เรื่องเล่าจากคุณหนองน้ำ ‘เรื่องเล่าคนกองถ่าย’ l อังคารคลุมโปง X ออมนาเบลล์ [ 20 พ.ค.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณหนองน้ำ ‘เรื่องเล่าคนกองถ่าย’ l อังคารคลุมโปง X ออมนาเบลล์ [ 20 พ.ค.2568 ]

29 พ.ค. 2025

       รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (20 พฤษภาคม 2568) ที่ผ่านมา มีเรื่องราวสุดแปลกในกองถ่ายจาก ‘คุณหนองน้ำ’ เมื่อกองถ่ายมีแต่อุปสรรค คนในกองถ่ายแปลกไปเหมือนมีอะไรสิงร่างแล้วไม่เป็นตัวเอง! เรื่องนี้ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ขนลุกไปทั้งตัว!

       คุณหนองน้ำมีเรื่องมาเล่า 2 เรื่อง ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องราวในกองถ่าย เรื่องแรกเป็นเรื่องราวที่เธอได้ฟังมาจาก ‘อาฉี เสียงหล่อ’ หรือ ‘สมพงษ์ บุญกุ้ม’ ศิลปินตลกผู้ล่วงลับ พร้อมทั้งให้เหตุผลว่าที่นำมาเล่าเพราะเธอต้องการระลึกถึงอาฉี โดยเรื่องแรกเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทำละครดังแห่งยุค 2000 อย่าง ‘อังกอร์’ เป็นละครที่ประสบความเร็จและเป็นที่จดจำเป็นอย่างมาก

       อาฉีเคยเล่าไว้ว่า อังกอร์จะถ่ายทำที่ต่างจังหวัดเป็นหลัก โลเคชั่นส่วนใหญ่จะเป็นป่า วันหนึ่ง มีคิวถ่ายเป็นฉากที่ต้องบุกป่า เผากระท่อม ซึ่งจะต้องใช้สตั๊นท์แมนเป็นจำนวนมาก บริเวณกองถ่ายจะมีเต็นท์เพื่อรองรับนักแสดงและสตั๊นท์แมนทุกคน ขณะที่อาฉีนอนเล่นโทรศัพท์อยู่นั้น ก็รู้สึกเหมือนมีคนเดินเข้ามาในเต็นท์ เมื่อหันไปดูก็เห็นเป็นสตั๊นท์แมนที่เคยเข้าฉากด้วยกัน อาฉีจึงกล่าวทักทายตามปกติ แต่วันนี้สตั๊นท์แมนคนนั้นกลับมาแปลก เขาไม่พูดอะไร ทั้ง ๆ ที่ปกติแล้วจะเป็นคนพูดเก่ง คุยเก่ง อาฉีก็ถามว่า

       “กินอะไรมาหรือยัง”

       จากนั้น เขาก็มานั่งข้าง ๆ แล้วตอบแค่ว่า “ผมไม่หิวพี่”

       เมื่อได้ยินคำตอบอาฉีก็ไม่ได้คิดอะไร จากนั้นก็เดินออกไปเอากาแฟนอกเต็นท์ แต่ไปเจอกับคนในกองที่พูดกันว่ามีอุบัติเหตุรถชนเกิดขึ้นและมีสตั๊นท์แมนเสียชีวิต ซึ่งก็คือสตั๊นท์แมนคนที่พึ่งเจอกันเมื่อกี้! อาฉีได้ยินก็รีบบอกไปว่า

       “เห้ย ! จะเป็นไปได้ยังไง เพราะเค้ายังอยู่ในเต็นท์อยู่เลย เมื่อกี้เพิ่งเจอกัน”

       คนในกองโต้กลับว่า “จริง ๆ พี่ เขาเสียชีวิต มีเจ้าหน้าที่โทรมา”

       อาฉียังไม่เชื่อ และบอกไปว่า “เห้ย! จริง ๆ เมื่อกี้เขานอนอยู่ข้างหลัง อยู่เตียงข้าง ๆ กันเลย”

       เมื่อเข้าไปดูในเต็นท์ ก็ไม่เจอใคร คิดว่านี่คงเป็นจิตสุดท้ายในการทำงานของเขา..

 

       เรื่องที่สองเป็นเรื่องที่คุณหนองน้ำเจอกับตัวเอง วันนั้นเธอไปออกกองถ่ายโฆษณาที่สระบุรี โลเคชั่นเป็นเขาหัวโล้นลูกหนึ่ง วันนั้นเธอไปถึงโลเคชั่นตั้งแต่เช้า แต่ฝนตกตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถถ่ายทำได้ จนเวลาล่วงเลยไปถึงบ่าย 2 ทุกคนเริ่มกระวนกระวายเพราะกลัวว่าจะไม่ทันเวลาถ่าย และคิวนี้จะถ่ายได้ถึงแค่ 6 โมงเย็นเท่านั้น จากนั้น การถ่ายทำก็สะดุดตลอดเวลา จนพี่ผู้ช่วยผู้กำกับเดินมาถามว่า

       “หนองน้ำ เธอไหว้หรือยัง”

       คุณหนองน้ำก็บอกไปว่า “ไหว้แล้วพี่”

       จากนั้นผู้ช่วยผู้กำกับก็สั่งให้ไปเอาเหล้ากับบุหรี่มาจัดเป็นเซ็ท และต้องตามหาคนที่เกิดวันศุกร์เพื่อมาไหว้ เมื่อไหว้เสร็จ เพียงพริบตา บริเวณเวิ้งเขาที่ถ่ายทำ ฝนก็หยุดตก ทุกคนต่างสับสนและมึนงงกับเหตุการณ์นี้ แต่เรื่องแปลกต่อไปคือ ขวดเหล้าที่ไหว้นั้นลดเหลือครึ่งขวดอย่างไม่น่าเชื่อภายในเวลาไม่นาน!

       คุณหนองน้ำแกล้งถามว่า “เห้ย ! ใครกินเหล้าเนี่ย ธูปยังไม่หมดเลย”

       คนในกองก็ตอบกลับว่า “ใครจะไปกล้ากินล่ะ ธูปยังไม่หมด”

       ไม่นานหลังจากนั้น ทุกคนก็รีบแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง ระหว่างการถ่ายทำยังคงมีเรื่องราวสุดแปลกเกิดขึ้นในกองเรื่อย ๆ

       ระหว่างถ่ายทำอยู่นั้น ‘คุณแอม’ (Producer) ก็ออกไปจากกองถ่ายแล้วเดินเข้าไปทางมุมป่า ผู้กำกับจึงสั่งให้เธอวิ่งตามไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ เพราะกลัวว่าเขาจะเครียดเรื่องกองถ่าย ปรากฏว่าพอตามไปจนทัน ก็รีบวิ่งไปจับแขนไว้ จากนั้นก็ถามว่า “จะไปไหน”

