้นยืนและส่งเสียงดังมากล้อมรอบพวกเราอยู่ และสุดท้ายก็เต้นจนจบ พอย้อนคิดกลับไปก็คิดออกว่าสิ่งที่ทำผิดพลาดไปในตอนนั้น คือ ที่มหาวิทยาลัยของคุณอ้อยใจมีความเชื่อว่า ไม่ว่าจะทำกิจกรรมใหญ่หรือเล็ก ก็ควรที่จะจุดธูปไหว้ทุกครั้ง แล้ววันนั้นทุกคนไม่มีใครจุดธูปไหว้กันเลย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเเนต 'ภาพทับซ้อน' l อังคารคลุมโปง X The Shock [ 6 ม.ค.2569 ]

09 ม.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเเนต 'ภาพทับซ้อน' l อังคารคลุมโปง X The Shock [ 6 ม.ค.2569 ]

ทริปทัวร์ใหญ่ที่เหมาปิดรีสอร์ทในจังหวัดราชบุรี กลายเป็นคืนที่ไม่มีใครลืม เมื่อห้องพักชั่วคราวใต้ร้านสะดวกซื้อ เป็นจุดที่มีใครบางคนในชุดสีแดง “เดินวนอยู่หน้าห้อง” เช้าวันถัดมา ความจริงที่ถูกซ่อนของรีสอร์ทแห่งนี้ค่อย ๆ ถูกเปิดเผย และทำให้รู้ว่า สิ่งที่ยืนมองพวกเขาในคืนนั้น…อาจไม่เคยไปไหนเลยตั้งแต่วันเกิดเหตุ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X The Shock’ (6 มกราคม 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า‘ภาพทับซ้อน’ เรื่องราวของ “แนต” เกิดขึ้นเมื่อราว ๆ 10 ปีก่อน ในช่วงที่แนตทำงานเป็นไกด์ทัวร์ วันนั้นเป็นทริปใหญ่ที่ต้องเดินทางไปจังหวัดราชบุรี มีนักท่องเที่ยวมากกว่า 300 คน เป็นการเหมาทั้งรีสอร์ทเพื่อจัดปาร์ตี้ บรรยากาศด้านหน้ารีสอร์ทดูดีมีร้านสะดวกซื้ออยู่ด้านบน แต่เมื่อเดินลึกเข้าไปด้านในความสวยงามด้านหน้ากลับหายไป เหลือเพียงทางเดินเงียบงัน และบรรยากาศวังเวง… ด้วยความที่เป็นไกด์ แนต และทีมงานต้องดูแลลูกค้าทั้งคืน กว่าจะรู้ว่าตัวเองได้พักห้องไหนก็ต่อเมื่อปาร์ตี้เลิกแล้ว เวลาประมาณเกือบเที่ยงคืน หลังจากส่งลูกค้าเข้าที่พักเรียบร้อย แนตจึงไปสอบถามทางรีสอร์ทว่าทีมงานจะได้นอนตรงไหน คำตอบที่ได้คือ ห้องเล็ก ๆ ชั้นล่าง ใต้ร้านสะดวกซื้อด้านหน้ารีสอร์ท เป็นห้องพัก 3 ห้องเล็ก ๆ ที่จัดที่นอนไว้ให้ ส่วนห้องฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นห้องเก็บของ ก็ถูกจัดเป็นที่พักชั่วคราวสำหรับทีมงานบางส่วน แนตรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้สุดท้ายไกด์ และเพื่อน ๆ ของแนตจึงรวมกันนอนห้องเดียว ประมาณ 6–7 คน ทุกคนนั่งดื่มนั่งคุยคลายเหนื่อยกันอยู่ในห้อง แนตนั่งอยู่บนเตียงหันหลังให้กระจกบานใหญ่ที่อยู่ฝั่งหน้าห้อง ขณะที่เพื่อน ๆ ทุกคนหันหน้าไปทางกระจกไม่นาน เพื่อนคนหนึ่งก็ทักขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแปลก ๆ“แนต…น้องทีมงานมีปัญหาอะไรหรือเปล่า เห็นเดินผ่านหน้าห้องหลายรอบแล้ว ใส่เสื้อสีแดง” แนตลุกขึ้นไปเปิดประตูดูทันที แต่ด้านนอกกลับว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่เลย แนตคิดว่าอาจเป็นความเข้าใจผิด จึงกลับเข้ามานั่งคุยต่อประมาณ 15 นาทีผ่านไป เพื่อนคนเดิมทักขึ้นมาอีก“แนต เขายังเดินอยู่นะ ลองออกไปดูอีกทีไหม” แนตลุกออกไปดูอีกครั้ง เพราะตัวเองนั่งใกล้ประตูที่สุด แต่ผลก็เหมือนเดิมไม่มีใคร ไม่มีแม้แต่เงา ครึ่งชั่วโมงผ่านไป เพื่อนคนนั้นเริ่มพูดจริงจังขึ้น บอกว่าเห็นชัดมาก คน ๆ นั้นไม่ได้แค่เดินผ่าน แต่ “ยืนมองอยู่หน้ากระจกหน้าต่าง” แนตเริ่มหงุดหงิด คิดว่าอาจจะโดนเพื่อนอำ จึงลุกออกไปดูเป็นครั้งที่สาม และก็ยังไม่เห็นอะไรเหมือนเดิมแต่ทันทีที่แนตกำลังจะหันกลับเข้าไปในห้อง เพื่อนในห้องกลับพูดขึ้นว่า“จะไม่มีอะไรได้ยังไง…เขายังยืนอยู่เลย” แนตออกไปยืนดูอีกครั้งโดยครั้งนี้เดินตรงไปที่กระจกหน้าต่าง ก่อนที่เสียงโวยวายในห้องจะเริ่มดังขึ้น เมื่อแนตได้ยินเสียงโวยวายจึงเดินกลับเข้ามาถามว่า “เป็นอะไร” เพื่อนตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ ว่า“ตอนที่แนตออกไปยืนดูที่กระจก…แนตไปยืนทับร่างของคนนั้น”บรรยากาศในห้องเงียบสนิท ทุกคนตัดสินใจเก็บของ และย้ายไปอยู่อีกห้องทันที และนั่งคุยถึงสิ่งที่แต่ละคนเห็นกันยาวไปจนถึงเช้า เช้าวันถัดมา แนตยังคาใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น จึงไปถามพนักงานรีสอร์ท แต่ไม่มีใครยอมตอบ จนกระทั่งได้คุยกับแม่บ้านคนหนึ่ง แม่บ้านเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะพูดว่า“พี่เจอเหรอ…” จากนั้นเธอเล่าว่า เมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน ห้องบริเวณนั้นเคยเป็นที่พักของพนักงาน มีคู่รักคู่หนึ่งทะเลาะกัน ผู้ชายรีบออกไปง้อแฟน แต่ยังไม่ทันจะพ้นร้านสะดวกซื้อ รถก็ชนเสียชีวิตตายคาที่… และตั้งแต่นั้นมา ก็มีคนบอกว่า “ยังมีใครบางคน” ใส่เสื้อสีแดง เดินวนอยู่แถวนั้นไม่ไปไหน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-