       แอมหยุดเดินแต่ไม่หันหน้ากลับมา แถมยังทำปากมุบมิบเหมือนคนแก่เคี้ยวหมาก แอมยังเดินช้า ๆ อย่างไม่หยุด พอถามอีกครั้งว่า “พี่แอมจะไปไหน”

       คราวนี้ แอมหันมาแต่ไม่พูดอะไร พร้อมสายตาที่เหม่อลอย คุณหนองน้ำเริ่มรู้สึกแล้วว่านี่ไม่ใช่พี่เรา ไม่ใช่คนที่เรารู้จัก แต่ก็จับมือแอมให้กลับเข้ามายังที่ปลอดภัย

       ในระหว่างที่เดินกลับมา แอมก็ได้ไปนั่งที่จุดวางของเซ่นไหว้ พร้อมกระดกขวดเหล้าและจุดบุหรี่สูบ คุณหนองน้ำยังคงคิดในแง่ดี มีการแซวว่า “เปรี้ยวปากหรอกินเหล้าในเวลางาน” แต่ลึก ๆ ก็รู้ว่ามีอะไรบางอย่างแน่

       สักพัก แอมก็ยืนขึ้น ทำท่าเหมือนจะตั้งวงรำ คุณหนองน้ำเริ่มขนลุกแต่ก็กดแขนแอมไว้และบอกว่า “อย่านะ อย่าทำ เราไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร แต่ถ้าทำแบบนี้เดี๋ยวคนในกองจะกลัว” ในตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าเกิดเรื่องนี้ขึ้น คุณหนองน้ำจึงต่อธูปและเติมเหล้าอย่างต่อเนื่อง จาก 1 ขวดกลายเป็น 4 ขวด สักพักแอมก็เริ่มนิ่ง คุณหนองน้ำจึงกลับมาหน้าเซ็ต

       เมื่อมาถึงหน้าเซ็ต ปรากฏว่าเกิดเรื่องแปลกเกิดขึ้นกับผู้ช่วยผู้กำกับอย่าง ‘พี่โจ้’ (นามสมมติ) เพราะอยู่ ๆ เขาก็ทำท่ายกแข้งยกขาเหมือนจ๊ะทิงจา แต่คิดว่าคงวิ่งไปวิ่งมาเพราะเครียดกับการถ่ายทำ สักพักเขาก็หัวเราะขึ้นมา เมื่อคุณหนองน้ำเดินไปหาเพื่อถามว่าเกิดอะไรขึ้น พี่โจ้พูดกลับมาว่า

       “เราขอน้ำแดงหน่อยสิ” ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

       คุณหนองน้ำจึงบอกให้ป้าสวัสดิการไปเอาให้ เมื่อได้น้ำแดง พี่โจ้ก็กินจนปากแดง ลิ้นแดง กินจน น้ำแดงหมดกองถ่ายก็ยังไม่พอ แถมยังสั่งให้ป้าออกไปซื้อใหม่ แต่ได้กลับมาอีกยี่ห้อหนึ่ง พี่โจ้เห็นแบบนั้นก็ตาแข็งและบอกว่า “ทำไมไม่ซื้อแฟนต้า!” ถึงแม้ทุกอย่างจะผิดปกติ พี่โจ้ก็ยังรันกองตามคิวของลูกค้าได้ตามปกติ

       ขณะที่เรื่องราวในกองกำลังวุ่น คุณหนองน้ำลืมต่อธูปและบุหรี่ ทำให้ฝนเริ่มลงเม็ด พี่โจ้หันมามองตาแข็ง แล้วพูดว่า “ทำไมไม่ต่อธูป!” คุณหนองน้ำกล่าวขอโทษและรีบวิ่งไปไหว้ต่อธูป แต่ลำพังเธอไหว้เอง ฝนก็ยังไม่หยุด พอเป็นโจ้มาไหว้ ฝนกลับหยุดตกทันที

       ส่วนทางพี่แอมนั้น ก็มีพฤติกรรมและลักษณะท่าทางเหมือนคนแก่ คุณหนองน้ำเข้าไปหาและบอกว่า “เราขอนะ อย่าทำแบบนี้ เดี๋ยวคนจะกลัว” จากนั้น แอมก็หลับตา ไม่นานคุณหนองน้ำก็สัมผัสได้ถึงพี่แอมคนเดิม เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง แอมก็บอกว่ารับรู้ว่าเดินไปที่ป่า แต่ไม่รับรู้พฤติกรรมอื่น ๆ ของตัวเองเลย

       พอถึงเวลาเลิกกอง พี่โจ้ก็กลับมาเป็นปกติ คุณหนองน้ำจึงเดินถามว่าเกิดอะไรขึ้น พี่โจ้จึงเล่าว่าเขาเป็นศิษย์ของอาจารย์ท่านหนึ่งฝั่งทางภาคอีสาน มีการเลี้ยงกุมารเป็นร่างแฝงไว้ คาถาที่ใช้สวดก็ได้มาจากอาจารย์ของเขาเอง กุมารคงมาสิงแค่ช่วงที่ทำพิธีเท่านั้น

       หลังจากทีมงานเก็บของทุกอย่างเสร็จสิ้น ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก ทุกคนรีบเดินทางกลับกรุงเทพ ระหว่างทางมีการพูดคุยกันถึงโลเคชั่นในครั้งนี้ ทางทีมก็บอกว่า โลเคชั่นนี้เป็นบ้านคนและบ้านนี้จะมีศาลไม้ซึ่งเป็นการไหว้ผีของบ้านอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครบอกคุณหนองน้ำก่อนถ่ายทำ จึงไม่ได้ไหว้ผีในวันนั้นด้วย คงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดเรื่องราวแปลก ๆ ในกองถ่ายนี้

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากม้าม่วง PowerpuffGAY 'ขอใครไว้' I อังคารคลุมโปง X ม้าม่วง Powerpuff GAY [28 ม.ค. 2568]

02 ก.พ. 2025

เรื่องเล่าจากม้าม่วง PowerpuffGAY 'ขอใครไว้' I อังคารคลุมโปง X ม้าม่วง Powerpuff GAY [28 ม.ค. 2568]

‘คุณม้าม่วง Powerpuff GAY’ ได้มาเล่าเรื่องหลอนของน้องสาวที่ต้องฝันร้ายทุกคืน จนวันหนึ่ง พราหมณ์ที่วัดแขกยื่นของบางอย่างให้ แล้วฝันร้ายก็หายไป… แต่คืนหนึ่ง เธอกลับฝันเห็นคนแก่มายืนจ้อง และไม่นาน หมอดูก็พูดประโยคชวนขนลุก “เคยขออะไรไว้ กลับไปหาเขาหน่อยนะ” น้องสาวคุณม้าม่วงเคยขออะไรไว้? แล้วเธอลืมอะไรไป? มาฟังเรื่องราวนี้ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (28 มกราคม 2568) ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านกันเลย! ‘คุณม้าม่วง Powerpuff GAY’ ได้เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของน้องสาว โดยน้องสาวของคุณม้าม่วงนั้นชอบมาปรึกษาเรื่องต่าง ๆ กับคุณม้าม่วงเป็นประจำ เพราะว่าน้องสาวของคุณม้าม่วงฝันร้ายอยู่บ่อย ๆ และชอบมาบ่นอยู่ทุกวันว่า “เธอชั้นฝันร้ายอีกแล้ว เธอชั้นฝันว่าถูกไล่ฆ่า ฝันว่าผีมาดึงแขนอีกแล้ว!” คุณม้าม่วงถึงถามไปว่า “มึงเคยไหว้พระ ไหว้อะไรไหม” ทางน้องสาวก็ตอบกลับมาว่า “เธอ ชั้นก็ไหว้ ชั้นก็สวดมนต์ ชั้นพยายามสวดมนต์ตอนกลางคืนแล้ว แต่มันก็ยังมีเรื่องแปลกประหลาดมาเกิดขึ้นอยู่ดี” เป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ จนกระทั่งทางน้องสาวได้ลาออกจากงานมาเป็นผู้จัดการให้คุณม้าม่วง ในช่วงแรก คุณม้าม่วงอาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นท์ จึงจำเป็นต้องเช่าเพิ่มอีก 1 ห้องเพื่อให้น้องสาวอยู่ เป็นห้องที่อยู่ตรงข้ามกันพอดี หลังจากที่น้องสาวคุณม้าม่วงย้ายมาแล้ว ก็ยังคงฝันร้ายอีกเช่นเคย และมักจะเป็นฝันเรื่องเดิม ๆ ฝันว่า ‘มีผีมาหา มีคนไล่ฆ่า วิ่งขึ้นรถแล้วก็มีคนต่างด้าวไล่ฆ่า’ เป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ จนคุณม้าม่วงพูดว่า “มึงมาไหว้พระในห้องกูไหม” หลังจากไหว้เสร็จคืนนั้นน้องคุณม้าม่วงก็หลับสบายดีโดยที่ไม่ฝัน พอวันต่อมา น้องคุณม้าม่วงก็กลับมาฝันอีก และมาเล่าให้คุณม้าม่วงฟัง “คราวนี้ชั้นฝันว่าไปกับเธอ แล้วทีนี้มันไล่เราสองคน เธอดึงแขนชั้นวิ่ง แล้วมันก็วิ่งตามเธอกับชั้นไม่ทัน เพราะเธอวิ่งเร็วมาก” ด้วยความที่คุณม้าม่วงกลัวว่าน้องจะตกใจกลัวจึงพูดติดตลกกลับไปว่า “มึงดูขากูสิ กูสูงยาวเข่าดีขนาดนี้ กูก็วิ่งสิ” โดยพยายามพูดเปลี่ยนให้บรรยากาศมันดีขึ้น แต่เหมือนว่าทางน้องสาวไม่ได้คิดอย่างนั้นและตอบกลับมาว่า “เธอแต่ในความฝันมันน่ากลัวมากเลยนะ มันถือมีดไล่ฟันเราเลยนะ มันเหมือนเหตุการณ์จริงมาก” คุณม้าม่วงจึงทำได้แค่พยายามปลอบใจน้องสาวเท่านั้น หลังจากนั้น วันเวลาก็ผ่านไป ในระหว่างนั้น คุณม้าม่วงก็คอยบอกน้องสาวให้ช่วยเปลี่ยนน้ำพระ หรือทำบางสิ่งบางอย่างร่วมกันในวันพระ เพื่อหวังว่าจะดีขึ้นและฝันร้ายนั้นจะหายไป พอทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จากที่น้องสาวฝันทุกวัน ก็เริ่มเป็นฝัน ไม่ฝัน ฝัน เว้นวัน ดูเหมือนว่าจะเริ่มดีขึ้น จนมาถึงวันหนึ่ง ซึ่งเป็นงานวัดแขกนวราตรี งานนวราตรีเป็นอีกเทศกาลประจำปีของวัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก สีลม) ในทุกปีจะมีการบูชาพระแม่ทุรคา หรือพระแม่ปารวตี หรือพระแม่อุมาเทวี เป็นระยะเวลา 9 คืน ซึ่งเป็นปีแรกของคุณม้าม่วงที่ได้ไป จึงชวนน้องสาวไปด้วยเพราะคุณม้าม่วงเองก็ไม่เคยไป พอไปถึงก็มีคนขอถ่ายรูปคุณม้าม่วงเยอะจนทำให้ไม่ได้คุยกับน้องสาวเท่าไหร่นัก ผ่านไปสักพักหนึ่งคุณม้าม่วงก็ได้เหลือบตาไปเห็นพราหมณ์ เดินเข้าไปหาน้องคุณม้าม่วง แล้วก็ถามว่า “เป็นยังไงบ้าง” ทางด้านน้องสาวก็ตกใจและงงงวยที่อยู่ ๆ พราหมณ์เข้ามาทัก ทางพราหมณ์ก็พูดต่อว่า “ฝันไม่ค่อยดีใช่ไหม เอาอย่างนี้” จากนั้นพราหมณ์ก็ได้ยื่นของมาให้น้องคุณม้าม่วง พอคุณม้าม่วงเห็นอย่างนั้นจึงหยุดกิจกรรมการถ่ายรูปทั้งหมด แล้วเดินเข้าไปหาและพูดไปว่า “อะไรคะพี่ อะไร ๆ” พราหมณ์ก็ตอบกลับมาว่า “ไม่ได้มีอะไร แต่น้องสาวฝันไม่ดีใช่ไหม” “ใช่ค่ะ ใช่” คุณม้าม่วงตอบกลับไปอย่างนั้น และตามต่อไปว่าสิ่งนี้คืออะไร พราหมณ์ก็บอกว่า “คือจะเอาของอันนี้ ให้น้องพกติดตัวเอาไว้ มันจะช่วยให้ดีขึ้น” แต่ตัวคุณม้าม่วงกังวลและไม่กล้าให้น้องสาวรับของจากใคร ด้วยความกลัวและไม่รู้ผสมปนเปกันไป คุณม้าม่วงจึงเสนอตัวรับของสิ่งนั้นเอาไว้ และคิดในใจว่า ‘ถ้าผีจะมาลง มาลงที่กู’ พราหมณ์จึงเอาของสิ่งนั้นมาวางไว้บนมือของคุณม้าม่วงและพูดว่า “บอกน้องสาวพกเอาไว้ มันจะช่วย” จากนั้นคุณม้าม่วงก็เก็บของสิ่งนั้นเข้ากระเป๋าไป หลังจากเสร็จงานช่วงเวลาประมาณตี 1-2 คุณม้าม่วงและน้องสาวก็นั่งรถกลับ ระหว่างทาง คุณม้าม่วงได้เปิดกระเป๋า และยื่นของสิ่งนั้นให้น้องสาวและบอก “นี่เขาเอามาให้มึง” ของสิ่งนั้นมีลักษณะคล้าย ‘ลิงหรือหนุมานถือหรือลูกตุ้ม ของประเทศอินเดีย’ คุณม้าม่วงจึงพูดต่อว่า “นี่ไงเขาบอกให้มึงพก มึงก็ต้องพกพระพิฆเนศด้วยนะ เพราะเราไปขอพรมาจากวัดแขกแล้ว” พอน้องสาวของคุณม้าม่วงพกของสิ่งนี้เอาไว้ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทางน้องสาวก็ฝันดี นอนสบาย มาตลอด จนอยู่มาวันหนึ่ง จากที่ไม่ได้ฝันร้ายมานานจู่ ๆ น้องคุณม้าม่วงก็กลับมาฝันว่า ‘มีคนแก่มาหา’ คุณม้าม่วงจึงถามต่อไปว่า “เขาได้มาทำอะไรมึงไหม” ทางด้านน้องสาวก็ตอบว่า “เขาไม่ได้มาทำอะไร แต่ฉันก็กลัวอยู่ดี” จากนั้นคุณม้าม่วงก็นำเรื่องนี้ไปเล่าให้หมอดูประจำตัวฟัง หมอดูก็บอกกลับมาว่า “พี่หนุ่ม ไม่ต้องให้เย่ (ชื่อน้องสาวของคุณมะม่วง) มาดูดวงกับหนูหรอก เย่มันกลัวใช่ไหม” “ใช่ เย่มันกลัว” คุณม้าม่วงตอบกลับไป หมอดูพูดต่อ “แต่หนูอยากขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม เย่อะไปขออะไรใครไว้ กลับไปหาเขานะ” พอได้ยินอย่างนั้นคุณม้าม่วงก็สงสัยและคิดในใจว่า ‘เย่ไม่ไหวพระ เวลาไปกับเพื่อนมากสุดก็แค่สาธุ จะไปขออะไรใครไว้ได้อย่างไร’ หมอดูพูดเพิ่มเติมว่า “ไม่รู้พี่หนุ่ม เขามาสื่อกับหนูว่า เย่ไปขออะไรกับเขาไว้” จากนั้นทางคุณม้าม่วงก็นำเรื่องนี้มาบอกและถามน้องสาว “มึงไปขออะไรใครไว้หรือเปล่า มึงไปบนอะไรไว้ไหม” แต่น้องสาวก็ตอบกลับมาทันทีว่า “ฉันไม่เคยขอหรือบนอะไรใครไว้เลยนะ ฉันมีแต่พระที่เธอให้ หรือแค่หิ้งพระที่เราไหว้กันแค่นั้น” สุดท้ายน้องสาวก็จำไม่ได้ คุณม้าม่วงจึงบอกได้แค่ว่าให้เธอกลับไปนึกดี ๆ วันนั้น ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปนอนในห้องของตัวเอง ยังไม่ทันพ้นคืนนั้นไป ตอนเวลา 5 ทุ่มแชทคุณม้าม่วงก็เด้งขึ้นเป็นข้อความของน้องสาวที่พิมพ์มาว่า ‘เธอ ฉันจำได้แล้ว ที่อุบลมันจะมีวัดหนึ่ง เขาเรียกว่าวัดตำแย ถ้าใครที่อยู่อุบลน่าจะรู้จักกันดี เป็นวัดที่มีองค์พระพรหม เดินถัดเข้าไปจะมีศาลตายาย หุ่นตัวเท่าคนนั่งพับเพียบอยู่’ ประมาณว่าทางน้องสาวเคยไปไหว้กับเพื่อน และขออะไรท่านสักอย่างหนึ่ง และลืมไปว่าได้เคยขอไว้ คุณม้าม่วงจึงนึกย้อนกลับไปตอนที่หมอดูบอกว่า ‘ยายฝากมาบอกว่า ขออะไรไว้ กลับมาหาหน่อยนะคิดถึง’ เหมือนคนแก่คิดถึงหลาน หมอดูยังบอกอีกว่า ‘ให้น้องซื้อชุดที่คนแก่ชอบใส่ คอกระเช้าสวย ๆ เอาไปถวายท่าน อย่างที่เราเคยขอไว้ แล้วท่านก็บอกว่าท่านคิดถึงนะ มาหาหน่อย’ จึงบอกกับน้องสาวว่า “มึงเอาไปคืนด้วย” เพราะส่วนตัวคุณม้าม่วงเป็นคนที่จริงจังกับเรื่องที่มองไม่เห็นมาก หลังจากที่น้องสาวทำตามที่บอก เอาเสื้อผ้าไปถวายกลับไปหาท่าน ความฝันร้าย ๆ พวกนั้นก็หายไป...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณกรณ์ VG13 ‘หมู่บ้านออนเซ็น’ l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [22 เม.ย 2568]

27 เม.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณกรณ์ VG13 ‘หมู่บ้านออนเซ็น’ l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [22 เม.ย 2568]

อยากทำให้ความสัมพันธ์กับภรรยาดีขึ้น ด้วยการไปออนเซ็น ที่ภรรยาชอบ แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อไปเจอศาลที่แปลกตา และดันปากไวทักไปว่า “สกปรก” หลังจากนั้นเรื่องราวสุดหลอนที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นไม่หยุด…! ไปติดตามเรื่องเล่าของ ‘คุณกร’ ที่ได้นำเรื่อง ‘หมู่บ้านออนเซ็น’ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X (22 เมษายน 2568)’ พร้อมด้วย ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านกันเลย! คุณกรได้เล่าว่า.. เมื่อ 7 ปีก่อน เพื่อนของคุณกรที่ชื่อ ‘คุณแมน’ (นามสมมติ) รู้สึกว่าชีวิตคู่ระหองระแหง คุณแมนจึงชวนคุณหญิง(ภรรยา) ไปเที่ยวออนเซ็นที่ประเทศญี่ปุ่นเพราะคุณหญิงชอบ และคิดว่าการไปเที่ยวครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่จะได้เชื่อมความสัมพันธ์กันอีกครั้ง ก่อนไปก็ฝากลูกไว้กับแม่ จากนั้นคุณแมนก็จองตั๋วเครื่องบินทันที ส่วนที่พักคุณแมนตั้งใจจะไปจองเมื่อไปถึงเพื่อจะเซอร์ไพรส์คุณหญิง ช่วงที่ทั้งคู่ไปเป็นช่วงที่ยังมีฝนตกอยู่ คุณแมนและคุณหญิงจึงเลือกนั่งรถบัสไปลงที่จุดหมาย เมื่อไปถึงก็พบว่าหมู่บ้านนี้ เป็นหมู่บ้านออนเซ็นที่มีบ่อออนเซ็นอยู่หลายบ่อ และที่พักเป็นแบบบ้านเช่าเรียวกัง สไตล์ญี่ปุ่นเก่า ๆ ที่ประกาศอยู่บนเว็บไซต์ ระหว่างทางที่เดินไปยังบ้านพัก คุณแมนก็สังเกตได้ว่า ไม่ว่าจะซ้ายหรือขวาก็ไม่มีคนอยู่ และบ้านบริเวณนั้นเป็นบ้านร้าง เมื่อคุณแมนและคุณหญิงเดินไปถึงบ้านพัก ก็พบกับกุญแจบ้านที่เจ้าของวางไว้ให้หน้าประตู ในคืนแรกทั้งสองคนได้พักผ่อนกันตามปกติไม่มีอะไรเกิดขึ้น เช้าวันรุ่งขึ้น คุณแมนและคุณหญิงเลือกที่จะเดินตามแผนที่ ที่บอกตำแหน่งที่ตั้งของบ่อออนเซ็น และไปแช่บ่อออนเซ็นจนถึงเย็น ระหว่างที่เดินทางกลับมาบ้านพัก สายตาของคุณแมนมองไปเห็นศาลที่ตั้งอยู่ เป็นศาลหินเก่า ๆ ที่มีลักษณะแปลกตา ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ และด้วยความแปลกตาคุณแมนและคุณหญิงจึงลองเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ พอได้เห็นใกล้ ๆ ก็พบว่าเป็นตุ๊กตาผู้หญิง สวมชุดกีโมโนสีขาวหนึ่งตัว กำลังนั่งคุกเข่า ผมยาว ทั้งตัวค่อนข้างม่อมแมม ในตอนนั้นคุณแมนได้คิดในใจว่า ‘แปลกมาก ทำไมถึงมีตุ๊กตาแบบนี้อยู่ในศาสนา’ คุณแมนจึงสะกิดคุณหญิงให้ดูตุ๊กตาตัวนี้ด้วยเหมือนกัน แล้วพูดว่า “ดูดิ แปลกมากเลย แล้วดูตัวสกปรกด้วยอะ ไม่น่าเอาตุ๊กตาสกปรกแบบนี้มาตั้งในศาลเลย ดูน่ากลัวมาก” คุณแมนพูดขึ้นแบบไม่ได้คิดอะไร และเดินเข้าไปในหมู่บ้านเหมือนเดิม และคืนที่สอง ช่วงเวลาประมาณ 4-5 ทุ่ม ในขณะที่คุณแมนกำลังหลับอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงร้อง เสียงคนพูด แต่ลักษณะของเสียงคล้ายกับเสียงลมพัด และเสียงฝน คุณแมนจึงคิดว่าอาจจะเป็นเสียงของคุณหญิง และพยายามที่จะพลิกตัวไปดู แต่ตัวของคุณแมนที่นอนหงายอยู่ก็เหมือนถูกล็อกเอาไว้ และรู้สึกหายใจไม่ออกเหมือนมีอะไรกดทับอยู่บริเวณหน้าอก ในเวลาเดียวกันนั้นคุณแมนก็รู้สึกเหมือนมีเส้นผมริ้ว ๆ สัมผัสเข้าที่ใบหน้า พร้อมกับเสียงร้องที่ดังขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ในตอนนั้นคุณแมนคิดแค่ว่าจะทำอย่างไรดี ตัวของคุณแมนเองก็อยากลืมตาขึ้นมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะอาจจะเป็นคุณหญิงที่พลิกตัวมา และเอาเส้นผมมาสัมผัสที่ใบหน้าของเขา คุณแมนเริ่มคันที่หน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ขยับตัวไม่ได้ และรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก จึงพยายามฝืนแรงลืมตาขึ้นมา เมื่อลืมตาขึ้นมา ทุกสิ่งก็มืดสนิท แต่ด้วยความที่ยังรู้สึกคันหน้า คุณแมนจึงพยายามสะบัดหน้าไปมา ทันใดนั้นคุณแมนรู้ได้ทันทีว่า ที่เห็นว่ามืดสนิทนั้นต้องเป็นอะไรสักอย่างแน่นอน คุณแมนจึงเงยหน้าขึ้นไปบนเพดาน เส้นผมที่ติดอยู่ที่หน้าของคุณแมนก็เริ่มถอยออกและยาวขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงเพดาน และเห็นเป็นหน้าของผู้หญิงกำลังจ้องมองมาที่คุณแมน โดยจ้องมาด้วยสายตาที่โกรธจัด ดวงตาแดงก่ำ หน้าซีดขาว คอยาว ส่วนลำตัวที่กดตัวของคุณแมนไว้ เป็นผู้หญิงใส่ชุดกิโมโนสีขาวสกปรก เมื่อเห็นอย่างนั้น คุณแมนจึงตกใจเป็นอย่างมากและกรี๊ดออกมาสุดเสียง เพื่อที่จะให้ตัวเองหลุดจากการถูกกด และเมื่อหลุดออกมาได้แล้ว คุณแมนก็หันไปหาคุณหญิงเพื่อปลุกทันที แต่พอหันไปแทนที่จะเป็นใบหน้าของคุณหญิง ก็กลับกลายเป็นใบหน้าของผู้หญิงที่กดตัวคุณแมนไว้ ที่กำลังจ้องมาด้วยสายตาโกรธจัด คุณแมนจึงตกใจจนสะดุ้งลุกขึ้น และรีบไปตามหาคุณหญิง คุณแมนเลื่อนประตูทุกบานที่เปิดได้ภายในบ้าน โดยหวังว่าจะพบคุณหญิง และตะโกนเรียกคุณหญิง แต่เรียกเท่าไหร่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา ซึ่งข้างนอกฝนก็ยังคงตกอยู่ คุณแมนพยายามมองไปทั่วบ้าน เพื่อจะหารองเท้าแต่ก็พบว่ารองเท้าได้หายไป ดังนั้นคุณแมนคิดว่าคุณหญิงอาจจะออกไปข้างนอก จึงหาไฟฉายกับร่ม และเปิดประตูออกไปข้างนอกทันที เมื่อส่องไฟฉายออกไปข้างนอกก็มืดสนิท มีแต่ไฟฉายของคุณแมนเท่านั้นที่สว่างอยู่ และส่องไปอีกไกล ๆ ที่บริเวณต้นไม้ก็เห็นเป็นเงาตะคุ่ม ๆ อยู่ คุณแมนก็คิดในใจว่า ‘จะใช่ภรรยาของเขาหรือเปล่า’ คุณแมนค่อย ๆ เดินเข้าไป และตะโกนเรียกชื่อคุณหญิงไปด้วย เมื่อเดินไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มเห็นชัดขึ้น และตรงนั้นก็เป็นคุณหญิงที่ยืนอยู่หน้าศาล ทั้งตัวเปียก ยืนก้มหน้า และตัวก็แกว่งซ้ายขวาไปมาอยู่แบบนั้น คุณแมนจึงเดินเข้าไปเขย่าตัวคุณหญิง พร้อมกับตะโกนเรียก “หญิง! หญิงเป็นอะไร! หญิง!” คุณแมนทำแบบนั้นอยู่นานกว่าที่คุณหญิงจะรู้สึกตัว เมื่อคุณหญิงรู้สึกตัวก็ตกใจว่า ตัวเธอเองมายืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร เพราะก่อนหน้านี้ในขณะที่หลับอยู่ คุณหญิงได้ฝันว่า มีผู้หญิงหน้าตาดี ชวนให้เดินออกมาตรงนี้ แต่ไม่คิดว่าตัวเองจะเดินออกมาจริง ๆ พอได้สติคุณแมนและคุณหญิงจึงรีบกลับมาที่บ้านพัก เมื่อมาถึงทั้งคู่ก็ไม่มีใครกล้านอนจนถึงเช้า เช้าวันต่อมาคุณแมนและคุณหญิง ยังรู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และคิดว่าทั้งคู่ฝันไป แต่ด้วยแพลนที่จะต้องไปเที่ยวบ่อออนเซ็นในวันนี้ คุณแมนและคุณหญิงจึงตัดสินใจที่จะไปเที่ยวกันต่อ และพยายามลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน พอตกเย็น คุณแมนและคุณหญิงก็กลับมาบ้านพัก ระหว่างทางเดินกลับเมื่อถึงจุดตั้งศาลตุ๊กตากิโมโน เพียงแค่คุณแมนมองไป ก็เกิดอาการปวดหัวอย่างหนัก เจ็บคอ และไข้ขึ้นสูง ทั้งคู่ตัดสินใจเรียกรถโรงพยาบาล เมื่อไปถึงจึงได้ให้ประกันประสานงานกับทางโรงพยาบาล และสรุปได้ข้อว่าต้องนอนที่โรงพยาบาล 2 คืน แต่ด้วยอาการของคุณแมนที่แย่ลง ทำให้ต้องจองตั๋วเครื่องบินกลับประเทศไทยทันที เมื่อถึงประเทศไทย อาการของคุณแมนก็ยังไม่ดีขึ้น คอที่รู้สึกเจ็บก็เริ่มเป็นหนองกลืนน้ำลายลำบาก จนต้องส่งเข้าห้อง ICU ส่วนคุณหญิงที่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับเหตุการณ์นี้ จึงได้โทรหาพี่สาวที่เป็นคนมีเซ้นส์เรื่องวิญญาณ เพราะคุณแมนมีอาการนอนเพ้อพูดว่า ‘กลัวแล้ว กลัวแล้ว’ และเมื่อพี่สาวคุณหญิงมาถึงหน้าห้อง ICU ก็พูดขึ้นมาว่า “มีผู้หญิงผมยาว ใส่ชุดสีขาวสกปรก ยืดจ้องหน้าแฟนเธออยู่นะ ไปทำอะไรมาหรือเปล่า ทำไมเขาตามมา เขาเป็นใคร ดูเหมือนเขาจะไม่พูดภาษาไทย แล้วยังโกรธมากด้วย” ได้ยินดังนั้น คุณหญิงจึงเล่าเหตุการณ์เกิดขึ้นทั้งหมดให้พี่สาวฟัง พี่สาวคุณหญิงจึงพยายามที่จะสื่อสารกับวิญญาณและบอกกับคุณหญิงว่า “ผู้หญิงคนนี้โกรธมาก แล้วต้องการเอาชีวิตคุณแมนให้ได้ เขาโกรธมากที่ไปดูถูกเขา” คุณหญิงจึงถามว่า “ไปดูถูกอะไร” พี่สาวจึงบอกว่า “ก็ไปยืนดูถูกเขา เหมือนไปเหยียดหยามเขาที่หน้าศาล เขารับไม่ได้ เขาจะเอาชีวิตไปให้ได้ และยังไปนอนในบ้านของเขาอีก” และเมื่อสื่อสารกันไปมาก็ได้รู้ว่า ผู้หญิงคนนี้เคยผิดหวังในความรัก เธอตัดสินใจจบชีวิตลงด้วยการผูกคอในห้องนอนของตัวเอง ในบ้านหลังนั้น ทำให้วิญญาณของผู้หญิงคนนี้เฮี้ยนมาก คนที่เคยอยู่ในหมู่บ้านนั้นก็เริ่มทยอยออกกันทีละหลังจนไม่เหลือใคร คนในหมู่บ้านพยายามหาหมอผีมาปราบแต่ก็ไม่ได้ผล จึงได้สร้างศาลขึ้นมาและเอาตุ๊กตากิโมโนญี่ปุ่นที่เปรียบเหมือนตัวแทนของผู้หญิงคนนั้นเอาไปไว้ในศาล เมื่อวันเวลาผ่านไปจึงไม่ค่อยมีคนมาดูแล จึงทำให้สกปรกจนมาถึงปัจจุบัน และด้วยความเป็นสถานที่ท่องเที่ยว หลาย ๆ คนในหมู่บ้านจึงปล่อยให้บ้านแต่ละหลังเป็นบ้านเช่าสำหรับนักท่องเที่ยว พอได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด คุณแมนและคุณหญิงเลยได้ทำการขอขมากรรมอยู่บ่อยครั้ง ที่ไปดูถูก เหยียดหยามผู้หญิงคนนั้น และอาการของคุณแมนก็ค่อย ๆ ดีขึ้น จากเหตุการณ์นี้ทำให้คุณแมนที่ไม่เคยเชื่อเรื่องผี ก็เชื่อขึ้นมาทันที(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจาก อาโป - เจษ ‘เด็กหญิงกระโปรงแดง’ และ ‘เรื่องเล่าในห้องเสื้อ’ l อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ [ 10 ก.พ.2569 ]

20 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจาก อาโป - เจษ ‘เด็กหญิงกระโปรงแดง’ และ ‘เรื่องเล่าในห้องเสื้อ’ l อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ [ 10 ก.พ.2569 ]

2 เรื่องหลอนจาก อาโป และ เจษ จากภาพยนตร์เรื่อง ‘ราคี THE STAIN’ ที่ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความหลอน ชวนขนหัวลุก กับเรื่องราวลี้ลับในกองถ่าย ที่เด็กหญิงปริศนาปรากฏมาให้เห็น และการยืนขวางทางของใครบางคน ที่อาจจะไม่ใช่คน… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ’ (10 กุมภาพันธ์ 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องเล่าจากอาโป ‘เด็กหญิงกระโปรงแดง’ และเรื่องเล่าจากเจษ ‘เรื่องเล่าในห้องเสื้อ’ เริ่มจาก ‘อาโป’ เล่าว่า เรื่องราวของ ‘เด็กหญิงกระโปรงแดง เป็นเรื่องของลูกค้าคนหนึ่ง ที่ได้เข้ามาในสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ เพื่อดูสถานที่สำหรับการทำงาน ซึ่งเป็นอพาร์ทเม้นท์ที่เหมือนจะร้าง และเต็มไปด้วยบรรยากาศชวนขนลุก ขณะที่ลูกค้าอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ทุกอย่างปกติ เหมือนไม่มีเรื่องราวน่ากลัวอะไร แต่เมื่อเขาได้กลับไปที่บ้าน ลูกค้าฝันว่า ตนเองได้ขึ้นไปบนชั้นสองของอพาร์ทเม้นท์ ทั้งที่เขาไม่เคยขึ้นไปบนชั้นสองเลย และในฝัน เขาได้เดินเข้าไปในลิฟต์ ในนั้นจะมีกระจกอยู่บานหนึ่ง เขาก็ยืนหันหน้าให้กับกระจกบานนั้น เมื่อประตูลิฟต์ได้เปิดออกมา ขณะที่เขามองตัวเองผ่านกระจกอยู่ สายตาก็ได้กวาดไปเห็นเด็กผู้หญิงกระโปรงแดงคนหนึ่ง ยืนอยู่ด้านหลังของตนเอง สะท้อนผ่านเงากระจก จึงทำให้เขาตกใจกับภาพตรงหน้าที่มองเห็น วันต่อมาลูกค้าคนนี้ได้กลับมาที่อพาร์ทเม้นท์แห่งนี้อีกครั้ง พร้อมกับซื้อของเซ่นไหว้ติดตัวมาเพื่อที่จะมาไหว้สิ่งลี้ลับที่เจอในฝันนั่นคือ เด็กหญิงกระโปรงแดงปริศนา ที่ไม่มีใครรู้ว่าเธอนั้นเป็นใคร เมื่อได้จัดการเตรียมวางของเซ่นไหว้เสร็จสิ้น ของที่วางอยู่นั้นกลับตกลงมาโดยที่ไม่มีสาเหตุ… มาต่อกันที่เรื่องเล่าจาก ‘เจษ’ มีชื่อว่า ‘เรื่องเล่าในห้องเสื้อ’ ก่อนหน้าที่จะมีการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องราคี พี่ปอนด์ หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ไปคุยกับทีมทำหนังผีของประเทศอินโด และได้มีการบอกเคล็ดลับในการถ่ายทำหนังผี ให้ออกมาดีที่สุด เราจะต้องขอให้ผีมาช่วยเรา และต้องทำพิธีบวงสรวง หรือพิธีกรรมเลี้ยงข้าวผี โดยมีการนำกระทงมาวางเรียงกันนับร้อย เรียกว่า สะตวง (สะตวง หมายถึง กระบะที่ทำจากกาบกล้วย ใช้สำหรับใส่เครื่องเซ่นไหว้ ตามความเชื่อของชาวล้านนา) ซึ่งในพิธีกรรมเลี้ยงข้าวผี จะมีพราหมณ์เป็นผู้ทำพิธีให้ในวันนั้นเมื่อผมมาถึงสถานที่ถ่ายทำ ด้วยความง่วง ผมจึงไปยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องห้องหนึ่ง เพื่อรอให้ทุกคนจัดของทำพิธีให้เสร็จ ในอพาร์ทเม้นท์ที่ทำพิธี เป็นสถานที่ที่เกือบจะร้าง บางห้องก็จะไม่มีประตู จะเป็นทางเดินตรงเข้าไปเลย ซึ่งในกองถ่าย ห้องนั้นจะถูกใช้เป็นห้องสำหรับแต่งตัวผมก็เดินออกจากที่ตรงนั้น เพื่อเข้าไปไหว้ทำพิธีร่วมกับคนอื่น ๆ แต่ผมเมื่อหันกลับไปมองตรงที่ที่ผมเคยยืนอยู่ มันเหมือนมีคนยืนอยู่ตรงนั้น และจ้องมาตรงที่พวกเราที่กำลังไหว้ทำพิธี คนที่ผมเห็น เขามีลักษณะเหมือนคนที่อาศัยอยู่ที่แห่งนี้ ไม่ใช่ทีมงานของเรา แต่ยืนอยู่สักพักเขาก็หายไป หลังจากนั้นผมก็ไม่เคยเจอเขาอีกเลย จู่ ๆ มีพราหมณ์คนหนึ่งเรียกผมเข้าไปหา แล้วพูดกับผมว่า “อย่าไปยืนตรงนั้นอีก มันบังทางเขา” พราหมณ์ยังได้เล่าอีกว่า ในช่วงเวลาตี 5 ขณะที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ด้านล่างอพาร์ทเม้นท์ ก็ได้เห็นผี 2 คน ยืนอยู่ด้านบนของอพาร์ทเม้นท์ และมีอีกคนหนึ่งเดินเข้าออกทางช่องประตูไปมา ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่ผมยืนก่อนหน้านั้น นั่นแปลว่า ผมกำลังยืนขวางทางเขาอยู่…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจาก ‘เป้ MVL’ ปู่ยักษ์ใจดี I อังคารคลุมโปง X เป้ MVL [ 16 ก.ค. 2567]

20 ก.ค. 2024

เรื่องเล่าจาก ‘เป้ MVL’ ปู่ยักษ์ใจดี I อังคารคลุมโปง X เป้ MVL [ 16 ก.ค. 2567]

‘คุณเป้ MVL’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (16 กรกฎาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ปู่ยักษ์ใจดี’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย! คุณเป้เล่าว่า คุณเป้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณเป้เรียกว่า ‘ปู่ พ่อ และเตี่ย’ ที่คุณเป้จะไหว้สักการะที่บ้านเป็นประจำนอกเหนือจากพระ โดยคุณเป้จะเรียกท้าวเวสสุวรรณว่า ‘ปู่’ เรียกพระพิฆเนศว่า ‘พ่อ’ และเรียกกรมหลวงชุมพรว่า ‘เตี่ย’ ซึ่ง 3 องค์นี้คุณเป้บูชาอยู่ที่บ้าน แต่โดยปกติก่อนหน้านี้คุณเป้เป็นคนไม่เชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จนกระทั่งวันหนึ่งได้มีโอกาสเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ของตนโดยไม่ได้ตั้งใจ เลขที่ลงท้ายของเบอร์คือ 5995 ซึ่งถ้าใครที่เล่นเรื่องเลขมงคลจะทราบดีว่าเลขนี้เป็นเลขสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเบอร์ที่เกี่ยวกับธรรมะธัมโม ใครใช้ก็จะชอบเข้าวัดสวดมนต์ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง และคุณเป้รู้สึกว่าเมื่อเปลี่ยนเบอร์แล้วชีวิตนั้นเปลี่ยนไปอีกทาง จากที่เป็นคนทำงานกลางคืน นอนตอนกลางวัน อยู่แต่ในที่มืด ณ ตอนนั้นเรื่องสวดมนต์แค่ท่องนะโมได้คือเก่งแล้ว แต่หลังจากใช้เบอร์ใหม่ได้ประมาณ 3 เดือน คุณเป้กลับกลายเป็นคนที่ตื่นเช้าเพื่อมาเปลี่ยนน้ำพระทุกวัน ได้มีโอกาสได้รับสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาจากผู้ใหญ่ที่นับถือเข้าบ้าน เริ่มนั่งสมาธิ หากมีโอกาสก็จะไปทำสังฆทานและกลายเป็นคนเข้าวัดที่ชอบทำบุญ โดยที่ตนก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เพราะไม่มีจุดเปลี่ยนอะไรนอกจากเบอร์มือถือ นั่นทำให้คุณเป้มีความเชื่อมากขึ้น หลังจากนั้น คุณเป้ได้เจอจุดเปลี่ยนอีกจุดหนึ่ง เป็นวันเกิดปีหนึ่งของคุณเป้ ซึ่งเป็นตอนที่มีลูกแล้ว ภรรยาของคุณเป้แนะนำว่าวันเกิดปีนี้อยากพาคุณเป้ไปที่วัดหนึ่ง ซึ่งวัดนี้จะโดดเด่นมากเรื่องของท้าวเวสสุวรรณ โดยก่อนหน้านี้คุณเป้เพียงแต่เคยได้ยินว่าท้าวเวสสุวรรณท่านเป็นใคร แต่ไม่เคยสนใจถึงขึ้นอยากจะเข้าไปบูชาสักการะ และไหน ๆ ก็เป็นวันดีคุณเป้จึงตัดสินใจไปไหว้วัดแห่งนี้ เมื่อไปถึงก็กราบสักการะบูชาพระต่าง ๆ ถวายสังฆทาน และมีแม่ชีแนะนำว่าควรจะไปไหว้พระเวสสุวรรณที่อยู่ด้านหลัง และมีธรรมเนียมปฏิบัติว่าให้เดินลอดใต้ขาท่านเพื่อสะเดาะเคราะห์และขอพร ตอนนั้นลูกของคุณเป้ยังเด็กและเดินไม่ได้คุณเป้จึงอุ้มลอดใต้ขาของท้าวเวสสุวรรณขอพรให้ดูแลปกปักรักษา เพราะก็จะมีความเชื่อที่ว่าเด็กนั้นมีโอกาสที่สิ่งต่าง ๆ จะเข้ามารบกวน คนก็จะมักมีความเชื่อที่ว่าให้นำท้าวเวสสุวรรณไว้ที่บริเวณไหนก็ได้ในบริเวณที่เด็กนอน เมื่อลอดเสร็จ ในช่วงขาออกจะมีโต๊ะที่บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำเงินไปบูรณะวัด ซึ่ง ณ ตอนนั้นคุณเป้ไม่ได้เชื่อในเรื่องนี้เสียสักเท่าไหร่ แต่มีแม่ชีมาแนะนำคุณเป้จึงรับมาโดยที่ตนก็ยังไม่ได้มีความเชื่อเกี่ยวกับท้าวเวสสุวรรณ หลังจากที่ไปไหว้วัดดังกล่าว มีบางอย่างเกิดขึ้นกับคุณเป้ที่ทำให้คุณเป้รู้สึกว่าเรื่องราวไปโยงกังองค์ท่าน เช่น อยู่มาวันหนึ่ง คุณพ่อของภรรยาได้ยกท้าวเวสสุวรรณองค์สีทองมาไว้ที่บ้าน แล้วบอกให้บูชาองค์นี้เพื่อที่จะช่วยให้ลูก ๆ ของคุณเป้นอนหลับสบายมากยิ่งขึ้น และช่วยขจัดปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดี เพราะบางทีคุณเป้ไปทำงานต่างจังหวัดต่างที่ต่างถิ่นไม่ได้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ป้องกันอาจจะพาสิ่งที่ไม่ดีกลับมาแล้วไปโดนลูก ๆ หลังจากนั้นคุณเป้ก็ได้เริ่มศึกษาและบูชาท่าน และขอพรตามปกติ จนมีช่วงหนึ่งได้เกิดเรื่องราวแปลก ๆ ที่ได้เห็นชัดคือในช่วงวันโกนวันพระ เด็ก ๆ จะมีอาการร้องไห้และนอนไม่หลับทั้งคืน ต้องอุ้มเดินทั้งคืนจะหลับอีกทีก็ 6 โมงเช้า ในขณะที่อุ้มจะมีสิ่งที่แปลกอยู่อย่างหนึ่งคือ เวลาที่คุณเป้มองหน้าลูก จะเห็นว่าลูกไม่ได้มองหน้าคุณเป้แต่จะมองผ่านไปอีกฝั่งบ้าง มองข้ามหลังไปบ้าง จนทำให้คุณเป้รู้สึกว่าที่บ้านไม่ได้มีแค่คุณเป้ จนเมื่อลูกเริ่มโตขึ้นคุณเป้ได้มีโอกาสพาไปทะเลต่างจังหวัดและไปพักโรงแรมแห่งหนึ่ง 3 วัน 2 คืน โดยคุณเป้จะขอเป็นห้องครอบครัว และนำฟูกมาต่อเป็นคอกให้กับลูก ในวันแรกคุณเป้ได้พาลูกไปเล่นสนุกมาก พอตกกลางคืนลูกก็หลับเพราะเหนื่อย แต่หลับไปได้ประมาณ 1 ชั่วโมง ลูกก็ลุกขึ้นมานั่งแล้วมองเลยคุณเป้ขึ้นไปแล้วชี้พร้อมพูดว่า “ผี” แต่คุณเป้คิดว่าสิ่งที่ลูก เห็นไม่น่าใช่ผีเพราะคุณเป้ไม่เคยสอนคำนี้ คุณเป้จึงคิดว่าลูกเรียกว่า “พี่” เพราะอาจจะพูดไม่ชัด แต่คุณเป้ก็คิดว่าแล้ว “พี่” คนนั้นคือใคร เพราะในห้องนั้นมีแค่ลูก 2 คน จากนั้นลูกก็นั่งมองสิ่งที่เขาชี้ทั้งคืนไม่ยอมนอนแต่ไม่ร้องไห้ เมื่อถึงคืนที่ 2 ลูกเป็นเหมือนเดิมแต่คราวนี้ร้องไห้ทั้งคืนไม่หยุด คุณเป้เหนื่อยมากเพราะไม่ได้นอนทั้ง 2 คืนและอีกวันก็ต้องขับรถกลับ พอดีวันนั้นคุณเป้ห้อยท้าวเวสสุวรรณ จู่ ๆ ก็มีอะไรดลใจให้คุณเป้จับท้าวเวสสุวรรณและบอกว่า “ปู่ครับ ช่วยลูกผมด้วย ให้ลูกผมได้หลับให้ลูกผมได้นอน อย่าให้มีอะไรมารบกวน ขอให้คนนี้ทุกคนหลับสบาย” แล้วคุณเป้ก็นำท้าวเวสสุวรรณวนหัวลูก 3 รอบ เมื่อเสร็จลูกคุณเป้ล้มลงนอนทันทีหลับไปเลย ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาทำให้คุณเป้เชื่อว่าปู่เวสสุวรรณมีจริง และพกติดตัวตลอดเวลา(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-